ลมห่มฟ้า

ตอนที่ 2 : เมาเหมียนหมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 พ.ย. 62

 

 

หลังจากเรียนเสร็จก็ปาไปห้าโมงไม่คิดเลยว่าปีสี่ที่ใครๆบอกว่าสบายจะวุ่ยวายขนาดนี้ เปิดเทอมวันแรกก็โดนแจ๊คพ๊อตโปรเจ๊คเลยแล้วไม่ใช่แค่วิชาเดียวเท่านั้นยังมีอีกหลายวิชา ชีวิตผมต่อจากนี้เพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนปีสี่สุดท้ายคงต้องงดเที่ยวแล้วละ

“เออไอ้ฟ้าเลิกเรียนแล้วแดกชาบูกันป่ะ มีร้านเปิดใหม่หน้ามอไปกินกัน” นกถามผม ขณะที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋า ผมหันไปมองมันอย่างใช้ความคิดไอ้นี่สมองมีแต่เรื่องกินอย่างเดียวจริงๆ

“กูต้องไปห้องชมรมก่อนวะ เดี๋ยวต้องเตรียมเรื่องค่ายอาสาหน้าหนาวนี้ ไหนจะต้องเปิดรับสมัครน้องปีหนึ่งใหม่อีก กว่าจะเสร็จคงสองทุ่มมึงไปกินกับไอ้เมฆเหอะ” ผมตอบมัน ไอ้นกหน้ามุ่ยทันทีเหล่มองไอ้เมฆแล้วถอนใจเบาๆ ก็ผมมันไม่ว่างหนิ “อยู่ปีสี่แล้วเสือกเป็นประธานชมรมอีก แล้วมึงจะบริหารเวลายังไงวะ แค่โปรเจ็คก็จะตายห่าละ” ไอ้เมฆพูดขึ้น ผมหันไปมองมันพลางถอนหายใจ

“ไม่ใช่เพราะมึงกับไอ้นกตอนปีสามหรือไง ที่เสือกเสนอชื่อกูให้รุ่นพี่ เลยได้เป็นประธานค่ายต่อเนี่ย พวกมึงต้องช่วยกูรับผิดชอบเลย” ผมหันไปบอกมองหน้าเจือนๆอย่างสำนึกผิดของมัน ผมก็โกรธไม่ลง

“เออขอโทษละกัน งั้นเดี๋ยวกูไปช่วยมึงด้วยไอ้นก ชาบูอะแดกเมื่อไหร่ก็ได้ร้านแม่งไม่ปิดหรอกถ้าไม่เจ๊งก่อน” ไอ้เมฆว่าแล้วหันไปมองไอ้นกสีหน้าที่ดูผิดหวังของเพื่อนทำให้เสือปากหมาอย่างมันหัวเราะขึ้นมาได้ทันที

 

พวกเราสามคนผม ไอ้เมฆ ไอ้นก เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งผมรู้จักกับไอ้เมฆก่อนเพราะมันเป็นรูมเมทผม และบังเอิญเรียนคณะเดียวกันเจอร์เดียวกันเราเลยสนิทกันไว ส่วนไอ้นกมาทีหลังผมเจอมันที่ข้างถังขยะในสภาพมันเละไม่รู้ตอนนั้นไปฟัดกับใครมา ด้วยความสงสารผมกับไอ้เมฆเลยเก็บมันมาดูแลจนมันหายกลายเป็นนกสวยงามที่พร้อมจะปล่อยมันบินกลับลัง แต่ไม่รู้ว่ามันซาบซึ้งอะไรเลยไปย้ายคณะมาเรียนกับพวกผมหลังจากนั้นเราสามคนก็เป็นเพื่อนกันเสมอมา และด้วยแก๊งเราดูดีมีสไตล์กันทุกคนเลยได้รับสมญานามว่า “สามทหารเสือ” จากพวกรุ่นพี่และเพื่อนร่วมคณะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ผมเปิดประตูห้องชมรมที่ทิ้งร้างมานานกว่าสองเดือนทันทีที่ประตูเปิดออกฝุ่นละอองก็ตีเข้าหน้าทันที จนพวกผมแทบสำลักเอามือปัดป่ายอากาศกันไปมา

