คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #1 : 00 ✿ ยินดีที่ได้รู้จัก
ยินดีที่ได้รู้จัก , ต้นเหมย
เสียงแจ้งเตือนของสมาร์ตโฟนดังขึ้นเป็นรอบที่สี่
เจ้าของร่างสูงได้แต่ควานหาเพราะต้องการปิดมันเพื่อไม่ให้มารบกวนเวลานอนของตนเองไปมากกว่านี้
มือใหญ่กวาดสะเปะสะปะทั่วเตียงก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อหามันไม่พบ เขาจำได้ว่าตั้งปลุกไว้เพียงแค่รอบเดียว
แต่ทำไมถึงดังซ้ำซ้อนขนาดนี้
หลังตั้งสติได้จึงรู้ว่ามันไม่ใช่เสียงของนาฬิกาปลุก
เขายีผมด้วยความไม่สบอารมณ์แถมยังรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิมตอนเห็นว่าสายเรียกเข้านั้นมาจากรายชื่อที่เมมเอาไว้ว่า
‘หมิงชนน์ นรค’ ซึ่งเป็นน้องชาแฝด มันคือชื่อเล่นตามด้วยชื่อจริงอย่างปิยชนน์ ส่วน
นรค ที่ต่อท้าย น้องชายดันคิดว่าเป็น ‘น่ารักครับ’ แต่สำหรับเขามันเป็นคำว่าน่ารำคาญ
เขาเมมชื่อจริงตามหลังเพราะเพื่อนในกลุ่มยังเรียกสลับผิดถูกเลยต้องเอาไว้เตือนใจ
เผื่อใครมายืมโทรศัพท์แล้วจะจดจำได้ขึ้นใจบ้าง ซึ่งชื่อจริงของเขาคือปิยปาณ
ดังนั้นบนโทรศัพท์ของน้องชายเลยตั้งเอาไว้ว่า ‘เหมยปาณ’ เช่นกัน
เหมยกดรับสาย
กดเปิดสปีกเกอร์โฟนด้วยความว่องไวก่อนวางมันลงข้างหมอนทันที
ชายหนุ่มทิ้งใบหน้าของตนตามลงไปเพราะยังงัวเงียอยู่
กระนั้นจำต้องกดลดเสียงและอยู่ให้ห่างจากโทรศัพท์พอสมควรเพราะคงได้ยินเสียงบ่นยาวเหยียดตั้งแต่ประเทศไทยยันถึงที่นี่
(คือมันยังไงอะ
ไม่คิดจะรับสาย
ไม่คิดจะโทรบอกน้องนุ่งเลยหรือไงว่าเอาสารร่างตัวเองไปเหยียบญี่ปุ่นแล้วหรือยัง
ถ้าไม่กะเวลาโทรจะได้รู้ไหม ตกลงอยู่โรงแรมยัง หรือไปนอนตายอยู่ที่สนามบิน ...อ้าว
เงียบ เหมย กวนตีนกูเหรอ)
“เปล่า”
เขาขานตอบเสียงเซื่องซึม บอกตามตรงเขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว
พอลงจากเครื่องได้ก็รีบพาตัวเองมาโรงแรมทันที “ง่วง”
(แสดงว่าอยู่โรมแรมแล้ว
แค่เป็นห่วง กลัวจะไปตายซากอยู่เมืองอาทิตย์อุทัย ตามไปเก็บศพไม่ได้นะบอกก่อน)
“อืม
ค่อยบ่น ขอนอนก่อน”
(เออออ
ตื่นแล้วโทรหากูอีกทีด้วยนะ ตอนเช้าอะ)
“รู้แล้ว”
เขาฟังเสียงน้องชายฝาแฝดบ่นอุบอิบก่อนสายจะตัดไป
เหมยถอนหายใจแล้วตั้งสมาธิมองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์
ตีสามช่างโทรมาได้ถูกเวลาจริงๆ แต่จะว่าก็คงไม่ได้เพราะเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าไทยสองชั่วโมง
เพราะฉะนั้นประเทศไทยประมาณตีหนึ่ง ไอ้น้องตัวแสบคงยังไม่ได้นอน
หมิงเป็นน้องชายฝาแฝดของเขา
เราเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วจนคนภายนอกแยกไม่ค่อยออก อาจเพราะชอบแต่งตัวคล้ายกัน
