คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยางิว

หลังพ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ ซามูไรหนุ่มตัดสินใจหลบหนีจากศัตรูเข้าไปในป่า ด้วยความเหนื่อยอ่อน ซามูไรหนุ่มจึงสลบไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีซามูไรหนุ่มกลับพบพระชรารูปหนึ่งอยู่ต่อหน้าตนและการพบกันของคนทั้งสองจะเปลี่ยนชีวิตซามูไรหนุ่มไปตลอดกาล

ยอดวิวรวม

1

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


1

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 ก.ค. 62 / 16:00 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 17 ก.ค. 62 / 16:00

บันทึกเป็น Favorite


ความเย็นเยียบของน้ำที่เข้าประทะหน้าอย่างฉับพลันดึงสติของซามูไรหนุ่มกลับมาอีกครั้ง เขาสะดุ้งตัวขึ้นทันใด มือขวาเอื้อมไปหยิบดาบแล้วชักมันออกโดยสัญชาตญาณ 

ข้าอยู่ที่ไหน...เจ้าเป็นใครกันซามูไรหนุ่มเงื้อดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมแล้วเอ่ยถามชายชราที่อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ

เจ้าอยู่ในป่า ห่างจากทุ่งเซกิงาฮาระมาไกลพอควรชายชราเอ่ยตอบเรียบๆ แกเป็นชายชราคะเนด้วยสายตาคงอายุราวหกสิบปี แต่งกายด้วยชุดแบบพระในนิกายเซนหากแต่ชุดนั้นเก่าคร่ำคร่าและขาดวิ่นเป็นจุดๆ ในมือซ้ายถือดาบไม้ มือขวาถือถังน้ำแบบญี่ปุ่น กล้ามแขนเป็นมัดอันบ่งบอกถึงความแข็งแรงของพระชรารูปนี้ได้อย่างดี

เมื่อได้ยินพระชรากล่าวถึงเซกิงาฮาระ ซามูไรหนุ่มก็สติหลุดทันที เขาพุ่งเข้าใส่พระชราอย่างสุดตัวก่อนจะเงื้อดาบฟันหมายไปที่หัวของพระชราอย่างสุดแรงเกิด แกเบี่ยงตัวหลบด้วยความเร็วที่แม้แต่ตัวซามูไรหนุ่มเองยังต้องอึ้งและก่อนที่ซามูไรจะได้เปลี่ยนกระบวนท่าโจมตี ในจังหวะที่ซามูไรกำลังฟันดาบลงมานั้นเอง พระชรารูปนั้นก็ใช้ดาบไม้ฟาดใส่ข้อมือของซามูไรในทิศตรงกันข้ามกับวิถีดาบของซามูไรหนุ่ม ซามูไรหนุ่มร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนที่ดาบคาตานะจะร่วงลงพื้นเพราะมือของซามูไรแข็งเกร็งทำให้ไม่อาจจับดาบได้อีกต่อไป

ท่านเป็นใครกันแน่!!”ซามูไรหนุ่มตะโกนลั่น

เวลานี้ ข้าคือสิ่งที่ท่านเห็น เป็นแต่เพียงพระชรารูปหนึ่งเท่านั้นพระชรากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงปราศจากความรู้สึก

แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดเล่าจึงต้องมาคิดอาฆาตแก่ข้าผู้เป็นแต่เพียงพระชราด้วยพระชราเอ่ยถามซามูไรหนุ่ม 

ข้าเห็นต้องเอ่ยขอโทษท่าน เมื่อท่านเอ่ยถึงเซกิงาฮาระอันแสดงให้เห็นว่าท่านคงพอรู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นที่ทุ่งอันนั้น ข้าไม่อาจเชื่อใจคนผู้ใดจากทุ่งนั้นได้อีกต่อไปซามูไรหนุ่มกล่าวพลางทรุดนั่งลงกับพื้นก่อนที่น้ำตาจะไหลรินอาบแก้มทั้งสองข้าง

คงพ่ายแพ้มากระมัง บางทีอาจเป็นซามูไรในสังกัดมิตสึนาริ พระชราคิดในใจก่อนจะเอ่ยถามว่า 

เจ้าเป็นซามูไรฝั่งมิตสึนาริหรือ?” 