“สกปรกมากแม่” ไอ้นกบ่นขึ้นเมื่อเห็นสภาพน้อง สิ่งของกระจัดกระจายระเนระนาดเพราะห้องนี้คนใช้บ่อยมีทุกชั้นปีมาใช้งานวนเวียนกันไป แล้วก็ไม่ค่อยชอบทำความสะอาดกันสงสัยผมคงต้องออกกฎระเบียบการใช้ห้องแล้วละ เด็กๆพวกนั้นจะได้มีวินัย เพราะไม่งั้นลำบากพวกผมต้องมาคอยตามปัดกวาด เช็ดถูอีก

“เดี๋ยวช่วยกันทำความสะอาดหน่อยละกัน เพราะพวกเราต้องมาใช้อีกจนกว่าจะเปิดค่าย เปิดเทอมแล้วเดี๋ยวกูต้องยื่นเรื่องต่อสภาคณะเรื่องออกค่ายอีก อยากทำให้เสร็จไวๆที่เหลือจะได้ให้ปีสามกับปีสองมันรับต่อ เราจะได้มีเวลาทำงานกัน” ผมว่า

กิจกรรมหลักๆของชมรมค่ายอาสาของประธานค่ายก็คือการเสนอโครงการค่ายอาสาต่อสโมสรนิสิต เนื่องจากเราเป็นชมรมที่ก่อตั้งมานาน และเพื่อให้สโมสรนิสิตยื่นเรื่องขออนุมัติงบประมาณจากอธิการบดี ยอมรับเลยว่าไม่ง่ายเพราะหน้าที่ของผมคือต้องหาสถานที่ในการออกค่าย คำนวณงบประมาณ ทำเรื่องขอตั่งต่างอีก ส่วนใหญ่ถ้าอธิการอนุมัติแล้วงบไม่พอก็ต้องออกไปเปิดหมวกหาทุนในการออกค่ายเพิ่มอีกซึ่งมักจะเป็นแบบนี้ แต่เรื่องเปิดหมวกจะเป็นหน้าที่ของน้องปีสองกับปีหนึ่ง ส่วนพวกปีสามคือหากิจกรรมที่ต้องจะทำให้วันออกค่ายและจัดหาพวกรถที่พัก เราแบ่งงานกันประมาณนี้

“เออแล้วมึงคิดยังว่าหน้าหนาวนี้จะไปไหน” ไอ้เมฆถามขึ้นในขณะเดียวกันก็ช่วยจัดเอกสารให้เข้าที่ไปด้วย

“ก็คงขึ้นเหนือเหมือนเดิมแหละ” ผมตอบ

“ขึ้นเหนือทุกปีไม่เบื่อบ้างหรอวะ กูโคตรเบื่อเลยไปเชียงใหม่มาจะสามปีแล้วนะโว้ย อยากไปที่อื่นบ้างวะ”

“งั้นก็ไปเชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอนดิ” ไอ้นกเสนอ

“หุบปากไปเลยมึงไม่ได้ขอความเห็น อย่าสาระแน”

“เอ้าไอ้นี่ หน้าหนาวจะให้ไปทะเลไงไอ้สัส หน้าหนาวก็ต้องขึ้นดอยดิถูกแล้ว จริงไหมไอ้ฟ้า” นกหันมาขอความเห็นผม “กูยังไม่ได้คิดวะ ว่าเดี๋ยวครั้งนี้จะให้เปิดโหวตเอาว่าใครอยากไปที่ไหน” ผมตอบตามความจริง

“เออก็ดี เป็นความคิดที่ดี” ไอ้นกตอบ

“เออถ้างั้นเก็บห้องเสร็จแล้วไปแดกเหล้ากันป่ะ” อยู่ดีๆไอ้เมฆก็ชวนดื่มเหล้า

“สัสเปิดเทอมวันแรกก็เอาเลยนะมึง” ผมว่า

“สัส ไม่แดกตอนนี้แล้วมึงจะแดกตอนไหนวะ เดี๋ยวต่อไปก็ยุ่งอีกแดกวันนี้แหละฤกษ์ดี”

