เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 9 : Chapter 8 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..เธอ• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,658
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 226 ครั้ง
    17 มี.ค. 63

ติด #ศึกรักเซียร์ ในทวิตเตอร์แล้วมาคุยกันนนน บางทีไรท์อาจจะแอบสปอยล์หรือเอาฉากคัทไปลงด้วย

Chapter 8

เพราะ..เธอ

.....

...


          “จะว่าไป ศึกรัก..” อลินเอ่ยขึ้น ผมหันไปมองเธอได้แค่ครู่เดียวก็หันกลับมาก่อนที่เธอจะพูดต่อ

          “…”

          “นายรู้จักผู้หญิงที่ชื่อเซียร์ใช่มั้ย”

          เซียร์..?

          “ทำไม”

          “เปล่า ก็แค่..” อลินทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรซักอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็เงียบไป “ไม่มีอะไร”

          “จะพูดอะไรก็พูดมา”

          “ฉันแค่อยากรู้ว่าใช่คนเดียวกันกับในลิฟต์ตอนนั้นมั้ยก็เท่านั้น”

          “…” ในลิฟต์?

          “..แต่ถามไปนายก็คงจะไม่ตอบ”

          “ใช่” ผมโพล่งออกไป “..ผู้หญิงคนนั้นชื่อเซียร์”

          ในลิฟต์ที่ผมกับอลินกำลังพูดถึงอยู่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน..

          ผมจะไม่รื้อฟื้น

          ..เพราะมันไม่ควรเอากลับมาพูดถึง

          “เซียร์ไหน ใช่เซียร์คณะวิทย์ฯมั้ย” ไอ้เนียร์หันหน้าไปทางอลิน

          “เออ เซียร์เดียวกันมั้ยวะ” ไอ้เรย์เสริม

          ผมนั่งฟังเงียบๆโดยที่ไม่ได้ตอบอะไร

          ก็อยากจะตอบว่าใช่..แต่ขี้เกียจ

          “ไม่รู้เหมือนกัน” อลินเป็นคนตอบ น้ำเสียงเธอไม่ยินดียินร้ายอะไรซักเท่าไหร่นัก

          “แป๊บ” ไอ้เรย์พึมพำพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะเลื่อนหาอะไรซักอย่าง ผมนั่งมองการกระทำของมันนิ่งก่อนที่มันจะชูโทรศัพท์มาทางนี้ “..เซียร์คนนี้”

          “…”

          “กูว่าจะจีบอยู่นานแล้วแต่เสียดายดันมีแฟนแล้ว..แม่ง” ไอ้เรย์สบถอย่างหัวเสีย

          ผมปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ของมันที่ค้างอยู่ในหน้าเฟซบุ๊คและลากสายตาอ่านชื่อเฟสคร่าวๆก่อนจะหยุดค้างไว้ที่ภาพโปรไฟล์ของผู้หญิงในชุดนักศึกษา

          อืม..ก็เซียร์เดียวกัน

          แต่เมื่อกี้ไอ้เรย์มันบอกว่ามีแฟนแล้ว..?

          เซียร์ไม่มีทางที่จะมีแฟนแล้ว

          ..มันกำลังเข้าใจอะไรผิด

          “ยัยนั่นยังไม่มีแฟน” ผมเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มด้วยท่าทีปกติ

          “แล้วมึงไปรู้มาจากไหน..”

          “กูรู้ก็แล้วกัน”

          “ยัยนั่นมีแฟนแล้ว กูได้ยินคนอื่นๆเขาก็พูดกันแบบนี้” มันยังคงเถียงผม “..แฟนยัยนั่นก็เพื่อนรักมึง มึงไม่รู้เหรอ”

          เพื่อนรักผม..

          “มึงจะบอกว่าเป็นไอ้เ*ยโซน?” ผมลากสายตาไปจ้องหน้ามัน ซึ่งมันเองก็จ้องผมกลับเหมือนกัน

          “ก็เออดิ กูแม่งโคตรเสียดายเลย” ไอ้เรย์บ่นอุบอิบ

          ไอ้เรย์เองก็รู้จักกับไอ้โซนเพราะมันเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัยม.ปลาย..แน่นอนว่ามันเคยเห็นผมกับไอ้โซนมีเรื่องชกต่อยกันในโรงเรียน

          ถึงตอนนั้นมันจะไม่ได้ช่วยผม แต่มันเองก็ไม่ได้ชอบไอ้โซนซักเท่าไหร่

          “มึงกำลังเข้าใจผิด..”

          “…”

          “สองคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนกัน” พูดจบผมก็ลากสายตากลับมาที่แก้วเหล้าก่อนจะยกมันขึ้นดื่มอีกครั้ง

          “มึงรู้ได้ไง” น้ำเสียงไอ้เรย์เหมือนกับว่าไม่ค่อยอยากจะเชื่อซักเท่าไหร่ “..คนเขาก็พูดกันว่าสองคนนั้นเป็นแฟนกัน”

          ตุบ..

          “กูรู้ก็แล้วกัน” ผมวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้ามองไปที่มันด้วยแววตาราบเรียบ

          ที่ผมเคยบอกว่ายังไงสองคนนั้นก็ไม่มีทางมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกัน..ผมมั่นใจ

          “ไอ้เรย์ที่ว่าเสือกเก่งที่สุดในสามโลกยังแพ้สันดานรู้หมดแต่เงียบรู้อีกเพียบแต่ไม่พูดของมึงเลย” ไอ้เนียร์ที่นั่งเงียบอยู่ซักพักก็โพล่งขึ้นยาวเหยียด..

          เมื่อกี้มันว่าอะไร?

          ..ฟังไม่ทัน

          “ไอ้สั* มึงกับกูก็เสือกเก่งไม่แพ้กันนั่นแหละไอ้เ*ยเนียร์”

          “จะว่าไป..นายดูรู้เรื่องผู้หญิงที่ชื่อเซียร์ดีนะศึกรัก” อลินพูดพลางขยับตัวเข้ามา ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างเราลดลง..ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือขึ้นมาลูบไล้กรอบหน้าผมเหมือนอย่างทุกที “..เทียบกับเรื่องของฉันแล้วไม่เห็นนายจะรู้อะไรเลย”

          “มากไป” ผมปัดมือเธอออกและเขยิบออกมาเพื่อเพิ่มระยะห่างก่อนจะเบนหน้าหนีไปทางอื่น

          “แต่ถ้าเซียร์คนนั้นไม่ได้เป็นแฟนกับไอ้โซนจริงๆกูจีบดีมั้ยวะ..” ไอ้เรย์หันมามองหน้าผมพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม “มึงคิดว่าไงไอ้ศึกรัก”

          “ไม่ดี” มันถามความเห็นผม เพราะงั้นผมต้องตอบ “ยัยนั่นนิสัยเสีย”

          “…”

          “ต่อปากต่อคำเก่ง ขี้โวยวาย แล้วก็เอาแต่ใจ”

          “…”

          “..เหมาะกับกูแค่คนเดียว” 

          ผมรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป..บอกแล้วว่าผมอยากได้

          ..เพราะงั้นเซียร์เป็นสมบัติของผม ไม่ใช่สิ่งของสาธารณะ

          พรึ่บ..!