เป็นเช่นนั้น พวกเราพ่ายแพ้ อีกไม่นานอิเอะยะสึจะได้ครองแผ่นดินซามูไรกล่าวตอบด้วยท่าทีหม่นหมอง

แล้วมันเสียหายที่ตรงไหน?”พระชรากล่าวถาม

ซามูไรมองพระชราราวกับว่าพระรูปนั้นเสียสติไปแล้วก่อนที่ความโกรธจะประทุขึ้นกลางอกซามูไรหนุ่มผู้รู้สึกราวกับตนเองถูกหยามเกียรติ ถ้าหากว่ามือของเขายังคงทำตามบัญชาของจิตใจแล้ว เขาจะสู้กับพระชรารูปนั้นอีกเป็นแน่ ซามูไรนึกในใจด้วยโกรธที่ร่างกายไม่ขยับตามประสงค์ของตน 

ฆ่าข้าซะซามูไรกัดฟันกล่าวด้วยความแค้น

ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นพระชรากล่าวตอบ

ข้าพ่ายแพ้ กองทัพข้าถูกตีแตก ข้าไม่สามารถปกป้องเจ้านายไว้ได้ แล้วตอนนี้เล่า แม้แต่จะจับดาบกระทำเซ็บปุคุเองก็ยังทำไม่ได้ ข้าเสื่อมเสียเกียรติมามากพอแล้วซามูไรกล่าวทั้งน้ำตา

พระชราไม่ได้กล่าวตอบซามูไรหนุ่มแต่อย่างใด ท่านเพ่งพินิจไปที่หน้าของซามูไรหนุ่มก่อนจะค่อยๆไล่สายตาไปตามชุดเกราะของซามูไร ตราประจำตระกูลอุคิตะบ่งบอกชัดเจนว่าชายผู้นี้เข้าร่วมกับมิตสึนาริฝ่ายพ่ายแพ้ในสมรภูมิ ซามูไรผู้นี้ทำให้พระชราระลึกถึงตนเองในวัยเยาว์ ในวัยที่ช่างเต็มไปด้วยความเขลา

พระชรารูปนั้นหยิบดาบคาตานะขึ้นมาจับไว้ในมือ เงื้อดาบขึ้น ก่อนจะฟันใส่ใบไม้ใบหนึ่งที่กำลังร่วงลงสู่พื้น เมื่อตกถึงพื้น ใบไม้ขาดออกเป็นสองส่วนตามวิถีดาบของพระชรา 

ซามูไรหนุ่มมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความฉงน พระชรารูปนี้แท้จริงแล้วคือใครกัน? ก่อนที่ความทรงจำจะผุดขึ้นในหัวของเขาอย่างช้าๆ เมื่อครั้งยังเป็นเพียงแค่เด็กเล็กๆที่กำลังฝึกวิชาดาบนั้น ได้มีเสียงเล่าลือกันถึงนักดาบตนหนึ่ง ผู้สืบทอดแต่เพียงคนเดียวของสำนักดาบยางิว สำนักดาบที่ว่ากันว่าครอบครองวิชาดาบที่เอาชนะได้แม้แต่เท็งงุอยู่  เล่าลือกันว่านักดาบผู้นั้นคือนักดาบที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน บ้างก็ว่านักดาบคนนั้นอาจเป็นนักดาบที่เก่งกาจที่สุดตั้งแต่มีวิชาดาบมา อาจเก่งกาจกว่าผู้ก่อตั้งสำนักยางิวด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าจะลือกันอย่างไร สิ่งที่เป็นความจริงก็คือไม่มีนักดาบคนไหนในแผ่นดินเอาชนะนักดาบตนนั้นได้ แต่แล้วนักดาบตนนั้นกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างก็เล่าลือว่าเขาป่วยตาย บ้างก็ว่าเขาปลีกวิเวกตนเองเพื่อขัดเกลาวิชาดาบต่อไป

