Falling Flower กลีบบุพผาผลิบานร่วงโรย

ตอนที่ 1 : -Falling Flower-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 ต.ค. 63

 -Intro Falling-
 บนโลกที่มีการกำหนดคุณค่าของคนด้วยสัญลักษณ์ของธรรมชาติ คนมากมายถูกเปรียบเปรยว่าไร้ค่า ไร้ซึ่งสิ่งที่น่าภูมิใจเพียงเพราะสัญลักษณ์บ้า ๆ อย่างเดียว
 ในขณะที่คนอีกกลุ่ม เกิดมาพร้อมกับสัญลักษณ์ที่แสนจะพิเศษ พวกเขาเหล่านั้นจะถูกปฏิบัติดูแลอย่างดี นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของกรงขังสีทองอร่าม อันเป็นที่อาศัยของคนที่พิเศษ กับการดูแลที่ดีที่สุด แลกกับ... อิสระภาพทั้งหมดที่คนเหล่านั้นเคยมี ที่นั่นคือลูซเดลูน่า

 ณ ห้องนอนสีขาวที่แสนกว้างขวาง ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวแดง ประดับแจกันด้วยดอกเหมยแดง อันมีความหมายถึงความยิ่งใหญ่ ความอ่อนเยาว์ ความชื่นบาง และอีกความหมายคือความแข็งแกร่งและอดทน
 สายลมเอื่อยพัดพาเข้ามาในห้องผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ นำพาให้กลีบดอกเหมยที่ปลูกอยู่ข้างนอกปลิวเข้ามา จนเกิดภาพที่แสนงดงาม และนั่นคือสิ่งที่เจ้าของห้องค่อนข้างชื่นชอบมันมากทีเดียว
 เจ้าของห้องนอนห้องนี้คือชายหนุ่มร่างบาง ตัวสูงพอประมาณ ผมสีน้ำตาลแดงคล้ายกับสีของดอกเหมยที่ประดับอยู่ภายในห้อง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบาง กับกางเกงขายาว ใบหน้าขาวผ่องเงยขึ้นรับลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านเข้ามาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก จนยากที่จะคาดเดาความคิดได้
 “มยองโฮ ยืนตากลมแบบนั้นเดี๋ยวก็ป่วยเอาหรอก”
 เสียงตักเตือนอย่างอ่อนโยน เรียกให้เจ้าของห้องหันกลับมามองพร้อมรอยยิ้มบางที่ดูไร้ชีวิตชีวา นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้นิ่งเรียบ ไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
 “ผมไม่เป็นไรง่าย ๆ หรอกครับ ก็ผม... เป็นดอกเหมยนี่นา”
 ใช่แล้วซอ มยองโฮที่เป็นเจ้าของห้องห้องนี้น่ะ คือคนที่เกิดมาพร้อมสัญลักษณ์พิเศษ นั่นคือปานดอกเหมยแดง หนึ่งในสัญลักษณ์ที่หาได้ยาก และเป็นความพิเศษที่มาพร้อมกับคำสาปที่ไร้ทางแก้ได้ ทางออกเดียวก็คือ โรยรา
 “ถึงจะบอกแบบนั้นก็เถอะ พี่เป็นห่วงเรานะ อย่างน้อยก็สวมผ้าคลุมด้วยสิ ไม่หนาวรึไงหื้ม?”
 “ไม่หรอกครับ ขอบคุณพี่แทฮยองมากนะครับที่เป็นห่วง”
 “ถ้าจะขอบคุณจริง ๆ ก็ช่วยมีความสุขมากกว่านี้ได้มั้ยครับ เราเป็นแบบนี้มาสองปีกว่าแล้วนะ”คิม แทฮยองมองเกหนุ่มในความดูแลอย่างนึกเป็นห่วง มยองโฮถูกพามาที่แห่งนี้เมื่อสามปีก่อน แทฮยองจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่มยองโฮดีใจมากขนาดไหน เพราะก่อนที่จะถูกพามา เจ้าของปานดอกเหมยนี้ต้องใช้ชีวิตดิ้นรนตามลำพัง พ่อแม่ของเด็กคนนี้เสียไปตอนที่เค้าพึ่งจะขึ้นมัธยมต้นพอถูกพาตัวมาที่นี่มยองโฮก็ได้เจอกับเขาและจอน จองกุก ผู้ดูแลอีกคนของมยองโฮ
 ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยที่เขาไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มของเด็กคนนี้ค่อย ๆ หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จนเวลาผ่านไปนานเกือบจะครึ่งปี มยองโฮก็เริ่มมีแววตาไร้ชีวิตชีวาเหมือนก่อน เด็กน้อยไม่ยิ้มและหัวเราะอย่างสดใสอีกแล้ว สิ่งที่แทฮยองได้เห็นมีแค่ความเฉยชาไร้สีสัน ไม่เหมือนวันแรกที่เขาได้เจอกับมยองโฮเลยแม้แต่น้อย
 “สักวัน… ไว้สักวันข้างหน้า เดี๋ยวมยองโฮคนเดิมของพี่ก็กลับมาเองครับ”
 “เราคงไม่ได้คิดที่จะโรยราหรอกใช่มั้ย”
 “ไม่รู้สิครับ แต่ว่านะพี่แท… การได้โรยราเพื่อใครสักคนน่ะ มันคงไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอกใช่มั้ยครับ บางทีเราอาจจะมีความสุขกับมันมากกว่าการผลิบานอยู่แบบนี้ก็ได้”มยองโฮบอกเสียงใส ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มยกยิ้มอ่อนใจ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองวิวด้านนอกที่ตัวเขาเองยังไม่มีสิทธิที่จะเดินออกไปชื่นชมมันใกล้ ๆ ได้เลยแม้สักนิด ทำได้เพียงเฝ้ามองภาพเหล่านั้นจากภายในห้องที่ทั้งกว้างทั้งเดียวดายเท่านั้น มยองโฮไม่ได้นึกเสียใจกับมันเท่าไหร่ เพียงแต่เขาเองก็หวังว่าสักวันจะได้ผลิบานอยู่ข้างนอกห้องแห่งนี้ ผลิบานในสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ไม่ใช่ภายในห้องที่อ้างว้างแบบนี้ เขาไม่ได้ต้องการที่จะอยู่คนเดียว เพราะยังไงดอกเหมยก็มีวันที่จำต้องโรยรา มยองโฮเองก็แค่ต้องการโรยราไปพร้อมกับคนอื่น ๆ แค่นั้นเอง