“เออก็ได้”

คิดว่าผมจะปฏิเสธใช่ไหมละ พวกผมก็แบบนี้แหละครับเราเป็นเด็กเที่ยวได้แต่ก็ต้องเรียนได้ด้วยเหมือนกัน มันเป็นกฎในการรับผิดชอบตัวเองโตแล้วต้องไม่ทำให้ที่บ้านเป็นห่วง ถึงผมจะเที่ยวเก่งแต่เรื่องเรียนผมก็เก่งไม่แพ้เรื่องเที่ยวนะ อันนี้ผมไม่ได้โม้เพราะผมสอบได้ท็อปเกือบทุกวิชาของเจอร์ คนทั่วไปถึงยกย่องเราให้เป็นสามทหารเสือยังไงละเพราะนอกจากหน้าจะดี กีฬาเด่น การเรียนไปเป็นรอง เอาเป็นว่าพวกผมครบเครื่องเลยทีเดียว

 

 

ผมเปิดประตูเข้ามาในหอพักอย่างเหนื่อยหน่ายไม่คิดเลยว่าการเรียนปีสุดท้ายจะเหนื่อยขนาดนี้ นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย คงต้องใช้เวลาอีกซักพักเลยกว่าจะปรับตัวให้ชินได้ ปกติผมมีชีวิตเหมือนเครื่องบินที่ต้องวิ่งตลอดเวลาไม่มีวันหยุดพักพอได้พักแล้วก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน ผมมองเตียงกว้างด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา แต่ก่อนเคยโหยหาชีวิตส่วนตัวแต่พอได้รับก็อดที่จะเศร้าไม่ได้เหมือนกันชีวิตผมตอนนี้ขาลงชะมัด

ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูห้องทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความฟุ้งซ่านในจิตใจ ผมหอบร่างกายที่อ่อนล้าเดินมาเปิดประตูเมื่อเห็นว่าเป็นใครผมเลยให้มันเข้ามาทันที

“โหห้องพี่ลมนี่ดีจังเลยเนอะ โคตรเท่เลย อะนี่” ไอ้โปว่ะพร้อมยื่นถุงอาหารมาให้ผม

“อะไรวะ”

“หมี่เกี๊ยวพี่ตั้งแต่เลิกคลาสก็เห็นพี่รีบกลับหอ ผมเดาว่าพี่ยังไม่น่าจะได้กินอะไรเลยแวะซื้อหมี่เกี๊ยวน้ำมาฝาก เจ้านี้อร่อยสุดในมอเรา” ผมฟังมันอธิบายด้วยแววตาเป็นประกาย ท่าทางมันจะเป็นแฟนบอยผมจริงๆ

“แล้วนี่มึงรู้ได้ไงว่ากูอยู่ที่นี่ ในเมื่อกูไม่เคยบอกมึง แล้วก็ไม่เคยให้เบอร์มึง” ผมถามกลับดูว่ามันจะตอบยังไง

“พี่ดังจะตายใครบ้างจะไม่รู้วะ ผมก็ถามๆเอา มาถึงหอก็ถามห้องจากป้าข้างล่างเนี่ย”

“เออขอบใจ แล้วนี่มึงกินไรมายัง”

“กินมาแล้วพี่ งั้นผมไปก่อนนะ” มันว่าแล้วก็กลับไป

อาโปเป็นเพื่อนคนแรกที่ผมมีถึงแม้หน้ามันจะดูหวานเหมือนผู้หญิงแต่มันก็ดูจิตใจดี ถ้าไม่มีมันผมคงลืมความสุขจากการมีเพื่อนไปแล้ว เพราะผมเข้าวงการตั้งแต่อายุสิบเจ็ดหลังจากหันมาทำงานก็เริ่มขาดการติดต่อจากเพื่อนฝูงไป จนเกือบลืมไปแล้วว่าเคยมีเพื่อน เพราะชีวิตในวงการผมต้องดิ้นรนทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ค่อยมีเวลาออกไปพบใครหรือสนิทกับใคร จะเรียกว่าตัดขาดจากโรคภายนอกไปเลยก็ไม่แปลก