เจ้าเห็นจะนึกออกแล้วกระมังว่าข้าเคยเป็นใครพระชรากล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ทำไมกัน?”ในใจของซามูไรหนุ่มเต็มไปด้วยคำถาม หากแต่ก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดใดมากไปกว่านี้ได้

เจ้าทำให้ข้านึกถึงตนเองในวัยหนุ่มพระชรากล่าวตอบพลางลดตังลงนั่งขัดสมาธิข้างๆซามูไร

แผ่นดินโกลาหลถึงเพียงนี้ คนมีฝีมือเช่นท่านเหตุใดเล่าจึงเก็บตัวอยู่เช่นนี้ซามูไรกล่าวถาม

พระชรามิได้กล่าวตอบในทันที ท่านค่อยๆทอดสายตามองไปโดยรอบบริเวณนั้น บัดนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยลงต่ำฉายแสงสุดท้ายของวันกระทบหมู่ยอดไม้ก่อให้เกิดเป็นเงายาวๆของกิ่งไม้ทอดยาวไปตามพื้นดินบริเวณนั้น เงาเหล่านั้นทำให้พระชรานึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ราวสามสิบปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้นักดาบหนุ่มตนหนึ่งตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างแล้วออกเดินทาง เดินทางลึกลงไปในจิตใจ จิตวิญญาณของตนเอง

ที่ประสาทนั่นพระชราเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับพูดกับตนเองมากกว่ากับซามูไร

ประสาทงั้นเหรอ?”ซามูไรเอ่ยถามด้วยความสงสัย เวลานี้ความเศร้าและความเจ็บปวดได้หายไปจากใจของซามูไรหมดแล้ว เหลือแต่เพียงความอยากรู้เพียงเท่านั้น เหตุใดนักดาบอันดับหนึ่งแห่งยุคจึงกลายเป็นเช่นนี้ มีแต่เพียงจีวรที่ขาดวิ่น ดาบไม้ ถังน้ำเก่าๆ ติดตัวเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ดาบคาตานะสักเล่ม ดาบที่ว่ากันว่าถูกตีโดยมาซามูเนะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาบประจำตัวของท่าน บัดนี้ไม่ได้อยู่กับท่านอีกต่อไป

เวลานั้นข้าคงอายุราวเดียวกับเจ้าตอนนี้ เจ้ารู้เรื่องการศึกที่ประสาทมิโนวะไหม?”พระชราเอ่ยถามซามูไร

หามิได้ขอรับ

ฮึ ไม่แปลก เวลานั้นเจ้าเห็นจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำพระชรากล่าวพลางจ้องหน้าของซามูไรเพื่อที่จะคะเนอายุของซามูไรหนุ่ม

เวลานั้นข้าอายุได้ราวสามสิบปี แม้จะอายุเพียงเท่านั้น ตัวข้าในเวลานั้นก็เอาชนะได้ทุกสำนักดาบในแผ่นดินแล้ว

เรื่องนั้นข้าทราบดีขอรับ หลังจากท่านหายตัวไปคนเขาก็ยังลือถึงตัวท่านเสียจนกลายเป็นตำนาน แม้แต่ข้าเองที่ตอนเป็นแต่เพียงเด็กเล็กๆก็ยังรู้จักเรื่องของท่าน

เวลานั้น ข้ายังหนุ่มแน่น วิชาดาบของข้าไร้เทียมทาน ดาบประจำกายของข้าถูกตีโดยมาซามูเนะ ข้าสามารถพูดได้ว่าไม่มีนักดาบหรือซามูไรคนใดในแผ่นดินสามารถล้มข้าได้โดยไม่ใช่การโกหกตนเองเลย