          “ไปไหน” นี่เป็นเสียงไอ้เนียร์ มันเอ่ยถามอลินที่ลุกขึ้นและทำท่าจะเดินออกไป

          “ไปเต้น เดี๋ยวมา” พูดจบเธอก็เดินออกไป ทำให้เหลือแค่ผมกับพวกไอ้เรย์ที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ

          “มึงไม่คิดจะตามไปหน่อยเหรอวะ” ไอ้เรย์ขมวดคิ้วถามผม เหมือนมันจะไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดถึงเมื่อกี้นี้แล้ว “..เกิดอลินโดนลวนลามขึ้นมาทำไง”

          ยังดีที่มันเลิกสนใจเรื่องเซียร์แล้ว ผมจะได้ไม่ต้องมานั่งตอบคำถามอะไรให้ยุ่งยากอีก

          “ไม่ ขี้เกียจ”

          “มึงน่าจะมีสามัญสำนึกว่าควรออกไปนะ..” คำพูดของไอ้เนียร์ทำให้ผมเงียบไป “ยังไงอลินก็มาที่นี่เพราะตามมึงมา”

          “…”

          “ถ้ายัยนั่นโดนลากไปทำอะไรต่อมิอะไรเพราะมาที่นี่ มึงจะทำยังไง” ..นับวันไอ้เนียร์ชักจะเริ่มเหมือนแม่ผมเข้าไปทุกวัน

          ผมเองก็มีสามัญสำนึกกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มี

          ..แต่ถ้าผมตามอลินออกไปมันก็จะตรงตามความต้องการของเธอหมด

          ผมรู้ว่าเธออยากให้ผมตามออกไป

          เพราะงั้นผมจะนั่งรออยู่ที่โต๊ะเงียบๆ

          “ถ้ามึงไม่ไปเดี๋ยวกูไปเองก็ได้” พูดจบไอ้เนียร์ก็ลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ

          พรึ่บ..

          คล้อยหลังจากที่มันเดินออกไปได้ไม่ถึงนาทีผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและทำท่าจะเดินออกมา

          “อ่าว มึงคิดจะตามไปแล้วเหรอ” ไอ้เรย์ถามขึ้นทันทีที่เห็นว่าผมลุกขึ้นยืน

          ใครว่าล่ะ..

          “กลับ”

          พูดจบผมก็เดินออกมาโดยที่ปล่อยให้ไอ้เรย์ทำหน้าเหวออยู่อย่างนั้น

          ดูเหมือนว่าการที่วนกลับมาที่After Deathอีกรอบจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่

          น่าเบื่อ..ไม่ตื่นเต้น

          คิดได้ดังนั้นผมก็เดินออกมาด้านนอกโดยไม่ได้สนใจอะไรอีก กระทั่งเดินออกมาพ้นรัศมีของเขตร้านก็มีใครบางคนเดินมาดึงชายเสื้อผมไว้

          “ช..ช่วยด้วยค่ะ” สองเท้าของผมหยุดชะงัก “ฉ..ฉันปวดท้อง”

          “…”

          ”คุณช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลใกล้ๆนี้ที..ได้มั้ยคะ”

          ผมค่อยๆหันไปทางด้านหลังและพบว่าเป็นผู้หญิงคนนึงที่เดินมาขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าเจ็บปวด

          ดูเผินๆแล้วน่าจะอายุน้อยกว่า..

          “ปวดมากมั้ย” ผมถามเธอ “..ถ้าปวดมากจะได้อุ้มไป”

          “ค..ค่ะ” เธอครางรับแบบติดๆขัดๆ

          มือนึงกำชายเสื้อผมไว้แน่น ส่วนอีกมือกำลังกุมหน้าท้องตัวเองไว้อยู่

          สวบ..!

          “อ๊ะ..” ผมจัดการช้อนร่างเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะเดินตรงไปยังรถที่อยู่ไม่ไกลจากนี้

          “ทนหน่อย”

          “ขอบคุณมาก..ค่ะ” พูดจบเธอก็เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะหอบหายใจถี่

          สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงแค่การพาเธอไปที่รถและไปส่งที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด



          ผมมาถึงที่โรงพยาบาลแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบห้านาที ผู้หญิงคนนั้นเองก็ถูกพาขึ้นเตียงและเข้าไปในห้องฉุกเฉินแล้วเรียบร้อย

          ผมเดินตามเข้าไปนั่งรอที่หน้าห้องฉุกเฉินก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาและเลื่อนกดหารายชื่อของใครบางคน

          โทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ใช่ของผม แต่เป็นของผู้หญิงคนเมื่อกี้

          ก่อนหน้านี้เธอฝากมันไว้กับผมและขอให้ผมช่วยโทรหาผู้เป็นแม่ของเธอให้

          กระทั่งเลื่อนเจอรายชื่อที่เธอเม็มไว้ว่า‘แม่’ผมก็กดโทรออกทันที

          [ว่าไงลูก ทำไมยังไม่กลับมาซักทีล่ะ] เสียงของปลายสายบ่งบอกว่าเป็นผู้หญิงที่มีอายุพอสมควร

          ถ้ารู้ว่าลูกตัวเองปวดท้องหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลจะสติแตกมั้ย..

          “สวัสดีครับ”

          [เอ๊ะ..นั่นใครน่ะ]

          “ลูกคุณเข้าโรงพยาบาล” ผมกรอกเสียงลงไป “..ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลRS”

          […]

          “ผมจะนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ถ้าเป็นไปได้ก็รีบมา” พูดจบผมก็กดวางสายไป


          ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีใครโทรเข้ามาอีก..กระทั่งเวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่มีวี่แววผู้เป็นแม่ของผู้หญิงคนนั้นโผล่มาให้เห็น

          ..หวังว่าจะไม่ได้ตกใจจนช็อกไปซะก่อน

          ถ้าเป็นแบบนั้นผมอาจจะเข้าข่ายฆาตกร

          “คุณเป็นสามีของคนไข้หรือเปล่าครับ” ผู้ชายร่างสูงสวมชุดกาวน์สีขาวเดินตรงออกมาจากห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

          “ไม่ใช่” ผมปฏิเสธด้วยท่าทีนิ่งๆ “..แค่บังเอิญเจอแล้วพามาส่ง”

          “คนไข้กำลังตั้งครรภ์และมีภาวะท้องนอกมดลูก ทางเราจำเป็นต้องติดต่อญาติคนไข้..”

          กำลังตั้งครรภ์?

          “ผมติดต่อไว้แล้ว อีกไม่กี่นาทีก็คงมา”

          “คุณ!!!” ระหว่างที่กำลังยืนคุยกับหมอ..อยู่ๆก็มีผู้หญิงมีอายุคนนึงเดินตรงมาทางนี้ “ล..ลูกฉันล่ะ”

          “…”

          “ลูกฉันเป็นอะไร..ปลอดภัยมั้ย”

          “มาพอดี” ผมเดินตรงเข้าไปหาผู้หญิงสูงอายุก่อนจะคืนโทรศัพท์ของผู้หญิงคนนั้นให้เธอ “..โชคดีครับ”

          ไม่รู้หรอกว่าทำไมคนท้องอย่างเธอถึงไปอยู่แถวที่แบบนั้น

          ผมช่วยได้แค่นี้

          ..ภาวนาให้รอดก็แล้วกัน


          End Suekrak’s talks



          สองวันต่อมา

          19.32น.


          “เอาให้มันจริง”

          “จริงนะแม่ หน้าตาผมดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงตัดพ้อปนน้อยใจของไอ้โซนดังขึ้นด้านข้างฉัน

          ตอนนี้ฉันกับมันกำลังนั่งกินข้าวเย็นอยู่ที่บ้านใหญ่พร้อมกับอาพิณและอาธนันต์

          เนื่องจากว่าพวกท่านพึ่งบินกลับมาถึงไทยเมื่อเช้านี้ เพราะงั้นตอนเย็นหลังจากเลิกเรียนเสร็จไอ้โซนก็เลยพาฉันมาที่บ้านใหญ่

          “เซียร์ล่ะลูก..ช่วงนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง”

          “ก็ดีค่ะ” ฉันยกยิ้มบางเบากลับไป

          “ดีแล้วลูก อย่าได้เอาพี่เขาเป็นเยี่ยงอย่างเชียว”

          ปกติแล้วทุกครั้งที่กลับมาไทย อาพิณมักจะคอยถามไถ่เรื่องการเรียนเป็นเรื่องแรกอยู่เสมอ

          ท่านใส่ใจกับการเรียนมากเป็นพิเศษ

          ..แต่ว่าไม่ถึงกับกดดัน

          “อะไรอะแม่ ยัยนี่ก็ใช่ว่าจะสนใจเรียนซักหน่อย” ไอ้โซนบ่นอุบอิบเหมือนกับว่ากำลังน้อยใจ..เหอะ

          “ฉันคงไม่ทำตัวเสเพลแบบนายหรอกโซน”

          “เธอแม่ง..”