ทันทีที่ไอ้โปไอแล้วผมก็รีบจัดการกับอาหารตรงหน้าทันทีก่อนที่มันเย็นชืด ไม่คิดเลยว่าบะหมี่ข้างทางจะอร่อยขนาดนี้เพราะส่วนใหญ่เวลาที่กินอาหารจะมีพี่เก่งเคยดูแลให้เสมอ ผมมักจะได้กินอะไรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ สำหรับอาหารแบบนี้นานแล้วจริงๆที่ไม่ได้กินเพราะต้องคอยรักษาหุ่น แต่ว่าตอนนี้ผมไม่มีงานแล้วต่อไปก็คงจะได้กินของอร่อยบ่อยๆ หลังจากที่จัดอาหารเสร็จก็จัดการตัวเองต่อเพราะพรุ่งนี้มีควิซเช้าผมไม่อยากสายอีก เป็นรุ่นพี่ก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของรุ่นน้องสิเนอะ ถึงใครจะว่าผมนิสัยไม่ดียังไงแต่ผมมีความรับผิดชอบนะ

 

01.00 AM.

ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูที่ดังอย่างต่อเนื่องทำให้คนที่กำลังจมอยู่ในนิทราหงุดหงิด มือหนาคลำหาหมอนที่ไม่ได้หนุนมาปิดหัวเพื่อตัดรำคาญ แต่เมื่อเสียงเคาะยังไม่หยุดลงง่ายๆเขาเลยเด้งตัวขึ้นนั่งบนเตียงด้วยอาการงัวเงียผสมหงุดหงิด

“ใครแม่งมาเคาะประตูดึกๆดื่นๆวะ” ผมบ่นกำลังหลับสนิทได้ที่เลย รบกวนความสุขชิบหายและด้วยเสียงเคาะยังไม่เงียบผมเลยต้องพาร่างอันงัวเงียไปเปิดดู แต่ยังไม่ทันทีจะได้เปิดกว้างพอรู้ว่าเป็นใครผมก็รีบปิดทันที

ห่มฟ้า?

ผมคิดชื่อมันในใจ

“เปิด เปิดประตูที”

มันพูดพร้อมกับเคาะประตูไปเรื่อยๆ ผมเลยตัดความรำคาญแล้วเปิดออกไปอีกครั้ง

“เป็นเชี่ยไรเนี่ย แดกแล้วเมาก็กลับห้องไป อย่ามาระรานคนอื่น” ผมพูดมันที่ยังคงเมาไม่ได้สติ ดูท่าแล้วคงจัดไปเยอะเพราะสภาพเมาเหมียนหมามาก กลิ่นเหล้านี่คลุ้งเชียว

“ก็นี่ห้องกู แล้วมึง เปนคราย” มันเถียงผม

“นี่ห้องกู ไม่ใช่ห้องมึง”

“หลีกไป เกะกะ” มันว่าพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาในห้องของผม ทันทีที่ถึงเตียงก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจจนผมต้องรีบปิดประตูแล้วตรงเข้าไปลากตัวมัน

“เฮ้ยไอ้ตี๋ลุก นี่ไม่ใช่ห้องมึง ออกมา” ผมว่าพร้อมกับดึงแขนที่หนักอึ้งของมัน นึกไม่ถึงเลยว่าคนเราเวลาเมาแล้วตัวจะหนักขนาดนี้ ดึงเท่าไหร่ก็ไม่ขยับจนผมท้อใจ

“อื้อ จานอน”

“มึงจะนอนที่นี่ไม่ได้นี่เตียงกู กลับไปนอนห้องมึงไป”

“นอนอยู่นี่งาย”

“แต่มึงจะนอนที่นี่ไม่ได้ไอ้ตี๋ ลุกเร็ว บอกห้องมาเดี๋ยวกูไปส่ง”