ในเวลานั้นเองที่เกิดศึกขึ้นที่ประสาทมิโนวะ ทัพม้าอันเกรียงไกรของตระกูลทะเคดะได้เข้ารุกรานประสาทแห่งนั้น ตัวข้าและอาจารย์ของข้าได้เข้าช่วยเหลือไดเมียวผู้ปกครองประสาทแห่งนั้น  พวกเราป้องกันประสาทไว้ได้ถึงเจ็ดปี  แต่ท้ายที่สุดประสาทมิโนวะก็ถูกตีแตก

ตัวข้าในเวลานั้นไม่ต่างจากเจ้าในตอนนี้มากนัก ข้าพ่ายแพ้ แม้แต่ประสาทหลังเดียวก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ มันทำให้ข้าได้เข้าใจความจริงที่แสนเรียบง่ายข้อหนึ่งเป็นครั้งแรก ต่อให้เป็นนักดาบที่เก่งกล้าสักเพียงไร แต่นักดาบแค่เพียงคนเดียวนั้นเทียบไม่ได้เลยกับทัพม้าอันเกรียงไกรของตระกูลทะเคดะพระชราหยุดเล่าแต่เพียงเท่านั้น ในเวลานี้ความมืดได้เข้าปกคลุมทั่วบริเวณนั้น ความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงกลายเป็นศัตรูร่วมกันของใครก็ตามที่ยังไม่ก่อกองไฟแล้วทำตัวเองให้อุ่น

ตามข้ามา ซามูไรเอ๋ย เจ้ายังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ยังเร็วเกินกว่าที่จะหนาวตายหรือถูกสัตว์ป่าฆ่าเสียพระชราพูดพลางลุกขึ้นเดินนำซามูไรหนุ่มลึกเข้าไปในป่า

ที่พักของพระชราคือเพิงไม้ที่สามารถคะเนด้วยสายตาได้ไม่ยากว่าถูกสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามสิบปี ซึ่งนั่นก็ทำให้พอเดาได้ว่าคงสร้างตั้งแต่พระชรารูปนี้เพิ่งออกบวช  ทั้งสองต่างนั่งผิงไฟที่ถูกจุดขึ้นอย่างเงียบๆ ราวกับต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตน ในห้วงความคิดของซามูไรหนุ่ม เขาย้อนนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดการรบในวันนั้น นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ตนประสบพบเจอมาตั้งแต่เป็นเพียงเด็กน้อยที่ฝึกวิชาดาบและนึกถึงเรื่องที่พระชราพึ่งเล่าให้ฟัง คิดทบทวนไปมาในหัว แล้วในห้วงความคิดนั้นเองที่ซามูไรหนุ่มเกิดคำถามขึ้นในใจ คำถามที่แสนจะเรียบง่ายแต่เขากลับไม่เคยถามตนเองมาก่อน คำถามว่าชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด แท้จริงแล้วมีความหมายอะไรกันแน่? และหลังจากเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ คำถามอื่นๆก็ตามมาราวกับการไหลบ่าของน้ำผ่านทำนบกั้นน้ำที่ได้พังลงแล้ว จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตจริงๆแล้วควรเป็นอะไรกันแน่? ทำไมคนเราถึงยังต้องทนทุกข์? แท้จริงแล้วเราควรยึดอะไรเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตของเรากันแน่?

คำถามทั้งหมดนั่นสักวันเจ้าจะได้รับคำตอบพระชรากล่าวขึ้นราวกับรู้ถึงคำถามที่เกิดขึ้นในใจของซามูไรหนุ่ม บางทีท่านอาจรู้ได้จากสีหน้าอันแสดงออกชัดเจนถึงความสงสัยของซามูไรหนุ่ม

ข้าไม่เข้าใจซามูไรหนุ่มกล่าวด้วยความรู้สึกสับสนท่วมท้นในใจ ความพยายามคิดหาคำตอบและคำถามเหล่านั้นพันกันยุ่งเหยิงในใจของซามูไรหนุ่ม

การตั้งคำถามพวกนั้นคือก้าวแรก ก้าวแรกบนเส้นทางที่ถูกต้องที่เจ้าไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของมันพระชรากล่าว น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