          “อย่าทะเลาะกันๆ” เพราะว่าทั้งฉันและโซนทำท่าทีเหมือนกำลังจะมีเรื่องกัน เพราะงั้นอาพิณเลยห้ามทัพไว้ก่อน “จะว่าไปเรื่องความรักล่ะ..”

          “…”

          “หนูมีหนุ่มๆที่ถูกใจบ้างหรือยังลูก”

          “..ยังค่ะ” คำถามของอาพิณฉันสามารถตอบได้โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดพิจารณาใดๆทั้งสิ้น

          “จริงๆอาไม่ได้ห้ามอะไรที่หนูจะมีแฟนนะลูก ออกจะสนับสนุนด้วยซ้ำ”

          “อาก็ว่ามีแฟนตอนเรียนมหาลัยก็ไม่ได้แปลกอะไรนะ” นี่เป็นเสียงของอาธนันต์ “..ดีกว่าจบไปแล้วยังไม่มีแฟนนั่นแหละ”

          “…”

          “ขึ้นคานกันพอดี ฮ่าๆ” อาธนันต์พูดติดตลก..ซึ่งฉันก็ได้แค่ยิ้มเจื่อนๆกลับไป

          “ลูกล่ะ..ไอ้เรื่องผู้หญิงน่ะเพลาลงบ้างหรือยัง!”

          “แม่เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย” ฉันล่ะอยากจะแหมจริงๆ “..เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ”

          “เชื่อใจได้แน่นะ?”

          “แน่นอน” ไอ้โซนตบโต๊ะดัง‘ตุบ’ด้วยท่าทีเหมือนเด็ก “ไม่ได้ใช้งานมาเป็นเดือนแล้วครับ”

          “…”

          ฉันเงียบไป..เพราะรู้ดีว่าคำว่า‘ไม่ได้ใช้งาน’ของมันหมายถึงอะไร

          ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดตอนกินข้าวเย็นแบบนี้มั้ย

          “..เหี่ยวเฉาจะตายอยู่แล้ว”

          “ตาโซน!”

          “ก็แม่ไม่เชื่อผม”

          “เฮ้อ ลูกคนนี้” อาพิณยกมือขึ้นกุมขมับ ไอ้โซนเองก็นั่งหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆฉัน

          นิสัยเด็กน้อยจริงๆ..เวลาอยู่กับอาพิณเนี่ย

          “จะว่าไป..” ไอ้โซนเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งฉันเองก็นั่งฟังมันอยู่เงียบๆ “แม่ครับ”

          “อะไรอีกล่ะคราวนี้!”

          “..แม่อยากได้ลูกสะใภ้แบบไหน” คำถามของไอ้โซนทำเอาฉันชะงักไป

          “ตายจริง อยู่ๆทำไมมาถามเรื่องแบบนี้” ฉันลอบมองไปที่อาพิณและเห็นว่าท่านกำลังยิ้มอยู่ “แต่ถ้าจะมีลูกสะใภ้ทั้งทีนะ..”

          “…”

          “แม่อยากได้คนสวยๆเก่งๆแบบหนูเซียร์อีกซักคน”

          “…” ฉันเงียบไป

          “แต่ถ้าหนูเซียร์จะมีแฟนนะ..” คำพูดของอาพิณทำให้ฉันเงยหน้ามองท่านโดยอัตโนมัติ “อาอยากได้หลายเขยหล่อๆนิ่งๆเหมือนสมัยอาธนันต์เขาหนุ่มๆนั่นแหละ”

          “อย่างยัยนี่อะนะจะมีแฟน” ไอ้โซนมีปฏิกิริยาทันทีหลังจากที่อาพิณพูดจบ “..เพื่อนยังไม่มีจะคบเลย”

          “หุบปากแล้วเงียบไป” ดูเหมือนว่าที่อาพิณพูดเมื่อกี้จะหนักส่วนไหนซักส่วนบนหัวมัน

          ..เลิกขัดซักเรื่องมันจะตายหรือไง

          “ทำไมไปว่าน้องแบบนั้นล่ะ!” อาพิณโพล่งขึ้นมา “..นิสัยไม่ดีเลยลูกคนนี้”

          “โห่ อะไรอะแม่ ผมก็แค่แซวเล่นๆมั้ยล่ะ”

          “จะเล่นหรือไม่เล่นเราก็ไม่ควรไปว่าน้องแบบนั้น!”

          ฉันนั่งฟังบทสนทนาของสองแม่ลูกแล้วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

          ไม่รู้สิ

          ..ฉันชอบที่อาพิณเองก็เห็นฉันเป็นเหมือนลูกคนนึง ฉันเองก็เห็นท่านเป็นเหมือนแม่คนที่สองแล้วเหมือนกัน

          “แล้วทียัยนี่ว่าผมล่ะ..”

          “เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง ยิ่งพี่ชายยิ่งแล้วใหญ่เลย..ให้ตายสิ โตจนป่านนี้แล้วยังต้องให้แม่มานั่งสอนอะไรแบบนี้อีก”

          “บ่นเยอะจะทำให้แก่เร็วนะครับ”

          “…”

          “..ยิ่งแก่อยู่แล้วก็ยิ่งแก่เข้าไปอีก”

          “เจ้าโซน!” อาพิณหันไปจ้องหน้าไอ้โซนอย่างเอาเรื่อง ทำเอาฉันที่นั่งข้างๆรู้สึกวูบวาบไปด้วยเลย “..ปากแบบนี้นี่แหละที่สมควรจะโดนหนูเซียร์ด่า”

          ใช่ค่ะ..

          ปากหมาๆแบบนี้สมควรโดนด่าแล้ว

          “พ่อครับ..ดูสิ”

          “กินข้าวๆ” อาธนันต์ตัดบท ส่งผลให้บทสนทนาของเราทั้งหมดถูกหยุดไว้แค่นั้น



          “งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วผมกลับก่..”

          “เดี๋ยวสิ” ไอ้โซนทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง แต่ดันโดนอาพิณขัดจังหวะเข้าซะก่อน “จะรีบไปไหน”

          “โห่ พรุ่งนี้ผมมีเรียนนะแม่”

          “หนูเซียร์เขาก็มีเรียน ไม่เห็นเขาจะดูรีบร้อนอะไรเลย..จริงมั้ยลูก”

          “ค่ะ” ฉันตอบกลับอาพิณไปแล้วหันไปปรายตามองไอ้โซนที่ยืนทำท่าหงุดหงิดอยู่

          “ผมจะเป็นคนที่ไปพัฒนาประเทศชาติ..”

          “…”

          “ผมต้องเรียนหนังสือ”

          พัฒนาประเทศชาติ..?

          ..เอาตัวเองให้รอดก่อนมั้ย

          “จะรีบกลับไปหาบรรดาผู้หญิงพวกนั้นล่ะสิไม่ว่า” อาพิณหรี่ตามองมันอย่างรู้ทัน

          “แม่เห็นผมเป็นคนยังไงวะ”

          “เอาเถอะ ถ้าจะรีบกลับก็กลับดีๆก็แล้วกัน” ท่านว่า “..แต่ก่อนกลับมาให้กอดก่อนนะ”

          ทันทีที่ท่านพูดจบ ฉันกับโซนก็พร้อมใจกันเดินเข้าไปหาอาพิณโดยอัตโนมัติ

          ด้านหลังเองก็มีอาธนันต์ที่นั่งมองพวกเราอย่างเอ็นดู..ซึ่งฉันก็ส่งยิ้มกลับไปให้ท่านเหมือนกัน

          “รักแม่นะครับ”

          “รักนะคะ”

          “แม่ก็รักลูกๆทั้งสองคนของแม่เหมือนกัน”

          หลังจากนั้นพวกเราสามคนก็กอดกันอยู่นานร่วมนาทีก่อนที่ไอ้โซนจะเป็นฝ่ายผละออกก่อน

          “ยังไงผมกลับแล้วนะแม่ เดี๋ยวอีกวันสองวันจะมาหาใหม่” พูดจบมันก็ยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มอาพิณอย่างเอาอกเอาใจ

