มหาจอมเวทเทพอสูร

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 292,363 Views

  • 1,114 Comments

  • 8,284 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    41,360

    Overall
    292,363

ตอนที่ 39 : ดินแดนศักดิ์สิทธิแห่งมังกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11792
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 997 ครั้ง
    3 พ.ย. 61

บทที่ 37  ดินแดนศักดิ์สิทธิแห่งมังกร

                           "สนุกแล้วสิงานนี้!!!"  


               เขาพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าด้วยความรวดเร็ว  ไม้กายสิทธิ์โบกสะบัดไปมา ริมฝีปากน้อยขยับพร้่อมร่ายบทเวทย์ออกไป พลังเวทภายในถูกเร่งเร้าให้ระเบิดออกมา พวกมันถูกแปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงสีฟ้าสดใสเล็ก ๆ ความชื้นรอบกายของเขาสูงขึ้น พวกมันก่อตัวเป็นสายขนาดใหญ่สิบเส้นไหลเวียนรอบกายของเด็กน้อย 


                         "บทเวทระดับสูง  ธาตุน้ำ : คลื่นวารีมังกรคลั่ง"


               สายน้ำขนาดใหญ่อันเชี่ยวกราดสิบเส้นพุ่งทะยานไปยังทิศทางเบื้องหน้าตามการควบคุมของไม้กายสิทธิ์  ความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกมันน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เนื่องด้วยปีเตอร์ได้แฝงเล้นละอองเวทธาตุลมเข้าไปภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ส่วนหัวของสายน้ำทั้งสิบเส้นแปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นปากขนาดใหญ่ที่มีฟันแหลมคมคล้ายส่วนหัวของมังกรไม่มีผิด


                         บึ้มมมมม!!!!!!!!!!!    โฮกกกกก!!!!!!


               สายน้ำทั้งสิบเส้นพุ่งเข้าปะทะเข้ากลางลำตัวของหนอนทะเลทราย ความรุนแรงของบทเวทสร้างความเสียหายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนกลางลำตัวของหนอนทะเลกลายเป็นรูกว้างทะลุไปยังอีกด้านหนึ่ง เสียงร้องโหยหวนของมันดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ แรงปะทะเมื่อครู่ทำให้ทรายบนพื้นฟุ้งกระจายไปทั่ว


               หนอนทะเลมุดลงไปยังพื้นเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว  เมื่อร่างของมันอยู่ในพื้นทรายจะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วรวดยิ่งขึ้น  ปีเตอร์ในยามนี้มิอาจสัมผัสถึงการคงอยู่ หรือระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของมันได้เนื่องจะกระแสพลังเวทในบรรยากาศของทะเลทรายแห่งนี้บิดเบือนผันผวนอย่างรุนแรง   ในยามนั้นเบื้องหน้าของเด็กน้อยก็เกิดการระเบิดขึ้นจากพื้นเบื้องล่าง  เงาลางขนาดใหญ่พุ่งออกตรงเข้ามายังร่างของเด็กน้อย 


                         "บทเวทระดับสูง   ธาตุดิน : กำแพงศิลาเลือดอสูร"     ตู้มมมม!!!!!


               กำแพงศิลาเลือดอสูรปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเด็กน้อยเข้าปะทะกับบางสิ่งบางที่พุ่งออกมาจากพื้นดิน   ปีเตอร์คาดคิดไว้อยู่แล้วว่าอสูรหนอนทะเลทรายต้องไม่ลดความพยายามในการสังการเขาอย่างแน่นอน   ดังนั้นแล้วปีเตอร์จึงเร่งเร้าพลังเวทและเตรียมพร้อมไม้กายสิทธิ์รอร่ายบทเวท  แล้วก็เป็นไปดังที่เขาคาดคิดเอาไว้เสียด้วย      แต่ในตอนนั้นเอง


                         บึ้มมมม!!!!!


               พื้นทรายด้านหลังของเขาก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง  เด็กน้อยหันหน้าไปด้านหลังทันที เขาก็พบเข้ากับปากขนาดยักษ์ของหนอนทะเลทรายอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น ร่างเล็กพยายามหันกลับมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เขาต้านรับเมื่อครู่คงจะเป็นส่วนหางของมันอย่างแน่นอน  ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้านี่จะมีสติปัญญาถึงเพียงนี้  ด้วยระยะเพียงเท่านี้มิอาจร่ายบทเวทย์ทันอย่างแน่นอน
 

                    "แหวนเงาภูตินิลกาฬ รูปแบบหนึ่งทำงาน!!!!"


               ละอองแสงสีดำทมิฬจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากแหวนสีดำบนนิ้วของปีเตอร์ เวลาเพียงเสี้ยววินาทีร่างของเด็กน้อยก็สลายการควันสีดำพวยพุ่งออกมาด้านข้างอย่างรวดเร็ว   เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณฝุ่นทรายฟุ้งกระจายออกไปทั่วบดบังการมองเห็นในระยะหลายเมตร  ร่วงของปีเตอร์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง  การใช้รูปแบบหนึ่งดูดกลืนพลังเวทเขาไปถึงสองส่วน  การสูญเสียพลังเวทไปรวดเร็วเช่นนี้ สำหรับคนที่มีแหล่งพลังเวทใหญ่กว่าคนปกติหลายเท่านั้น การจะฟื้นคืนมันมาอีกครั้งคงต้องใช้เวลา



               ปีเตอร์เปิดใช้งานกายาแห่งเทพอสูร  ร่างของเด็กน้อยแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท บนร่างปรากฏลวดลายสีแดงสลักเลื้อยพัน  กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาไม่แตกต่างอันใดไปจากสัตว์อสูรอันน่ายำเกรงเลยแม้แต่น้อย พลังเวทถูกเร่งเร้าปลดปล่อยออกมา แรงกดดันอันเข้มข้นแผ่กระจายออกมารอบตัวของเด็กน้อย 


               ร่างเล็กพุ่งออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว กำปั้นเล็กบีบอัดแน่นพลังเวทเข้าไปจนเกิดเป็นออร่าห่อหุ้มรอบ ๆ เพียงชั่วพริบตานั้นร่างของเขาก็พุ่งตรงมาประชิดกับอสูรหนอนทะเลทราย  หมัดเล็ก ๆ พุ่งตรงเข้าปะทะกับส่วนหัวของหนอนทะเลทรายที่กำลังเงยหน้าออกจากพื้นดินที่มันกระแทกลงไป


                         ตู้มมมมม!!!!!!!!


               แรงระเบิดดังสนั่นไปทั่ว กำปั้นที่อัดพลังเวทระเบิดออกทันทีที่ปะทะเข้ากับหัวของสัตว์อสูรหนอนทะเลทราย พลังทำลายอันมหาศาลทำให้หัวของอสูรหนอนทะเลทรายระเบิดออกอย่างรุนแรง เศษซากของมันกระเด็นออกไปทั่วบริเวณแรงกระแทกที่เกิดขึ้นพัดกระจายเม็ดทรายตรงบริเวณนั้นให้ฟุ้งกระจายออกไปทั่ว  ฝุ่นควันคละคลุ้งจนบดบังท้องฟ้า 


               ปีเตอร์เก็บซากของอสูรหนอนทะเลทรายเข้าไปยังลูกแก้วมิติของตนเอง เนื่องจากร่างของมันมีขนาดใหญ่เขาจึงเสียเวลาในการเก็บร่างอยู่สักพัก  ทันใดนั้นเองจากท้องฟ้าที่มีแสงอาทิตย์ส่องสว่างแผดเผาไปทั่ว  กลับแปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมันในเวลาเพียงชั่วอึดใจ   ไอความเย็นหนาวเหน็บแผ่กระจายไปทั่ว   พื้นทรายบางส่วนก่อตัวเป็นน้ำแข็งเล็ก ๆ 


               "สภาพอากาศแปรเปลี่ยนผัวผวนอย่างรวดเร็วจริง ๆ การบิดเบี้ยวของกระแสเวทในบรรยากาศของดันเจี้ยนแห่งนี้เริ่มไม่เสถียรเสียแล้ว   มันคงจะเปิดได้อีกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น" 


               เขาเอ่ยออกมาเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของสภาพอากาศ  ดูเหมือนว่าพลังงานที่หล่อเลี้ยงสถานที่แห่งนี้จะเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว  ในตอนนี้เขาต้องรีบหาที่พักเพื่อพักผ่อนฟื้นฟูพลังเวทที่เสียไปให้พร้อมใช้งานอีกครั้ง   เมื่อกวาดมองไปโดยรอบก็มีแต่ผืนทรายกว้างสุดประมาณ   


