เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 25 : Chapter 21 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..ชอบ• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 499 ครั้ง
    17 ก.พ. 63

ติด #ศึกรักเซียร์ ใน twitter เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับนิยาย

Chapter 21

เพราะ..ชอบ

.....

...


ตลอดทางตั้งแต่วันวานมาจนถึงคอนโดฉันกับศึกรักไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างฝ่ายต่างเงียบกริบปล่อยให้ความเงียบครอบงำ

กระทั่งมาถึงคอนโด จังหวะที่ฉันกำลังจะแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตู มือแกร่งก็ถือวิสาสะเอื้อมมากุมรอบข้อมือฉันเอาไว้

“คืนนี้นอนห้องฉัน” แม้ว่าเสียงเขาจะแผ่วแค่ไหนแต่ก็ยังคงความหนักแน่นเอาไว้ หากแต่มันไม่ใช่การบังคับแต่เป็นการขอร้องต่างหาก

ขอร้องให้ฉันนอนห้องเขา..

“เพ้อเจ้อ” ฉันตอบกระชับ อาการมึนหัวเริ่มทุเลาลงแล้ว

“นอนห้องฉันแค่คืนเดียว” ทุกจังหวะที่เขาขยับริมฝีปากลมหายใจอุ่นร้อนจะเป่ารดลงที่ซอกคอชวนให้รู้สึกวูบวาบ

“ฉันง่วงแล้วศึกรัก ไม่อยากไปนอนที่ไหนทั้งนั้น” ฉันพูดพลางบิดข้อมือให้หลุดพ้นจากการกอบกุมของเขา “อ้อ ถ้าเป็นไปได้คืนนี้นายกลับไปนอนห้องนายเถอะ”

จะว่าผลักไสก็ได้..แต่ฉันอยากนอนคนเดียวจริงๆ

“นอนกับฉันก็ไม่อยาก?” ร่างสูงผละออกไป ไม่นานท่อนแขนแกร่งก็เอื้อมมาโอบเอวและบังคับให้ฉันหันหน้าไปหาเขา “จะไล่ก็มองหน้า”

ฉันเงียบไปชั่ววินาทีหนึ่งก่อนจะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา

“ใช่ ไม่อยากนอนกับนาย” ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองตอบกลับไปอย่างหนักแน่น..ล่ะมั้งนะ

“แต่ฉันอยาก” เสียงทุ้มแผ่วลงไปกว่าครั้ง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองลงมา แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพฉัน “นอนห้องเธอก็ได้”

 

สามวันต่อมา

 

“ไปด้วย”

“ไม่ได้”

“...”

“บ้านฉัน นายจะไปเพื่อ?” ฉันถึงกับขมวดคิ้วมุ่นเมื่อจู่ๆศึกรักก็แทรกตัวมาคว้าลูกบิดประตูแถมยังออกปากว่าจะตามฉันไปด้วยอีกต่างหาก

เขาจะตามฉันไปที่ไหนก็ได้..แต่ต้องไม่ใช่ที่บ้าน

อาพิณกับอาธนันต์เพิ่งจะกลับมาถึงไทยเมื่อคืนนี้ นั่นเป็นเหตุให้วันนี้ฉันตัดสินใจว่าจะกลับบ้านไปหาพวกท่านสักหน่อย แน่นอนว่าไอ้โซนก็คงจะไปด้วยเหมือนกัน

“บ้านเธอก็เหมือนบ้านฉัน ทำไมจะไปไม่ได้?” คำตอบอันแสนเรียบง่ายแต่กลับทำให้อกฉันร้อนรุ่มไปหมด เขามันกวนประสาทตัวพ่อเลยจริงๆ

บ้านฉันก็เหมือนบ้านเขางั้นเหรอ?

..ตลก

“มันไม่ใช่ที่ที่นายจะเข้าไปนั่งหน้าสลอนได้ตามใจชอบนะ” น้ำเสียงฉันไม่ได้กระโชกโฮกฮากแต่แฝงความแข็งกร้าวไว้ระดับหนึ่ง

พูดไปก็เหมือนเข้าตัวเอง เพราะฉันก็เข้าไปนั่งหน้าสลอนในบ้านเขาเหมือนกัน

ไม่สิ..นั่นมันคนละเรื่องกัน

“อยู่แถวไหน” ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับคนละอย่างกับสิ่งที่ฉันพึ่งจะพูดไปเมื่อกี้ลิบลับ “จะไปส่ง”

“...”

“แค่ไปส่ง”

“...”

“จริงๆ”

 

กลับกลอก..

คำที่ฉันอยากจะตะโกนใส่หน้าศึกรักดังๆสักร้อยรอบแต่ดันติดตรงที่สถานการณ์มันไม่ค่อยเอื้อสักเท่าไหร่

“อ้าว” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าบ่งบอกได้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังอึ้งแค่ไหน เธอมองหน้าฉันก่อนจะเคลื่อนสายตามองไปยังผู้ชายอีกคนที่เดินรั้งท้ายเข้ามา

“สวัสดี..ค่ะ” ฉันยกมือไหว้ตามมารยาทพลางปรายตามองศึกรักที่ก้าวเท้าขึ้นมายืนขนาบข้างอย่างหน้าตาเฉย

เขาบอกว่าแค่จะมาส่ง แต่สุดท้ายก็จอดรถทิ้งไว้แล้วเดินตามเข้ามาถึงในบ้าน..จะว่าไปคนอย่างศึกรักก็เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว ฉันไม่ควรจะเชื่อเขาแต่แรก

“สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้ “..น้าพิณ”

หืม เมื่อกี้เขาเรียกอาพิณว่าอะไรนะ?

“เราหน้าคุ้นๆนะ” อาพิณเขยิบเข้ามาใกล้หลังจากที่เงียบไปสักพักพลางจ้องหน้าศึกรักคล้ายจะพิจารณาอะไรบางอย่าง “ใช่เพื่อนโซนหรือเปล่า?”

“ครับ” เขาพยักหน้ารับด้วยทีท่าปกติ “ศึกรักครับ”

“อ้อ น้าจำได้แล้ว” วูบนั้นอาพิณเบือนหน้ามาทางนี้ สบตาฉันพร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่น “แล้วทำไมถึงมากับหนูเซียร์ล่ะ โซนอยู่ไหน”

“โซนไม่ได้มาด้วยค่ะ” ฉันตอบกลับไปก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดแขนศึกรักให้เขารู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ “ศึกรักแค่มาส่งเพราะผ่านมาแถวนี้พอดี เขาบอกว่าจะมาไหว้อาพิณสักหน่อยแล้วค่อย..”