บางทีเอาเสื้อผ้ามาแบ่งกันใช้ ยิ่งตอนที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสีผมมีคนทักผิดหลายครั้ง ยังจำวันที่ทะเลาะกันเรื่องย้อมผมได้อย่างดี
น้องชายอ้างว่าแสบหัวจนงอแงจะไม่ยอมท่าเดียว
เขาจึงตัดปัญหาด้วยการเปลี่ยนสีผมของตนเองให้เป็นสีน้ำตาล
ส่วนหมิงยังคงผมสีดำตามกำเนิด
เขากับหมิงเหมือนกันเพียงแค่ภายนอก
อย่างหน้าตา สีผิวและดวงตา เหมยตาชั้นเดียวสีดำสนิท
เวลายิ่มจะตาปิดเป็นพระจันทร์เสี้ยวทว่าถ้าอยากเห็นภาพลักษณ์เหล่านั้น
ต้องมองหมิงเพียงคนเดียวเพราะน้อยครั้งที่เหมยจะยิ้ม
หากสนิทสนมถึงจะรู้ว่าลักษณะนิสัยของพวกเขาต่างกันแบบสุดโต่ง
หมิงเป็นประเภทพูดจ้อ พูดไม่หยุด จนบางทีเขาต้องสั่งให้เงียบถึงจะเงียบ
นั่นเลยเป็นที่มาของคำว่า นรค ในรายชื่อบนโทรศัพท์
แต่มันเป็นความน่ารำคาญที่เขาไม่เคยรำคาญจริงๆ
ครอบครัวของเราเป็นตระกูลคนจีนซึ่งบ้านเขาเปิดร้านทองและมีธุรกิจเล็กๆ
อย่างอื่นมาเสริมด้วยทำให้มีฐานะพอสมควร ทางบ้านมีเพียงแค่อากงอาม่าและป๊าที่ยังยึดติดกับความคิดเดิมๆ
อยู่ ส่วนม้าสามารถปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ๆ ได้บ้างเป็นบางเรื่อง
แต่ถึงอย่างนั้นหากทางผู้ใหญ่รู้เรื่องที่เขาและน้องมีรสนิยมความชอบเป็นเพศเดียวกัน
บ้านคงจะร้อนเป็นไฟน่าดู
ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งหลังเปิดโหมดห้ามรบกวน
เหลือเวลานอนอีกไม่กี่ชั่วโมงเพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปบ้านของเพื่อนน้ำเงินที่เขาไปขออาศัยอยู่ด้วยช่วงหนึ่งเดือนนี้
อันที่จริงสามารถไปได้ตั้งแต่ลงเครื่องแต่เหมยเหนื่อยเกินกว่าจะหิ้วตัวเองไหวเลยทำได้แค่พักโรงแรมแถวนี้ไปก่อนหนึ่งคืน
ช่วงนี้มหา’ลัยปิดเทอมเขาเลยหนีมาเที่ยวญี่ปุ่นตามแพลนที่วางเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน
ความตั้งใจครั้งแรกคืออยากมากับเพื่อนสนิทที่แอบชอบอย่างน้ำเงิน แต่มันดันล้มเหลวเสียก่อนเพราะอีกฝ่ายมีคนพามาอยู่แล้ว
ปัญหาใจของเขาพูดยาก เจ้าตัวไม่เคยรู้ว่าเขาชอบ ตอนตัดสินใจจะบอกว่าคิดอย่างไรเขาก็กลับลำกะทันหัน
ไม่อยากให้น้ำเงินกับพี่องศาต้องผิดใจกันจึงเก็บเงียบไว้
แม้ไม่ได้สถานะแฟนแต่คงสถานะเพื่อนสนิทแถมยังได้พี่ชายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเลยคิดว่ามันไม่แย่เท่าไหร่
เขาใช้ทริปนี้มารักษาใจตัวเอง แน่นอนว่าโดนท้วงมาแล้วเช่นกันเรื่องจะมารักษาใจที่ประเทศญี่ปุ่น
ไม่แน่ใจนักว่ามันถูกต้องหรือไม่ เขามาที่นี่เพราะน้ำเงินแล้วจะไม่ให้นึกถึงอีกฝ่ายได้อย่างไร
มันเป็นการพักใจตรงไหน ถึงอย่างนั้นคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกเพราะนานวันเข้าก็รู้ว่าตัวเขายินดีกับทุกอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