 “ทั้ง ๆ ที่มีพี่กับจองกุกคอยอยู่ด้วย แต่ทำไม… ทำไมผมถึงรู้สึกเดียวดายมากขนาดนี้กันนะ



กลิ่นหอมดอกกุหลาบลอยคละคลุ้งไปทั่วห้องนอนขนาดกว้าง ที่ประดับกระดาด้วยเฟอร์นิเจอร์สีแดงเข้มจนเกือบเป็นสีน้ำตาล ตัดกับสีแดงของดอกกุหลาบ ทำให้ภายในห้องไม่ดูแดงจัดเกินไป

 ข้าวของภายในห้องล้วนถูกสลักไว้ด้วยลวดลายของดอกกุหลาบ เสียงเปียโนที่บรรเลงด้วยทำนองแสนอย่างนุ่มนวลพาให้ใจสงบ ถูกบรรเลงขึ้นโดยชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีปานกุหลาบ ที่หมายถึงความรักอันมั่นคง ลึกซึ้งแฝงไปด้วยความปรารถนาดี ความห่วงใยและ… ความรักอันเป็นนิรันดร์
 “ยังเล่นได้ดีเหมือนเดิมเลยนะจองฮัน”
 “ขอบคุณครับพี่ยุนกิ”ยุน จองฮันเจ้าของปานกุหลาบกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะละมือจากเปียโนสีดำที่วางอยู่กลางห้อง นัยน์ตากลมสีน้ำตาลเข้มมองไปที่ผู้ดูแลประจำตัวด้วยรอยยิ้มหวาน
 “งานวันนี้เป็นยังไงบ้างหรอครับ”
 “ก็เหมือนเดิม น่าเบื่อเหมือนเดิม”มิน ยุนกิตอบอย่างไม่คิดใส่ใจ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เขามาที่ห้องนี้ จองฮันมักจะถามถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปของเขาในทุกครั้งที่เขามา ถ้าจะถามถึงคนที่ใช้ชีวิตในลูซเดลูน่าได้ปกติที่สุดล่ะก็ ยุนกิมั่นใจว่าคนนั้นคือจองฮัน ด้วยความที่จองฮันมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่กับตัว ชายหนุ่มคนนี้ถึงได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เปลี่ยนไปได้ค่อนข้างดี
 “ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยงั้นหรอครับ”
 “ไม่มี… ไม่สิ พอมีอยู่เรื่องนึงล่ะนะ”
 “เรื่องอะไรงั้นหรอครับ”จองฮันถามอย่างไม่ใคร่ใส่ใจ แม้จะสงสัยนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แสงท่าทางอะไรที่มากเกินพอดี เจ้าของปานกุหลาบขยับลุกนั่งที่มุมสำหรับต้อนรับแขก ลงมือรินชากุหลาบอย่างเบามือ เมื่อยุนกิเดินมานั่งประจำที่ จึงเลื่อนแก้วชาไปตรงหน้าของคนดูแลประจำตัว
 “วันนี้มีคนมาเพิ่มที่โซนลินัว* จินยองกับนัมจุนเป็นคนรับเรื่องดูแล แล้วก็ดูเหมือนว่ากลุ่มที่มาใหม่นี่จะมีอะไรแปลก ๆ ฉันคิดว่าอย่างนั้นน่ะนะ”
 “งั้นหรอครับ แบบนี้โซนลินัวคงครึกครื้นขึ้นอีกแล้วสินะครับ”
 “คิดถึงเค้างั้นหรอ”
 “…”จองฮันไม่ตอบอะไร แต่มองออกไปด้านนอกแทน กุหลาบแดงผลิบานชูช่อสวย พาให้นึกถึงคนที่เคยอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าจองฮันและใครอีกคนจะได้เจอกันในทุก ๆ เดือน แต่ความผูกพันที่มีมากล้นก็ทำให้เจ้ากุหลาบคิดถึงวันเวลาที่ผ่านพ้นมาอยู่บ่อยครั้ง
 “ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองประจำปี พวกฉันจะเปิดทางเชื่อมของทั้งสองโซนให้นายกับซึงชอลได้เจอกันเอง”
 “ขอบคุณครับ ที่คอยช่วยให้ผมได้เจอกับเค้า”
 “ด้วยความยินดี ยังไงฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งโซนแบบนี้อยู่แล้ว แล้วนายกับซึงชอลเองก็เป็นน้องที่ฉันดูแลมานาน แค่นี้คงไม่ยากเกินกำลัง”
 “…พี่เองก็เป็นพี่ชายที่ผมเคารพเช่นกันครับ ถ้าไม่มีพี่กับจีซูคอยเปิดทางให้ ผมคงตัดสินใจโรยราไปแล้ว”จองฮันยกยิ้มหวานด้วยความซาบซึ้ง รู้สึกขอบคุณทั้งยุนกิและฮง จีซูหนึ่งในผู้ดูแลโซนลินัวมากจริง ๆ ถ้าไม่ได้สองคนนี้คอยช่วยให้เขาได้เจอกับคนรักล่ะก็ จองฮันอาจจะตัดสินใจโรยราไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว
 “ดีแล้ว ถ้านายตัดสินใจโรยราทั้งที่ฉันกับจีซูคอยช่วยขนาดนี้ ถึงวิญญาณแกลอยไปเกิดแล้วฉันก็จะตามไปด่าให้ได้”
 “งั้นผมจะไม่ให้พี่ต้องเหนื่อยตามไปด่าแล้วกันนะครับ แต่ถ้าเกิดถึงวันที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ ผมอยากให้พี่อภัยให้ผมด้วยนะครับ” 
 “มันจะไม่มีวันนั้นจองฮัน”ยุนกิบอกเสียงแข็ง เขาไม่อยากให้ใครก็ตามที่มีชะตาชีวิตเกี่ยวพันธ์กับดอกไม้หรืออะไรก็ตามที่มีอาขุขัยของมัน เลือกที่จะโรยรา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การโรยราคือสิ่งที่ยุนกิไม่อยากให้คนพวกนั้นเลือกที่จะทำมัน แม้ว่าการที่เหล่ามวลผกาโรยราจะส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ แต่สำหรับคนที่ต้องโรยรานั้น มันคือสิ่งที่เปรียบเหมือนฝันร้ายที่ยาวนาน ถึงตื่นขึ้นมาแล้วฝันร้ายนั่นก็จะยังคงอยู่เสมอ
 ...

 “ซูนยอง! เล่นบ้าอะไรอยู่ กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!”