               เขาจึงใช้พลังเวทธาตุดินสร้างเสาหินขนาดใหญ่สูงกว่าสิบเมตรขึ้นมา  ก่อนจะสร้างห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลางขึ้นบนยอดของมัน บทเวทระดับสูง ธาตุแสง ม่านมายาหักเหถูกร่ายออกมาเพื่อบดบังที่พักของเขาจากการรับรู้ภายนอก   กองไฟเล็ก ๆ ถูกก่อขึ้นมาเพื่อย่างเนื้อของสัตว์อสูรที่เขาได้เตรียมไว้ก่อนออกเดินทาง    หลังจากที่กินเสร็จเขาก็ลอยขึ้นไปยังห้องสี่เหลี่ยมด้านบนก่อนจะนำที่นอนหรูหราหนานุ่มออกมาจากลูกแก้วมิติ   พร้อมทั้งทานยาฟื้นฟูพลังเวทเข้าไปหลายเม็ดแล้วจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อน


......................................................................................


               ภายในป่าแห่งหนึ่งในมิติดันเจี้ยนลับของโรงเรียน  บรรยากาศอันเงียบสงบและเย็นสบาย ท่ามกลางแสงจันทร์ทราสีนวลงามสาดส่องไปทั่ว ส่งผลให้พื้นป่าแห่งนี้สว่างขึ้นมาจากยามปกติเล็กน้อย ร่างกายขาวนวลกำยำของชายหนุ่มสองคน ที่เปลือยกายท่อนบน พร้อมทั้งนุ่งกางเกงขาสั้น  นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใจกลางป่า  แสงสว่างจากกองไฟสร้างความอบอุ่นและเป็นแหล่งพลังงานในการปรุงอาหาร 


                         "เจ้าว่านายน้อยจะเป็นอะไรหรือไม่"  แอลฟ่าเอ่ยถามขึ้นมาถามขึ้นมา  ไม่รู้เพราะเหตุใดภายในใจลึก ๆ ของเขากลับเป็นห่วงปีเตอร์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น


                         "นายน้อยไม่เป็นอะไรไปง่าย ๆ หรอก เจ้ากับข้าต่างก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของนายน้อยเป็นอย่างดี  ทางที่ดีตอนนี้เราควรจะห่วงว่าจะทำภารกิจที่นายน้อยมอบหมายให้ไม่สำเร็จมากกว่า   สัตว์อสูรที่เราล่าได้ในตอนนี้มีเพียงยี่สิบแปดตัวเท่านั้น  พรุ่งนี้เราคงต้องเปลี่ยนที่ล่ากันใหม่แล้ว"  อาร์มันโดว์เอ่ยตอบแอลฟ่ากลับไป  ในใจลึก ๆ ของเขาก็เป็นห่วงปีเตอร์อยู่เล็กน้อย แต่เนื่องจากเขาก็รู้เป็นอย่างดีถึงความแข็งแกร่งผิดมนุษย์ของเด็กคนนี้  ซึ่งแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนร่วมมือกันยังไม่อาจต้านท้านเอาไว้ได้แม้แต่น้อย


                         "นั่นสินะ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี   ขอให้ปลอดภัยนะครับนายน้อย"  แอลฟ่าเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์อันงดงามในค่ำคืนนี้  บรรยากาศอันเงียบสงบในค่ำคืนนี้ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า  อีกเพียงไม่เกินหนึ่งเดือน ดันเจี้ยนแห่งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น


.......................................................................................................................


               ท้องฟ้าสีครามที่ประดับประดาไปด้วยหมู่เมฆบางเบาล่องลอย   แสงอาทิตย์ส่องสว่างเจิดจ้าแผ่กระจายความร้อนให้แผดเผาไปทั่วทุกพื้นที่  สายลมอันอบอุ่นพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้าง บรรดาสัตว์อสูรน้อยใหญ่อาศัยกันกระจัดกระจายในทุ่งหญ้าแห่งนี้ กระแสพลังเวทอันเข้มข้นตลบอบอวนอยู่ภายในอากาศ  หากผู้ใดมีระดับการบ่มเพาะต่ำขอเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าไปก็จะสามารถทะลวงระดับได้ทันที


