เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 23 : Chapter 19 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..ไม่ชอบ• [upload100%] CUT3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,969
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 489 ครั้ง
    28 ธ.ค. 62

ติด #ศึกรักเซียร์ ใน twitter เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับนิยาย



Chapter 19
เพราะ..ไม่ชอบ
.....
...

          “พิสูจน์” ใบหน้าของเขาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก บ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังคุกรุ่นแค่ไหน “จะได้รู้ว่ามีหรือไม่มี”

          ฉันว่าฉันแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง..

          “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอทำให้ทั้งฉันทั้งศึกรักต่างผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณนิชชาเดินเข้ามาตอนไหน ไม่รู้ด้วยว่าได้ยินอะไรไปแล้วบ้าง

          ที่สำคัญคือด้านหลังของเธอมีเส้นไหมกับไฟ อัคคีเดินตามมา

          “หนูเซียร์” คุณนิชชาเอ่ยเรียกฉัน ทว่าสายตาของพ่อศึกรักทำเอาฉันรู้สึกโหวง “คืนนี้นอนค้างที่นี่เป็นไง”

          “ค..คะ?” นัยน์ตาฉันเบิกโพล่ง

          ..เมื่อกี้นี้คุณนิชชาว่ายังไงนะ

          “แม่คิดว่าคืนนี้อยากจะให้หนูนอนค้างที่นี่” เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มเชิญชวนนั่นแหละ “..ดีไหม หืม?”

          นอนค้างที่นี่เหรอ จะบ้าหรือไง

          “ขอโทษค่ะ คงจะไม่ได้” แน่นอนว่าฉันปฏิเสธทันควัน แต่การที่จะปฏิเสธนั้นจำเป็นที่จะต้องมีเหตุผลมารองรับ “พรุ่งนี้..”

          “น่าเสียดายจัง” ยังไม่ทันทีจะได้พูดอะไรคุณนิชชาก็แทรกขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงเจือความเสียดาย

          ราวกับคิดไว้แล้วว่าฉันจะปฏิเสธอย่างนั้นแหละ

 

          หนึ่งชั่วโมงต่อมา

          “ฮิ้วววว~” เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง รอบข้างมีเสียงรบกวนดังไปทั่ว แต่เสียงพวกนั้นกลับถูกกลบด้วยเพลงที่ถูกเปิดอยู่ตอนนี้

          ตอนนี้ฉันอยู่ที่ After Death ซึ่งเป็นผับแห่งหนึ่งแถวย่านเดียวกับวันวาน

          เมื่อชั่วโมงก่อนฉันยังอยู่ที่บ้านคุณนิชชา แต่ถ้าถามว่าทำไมตอนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ คำตอบก็คืออยู่ๆฉันก็นึกอยากจะดื่มขึ้นมา

          แล้วก็..

          “เป็นอะไรไหม” ดูเหมือนว่ายังไม่ทันจะเดินเข้ามาได้ถึงโต๊ะก็มีเรื่องให้ชวนหงุดหงิดแล้ว

          ผู้ชายคนหนึ่งเดินชนฉัน ส่งผลให้เหล้าในแก้วของเขากระเด็นเลอะเราสองคน ที่น่าหงุดหงิดคือไม่ว่าดูยังไงก็ตั้งใจชนกันชัดๆ น่าขำ

          “เดินดีๆหน่อย” ศึกรักเดินเข้ามาประชิดตัวฉันจากทางด้านหลัง น้ำเสียงของเขาคล้ายกับว่ากำลังปรามฉันอยู่ยังไงอย่างงั้น

          แหกตาดูสิ..คนที่ตั้งใจเดินมาชนฉันมันผู้ชายคนนี้ไม่ใช่หรือไง

          ”ฉันทำเสื้อเธอเลอะ ยังไงถ้าไม่รังเกียจ..” วูบนั้นเสียงรบกวนเริ่มซ่าลงพอดี ทำให้ทั้งฉันทั้งศึกรักต่างได้ยินในสิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูดกันทั้งคู่

          เขาทำท่าจะขยับเข้ามาหาฉัน ทว่าศึกรักไวกว่า เขาคว้าแขนฉันและออกแรงดึงเข้าหาตัว กลายเป็นว่าเรากำลังหันหน้าเข้าหากัน

          ผู้ชายคนนั้นนิ่งไป คาดว่าเขาคงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าฉันไม่ได้เดินมาคนเดียว

          “เลอะตรงไหน” ร่างสูงลากสายตาสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเพราะแสงไฟในนี้ค่อนข้างสลัว

          ฉันเองก็เห็นหน้าเขาไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่น้ำเสียงนั่นราวกับว่าเจ้าตัวกำลังหงุดหงิดอยู่ไม่ต่างจากฉัน

          ศึกรักลากฉันออกมาจากบริเวณนั้น กระทั่งมาถึงที่โต๊ะเขาก็พูดกับฉันว่า..

          “รออยู่นี่ อย่าไปไหน” เขากำชับเสียงเข้ม “จะไปเอาเสื้อคลุมที่รถมาให้”

          “...”

          “ห้ามอ่อย เข้าใจ?”

          ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง..นี่เขาเห็นฉันเป็นผู้หญิงประเภทนั้นหรือไงกัน

          แล้วก็ตอนแรกฉันแค่ขอให้เขาจอดส่งฉันที่หน้าผับ แต่ใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้วเขาจะตามฉันเข้ามาถึงข้างในแบบนี้

          “ใช่เซียร์หรือเปล่า?” จังหวะนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหลังจากที่ศึกรักเดินออกไปได้ไม่นาน

          โอเค แถวนี้อยู่ใกล้กับมหาลัย..จะเจอคนรู้จักก็ไม่แปลก

          “ใช่” ฉันพยักหน้ารับ

          บอกตามตรงว่าไม่คุ้นหน้าเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเขารู้จักฉันนั่นคาดเดาได้ว่าคงเป็นนักศึกษาที่มหาลัยหรือไม่ก็เพื่อนของเพื่อนที่รู้จักแต่ฉันลืมไปแล้ว

          “เราเห็นเธอตั้งแต่ที่หน้าผับ ว่าอยู่ว่าคุ้นๆ” เขาพูดกับฉันในประโยคแรก และดูเหมือนว่าจะพึมพำกับตัวเองในประโยคหลัง ก่อนจะพูดต่อว่า “แล้วผู้ชายคนเมื่อกี้นี้แฟนเหรอ?”