“ม่ายอาว” มันพูดเสียงยาน

ผมว่าพร้อมกับดึงแขนมันขึ้นมาไขว้คอพยายามใช้มืออีกข้างดึงตัวมันลุกขึ้น แต่ทว่าตัวมันหนักมากแล้วมันก็ไม่ให้ความร่วมมือกับผมเลยซักนิด “อื้อ ปล่อย” มันว่าพร้อมกับสะบัดแขนออกจากตัวผมอย่างแรงทำให้ตัวผมเซล้มลงไปนอนขนาบกับมันในท่าที่ผมนอนทับแขนมัน มืออีกข้างของมันกอดที่เอวของผม วินาทีนี้ผมได้เห็นใบหน้าของมันชัดขึ้นจะว่าไปเวลามันหลับก็ดูดีเหมือนกันนะ

“มึงแม่งเวลาหลับก็ดูดีหนิ เสียดายที่อยู่กับเพื่อนปากหมา ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องกันมาก่อนกูคงอยากเป็นเพื่อนกับมึง” ผมพูดขึ้น มองดูลมหายใจที่สม่ำเสมอบ่งบอกว่ามันกำลังหลับลึก

“ลำบากกูอีก อยากนอนที่มีมากใช่ไหมมึง ตื่นมาอย่าโวยวายละกัน” ผมว่าพรางค่อยๆดึงแขนมันออกจากตัวผมแล้วจัดท่านอนให้มันนอนหลับสบายๆ ก่อนจะหยิบหมอนอีกฝั่งที่ไม่ได้หนุนเอามานอนที่พื้นเพราะถ้าขืนกวนมันอีกผมก็คงไม่ได้นอน รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อนละกันค่อยคิดบัญชีก็ยังไม่สาย

 

08.00 AM.

กริ่ง!!!! กริ่ง!!! กริ่ง!!!

เสียงนาฬิกาปลุกที่ถูกตั้งไว้ดังขึ้นทำให้คนที่นอนหลับอยู่ตื่นขึ้นมาพร้อมกันด้วยอาการงัวเงีย มือหนาของลมควานหานาฬิกาบนโต๊ะทั้งที่ตายังไม่เปิดดี ขณะที่คนเมาในชุดนิสิตหลุดหรุ่ยเด้งขึ้นมานั่งสัปปะหงกอยู่เตียง ทันทีที่สามารถจูนวิญญาณเข้าร่างได้ ดวงตาเรียวเปิดตากว้างมองสำรวจห้องที่ไม่คุ้นเคย ในหัวหนักอึ้งเพราะดื่มไปเยอะเมื่อคืนวาน พยายามนึกทบทวนเรื่องราวเมื่อคืนหลังจากปาร์ตี้จบจนสายตาเหล่ไปเห็นใครบางคนทำให้เขาต้องร้องตกใจออกมาทันที

“เฮ้ย!”

“เป็นไร หลับสบายไหม” ผมถามกลับเมื่อเห็นว่ามันได้สติแล้ว ผมพิจารณาสภาพมันตอนนี้ผมเพ้ายุ่งเหยิงมากหน้าตาขี้เหร่จนดูไม่ได้สุดๆ แล้วอดที่จะหัวเราะออกมาดังๆไม่ได้ จนมันหันมาถลึงตาใส่

“หัวเราะอะไร”

“คนอะไรขี้เหร่ชะมัด ดูดิไม่รู้ว่าน้ำลายยืดจนเลอะหมอนกูหรือเปล่า หยีจริงด้วย” ผมว่าพรางดึงหมอนที่มันหนุนออกตรวจดูสภาพพร้อมแกล้งหยอกมัน เพราะหน้ามันตอนนี้โคตรจะตลกเลยจริงๆ เลิกลั่กซ้ายทีขวาทีใครบ้างจะไม่ขำ

“เว่อร์ไปละกูไม่ใช่คนนอนกรนจะน้ำลายยืดได้ไง แล้วนี่ทำไมกู”

“มาอยู่ที่นี่ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องถามคุณแล้วละครับคุณตี๋ ถ้ารู้ตัวว่าเมามากก็อย่าดื่มเยอะลำบากคนอื่นเขานะครับ มาเที่ยวเคาะห้องคนอื่นแล้วยังถือวิสาสะมายึดเตียงนอนอีก ไม่น่ารักเลยนะครับ” ผมประชด แต่ดูหน้าไอ้ตี๋จะยิ่งงงกว่าเดิม “กูมาเคาะประตูห้องมึง” มันว่าพร้อมชี้นิ้วจากตัวเองมาที่ผม

“ก็เออสิ”

“………….”