แค่เห็นว่าน้ำเงินมีความสุข
เขาก็พอใจแล้ว
✿
หลังโดนน้องชายฝาแฝดโทรมาป่วนเลยนอนหลับไม่สนิท
เขาเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมเดินทางไปบ้านเพื่อนของน้ำเงิน
ตอนแรกตั้งใจจะหาโรงแรมพักไปตามเมืองต่างๆ แต่หมิงบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเช่าที่อยู่อาศัยตลอดหนึ่งเดือนเลยกลายเป็นสาเหตุให้น้ำเงินติดต่อเรื่องที่พักกับเพื่อนต่างแดนให้
ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเพื่อนคนไหน แต่สุดท้ายยอมเปลี่ยนแผนเพราะไม่อยากให้น้ำเงินกับน้องชายเสียน้ำใจ
เหตุผลหลักของการมาญี่ปุ่นคืออยากไป
universal จังหวัดโอซาก้าเพราะเคยบอกกับน้ำเงินเอาไว้ว่าอยากจะมาด้วยกัน
แม้ล้มเหลวไปแล้วแต่เขายังอยากมาอยู่ การเปลี่ยนใจเรื่องสถานที่พักทำให้เขาต้องหิ้วตัวเองมาอยู่แถบโอตารุในฮอกไกโด
แพลนเที่ยวที่วางไว้ก็ผิดพลาดทั้งหมด เนื่องจากระยะทางจากฮอกไกโดไปโอซาก้าใช้เวลานานพอสมควร
หากเขาอยากไปเที่ยวแทบนั้นคงต้องเตรียมการใหม่
ใช้เวลาไม่นานนักกับการเดินทางมาถึงโอตารุ
เขากดดูโลเคชันที่คุณเจ้าของบ้านส่งมาให้ในแอปพลิเคชันแชต
รูปโปรไฟล์กระต่ายสีเทาและตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นทำให้เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นอย่างไร
รายละเอียดคร่าวๆ
คือเพื่อนของน้ำเงินเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นรุ่นราวคราวเดียวกับเขา คุณพ่อเป็นคนที่นี่
เราไม่ได้คุยอะไรนอกเหนือจากการถามทางและแนะนำตัวเองสั้นๆ จนรู้มาว่าเจ้าของบ้านชื่อญี่ปุ่น
เขาไม่แน่ใจนักว่าเคยรู้จักกันมาก่อนไหมเพราะค่อนข้างคุ้นชื่อ คิดว่าเดี๋ยวค่อยมาทำความรู้จักตอนอาศัยก็ได้
เนื่องจากเขาต้องมาอยู่รบกวนเป็นเดือน
เหมยใจชื้นไม่เบาตอนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นเพราะหากเขาสงสัยยังพอจะพูดคุยได้รู้เรื่องบ้าง
ยอมรับตรงๆ ว่าภาษาญี่ปุ่นของเหมยไก่กายิ่งกว่าอะไรดี เขาศึกษามาเท่าที่จำเป็น เช่นประโยคทักทายหรือตอบรับสั้นๆ
มีหนังสือคู่มือติดตัวมาเล่มหนึ่งแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีบอกทุกอย่าง
ร่างสูงเดินตรงมาตามทางเรื่อยๆ
ก่อนหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านเก่าชั้นเดียวสไตล์ญี่ปุ่นพื้นที่โดยรอบกว้างขวางอยู่ดูจากความยาวของรั้ว
อาจไม่ได้กว้างมากแต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วถือว่ามีฐานะพอตัว
เหลือบสายตามองป้ายสีน้ำตาลแก่ด้านหน้าเพื่อเช็กว่าเป็นตัวอักษรเดียวกันกับรูปในแอปแชตหรือไม่
พอแน่ใจว่าใช่เขาจึงกดออดตามมารยาท รออยู่สักพักหนึ่งประตูรั้วสีน้ำตาลก็เปิดออกมาพร้อมกับเจ้าของบ้านที่ทำให้เขาเลิกคิ้วมอง
“อ้าว...
