Love With ROSE|กุหลาบต้องสาป#วั่งเซี่ยน

ตอนที่ 15 : Love Rose:Chapter THIRTHEEN

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 303
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    12 ม.ค. 63


  หลังเคลียร์ปัญหากับศิษย์พี่เวินฉิงคนงามเป็นที่เรียบร้อย เว่ยอู๋เซี่ยนก็แยกออกมาหาเวินเยวี่ยนและหลานวั่งจีที่ห้องรับรองซึ่งทางชิงเหอจัดไว้ให้ โดยให้คุณชายทั้งสองพักด้วยกันรวมถึงเจ้าหนูอาเยวี่ยนด้วย


  เมื่อมาถึงเว่ยอู๋เซี่ยนก็เห็นร่างสูงของหลานวั่งจีนั่งอยู่บนตั่งเดียวกันกับที่เจ้าหนูอาเยวี่ยนนอนอยู่ คุณชายสกุลหลานลูบหัวเด็กคนนั้นด้วยความเอ็นดูและโอนอ่อนพอควร เว่ยอู๋เซี่ยนยกยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากถามขึ้นว่า... "อาเยวี่ยนหลับไปแล้วหรือ"


  "อืม เจ้าเถอะเว่ยอิง เข้าใจกันแล้วหรือ"แม้จะไม่เอ่ยถึงชื่อของเวินฉิงแต่ เว่ยอู๋เซี่ยนนั้นรู้ดีว่าคุณชายรองหลานท่านนี้คงอยากรู้ว่าตนกับพี่สาวร่วมสาบานนั้นเข้าใจกันหรือยังเป็นแน่


  "อื้อ!เข้าใจกันแล้วล่ะ ข้ากำลังคิดว่าจะออกตามหาอาหนิงดู ไม่อยากปล่อยไว้นานนัก ประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเสียก่อน"เว่ยอู๋เซี่ยนกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มแฝงความกังวลใจ คิดเป็นห่วงน้องชายร่วมสาบานนัก เวินหนิงนั้นถึงจะมีวิชาและฝีไม้ลายมือแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถต่อสู้ต่อใครหลายๆคนได้เสียเมื่อไหร่ ในเมื่อฝีไม้ลายมือของเวินหนิงนั้นมีเพียงน้อยนิด ถ้าใช้ธนูได้ก็ว่าไปเพราะฝีมือไม่น้อย แต่ในสถานการณ์ที่ถูกจับกุมเช่นนี้คงไม่สามารถใช้ธนูได้เป็นแน่ "ข้าว่าเจ้าพักเสียเถอะหลานจ้าน เหนื่อยมามากแล้ว ข้าจะออกไปข้างนอกก่อน"


  "เว่ยอิง..."เสียงทุ้มนิ่งเรียบเอ่ยเรียก เว่ยอู๋เซี่ยนหยุดชะงักในขณะที่จะก้าวขาออกไปจากเรือนรับรอง รอฟังคำกล่าวจากใครอีกคนที่อยู่ด้านหลัง "ให้ข้าช่วยเจ้า"

เพียงเท่านั้นเว่ยอู๋เซี่ยนก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามมิได้ พยักหน้ารับไปทีพร้อมกับตอบกลับไปด้วยความดีใจที่หลานวั่งจีนึกอยากช่วยตน 


  "ได้"


...


▪สวนเหมยฮวา▪

  ร่างสูงพอประมาณในชุดคนสกุลเนี่ยยืนรับลมอยู่ภายในศาลากลางสวนเหมย มือเรียวนั้นโบกสะบัดพัดกระดาษไปมาด้วยความเคยชิน เปลือกตางามหลับพริ้มซึมซับบรรยากาศรอบตัวตนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเหมยฮวา สายลมเอื่อยๆพัดวนไปรอบตัวดูร่มรื่นใจ ก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ และแลเห็นผู้มาใหม่ "คุณเว่ย!?"