“ยัง ยังจะงง กูคงไม่โง่ฉุดมึงขึ้นมาหรอก สวยก็ไม่สวย ขี้เหร่ก็ขี้เหร่ดูสภาพดิเหมียนหมามาก”

“วุ้ย!” มันสบถออกมาแล้วรีบวิ่งเปิดประตูออกไปสงสัยคงจะอาย ผมส่ายหัวก่อนจะลุกขึ้นไปจัดที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนสายตาจะเหล่ไปเห็นอะไรบางอย่างที่ปายเตียงแล้วหยิบชิ้นผ้าขึ้นมาดู

“ลืมเนคไทค์อีก”

 

กว่าจะตั้งสติได้ก็อยากเอาหัวโขกกับกำแพงเมื่อคืนไม่น่าบ้าจี้ดื่มไปเยอะเลย ทั้งหมดเพราะเพื่อนตัวแสบที่พาเล่นเกมอะไรก็ไม่รู้ทำเอาแพ้ทุกรอบจนต้องดื่มหมดแก้ว เพราะถ้าไม่ดื่มก็เสียความเป็นลูกผู้ชายหมดมีหรอที่คนอย่างห่มฟ้าจะยอม ปกติเขาคอทองแดงอย่างกับอะไรแต่เพราะเมื่อคืนเขาดื่มหนักจนเกินกำลังตัวเอง เลยทำให้ต้องมานั่งอายอยู่ตรงนี้ไม่รู้ว่าทำเรื่องหน้าอายอะไรไปอีกบ้างตอนไม่มีสติ แค่คิดคนอย่างห่มฟ้าก็อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แต่แล้วก็ต้องตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านทิ้งเมื่อหันไปเห็นนาฬิกาที่บอกเวลาแปดโมงครึ่งแล้ววันนี้มีเรียนเช้าจะสายไม่ได้ ก็รีบโกบอ้าวเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ

ปัง!

เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้สองหนุ่มห้องข้างเคียงเรือนเคียงหันมาสบตาตากันพอดี ดวงตาเรียวของลมมองสำรวจเรือนร่างของผู้ชายที่ไม่เหลือเค้าหมาจรจัดแบบเมื่อเช้าด้วยอารามตกตะลึง เช่นเดียวกับจำเลยที่มองผู้พิพากษาด้วยอาการประหม่าที่ปิดไม่มิด

“อยู่ข้างห้องกูเองหรอ” ลมเอ่ยขึ้นก่อน

“อือ” ห่มฟ้าตอบสั้นๆ

“เป็นไร ทำหน้าอย่างกับเห็นผี หรืออายเรื่องเมื่อเช้า” คำถามจี้ตรงจุดทำให้ห่มฟ้าต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากคนตัวดีทันที ทำให้คนที่กำลังตกอยู่ในอารามตกใจต้องตีมือเพื่อเตือนสติ

“เงียบๆดิ หอนี้เพื่อนอยู่เยอะ” ห่มฟ้าพูดเสียงเบา

“ก็ไม่ได้พูดเสียงดัง” ลมดึงมือออกก่อนจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติของตัวเอง

“อย่าบอกใครได้ป่ะเรื่องเมื่อเช้า”

“ทำไมต้องเชื่ออะ”

Rrrrr

ยังไม่ทันที่ห่มฟ้าจะได้ตอบอะไรเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขาจึงรีบหันไปรับก่อนจะรีบเดินลงบันไดไปทิ้งให้คนที่ยืนรอคำตอบเก้ออยู่กับที่ ก่อนจะเดินลงบันไดตามหลังไปอีกคน