          “...” ฉันชะงักในทันทีที่ได้ยิน

          “เฮ้ย อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ” ผู้ชายตรงหน้ากลั้วหัวเราะ “เรามีแฟนแล้ว ไม่ได้จะมาจีบเธอหรอก แค่มาทักเฉยๆ”

          “หนีแฟนมาเที่ยวหรือไงนายน่ะ” ฉันทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เขาถามเมื่อกี้นี้พลางดึงเข้าหัวข้อสนทนาใหม่อย่างแนบเนียน

          “จะว่าใช่ก็ใช่ ฮ่าๆ” จากที่คุยกันไม่กี่ประโยครู้สึกว่าเขาดูเป็นคนอัธยาศัยดีใช่ย่อย “เราวินนะ อยู่คณะเดียวกับเธอ”

          “อือ” ฉันครางรับพร้อมกับพยักหน้า

          “เรารู้จักกับไอ้โซนอะ แต่ไม่ค่อยกล้าทักเธอเลย” วินว่า “แต่วันนี้กล้าแล้วนะ ฮา”

          “หลบ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น

          ศึกรักเดินกลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในมือเขาถือเสื้อคลุมสีเข้ม วูบนั้นเขาสบตากับวินก่อนจะปรายตามองมายังฉัน

          “เอ่อ งั้นเราไปก่อนนะ ไว้เจอกันที่มอ” วินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

          ศึกรักจ้องหน้าฉันคล้ายกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง วินาทีนั้นร่างสูงยื่นเสื้อคลุมในมือมาตรงหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกับกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวเขาลอยมาเตะจมูก

          “เอาไปคลุมไว้ดีๆ” ฉันได้ยินไม่ชัดว่าศึกรักพูดอะไร

          “ขอบใจ” ตอบกลับไปโดยที่ไม่รู้หรอกว่าเขาจะได้ยินหรือเปล่า

          เหตุผลที่ต้องคลุมเพราะวันนี้ฉันใส่เสื้อสีชมพูอ่อน จากที่โดนเหล้ากระเด็นเลอะเมื่อกี้มันไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะปล่อยไว้ในสถานที่แบบนี้

          หลังจากนั้นฉันเริ่มดื่ม ทว่าหลังนั่งดื่มไปได้เกือบชั่วโมงก็มีสายโทรเข้ามา ฉันจำเป็นต้องลุกออกมารับสายด้านนอก เพราะข้างในเสียงดังเกินไป

          “โทรมาทำไม” มันไม่ใช่ประโยคทักทายปลายสายที่ดีเท่าไหร่นัก และใช่..ฉันทักทายมันด้วยประโยคนี้

          [อยู่ไหน] เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างต้องการคาดคั้นเอาคำตอบ

          “อยู่ห้อง” ฉันตอบกลับไปทีเล่นทีจริงพลางแค่นหัวเราะในท้ายประโยค

          [โกหก] คนที่โทรมาคือไอ้โซน จากที่โทรมาก็พอจะเดาได้อยู่ว่ามันคงรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน [เด็กเลี้ยงแกะว่ะ]

          “อืม อยู่ผับ” ฉันครางรับกลับไป ในเมื่อจับได้แล้วก็ไม่คิดจะปฏิเสธหรอก “รู้ได้ไง”

          ที่ถามต่อเพราะสงสัย ฉันไม่ได้บอกใครว่ามาที่นี่

          [ไลน์กลุ่ม]

          “หืม” ไลน์กลุ่มเหรอ?

          ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในใจก่อนจะกดเข้าแอปพลิเคชั่นไลน์ในระหว่างที่ยังอยู่ในสาย

          แชทที่อยู่บนสุดคือไลน์กลุ่มของพวกลัคกี้ แถมยังมีการแท็กฉันอีกด้วย..

 

          Missลัคกี้ : (ส่งรูปภาพ)

          Missลัคกี้ : ไม่ชวนนะยะหล่อน กกผู้ไว้กินคนเดียวล่ะสิ @z.zear

 

          อ้อ ก็คิดว่ารู้ได้ยังไง ที่แท้ก็นังลัคกี้ตัวดี

          แต่เดี๋ยวก่อน ที่สำคัญกว่านั้นรูปภาพที่ลัคกี้ส่งมานั่นเหมือนเป็นการแคปจากสตอรี่ไอจีของใครบางคนอีกทีหนึ่ง

          ..ศึกรัก

          “พึ่งเห็น” ฉันยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูพร้อมกับกรอกเสียงลงไป

          [เออ อยู่กับมันก็ระวังตัวหน่อย] ไอ้โซนว่า [อย่าให้มันมาสกินชิพมาก เกิดเสียใจทีหลังขึ้นมาไม่รู้ด้วย]

          “อืม” ฉันรู้ว่ามันหมายถึงอะไร ซึ่งฉันไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้นแน่

          ฉันกลับเข้ามาใน After Death ด้วยท่าทีปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าฉันต้องหยุดชะงัก

 

          Suekrak’s talks

 

          เซียร์เดินออกไปข้างนอกพร้อมกับโทรศัพท์ คาดว่าคงมีใครสักคนโทรเข้ามา

          คล้อยหลังจากที่เธอลุกออกไปได้เพียงไม่ถึงนาทีก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะ เธอเป็นคนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี..

          “ไง” เสียงนุ่มคุ้นหูเอ่ยทัก “บังเอิญนะ ว่าไหม?”