          “จ้า เดือนนี้พ่อกับแม่อยู่ไทยซักประมาณสองอาทิตย์..ยังไงวันไหนจะมาค้างที่บ้านก็โทรบอกก่อนนะ จะได้ให้ป้านิ่มเขาช่วยทำความสะอาดห้องให้”

          “ค่ะ/ครับ” ฉันกับไอ้โซนครางรับพร้อมกัน ก่อนที่ไอ้โซนจะทิ้งท้ายไว้แค่นั้นและเดินนำออกไปที่รถ

          “เอ้อ หนูเซียร์ลูก”

          “คะ” ฉันหยุดฝีเท้าและหันไปหาอาพิณแทบจะในทันที

          “..ยังไงช่วงนี้อาฝากดูไอ้โซนเป็นพิเศษด้วยนะ” ท่านค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ก่อนจะโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูฉัน “..มันต้องกำลังมีความรักอยู่แน่ๆ อาดูออก”



          “เธอ” เสียงเรียกของไอ้โซนดังขึ้นหลังจากที่ทั้งมันทั้งฉันปล่อยให้บรรยากาศในรถเงียบสนิทมานาน

          “ว่า” ฉันครางรับโดยที่สายตายังคงจดจ้องกับหน้าจอโทรศัพท์ในมือ

          “ช่างแม่ง ไม่มีไร”

          ..ห้ะ?

          “เดี๋ยว..จะพูดอะไรก็พูดมา” ฉันลดหน้าจอโทรศัพท์ลงและหันไปมองหน้าไอ้โซนอย่างเอาจริงเอาจัง

          ฉันเห็นมันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งเหมือนกำลังหนักใจอะไรซักอย่าง

          “ถ้าสมมุติ..”

          “…”

          “อันนี้สมมุตินะสมมุติ”

          “จะพูดอะไรก็รีบๆพูดมา” ฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

          “ถ้าเกิดเธอชอบผู้ชายคนนึง แต่แม่งแสดงออกชัดเจนว่าปฏิเสธ”

          “…” ฉันเงียบไป

          “..เธอยังจะชอบมันอยู่มั้ย”

          “ไม่น่าถาม” ฉันแค่นเสียงและกลับมาโฟกัสที่หน้าจอโทรศัพท์ตามเดิม “ถ้าเขาไม่ชอบแล้วจะดันทุรังไปทำไม”

          “..แล้วถ้าเกิดมีคนที่ยังดันทุรังอยู่ล่ะ”

          “…”

          “เธอคิดยังไงกับคนประเภทนั้น”

          ฉันชะงักไปก่อนจะใช้เวลาคิดคำตอบอยู่นานพอสมควร

          ถ้าถามว่าฉันคิดยังไงกับคนประเภทนั้นล่ะก็..

          “ก็คงจะเป็นคนที่โง่คนนึงล่ะมั้ง”

          “…”

          “..แต่ถ้าโง่เพราะความรักมันก็น่าเห็นใจอยู่”

          ไอ้โซนเงียบไป ดูเหมือนว่ามันกำลังเงียบฟังฉันพร้อมกับคิดอะไรบางอย่างอยู่

          “ว่าแต่ทำไมถึงถามอะไรแบบนี้” ฉันหันขวับไปมองมันอีกครั้ง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าสีหน้ามันเปลี่ยนไป

          “..โซน”

          “…”

          “ไอ้โซน!”

          “ห้ะ?!” ไอ้โซนสะดุ้ง ดูเหมือนว่าเมื่อกี้มันแทบจะไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูดในตอนท้ายเลยแม้แต่นิดเดียว

          เอาอีกแล้ว..

          ตัวอยู่นี่แต่ใจลอยไปถึงไหนก็ไหนแล้วก็ไม่รู้

          “ฉันถามว่าทำไมอยู่ๆนายถึงมาถามอะไรแบบนี้”

          “อ๋อออ” มันลากเสียงยาวกลบเกลื่อน มันมีอะไรที่ปิดบังฉันอยู่..ทำไมฉันจะดูไม่ออก

          ..แล้วอะไรคือสิ่งที่มันกำลังปิดบัง?

          “ก็แค่ไปอ่านกระทู้มา”

          “…”

          “อ่านแล้วก็คิดเหมือนเธอเลย” ไอ้โซนว่าพร้อมกับแค่นหัวเราะเหมือนกับกำลังสมเพชอะไรบางอย่าง “..เจ้าของกระทู้แม่งโง่”

          “…”

          “โง่ชิบหาย..”



          สองวันต่อมา

          10.13น.


          กึก..

          “พูดเหมือนกับว่านายสนใจยังไงอย่างงั้น” เสียงดังเล็ดลอดออกมาจากโถงทางเดินทำให้ฉันที่กำลังจะเปิดประตูออกไปต้องชะงัก

          “..จะคิดยังไงมันก็สุดแล้วแต่เธอ ขอตัว”

          “เดี๋ยว..นายจะไปไหน”

          “เธอไม่จำเป็นที่จะต้องรู้”

          บทสนทนาถูกหยุดไว้แค่นั้นก่อนที่จะมีเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆห่างออกไป

          ฉันรู้ดีว่าสองคนที่ยืนคุยกันเมื่อกี้นี้คือใคร..

          ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง

          ..แต่บังเอิญเปิดประตูออกมาพอดี

          แอดดดด~

          ฉันตัดสินใจเปิดประตูออกไปและพบว่ามีร่างบางของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่โถงทางเดินหน้าห้อง

          เธอหันหน้ามาทางนี้..และฉันเองก็มองเธอ

          เราสองคนจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

          “หึ..” เป็นฉันเองที่เผลอหลุดแค่นหัวเราะออกมา และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สายตาสำรวจฉันอยู่

          แหม ว่าไงอลิน

          ..เจอกันอีกแล้ว

          เวลาผ่านไปกี่วินาทีฉันไม่ได้นับ รู้แต่ว่าหลังจากปะทะกันด้วยสายตาเสร็จฉันก็เป็นฝ่ายเดินมาจากตรงนั้นก่อน

          แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเกือบจะชะงักอีกครั้งก็คือศึกรัก

          เขายืนอยู่หน้าลิฟต์ หันหน้ามาทางนี้..และมองตรงมาที่ฉัน

          ฉันมองหน้าเขา เขาเองก็มองมา เราสองคนมองหน้ากันโดยที่ฝีเท้าของฉันยังคงเดินตรงไปที่ลิฟต์

          ..ไม่เป็นไร ถือซะว่าไม่เห็น

          และทันทีที่ฉันเดินไปถึงหน้าลิฟต์นั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก

          ศึกรักแทรกตัวผ่านหน้าฉันเข้าไปในตัวลิฟต์ ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมา..

          “เข้ามา”

          “…” ฉันยังคงยืนจ้องหน้าเขาโดยที่ไม่ขยับเขยื่อน

          ฉันไม่ได้ความสั้น

          ..ที่ทำเ*ยใส่ฉันยังไม่ลืม

          “อย่าให้ต้องลาก” เขามองจ้องลงมาที่ฉันอย่างดุดัน แน่นอนว่าฉันไม่มีทางยอม

          “นายไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาลากฉั..”

          สวบ..!

          ท่อนแขนแข็งแรงเอื้อมมาคว้ารอบเอวของฉันพร้อมกับดึงเข้าหาตัวในคราวเดียว

          พร้อมกันกับที่ประตูลิฟต์ปิดลง

          ..และเป็นอีกครั้งที่ในนี้มีเพียงแค่ฉันกับเขา

          “ถ้าฉันไม่ลากเธอก็คงไม่เข้า” เสียงกระซิบแหบพร่าของเขาดังขึ้นข้างหูในระยะประชิด

          ใกล้ซะจนกลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตแบบผู้ชายลอยเข้ามาเตะจมูกฉัน..

          “แล้วมันใช่เรื่องที่นายต้องลากฉันเข้ามามั้ย?!”

          พรึ่บ..

          ร่างสูงออกแรงผลักจนทำให้แผ่นหลังของฉันกระแทกกับตัวลิฟต์อย่างรุนแรง

          ..เขาคิดจะทำอะไร?!