“รบกวนด้วยครับ” พูดยังไม่ทันจบประโยคดีก็ดันถูกศึกรักชิงพูดตัดหน้าไปซะก่อน ทำเอาฉันอดหันไปถลึงตาใส่เขาไม่ได้จริงๆ

รบกวนอะไร

นายต้องกลับไปต่างหาก..

“ใคร” จังหวะนั้นอาธนันต์ที่เพิ่งจะเดินลงมาจากชั้นสองก็แทรกขึ้นมา ฉันกับศึกรักหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน “แฟนเราเหรอเซียร์”

แฟนเหรอ..?

“...” ก็ใช่

แต่จะให้ตอบว่าอะไรล่ะ

“เพื่อนโซนสมัยมอปลายไงคะคุณ ที่เป็นลูกดาราไง จำได้ไหม” ประโยคนั้นอาพิณหันไปพูดกับอาธนันต์ ส่วนประโยคต่อมาก็อุทานขึ้นราวกับว่าเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ๊ะ..หรือว่าจะเป็นแฟนกัน”

“...”

“เซียร์ไม่เคยพาผู้ชายเข้าบ้าน อาพูดถูกไหม?” สีหน้าเธอไม่ได้ยิ้ม แล้วก็ไม่ได้ตึงเครียด คาดเดาไม่ได้เลยว่าคิดอะไรอยู่

บางทีถ้าฉันตอบว่า ‘ใช่’ อาจจะโมโหหรือยินดีก็ได้

ฉันเหลือบตามองศึกรักและพบว่าเขาเองก็มองฉันอยู่ก่อนแล้ว นัยน์ตาคมกริบนั่นฉันพอจะอ่านออกว่าเขาตั้งใจจะสื่ออะไร

มันหมายความว่า ‘ถ้าเธอไม่ตอบ ฉันตอบ’ ..ทำนองนี้

“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับได้ไม่เต็มเสียงนัก

อาพิณกับอาธนันต์เงียบไป ป้านิ่มที่กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ก็ถึงกับชะงัก

ฉันยืนเม้มริมฝีปากแน่น ในหัวพยายามคิดหาคำตอบร้อยแปดพันเก้าที่จะใช้ตอบคำถามที่อาจจะถูกยิงมา

อย่างที่รู้กันดีว่าแม้อาพิณกับอาธนันต์จะให้อิสระฉันกับไอ้โซนเต็มที่แต่ก็เข้มงวดเรื่องการเรียนเหมือนกัน เพราะงั้นเรื่องการที่ใครสักคนจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนนั้นก็ค่อนข้างจะเสี่ยง

ทว่าวูบนั้นอาพิณกลับพูดขึ้นมาแค่ว่า.. “เหรอลูก”

“...”

“เดี๋ยวนี้เจ้าโซนมันค่อนข้างจะเละเทะ หนูหาแฟนไว้สักคนก็ดีเหมือนกัน”

..ไม่ว่าอะไรสักคำแถมยังเห็นดีเห็นงามด้วยอีก

 

 

ฉันไม่ได้อยู่กินข้าวเย็นเพราะติดตรงที่มีศึกรักติดสอยห้อยตามไปด้วย เพราะงั้นก็เลยขอปลีกตัวกลับก่อน ประจวบเหมาะกับที่ไอ้โซนมาถึงพอดี มีโอกาสได้คุยกันนิดหน่อย อย่างเช่นว่า..

 

‘มึงมาทำอะไรบ้านกู’

‘มาไหว้แม่มึง’

 

นั่นคือประโยคที่ผู้ชายสองคนนั้นใช้ทักทายกัน ทั้งสั้นและห้วนจัดจนฉันที่ยืนอยู่ด้วยกันก็แอบรู้สึกเสียววาบอยู่เหมือนกัน

“วันหลังนายไม่ต้องมาส่งฉันแล้ว” ฉันเอ่ยออกไปหลังจากที่ปล่อยให้บรรยากาศบนรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบมาสักพัก “ไม่สิ อันที่จริงนายไม่จำเป็นต้องมากับฉันเลยต่างหาก”

ฉันยังเคืองเรื่องที่เขาบอกว่าแค่จะมาส่งแต่สุดท้ายก็เสนอหน้าเดินเข้าไปอยู่เลย

ไม่รักษาคำพูด เชื่อถือไม่ได้..

“อืม” เขาคราง “โกรธ?”

“เปล่า” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง พูดกันตามตรงจะว่าโกรธก็ไม่เชิงล่ะมั้ง อาจเพราะฉันเกลียดคนไม่รักษาคำพูดด้วย “ว่าแต่นายรู้จักอาพิณด้วยเหรอ”

ฉันวกเข้าเรื่องอาพิณ ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากจะพูดถึงเรื่องที่ว่าโกรธหรือไม่โกรธนั่นแหละ ประสาทเสียเปล่าๆ

“ก็ใช่” ศึกรักพยักหน้าก่อนจะขยายความในประโยคต่อมา “เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง”

“...” ฉันไม่ได้โต้ตอบอะไรต่อ พยักหน้ารับนิดหน่อยเป็นอันว่าเข้าใจ ส่วนศึกรักก็เหมือนว่าเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้..

“มีของจะให้” เขาว่า ส่วนฉันที่กำลังเหม่อมองท้องถนนก็ถึงกับชะงักกับประโยคนั้น “รอถึงคอนโดก่อน”

“ของ? อะไร?” ฉันขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่ลืมหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาด้วยความงุนงง

คราวนี้เชื่อได้แค่ไหน..

“เดี๋ยวรู้” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นและปล่อยให้ฉันจมอยู่กับความงุนงงร่วมหลายนาที

 

“ของที่ว่าคือ?” เมื่อเราทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องฉันก็โพล่งขึ้นมาทันที

“อยู่ในห้องฉัน” ว่าจบเขาก็เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูที่ยังปิดไม่สนิทดีหมายจะสื่อว่า ‘ถ้าอยากได้ก็ตามมา’ อะไรทำนองนั้น

“อยากรู้เหมือนกันว่าอย่างนายจะให้อะไรฉัน” พูดจบฉันก็แทรกตัวเดินออกมายังโถงทางเดินหน้าห้อง ศึกรักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะสาวเท้าเดินตามฉันออกมา

ติ๊ด..