          ร่างบางถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามผมที่เซียร์เพิ่งจะลุกออกไป ทุกการกระทำของเธออยู่ในสายตาผม แต่มีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ว่าแปลกไป

          “คงงั้น” ตอบกลับไปแบบนั้นทั้งๆที่ควรจะผลักไสซะมากกว่า

          “ดื่มเยอะนะ” เธอกวาดสายตามองทั่วโต๊ะ เสียงเพลงค่อนข้างดังแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินสิ่งที่เธอพูดอยู่ดี “นายไม่ใช่คนคอแข็ง”

          ผู้หญิงคนนี้เคยบอกว่ารู้จักผมดี เรื่องนั้นผมเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้

          อลินรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนคอแข็ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้คออ่อน อยู่ในระดับปานกลางที่เรียกได้ว่าถ้าดื่มเยอะก็คงหมดสภาพเหมือนกัน

          “ตรงที่เธอนั่งไม่ใช่ที่ว่าง” ผมโพล่งออกไปพลางเบือนหน้าหนี ข้างๆนี้มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเต้นยั่วกันอยู่ “ถ้าเป็นไปได้ก็ลุกออกไป”

          ประโยคนี้แฝงไปด้วยหลายความหมาย

          หนึ่งคือ..เธอควรจะลุกออกไป

          “ใจร้ายจังนะ” เธอเอ่ยออกมาพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้น วูบนั้นนัยน์ตาผมดันสังเกตเห็นว่าเซียร์กำลังเดินมาทางนี้พอดี

          “...”

          มือบางของอลินเอื้อมมาคว้าเอาแก้วเหล้าตรงหน้า ในนั้นมีเหล้าเหลืออยู่กว่าครึ่ง เธอยกมันขึ้นดื่มในรวดเดียวจนหมด ก่อนที่แก้วเปล่าจะถูกวางลงที่เดิมในไม่กี่วินาทีต่อมา

          เคล้ง!

          “รสชาติดี” สิ้นเสียงนั้นก็มีเสื้อตัวนึงถูกโยนมาตกอยู่ด้านข้างพร้อมกับเสียงที่ดังตามมาว่า..

          “ฉันจะไปเต้น” เซียร์พูดด้วยน้ำเสียงห่างเหิน เธอปรายตามองผมหรือมองเสื้อคลุมตัวนั้นก็ไม่อาจรู้ได้ แสงไฟค่อนข้างสลัว “เสื้อนั่นนายเอาไปใส่เองก็แล้วกัน”

          ผมมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่เดินหายเข้าไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกชนิดหนึ่ง

          “จะตามไปไหม?” เสียงของอลินทำให้ผมลากสายตากลับมามองหน้าเธอ น่าแปลกที่อยู่ๆกลับรู้สึกหงุดหงิดกับประโยคนั้นทั้งที่ไม่ได้มีอะไรน่าหงุดหงิดเลยสักนิด “..อยู่กับฉัน”

          มือบางเอื้อมมากุมมือผม เธอออกแรงบีบเค้นเพื่อเว้าวอน และในจังหวะที่เธอกำลังจะนั่งทับลงมาผมก็หยัดตัวขึ้นพร้อมกับสะบัดมือเธอออก

          “อืม ตามไป” อลินไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา เราจ้องหน้ากันแค่ครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะเดินตามเซียร์ไป

          ทว่าเพราะแสงไฟค่อนข้างสลัวทำให้ผมคลาดสายตาจากเธอไปในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที

          ..Sh*t

          ผมสบถกับตัวเองในใจ แต่ไม่รู้ว่าโชคเข้าข้างหรือเปล่า..หลังจากยืนนิ่งอยู่สักพักพอเงยหน้าขึ้นมาสายตาก็ดันปะทะเข้ากับแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นตา

“ขี้อ่อย” ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาประชิดตัวเธอสำเร็จ

          ผมก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ข้างใบหูก่อนจะคว้าเอาแก้วเกล้าในมือเธอที่ได้มาจากไหนไม่รู้ขึ้นดื่มในรวดเดียว

          เธอนิ่งไปหลายวินาทีก่อนจะหันมาสบตากับผม

          “ใครใช้ให้ตามมา”

          “มาด้วยกันหน่อย” ผมวางแก้วเหล้าที่เพิ่งจะยกขึ้นดื่มลงที่โต๊ะ คว้าข้อมือบางที่นุ่มนิ่มเหมือนมาร์ชเมลโล่และลากเซียร์ออกมาจากตรงนั้นโดยไม่รีรอ

          “ปล่อย” เธอพยายามจะขัดขืนแต่แน่นอนว่ามันไม่เป็นผล แรงแค่นั้นจะไปสู้อะไรได้ “นี่! ฉันบอกให้ปล่อยไงไม่ได้ยินเหรอ?”

          “ไม่ได้ยิน”

          “กวนตีน”

          “อืม” ก็กวนจริง..

          “ปล่อย! ฉันจะกลับไปเต้น!” วินาทีนั้นผมหยุดฝีเท้าก่อนจะหันมาจ้องหน้าเธอตรงๆ นัยน์ตาคู่สวยเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าปลายจมูกเราเกือบจะแตะกัน

          ลมหายใจเธอเจือกลิ่นเหล้าอ่อนๆ..เซ็กซี่ ผมชอบ

          “ฉันจะดื่ม” ผมพูดเจตนารมณ์ของตัวเองออกไป ก่อนจะผ่อนเสียงลงในประโยคต่อมา “เฝ้าหน่อย”

          เห็นได้ชัดว่าร่างบางตรงหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง เธอคงไม่คิดว่าอยู่ๆผมจะพูดจาไร้สาระเหมือนเด็กเอาแต่ใจออกไปแบบนั้น

          “ทำไมต้องเฝ้า อย่ามาปัญญาอ่อน” ผมเหลือบตามองริมฝีปากหยักบาง ปากร้ายๆแบบนี้คิดว่าควรทำไง?

          ..ควรจูบ

          “อยู่คนเดียวกลัวจะโดนฉุด” มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้น จังหวะนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเซมาทางนี้พอดีทำให้ผมยื่นมือออกไปกันให้เซียร์โดยอัตโนมัติ

          “หมายถึงใคร” เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากัน เสียงเพลงในผับไม่ใช่อุปสรรคในการสนทนาของเรา “ฉันหรือนาย?”