          “ทำในลิฟต์ก็ได้บรรยากาศดี”

          “…” ฉันชะงัก

          “..เธอว่างั้นมั้ย” สายตาของเขาลากต่ำลงมาที่ริมฝีปากฉัน ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะค่อยๆลดระยะห่างลงมาเรื่อยๆ

          ”นาย..”

          ตึ้ง!

          ยังไม่ทันที่ฉันจำได้โต้ตอบอะไร สัญญาณลิฟต์ก็ดังขึ้น..ประตูลิฟต์ค่อยๆเปิดออก พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินตรงเข้ามาด้านใน

          ส่งผลให้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยตรงหน้าของฉันตอนนี้ผละออกไป

          “..ถือว่าวันนี้เธอโชคดี”

          ใครกันแน่ที่โชคดีศึกรัก..

          ฉันให้โอกาสนายคิดอีกครั้งนะ

          ..นายต่างหากล่ะที่โชคดี เพราะถ้าไม่มีคนอื่นเดินเข้ามาฉันก็คงได้ตบนายไปแล้ว



          “รอนานมั้ย” ทันทีที่ประตูรถปิดลง ฉันก็เอ่ยปากถามร่างสูงที่นั่งอยู่ที่ประจำคนขับ

          วันนี้เป็นวันเสาร์

          เมื่อคืนนี้เพลิงส่งข้อความมาชวนฉันไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่พึ่งจะเข้าโรงได้แค่สองสามวัน

          มันเป็นหนังภาคต่อที่ฉันตามดูจนครบทุกภาค และภาคนี้ก็เข้าภาคสี่แล้ว

          ..แน่นอนว่าฉันตกลงเพราะว่าฉันเองก็กะว่าจะหาเวลาว่างไปดูอยู่เหมือนกัน

          “ไม่นาน” เสียงทุ้มของเพลิงเอ่ยอย่างราบเรียบ “..รอได้”

          “แล้วรสหวานล่ะ” ฉันกวาดสายตาไปยังที่นั่งด้านหลังซึ่งว่างเปล่า ไม่มีใครนั่งอยู่เลย “..นายไม่ได้แวะรับยัยนั่นก่อนเหรอ”

          จริงๆแล้วเมื่อคืนนี้หลังจากเพลิงส่งข้อความมาชวนฉัน ฉันเองก็ส่งข้อความไปชวนทุกๆคนในกลุ่มอีกทีเหมือนกัน

          ควีนกับยัยกะเทยลัคกี้ก็เห็นว่าไปดูกันตั้งแต่วันแรกที่หนังพึ่งเข้า

          คิงอ่านแต่ไม่ตอบ..ส่วนไอ้โซนก็อ้างว่าขี้เกียจ

          ..มีแค่รสหวานเพียงคนเดียวที่บอกว่าถ้าไม่ติดอะไรจะไปด้วย

          “รสหวานพึ่งส่งข้อความเข้าไลน์กลุ่มว่าไปไม่ได้แล้ว” ฉันเงียบไป “..แฟนไม่ให้ไป เห็นว่าจะพาไปดูเอง”

          “…”

          “เธอไม่ได้อ่านกลุ่มเหรอ..?”

          “..ไม่ได้อ่าน” เมื่อเช้านี้ตั้งแต่ตื่นมาฉันแทบไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยแม้แต่นิดเดียว

          สาเหตุมันเป็นเพราะฉันตื่นสาย ไหนจะต้องอาบน้ำแต่งตัวอีก..เพราะงั้นเวลาที่ฉันแตะโทรศัพท์จึงมีเพียงไม่กี่นาทีแล้วก็ไม่ทันได้เช็ค

          แต่จะว่าไปรสหวานมีแฟนแล้วนี่นะ..

          “คนมีแฟนบางทีก็น่าอิจฉา” ฉันพึมพำไปตามความรู้สึกนึกคิด “..อย่างรสหวาน มีคนคอยห่วงแบบนี้น่าอิจฉาจะตาย”

          “ถ้าเธออิจฉา..”

          “…”

          “ทำไมไม่หาแฟนดีๆซักคน”

          คำพูดที่ออกมาจากเพลิงทำเอาฉันเงียบไปนานหลายวินาที ก่อนที่ฉันจะหลุดหัวเราะออกมา..

          “นายคิดว่าจะมีคนรับนิสัยแย่ๆของฉันได้เหรอ”

          ฉันยอมรับว่าฉันเองก็เป็นผู้หญิงที่โคตรจะน่ารำคาญคนหนึ่ง

          ทั้งขี้เหวี่ยง ขี้วีน เอาแต่ใจ แล้วก็ชอบโวยวาย

          ..นิสัยแย่ๆแบบนี้คงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้หรอก

          “ฉันไง”

          การที่เพลิงโพล่งออกมาแบบนั้นทำเอาฉันหันขวับไปมองเขาแทบจะในทันที

          เขากำลังยิ้มอยู่..

          กำลังยิ้ม..ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่รู้

          “..ฉันคนนึงที่รับได้”

          “…” ฉันเลือกที่จะเงียบและไม่ได้ตอบอะไร เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

          เราสองคนปล่อยให้บรรยากาศในรถเงียบสงัดจนกระทั่งผ่านไปประมาณสิบนาทีก็มาถึงที่หมาย

          Rrr~Rrr~

          เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่ของฉันแต่ว่าเป็นของเพลิง

          “เดี๋ยวฉันยืนรอ นายนั่งคุยโทรศัพท์ไปก่อนเลย” ฉันบอกเพลิง ซึ่งเขาเองก็พยักหน้ารับรู้

          กระทั่งฉันยืนรอประมาณสองนาที ประตูรถฝั่งที่นั่งคนขับก็ถูกเปิดออกก่อนที่เพลิงจะเดินลงมา

          สิ่งแรกที่ฉันสังเกตเห็นคือสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไป

          เขาดู..หงุดหงิด

          “มีอะไรหรือเปล่า” ฉันตัดสินใจถามเขาออกไป และทันทีที่ฉันถาม..อีกฝ่ายก็ดูเหมือนว่าจะชะงักไป

          “ไม่มีอะไร”

          โอเค เขาเลือกที่จะปกปิด

          “อืม” ฉันครางรับพร้อมกับเดินนำออกมา “..ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร”

          ..ฉันจะคิดซะว่าเขาเลือกที่จะบอกฉันว่าไม่มีอะไรก็เพื่อให้ฉันสบายใจก็แล้วกัน

          “เธอกินข้าวมายัง” ระหว่างที่เดินเข้ามาในห้าง เพลิงที่เดินตามหลังมาก็เร่งฝีเท้าจนเดินเข้ามาขนาบข้างฉันสำเร็จในเวลาสั้นๆ

          ไม่สิ..เขาก็แค่ก้าวเท้าธรรมดานั่นแหละ

          เพียงแต่ก้าวเดียวของเขามันก็เกือบจะเป็นสองก้าวของฉัน

          “ยัง”

          “งั้นไปกิ..” เสียงของเขาขาดหายไปเพราะยังไม่ทันที่จะได้พูดก็มีเสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดจังหวะ

          แน่นอนว่ายังคงเป็นของเพลิง..

          “นายรับโทรศัพท์ก่อนก็ได้” ฉันพูดอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก พร้อมกับหันหน้าไปทางอื่นเพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้คุยโทรศัพท์

          “ครับ”

          “…”

          “ผมบอกแล้วว่าผมมาทำธุระ” ถึงฉันพยายามหันหน้าไปทางอื่นแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย “ก็คงงั้น..มั้งครับ”

          ..นี่ไม่ได้ถือว่าแอบฟังใช่มั้ย?

          “คงกลับได้ตอนเย็นๆแม่รอได้มั้ยล่ะ”

          “…” แม่?