สวัสดี ทำไมไม่บอกเราว่ามาถึงแล้วจะได้ออกไปรับ บ้านเราหายากไหมอะ
หลงทางหรือเปล่า” เหมยชะงักไปครู่หนึ่งกับคำทักทายแสนสั้นแล้วตามด้วยการบ่นเรื่องที่เขาไม่ยอมบอกก่อนว่าจะมา
แต่เมื่อคืนเขาส่งข้อความมาบอกแล้วนี่ว่าจะเข้ามาแต่เช้า “เข้ามาก่อนสิ”
“...”
ดวงตาเรียวรีไล่สำรวจใบหน้าของเจ้าของบ้านด้วยความรู้สึกคุ้นเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน
ดวงตากลม ปากนิดจมูกหน่อยแต่ลงตัว เส้นผมสีน้ำตาลหม่น มัดหน้าม้ารวบไปเป็นจุกคล้ายต้นมะพร้าว
อีกฝ่ายตัวเล็กกว่าเขาเยอะเหมือนกัน ดูท่าแล้วคงสูงกว่าน้ำเงินเล็กน้อย
ใส่เสื้อยืดสีเทาแขนยาวคลุมข้อมือกับกางเกงขายาวจนแทบลากพื้น พอเข้าใจว่าอากาศมันหนาวแต่พูดตรงๆ
ว่าเหมือนขโมยชุดคนอื่นมาใส่เสียมากกว่า
“เฮ้”
“หืม”
“จะเข้าบ้านหรือเปล่าอะ”
เหมยเพียงพยักหน้าตอบกลับ “เดี๋ยวเราพาเดินดูบ้านนะ แต่ว่านายเหนื่อยไหมอะ
พักก่อนได้นะ แล้วเราค่อยพาเดินดูทีหลัง”
“ไม่เป็น...”
“เดี๋ยวเราลากกระเป๋าให้
ตามเข้ามาเลย” ไม่ทันจะได้อ้าปากท้วงอะไร
คนที่ตัวเล็กกว่าเขาเกือบครึ่งก็เดินเข้ามาคว้ากระเป๋าเดินทางแล้วเดินจ้ำเข้าไปในบ้านทันที
เหมยตามเข้าไปอย่างรีบเร่งพยายามจะเอากระเป๋ากลับมาถือเองเพราะไม่อยากรบกวน
แถมคนตรงหน้ายังทำทีเหมือนจะลากกระเป๋าไม่ไหวเพราะเขาขนของมาเยอะพอสมควร
กลัวว่าจะหกล้มน่ะสิ ถึงอย่างนั้นเหมยประมวลผลช้าเกินไปเสี้ยวนาที
โครม!
“เฮ้ย”
เหมยท้วงเสียงดังเมื่อเจ้าของบ้านล้มคะมำไปกับพื้นพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
สาเหตุที่หนึ่งมาจากขากางเกงซึ่งอีกฝ่ายคงเผลอเหยียบเข้า เล่นใส่ยาวลากพื้นขนาดนั้นบวกกับพื้นต่างระดับและกระเป๋าแสนหนัก
ส่วนสาเหตุที่สองน่าจะเป็นเพราะรีบเดินเกินไป เจ้าบ้านยังถอดรองเท้าไม่เรียบร้อยดีเลยด้วยซ้ำ
“เจ็บหรือเปล่า”
“ฮือ
เจ็บมาก” เสียงหวานบ่นออดแอดจนเขาต้องย่อตัวลงไปดู บ้านของญี่ปุ่นทางเข้าเป็นพื้นต่างระดับ
มีชั้นวางรองเท้าอยู่ข้างๆ
ก่อนเจ้าของเรือนผมสีหม่นจะหันไปกอดกระเป๋าของเขาไว้แล้วหันมามองตาปริบๆ “กระเป๋า...