          “ฉัน”

          “อย่างนายน่าจะไปฉุดคนอื่นมากกว่ามั้ง” ถึงเธอจะพูดออกมาแบบนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตามที่ผมร้องขอ “เหอะ”

          ผมยื่นเสื้อคลุมของตัวเองที่เซียร์พึ่งจะคืนมาให้เธอรับไปคลุมเอาไว้ เธอมองมันค้างไว้ก่อนที่จะเอื้อมมือมารับไปวางไว้ข้างตัว

          “ทำไมไม่เอาไปคลุมไว้ดีๆ” ว่าพลางใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามขอบแก้วเหล้าตรงหน้า ก่อนจะพูดต่อว่า “..หรืออยากให้คลุมให้?”

          “ว่าแต่นายเถอะ” เธอสวนกลับทันควันก่อนจะแย่งเอาแก้วเหล้าตรงหน้าผมไปไว้ในมือพร้อมกับชูขึ้นในระดับสายตาของเราสองคน “ดื่มแล้วจะกลับยังไง ได้ใช้สมองคิดบ้างหรือเปล่า”

          “ลืม” จะว่าไปก็ไม่ทันได้คิด

          “ถ้านายเมาฉันขอกลับแท็กซี่ กลัวตายเหมือนกัน แล้วก็ไม่คิดจะแบกนายกลับด้วย” ไม่รู้ว่าเธอพูดโดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรหรือว่าพูดจริงกันแน่ แต่ว่า..

          “ไม่อยากให้เมา? แปลว่าจะดื่มแทน?” ผมเลิกคิ้วพลางชี้นิ้วไปยังแก้วเหล้าในมือเธอ “เอาสิ หมดแก้วนั้นเป็นไง”

          เคล้ง!

          “เชิญเอากลับไปดื่มเองเถอะ” แก้วเหล้าถูกวางไว้ที่เดิม ผมปรายตามองก่อนจะหยิบมันมาไว้และยกขึ้นดื่มตามที่เธอว่า

          กระทั่งนั่งไปสักพักทั้งผมทั้งเซียร์ต่างดื่มกันทั้งคู่ ผมรู้ลิมิตตัวเองดี และพยายามจะทำให้ตัวเองดื่มในระดับที่พอดี ส่วนเซียร์..เธอดื่มไปแค่นิดเดียว

          “เล่นเกมกันไหม” ผมโพล่งออกไปตามอารมณ์ของตัวเอง เสียงเพลงที่นี่ก็ค่อนข้างเร้าใจอยู่เหมือนกัน

          “เกมอะไร” เธอถามทั้งที่ไม่ได้มีท่าทีสนใจสักนิด คงจะสงสัยว่าผมกำลังพูดถึงอะไร

          “เป่ายิงฉุบ”

          “พูดเป็นเล่น” เซียร์แค่นเสียงพลางกรอกตาและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

          “แพ้ทำตามคำสั่ง” ผมยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจว่าเธอจะฟังอยู่หรือเปล่า “ทำไม่ได้..หมดแก้ว”

          “ฉันขอผ่าน” เธอไม่วายหันมาถลึงตาใส่ผม ไม่เห็นจะต้องทำหน้าดูแคลนกันขนาดนั้น

          “เธอไม่กล้า ถูกไม่ถูก?”

          “เหอะ ใครว่าล่ะ” ดูเหมือนว่าคำพูดพวกนั้นจะไปแทงใจเข้าให้พอดี ผมแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งทีก่อนที่ผู้หญิงตรงหน้าจะพูดต่อว่า “มาสิ จะลองดูสักรอบก็ได้”

          “หลับตาแล้วนับหนึ่งถึงสาม” ผมว่าก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงจนมองไม่เห็นอะไร ไม่กี่วินาทีต่อมาเราก็พูดขึ้นพร้อมกัน

          “หนึ่ง”

          “สอง..”

          “สาม” สิ้นเสียงนั้นผมก็ค่อยๆลืมตา สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือมือผมที่ออกกรรไกร

          ..ส่วนเซียร์ออกกระดาษ

          “นายขี้โกงหรือเปล่า” ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยอยากยอมรับสักเท่าไหร่ แต่เกมก็คือเกม

          “ก็นับอยู่พร้อมกัน” ผมว่าพลางเอื้อมมือไปคว้าแก้วเหล้าที่ยังเหลืออยู่เกินครึ่งมาวางไว้กึ่งกลางระหว่างเราสองคน

          “จูบฉัน”

          “...”

          “ไม่จูบก็..หมดแก้ว” สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือเซียร์ไม่มีทางเลือกที่จะจูบแน่ เราจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น แต่แล้วในวินาทีต่อมาผมก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด

          เธอไม่ได้เลือกที่จะดื่ม..

          แต่กลับเลือกที่จะเดินตรงเข้ามาหาผมและก้มลงประกบริมฝีปากอย่างรวดเร็ว

          “คิดว่าฉันไม่กล้างั้นสิ” เซียร์ผละออกก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยริมฝีปากของตัวเอง ไม่นานเธอก็กลับไปนั่งลงตามเดิม ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

          “นี่ไม่เรียกจูบ” ผมจ้องหน้าเธอตรงๆโดยไร้ซึ่งความรู้สึกเขินอาย “เด็กน้อยเกินไป”

          “อย่ามากวนประสาท” เรียวคิ้วเธอขมวดเข้าหากัน บ่งบอกว่าภายในใจคงกำลังคุกรุ่นอยู่ไม่น้อย “ฉันไม่เล่นแล้ว”

          “กลัว?”

          “...”

          “กลัวจะแพ้หรือกลัวว่าจะหวั่นไหว?”

          “ฉันไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้นแต่ไม่อยากเล่นแล้ว เข้าใจไหม” เธอว่าพลางทำท่าจะลุกขึ้นยืน “ไปเล่นกับคนอื่นเถอะ”

          “ฉันอยากเล่นกับเธอ” ผมพูดออกไปตามที่คิด “อีกสักตา”

          “ก็บอกว่าไม่เล่นแล้วไง” น้ำเสียงเฉียบขาดของเธอกับนัยน์ตาคู่สวยนั่นคล้ายกับแมวที่กำลังขู่เจ้าของอยู่เลยว่าไหม

          เธอเป็นแมว ผมเป็นเจ้าของ

          ..เข้าท่าดี

          “ถ้าไม่ได้กลัวจริงก็เล่นอีกตา” เรียวคิ้วผมเลิกขึ้น นี่เป็นการลองเชิง “ไม่แน่ตานี้เธออาจจะชนะ”

          ท้ายที่สุดแล้วเซียร์ก็ยอมเป่ายิงฉุบด้วยท่าทีที่ไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก และดูเหมือนว่าคราวนี้โชคจะเข้าข้างผมเป็นหนที่สอง

 

          End Suekrak’s talks

 

          บัดซบ..