               รถม้าสีขาวสว่างตกแต่งลวดลายสีทองอันวิจิตรบรรจง  ประดับประดาไปด้วยอัญมณีอันล้ำค่าอย่างสมฐานะ สัตว์อสูรตัวสูงใหญ่  ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลอ่อนประกายทอง ร่างกายกำยำจนมองเห็นมัดกล้ามอย่างชัดเจน  กรงเล็บจากขาทั้งสี่ข้างของมันคมกริบจนขึ้นเงา  ปีกขนาดใหญ่เกินกว่าลำตัวกระพือพัดบินอย่างทรงพลัง แผงคอที่ปกคลุมด้วยขนหนานุ่มส่องประกายเรืองแสงอย่างแปลกประหลาด ดวงตาสีเหลืองอ่อนแฝงไปด้วยความดุดันอย่างราชา  'สิงโตนภา'  คือนามของมัน


                    ภายในรถม้าคันนี้มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคายอยู่สองคน และอีกหนึ่งคนคือชายวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียวยาวดูหรูหราอย่างมาก  ระดับการบ่มเพาะของชายคนนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ แม้ยามที่ไม่ได้ระเบิดพลังเวทออกมายังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันเปี่ยมล้นหนักแน่น    


                    ชายหนุ่มทั้งสองมองลอดหน้าต่างออกไปด้านนอก  ภาพที่พวกเขาเห็นคือ จำนวนของสัตว์อสูรขนาดเล็กใหญ่จำนวนมาก บินอยู่ทั่วท้องฟ้า  แม้พื้นดินด้านล่างก็มีเช่นกัน  แต่ที่หน้าแปลกไปกว่านั้นคือ ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านที่เขาเห็นนั้น อยู่กันอย่างใกล้ชิดกับสัตว์อสูรและไม่ถูกทำร้ายจากพวกมันแม้แต่คนเดียว   แม้ว่าภาพเหตุกาณ์แบบนี้จะพอมีให้เห็นในอาณาจักรอสูรพฤกษาอยู่บ้าง  แต่มันจะไม่เกิดขึ้นเลยกับชาวบ้านธรรมดา  



                         "อีกไม่นานเราก็จะถึงเมืองหลวงกันแล้ว  ข้าหิวจะแย่แล้วเนี้ย  จะได้กินอาหารดี ๆ สักที"  ชายวัยกลางคนเอ่ยกล่าวพร้อมทั้งนำมือมาลูบที่ท้องของตนเอง


                         "ท่านลุงคงไม่หิวจนกินข้ากับน้องหรอกนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายสูงใหญ่กำยำ  กล่าวเอ่ยพร้อมทั้งหัวเราะอย่างสนุกสนาน   ชายหนุ่มอีกคนที่ตัวเล็กกว่าเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน



                              "ข้าจะกินหลานรักของข้าได้อย่างไรกัน   แต่หากเป็นคนอื่นก็ไม่แน่!!!....."  ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมทั้งยิ้มออกมา  แต่ก็กลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว  ทำเอาสองพี่สองเหงื่อตกตาม ๆ กันไป ภายในหวั่นใจเล็กน้อย เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยือนดังดินแดนแห่งนี้


                              "ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ข้าล้อพวกเจ้าเล่น"  ชายวัยกลางคนหัวเราะลั่นออกมาด้วยความสนุกสนาน  ไม่คิดว่าคำขู่เพียงเท่านี้จะทำให้หลานรักของเขาทั้งสองคนขวัญเสียได้ถึงเพียงนี้  ถึงอย่างไรแล้วนี่ก็เป็นการเดินทางใหญ่ครั้งแรกของทั้งสองคน การมาครั้งนี้นับเป็นการเปิดประสบกาณ์ใหม่ให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้    หากแต่เขาก็ยังเสียดายที่มิได้นำหลานอีกคนมาด้วย เนื่องจากมันมิอาจรับสัมผัสพลังเวทได้และยังมีร่างกายที่อ่อนแอ  หากนำมาด้วยอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้



               ใช้เวลาเพียงไม่นาน ภาพของอาณาจักรอันกว้างใหญ่คาดคะเนได้ว่า อาจกว้างกว่าหลายหมื่นตารางกิโลเมตรก็เป็นไปได้ นี่เป็นแค่ส่วนของเมืองหลวงเพียงเท่านั้นจริง ๆ หรือ สิ่งปลูกสร้างที่แปลกประหลาดดูเหมือนกับว่าจะสร้างจากหินสีขาวเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นแทรกในหลาย ๆ ส่วนของเมือง เรียกได้ว่าเมืองแห่งนี้สร้างแทรกซึมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว 