          “..ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แค่นี้ครับ” พูดจบเพลิงก็กดวางสายก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินนำออกไป

          ฉันมองการกระทำของเขาซักพักก่อนที่จะสาวเท้าตามไป

          “เดี๋ยว”

          “หืม?” เพลิงหยุดฝีเท้าก่อนจะหันมาเลิกคิ้วใส่ฉัน “..มีอะไร”

          “แม่นายโทรมาตามนายกลับเหรอ” ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าฉันเดาไม่ผิด

          “…”

          “..ถ้ามันสำคัญมากนายจะกลับเลยก็ได้”

          “ไม่เป็นไร..” เพลิงปฏิเสธ แสดงว่าแม่เขาโทรมาตามให้กลับไปจริงๆ “ถ้าฉันกลับไปแล้วเธอจะดูหนังกับใคร”

          “นี่นายเห็นฉันเป็นเด็กประถมเหรอ ฉันดูหนังคนเดียวออกจะบ่อย”

          “…”

          “นายกลับไปก่อนเถอะ”

          “…”

          “บางทีแม่นายอาจจะมีเรื่องสำคัญ..เชื่อฉันสิ”

          “…”

          “…”

          เราสองคนต่างคนต่างเงียบและปล่อยให้เกิดเดดแอร์ขึ้นเป็นเวลาหลายวินาที และเพลิงเองก็เป็นคนที่ทำลายเดดแอร์นั้น

          “งั้นก็โทษที” เขาใช้ฝ่ามือหนาขยี้เรือนผมตัวเองจนยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง “..ทั้งๆที่ฉันเป็นคนชวนเธอมาแท้ๆ”

          “อืม ไม่เป็นไร นายรีบกลับเถอะ”

          “งั้นก็ดูแลตัวเองดีๆนะ อย่าให้ใครมารังแก” เพลิงกำชับพร้อมกับมองหน้าฉันอย่างเอาจริงเอาจัง “..ถ้ามีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นรีบโทรหาฉันหรือไอ้โซนก็ได้”

          “นายก็ขับรถดีๆ”

          “อ่าห้ะ เจอกัน” เขาทิ้งทายไว้แค่นั้นก่อนที่จะรีบสาวเท้าเดินออกไป

          ท่าทางเขาก็ดูรีบมาก..แต่เมื่อกี้เขาดันปฏิเสธที่จะกลับไปซะงั้น

          จริงๆแล้วลึกๆฉันก็แอบดีใจนะที่รอบแรกเขาปฏิเสธ

          ..แต่นั่นแหละ ยังไงเขาก็ควรที่จะกลับไป ถ้าเกิดมีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นก็คงแย่

          “มันไปไหนซะแล้วล่ะ” เสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอานัยน์ตาฉันเบิกโพล่ง

          ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองหลอนไป แต่เปล่า..

          พอได้หันไปสบตากับร่างสูงที่มายืนอยู่ซ้อนอยู่ทางด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ก็ทำเอาตัวฉันแข็งทื่อไปชั่วขณะ

          “ว่าไง”

          “…”

          “..ไอ้คนที่พาเธอมาน่ะ มันไปไหนแล้ว”

          “นาย..” ฉันพึมพำด้วยเสียงที่แผ่วกว่าปกติ ไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่อีกครั้ง “มาได้ยังไง”

          “ขับรถมา” เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะจ้องฉันด้วยสายตาดุดันเหมือนอย่างเช่นทุกที

          ดี..เป็นคำตอบที่ดี

          “ไม่! ฉันหมายถึงว่าทำไมฉันถึงมาเจอนายที่นี่!” ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขาอย่างตรงไปตรงมา

          ก่อนหน้านี้เราสองคนเจอกันที่ลิฟต์ของคอนโด

          และใช่..ผู้ชายตรงหน้าฉันก็คือศึกรัก ตอนนี้เขาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน

          “ไม่แปลก..”

          

          “ฉันตามเธอมา ยังไงก็ต้องเจอกัน”

          “ตามฉัน?” ฉันเลิกคิ้วก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น รู้สึกเหมือนกันว่าตอนนี้คนตรงหน้าฉันกำลังสังเกตปฏิกิริยาอะไรบางอย่างจากฉันอยู่ “เหอะ..ตลก”

          “ไม่ได้พิศวาส ไม่รู้จะไปไหน”

          ไม่รู้จะไปไหน..? กล้าพูดดี

          “ไม่รู้จะไปไหนก็แทนที่จะอยู่คอนโด” พูดจบฉันก็แค่นหัวเราะในท้ายประโยคก่อนที่ทำท่าจะก้าวเท้าออกมา แต่ก้าวยังไม่ทันครบหนึ่งก้าว ศึกรักก็คว้าเอาข้อมือฉันไว้อย่างรวดเร็ว

          “เธอก็น่าจะรู้ว่าทำไมฉันไม่อยากอยู่คอนโด”

          พรึ่บ..!

          ฉันใช้แรงที่มีสะบัดข้อมือออกจากการกอบกุมของเขา พร้อมกับหันไปเผชิญหน้าด้วยสีหน้าและท่าทีที่แสดงออกว่าคุกรุ่น

          ดูหน้าฉันสิศึกรัก

          ฉันกำลังโมโห..อีกไม่นานมันอาจจะปะทุออกมา

          “ฉันจะไปรู้กับนายมั้ยล่ะ?!”

          “...”

          “อีกอย่าง..คนอย่างนายน่ะถ้าไม่รู้จะไปไหนจริงๆก็หัดไปทำตัวมีประโยชน์แก่สังคมบ้างก็ได้” ฉันเหยียดยิ้มจากนั้นก็สะบัดตัวออกมาโดยไม่สนว่าตอนนี้เขาทำสีหน้ายังไงอยู่

          บางทีวันนี้ฉันควรที่จะผ่อนคลายให้เต็มที่และไม่ควรเอาเรื่องที่รกสมองมาใส่หัวให้ยุ่งยาก

          วันนี้ฉันตั้งใจที่จะมาดูหนัง แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางของฉันตอนนี้คือการไปซื้อตั๋วหนังไว้ซะก่อน ซื้อเสร็จแล้วก็ค่อยไปหาอะไรกิน

          น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่อยู่ๆจะต้องมานั่งดูคนเดียว..



          ฉันใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้ E-TICKET ของโรงภาพยนตร์ในเครือชื่อดัง

          โชคดีตรงที่ทันทีที่ฉันเดินมาถึงก็มีตู้ว่างพอดี ฉันขี้เกียจไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ เพราะงั้นก็เลยเลือกที่จะซื้อผ่านตู้นี้แทน

          ข้างกันมีพนักงานยืนประจำอยู่ และดูเหมือนว่าเธอจะรอให้ฉันกดเลือกรายการหนังที่ต้องการจะดู

          ฉันลากสายตามองหน้าจออย่างลวกๆก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังหนังที่ตั้งใจว่าจะมาดูตั้งแต่แรก

          “ถ้ามากันสองท่านแนะนำนั่งที่นั่งสวีทมั้ยคะ ตอนนี้ยังว่างอยู่พอดี” พนักงานสาวคนเดิมหันมาพูดกับฉันพร้อมกับยิ้มให้

          “ค..คะ?” ฉันไม่เข้าใจว่าเธอกำลังหมายถึงอะไรอยู่

          “อ้าว ไม่ได้มากับคุณผู้ชายด้านหลังหรอกเหรอคะ”

          ผู้ชายด้านหลัง..?

          “มาด้วยกัน” ร่างสูงขยับตัวเข้ามาจนแผ่นหลังฉันแนบชิดกับแผงอกเขา เสียงของเขาทำเอานัยน์ตาของฉันเบิกโพล่ง “..แต่ที่นั่งสวีทคงไม่ค่อยจำเป็น”

          เขาใช้คำว่า‘ไม่ค่อยจำเป็น’

          ไม่ค่อยจำเป็น..หมายความว่าไง?