          ฉันแทบจะอาละวาดออกมาเมื่อพบว่าตัวเองเป่ายิงฉุบแพ้ศึกรักเป็นรอบที่สองนับตั้งแต่ยอมมานั่งเล่นเกมไร้สาระกับเขา

          คนแพ้ต้องทำตามคำสั่งคนชนะ

          ทำไม่ได้ก็..ดื่มหมดแก้ว

          “นั่งตักฉัน” เสียงของศึกรักทำเอาใจฉันหล่นฮวบลงไปอยู่ตาตุ่ม ตาที่แล้วเขาสั่งให้ฉันจูบเขา มาตานี้สั่งให้ฉันไปนั่งตัก

          หมับ!

          วินาทีที่ฉันกำลังจะคว้าแก้วเหล้ามาดื่มจู่ๆฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาคว้ามันตัดหน้าไปซะก่อน นัยน์ตาฉันเบิกโพล่งทันทีที่เห็นว่าร่างสูงยกแก้วเหล้านั้นขึ้นดื่ม

          “ไม่มีเหล้าแล้ว” เขาว่าพลางวางแก้วเปล่าลงตรงหน้าเราสองคน “จะมานั่งตักฉันหรือให้ฉันจับเธอมานั่งก็เลือกเอา”

          ถามจริงเถอะ..

          “ฉันไม่นั่งแล้วก็ไม่ทำอะไรทั้งนั้น จะกลับแล้ว ฝากเช็คบิลด้วย” บอกตามตรงว่าหมดอารมณ์เล่นแล้ว ดูนิสัยเขาสิ มันน่านัก

          ตาที่แล้วฉันยอมเปลืองตัวเข้าไปจูบเขานั่นก็แค่เพื่อลบคำสบประมาทนั่นแหละ รู้ไหมว่าฉันต้องหน้าด้านหน้าทนขนาดไหน อย่าลืมว่าที่นี่คือ After Death รอบข้างมีคนเดินผ่านไปผ่านมาเต็มไปหมด

          “สุภัสรดาคนเมื่อกี้ไปไหนแล้ว” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับศึกรักทันทีที่ถูกเขาเรียกชื่อจริง “จูบได้ แต่แค่นั่งตักยังทำไม่ได้”

          “...”

          “อ่อน”

          หนึ่งสิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดคือคำดูถูกและการสบประมาท ถ้าให้เดาศึกรักคงดูออกเลยคิดจะยั่วอารมณ์คุกรุ่นในใจฉัน

          เหอะ คิดว่าได้ผลหรือไง

          “ใช่ ฉันมันอ่อน” ฉันเหยียดยิ้มกลับไป เรากำลังลอบสังเกตกันและกัน “แต่จูบกับนั่งตักมันเหมือนกันที่ไหน อยากได้คนนั่งตักก็ไปหาเอาสิ แถวๆนี้ก็น่าจะมี”

          จูบก็แค่เสี้ยววินาที แต่นั่งตักนั่นมันแปลว่าฉันต้องทนกับสายตาคนรอบข้างจนกว่าเขาจะยอมให้เป็นอิสระเลยไม่ใช่เหรอ

          “แถวนี้? เธอไม่ใช่?”

          “อลินไง ก่อนหน้านี้ก็เห็นนัวเนียกันอยู่ไม่ใช่เหรอ” ก่อนหน้านี้หลังจากฉันออกไปรับโทรศัพท์และกลับเข้ามาก็พบว่าสองคนนั้นกำลังคุยอะไรกันสักอย่าง

          ดูก็รู้ว่าไม่ใช่แค่คุยธรรมดาแน่ๆ

          ..ให้ตาย หงุดหงิดชะมัด

          “ไม่อยากได้” เขาว่าพลางใช้เท้าสะกิดเท้าฉันคล้ายกับกำลังให้สัญญาณ “เร็ว กฎคือกฎ”

          “...”

          “กลัวอะไร ไม่มีใครสนใจหรอก”

          “นายมันหน้าด้านหน้าทนไง” ฉันถลึงตา ส่วนปลายเท้าก็กำลังตรึงเท้าของศึกรักไว้ ถึงจะออกแรงกดทับแรงแค่ไหนแต่เขากับไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ

          ใบหน้านั่นยังคงเรียบนิ่ง แววตาดุดันนั่นก็ด้วย

          “สรุปจะยอมนั่งดีๆหรือ..”

          “แค่นั่งก็จบใช่ไหม?”

          “...”

          “ดี”

          ฉันลุกขึ้นก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะและค่อยๆนั่งลงบนตักอย่างที่เขาว่า แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ตักศึกรักหรอก..เป็นผู้ชายโต๊ะข้างๆ

          “ขออยู่แบบนี้แป๊บนึงนะคะ” ฉันเอี้ยวตัวไปกระซิบผู้ชายใต้ร่างพลางเหลือบตามองศึกรักที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

          ก็แค่กวนประสาทเขานิดหน่อย สนุกดี

          เสียงเพลงในผับดังกระหึ่มขึ้นเป็นจังหวะ ฉันเห็นว่าศึกรักลุกขึ้นยืนและเดินตรงมาทางนี้ก่อนจะคว้าข้อมือฉันเอาไว้พร้อมกับดึงเข้าหาตัว..

          “บอกว่าห้ามอ่อย”

          “...”

          “ไม่รู้จักจำ” แรงบีบรัดที่ข้อมือมากขึ้นทำให้ฉันเผลอเบ้หน้า

          มือเขาเย็น..เย็นมาก

          “เดี๋ยวก่อนสิ” น้ำเทียงฉันกระท่อนกระแท่นและคาดว่าเขาคงไม่ได้ยินเพราะตรงนี้คนค่อนข้างหนาแน่น มีเสียงโหวกเหวกดังไปทั่ว ไม่เหมือนกับจุดที่เรานั่งอยู่ด้วยกันเมื่อกี้นี้

          กระทั่งปล่อยให้ตัวเองถูกศึกรักลากออกมาจนถึงด้านนอก ฉันถึงได้เริ่มต่อต้าน

          “ปล่อยได้แล้ว!” คราวนี้มันได้ผล แรงบีบรัดที่ข้อมือค่อยๆคลายลง “ฉันจะกลับเข้าไป..”