 “ไม่เอาหรอก ถ้าอยากให้อยู่นิ่ง ๆ ก็ตามมาจับสิจีฮุน แต่ตัวเตี้ยแบบนั้น ยังไงก็ตามไม่ทันหรอก”เสียงตะโกนเรียกดังลั่นไปทั่วห้อง ชายหนุ่มสองคนที่ความสูงไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่กำลังวิ่งไล่กันอย่าเอาเป็นเอาตาย ภายในห้องที่มีสีฟ้าอ่อนและน้ำเงินคราม ผู้แลดูประจำห้องนี้คืออี จีฮุนที่ซึ่งกำลังไล่ตามคนเป็นเจ้าของห้องด้วยความไม่พอใจและเอือมระอาเต็มทน
 “พูดเหมือนตัวเองสูงมากงั้นแหละ! ตัวเตี้ยก็พอกันแท้ ๆ”
 “โห้~ ฉันสูงกว่านายเกือบ 10 เซนฯ เชียวนะ ใครเตี้ยเหมือนนายกัน”
 “ก็แค่ 8 เซนฯ อย่ามาทำเป็นพูด ช่วยทำตัวปกติเหมือนคนอื่น ๆ ที่ถูกพามาอยู่โซนพิเศษบ้างเถอะ ถือว่าขอ”จีฮุนบอกเสียไม่พอใจ เขาเองก็ดูแลควอน ซูนยอง มาเกือบห้าปีแล้ว เห็นอีกคนอยู่ในสายตาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซูนยองนั้นถูกพามาที่นี่เป็นคนแรก คนคนนี้มีปานดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ที่มีความหมายถึงความรักและความทรงจำ อันเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ซื่อสัตย์ เพราะความสามารถของปานดอกฟอร์เก็ตมีน็อตที่ค่อนข้างพิเศษ ทำให้จีฮุนต้องคอยจับตาดูอยู่เสมอ
 สิ่งที่ซูนยองต่างจากคนอื่น ๆ ที่นี่คือ ความร่าเริงและสดใสของเจ้าตัว ไม่เหมือนกับมยองโฮ หรือจองฮันที่ทำใจรับกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แล้วก็ไม่เหมือนกับอีกคนที่ถูกพามาหลังจากที่ซูนยองมาถึง แม้ว่าซูนยองในสายตาคนอื่น ๆ จะร่าเริงหรือดูบ้าขนาดไหน แต่จีฮุนที่คอยดูแลซูนยองอยู่ตลอดรู้ดีว่าภายในของซูยองไม่ได้ร่าเริงขนาดนั้น แค่กำลังหลอกตัวเองว่ามีความสุข เหมือนกับทุก ๆ คนที่อยู่ที่นี่
 “เหมือนคนอื่นหรอ ใครล่ะจองฮันหรอ หรือวอนอู”
 “ไม่คิดว่าจะเป็นมยองโฮหรอ”
 “…”ซูนยองเงียบไป ขาทั้งสองข้างที่พาตัวเองวิ่งหนีจากจีฮุนหยุดเคลื่อนไหว สายตาหลุบต่ำก่อนจะยกยิ้มที่ไม่สดใสอย่างเคย ก่อนจะมาที่นี่ซูนยองเจอกับมยองโฮ เด็กคนนั้นโผล่มาช่วยเขาเอาไว้ตอนที่กำลังจะถูกรถชนเพราะมัวแต่คิดอะไรไร้สาระจนไม่ทันระวังตัว พอโดนมยองโฮด่าว่าไม่ระวังตัว ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง ก็เลยหลุดปากพูดสาเหตุของการเหม่อลอยออกไป เด็กนั่นรับฟังเรื่องของเขา แถมยังพูดปลอบให้กำลังใจเสียดิบดี หลังจากนั้นก็เจอกันอีกสองสามครั้ง จนเขาถูกพามาที่นี่ก็ไม่เจอกันอีกเลย คำพูดให้กำลังจากมยองโฮยังดังอยู่ในหัวของเขาทุกคำ
  ‘ถึงจะไม่รู้ว่าคุณเจออะไรมาบ้าง แต่ว่าผมอยากให้คุณอดทนสู้กับมัน ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนกับดอกไม้ที่พยายามอดทนต่อสู้ในสภาพอากาศต่าง ๆ จนในที่สุดก็ได้เบ่งบานอย่างงดงาม คุณเองก็ด้วย สักวันคุณเองก็จะมีชีวิตที่สวยงามเหมือนกับดอกไม้พวกนั้นเช่นกัน’
 ซูนยองนึกไม่ถึงว่าหลังจากนั้นสองปีจะได้เจอกันอีกที่ลูซเดลูน่า จีฮุนเป็นคนบอกเขาเรื่องเด็กคนนั้น วันแรกที่ได้เจอกันอีกรอบ มยองโฮยังจำเขาได้ แถมยังเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มสีโคตรจะสดใสเหมือนเมื่อก่อนเลย จนเวลาผ่านไปเขาได้เจอเจ้าเด็กนั่นน้อยลง เจอกันครั้งสุดท้ายมยองโฮก็แทบจะกลายเป็นอีกคนที่เขาไม่รู้จัก ทั้งที่เจ้าตัวแทบไม่มีความสดใสเหมือนเดิม แต่ก็ยังยิ้มให้กับซูนยอง แล้วบอกว่าหลังจากนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ซูนยองเองก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่คำพูดสุดท้ายจากมยองโฮก็คือ 
 ‘พี่ไม่จำเป็นต้องลืมความเจ็บปวดที่เคยได้รับ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงมัน ถ้าพวกเขาพยายามให้คิดถึงมัน ผมอยากให้พี่ลืมความทรงจำพวกนั้นไปซะ อย่าให้พวกเค้าใช้พี่เป็นเครื่องมือ พี่ซูนยอง… ผมอยากให้พี่ใช้ความเจ็บปวดที่เคยได้รับเป็นฐานรอง แล้วใช้ชีวิตตอนจากนี้ให้มีความสุขที่สุดนะครับ ถือว่าเป็คำขอของน้องชายคนหนึ่งของพี่ก็ได้’ 
 “หลังจากวันนั้น มยองโฮยังยิ้มได้อยู่รึเปล่าจีฮุน”
 “ยิ้ม… แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่ดีเหมือนเดิมแล้ว”
 “เพราะพวกเขาใช่มั้ย คนพวกนั้นทำกับมยองโฮเหมือนที่ทำกับฉัน กับจองฮันหรือแม้แต่วอนอู”
 “…”
 “ทำทุกอย่างเพื่อใช้เราเป็นเครื่องมือ น้องชายของฉัน เด็กคนนั้นไม่ควรถูกทรมานแบบนี้”จีฮุนไม่ได้ตอบอะไรกับสิ่งที่ซูนยองพูดมา เขารู้จักมยองโฮในระดับหนึ่ง รีบรู้ถึงความสัมพันธ์ที่เหมือครอบครัวของซูนยองและเด็กคนนั้น เพราะทั้งคู่สูญเสียอะไรอะไรไปมากเหมือนกัน จีฮุนเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนที่แทฮยองกับจองกุกพาเด็กคนนั้นมาทำความรู้จัก เขารู้สึกสนใจและค่อนข้างชอบที่มยองโฮมีความสดใส ชื่นบานเหมือนกับดอกเหมยที่เป็นสัญลักษณ์ของเด็กคนนั้น จนวันที่รอยยิ้มสใสหายไปจากมยองโฮ จีฮุนเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อย แต่ซูนยองคงจะเจ็บปวดมากกว่า เพราะที่ซูนยองยังอยู่อย่างมีความสุขดีทุกวันนี้ ก็เพื่อชดเชยให้กับน้องชายคนนั้น ที่ไม่สามารถยิ้มอย่างจริงใจอีกแล้ว
 “วันนี้… ก่อนจะมาหานาย พี่แทฮยองบอกว่า มยองโฮมีความคิดที่จะโรยราในสักวัน”
 “อะไรนะ…”
 “เร็ว ๆ นี้เราจะเปิดทางเชื่อมโซนลินัว กับโซนพิเศษให้ทุกคนได้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองประจำปี นายจะได้เจอมยองโฮในวันนั้น”
 “จีฮุนฉัน…”
 “นายจะทำอะไรก็ได้แต่ฉันไม่อยากให้นายเลือกที่จะลบความทรงจำของมยองโฮ เด็กคนนั้นเองก็คงไม่ต้องการให้ความทรงจำพวกนั้นหายไปหรอก ดอกเหมยน่ะแข็งแกร่งนะ ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่น้องกำลังต่อสู้กับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ เดี๋ยวสักวันก็คงได้เบ่งบานอย่างสวยงาม”จีฮุนบอกด้วยน้ำเสียงปลอบโยน สำหรับซูนยอง ไม่สิ… สำหรับพวกเขาที่คอยเฝ้าดูมยองโฮมาตลอด ต่างก็รอคอยวันที่เด็กคนนั้นจะได้เบ่งบานอย่างสง่างามที่สุด ในตอนนี้จีฮุนคงทำได้แค่คอยดูแลฟอร์เก็ตมีน็อตที่กำลังเติบโตอยู่ข้าง ๆ ต้นดอกเหมยที่ไร้ดอกผลิบาน เพื่อรอวันที่ดอกไม้ทั้งสองจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง
 “ฉันคงทำได้แค่รอคอย วันที่ดอกเหมยดอกนั้นจะผลิบานสินะ”
 “อืม มารอคอยไปด้วยกันเถอะซูนยอง ฉันจะคอยดูแลนายระหว่างที่รอคอยอยู่เอง มาเฝ้ารอดูความสวยงามของดอกเหมยด้วยกันนะ อย่าพึ่งรีบโรยราไปก่อนล่ะ”
 ...