หลังคีย์การ์ดถูกสแกนได้ไม่กี่วินาทีเขาก็เดินตรงเข้าไปยังโต๊ะที่อยู่ติดกับมุมห้อง ห้องเขาเป็นระเบียบมากข้อนี้ฉันรู้เพราะเคยเข้ามาอยู่เหมือนกัน

ฉันเดินตามเข้าไปและปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ มองตามทุกอากัปกิริยาของผู้ชายตรงหน้า

หลังจากหาอะไรบางอย่างอยู่ไม่นานศึกรักก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันพร้อมกับถุงกระดาษของแบรนด์เครื่องประดับแบรนด์หนึ่ง

..เป็นแบรนด์เดียวกันกับที่เพลิงเคยให้กำไลข้อมือกับฉัน

“ไม่รู้ว่าชอบแบบไหน” ถุงกระดาษใบนั้นถูกยื่นมาตรงหน้า ฉันหลุบตามองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปรับมาไว้ในมือ

ข้างในนั้นมีกล่องใส่เครื่องประดับทรงหัวใจสีขาวอยู่ ฉันตัดสินใจหยิบขึ้นมาเปิดดูและพบว่าข้างในนั้นเป็นจี้ห้อยคอรูปหัวใจ

แค่มองดูก็รู้ว่าราคาแพงขนาดไหน

“นายเป็นคนเลือกเองเหรอ” ฉันเอียงคอถามพลางเหลือบตามองร่างสูงตรงหน้าที่กำลังยกยิ้ม

“ให้พนักงานเลือกให้” เขาเปรย “เห็นว่าเป็นรุ่นลิมิเตด”

“...”

“ไม่ชอบ?”

“ชอบ” คราวนี้ฉันไม่คิดที่จะปฏิเสธ ยอมรับว่าสวยมาก สวยจนไม่อยากจะหยิบมันออกมาให้เสียของ

..ไม่นึกว่าเขาจะทำตัวดีๆก็เป็น

“ชอบก็ดี” มือแกร่งเอื้อมมาเกลี่ยเส้นผมฉัน อีกทั้งยังโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจเราเป่ารดกัน “จะซื้อให้อีกเมื่อไหร่ก็ได้”

สิ้นเสียงนั้นศึกรักก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้มีโอกาสตอบโต้ใดๆด้วยการบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยการสอดแทรกเรียวลิ้นเข้ามาอย่างองอาจ

วูบหนึ่งเหมือนซี่ฟันเราจะครูดกันด้วย

“อ..อือ” ฉันเผลอส่งเสียงออกมาในตอนที่กล่องเครื่องประดับหลุดมือตกลงพื้นดัง ‘ตุบ’

ศึกรักไม่ยี่หระ เขายังคงตวัดลิ้นเข้ามาและขบเม้มริมฝีปากฉันอย่างเมามัน

หนักหน่วง เร่าร้อน

..ทว่ากลับแฝงความอ่อนโยนอยู่มากกว่าครึ่ง

“อืม” เสียงครางในลำคอดังเล็ดลอดออกมาจากคนตรงหน้าพร้อมกับฝ่ามือแกร่งที่สอดเข้ามาใต้เสื้อและลูบไล้วนเวียนอยู่ช่วงบริเวณหน้าท้อง

มือเขาเย็นมาก

พรึ่บ.!

ฉันดันแผงอกร่างสูงจนในที่สุดเขาก็ยอมผละออก..ไม่สิ เหมือนแค่จะหยุดพักหายใจเท่านั้นแหละ

“พอก่อน” เสียงฉันทั้งแผ่วและหนักไปทางแหบแห้ง สองขาสั่นเทา หัวสมองเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก “พอแล้ว”

ศึกรักมองลงมา นัยน์ตาคมกริบที่จ้องกันอย่างไม่ละสายตาทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม

เขาเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกับกำลังพิจารณาอะไรสักอย่างบนใบหน้าฉัน ครั้นมองจนพอใจแล้วถึงได้ครางออกมาว่า “อืม”

สิ้นเสียงนั้นเจ้าตัวก็โน้มหน้าลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ริมฝีปากหยักลึกแตะลงตรงบริเวณช่วงไหปลาร้าแทน เขาทั้งบดขยี้และขบเม้มอย่างหนักหน่วง

ไม่ใช่แบบนี้สิ..

“ศึก..รัก” น้ำเสียงฉันกระท่อนกระแท่นตามเคย ฝ่ามือทั้งสองที่พยายามจะดันแผงอกคนตรงหน้าก็อ่อนแรงลง

“อือ” ร่างสูงครางรับก่อนจะขยับริมฝีปากขึ้นมากระซิบอย่างแผ่วเบาที่ข้างใบหู “ทำได้ไหม?”

ลมหายใจฉันสะดุด เงียบได้เพียงไม่กี่วินาทีก็ตอบกลับไปอย่างแผ่วเบาว่า

“..ไม่ได้” เขาหมายถึงอะไรทำไมฉันจะไม่รู้

คงหนีไม่พ้นเรื่องอย่างว่าแน่ๆ

“ทำไมไม่ได้?” ศึกรักผละออกพร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่น ตอนนี้ใบหน้าเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาฉัน

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ อย่าถามมากจะได้ไหม” ฉันตอบปัด

อันที่จริงวันนี้ฉันถึงช่วงนั้นของเดือนพอดี จะบอกเขาไปตามตรงก็ยังไงอยู่..ไม่สิ ถึงไม่ได้เป็นอะไรฉันก็ไม่ยอมให้เขาทำหรอก

..จริงๆ

ศึกรักเงียบไป เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะสะบัดตัวหันหลังกลับเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง

ปึง!

อย่าบอกนะว่าเขากำลังหงุดหงิด?