          ฉันหันหลังสะบัดตัวทำท่าจะเดินกลับเข้าไปใน After Death ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าก็ถูกร่างสูงรั้งเอาไว้อย่างที่คิด

          เขาทำเหมือนว่าฉันเป็น‘ของเขา’

          ทำเหมือนว่าไม่ว่ายังไงสุดท้ายแล้วฉันก็ต้องวนกลับมาที่เขา

          “ไปไหน” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความคุกรุ่นภายในใจ “จะกลับไม่ใช่?”

          “ฉัน..จะกลับเข้าไปเอาเสื้อคลุม”

          “ทิ้งไว้แม่ง” การตัดบทอันแสนเยือกเย็นกับแววตาดุดันที่จ้องเขม็งมาทำให้ฉันเผลอลอบกลืนน้ำลายลงคอไปหนึ่งอึก

          ไม่เห็นจะต้องมองเหมือนจะกลืนกินกันแบบนั้น

          “เหอะ อารมณ์เสียนักหรือไง”

          “เห็นเป็นแบบนั้น?” เรียวคิ้วเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย จังหวะนั้นเองศึกรักก็เอื้อมมาเกลี่ยเส้นผมที่ระต้นคอฉันออกก่อนจะทาบนิ้วหัวแม่มือลงบนริมฝีปาก “อืม อารมณ์เสียมาก”

          “...”

          “กำลังระงับอารมณ์อยู่” ฝ่ามือหนาค่อยๆเลื่อนขึ้นมาลูบผิวข้างแก้มฉันด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา

          คล้ายจะหงุดหงิดก็จริง แต่ก็มีความงัวเงียผสมอยู่

          “ฉันแค่กวนประสาทนายกลับบ้างก็เท่านั้น” ฉันเอ่ยออกไปพลางเหลือบมองปลายนิ้วเขา ศึกรักนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ฉันตัดสินใจโต้กลับไปแบบนั้น

          “เก่งดี” เขาว่าก่อนที่ท่อนแขนแกร่งจะโอบเอวฉันเข้าหาตัวในคราเดียว แรงกระแทกทำให้แผงอกเขาเสียดสีกับเนินอกฉันอย่างเลี่ยงไม่ได้

          “...”

          “เธอทำให้ฉันเกือบจะสติแตกตรงนั้น” ร่างสูงเกยคางไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่งพร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงอู้อี้แต่ก็พอจะฟังออก “ถ้าเกิดโดนไอ้นั่นมันลวนลามขึ้นมาจะทำยังไง”

          ‘ไอ้นั่น’ ที่เขาว่าคงหมายถึงผู้ชายคนที่ฉันเดินเข้าไปขอนั่งตัก

          ฉันได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้เขากระชับอ้อมกอดมากขึ้นจนร่างกายเราแนบชิดกันไร้ซึ่งระยะห่างแล้วก็แทบจะหายใจไม่ออกด้วยซ้ำ

          ที่ตรงนี้ค่อนข้างจะหลบมุมทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นที่ที่เราควรมายืนกอดกันแนบชิดแบบนี้

          “ศึกรัก ปล่อยฉัน” น่าแปลกที่บังคับน้ำเสียงให้กระโชกโฮกฮากอย่างที่ควรไม่ได้

          “...”

          “นี่..ฉันบอกว่าให้ปล่อยไง” ฉันย้ำเป็นครั้งที่สองทว่าเขากลับนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดตอบโต้ มีเพียงแค่เสียงกระซิบข้างใบหูเท่านั้นที่ดังขึ้น

          “ถ้าปล่อยแล้วเธอจะทำยังไงต่อ” เขาย้อนถาม ซึ่งในจังหวะนั้นอ้อมกอดก็ค่อยๆคลายลงจนในที่สุดเขาก็ยอมปล่อยฉันให้เป็นอิสระ “จะกลับเข้าไปอีกไหม?”

          “ฉันจะกลับคอนโด” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินผ่านร่างเขาออกมาโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง

          ..นาทีนั้นฉันไม่ได้สนใจเลยว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าวแค่ไหน

 

          ครึ่งชั่วโมงต่อมา

 

          “ด..เดี๋ยวก่อน” น้ำเสียงของฉันกระท่อนกระแท่น ดวงตาพล่ามัวเพราะแสงไฟที่แยงตา แผ่นหลังฉันสัมผัสกับเตียงนุ่มๆที่คุ้นเคย

          ที่นี่คือห้องฉันเอง

          ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วมากซะจนแทบจะเรียบเรียงไม่ทัน เรียกได้ว่าพอก้าวเท้าเข้ามาในห้องศึกรักก็เปลี่ยนเป็นคนละคนทันที

          ตอนนี้เขามันเหมือนเสือที่หิวกระหาย นี่มันราวกับว่าเขาพยายามอดกลั้นมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่ After Death แล้ว

          นัยน์ตาคู่นั้นที่กำลังจ้องมองฉันทำให้รู้ได้ว่าอีกไม่นานฉันคงจะได้กลายเป็นอาหารรสเลิศของผู้ชายตรงหน้า ใช่..ถึงจะไม่ชอบใจเท่าไหร่แต่มันก็ทำให้ฉันคิดแบบนั้น

          “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น” ร่างสูงโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูก่อนจะใช้ริมฝีปากขบเม้มเบาๆที่ติ่งหูจนฉันเผลอส่งเสียงที่น่าอายออกมา

          “อ๊ะ..”