          “อ๋อ ค่ะ” พนักงานได้แต่ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มกลับมา ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

          ฉันเลิกสนใจพนักงานกับตู้ตรงหน้าแล้วหันไปหาศึกรักแทน

          “นายตามฉันมาทำไม”

          “ก็ฉันตามเธอมาที่นี่..” จังหวะนั้นเขาแทรกตัวไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้E-TICKETแล้วจัดการจิ้มไปยังหน้าจอเพื่อเลือกที่นั่งอย่างถือวิสาสะ “เธอไปไหนฉันก็ไปด้วย”

          “ออกไปเลย!” ฉันผลักเขาออก แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเลยซักนิด..เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม “เป็นสัมภเวสีเหรอ”

          “เป็นเจ้ากรรมนายเวร” ศึกรักตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

          ดี..สงสัยฉันคงต้องไปกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรคนนี้บ้างซะแล้ว

          “เอ่อ ลูกค้าจะชำระเป็นเงินสดหรือบัตร..” พนักงานมองฉันกับเขาสลับกันด้วยสีหน้าเจื่อนๆ แต่ยังไม่ทันทีเธอจะพูดจบก็โดนศึกรักขัดซะก่อน

          “เงินสด”

          อันที่จริงเจ้าตู้นี้มันต้องชำระด้วยบัตร แต่บ่อยครั้งก็จะมีพนักงานที่ประจำอยู่คอยรับชำระด้วยเงินสด

          “ยอดรวมสองที่นั่งห้าร้อยยี่สิบบาทค่ะ”

          “นายจะซื้อไปทำไมสองที่นั่ง” ฉันรีบหันไปแย้ง แต่ดูเหมือนว่าศึกรักจะไม่สนใจและหยิบแบงค์พันออกมาจากกระเป๋าสตางค์ “..ฉันถามก็ตอบ”

          “ก็ซื้อให้เธอ อย่าโง่” ศึกรักตวัดสายตามามองหน้าฉันครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหันไปยื่นเงินให้กับพนักงาน “..หรือเธอไม่อยากดู?”

          “ฉันไม่ได้อย..” ฉันกำลังจะพูดว่า‘ไม่ได้อยากดูกับนาย’ แต่ก็ต้องโดนเขาขัดซะดื้อๆ

          “ต้องดู”

 

 

          “จะเลิกตามฉันได้หรือยัง?!” ฉันหันไปถามศึกรักที่เดินตามฉันต้อยๆอยู่ทางด้านหลัง

          เมื่อกี้นี้เขายัดเยียดตั๋วหนังมาให้ฉัน อันที่จริงตอนแรกฉันทำเป็นไม่สนใจตั๋วนั่นแล้วกะว่าจะซื้อเอง แน่นอนว่าฉันสามารถทำแบบนั้นได้ถ้าไม่ติดตรงที่เขาไม่ปล่อยให้ฉันทำแบบนั้น

          ..บัดซบ

          “ใครตาม”

          “ก็นา..”

          “อ้าว ศึกรักใช่มั้ยลูก” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดจบก็มีผู้หญิงที่พอจะมีอายุคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทางนี้

          ฉันหันหน้าไปทางต้นเสียง ทันทีที่เห็นว่าเธอคือใครฉันก็ต้องอึ้งค้างไปชั่วขณะ

          ฉันว่าฉันรู้จักเธอ..

          ใช่ ฉันรู้จักดีเลย

          ผู้หญิงคนนี้คืออุ๋ม ภาวินี เธอเป็นดารารุ่นใหญ่ที่ออกมาให้เห็นหน้าบ่อยๆในทีวี..บ่อยพอๆกับไฟ อัคคี

          “สวัสดีครับ” ศึกรักพนมมือไหว้ ถึงใบหน้าเขาจะไม่ได้ยิ้มแย้มแต่ก็ไม่ได้มีแววใดๆปรากฏให้เห็น

          ..หมายถึงไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่

          คิดว่าคุณอุ๋มน่าจะสนิทกับไฟ อัคคีพอตัว เพราะแสดงละครเรื่องเดียวกันอยู่บ่อยๆ ไม่แปลกที่จะรู้จักกันกับหมอนี่

          “ไม่เจอกันแค่ไม่นาน เผลอแป๊บเดียวมีแฟนแล้วเหรอลูก” คุณอุ๋มยิ้มพร้อมกับลากสายตามายังฉัน

          แฟน..?

          เหอะ มีตาหามีแววไม่

          “คุณกำลังเข้า..อือ” ฉันกำลังจะอธิบายว่าเธอกำลังเข้าใจผิด ฉันกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ก็ต้องถูกร่างสูงข้างๆเอื้อมมือมาปิดปากทั้งที่ยังไม่ได้พูด

          บอกตรงๆ..กับผู้ชายคนนี้ แม้แต่สถานะ‘คนรู้จัก’ฉันยังไม่อยากได้มันเลย

          “ผมขอตัวก่อน ไว้มีโอกาสเราคงได้เจอกันใหม่” เขาตอบอย่างห่างเหินก่อนจะกำรอบข้อมือฉันไว้พร้อมกับลากออกมาพร้อมกัน

          “เดี๋ยวสิจ๊ะ” คุณอุ๋มเอ่ยเรียกเพื่อที่จะรั้งไว้ ส่งผลให้ฝีเท้าของศึกรักหยุดชะงัก ซึ่งฉันเองที่ถูกเขาลากอยู่ก็ต้องพลอยหยุดไปด้วย

          “...”

          “ช่วงนี้ที่กองถ่ายเห็นไฟชอบมาบ่นเรื่องเราให้ฟังอยู่บ่อยๆ..”

          ทันทีที่ได้ยินคำว่า‘ไฟ’ก็รู้สึกได้ว่าศึกรักออกแรงบีบที่ข้อมือฉันแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ

          หึ..คงจะมีอิทธิพลน่าดู

          “จริงๆเรื่องแบบนี้อาเข้าใจนะ เพราะเราเองก็ยังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน” คุณอุ๋มเธอยังคงพูดต่อ ฉันลองสังเกตสีหน้าศึกรัก..ปรากฏว่าเขายังคงสีหน้าปกติไว้อยู่ “..แต่บางทีก็อย่าลืมนะว่าเราไม่เหมือนคนอื่นเขาน่ะ พ่อเราเองก็เป็นถึงอดีตดาราแถวหน้า”

          “หึ” ฉันเผลอหลุดแค่นหัวเราะออกมาทีนึงอย่างช่วยไม่ได้

          ขนาดฉันที่ยืนอยู่ข้างๆยังหน้าสะเทือนแทนเลย..

          “เอ๊ะ นี่อาแค่มาพูดเพราะหวังดีเฉยๆนะ เราไม่ต้องเก็บไปคิดมากหรอก” คุณอุ๋มยิ้มเจื่อนๆเพราะเห็นว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเพื่อนร่วมงานเงียบไป

          “ครับ ขอตัว” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นเขาก็เดินออกมาโดยที่ไม่ลืมที่จะลากฉันออกมาด้วย

          การก้าวเท้าของเขาหนึ่งก้าวเท่ากับการก้าวเท้าของฉันเกือบสองก้าว

          ..นั่นส่งผลให้ฉันเซจนเกือบจะถลาไปข้างหน้า

          “นี่! จะปล่อยได้หรือยัง!” ทันทีที่พ้นออกมาจากคุณอุ๋มฉันก็เริ่มที่จะต่อต้านเขาทันที

          “...”

          “ศึกรัก..ฉันบอกให้นายปล่อย!”

          กึก..

          เขาชะงักฝีเท้า แน่นอนว่าฉันเองก็ต้องชะงักตามไปด้วย

          นึกจะหยุดก็หยุด นึกจะทำอะไรก็ทำ..มันน่านัก

          “ขอจับแบบนี้ซักพัก” มือหนาค่อยๆเลื่อนต่ำลง จากที่กำรอบข้อมือก็เปลี่ยนมาเป็นกุมฝ่ามือฉันไว้แทน

          ฉันนิ่งค้างไป

          ..ไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้

          เวลาผ่านไปประมาณห้าวินาทีฉันก็ต้องเป็นฝ่ายสะบัดมือเขาออก

          “อย่ามาแตะเนื้อต้องตัว ฉันไม่ชอบ”

          “ไม่ให้จับมือ”

          “...”