 “วันนี้มีเพื่อนมาใหม่หรอ ที่โซนลินัวน่ะ”
 “อือ พี่มาร์คกับพี่แจ็คสันพามาน่ะ เห็นว่าเป็นพวกที่มีสัญลักษณ์เป็นธาตุตามธรรมชาติเหมือนกับผม”ที่สวนดอกไม้การสนทนาต่าง ๆ ได้เริ่มขึ้นในเวลาเดิมของทุกวัน สวนดอกไม้แห่งนี้อยู่ใกล้ ๆ กับสถานที่อยู่อาศัยของผู้มีสัญลักษณ์พิเศษอย่างไฮเดรนเยีย ที่มีความหมายถึงหัวใจอันด้านชา แต่เมื่อมีสิ่งอื่นมาเติมเต็ม ความหมายที่แสนลึกซึ้งจะปรากฏ นั่นคือขอบคุณที่รับความเย็นชาของฉันได้ หรือขอบคุณที่ยอมรับในตัวฉัน สวนแห่งนี้คือสถานที่ที่เกิดขึ้นเอง พื้นดินที่มีสวนนี้ตั้งอยู่นั้นจะลอยเหนือจากพื้น ทำให้คนอื่น ๆ ไม่สามารถขึ้นมาได้ง่าย ๆ และที่นี่เองก็เป็นสถานที่ประจำของเจ้าดอกไฮเดรนเยียและใครอีกคน
 “พวก? ไม่ได้มีคนเดียวหรอ”
 “ครับ มากันสามคนน่ะ บูบอกว่าพวกเค้าเป็นเพื่อนกัน”
 “แบบนี้ลินัวคงครึกครื้นขึ้นอีกสินะ นายเองก็จะได้เจอเพื่อนใหม่ด้วยไง”
 “ก็คงแบบนั้น แต่ว่ายังไงเราก็จะหาทางมาหาพี่วอนอูเหมือนเดิมอยู่ดี”
 “ไม่ต้องมาบ่อย ๆ ก็ได้ พี่ไม่อยากให้นายโดนพวกเค้าพาตัวไปนะมินกยู”จอน วอนอู บอกเสียงเรียบ ถึงอย่างนั้นอีกคนก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่วอนอูมีให้ คิม มินกยูน่ะรู้จักวอนอูดี ที่วอนอูไม่แสดงออกในเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าไม่ห่วง หรือไม่รู้สึก เพียงแต่สัญลักษณ์ที่ติดตัวมานั้นข่มความรู้สึกในจิตใจ ห้ามไม่ให้วอนอูแสดงจนมากเกินไป เลยทำให้คนอื่น ๆ คิดว่าวอนอูนั้นเย็นชา ไม่สนใจอะไรก็ตามที่อยู่รอบตัว นั่นแหละลักษณะเด่นของปานไฮเดรนเยีย แต่สำหรับมินกยู ไม่ว่ายังไงวอนอูก็อ่อนโยนเสมอ เพราะได้ทำความรู้จักกันมาตลอดเวลาที่ได้เจอกันในทุก ๆ ครั้ง นั่นทำให้มินกยูได้รู้จักกับความหมายอีกอย่างของไฮเดรนเยีย และเขาเองก็รู้สึกขอบคุณเช่นกัน ขอบคุณที่วอนอูยอมเปิดใจทำความรู้จักกับเขาคนนี้
 “ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่โดนจับได้ง่าย ๆ หรอก แล้วก็จะแวะมาหาบ่อย ๆ ด้วย ผมไม่อยากให้พี่เหงาน่ะ”
 “ใครเหงากัน ฉันอยู่คนเดียวได้เถอะ”
 “ปากไม่ตรงกับใจอีกแล้วนะครับ แต่ถึงยังไงผมก็จะมาอยู่ดี”มินกยูว่ายิ้ม ๆ นั่นทำให้วอนอูแอบยิ้มอยู่ในใจ ตั้งแต่มาที่นี่ เขาเองรู้จักกับคนไม่กี่คน ส่วนคนที่ได้คุยกันบ่อย ๆ นอกจากมินกยูแล้ว ก็มีแค่ชเว ฮันโซลที่รับหน้าที่ดูแลเขา กับซอ มยองโฮที่ได้เจอกันตลอด ตอนที่ถูกพาไปตรวจสุขภาพ? เรียกแบบนั้นคงได้ ครั้งแรกที่คุยกับคนอื่น ๆ ก็ถูกมองว่าเย็นชาไม่ก็ปากร้ายตลอด มีแค่ฮันโซลกับมยองโฮที่เข้าใจว่าเป็นเพราะปานดอกไฮเดรนเยีย จนก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งปีได้ เขาได้เจอกับมินกยูโดยบังเอิญที่สวนแห่งนี้ หลังจากนั้นก็คุยกันมาตลอด จนปานไฮเดรนเยียเริ่มยอมรับมินกยูแล้วเผยความหมายที่สองให้กับมินกยูได้รับรู้อีกคน
 ตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกับเด็กคนนี้ ความหมายที่สองของไฮเดรนเยียก็ปรากฏออกมาเรื่อย ๆ จนวอนอูสามารถพูดเต็มปากว่าตอนนี้มินกยูคือคนที่ไว้ใจและสำคัญที่สุด เพราะเด็กคนนี้ถือว่าเป็นเพื่อนคนแรกที่เขาเชื่อมั่นสนิทใจ และถ้าหากมีความเป็นไปได้ที่เขาจะได้อยู่กับเด็กคนนี้ เขายินดีที่จะใช้มัน เพื่ออยู่ในที่ที่สามารถพูดคุยกับมินกยูได้อย่างไม่ต้องคอยระวัง หรืออยู่ในที่ที่สามารถยิ้มให้กับมินกยูได้อย่างจริงใจที่สุด ที่ที่ปานไฮเดรนเยียจะไม่ควบคุมให้เขารักษาบุคลิกที่แสนเย็นชานี้อีกต่อไป
 “พี่วอนอู พี่มินกยูใกล้เวลาที่คนพวกนั้นจะมาแล้วนะครับ ตอนนี้พี่มยองโฮกำลังขวางไว้ให้”
 “ขอบคุณที่เตือนนะฮันโซล ไว้คราวหน้าจะหอบขนมจากโซนลินัวมาฝากนะ”