          เวร เวรเถอะ

          ฉันสบถกับตัวเองในใจแต่ไม่รู้ทำไมถึงยังนอนแน่นิ่งแบบนี้

          ศึกรักค่อยๆผละออกก่อนที่เขาจะจ้องฉันอยู่นานหลายวินาที ไม่นานริมฝีปากเขาก็ขยับ “ปิดไฟก่อนไหม”

          “...” แม้ว่าฉันจะไม่ได้ตอบโต้อะไรแต่เจ้าตัวก็ลุกไปปิดสวิตซ์ไฟอยู่ดี

          รอบตัวมืดสนิทกระทั่งมีแสงสลัวจากโคมไฟที่ศึกรักเอื้อมไปเปิด ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

          ทำไมไม่มีความรู้สึกที่อยากจะผลักไสเลยนะ..

          “ฉันว่านายควรกลับไปนอนที่ห้อง” เสียงฉันแผ่วลงกว่าครึ่ง พึ่งรู้ว่าเสียงตัวเองแหบแห้งมากขนาดนี้

          “นอนด้วยกันดีแล้ว” ศึกรักโน้มหน้าลงมาเป็นเหตุให้ปลายจมูกเราแตะกัน “จะจูบ พร้อม?”

          “...”

          “ถึงเธอจะตอบว่าไม่พร้อมฉันก็จะจูบ” ว่าจบริมฝีปากหยักลึกก็ถูกทาบลงมาบนริมฝีปากฉัน แรงบดขยี้อยู่ในระดับที่พอดีซะจนทำให้รู้สึกหวิวในใจ

          เรียวลิ้นอุ่นร้อนสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก เพราะฉันไม่ได้ต่อต้าน ศึกรักก็เลยลุกล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย..บอกตามตรงว่าหัวสมองขาวโพลนไปหมด คิดอะไรไม่ออกแล้ว

          ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ว่าศึกรักพยายามจะถอดเสื้อผ้าของเราสองคนฉันถึงได้ประท้วงขึ้นมาเป็นคำว่า ‘อือ’ หนึ่งคำ

          แต่นั่นแหละ..ใช่ว่าเขาจะหยุดซะที่ไหน

          ริมฝีปากล่างฉันถูกขบเม้มและนวดคลึงอย่างหนักหน่วง ก่อนที่มือแกร่งจะค่อยๆเลื่อนต่ำลงมาจนถึงบริเวณเนินอก

          ศึกรักผละออกอย่างช้าๆ ลมหายใจเราเป่ารดกัน ไม่นานร่างสูงก็ฝังใบหน้าลงมาที่ซอกคอก่อนที่จะออกแรงขบเม้มเบาๆ

          “ศ..ศึกรัก” ฉันเรียกชื่อเขา เจ้าตัวที่ถูกเรียกชะงักไป

          “อะไร” เสียงเขาก็แหบแห้งไม่ต่างกัน

          “อย่า” วูบนั้นอยู่ๆก็รู้สึกอายที่จะพูดออกมา ทั้งที่ควรจะประท้วงตั้งแต่วินาทีแรกแต่กลับพูดไม่ออก “อย่าทำ”

          “ทำอะไร” ศึกรักย้อนถาม แสงสลัวจากโคมไฟทำให้เห็นว่ามุมปากเขากำลังยกขึ้น

          ควรจะด่าเขาว่าอะไรดี?

          “ทำแบบที่นายกำลังทำ” ฉันเบือนหน้าหนีไปด้านข้างเพราะไม่อยากมองหน้าเขาตรงๆ ไม่รู้ว่าเพราะหงุดหงิดหรือเขินอายกันแน่ “ฉันอึดอัด”

          “เธอไม่ได้อึดอัด เธออยาก” ศึกรักโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างใบหู เขาขยับตัวเข้ามากึ่งกลางหว่างขาฉัน มือข้างหนึ่งกำลังลูบไล้ทั่วหน้าท้องแบนราบ

          รู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยบินโหวงอยู่ในช่องท้อง

          “อ..อะไร”

          Rrr~ Rrr~

          จู่ๆเสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นราวกับรู้จังหวะ การสนทนาของเราสองคนหยุดชะงัก ศึกรักหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

          “โทรมาหาพ่อง” เขากดรับและกรอกเสียงลงไปก่อนจะโยนโทรศัพท์ไปอีกมุมหนึ่งของเตียงอย่างเกรี้ยวกราด

          เสียงกระทบดัง ‘ตุบ’ เมื่อกี้นี้ไม่ใช่ว่ากระเด็นตกไปแล้วหรอกเหรอ

          “นั่งตักฉันแบบที่เธอนั่งตักมัน ทำได้ไหม” ฉันไม่รู้ว่าศึกรักพูดอะไรออกมาแต่ถ้าแปลความหมายของมันแล้ว ในเวลาแบบนี้..

          “...”

          On top

          “...”

          “พูดเล่น” เพราะฉันเงียบเขาถึงได้กลับคำอย่างติดตลก ทว่าประโยคต่อมาของเขากลับทำให้ฉันอึ้งหนักกว่าเดิม “เดี๋ยวฉัน On top เอง”

          “ฉัน..ฉันไม่พร้อม” ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะ แต่ในตอนนี้ฉันอยากจะตีปากตัวเองจริงๆ

          พูดอะไรแบบนั้นออกไปได้ยังไงกัน

          “หึ” เสียงแค่นหัวเราะในลำคอทำใบหน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าได้ยินไปแบบนั้นศึกรักจะคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วบ้าง “ไม่ได้จะใส่เลย”

          “...”

          “ค่อยเป็นค่อยไป ใจเย็นๆ”

          คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เข้าใจคำพูดพวกนั้น แต่ไอ้ที่ว่า‘ใจเย็นๆ’นั่นมันหมายความว่ายังไง

          ให้ตายสิ..คิดอะไรไม่ออกแล้ว

          หลังจากนั้นฉันก็ยอมปล่อยให้ตัวเองนอนแน่นิ่งโดยที่มีศึกรักคร่อมอยู่ด้านบน และตอนนี้เขาเปลือยท่อนบน ส่วนฉันมีเพียงบราเซียร์กับอันเดอร์แวร์ปกคลุมร่างกาย

          แสงไฟสลัวทำให้เห็นหน้าท้องของศึกรักที่อยู่ในระดับสายตาพอดี แม้ว่าจะไม่ได้มีซิกแพคแน่นอย่างพวกนักกล้ามแต่ก็มีให้เห็นบ้างพองามตา

          แล้วก็ช่วงเชิงกรานนั่น..