ให้ตายสิ คนที่ควรจะหงุดหงิดมันต้องเป็นฉันไม่ใช่หรือไง

รู้ตัวอีกทีฉันก็ก้มลงเก็บกล่องใส่จี้ห้อยคอที่หล่นอยู่บนพื้นแล้วก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนของเขาเรียบร้อยแล้ว

สูดหายใจเข้าเต็มปอด ไม่นานก็ตัดสินใจเคาะประตู

ยืนรออยู่ร่วมนาทีบานประตูก็ค่อยๆแง้มออกเผยให้เห็นร่างสูงที่อยู่อีกฝั่ง เขาไม่ได้มองหน้าฉันแต่กำลังเบือนหน้าไปทางอื่น

“เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ “เป็นอะไรของนาย”

“...” ศึกรักไม่ตอบ เขาเหลือบตามองกล่องเล็กๆในมือฉันและทำท่าจะปิดประตูใส่หน้า

“ถามก็ตอบ ปากมีไว้เพื่อ?” ฉันยื่นมือข้างหนึ่งยันไปประตูไว้

“ขอจัดการตัวเองก่อน” เขาพึมพำด้วยเสียงแผ่ว แต่ก็ใช่ว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง “สามนาที”

ฉันลอบมองเข้าไปด้านในห้องนอนที่ยังคงมือสนิทก่อนจะลากสายตากลับมาสบตากับผู้ชายตรงหน้า เราจ้องกันอยู่สักพักก่อนที่เขาจะปิดประตู

..สามนาทีงั้นเหรอ

 

Suekrak’s talks

หลายวันต่อมา

 

Me : เล่นจบแล้วลงมาหากูด้วย

 

ผมนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางบรรยากาศที่มีแสงสีเสียงเต็มที่จากรอบข้าง ตัดสินใจรัวนิ้วส่งข้อความไปหาไอ้คีย์

กดส่งเรียบร้อยก็จัดการคว่ำมือถือไว้ข้างตัว กวาดสายตามองผู้คนรอบข้างก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแก้วเหล้าขึ้นมาจิบพอหอมปากหอมคอ

ถ้าถามว่าเซียร์อยู่ไหน ตอบเลยว่าเธอไม่ได้มาด้วย แล้วผมก็ไม่ได้บอกเธอว่ามาที่นี่

ส่วนไอ้คีย์มันเป็นมือกีต้าร์ให้วงของเพื่อนมัน เห็นว่าขาดคนเล่นกีต้าร์โปร่งมันเลยรับหน้าที่เล่นให้ ปกติแล้ววงนั้นจะมาเล่นที่ After Death ทุกวันอังคารกับพฤหัสบดี

วันนี้ก็ด้วย

สาเหตุที่มาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องจะคุยกับมัน

เพิ่งจะขึ้นไปเล่นได้ไม่ถึงสิบนาที กว่าจะเล่นเสร็จก็คงอีกสักพัก ผมที่ตัดสินใจไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องคุยกับไอ้คีย์จึงต้องนั่งรออยู่แบบนี้จนกว่ามันจะลงมา

กระทั่งผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ไอ้คีย์ก็เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้าเรียบตึงตามปกติ

“ไงมึง” มันเดินมานั่งลงพร้อมกับสะพายกีต้าร์ตัวใหญ่ไว้ที่หลัง “เรียกกูมีไร”

“วันนั้นมึงเรียกกูมาที่นี่เพราะจะชวนมาดื่มแค่นั้น?” ผมรีบเข้าเรื่องโดยไม่รีรอให้เสียเวลา ไอ้คีย์มีท่าทีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่มันจะยกยิ้มมุมปากกลบเกลื่อน

“วันไหน? พูดซะงง”

“วันที่กูโดนแทง” ผมขยายความ ไม่ลืมวางแก้วเหล้าในมือลงตรงหน้า “มึงเรียกกูมาเพราะรู้อยู่แล้วว่าไอ้เ*ยเอสจะทำอะไร..”

“...”

“ถูกไม่ถูก?”

เรื่องนี้ผมรู้สึกตะหงิดใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ที่ไม่ได้เค้นเอาความอะไรจากมันเพราะยังเชื่อใจอยู่ ยังไงก็รู้จักกันมาหลายปี

แต่ในเมื่อมันเลือกที่จะปิดปากเงียบแล้วยังเข้าหาผมเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายมันก็ต้องจบแบบนี้..

“ถูก” ไอ้คีย์ยอมรับโดยไม่มีทีท่าอ้ำอึ้ง ก่อนที่มันจะรับแก้วเหล้าไปดื่มต่อจากผม “แต่ไม่หมด”

“...” ผมเงียบเพื่อเว้นจังหวะให้มันพูดต่อ

“ที่กูเรียกมึงมาวันนั้นก็เพราะไอ้พี่เอสขอ แต่กูไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไร” ฟังดูแล้วเหมือนกับคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น

แต่แววตาแน่วแน่ของคนตรงหน้าทำให้ผมเชื่อมันไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง..

“มึงจะเอายังไงกับกู” ผมตัดสินใจถามมันออกไป

“...”

“กูไว้ใจมึง เชื่อใจมึง เห็นมึงเป็นเพื่อน” ผมกดเสียงลงต่ำ “รู้ทั้งรู้ว่ามึงก็สนิทกับไอ้เอสไม่ต่างจากที่สนิทกับกู”

ถึงไอ้คีย์มันจะสนิทกับทั้งผมแล้วก็ไอ้เอส แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นประเภทนกสองหัว คนอย่างไอ้คีย์ถ้าไม่เป็นกลางมันก็เลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่แล้ว

ไม่ซีเรียสว่ามันจะอยู่ฝั่งไหน ผมยินดีที่จะเอาความเชื่อใจทั้งหมดนั้นกลับคืนมาถ้าหากว่ามันจะเข้ากับฝั่งนั้น

“แล้วมึงคิดว่าถ้ากูรู้ว่าไอ้พี่คิดจะแทงมึงกูยังจะเรียกมึงมาอยู่อีก?” มันเลิกคิ้วอย่างไม่ยี่หระกับคำถามที่ผมเพิ่งจะยิงไปเมื่อกี้ “ถ้ามึงอยากจะคิดอย่างนั้นกูก็ไม่ห้าม”

พูดจบมันก็ยืนขึ้น มือข้างหนึ่งจับสายสะพายกีต้าร์ ส่วนอีกข้างห้อยอยู่ข้างลำตัว ไม่นานก็หันกลับออกไป

ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปรายตามองแก้วเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะ

รู้จักไอ้คีย์มาหลายปี ผมรู้ดีว่านิสัยมันเป็นยังไง..จากที่ลองฟังดูแล้วผมคิดว่ายังเชื่อใจมันต่อไปได้อยู่

ส่วนเรื่องไอ้เอสผมยังไม่ได้ปล่อยเบลอ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าตอนนี้คงมีใครกำลังจะทำอะไรสักอย่างกับมันแล้ว

ไม่แน่..