          “..อยากให้จับอย่างอื่น?” สายตาเขาเลื่อนลงต่ำ ไล่ตั้งแต่กรอบหน้าฉันลงไปยันบริเวณเหนือสะดือ

          เพราะสันดานแบบนี้ไง ฉันถึงไม่อยากเสวนาด้วย

          “ก็คิดได้แต่อะไรแบบนี้” พูดจบฉันก็สะบัดตัวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

          “ยังไม่ได้พูดว่าอยากจับอย่างอื่น” เสียงของเขาลอยตามมาจากทางด้านหลัง ซึ่งฉันเองก็ทำเป็นไม่ได้สนใจและรีบเร่งฝีเท้า “..ทีหลังไม่ชอบให้จับมือก็บอกดีๆ จะไม่จับ”

 

 

          “นายจะตามมาทำไม ฉันจะกินข้าว!” ฉันแทบจะอาละวาดทันทีเมื่อเห็นว่าเขายังคงตามฉันมาจนถึงในร้านอาหาร

          “เธอไม่คิดว่าฉันหิว?”

          “ร้านอื่นก็มีเยอะแยะ แหกตาดูซะสิ”

          “...” ศึกรักไม่ตอบ เขาทำเป็นหูทวนลมพร้อมกับลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉันและทำท่าจะนั่งลง

          “ไปนั่งตรงอื่น” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “..นั่งกับนายกินข้าวไม่ลง”

          เขาหันมาจ้องหน้าฉันด้วยสายตายากที่จะคาดเดา ฉันเองก็จ้องเขาไม่แพ้กัน เราจ้องตากันซักพักก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินออกไปด้านนอก

          ก็ดี..นึกจะมาก็มา พอจะไปก็ไปง่ายๆดี

          ฉันมองตามแผ่นหลังของร่างสูงที่เดินออกไปพร้อมกับหยิบแผ่นกระดาษเล็กๆออกมาจากกระเป๋า

          มันคือตั๋วหนังที่เขายัดเยียดมาให้

          ฉันเพ่งเล็งมันอยู่ซักพักก่อนที่จะ..ฉีกมันทิ้ง

          วันนี้ฉันตั้งใจจะมาดูหนัง แต่ถ้าจะต้องมานั่งกับเขาฉันไม่เอาด้วยหรอก

          หรือบางทีเขาอาจจะลืมไป?

          ..ลืมไปว่าเราเกลียดกัน

 

 

          Suekrak’s Talks

 

          ยี่สิบนาที..

          หนังเริ่มไปแล้วยี่สิบนาทีเซียร์ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะโผล่มาให้เห็น

          “หึ” ผมได้แต่แค่นหัวเราะและเหลือบตาไปยังที่นั่งฝั่งซ้ายมือที่ว่างเปล่า

          มีทางเป็นไปได้สองทาง

          หนึ่งคือเธออาจจะเกิดแอคซิเด้นท์อะไรบางอย่างหรือลืมดูเวลา..และสองคือเธอไปซื้อตั๋วเองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งกับผม

          ..แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นอย่างหลัง

          พรึ่บ..!

          คิดได้แบบนั้นผมก็หยัดตัวขึ้นเต็มความสูงหลังจากที่ปล่อยให้ตัวเองนั่งโง่อยู่นานหลายนาที ผมควรรู้ตัวตั้งแต่สิบนาทีแรกแล้วด้วยซ้ำ

          ..รู้ว่าคนอย่างเธอไม่มีวันที่จะมาญาติดีกับผม

          ผมเดินออกมาจากโรงหนังทั้งๆที่หนังยังดำเนินไปไม่ถึงครึ่งเรื่อง

          ไม่..ถึงจะดูจนจบผมก็ไม่ได้อะไร

          ที่มาดูก็เพราะตั้งใจจะมานั่งเป็นเพื่อนเธอ ในเมื่อเธอเลือกที่จะไม่มา..ผมก็ไม่รู้จะนั่งเป็นเพื่อนใคร

          ทันทีที่เดินออกมาผมหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาและกดปิดโหมดเครื่องบินที่ผมเปิดไว้ตอนก่อนเข้าไปดูหนัง ปรากฏว่ามีแจ้งเตือนหน้าต่างแชทเด้งขึ้นมา

          ผมอาศัยอ่านเอาคร่าวๆจากหน้าจอล็อกและพบว่าเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากยัยตัวดีน้องสาวผม

 

          น้อง : น้องขอโทษนะ

 

          ผมอ่านข้อความที่ถูกส่งมาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ

          เส้นไหมกำลังจะสื่ออะไร..


..........

......

...

มาแล้ววว คิดถึงกันมั้ย งุ้ยยย

ขออนุญาตตัดตอนตรงนี้นะ จะรีบมาต่องับ!

แต่อยากจิบอกว่าซ่อนสปอยล์ไว้ในตอนนี้เยอะมากจริงๆ เดากันไปนะ..คิกคัก

แล้วก็อิมเมจเนียร์กับเรย์ตามที่สัญญาไว้ อยู่ด้านล่างเลยจ้า!

ส่วนศึกรักเซียร์นี่ไรท์จะอัพให้อ่านฟรีจนจบเลยนะ อย่างที่เคยสัญญาไว้ (ถึงตอนนี้จะยังไม่ถึง150ยอดติดตาม แต่มันก็ใกล้ถึงแล้วแหละ55)

จิ้มๆ >#ศึกรักเซียร์<

คอมเมนท์กันเยอะๆนะ อ่านคอมเมนท์แล้วรู้สึกมีกำลังใจ








เป็นไง อิมเมจเนียร์กับเรย์..ไหนสามีใครบ้าง มารายงานตัวซิ55+

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 226 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #479 Frongkanokpan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 01:48
    หวงอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเองเนาะ
    #479
    0
  2. #137 Princess48 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 21:35

    อ๊ากกกก กรี๊ด
    #137
    0
  3. #136 blue_beam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 20:36

    รอนะคะ
    #136
    0
  4. #135 bimjungg. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 16:09
    แหมมมมมมม ศึกรัก
    #135
    0
  5. #134 MooartMuttafa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 02:58
    anxwhatsupman
    #134
    0
  6. #133 little beach (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 23:07
    ชอบเค้าแล้วล่ะสิจะมานั่งดูหนังเป็นเพื่อนเค้าหน่ะ
    #133
    0
  7. #132 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 22:45
    ในที่สุดก็มา!!!!
    #132
    0
  8. #131 tateeb23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 21:52
    เกลียดอพไรได้อย่างนั้นฝากบอกเซียร์
    #131
    0
  9. #130 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 21:39
    ชอบเขาก็บอกไปตรงๆดิศึกรักกก
    #130
    0
  10. #129 Princess48 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 17:48

    รอไม่ไหวแล้วววว
    #129
    0
  11. #128 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 06:47
    อยากจะแหมใส่ศึกรักจริงๆ แหมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่เลย
    #128
    0
  12. #127 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:23
    รีบๆมาค่อนะไรท์ สู้ๆค่าา ❤️
    #127
    0
  13. #126 little beach (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:01
    เซียร์นี่หนีศึกรักไม่พ้นจริงๆก็นะเค้าเกิดมาคู่กัน รออ่านนะ
    #126
    0
  14. #125 tateeb23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 22:23
    วาร์ปเก่งก็ศึกรักนี่ล่ะ555
    #125
    0
  15. #124 Princess48 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 06:02
    ถึงจะยังคงตีกันตายและยังไม่หวานอยู่ แต่ศึกรักก็คือได้ใจคนอ่านไปแล้ว กรี๊ด
    #124
    0
  16. #123 bimjungg. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 21:16
    คุณแม่ได้สมดั่งใจแล้วค่ะ ยินดีด้วยย
    #123
    0
  17. #114 Ms.right (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 21:23

    ''​เหมาะกับกูแค่คนเดียว''​ แหมๆๆๆ ไม่เท่าไหร่เลยค่ะพ่อคุณณณ

    #114
    0
  18. #113 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 19:56

    สามีหนูเองค่ะ สามีหนูเอ๊งงงงงง
    #113
    0
  19. #112 tateeb23 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 16:54
    ผู้หญิงที่ศึกรักช่วยไว้จะต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้เพิ่มอีกแน่ๆ เลย
    #112
    0
  20. #111 little beach (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 16:08

    "เหมาะกับกูแค่คนเดียว" เขินศึกรักหนักมาก
    #111
    0
  21. #110 ้hiii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 16:00

    อยากได้ทุกคนน 5555555

    #110
    0