          “มองอะไร” เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งที่ไม่ว่าใครได้ยินก็ต้องบอกว่าเซ็กซี่ และใช่..อยู่ๆฉันเองก็คิดแบบนั้น

          “...” ว่าแต่ว่ากำลังมองอะไร?

          ไม่สิ ควรจะถามว่าทำอะไรอยู่มากกว่า

          แล้วนั่น ซองเล็กๆที่อยู่ในมือเขานั่นมัน..

          “เซียร์ สุภัสรดา” เขาเรียกชื่อฉัน ขณะเดียวกันมือแกร่งก็เอื้อมมาแตะที่สะโพกชวนให้รู้สึกวูบวาบ “ตอนนี้สำหรับเธอฉันเป็นอะไร”

          “...” ฉันเงียบ คำถามนั้นทำเอาไปต่อไม่ถูก ทำไมจู่ๆถึงนึกถามขึ้นมาล่ะ

          “ตอบ”

          “เป็นมากกว่าคนรู้จัก” แต่ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่แฟน ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น

          มันเป็นสถานะที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ให้คำตอบกับความสัมพันธ์ของเราสองคนไม่ได้เลย

          “อยากเป็นแฟน” ฉันแทบจะสะดุ้งโหยงเมื่อถูกกระซิบที่ข้างหูด้วยประโยคนั้น ฝ่ามือข้างที่ลูบไล้อยู่บริเวณสะโพกก็ค่อยๆเกี่ยวอันเดอร์แวร์ลง “ได้ไม่ได้?”

          “...”

          “ยังไม่ต้องตอบตอนนี้”

          “...”

          “ไว้ตื่นเช้าค่อยตอบ”

          **CUT** [น่าจะรู้แล้วนะว่าหาอ่านได้ที่ไหน จะลงให้ไม่เกินสองทุ่มของวันที่ 29 ธันวา 62 จ้า]



..........

......

-Taล์ค-

เอาล่ะ..สุภัสรดาของเราจะตอบว่าอะไรนะ

ไหนลองนับประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักซิ55+

ใครรอฉากคัทเจอกันพรุ่งนี้จ้า ไม่เกินสองทุ่มนะ ที่เดิมม

ไม่คอมเมนต์ก็ไปปั่นแท็กใน twitter นะ จุ๊บ

ปล.คำผิดยังไม่ได้เช็คนะ รีบมากพึ่งถึงบ้าน กลัวดึกแล้วไม่มีคนอ่าน ฮาาา

--------------------

*สภาพเซียร์ตอนหนีไปเต้น


;คุณเขาไม่หึงก็บ้าแล้วว




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 489 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #550 PinkZa547 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 20:01
    2ทุ่มเเล้ว ยังไม่ได้อ่านเลยยย
    #550
    0
  2. #548 SoulTun (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 12:35

    skip ไปตอน 2ทุ่ม ณ บัดนาว

    #548
    0
  3. #547 ME-RARY (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 11:53

    เตรียมวาปเลยจ้าาา
    #547
    0
  4. #546 Filmyong (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 10:42
    งื้ออ​

    รู้ใจตัวเองสักที​ พลีสสส
    #546
    0
  5. #545 Jan_daa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 10:09
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png งิิ้ิิ้ออออออ
    #545
    0
  6. #544 เย้เฮ้ท (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 23:31
    งื้อออ
    #544
    0
  7. #543 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 22:44
    ขอเม้นก่อน ไม่ไหว เห็นคำว่าcutหน้าตอนแล้วใจมันสั่น
    #543
    0
  8. #542 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 22:38
    อร้ายยยยย
    #542
    0
  9. #541 ๋JJJJ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 12:48

    ฮึ นั่นไง เอาแล้วไง

    #541
    0
  10. #540 Princess48 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 11:58
    เซียร์ท้าทายอำนาจมืดซะแล้ว เดี๋ยวปั๊ดให้ศึกรักจัดการเลย
    #540
    1
    • #540-1 Noonaacc(จากตอนที่ 23)
      28 ธันวาคม 2562 / 22:55
      รออออออออ
      #540-1
  11. #539 ME-RARY (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 16:50
    55555555
    #539
    0
  12. #538 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 22:47
    เอาแล้วๆ
    #538
    0
  13. #537 Moonoy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 19:07

    ซึนทั้งคู่เลย555

    #537
    0
  14. #536 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 18:58

    แต่งค่ะ พร้อมแต่งมาก555555
    #536
    0
  15. #535 SoulTun (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 18:41
    เซียร์ร้ายกาจมากจ้าจังหวะนะ คือถ้ากลับบ้านไปขอให้ศึกรักตีให้เข็ดเลยนะ // ว่าแล้ววันนี้ต้องอัพเพราะปล่อยเพลงพอดี
    #535
    0
  16. #534 Frongkanokpan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 17:52
    รักกันได้แล้วว
    #534
    0
  17. #533 Icepvnsrk (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 22:19
    รอออออออนะคะ
    #533
    0
  18. #532 yeenyyn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 23:12
    หึงกันไปหึงกันมา น่ารัก
    #532
    0
  19. #531 SoulTun (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 13:40

    เขางอนกันอีกแล้ว ดีกันแปปๆเอาอีกแล้ว

    #531
    0
  20. #530 gxily (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 23:30
    โง้ย หึงไปหึงมาาา
    #530
    0
  21. #529 firstzy93 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 23:04
    ค้างอ่ะ
    #529
    0
  22. #528 pannaray2122 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 22:41
    ค้างอีกแล้ววว รีบมาต่อนะไรท์ ค้างบ่อยไม่ดี 😅😂
    #528
    0
  23. #527 Tawan_khaphithun (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 22:37
    พอจะไปกันได้ด้วยดีกลับ มีมารพจนมาคัดตลอด
    #527
    0
  24. #526 nnnjaykaybunny (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 22:36
    เขาหึงกันนนน
    #526
    0
  25. #524 Jan_daa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:42

    รอ ๆ น่ะ แต่เปิดมาแค่นี้ กว่าจะมาอัพ อาจลงแดงก่อน 555

    ระหว่างนี้ก็อ่านย้อนไป ย้อนมา https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-12.png

    #524
    0