  "อ่า... ขออภัยคุณชายเนี่ย ข้าเพียงต้องการหาที่เงียบๆเพื่อพักผ่อน เห็นสวนนี้งดงามนักจึงเดินเข้ามา เสียมารยาทจริงๆเลยตัวข้า"เว่ยอู๋เซี่ยนกล่าวขออภัยพร้อมกับส่งยิ้มบางให้ด้วยความขัดเขิน


  "ฮ่าๆ มิเป็นไรๆ หากท่านไม่รังเกียจมานั่งคุยกับข้าก่อนได้หรือไม่เล่าคุณชายเว่ย"เนี่ยหวายซังน้องชายแท้ๆของประมุขเนี่ยเอ่ยชวน พลางส่งยิ้มเป็นมิตรให้


  "ได้... ได้อยู่แล้วคุณชายเนี่ย เป็นเกียรตินัก"เว่ยอู๋เซี่ยนกล่าวก่อนจะเดินไปนั่งภายในศาลากลางสวนกับเนี่ยหวายซัง


  "เป็นเกียรติต่อข้าเช่นกัน ที่ท่านเซียนตูคนต่อไปให้เกียรติมานั่งพูดคุยด้วย"เนี่ยหวายซังกล่าวพร้อมรอยยิ้ม มือเรียวยังคงโบกพัดไปเบาๆ ก่อนจะเก็บพัดแล้ววางลงบนโต๊ะหินอ่อนตัวงาม


  "ฮ่าๆ ท่านก็กล่าวไป ข้าหรือเซียนตูคนต่อไป ไม่เอาหรอก ข้ายังอยากท่องเที่ยวอยู่หากขึ้นเป็นเซียนตูเกรงว่าคงจะเฉาตาย"


  "ท่านนี่มีอารมณ์ขันดีนัก ข้าเนี่ยหวายซัง ยินดีที่ได้พบคุณชายเว่ย"เนี่ยหวายซังโค้งตัวลงแนะนำตนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก่อนจะส่งยิ้มบางให้เว่ยอู๋เซี่ยน ศิษย์เอกสกุลเวินไม่รีรอรีบโค้งตัวลงทักทายกลับทันที "เว่ยอู๋เซี่ยน ยินดีที่ได้พบ พี่เนี่ย"


  "เช่นกัน พี่เว่ย"สองคุณชายพูดคุยกันไปอีกสักพัก ก่อนเว่ยอู๋เซี่ยนจะเอ่นถามถึงสวนเหมยฮวานี้ "ข้าไม่รู้มาก่อนว่าที่ชิงเหอจะมีสวมเหมย ท่านเป็นคนสร้างสวนเหมยนี้หรือพี่เนี่ย"


  "ถูกแล้ว ข้าเป็นคนสร้างเอง ต้นเหมยทุกต้นข้าเป็นคนปลูก เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจหรืออยากพักข้าจะมาที่นี่"


  "เรื่องทุกข์ใจหรือ"เว่ยอู๋เซี่ยนทวนคำ จากที่คุยกับคุณชายท่านนี้มาเว่ยอู๋เซี่ยนคิดว่าผู้ที่อารมณ์ดีมากขนาดนี้มีเรื่องทุกข์ใจด้วยหรือ


  "ท่านเคยได้ยินเรื่องเซียนนักทำนายหรือไม่พี่เว่ย"เนี่ยหวายซังกล่าวถามด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ปนไปด้วยความเศร้า กังวล และสับสน