ข้าไม่ควรสับสน แท้จริงแล้ว ซามูไรย่อมได้รับคำตอบของทุกคำถามจากวิถีแห่งนักรบซามูไรกล่าวพลางส่ายหน้าอย่างช้าๆแต่คำตอบที่ข้าได้มา กลับไม่ได้ช่วยให้ใจข้าเลิกสับสนได้เลย

วิถีแห่งนักรบไม่ใช่ที่มาของคำตอบหากแต่แท้จริงแล้วมันคือบ่อเกิดแห่งคำถามทั้งหลายในใจของเจ้าพระชราเงยหน้าจากกองไฟขึ้นมามองหน้าซามูไรหนุ่ม นัยน์ตาเป็นประกาย 

ในชั่วเวลาที่ทั้งสองประสานตากัน ซามูไรหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันทีถึงเหตุผลที่พระชราเข้ามาช่วยตนเอาไว้ ถึงเหตุผลที่พระชราพาตนมาพักที่เพิงไม้หลังนี้ ความวุ่นวายสับสนในใจพลันมลายหายสิ้น เกิดปิติอย่างแรงกล้าขึ้นในใจซามูไรหนุ่ม พร้อมกับศรัทธาอย่างหมดใจในตัวพระชรา 

ท่านอาจารย์ โปรดใช้ปัญญาของท่านชี้นำข้าด้วยเถิด นับแต่บัดนี้ไปข้าไม่ใช่ซามูไรอีกต่อไป ไม่ใช่นักดาบ ข้าจะขอเป็นแต่เพียงนักเดินทางที่จะเจริญรอยตามท่านเท่านั้นซามูไรหนุ่มกล่าวจบพร้อถอดคาตานะพร้อมฝักออกจากเอวแล้วเปลื้องชุดเกราะออก ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับพระชราอย่างนอบน้อม

เจ้ายังต้องเดินทางอีกไกลนักลูกศิษย์ จงไปนอนพักเอาแรงเสียพระชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม


ลูกศิษย์เอ๋ย คาตานะคืออะไรนี่คือคำถามแรกที่พระชราเอ่ยถามศิษย์อดีตซามูไรในวันรุ่งขึ้น

เวลานี้ข้าเห็นว่ามันเป็นแต่เพียงอาวุธของชนชั้นนักรบเท่านั้นขอรับลูกศิษย์กล่าวตอบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลังของความกระตือรือร้นอยากจะเรียนรู้ทุกสิ่งที่พระชราสอน 

ผิดแล้วล่ะศิษย์เอ๋ย นับแต่บัดนี้คาตานะจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะชี้นำเจ้าบนเส้นทางสายนี้พระชรากล่าวก่อนจะชี้ไปที่ใบเมเปิลที่กำลังสีแดงสดใสที่กำลังร่วงจากต้นไปตามสายลมยามเช้าศิษย์เอ๋ย จงฟันมันเสีย เช่นเดียวกับที่ข้าเคยทำให้เจ้าดู

ลูกศิษย์หนุ่มตั้งท่า เงื้อดาบ แล้วฟันลงไปที่ใบเมเปิลที่กำลังร่วงลงพื้น แต่ไม่เป็นผล ความหยุ่นและความเหนียวของใบไม้ทำให้มันติดไปกับคาตานะ พันไปรอบคมของดาบแต่ใบไม้ก็ไม่ได้ขาดออกเป็นสองส่วนดังที่พระชราเคยทำให้เขาดู ตลอดวันนั้นลูกศิษย์หนุ่มพยายามเช่นนั้นอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว เย็นนั้นลูกศิษย์หนุ่มกลับไปที่เพิงไม้ด้วยใจที่ขุ่นมัวย่ิง 

ดูเจ้าอารมณ์ไม่สู้ดีนักนะพระชรากล่าวขึ้นเมื่อเห็นศิษย์หนุ่มของตนเดินเข้ามาในเพิงไม้

ข้าทำไม่สำเร็จ ข้าพยายามแล้ว พยายามอย่างมากแต่ก็ทำไม่ได้ บางทีเส้นทางสายนี้เห็นจะไม่เหมาะกับข้ากระมังศิษย์เอ่ยตอบก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างพระชรา