 “ขอบคุณครับแต่ตอนนี้พี่ต้องรีบแล้วนะ ไม่งั้นจะไม่ทันการ”ฮันโซลร้องเตือนผ่านหน้าต่างห้องไฮเดรนเยีย ปล่อยให้ทั้งสองคนล่ำลากันให้เรียบร้อย ส่วนเขาก็เดินออกไปช่วยมยองโฮขวางคนพวกนั้นเอาไว้ที่ทางเดินซึ่งห่างจาหน้าห้องของวอนอูพอสมควร เพราะวันนี้วอนอูและมยองโฮต้องไปตรวจสุขภาพด้วยกัน มยองโฮจึงได้ออกมาข้างนอก และแน่นอนฮันโซลและมยองโฮคอยช่วยเหลือวอนอูกับมินกยูทุกครั้งเมื่อทั้งสองคนนัดเจอกัน ทำให้คนพวกนั้นไม่รู้ถึงสภาพจิตใจของวอนอูที่กำลังแสดงความหมายที่สองของไฮเดรนเยียบ่อยขึ้นกว่าปกติ
 “ต้องขอบคุณฮันโซลกับมยองโฮจริง ๆ ที่ช่วยเราแบบนี้ ไว้คราวหน้าผมจะมาหาใหม่นะครับพี่วอนอู ไว้เจอกันใหม่นะไฮเดรนเยียของผม”
 “อื้อ… ไว้เจอกันนะสายลมของฉัน”วอนอูตอบก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ มินกยูเองก็ยิ้มตอบ ก่อนจะจากไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่าน วอนอูเองก็คงต้องไปเช่นกัน ขายาวลุกขึ้นยืนบนพื้นสวน ก่อนจะก้าวขาออกจาเขตพื้นดินที่ลอยฟ้า ใต้เท้าของวอนอูปรากฏเป็นดอกไฮเดรนเยียที่โปร่งใสกำลังวางเรียงเป็นทางเดินให้กับวอนอู เจ้าดอกไฮเดรนเยียค่อย ๆ เดินตามทางดอกไฮเดรนเยียไปจนถึงห้องของตัวเอง ก่อนจะเนออกไปนอกห้องเพื่อเดินทางไปตรวจสุขภาพ
 “หมอนั่นกลับไปแล้วหรอครับพี่”
 “กลับไปแล้วล่ะ ขอบคุณที่คอยช่วยนะมยองโฮ”วอนอูกล่าวขอบคุณขึ้นเบา ๆ ขณะที่กำลังเดินไปตรวจสุขภาพประจำเดือนกับเจ้าของปานดอกเหมย แม้ว่าสถานที่ที่เขากับมยองโฮกำลังเดินนี้จะไม่ต่างอะไรจากห้องทรมานเลยก็ตาม แต่จะยังไงได้ ในเมื่อพวกเขายังต้องอยู่ที่นี่อีกนาน ตราบใดที่ยังไม่โรยรา ก็ต้องเจอกับสิ่งความทรมานที่อยู่หลังประตูนั่นต่อไป 
 “วันนี้ สู้ ๆ นะครับพี่วอนอู มาอดทนไปด้วยกันนะครับ”
 “อืม อดทนไปด้วยกัน เพื่อสักวันเราจะได้เบ่งบานจริง ๆ กันสักที”
 ...
 โซนลินัว คือโซนที่อยู่โซนหนึ่งในลูซเดลูน่า ซึ่งรวบรวมคนที่มีสัญลักษณ์ที่ไม่โดดเด่นเอาไว้ คนส่วนมากที่ถูกพามาล้วนมีภูมิหลังที่ไม่ชัดเจน บางคนไร้ครอบครัว บางคนไร้ที่อยู่ แลบางคนไม่เป็นที่ต้องการของสังคม โซนลินัวนี้จึงจัดว่าเป็นสถานที่แห่งครอบครัว ที่คอยดูแลกันแหละกัน สิ่งที่ลูซเดลูน่าปลูกฝังให้กับคนที่นี่คือ ไม่ว่าใครไม่ต้องการคุณก็ตาม ที่นี่พวกเขาล้วนต้องการคุณ และคุณเองก็เป็นสิ่งมีค่าสำหรับพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในลูซเดลูน่ารับรู้ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะรับรู้ความเป็นจริงของที่นี่
 “บูเป็นไงบ้าง พวกคนที่มาใหม่นิสัยดีรึเปล่า”มินกยูถามเมื่อเขากลับมาถึงโซนที่อยู่ของตัวเอง บู ซึงกวานคือเพื่อนของเขาที่อยู่ที่นี่ มินกยูและซึงกวานถูกพามาที่นี่พร้อมกัน 
 “โอเคเลยแหละ พวกเค้าดูร่าเริงกันมากเลย”
 “งั้นหรอ แล้วพวกนั้นมีปานอะไรกันบ้างอ่ะ”
 “อืม~ รู้สึกจะเป็นปานธาตุหมดเลยนะ คนที่อายุมากสุดในนั้นที่ชื่อจุนฮวีน่ะ มีปานธาตุน้ำ แล้วก็คนที่ชื่อซอกมินมีปานธาตุดิน ส่วนอีกคนก็ชาน มีปานดอกทิวลิปสีขาวเหมือนเราน่ะ”
 “ทิวลิปขาว…”
 “อื้อ สัญลักษณ์ของความเสียสละ ชีวิตที่จะเสียไปตอนไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับพวกเค้าที่เป็นคนตัดสิน”ซึงกวานตอบพร้อมยิ้มเศร้า ดอกทิวลิปสีขาวหมายถึงความรักที่ยอมเสียสละได้ทุกอย่าง เพราะคำว่าเสียสละ ชีวิตของทุกคนที่มีปานทิวลิปสีขาวจึงอันตรายตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นถูกพามาที่ลูซเดลูน่า ซึงกวานรู้ดีว่าชีวิตของเขาอันตรายขนาดไหน ในขณะเดียวกันชีวิตของเขาเองก็สามารถต่อลมหายใจให้ใครอีกหนึ่งคนก็ได้ แลกกับช่วงเวลาชีวิตที่เหลือของเขาเอง แน่นอนว่าชะตาแบบนี้เด็กที่มาใหม่อย่างอี ชานเองก็ต้องเจอกับมันเช่นกัน
 “ไม่หรอก นายไม่จำเป็นต้องร่วงโรยเพื่อคนพวกนั้น พี่ซึงชอลก็เคยบอกนิ ถ้าจะโรยราทั้งที โรยราเพื่อตัวเองจะดีที่สุด อย่าได้โรยราเพื่อความต้องการของใคร”
 “อื้อ ๆ ถูกแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเครียดอะไรกันอยู่ก็เถอะ อย่าร่วงโรยเพื่อความต้องการของใครเลย มันทรมานนะ”ขณะที่มินกยูและซึงกวานพูคุยกันอยู่นั่นเอง เสียงแทรกจากใครบางคนก็ดังขึ้นมา เรียกให้มินกยูหันไปมอง “นี่พวกนาย?”