เราขอโทษ ไม่ทันระวัง จะพังไหมอะ”
“ไม่หรอก”
เขาตอบเสียงนิ่งหลังจากคนตัวเล็กทำเสียงหงอย ไหนจะแสดงสีหน้ารู้สึกผิดผ่านการเบะริมฝีปากลงเหมือนเด็กกำลังจะร้องไห้
“จริงนะ”
“อือ”
ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนยื่นมือไปเพื่อให้คนที่นั่งอยู่กับพื้นได้ใช้เป็นแหล่งยึดเหนี่ยว
พอเจ้าบ้านลุกขึ้นมาได้ เหมยจึงก้มไปหิ้วกระเป๋าตัวเองขึ้นมา
ขืนปล่อยให้ลากต่อไปมีหวังได้ล้มหน้าทิ่มอีก แม้เป็นพื้นระดับเดียวกันแล้วแต่ตอนนี้เขาไม่ไว้ใจ
“เดี๋ยวถือเอง”
“แต่เรา...”
“พาไปห้องก็พอครับ”
คนตัวบางพยักหน้าอย่างรู้สึกผิดก่อนเดินนำลิ่วไปทางด้านขวาซึ่งเป็นระเบียงทางเดินเลาะสวนขนาดย่อม
ชายคาบ้านมีกระดิ่งลมแขวนเอาไว้... ถ้าจำไม่ผิดมันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนใช่หรือเปล่า
ก่อนความสงสัยจะถูกพับเก็บไปเมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าห้องที่คาดว่าอีกฝ่ายคงให้เป็นห้องของเขา
เพราะมีกระดาษเขียนไว้ด้วยหมึกดำเป็นคำว่า ‘เพื่อนใหม่’ ซึ่งห้องของเขาอยู่สุดทางเดินถัดมาจากห้องอะไรไม่รู้อีกสองห้อง
“นี่ห้องนายนะ
ส่วนข้างๆ นั่นห้องเรา ถ้าขาดอะไรบอกได้เลย” เสียงใสบอกเจื้อยแจ้วขณะเปิดประตูบานเลื่อนแล้วพาเดินเข้ามาภายใน
แน่นอนว่าในความคิดของเขามันต้องมีเตียงหรืออุปกรณ์ทันสมัย แต่ไม่
...ภายในห้องมีเพียงแค่เสื่อทาทามิ มุมห้องมีฮีตเตอร์ ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเล็กๆ
อีกหนึ่งตัว บ้านหลังนี้ออกแบบมาแบบสไตล์ญี่ปุ่นแต่ไม่ได้ดั้งเดิมขนาดนั้น
ออกแนวผสมผสานกับสมัยใหม่เสียมากกว่า “เอ้อ เราลืมถามเลย นอนพื้นได้ไหมอะ
...เราชอบนอนบนฟูกมากกว่าเลยไม่ได้ซื้อเตียงเอาไว้เลย ขี้เกียจเอาเสื่อออกด้วย”
“ไม่เป็นไร
นอนได้”
“โอเค
ฟูกพับอยู่ในตู้นะ ถ้างั้นเราแนะนำตัวอีกที เราชื่อญี่ปุ่น เรียกปุ่นเฉยๆ ก็ได้”
“อ่า
ชื่อเหมย” เขาแนะนำตัวสั้นๆ เหมือนตอนตอบแชตเพราะไม่มีอะไรอยากพูดมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าการแนะนำตัวของเขาทำให้เจ้าของบ้านดูข้องใจ
จะว่าไปอีกฝ่ายพูดไทยได้คล่องพอสมควรเลย แม้จะพูดไม่ชัดบางคำก็เถอะ
“เหมย...