 

ปึง

ครึ่งชั่วโมงให้หลังผมก็กลับมาถึงที่ห้อง ไม่ใช่ห้องตัวเองแต่เป็นห้องเซียร์ ลืมบอกไปว่าหลายวันที่ผ่านมามีเรื่องดีๆเกิดขึ้นหลายอย่าง

อย่างแรกคือผมได้ถือครองคีย์การ์ดสำรองของห้องนี้

อย่างที่สองคือผมได้รับอนุญาตให้นอนในห้องนอนได้

เพราะงั้นหลังจากที่เปิดประตูเข้ามาผมก็รีบสาวเท้าตรงไปยังหน้าประตูห้องนอนทันที

แอดดดด~

ประตูไม่ได้ล็อก ราวกับว่าเจ้าของห้องรู้อยู่แล้วว่าผมจะกลับมา

สิ่งแรกที่เห็นคือเซียร์กำลังนั่งเป่าผมอยู่บนเตียง สวมชุดนอนสีชมพูอ่อน และกำลังเงยหน้ามองมาทางนี้

“ไปไหนมา” เธอกดปิดไดร์เป่าผมก่อนจะโพล่งถาม นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ได้ยินคำถามนี้จากปากร่างบางตรงหน้า

มุมปากผมยกขึ้น ไม่ลืมเดินตรงเข้าไปหาเธอ

“ผับ” ผมตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าเอาไดร์เป่าผมจากมือเธอมาไว้ในมือ “เดี๋ยวช่วย”

“เหม็นกลิ่นเหล้า” เธอทำจมูกฟุดฟิดพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “ดื่มมา?”

“ก็..ใช่”

“ขนาดไหน?”

“นิดหน่อย”

“ไม่เมา?” เธอยังคงถามต่อ

คราวนี้ผมไม่ได้โต้ตอบในทันทีแต่โน้มหน้าเข้าไปใกล้เธอแทน กลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยโชยมาเตะจมูก “เมา”

“...”

“เมามาก”

เปล่า..ไม่ได้เมาหรอก

“ส่งมา” ถึงปากจะบอกว่าให้ผมส่งไดร์เป่าผมให้แต่ใช้เวลาเพียงเสี้ยววิเธอก็เอื้อมมือมารับมันไปไว้ในมือซะเอง “ฉันเป่าเองได้”

เธอไม่ได้ผลักผมออกอย่างเช่นทุกทีแต่เลือกที่จะเขยิบห่างออกไปแทน

“หึ” ผมแค่นหัวเราะออกมาจากลำคอ

..เบามากจนแทบจะไม่ได้ยิน

 

เช้าวันต่อมา

 

“..รัก”

“...”

“ศึกรัก”

“...”

“ศึกรัก!” เสียงตะเบ็งข้างหูทำให้ผมขมวดเรียวคิ้วเข้าหากัน กระชับอ้อมกอดที่อ้อมแขนมากขึ้นจนได้ยินเสียงประท้วงของใครสักคน.. “นายทับแขนฉัน!”

“อืม” ผมครางรับโดยที่เปลือกตายังคงปิดสนิท

เสียงคุ้นๆ

เสียงเหมือน..

“หอม” ผมรู้ตัวว่าเสียงตัวเองตอนนี้งัวเงียขนาดไหน รู้ว่ากำลังนอนอยู่กับใคร..ถ้าขออยู่แบบนี้อีกสักหน่อยหวังว่าคงจะไม่เป็นไร

“แล้วใครใช้ให้นายนอนกินที่ขนาดนี้ ฉันว่าเราแบ่งเขตกันชัดเจนแล้วนะ”

“...”

“ศึกรัก”

“...”

“ไปตายซะ” ได้ยินเสียงพึมพำดังตามมา และนั่นทำให้ผมยอมปรือตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย

“ใครไปตาย” ผมขมวดคิ้วหรี่ตามองร่างบางในอ้อมแขน ก้มหน้าลงไปจนปลายจมูกผมสัมผัสกับเส้นผมเธอ “หงุดหงิดแต่เช้าไม่ดี”

“รู้ แต่ช่วยลุกหน่อยได้ไหม”

ผมเงียบไป พึ่งรู้สึกได้ว่าคล้ายจะกำลังนอนทับอะไรสักอย่างอยู่

ก็ว่า..

“พูดจาดีๆ แล้วจะลุก” มุมปากข้างหนึ่งของผมยกขึ้น พยายามไม่ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนเธอมากนัก แขนเล็กแค่นี้ไม่รู้ว่านอนทับนานแบบนี้จะหักไหม

เซียร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เสียงเล็กจะดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน

“ช่วยลุกหน่อยเถอะ” น้ำเสียงห้วนจัด ไม่อ่อนโยนเลยสักนิด “ฉันปวดแขนจะตายอยู่แล้ว”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วลมหายใจผมก็สะดุดไปจังหวะหนึ่ง อาจเพราะเธอพูดว่าปวดแขน อาจเพราะผมเป็นฝ่ายทำให้เธอปวด รู้ตัวอีกทีก็ยอมลุกให้แล้ว..

“ปวดมาก?” ว่าพลางคว้าเอาท่อนแขนเธอมานวดๆคลำๆ ตอนนั้นเธอเกร็งเล็กน้อย ดูท่าว่าเธอจะขยับแขนได้ไม่เต็มที่

เซียร์นิ่งไป ยอมให้นวดเบาๆอยู่อย่างนั้นร่วมหลายนาที

กระทั่งผมค่อยๆคลายมือออก ร่างบางถึงได้ชักแขนกลับไป เธอใช้มืออีกข้างนวดแขนตัวเองแบบที่ผมเพิ่งจะทำให้ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า

“เดี๋ยวฉันจะอาบน้ำ นายออกไปก่อน”

“จะอาบก็อาบ” ผมขยับริมฝีปากหลังจากที่ใช้สายตาลากสำรวจร่างบางตรงหน้าพลางล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้กลายเป็นว่าเซียร์ต้องหลุบตามองผมแทน “เคยบอกแล้วว่าไม่ถือ”

“...”