 “สวัสดี ฉันอี ซอกมิน”
 “ผมอี ชานครับ”
 “พี่ชื่อจุนฮวีนะ มุน จุนฮวีดู ๆ แล้วน่าจะอายุมากกว่าพวกนายหนึ่งปีได้”คนแปลกหน้าทั้งสามเริ่มแนะนำตัวอย่างร่าเริง มินกยูเองก็ไม่รู้ว่าสามคนนี้มายืนตรงหน้าพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ท่าทางมีความสุขของคนทั้งสามทำให้เค้ารู้สึกดีใจที่ได้เห็น เพราะที่นี่ไม่มีอะไรแบบนี้มานานแล้ว
 “คิม มินกยูครับ ยินดีที่รู้จักสมาชิกใหม่ ขอต้อนรับสู่ลินัว”
 “ผมบู ซึงกวานครับ เราเจอกันเมื่อเช้าจำได้รึเปล่า”
 “จำได้สิ แล้วที่นี่มีอะไรที่เรายังไม่รู้รึเปล่า เหล่าให้ฟังหน่อยสิ”ซอกมินถาม เขากับชานและจุนฮวี เคยได้ยินเรื่องของลูซเดลูน่าอยู่บ้าง แต่ว่าหากได้ยินจากคนที่อยู่ที่นี่มาก่อนคงจะทำให้มั่นใจได้มากกว่า อย่างน้อยถ้ารู้เรื่องพวกนี้บ้าง พวกเค้าอาจจะได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด 
 “แน่ใจหรอว่าจะฟัง ที่นี่น่ะ… ไม่ได้ดีอย่างที่พวกนายคิดไว้หรอกนะ”
 มินกยูตอบเสียงเรียบ ตาคมหรี่มองผู้มาใหม่อย่างคาดคั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่า แต่มินกยูกับซึงกวานน่ะ เคยเล่าเรื่องต่าง ๆ มากมายให้คนที่มาใหม่ฟังอยู่บ่อยครั้ง แต่คนพวกนั้นไม่เคยรับฟัง ขนาดเจอกับตัวยังคิว่าคนของลูซเดลูน่าทำเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ซึ่งมินกยูก็ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น เพราะเค้าใจดีว่าพวกเขาเหล่าถูกทำให้เชื่อมั่นแบบนั้น มินกยูเองก็เคยเชื่อ แต่ตอนนี้น่ะไม่อีกแล้ว
 “ก็พอได้ยินมาบ้างอยู่หรอก แต่อยากได้ยินจากคนที่อยู่ที่นี่มาก่อนน่ะ อีกอย่างพวกเราไม่ใช่คนโลกสวยขนาดนั้น”
 “พี่พูดเหมือนกับเคยมาที่นี่งั้นแหละ”ซึงกวานว่า หลังได้ยินจุนฮวีตอบคำถามของมินกยู แววตาของพี่คนนี้ดูจริงจังและคล้ายกับคนที่รู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้วยังไงยังงั้น แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อทุกคนที่ถูกพาเข้ามาที่นี่ไม่เคยมีหนทางให้ได้ออกไป อีกอย่างซึงกวานเองก็ไม่เคยเจอคนคนนี้ที่ลูซเดลูน่ามาก่อน อย่างน้อยถ้าเคยมาที่นี่จริง ต้องเคยเจอกันบ้างสิ
 “จะเป็นไปได้ยังไงกัน พี่พึ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกน่ะ ที่ดูรู้เรื่องก็อาจจะเพราะมีคนเคยเล่าให้ฟังมากกว่าน่ะ”
 “งั้นหรอครับ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าพี่มั่นใจว่าจะฟัง ผมกับมินกยูก็จะเล่าให้ฟังยังไงวันนี้พี่ก็ต้องเจอเหตุการณ์พวกนั้นอยู่แล้ว พวกธาตุลมน่ะโดนก่อนตลอดแหละ”ซึงกวานบอก ก่อนเขาและมินกยูจะพาคนมาใหม่ทั้งสามไปที่ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงคนของลูซเดลูน่า เมื่อถึงสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มเล่าเรื่องของลูซเดลูน่าให้ฟัง สถานที่ที่เหมือนกับบ้านแสนปลอดภัย แต่ภายในกลับไม่ต่างจากขุมนรก ถึงจะดูแลอย่างดีขนาดไหน แต่การที่คนเหล่านั้นพยายามทุกอย่างใต้เงามืดของบ้านหลังนี้นั้น ไม่ว่ายังไงก็โหดร้ายเกินไปสำหรับพวกเขา
 “ฟังจากที่เล่าแล้ว พี่จุนจะเป็นอะไรมั้ยครับ ที่พี่เล่ามามันน่ากลัวมากเลยนะ”อี ชานน้องเล็กในกลุ่มคนมาใหม่พูดอย่างกังวล ไม่ใช่แค่ชาน แต่มีซอกมินอีกคน แม้แต่จุนฮวีที่เป็นพี่ใหญ่ยังนึกกังวลไม่น้อยเช่นกัน
 “ครั้งแรกที่ไปน่ะ พวกเค้าจะไม่ทำอะไรมากหรอก แค่ตรวจเช็คสุขภาพธรรมดา แล้วก็กล่อมให้เชื่อใจว่าพวกเค้าคือครอบครัว แต่จริง ๆ ก็แค่อยากใช้เราเป็นเครื่องมือเท่านั้น ชานน่ะไม่ต้องกังวลหรอก พวกเราที่เป็นทิวลิปขาวน่ะ… จะถูกดูแลอย่างดี ไม่ต้องกลัวนะ”ซึงกวานพูดปลอบพร้อมทั้งลูบหัวคนที่อายุน้อย อย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะตัวเขาเองก็เคยกลัวที่จะถูกทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน ครั้งแรกที่ได้ฟังจากมินกยู ในตอนนั้นซึงกวานอาจจะกลัวยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ พวกเขาห้าคนนั่งทำความรู้จักกันอยู่พักใหญ่ จนจีซูผู้ดูแลโซนลินัวเข้ามาเรียกตัวจุนฮวี
 “มุน จุนฮวีเวลาตรวจสุขภาพแล้ว ตามพี่มาหน่ออยนะครับ”
 “ได้ครับพี่จีซู พี่ขอตัวก่อนนะ ไว้จะมาเล่าให้ฟังว่าพวกนั้นทำอะไร”จุนฮวีเอ่ยตอบจีซูก่อนในประโยคแรก ก่อนจะหันมาบอกน้อง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไร้กังวล ก็จุนฮวีเป็นพี่ใหญ่สำหรับน้อง ๆ ตอนนี้นี่นะ จะให้เด็กพวกนี้คอยเป็นห่วงก็กะไรอยู่ “ผมพร้อมแล้วครับพี่จีซู”