  "เซียนนักทำนาย... เยว่ซูเหมยน่ะหรือ"เว่ยอู๋เซี่ยนตอบอย่างไม่แน่ใจนัก เยว่ซูเหมยเป็นผู้ฝึกเซียนที่บรรลุขั้นเซียนเป็นเซียนนักทำนาย หาตัวยากยิ่งคำทำนายของเยว่ซูเหมยนั้นแม่นยำยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อใดก็ตามที่นางทำนายเรื่องราวต่างๆออกมา มักจะก่อให้เกิดซึ่งความสูญเสีย สงคราม ความแตกแยก ไม่ก็ทำให้เกิดความรัก ความแค้น ความดีงาม ด้วยเหตุนั้นทำให้เยว่ซูเหมยเลือกที่จะหายตัวไป น้อยคนนักจะพบเจอ เมื่อใดก็ตามที่ถูกหาเจอนางมักจะหนีหายไปเสมอ และตามที่ที่นางเคยอาศัยจะมีคนที่เคยเห็นนางสร้างที่พำนักไว้ให้เสมอ ราวกับรอคอยให้นางกลับมาที่เดิม


  "ใช่แล้ว คำทำนายจากนางผู้ใดก็ล้วนทราบว่าจะเกิดขึ้นจริงแน่นอน แม้จะหาทางแก้ไขอย่างไรเสียก็จะเป็นจริงทุกครั้งไป ไม่ว่าจะหาทางหยุดยั้งอย่างไร สุดท้ายคำทำนายก็จะยังคงเป็นจริง ราวกับนางกำหนดไว้แล้ว"เว่ยอู๋เซี่ยนนั่งฟังเนี่ยหวายซังกล่าวอย่างตั้งใจ เดิมทีเรื่องของเซียนนักทำนายเยว่ซูเหมยนั้นถูกเล่าขานมาเนิ่นนานนัก แม้จะเกิดเรื่องมากมายเพราะคำทำนายแต่ทุกคนก็ยังคงหวังว่าจะเจอนางอีกครั้งเพื่อถามหาวิธีแก้ไขในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า มีทั้งคนรังเกียจและมีทั้งคนที่ยอมรับ


  "ครั้งหนึ่งพ่อแม่ข้าเคยได้รับคำทำนายจากนางในขณะที่เดินทางกลับจากการล่าราตรี นางทำนายว่าอีกไม่นานคนรักของท่านจะตายจากไป และอีกคนจะตายตกตามกันเพราะเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่น"


  'ประมุขเนี่ยชีวิตคู่ของท่านไม่ดีนัก คนหนึ่งจะพรากจากด้วยความตาย ส่วนอีกคนต้องทรมาณแสนสาหัสก่อนจะตายตาม วิบัติภัยบ้านเมืองจะเป็นตัวพรากจาก สองชีวาจะถูกพาสู่ยมโลก'


  "ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่เชื่อบอกว่านางโกหก แต่เยว่ซูเหมยนางตอบกลับมาเพียงว่า'เรื่องของชะตาข้าไม่อาจเขียนทำได้เพียงเตือน'หลังจากนั้นไม่นาน ชิงเหอก็เผชิญกับเคราะห์กรรมร้าย เมื่อมีผู้ถือครองเหล็กทมิฬเดินทางมาเพื่อยึดครอง


  ท่านพ่อท่านแม่เข้าต่อสู้กับเขาจนพลาดพลั้งเสียท่านแม่ไปเพราะความประมาท ท่านพ่ออพยบชาวเมืองไปอาศัยที่เมืองอื่นได้ไม่นานก็ตรอมใจตายตามท่านแม่ไป ข้าในตอนนั้นนึกเพียงแค่ทำไมต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นกับครอบครัวข้าเท่านั้น จนทราบจากทหารว่านี่เป็นคำทำนายจากเยว่ซูเหมยที่เคยกล่าวเอาไว้ เพราะมั่นใจเกินไปทำให้ต้องสูญเสียนั่นจึงกลายเป็นคำสอนของคนสกุลเนี่ย"คำอธิบายจากเนี่ยหวายซังทำให้เว่ยอู๋เซี่ยนนึกสงสารพ่อแม่ของเขานัก แต่ทว่า... คำกล่าวของเซียนเยว่ซูเหมยนั้นดูแปลกๆ ราวกับมันไม่ใช่คำทำนายแต่เป็นดวงชะตาและเส้นชีวิต