“แก้ผ้าตรงนี้เลยก็ได้” ไม่ได้ทำแค่พูด แต่ยังเอื้อมมือไปกระตุกชุดนอนเธอด้วย “ดีไหม? เดี๋ยวช่วย”

“อย่ามาตลก” ริมฝีปากเธอเหยียดตึง สีหน้าบ่งบอกว่าถ้าผมยังกวนประสาทเธออยู่แบบนี้คงจะจบไม่สวยแน่ แต่ถึงอย่างนั้น..

“ช่วยได้ ไม่ติด”

พรึ่บ..!

“อยากนอนก็เชิญนอนต่อไปเถอะ” ว่าจบเธอก็ลุกขึ้นก้าวเท้าเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ค้นอยู่ไม่นานก็หายเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอนอีกทีหนึ่ง

สิ้นเสียงปิดประตูห้องน้ำผมก็ก้าวเท้าลงจากเตียงเพื่อที่จะกลับไปอาบน้ำที่ห้องตัวเอง ที่ตั้งใจกวนประสาทเธอไปเมื่อกี้ผมไม่ได้คิดอะไรเป็นจริงเป็นจัง ที่ว่าจะช่วยถอดชุดก็แค่หยอกเล่น

หรือคิด?

..อืม ก็คิด

 

End Suekrak’s talks

 

หลังอาบน้ำเสร็จฉันพบว่าศึกรักไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแล้ว คาดว่าเขาคงจะกลับไปที่ห้องตัวเองหรือไม่ก็อยู่ด้านนอก ซึ่งนับว่าดีมากที่เขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว

ขณะที่กำลังเคลื่อนมองไปรอบๆห้องสายตาก็ดันสะดุดเข้ากับมือถือสองเครื่องที่วางคว่ำอยู่ข้างโคมไฟ

แน่นอนว่าเครื่องนึงเป็นของฉัน ส่วนอีกเครื่องเป็นของศึกรัก

เขาคงจะลืมไว้..หรือไม่ก็ตั้งใจลืมนั่นแหละ

ฉันตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหยิบมือถือทั้งสองเครื่องขึ้นมาไว้ในมือก่อนจะหลุบตามองหน้าจอที่โชว์หราขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

สิ่งหนึ่งในหน้าจอมือถือของศึกรักทำให้ฉันชะงักไปหลายวินาที วูบนั้นรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ไม่รู้ว่าเพราะตกใจหรืออะไรกันแน่

มันคือวอลเปเปอร์..

วอลเปเปอร์ที่เป็นรูปฉัน

ในภาพโลเกชั่นคือที่นี่ ในห้องนี้

คำถามคือ..นี่เขาแอบถ่ายฉันตั้งแต่ตอนไหน? ตั้งรูปนี้เป็นวอลเปเปอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่? เคยมีใครเห็นรูปนี้ไหม?

กึก..

ฉันเก็บความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนโดยที่ไม่ลืมวางมือถือของเขาไว้ข้างโคมไฟดังเดิมด้วย

..ถือว่าไม่เห็นก็แล้วกัน

จังหวะที่ฉันเปิดประตูห้องนอนออกมาเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพอดิบพอดี ไม่ต้องถามเลยว่าใคร..เป็นศึกรักนั่นแหละ นอกจากเขาแล้วจะมีใคร

อีกอย่างคีย์การ์ดของห้องนี้ใบนึงก็อยู่ที่เขาด้วย

ฉันเม้มริมฝีปากพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น จะว่าเลี่ยงการสบตาก็ไม่เชิง ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน รู้ตัวอีกทีก็เดินมานั่งที่โซฟาแล้ว

“อยากกินไร” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาพร้อมกับร่างสูงที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเดียวกัน และนั่นส่งผลให้ฉันต้องหันไปมองหน้าเข้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เมื่อกี้นายว่าอะไร ฟังไม่ทัน”

“อยากกินไร” เขาทวนคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งทำเอาฉันเงียบไปครู่หนึ่ง

“กิน..”

“...”

“กินอะไรก็ได้” ฉันตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจ อันที่จริงก็นึกคำตอบไม่ออกนั่นแหละ แล้วก็การที่เขายิงคำถามนั้นมาคงตั้งใจจะพาฉันไปกินหรือไม่ก็จะออกไปซื้อมาให้ล่ะมั้ง

“ ‘อะไรก็ได้’ไม่มี” เรียวคิ้วคนตรงหน้าขมวดเข้าหากัน

“อะไรก็ได้ก็คืออะไรก็ได้” และฉันเองก็ขมวดคิ้วตามไปด้วย “แล้วแต่นาย อยากจะกินอะไรก็กิน”

หลังจากที่ได้ยินคำตอบแบบนั้นจากฉัน ศึกรักก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เราสบตากันเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่เขาจะเดินออกไปและเอ่ยออกมาเรียบๆว่า

“งั้นก็ไปด้วยกัน”

“ไปไหน?”

“ไปหาอะไรกิน” พอให้คำตอบเสร็จศึกรักก็ทำท่าจะเปิดประตูออกไปแต่ฉันดันนึกอะไรขึ้นมาได้ซะก่อน

“นาย..นายลืมโทรศัพท์หรือเปล่า”

วูบนั้นอีกฝ่ายหันกลับมาและชะงักไปเล็กน้อย ถ้าได้ยินไม่ผิดเหมือนเขาจะครางว่า ‘หืม’ ออกมาหนึ่งครั้งพลางเอามือลูบคลำแถวกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง

“อืม ใช่” ศึกรักครางรับก่อนจะพึมพำกับตัวเองในประโยคต่อมา “..วางไว้ไหนวะ”

“อยู่ในห้องฉัน..ล่ะมั้ง”

หลังจากนั้นศึกรักก็เข้าไปหยิบมือถือในห้องนอนฉัน เสร็จแล้วเราทั้งคู่ก็ลงมานั่งอยู่ที่ร้านโจ๊กข้างคอนโด ซึ่งมีเจ้าของร้านเป็นป้าแก่ๆเดินตรงเข้ามายิ้มแย้ม

สารภาพเลยว่าถึงร้านนี้จะอยู่ข้างคอนโดแต่ฉันก็ยังไม่เคยมากินเลย นี่เป็นครั้งแรก..