ที่มาจากต้นบ๊วยใช่ไหม เราว่าจะถามตั้งแต่ทีแรกแล้ว” เจ้าของชื่อพยักหน้าลงเบาๆ
ชื่อของเขามาจากต้นเหมยซึ่งม้าเป็นคนตั้งเพราะชอบ หรือรู้จักกันในชื่อต้นบ๊วยหรือต้นพลัมนั่นแหละ
ส่วนชื่อของหมิงนั่นป๊าเป็นคนตั้ง “ชื่อน่ารักจังเลย
เราเคยไปงานเทศกาลดอกบ๊วยด้วยนะ ตอนลงไปอิบารากิ”
“...”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะต้นเหมย”
คนฟังหัวคิ้วกระตุกเมื่อชื่อของตัวเองดันมีคำว่าต้นนำหน้า ซึ่งปกติเขาไม่ค่อยจะชอบชื่อตัวเองอยู่แล้ว
“เรียกเหมยก็พอ”
“อ้าว
ทำไมอ่า”
“...”
“แต่ต้นเหมยน่ารักมากเลยนะ
...เราขอเรียกแบบนี้ได้ไหม ...นะๆ” เหมยกำลังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนหนีเสือปะจระเข้
อยู่ไทยมีหมิงพูดจ้อไม่หยุดแถมเวลาจะกวนประสาทก็ชอบเรียกอะไรที่เขาไม่ชอบ
พอมาเที่ยวญี่ปุ่นกลับต้องเจอเจ้าบ้านช่างพูดด้วยอีกหรือยังไง
“ไม่ชอบชื่อต้นเหมยเหรอ”
“อือ”
“หรือว่าจะให้เราเรียกว่าอุเมะ”
แขกของบ้านขมวดคิ้วยุ่งกว่าเดิมเพราะไม่รู้ความหมาย “อุเมะก็ได้นะ น่ารักเหมือนกัน”
“แปลว่าอะไร”
“แปลว่าต้นบ๊วยนี่แหละ”
นอกจากเหมย พลัม บ๊วยแล้วยังมีคำว่าอุเมะเข้ามาอีกเหรอ
“แต่เราว่าเรียกต้นเหมยน่ารักกว่า ขอเราเรียกต้นเหมยนะ”
“เดี๋ยว...”
“น้า...
นะ” เสียงอ้อนวอนพร้อมกับการทำตาเป็นประกายนั่นทำให้เขาต้องพยักหน้าตอบตกลงเพราะไม่อยากเถียงด้วย
การทะเลาะกับเจ้าบ้านเรื่องชื่อของตัวเองตั้งแต่วันแรกคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก
พอเขาอนุญาตคนที่ขอเรียกว่าต้นเหมยดูดีใจเป็นพิเศษก่อนเข้ามาคว้าแขนไปเขย่าๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะต้นเหมย”
“อือ
เหมือนกัน”
“ทำไมต้องทำเสียงดุด้วยเล่า”
เขายืนมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ ปกติโทนเสียงเขาไม่ได้เป็นมิตรกับใครอยู่แล้ว ไม่แปลกหากว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเขาดุ
“ไม่ได้ดุ”
“ถ้าต้นเหมยไม่ชอบที่เราเรียกแบบนี้”
ดูเหมือนว่าเจ้าบ้านจะสำนึกได้แล้วว่าเขาไม่ชอบชื่อต้นเหมยถึงได้เอ่ยออกมาเบาๆ
ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะขอโทษแต่อย่างน้อยญี่ปุ่นอาจคิดได้ว่าควรเรียกชื่อเขาว่าเหมยเฉยๆ
แต่เขา...
คิดผิด
“ก็เป็นเรื่องของต้นเหมยนะ”
“...”
“เพราะเราชอบ”
ให้ตายเถอะ
ถ้าย้ายออกตอนนี้จะทันไหม
✿
tbc
1/4/21
เนื้อหาฉบับรีไรต์นะคะ โทนเรื่องฟีลกู้ดเป็นที่สุด เจ้าจี้ปุ่งน่ารักสดใส อิอิ
#เรื่องของต้นเหมย
ความคิดเห็น