เจ้าทำมันไม่สำเร็จเพราะเจ้าพยายาม จงเลิกพยายามแล้วมันจะสำเร็จพระชรากล่าวสอนศิษย์พลางมองหน้าลูกศิษย์หนุ่มอย่างใช้ความคิดก่อนจะกล่าวเสริมไปว่าพรุ่งนี้หากเจ้าอยากทำให้สำเร็จ เจ้าควรไปนั่งสมาธิที่น้ำตกพระชราพูดเสร็จก็เข้านอนปล่อยให้ลูกศิษย์หนุ่มงุนงงกับวิธีการสอนของอาจารย์ของตน

แม้ว่าจะไม่เข้าใจมากนักว่าพระชราต้องการสื่ออะไรกับตนแต่ลูกศิษย์หนุ่มก็ตั้งใจว่าจะทำตามคำสอนของผู้เป็นอาจารย์ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นเขาจึงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปยังน้ำตก เขาวางดาบลงบนหินก้อนหนึ่งที่ไม่โดนน้ำกระเด็นใส่ เปลื้องผ้าออกทั้งหมดแล้วนั่งสมาธิอยู่ใต้น้ำตกนั่น เวลานั้นคือราวเดือนตุลาคมอากาศจึงหนาวเย็นจับใจโดยเฉพาะเวลาเช้าเช่นนั้นจึงทำให้น้ำตกเย็นเยียบ ความเย็นของน้ำที่ตกลงมาด้วยความแรงและเร็วผ่านผิวหนังทำให้ลูกศิษย์หนุ่มชาไปหมดทั้งตัว  ตาปิดสนิท หูได้ยินแต่เพียงเสียงของน้ำตกเท่านั้น ร่างกายชาปราศจากความรู้สึก จิตใจของลูกศิษย์หนุ่มจึงไม่วอกแวกไปไหนอีก เป็นแต่ตั้งมั่นอยู่ในใจของตนเท่านั้น ในภาวะแห่งสมาธินี้เองที่ลูกศิษย์หนุ่มเข้าใจคำสอนที่ผู้เป็นอาจารย์กล่าวกับตน เป็นความเข้าใจที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ความหมายจากคำสอนที่แสนเรียบง่าย สิ่งที่ตนไม่เข้าใจเมื่อวานมาบัดนี้แล้วช่างแสนเรียบง่ายเจ้าพยายามเจ้าจึงไม่สำเร็จศิษย์หนุ่มนึกทวนคำพูดของอาจารย์ในใจก่อนจะยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

ลูกศิษย์หนุ่มรีบลุกขึ้นแต่งตัวก่อนจะหยิบคาตานะไปยังบริเวณลานใบไม้ร่วงทันที เวลานี้เขารู้แล้วว่าทำไมเมื่อวานตนจึงทำไม่สำเร็จ ลูกศิษย์หนุ่มตั้งท่า เงื้อดาบ เช่นเดียวกับที่ทำเมื่อวาน แต่เวลานี้ศิษย์หนุ่มเข้าใจแล้วว่าการไม่พยายามหมายถึงสิ่งใด เขาตั้งสมาธิตัดการรับรู้ทั้งหมดออกไป เวลานี้ป่าทั้งป่า โลกทั้งใบได้หายไปแล้ว เวลานี้ศิษย์หนุ่มรับรู้เพียงแค่คาตานะที่อยู่ในมือตนกับใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงพื้น มีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้นในโลกของศิษย์หนุ่ม ลูกศิษย์หนุ่มฟันลงไปที่ใบไม้ใบนั้น คราวนี้ใบไม้ขาดออกเป็นสองส่วนแล้ว 

พระชราที่คอยมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ตั้งแต่ต้นยิ้มอย่างพอใจด้วยนึกชื่นชมในความหัวไวของลูกศิษย์ เมื่อลูกศิษย์หนุ่มหันมาพบอาจารย์ของตนยืนอยู่ เขาก็รีบเข้ามาคุกเข่าคำนับอาจารย์ด้วยความนอบน้อม