 

 

สายลมเอื่อยๆในยามบ่ายพัดเอาใบไม้แก่ที่หลุดร่วงจากกิ่งปลิ้วมาตกที่แก้มขาวนวล ของคนที่ร่างสูงที่กำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อน แสงแดดในยามบ่ายทอแสงแรงกล้าก่อกวนคนที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทราให้กลับมาปัจจุบัน ดวงตาคู่สวยกระพริบตาถี่ไล่แสงที่แยงเข้ามา ก่อนจะค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจในอากาศไล่อาการขบเมื่อยที่แขนไปมา

“เป็นไงพี่ลมหลับสบายไหม” เสียงที่แสนคุ้ยเคยเอ่ยถามเขา แต่ทว่าเขากลับพยักหน้าให้แทนคำตอบเพราะยังไม่หายง่วง “ว่าแต่พี่ไปอดหลับอดนอนที่ไหนมาเนี่ย ในคลาสก็ทีนึงละ” อาโปเซ้าซี้

“พอดี” เขาทำท่าจะตอบแต่ทว่าภาพในเหตุการณ์เมื่อคืนแทรกเข้ามาในประสาทสัมผัสเสียก่อน

“พอดีอะไร”

“พอดีอ่านหนังสือดึก” เขาตอบเสียงเรียบ

“พี่จะฟิตไปไหนเนี่ยเพิ่งเปิดเทอมได้แค่สองวันเอง คราวหลังก็อย่าหักโหมอีกนะ แล้วนี่เลคเชอร์ของผมจดเผื่อพี่ด้วย เอาไปอ่านด้วยนะเห็นพี่หลับคิดว่าคงไม่ได้จดหรอก” อาโปว่าพร้อมกับดันสมุดบันทึกเล่มสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะมาให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มาหนารับเอาสมุดมาเปิดดูทีละหน้ามองดูตัวหนังสือบรรจงเน้นรายละเอียดที่สลับกับหน้าเจ้าของสมุด ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตา

“มึงเขียนเองจริงดิ” เขาถามกลับ

“ก็เออดิพี่ ถ้าผมไม่เขียนแล้วใครจะเขียน”

“เรียบร้อยดีเหมือนหน้ามึงเลย” เขาว่า

“ชมผมใช่ป่ะ”

“เออว่าแต่ปีสี่นี่มีกิจกรรมอะไรให้ทำป่ะ คือกูเก็บชั่วโมงกิจกรรมยังไม่ครบวะขาดอีกสามสิบหกชั่วโมง ถ้าเก็บไม่ครบก็ยื่นจบไม่ได้”

“โห เยอะขนาดนี้ปีสี่คงไม่มีแล้วมั้งพี่ ส่วนใหญ่เขาเก็บครบร้อยห้าสิบชั่วโมงกันตั้งแต่ปีสองนู้นแหละ”

“แล้วก็ต้องทำยังไงอะ ถ้าไม่ทำกิจกรรมกูก็ไม่จบ”

“อืม งั้นพี่ก็ต้องเข้าอบรมหรือสัมมนาวิชาการอะ”

“โห น่าเบื่อวะแล้วกูต้องเข้ากี่งานถึงจะครบเนี่ย เสียเวลาเรียนพอดีไหนจะธีสิทจบอีก ไม่มีเวลาป่ะ มีอย่างอื่นป่ะที่แบบง่ายๆเข้าครั้งเดียวแล้วได้ครบอะ”

“อืม อ๋อ ถ้างั้นก็ต้องเข้าชมรมจิตอาสาแล้วละ ชมรมนี้เป็นชมรมเดียวที่ทำประโยชน์ แต่ปิดเทอมพี่ต้องไปออกค่ายนะหนึ่งอาทิตย์” อาโปทำหน้านึกก่อนจะตอบออกไปเมื่อคิดอะไรออก

“งั้นมึงพากูไปสมัครด้วยละกัน”