“โจ๊กหมูใส่ไข่ค่ะ” ฉันโพล่งขึ้นทันทีที่เดินเข้ามานั่งโดยแทบจะไม่ต้องพลิกเมนู ในเมื่อที่นี่เป็นร้านโจ๊กก็แปลว่าต้องมีโจ๊กหมูแน่ๆ

“เหมือนกันครับ” นี่เป็นเสียงศึกรัก

“เฮ้ย ไอ้เก๋ง! โจ๊กหมูใส่ไข่สองที่!” ป้าเจ้าของร้านหันไปตะโกนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังร้าน ก่อนจะหันกลับมาพูดยิ้มๆใส่ศึกรักว่า “แหม วันนี้พาสาวมา สวยซะด้วยนะเนี่ย”

“ครับ” คนโดนแซวก้มหน้าเล็กน้อย แอบเห็นว่ามุมปากเขายกขึ้นด้วย

..ไม่บ่อยหรอกนะที่จะเห็นเขาทำหน้าแบบนั้น

ไม่นานป้าเจ้าของร้านก็เดินออกไป คล้อยหลังจากนั้นเด็กผู้ชายที่ชื่อเก๋งก็ยกโจ๊กสองชามมาวางไว้ตรงหน้าแล้วก็วิ่งหายกลับไปที่ครัว

“นายมากินบ่อยเหรอ” ฉันยิงคำถามใส่ศึกรักขณะที่สองมือกำลังวุ่นอยู่กับการปรุงเครื่องปรุง

“ก็บ่อย” วูบนั้นปลายนิ้วเราเฉียดกันพอดี และเป็นฉันที่ชะงักไป “เมื่อก่อนมาทุกวัน”

ฉันไม่ได้โต้ตอบอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้เท่านั้น

ซึ่งหลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยฉันกับศึกรักก็แยกย้ายกันไป ฉันขึ้นมานั่งเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวในห้อง ส่วนศึกรัก..หมอนั่นไม่ได้บอกไว้ว่าออกไปไหน

กระทั่งนั่งดูทีวีอยู่ได้สักพักฉันก็ตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมาแชตหาใครบางคนที่ไม่รู้ว่าเวลาป่านนี้แล้วจะตื่นหรือยัง

 

Me : อยู่ห้องหรือเปล่า

 

ทันทีที่กดส่ง ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา

 

ไอ้โซน : อยู่

Me : เดี๋ยวลงไปหา

 

พิมพ์จบฉันก็จัดการปิดทีวีและลุกขึ้นยืน ไม่ลืมกวาดสายตาตรวจเช็คความเรียบร้อยภายในห้องก่อนจะเดินออกมาด้วย

สุดท้ายแล้วฉันก็ลงมานั่งเล่นที่ห้องไอ้โซนแก้เซ็ง น่าแปลกที่มันไม่ถามฉันสักคำว่าทำไมอยู่ๆถึงมาหา มีเพียงประโยคทักทายเรียบๆที่ว่า ‘กินข้าวยัง’ เท่านั้น และฉันเองก็ตอบกลับไปว่า ‘กินแล้ว’

“เวรเอ๊ย” เสียงสบถดังขึ้นใกล้หู ไอ้โซนกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในมือถืออย่างเมามันและสบถออกมาเป็นระยะ “แม่งไปยืนทำอะไรตรงนั้น ฉิบ..”

ทว่าหลังจากนั้นไม่ถึงนาทีเสียงสบถหยาบคายก็ดังขึ้นมาอีก

Sh*t!” ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหน

ในที่สุดฉันก็อดไม่ได้ที่จะเอี้ยวตัวไปดูว่ามันกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่..

“สนุกเหรอ” ฉันถามด้วยโทนเสียงปกติ เกมที่ไอ้โซนกำลังเล่นอยู่ ก่อนหน้านี้ฉันเห็นว่าศึกรักก็เล่น แต่รายนั้นก็นั่งเล่นเงียบๆไม่ได้โหวกเหวกแบบนี้

“แป๊บ อย่าพึ่งกวน”

“...” ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง เลิกสนใจและหันกลับมาดูทีวีต่อ

“เออ เมื่อกี้ว่าไรนะ” ผ่านไปประมาณเกือบๆห้านาทีไอ้โซนก็หันมาเลิกคิ้วใส่ฉัน ท่าทางมันดูหัวเสียเล็กน้อย คงเพิ่งจะเล่นแพ้ล่ะมั้ง

“ถามว่าสนุกเหรอ เกมนั่นน่ะ” ฉันพยักพเยิดหน้าไปทางหน้าจอมือถือของมันที่ดำสนิทก่อนจะลากสายตากลับมาสนใจทีวี

“ก็สนุก” มันว่า “แต่บางทีแม่งก็ไม่สนุก”

“...” ยังไงนะ

“ทำไม อยากลองเล่นเหรอ?” ไอ้โซนยื่นหน้าเข้ามาพร้อมกับพูดยิ้มๆด้วยน้ำเสียงกวนๆ “เออ ว่าแต่ลมอะไรหอบมานั่งเล่นในห้องฉันได้”

หืม..คิดว่ามันจะไม่ถามฉันเรื่องนี้แล้วซะอีก

“ฉันจะมานั่งในห้องนายไม่ได้เลยหรือไง”

“คิดถึงอ่ะดิ” คนตรงหน้ายิ้มยิงฟันจนตาหยี แถมยังใช้ฝ่ามือขยี้เรือนผมฉันจนยุ่งเหยิงอีกด้วย “คิดถึงแน่ๆ คิดถึงก็บอกสิครับ”

”จะอ้วก”

“สำลักความหล่อ?”

“เหม็นขี้หน้านาย” ฉันกรอกตาพลางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไอ้โซนหัวเราะคิกคักราวกับว่าสนุกกับการที่ได้กวนประสาทฉัน

“อ้อ หรือที่มาหาเพราะไอ้ศึกรักมันหายหัว?” คราวนี้ไอ้โซนใช้น้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม ก่อนจะผละออกไปนั่งอีกฝั่งของโซฟาโดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าฉันคล้ายจะจับผิด

“...”