 “โอเค ตามพี่มานะ”จีซูบอกด้วยน้ำเสียงใจดี เพื่อลดทอนความกังวลของเด็กหนุ่มตัวสูงที่กำลังเดินตามหลังมา จีซูทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลมานานเท่าไหร่แล้วเขาเองก็ม่ทราบ แต่ว่าการต้องนำทางพวกเด็ก ๆ ไปที่ที่เปรียบเหมือนฝันร้ายในทุกเดือนทำให้จีซูค่อนข้างรู้สึกผิดต่อพวกเขา และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาค่อนข้างใจดีกับเด็กน้อยเหล่านี้ จีซูคอยช่วยพวกเขาให้ได้รับอิสระที่พวกเขาต้องการ ครั้งแรกที่จีซูเริ่มออกตัวช่วยคือ การหาทางออกจากโซนลินัวเพื่อให้เพื่อนของเขาอย่างจองฮันและซึงชอลได้เจอกันใน ครั้งที่สองคือ การช่วยให้มินกยูได้ลอบออกจากโซนเพื่อไปหาวอนอู รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมาก แน่นอนจีซูทำเรื่องพวกนี้เพื่อความสุขของเด็ก ๆ และเพื่อความสบายใจของตัวเอง ที่อย่างน้อย ก็ไม่ให้ตัวเองรุ้สึกผิไปมากกว่านี้
 “เอ๊ะ… กลีบดอกเหมยพวกนี้มาจากไหนกันหรอครับ”
 “ดอกเหมย?”จีซูทวนคำพูดของเด็กการดูแลคนใหม่อย่างสงสัย ถ้าหากที่นี่มีกลีบดอกเหมยโปรยแบบนี้แสดงว่า น่าจะมีคนพิเศษบางคนที่อยู่ที่นี่ และจีซูเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ตอนนี้การตรวจเช็คของเกคนนั้นน่าจะจบลงแล้ว กลีบดอกเหมยถึงได้โปรยปรายลงมาแบบนี้ ภาพของโถงทางเดินสีขาวที่ถูกโปรยด้วยดอกเหมยแดงที่เห็นอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่จีซูมักจะได้เห็นเสมอเมื่อเด็กคนนั้น คนที่เป็นเจ้าของปานดอกเหมยกำลังได้รับความเจ็บปวดทางจิตใจอย่างรุนแรง
 “ที่นี่มีดอกเหมยแดงด้วยหรอครับ ผมได้ยินมาว่าเหมยแดงเป็นอกไม้ที่แสดงถึงความอดทน ความแข็งแกร่งและยืนหยัดเพื่อรอวันผลิดอก”
 “อ่า… ใช่แล้วล่ะ เป็นดอกไม้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ เลยล่ะ สามารถเติบโตในฤดูกาลที่ไร้ดอกไม้ชนิดอื่นได้งอกงามอยู่ใกล้ ๆ ผลิบานอย่างงดงามเพียงลำพัง เป็นดอกไม้ที่ทั้งสวย ทั้งโดดเดี่ยว”จีซูว่าด้วยน้ำเสียงชื่ชม จุนฮวีรู้ว่าบางอย่างในคำพูดของจีซูมันแปลก ๆ เหมือนกับผู้ดูแลคนนี้ไม่ได้หมายถึงดอหเหมยจริง ๆ แต่หมายถึงอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับดอกเหมย แต่จุนฮวีไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่นมากนัก เพราะตอนนี้เขาเดินตามจีซูมาจวนจะถึงห้องตรวจสุขภาพแล้ว 
 และไม่รู้ว่าเพราะอะไรจุนฮวีถึงได้เลิกสนใจสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้ สายตาของเขาสังเกตเห็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดสีขาวทั้งตัว รูปร่างสูงโปร่ง ตัวบาง ๆ ใบหน้าที่มีรอยยิ้มไร้ชีวิตประดับช่างเข้ากับเส้นผมสีแดงเข้มเหมือนสีของดอกเหมยแดงอย่างลงตัว เด็กคนนั้นหันมาสบตากับจุนฮวีพร้อมกับยกยยิ้มพยักหน้าให้เด็กน้อย ผู้ดูแลของเด็กคนนั้นกำลังเดินนำมาทางนี้ ทางที่จุนฮวียืนอยู่กับจีซู
 “ว่าไงจีซู ไม่เจอกันนานเลยนะ เด็กคนนี้ที่พวกพี่มาร์คพามาใหม่ใช่มั้ย”
 “อ่า… ใช่แล้วล่ะ แล้วนี่แทฮยองพาน้องมาตรวจหรอ”
 “อื้อ พวกเค้านัดมาพร้อมวอนอูน่ะ ตอนนี้ทางั้นเค้ากลับไปแล้ว เลยว่าจะพามยองโฮกลับเหมือนกัน”จุนฮวียืนมองผุ้ดุแลทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาเด็กผู้ชายอีกคนที่กำลังยืนอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เจ้าตัวดูอ่อนโยนมากเหมือนเอื้อมมือออกไปรองรับกลีบดอกเหมยที่กำลังร่วงหล่น และดูเหมือนเด็กคนนั้นจะสังเกตเห็นแล้วว่าจุนฮวีมองอยู่ เจ้าตัวเด็กในชุดสีขาวล้วนหันมายิ้มให้ก่อนจะกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
 “สวัสดีครับ”
 “อ เอ่อ… สวัสดีครับ”จุนฮวีทำอะไรไม่ถูกเมื่อเด็กคนนั้นเอ่ยทัก น้ำเสียงที่ไม่แสดงอาการตื่นเต้น หรือดีใจ ไม่มีแม้ความสดใสในน้ำเสียง จนเขาเผลอตอบสวัสดีออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก จนอีกคนยกยิ้มให้ด้วยความอ่อนโยน ราวกับจะปลอบใจจุนฮวีว่า อย่าตื่นเต้น
 “ยินดีต้อนรับสู่ลูซเดลูน่านะครับ หลังจากนี้อาจจะหนักสักหน่อย สู้ ๆ นะครับ”
 “หมายความว่ายังไงหรอ”
 “มยองโฮเราต้องกลับกันแล้วล่ะ บอกลาเพื่อนใหม่ก่อนเร็ว”ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้ตอบอะไร ผู้ดูแลของเด็กคนนั้นก็พูดขึ้นมาเสียก่อน จุนฮวีเห็นอีกคนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มบางที่ดูเศร้า ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับคำ แล้วหันมาหาจุนฮวีอีกครั้ง
 “ผมหวังว่าเราจะได้เจอกันนะครับ ถ้าเข้าไปในห้องนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม อดทนยืนหยัดเพื่อชีวิตตัวเองให้ได้นะครับ ผมถูกชะตากับคุณนะ ไว้เจอกันใหม่ครับ”เด็กคนั้นบอกพร้อมยิ้มบาง ก่อนผู้ดูแลจะพาเขาเดินออกไป จุนฮวีนิ่งคิดอะไรอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามมาจนถึงตัวของเด็กคนนั้น เอื้อมมือคว้าข้อมือเล็กของอีกคนไว้
 “อ๊ะ!... นี่คุณ?”