จงเดินต่อไปบนทางนี้เถิด แล้วเจ้าจะพบคำตอบของคำถามที่เจ้าเคยถามตนเอง

หลังจากนั้นวันแล้ววันเล่าศิษย์หนุ่มก็พากเพียรฝึกฝนตนเองซ้ำๆอยู่เช่นนั้น กล่าวคือนั่งสมาธิใต้น้ำตก อาศัยความเย็นของน้ำในการฝึกฝนสมาธิของตน ฝึกปรือวิชาดาบด้วยการฟันใบไม้ที่ร่วงหล่นลงพื้น ซึ่งก็เป็นการฝึกสมาธิในอีกทางหนึ่ง เมื่อนานวันเข้า ใจของศิษย์หนุ่มผู้นั้นก็เข้าถึงสมาธิได้ต่อเนื่องยาวนานและลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคนรุ่นราวคราวเดียวกันคนใดจะมาเทียบได้

เวลาผันผ่านเช่นนั้นเรื่อยไป พระชรามิได้สอนสิ่งใดแก่ศิษย์เพิ่ม ส่วนตัวศิษย์ก็ยังคงฝึกฝนตนเองอยู่เช่นนั้น จวบจนกระทั่งถึงยามเย็นวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง พระชรากำลังนั่งพิจารณาการฝึกของลูกศิษย์ตนและเห็นว่าเวลานี้ศิษย์หนุ่มมีพลังสมาธิมากเพียงใด พระชราจึงเชื่อมั่นในใจว่าเวลานี้ศิษย์ตนพร้อมแล้วที่จะเรียนรู้บทเรียนถัดไป

ศิษย์เอ๋ย จงฟังพระชรากล่าวพลางลุกขึ้นยืนโดยใช้ดาบไม้ยันไว้กับพื้นใช้เป็นไม้เท้า

ข้าจะสอนกระบวนท่าลับที่สืบทอดกันมาในสำนักยางิวให้กับเจ้า มันจะพาเจ้าไปสู่อีกขั้นของการเดินทางนี้หลังจากนั้นพระชราก็สอนกระบวนท่านั้นแก่ศิษย์จวบจนเมื่อได้สั่งสอนกันจนหมดความแล้ว พระชราก็กล่าวถามศิษย์ว่าศิษย์เอ๋ย เจ้าได้เรียนรู้สิ่งใดจากการฝึกก่อนหน้านี้บ้าง?”

ท่านอาจารย์ ข้าได้เรียนรู้ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่มีจริง มันเกิดจากการรับรู้และความคิดของเราเท่านั้นเมื่อเราตัดการรับรู้นี้เสีย โลกนี้ก็จะไม่มีจริงอีกต่อไปศิษย์หนุ่มกล่าวตอบ 

พระชราพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย ก่อนจะเดินนำศิษย์ไปยังแอ่งน้ำอันเกิดจากน้ำตกก่อนจะสั่งให้ศิษย์ใช้ถังไม้ตักน้ำขึ้นมา

ศิษย์เอ๋ยจงมองเงาในน้ำพระชรากล่าวกับศิษย์ก่อนจะกล่าวถามว่าเจ้าเห็นอะไร?”

เห็นเงาของตัวข้าขอรับอาจารย์ศิษย์หนุ่มกล่าวตอบ

พระชรายิ้มกว้างก่อนจะกล่าวตอบศิษย์ไปว่าผิดแล้วเมื่อกล่าวจบก็เดินจากไป ทิ้งให้ศิษย์หนุ่มนั่งงุนงงอยู่เช่นนั้น 