  "..."พื้นที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบเหงา ก่อนเนี่ยหวายซังจะยกยิ้ม คว้าพัดกระดาษที่วาดลายเองขึ้นมา ลุกจากเก้าอี้หินอ่อนตัวงามแล้วพูดว่า "ขออภัยหากข้าพูดอะไรไร้สาระ เชิญพี่เว่ยพักผ่อนที่นี่ให้เต็มที่ข้าขอตัว" กล่าวจบคุณชายเนี่ยก็เดินจากไปเหลือเพียงเว่ยอู๋เซี่ยนที่นั่งอยู่ภายในศาลาสีขาวสะอาดเพียงผู้เดียว


  "คำทำนายหรือ... ไม่เหมือนเลยนะ"เสียงทุ้มนุ่มกล่าวเปรยๆ ก่อนจะแกะผ้าสีดำที่พันอยู่ที่ข้อมือออกมาพันรอบดวงตา ก่อนผูกดึงให้แน่น เพื่อตัดขาดจากภาพทั้งหลายรอบตัวเพียงชั่วครู่ มือเรียวงามคว้าขลุ่ยเฉินฉิงที่แนบอยู่ข้างตัวออกมาก่อนจะเริ่มเปาบรรเลงเพลง ทำนองไพเราะแต่ช่างให้ความรู้สึก โดดเดี่ยว โศกเศร้า หม่นหมองและเสียใจเหลือเกิน ทำนองเพลงขลุ่ยดังแว่วไปตามลมเอื่อยภายในสวนเหมยมีเพียงผู้บรรเลงเพลงขลุ่ยแต่เพียงผู้เดียว


  ...


  อีกด้านคือหลานวั่งจีที่เดินออกมาจากเรือนรับรอง ด้วยความเป็นห่วงใครอีกคนที่ดูเปราะบางเหลือเกิน แม้จะพยายามเข้มแข็งเท่าใดแต่ภายในก็เพียงเด็กหนุ่มที่พยายามเก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ ภายใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้มและความร่าเริง

  ระหว่างทางคุณชายรองก็บังเอิญเดินสวนกับใครบางคนเข้า คนผู้นั้นหยุดก้าวเดินต่อพร้อมกับโค้งตัวลงทักทายคุณชายรองหลานผู้สูงศักดิ์ "คุณชายรอง... ไม่ทราบว่าตามหาผู้ใดอยู่หรือ"


  "..."หลานวั่งจีไม่ตอบเพียงโค้งตัวลา ก่อนจะเดินผ่านไป ชายสกุลเนี่ยยกยิ้มบางก่อนจะพูดขึ้นว่า "หากตามหาคุณชายเว่ยอยู่ละก็ เชิญที่สวนเหมยคุณชายเว่ยอยู่ที่นั่น เดินไปไม่นานก็ถึง" หลานวั่งจะพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นเชิงขอบคุณ แล้วเดินตรงไปยังสวยเหมยตามที่ชายสกุลเนี่ยบอก


  'ไม่ไหวเลยนะคุณชายรอง ไม่เก็บอาการสักนิด คุณชายเว่ยนี่เก่งไม่น้อย้ลย ทำให้คุณชายน้ำแข็งเป็นได้มากขนาดนี้เชียว หึ'

เดินมาอีกชั่วครู่หลานวั่งจีก็ได้ยินทำนองเพลงที่ลอยคล้อยมาตามลมเอื่อย 


  ท่วงทำนองที่ดูหม่นหมองเช่นนี้หากผู้บรรเลงไม่โศกเศร้าจริงๆคงไม่สามารถสื่อมันออกมาได้มากมายขนาดนี้ เมื่อเดินเข้ามาภายในสวมเหมยก็พบกับเว่ยอู๋เซี่ยนที่กำลังบรรเลงเพลงขลุ่ยแสนวังเวง แม้นจะสวมผ้าปิดแต่ก็ไม่อาจปิดบังหยาดน้ำตาที่ไหลหยดลงมาได้เพียงนิด