               สองพี่น้องเหม่อมองลงไปเบื้องหน้ากับพบกับผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างหนาแน่น  ภาพกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นภาพในเมืองแห่งนี้ มิได้แตกต่างอันใดกับดินแดนของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย  ที่จริงแล้วที่ทั้งสองมานั่นก็คือ เมืองหลวงของหนึ่งในดินแดนต้องห้าม ดินแดนศักดิ์แห่งมังกร  ดินแดนที่ถูกปกครองโดยมังกรหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังอย่างมาก   อีกทั้งยังมีสติปัญญาอันสูงส่ง  อาจเท่ากับหรือสูงกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ


               เดิมทีพวกเขาทั้งสองคนคิดว่า เมื่อมายังแดนศักดิ์สิทธิแห่งมังกรแห่งนี้คงจะพบกับมังกรขนาดใหญ่ บินกันจนเต็มท้องฟ้า  แต่ที่ไหนได้ มังกรที่เขาเห็นนั้นมีเพียงมังกรรักษาการณ์สองตัวที่ช่วงรอยต่อของดินแดนเท่านั้น  หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย รถม้าบินมาถึงด้านหน้าของปราสาทหลังใหญ่โต  ตัวปราสาทสีขาวส่องสว่างเรืองแสงออกมาอย่างดงาม  ยิ่งพวกมันกระทบกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาก็ยิ่งเพิ่มความสว่างไสวเข้าไปอีก  


               ปราสาทสีขาวสว่างแห่งนี้ปรากฏเรือนยอดสูงหลายสิบยอด  กำแพงหนาขนาดมหึมาพร้อมด้วยบานประตูขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายมังกรอย่างงดงาม  ทหารยามที่ยืนเฝ้าประตูและที่อยู่บนกำแพงปลดปล่อยพลังเวทออกมาอย่างรุนแรง ความหนาแน่นที่พวกเขาทั้งสองสัมผัสได้ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าจอมเวททั้งสิ้น  พวกมันไม่รู้จักวิธีสะกดข่มพลังหรืออย่างไรกัน


               ชายวัยกลางคนแต่งกายชุดสีเขียวเดินลงมาจากรถม้า  พร้อมทั้งให้ชายหนุ่มทั้งสองเดินตามเข้าไปด้านในปราสาท  ทหารยามที่เฝ้ารักษาประตูต่างคุกเข่าทำความเคารพอย่างพร้อมเพียงกัน  ชายหนุ่มทั้งสองมิได้แปลกใจอันใดเท่าไหร่นัก อย่างไรเสียท่านลุงของเขาก็เป็นถึงองค์ชายของราชามังกรที่ปกครองดินแดนแห่งนี้  


               เมื่อเดินมาได้ระยะหนึ่ง ก็พบกับสนามหญ้าขนาดใหญ่ ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างออกเมื่อพบเห็นกับมังกรสูงใหญ่กว่าสองเมตร  บ้างก็สูงหนึ่งเมตรหลายสิบตัวกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน พื้นดินเบื้องล่างถึงกับสั่นสะเทือนเล็กน้อยเมื่อพวกมันล้มกลิ้งลงกับพื้น  นี่สิถึงจะเรียกได้ว่าแดนศักดิ์แห่งมังกร มันจะต้องมีมังกรให้เห็นแบบนี้สิ ชายหนุ่มร่างเล็กคิดอยู่ภายใน



               ทั้งสามคนเดินเข้ามายังใจกลางปราสาท  ภายในมีทหารที่แต่งกายด้วยชุดเกราะสีเงินเงาแวววับ ตกแต่งสลักด้วยลวดลายของเกล็ดมังกรอย่างงดงาม ระดับการบ่มเพาะของพวกมันก็สูงกว่าพวกทหารด้านนอกเช่นกัน ความน่าอึดอัดจากกลิ่นอายพลังเวทที่ถูกปลดปล่อยออกมา ส่งผลกระทบให้ชายหนุ่มทั้งสองมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้า   ใช้เวลาเพียงชั่วครู่หนึ่งทั้งสามก็เดินมาถึงประตูบานใหญ่ที่ถูกสร้างจากหินสีดำ  สลักลวดลายของมังกรหลายสิบตัว  ขอบรอบของบานประตูปรากฏลวดลายคล้ายเกล็ดของมังกรอย่างเด่นชัด


                         
                         ครืนนนนนน!!!!!!