“ใช่แน่ๆ” มันยิ้ม

ฉันแอบชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็เลือกที่จะกลบเกลื่อนอาการเหล่านั้นด้วยการหยิบรีโมตทีวีขึ้นมากดเปลี่ยนช่อง พลางเหลือบตามองคนข้างๆที่กำลังนั่งยิ้มกวนประสาทอยู่

“เออ..ฉันเพิ่งรู้มาว่าเธอคบกับมันอยู่” ไอ้โซนงัดหัวข้อสนทนานั้นขึ้นมาพูด ส่งผลให้ฉันต้องหันหน้าไปมองมันทันทีที่ได้ยิน “ถูกไหม?”

“...”

“ถ้าเธอคิดดีแล้วฉันก็ดีใจด้วย” โทนเสียงมันยังคงเป็นปกติ ทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรเลยแท้ๆ “แต่ถ้าเห็นท่าไม่ดีรีบเลิกแม่งเลย เข้าใจ?”

ตอนนั้นเองในหัวฉันก็นึกย้อนกลับไปถึงประโยคที่ศึกรักเคยพูดไว้..

 

‘หลังจากครบหนึ่งเดือนถ้าเธอเบื่อก็เลิกได้เลย’

 

ยังไงฉันก็คงจะเลิกอยู่แล้ว..ล่ะมั้ง

ไม่ใช่ว่าฉันจะรอให้ครบหนึ่งเดือนแล้วเลิกอย่างที่ศึกรักเคยพูดไว้ แต่ยังไงถ้ายังคบกันต่อไปฉันว่าคงต้องมีสักวันที่เราเลิกกันอยู่ดี หรืออาจจะก่อนครบหนึ่งเดือนเลยก็ได้

ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงคิดในแง่ลบอย่างนั้น..

ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน อาจเพราะเพิ่งจะเคยมีแฟน ไม่รู้ด้วยว่าการมีแฟนครั้งนึงจะสามารถคบกันต่อไปได้นานขนาดไหน

ฉันเลือกที่จะจ้องหน้าไอ้โซนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะครางรับไปสั้นๆ

“อืม”


-Taล์ค-

เซียร์คิดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าจะเลิกนะ คนพึ่งเคยมีแฟนก็กังวลงี้แหละ

ปล.ไม่ได้หายไปไหนนะ ยังอยู่

ที่หายไปเกือบสองอาทิตย์คือยุ่งมากกกก แบบมากๆเลย เพราะงั้นจะพยายามชดเชยให้นะ!

ปล.ช่วงนี้กำลังซุ่มเขียนเฟรย์ของคิงอยู่แหละ แต่เขียนได้นิดเดียวนะ ฮ่าๆ

ที่สำคัญ!!!!
มีเพจ Facebook แล้วจ้าาา จิ้มที่รูปได้เลย (ถ้าลิ้งก์มีปัญหาจะมาแก้ให้นะ)


ส่วนอันนี้เป็น twitter จ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 499 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #650 paryploy32 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:46
    เซียร์ลูก ถ้ามันดีก็ไม่ต้องเลิกหรอกนะ การมีแฟนคือดีที่สุดแล้ว
    #650
    0
  2. #629 SoulTun (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:51

    เซียร์แค่ยัง งงว่ารู้สึกอะไรในใจตัวเอง ให้เวลานางหน่อยนางไม่เคยผ่านใครมา โดนครั้งแรกก็โดนในฐานะคนเกลียดกันเลยหึหึ

    #629
    0
  3. #628 Jan_daa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:41

    ไรท์สู้ ๆ น่ะ เป็นกำลังใจให้นะ

    #628
    0
  4. #627 Ms.right (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:02

    คิดถึงไรท์ม้ากกกก

    #627
    0
  5. #626 firstzy93 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:28
    รอค่าาา
    #626
    0
  6. #625 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:15
    ว้อยยย ชั้นล่ะเกลียดความเป็นอิพี่โซนจริงๆเลย555555555
    #625
    0
  7. #624 หวานน้ำตาล (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 06:45
    หู้ยยย เขินนน
    #624
    0
  8. #623 SoulTun (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:36

    รักอะไรรักอะไรรักอะไรรักอะไร อยากรู้แน้ว

    #623
    0
  9. #622 Frongkanokpan (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:38
    รอ อออออ
    #622
    0
  10. #621 panpapiyong (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:54
    รัก...อะไรใครพู๊ดดดดศึกหรือเซียร์
    #621
    0
  11. #620 fahoung (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:54
    รอค่าาาา
    #620
    0
  12. #619 firstzy93 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:34
    รอค่าาา
    #619
    0
  13. #618 yeenyyn (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 10:52
    ใช้ของหลอกล่อไปอีก
    #618
    0
  14. #617 SoulTun (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 17:44

    NC ต้องมาแล้วจ้าาาาาาาาาาา

    #617
    0
  15. #616 Jan_daa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 13:00

    ไรท์ คือเป็นนักเขียนหัดแต่ง จริงๆ หรอ คือเป็นคนไม่ค่อยอ่านนิยายซักเท่าไหร่ แต่มาอ่านเรื่องนี้ คือติดเลย เนื้อหา สำนวน ไม่ได้มีความนิยายจ๋า แต่ก็ไม่ได้ดูห้วนหรืออะไร น่าอ่าน น่าติดตาม อิมเมจกับเนื้อหาสอดคล้องกันดีมาก เป็นกำลังใจให้น่ะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-13.png

    #616
    0
  16. #615 Jan_daa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 12:56

    ศึกรัก นายมันร้าย https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png

    #615
    0
  17. #614 firstzy93 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 02:07
    เขินนนนน
    #614
    0
  18. #613 SalinCH (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 22:19
    หลอกล่อเก่งจริ๊ง!!!!!!
    #613
    0
  19. #612 หวานน้ำตาล (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 21:22
    แหมะ ตอบเอาหน้าหน่อยก็ได้มั้ยศึกรัก 5555 ให้พนักงานเลือกให้งี้ โถ่ว พ่ออ
    #612
    0
  20. #611 intoonj (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 20:37
    ดีอ่ะงี้ อิจๆ
    #611
    0
  21. #610 Frongkanokpan (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 16:03
    งื้ออออออ
    #610
    0
  22. #609 panpapiyong (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 16:02
    จะซื้อให้อีกเมื่อไหร่ก็ด้ายยย ความเปย์
    #609
    0
  23. #608 PinkZa547 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 15:56
    เจิมมมม
    #608
    0
  24. #607 intoonj (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 10:02
    รอยอออออ
    #607
    0
  25. #606 Jan_daa (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 05:56

    สู้ ๆ น่ะไรท์ รอจร้า

    #606
    0