การฝึกฝนกระบวนท่าลับของสำนักยางิวนั้นเป็นอะไรที่ยากยิ่งที่จะทำให้สำเร็จเพราะการจะฝึกระบวนท่านี้ออกมาให้ได้สมบูรณ์แบบนั้นจำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้ได้รวดเร็วอย่างยิ่ง รวดเร็วเกินกว่าร่างกายของอดีตซามูไรธรรมดาจะทำได้ จึงต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักซ้ำไปซ้ำมาจนถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายจะร่ายรำไปเองโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจจิตใจ เช่นนั้นจึงจะถือว่าเป็นกระบวนท่าที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนั้นศิษย์หนุ่มจึงทุ่มเทตนเองอย่างหนักในการฝึกฝนกระบวนท่านี้ เขาฝึกหนักเสียจนรู้สึกเจ็บปวดไปตามแขนราวกับมีใครจุดไฟลนไปตามผิวหนัง เป็นความเจ็บปวดทรมานอันเกิดจากการใช้ร่างกายหนักเกินไป ด้วยเหตุนั้นศิษย์หนุ่มจึงจำต้องหยุดฝึกเสียชั่วคราวเพราะร่างกายไม่อาจฝึกต่อได้นั่นเอง 

ปวดเกินกว่าจะฝึกต่อได้สินะพระชรากล่าวขึ้นกับศิษย์ เวลานั้นทั้งสองกำลังนั่งผิงไฟอยู่ด้วยกัน

ขอรับ

หากเจ้ามองลงไปในน้ำ เจ้าจะเห็นเงาของอะไร

ศิษย์หนุ่มไม่ได้เอื้อนเอ่ยตอบไป เขาเคยเจอคำถามเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จากการฝึกฝนกระบวนท่าอย่างหนักได้เริ่มทำให้บางสิ่งบางอย่างในใจศิษย์หนุ่มเปลี่ยนแปลงไปข้า....ไม่รู้ขอรับศิษย์กล่าวตอบผู้เป็นอาจารย์ตามสิ่งที่คิดในใจ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นแท้จริงแล้วคืออะไร

พระชรายิ้มกว้างแสดงท่าทีพอใจในคำตอบก่อนจะกล่าวต่อว่าปวดตามกายมากใช่ไหม จงสั่งให้มันเลิกเจ็บสิ

ในเวลานั้นคำพูดต่างๆของพระชราวนเวียนอยู่ในใจของศิษย์หนุ่ม แท้จริงแล้วเงาในน้ำนั้นคืออะไรกันแน่ เขานึกย้อนไปถึงการฝึกกระบวนท่านั้น บางครั้งร่างกายก็เคลื่อนไหวไปเองโดยปราศจากการสั่งการความเจ็บปวดที่แขนและตามตัวกำลังประทุขึ้นมาในเวลาที่ศิษย์หนุ่มกำลังคิดอยู่นี้ ศิษย์หนุ่มเห็นใจตนเองเคลื่อนจากการคิดไปรับรู้อาการปวดที่แขนและตามร่างกายสั่งให้มันเลิกเจ็บสิ’ ‘ผิดแล้ว’ ‘โลกที่เราอาศัยอยู่เกิดจากการรับรู้และความคิดของเราเท่านั้นคำพูดต่างๆวนเวียนในหัวศิษย์หนุ่มไปมา และในเวลานั้นเองที่ศิษย์หนุ่มเข้าใจทุกอย่าง ดวงหน้าของเขาเบิกบานด้วยแจ้งในความจริงนี้ ความปิติยินดีทำให้ใจของศิษย์หนุ่มเข้าสู่สมาธิและในสมาธินั้นเองใจของศิษย์หนุ่ม ใจอันแจ้งในความจริงนี้ ได้วางภาระหนักอย่างหนึ่งที่แบกมาทั้งชีวิตลงและใจที่รู้แจ้งอันนั้นจะไม่หยิบภาระนี้ขึ้นมาอีกแล้ว ตลอดกาล







ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Jonathan Livingston จากทั้งหมด 2 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัพเดท

  • ความรู้เพื่อดำเนินชีวิต

    เรื่องสั้น

    0/1

    0

    0%

    17 ก.ค. 62

  • อดีต ปัจจุบัน อนาคต

    3

    0/62

    0

    0%

    24 ม.ค. 59

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น