  หลานวั่งจีมองภาพตรงหน้านิ่ง นึกอยากเดินเข้าไปกอดปลอบคนตรงหน้าเหลือเกิน ทว่ากลับกลัวเกินกว่าจะก้าวเข้าไปหา ความรู้สึกกระวนกระวายถาถมเข้ามาจนไม่อาจหยั้งหยุด เป็นครั้งแรกที่เขานึกอยากจะปลอบปะโลมใครสักคนมากๆ ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ขายาวก็ก้าวตรงไปหาเจ้าของทำนองเพลงขลุ่ยวังเวงเสียแล้ว


  มือหนาคว้าตัวคนที่กำลังเป่าขลุ่ยอยู่เข้ามากอดแนบอกตน เว่ยอูเซี่ยนนิ่งงันแม้จะมองไม่เห็นคนที่กอดตนแต่ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด และไม่รู้ว่าอะไรดลให้หลานวั่งจีโน้มใบหน้าลงไปใกล้ๆใบหน้าเรียวงามของเว่ยอู๋เซี่ยน ก่อนจะริมฝีปากตะทาบทับลงบนริมฝีปากบางของคนที่ปิดตาตนไว้


  "..."บรรยากาศนิ่งงันและเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมเอื่อยๆที่ดังอยู่ข้างหู ทุกอย่างนิ่งสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจของใครอีกคน เมื่อได้สติหลานวั่งจีก็รีบกระโดดหลบเลี่ยงออกไปจากสวนเหมยทันที เว่ยอู๋เซี่ยนรีบแกะผ้าปิดตาออก สอดส่องสายตาไปทั่วสวน แต่ไร้ซึ่งผู้คน


  "เมื่อครู่นี้..."เสียงผะแผ่วกล่าวขึ้นอย่างตกตะลึง มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากบางที่เคยมีใครอีกคนชิงจูบไป


  "นั่นน่ะ... จูบแรกของข้าเชียวนะ"


...


  หลานวั่งจีกลับมายังเรือนรับรอง ไต่ตรองเหตุการณ์เมื่อครู่อีกครั้งแล้วนึกต่อว่าตนเองในใจด้วยความตกตะลึงและรู้สึกผิดนิดๆ


  'เพราะคิดว่ายังไงเว่ยอิงก็ไม่มีทางรู้ว่าเป็นข้า เพราะมีผ้าปิดตาอยู่เลยเผลอทำอะไรไปโดยไม่ทันคิด ข้ามันแย่ที่สุด!'

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

_______________________


 ขอโทษที่หายหน้าหายตาไปนานนะคะ มาอัปต่อแล้วนะ ช่วงนี้ก็ค่อนข้างเฟล จากจอยลดานิดหน่อย เห็นใจนักเขียนทุกคนเลยนะคะ คอมเม้นเราในจอยก็หาย ยังไงก็แล้วแต่ หลังจากนี้จะมาอัปในเด็กดีแล้วค่ะ คิดว่าคงโบกมือลาจอยลดาไปสักพัก 5555 นี่ยังเศร้าอยู่เลย อยากจะร้องไห้ ก็จะมาอัปในจบให้เร็วที่สุดเลยค่ะ เพราะเรามีภารกิจต้องอัปภาค 2 ต่อด้วย 555 บายค่ะ จะรีบอัปต่อแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #35 Sponj_Mikkee (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:56
    งือ เขินนนนนน
    #35
    1
    • #35-1 Star_Yichin(จากตอนที่ 15)
      12 มกราคม 2563 / 19:03
      เขินอะไรคะ งุงิ
      #35-1