 “เดี๋ยวสิ… ผมชื่อมุน จุนฮวี คุณน่ะยังไม่ได้บอกชื่อตัวเองเลยนะ”ไม่ทันรู้ตัว จุนฮวีก็ร้องถามชื่อของอีกคนออกไปแล้ว เด็กคนนั้นยืนนิ่งก่อนจะหันไปมองผุ้ดูแลที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ จุนฮวีเองก็หันไปมองเช่นกัน ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย แล้วหันไปพยักหน้าให้กับเจ้าเด็กผมสีดอกเหมยด้วยรอยยิ้มบาง
 “ผมชื่อ… มยองโฮครับ ซอ มยองโฮ”
 “ซอ มยองโฮ… งั้นหรอ”จุนฮวีพึมพำเบาก่อนจะยกยิ้มบาง พร้อมกับปล่อยมือจากข้อมือขาวของมยองโฮ เด็กน้อยที่จุนฮวีรู้จักหันไปบอกกับผู้ดูแลเล็กน้อยก่อจะกล่าวลาจุนฮวีอีกครั้ง แล้วเดินนำออกไปก่อน จนที่ตรงนั้นเหลือเพียงผู้ดูแลของมยองโฮและจุนฮวี
 “ไว้เจอกันใหม่ครับคุณมุน คราวหน้าช่วยชวนเด็กคนนั้นคุยทีนะ”
 “พี่แทฮยองครับไปกันเถอะ!”ผู้ดูแลประจำตัวมยองโฮยกยิ้มใจดีให้กับเขา ก่อนจะเดินออกไปตามเสียงเรียก จุนฮวีเริ่มรู้สึกแล้วว่า บางทีการถูกพามาที่ลูซเดลูน่าแบบนี้ก็ไม่เลวเลย พอได้เจอมยองโฮที่นี่ก็ดูจะน่าสนใจขึ้นมาเยอะเลย
 “นี่! มยองโฮ!”
 “ครับ?”ใบหน้าน่ารักหันกลับมามองจุนฮวีด้วยความสงสัย เขายกยิ้มกว้างก่อนจะร้องตะโกนบอกบางอย่างออกไปด้วยความรู้สึกที่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แค่ได้เห็นหน้ามยองโฮ จุนฮวีก็เหมือนจะกลายเป็นคนบ้าขึ้นมาทันที รู้สึกมีความสุขแค่เพราะเจ้าเด็กคนนั้นยิ้มออกมา ถึงมันจะไม่ได้สดใสเหมือนคนอื่น ๆ แต่จุนฮวีก็หลงใหลมันจนตัวเองยังนึกแปลกใจ
 “ดอกเหมยของนายน่ะ!... ฉันชอบมันนะ!”
 “…”คำพูดที่กลั่นกรองออกมาจากใจจริงถูกตะโกบอกด้วยรอยยิ้ม มยองโฮนิ่งไป ก่อนจะก้มหน้าลงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้ม ที่จุนฮวีมั่นใจว่ามันดูสดใสที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาเลย รอยยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวาของมยองโฮทำให้เขารู้สึกเหมือนจะตายเลยล่ะ
 “ขอบคุณครับ คุณเป็นคนแรกเลยที่บอกผมแบบนี้ ขอบคุณมากนะครับ สายลมของจุนฮวีน่ะ… ผมเองก็ชอบเหมือนกัน”
 แค่คำพูดไม่กี่คำของเจ้าดอกเหมยแดงก็ทำให้ใจของจุนฮวีเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งอีกคนพูดมันออกมาด้วยรอยยิ้มที่จริงใจแบบนั้น จุนฮวียิ่งรู้สึกอ่อนแรง เหมือนเท้าของตัวเองกำลังจะลอยขึ้นจากพื้นได้เองเลย เขาคงต้องจำให้มั่นว่า รอยยิ้มของมยองโฮอันตรายกับหัวใจเกินไป ถ้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ คงได้ตายแน่ ๆ
 “เอาล่ะ ได้เวลาล่ำลากันจริงแล้วนะ มยองโฮต้องกลับไปพักแล้ว”จีซูที่พึ่งเดินมาตามจุนฮวีเอ่ยบอกยิ้ม ๆ 
 “ต้องลาจริง ๆ แล้วล่ะครับ ขอบคุณสำหรับคำพูดที่แสนจริงใจในวันนี้ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้งในวันข้างหน้านะครับ”มยองโฮบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้ ก่อนเจ้าตัวเล็กจะยกมือขึ้นเป่าอะไรบางอย่างมาทางเขา กลีบดอกไม้เด็ก ๆ สีแดงเข้มเหมือนสีผมของมยองโฮลอยพัดตามลมมาหมุนรอบตัวจุนฮวี ก่อนจะลอยขึ้นไปเหนือหัวของเขาประกอบเรียงซ้อจนเป็นดอกเหมยแดงดอกใหญ่เพียงชั่วเวลาหนึ่งแล้วกระจายออก สลายหายไปพร้อมกับมยองโฮที่เดินออกไปจากตรงนั้น
 “ดอกเหมยแดง… สวยจริง ๆ ด้วยล่ะ”
 “มีเหมยแดงให้กำลังใจแบบนี้ คงไม่กลัวแล้วสิ”จีซูเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้มขำกับท่าทางเหม่อลอยของจุนฮวี ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดออกจากภวังค์ดอกเหมย จีซูไม่ปฏิเสธหรอกนะว่า รอยยิ้มของมยองโฮมีเสน่ห์ขนาดไหน เพราะตัวเขาและคนอื่น ๆ เองก็เคยติดอยู่ในภวังค์ดอกเหมยของเด็กคนนั้นเหมือนกัน เรียกได้ว่าไม่เจอกับตัวไม่มีทางเข้าใจจริง ๆ
 “ครับ ตอนนี้ผมไม่กลัวเลย”
 “ดีมาก อดทนสู้จนถึงที่สุดให้ได้ล่ะ แล้วสักวันนายจะได้เห็นช่วงเวลาที่ดอกเหมยเบ่งบาน”
 “ผมชักอยากเห็นแล้วสิครับ คงจะสวยมากแน่ ๆ เลย”
 “ถ้าอยากเห็นล่ะก็ ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี ๆ ล่ะ เพื่อสักวันจะได้พัดพาอยู่ใกล้ ๆ ต้นเหมยแดงต้นนั้นน่ะ”จีซูยิ้มอย่างอ่อนใจ บางทีโชคชะตาอาจจะกำลังช่วยให้พวงผกางามทั้งหลายได้ผลิดอกอย่างงดงามโดยไม่ต้องทนสู้เพียงลำพังอยู่ก็ได้ เขาเองก็อยากจะคอยดูแลดอกไม้พวกนี้ รวมถึงสิ่งแวดล้อมดี ๆ นี้เอาไว้ให้ถึงวันที่พวกเขาได้กลายเป็นธรรมชาติอันงดงามเช่นกัน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
บทนำมาแล้วน๊าาาา วันนี้เรามาเปิดตอนแรกให้อ่านกันก่อนเนาะ หากพบคำผิดสามารถแจ้งเราได้เลยนะคะ ถ้าแต่งไม่ดียังไงต้องขออภัยด้วยน๊าา เค้าไม่เก่งเรื่องนี้เท่าไหร่
สำหรับ Falling Flower นั้นยังไม่กำหนดวันอัพที่แน่นอนนะคะ อาจจะนานพอตัวเลย เพราะแค่ตอนนี้ตอนเดียวก็นั่งแต่ง 2 วันแล้ว 55555
 ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ สำหรับตอนนี้ก็เปิดให้ทุกคนได้เดาทางกันเต็มที่เลยนะ ไว้เจอกันเมื่อเราแต่งจบนะคะ 555555
Love U My Readers ??????’?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น