“ได้ๆ เพื่อพี่สบายมาก” อาโปตอบ

“ขอบใจมึงมากนะโว้ยไอ้ลูกพีท” วาโยว่าพร้อมกับยีหัวคนตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดู

 

 

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้คนที่กำลังประชุมกับรุ่นน้องอยู่หงุดชะงัก ดวงตาเรียวมองไปที่ประตูก่อนเจ้าของเสียงเคาะจะปรากฎตัวเรียกเสียงกรี๊ดให้กับรุ่นน้องในชมรมได้เป็นอย่างดี แต่นั่นไม่ใช่กับเขาประธานชมที่กำลังยืนหน้าเหวอเมื่อหันไปสบตากับเจ้าของร่างสูงที่ดูดีเกินมนุษย์ปกติ

“เอ้ยฟ้า กูมาขัดจังหวะป่าววะ” อาโปถาม

“ไม่อะ ว่าแต่มึงมีอะไรหรือเปล่าวะถึงมาชมรม”

“กูอะไม่มีหรอกแต่พี่ลมของกูอะมี คือมึงยังรับสมาชิกค่ายป่าววะ”

“ถ้าปีสี่เต็มแล้ววะ เพราะก็เป็นเด็กปีก่อนที่อยู่ต่อปีนี้เลยไม่เปิดรับ จะมีก็แต่ปีหนึ่งที่ยังไม่ครบว่าแต่ทำไมวะ”

“งั้นกูฝากพี่ลมหน่อยดิ พอดีชั่วโมงกิจกรรมพี่เขายังไม่ครบวะ” อาโปตอบ

“งั้นเดี๋ยวไปลงชื่อตรงโน้นละกัน” นภนท์ว่าพร้อมผายมือไปที่ด้านหลังห้องมีโต๊ะติดป้ายลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมไว้อยู่ ร่างสูงของวาโยไม่ยอมเดินไปคนเดียวแต่กระชากแขนของรุ่นน้องตัวดีไปเป็นเพื่อนท่ามกลางเสียงกรี๊ดของรุ่นน้องผู้หญิงในห้องสามสี่คนที่จ้องเขาไม่วางตา มือหนาหยิบเอกสารขึ้นมาสองแผ่นก่อนจะส่งให้อีกคน

“พี่ให้ผมทำไมอะ” อาโปถามขึ้นด้วยความสงสัย

“มึงต้องไปกับกูด้วยเข้าใจยัง รีบๆกรอกเร็ว” เขาว่าพร้อมส่งปากกาไปให้คนรับก็รับมาอย่างงงๆ แต่ก็ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย เมื่อเสร็จแล้วเป็นอาโปที่เอาไปส่งให้กับประธานชมรมสุดหล่อที่เบ้าหน้าเรียกรุ่นน้องเข้าชมรมจนหัวกะไดห้องชมรมไม่แห้ง ถ้าไม่มีห่มฟ้ามากู้หน้าเห็นทีชมรมค่ายอาสาคงถูกยุบไปนานแล้วเพราะแต่ก่อนไม่คนเข้า แต่พอห่มฟ้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไปรวมถึงกิจกรรมในชมรมที่ได้ออกไปจังหวัดไกลๆได้ง่ายขึ้น

“อะมึง ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้นะ” อาโปพูดพร้อมยื่นกระดาษสองแผ่นให้

“อืม” นภนท์ตอบสั้นแล้วรับกระดาษมา

“งั้นกูไปแล้วนะถ้ามีอะไรให้ช่วยโทรบอกได้เลย” อาโปพูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาบ๊ายบายให้เพื่อนสนิท และไม่ลืมที่จะจูงมือรุ่นพี่คนโปรดออกไปจากห้องพร้อมกัน ทุกอย่างอยู่ในสายตาของเขาหมดชายหนุ่มตั้งสติแล้วรีบเอาเอกสารเข้าไปเก็บในแฟ้มก่อนจะตบโต๊ะเบาเรียกสติรุ่นน้องพร้อมเข้าเรื่องที่ค้างไว้ต่อ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น