               บานประตูเปิดกว้างออก  สายตาของชายหนุ่มทั้งสองเบิกโพล่งกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ท้องพระโรงขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งด้วยแร่มณีอันงดงามส่องสว่างเปล่งประกายสาดแสงชวนให้หลงไหล   เสาขนานใหญ่หลายสิบต้นที่ตั้งค้ำหลังคาท้องพระโรงตกแต่งสลักด้วยลายมังกรสีทองเลื้อยพันจากล่างขึ้นบนงดงามอย่างยิ่ง   ด้านในสุดปรากฏบังลังก์ทองคำขนาดใหญ่พร้อมด้วยรูปสลักของมังกรสีทองขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลังสร้างความน่าเกรงขามอย่างยิ่ง


                    ทั้งสามคนเดินเข้ามาด้านในก็พบกับทหารที่แต่งกายด้วยชุดเกราะสีทองลายเกล็ดมังกรยืนอยู่ด้านข้างหลายสิบคน ความองอาจน่าเกรงขามมาพร้อมกับระดับการบ่มเพาะที่ไม่ธรรมดาเสียเลย  ความหนักแน่นของพลังเวทเกินกว่าที่มนุษย์ปกติจะมีได้ ดวงตาอันดุดันจับจ้องมาทางชายหนุ่มทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา    ถัดไปก็พบกับเหล่าชายชราที่แต่งกายด้วยชุดคลุมยาวสูงศักดิ์ซึ่งคาดว่าจะเป็นเหล่าขุนนาง    เมื่อเดินมาถึงกลางท้องพระโรงท่านลุงของเขาก็คุกเข่าลงทำความเคารพ พวกเขาทั้งสองคนก็เช่นเดียวกัน    ชายชราที่แต่งกายด้วยชุดสีแดงสดประดับตกแต่งด้วยลวดลายมังกรสีทองทั้งชุด นั่งอยู่กลางบัลลังก์พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นมาทางชายหนุ่มทั้งสองคน


                         "ลุกขึ้นเถอะหลานข้า  เจ้าเองก็ด้วยบุตรรักของข้า"


...........................................................................................................................


               แสงแดดสาดส่องสว่างแผดเผาไปทั่วทั้งผืนทรายแห่งนี้  ไอความร้อนระอุขึ้นอย่างรวดเร็วแม้จะเป็นในยามเช้าเช่นนี้ ร่างของเด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ภายในหัวของเขาขบคิดว่าอากาศในยามเช้าของที่นี้ทำไมถึงร้อนได้ถึงเพียงนี้กัน  เขาเก็บที่นอนเข้าไปยังลูกแก้วมิติก่อนที่จะใช้เวทธาตุน้ำเรียกน้ำออกมาชำระล้างร่างกาย   ปีเตอร์แต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นที่มีด้านหลังเป็นผ้าคลุมยาว  นุ่งด้วยกางเกงขาสั่นตัวเล็ก  


               ที่พักที่สร้างจากเวทธาตุดินสลายหายไปแค่เพียงเขาสะบัดมือเล็กน้อย  เขาเรียกอาชาน้อยออกมาเพื่อใช้ในการเดินในพื้นทรายแห่งนี้  เขาจำเป็นต้องประหยัดพลังเวทเอาไว้ใช้ในกรณีที่คับขัน  ปีเตอร์กวาดสายตาออกไปมองรอบ ๆ ก็พบกับเงาของภูเขาลูกหนึ่ง เขาแปลกใจอย่างมากว่ามันปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร  เมื่อวานเขาก็ดูแน่ชัดแล้วว่ามันไม่น่าจะอยู่ตรงนั้นได้เลย  ความสงสัยนำไปสู่ความอยากรู้


                         "ไปดูกันเถอะ อาชาน้อย"










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 997 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #692 The Killer Princess (@rebornmini) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 06:23
    หึหึหึ *.,*
    #692
    0
  2. #241 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 17:37
    ยังงงเรื่องแผนที่ในดันเจี้ยนนี้อยู่นิดนึง
    #241
    0
  3. #204 dfrdz007 (@dfrdz007) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 19:24
    thank you
    #204
    0
  4. #203 anukun3976 (@anukun3976) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 20:29

    ขอบคุณคับ
    #203
    0
  5. #202 Crasybart (@Crasybart) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 19:52

    ขอบคุณมากครับ

    #202
    0
  6. #201 Shihe (@beequits) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 17:43
    ขอบคุณคับมาต่อเร็วๆนะไรท์
    #201
    0
  7. #199 Takamina Yuko (@bungtcc) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 16:15

    ยอดเยี่ยม
    #199
    0