เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 22 : Chapter 18 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..ไม่มั่นใจ• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,613
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 384 ครั้ง
    23 ก.พ. 63

ติด #ศึกรักเซียร์ ใน twitter เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับนิยาย



Chapter 18
เพราะ..ไม่มั่นใจ
.....
...


          “ที่ถามเมื่อวาน..”

          “...”

          “ชอบ” เพียงแค่คำคำเดียวสั้นๆก็สามารถทำให้ฉันชาวูบไปทั่วทั้งร่างกาย หัวใจที่เต้นระรัวดูเหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ

          เมื่อวาน..

          ฉันถามเขาว่า ‘ฉันเป็นอะไรสำหรับนายกันแน่’

          “อย่ามาล้อเล่นเรื่องแบบนี้กับฉัน” ฉันรีบชักมือกลับมาในทันที ในใจตอนนี้มันกำลังเอียงเอนไปทาง‘ไม่เชื่อ’ซะส่วนใหญ่ คงเพราะว่าเป็นเขานั่นแหละฉันถึงบอกกับตัวเองว่าห้ามเชื่อเด็ดขาด

          “ที่บอกว่าคิดถึงไม่ได้พูดเล่น” ศึกรักขยับปลายเท้าเข้ามาประชิด จากเดิมที่ใกล้กันอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งใกล้มากขึ้นกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างเราเป็นเพียงแค่กระดาษกั้น ชิดมาก..ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ปัดเป่าอยู่เหนือหัว “เมื่อกี้ก็เหมือนกัน”

          “โกหก” ฉันก้าวเท้าถอยหลัง เสียงเริ่มแผ่วลง หูเริ่มอื้ออึงไปหมด

          “มาด้วยกันหน่อย” สิ้นเสียงนั้นร่างฉันก็เซถลาไปตามแรงที่ถูกลาก ศึกรักคว้าข้อมือฉันเอาไว้ได้ก่อนจะพาเดินออกมานอกห้องไปตามทางเดิน กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิฟต์ของโรงแรม

          “ปล่อยได้แล้ว!” ทั้งที่พยายามจะแกะมือเขาออกแต่ว่ามันก็ไร้ประโยชน์

          “...” ศึกรักไม่ได้โต้ตอบ เขายังคงเงียบจนกระทั่งลิฟต์มาถึง ร่างฉันถูกลากเข้าไปด้านในอย่างง่ายดาย ในนั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็มีคนอื่นรวมอยู่ด้วย

          ฉันเงียบ เขาเงียบ ที่ได้ยินตอนนี้มีเพียงเสียงสัญญาณจากลิฟต์เท่านั้น

          อะไรของเขา..จะพาฉันไปไหนอีก

          “เดี๋ยวสิ นายยังไม่บอกฉันเลยว่าจะไป..”

          “ชายหาด” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบได้ประโยคเขาก็ชิงพูดตัดหน้าซะก่อน นัยน์ตาคมกริบหันมาจ้องหน้าฉันเพียงเสี้ยววิก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับไป “จะพาไปเดินเล่นริมหาด”

          เดินเล่นริมหาด?

          เข้าใจอยู่ว่าโรงแรมตั้งอยู่ใกล้ชายหาด แต่เดี๋ยวสิ..

          “รู้มั้ยว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว?” หว่างคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน ตอนนี้เรายืนอยู่กลางทางเดินล็อบบี้ที่มีคนเดินผ่านไปมาประปราย ไม่มีใครมองมาทางนี้แต่ไม่รู้ทำไมฉันกลับรู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

          “รู้” คำตอบอันแสนราบเรียบ ใบหน้าอันแสนเรียบนิ่ง..บอกตามตรงว่าเอียนจะแย่ “เมื่อกี้พลาดไป”

          “...” ฉันเงียบ

          “บอกแบบนั้นคงไม่เชื่อ” แรงบีบที่ข้อมือค่อยๆคลายลง สัมผัสอุ่นร้อนพวกนั้นจางหายไป เขาปล่อยมือจากฉัน เรายืนจ้องหน้ากัน “ริมหาดเป็นไง?”

          “บ..บอกอะไร” น้ำเสียงฉันกระท่อนกระแท่น ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นพวกนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่

          ประหม่า? เขินอาย? ไม่สิ..ต่อต้าน?

          ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ก็ยังจะถามออกไป..โง่เง่าสิ้นดี

          ไม่นานศึกรักก็พาฉันออกมาจากโรงแรมจนมาถึงริมชายหาดจนได้ เพราะเป็นตอนกลางคืนก็เลยไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร่ จะเรียกว่าแทบไม่มีคนเลยก็ได้ พอมองดูรอบๆแล้วทะเลที่นี่แม้ว่าจะเป็นตอนกลางคืนแต่ก็ยังคงสวยในสายตาฉัน

          “ชอบ” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงคลื่นที่กระทบชายฝั่ง และแม้ว่ามันจะดังขึ้นพร้อมกันแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันได้ยินผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว ฝ่ามือหนากำลังประคองใบหน้าฉัน เส้นผมที่ไม่ได้ถูกรวบให้เรียบร้อยปลิวไปตามแรงลม

          “ไม่ว่าจะพูดที่ไหนผลลัพธ์มันก็เหมือนๆกัน ฉันไม่มีทางเชื่อนาย” บอกตามตรงว่าฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้าง

          “...”

          “ชอบฉันเหรอ? อย่ามาตลกหน่อยเลย” ฉันยังคงเลือกที่จะต่อต้าน ไม่ยอมรับหรอกเรื่องแบบนั้นน่ะ

          แต่เดี๋ยวสิ ฉันอาจจะลืมอะไรไป..

          เขาแค่บอกว่าชอบฉัน ไม่ได้หมายความฉันจะต้องชอบเขาซักหน่อย

          “ต้องบอกยังไง” ฝ่ามือข้างที่สัมผัสผิวข้างแก้มฉันค่อยๆเลื่อนต่ำลงไปจนถึงคาง กลายเป็นว่าตอนนี้เขากำลังเชยคางฉันอยู่ ลมยิ่งแรงเท่าไหร่ เสียงคลื่นยิ่งดังมากเท่าไหร่ หัวใจฉันก็ยิ่งเต้นระรัวมากเท่านั้น “จูบมั้ย..แล้วไงต่อ?”

          จูบ? จูบงั้นเหรอ?

          “ด..เดี๋ยว” ยังไม่ทันได้พูดอะไรริมฝีปากหยักลึกก็ถูกทาบลงมาปิดปากซะแล้ว ใบหน้าฉันเห่อร้อน ฝ่ามืออีกข้างกำลังสอดเข้าไปขยุ้มเรือนผมฉันบริเวณท้ายทอย

          แรงบดขยี้ที่เกิดขึ้นอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าวันนึงจะต้องมาจูบกับใครซักคนริมชายหาดแบบนี้ แล้วก็ไม่น่าเชื่อด้วยว่าจะเป็นผู้ชายที่ชื่อศึกรัก

          เขามันหน้าไม่อายจริงๆ อย่างน้อยก็ควรจะมีความละอายซะบ้างสิ

          ริมฝีปากล่างฉันถูกขบเม้มอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นการลุกล้ำเข้ามา ฉันเกลียดตัวเองจริงๆที่ยอมให้เขาทำอะไรตามใจชอบทั้งๆที่รู้ตัวว่าควรจะต่อต้าน ทุกจังหวะที่ปลายลิ้นเราแตะกันฉันบอกตัวเองเสมอว่ารีบผลักเขาออกให้พ้นๆได้แล้ว

          แต่ความคิดพวกนั้นก็ถูกปัดเป่าทิ้งไปราวกับโดนพายุลูกใหญ่พัดปลิว

          เรายืนจูบกันอยู่อย่างนั้น ฟังเสียงคลื่นที่กระทบฝั่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นระรัว สัมผัสถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน กระทั่งเหมือนเขาจะพอใจจึงผละออกจากริมฝีปากก่อนจะค่อยๆเคลื่อนริมฝีปากตัวเองไปประทับลงบริเวณใจกลางหน้าผากของฉัน

          ลมหายใจฉันสะดุด หัวสมองขาวโพลนอย่างบอกไม่ถูกราวกับกำลังโดนอำนาจอะไรบางอย่างครอบงำ

          ฉันเคยเห็นข้อความทำนองว่า ‘อย่าปล่อยให้คนที่รู้สึกดีด้วยมาจูบหน้าผาก เพราะจะทำให้เราจดจำเขาตลอดไป’ จากเว็บไซต์หนึ่งผ่านๆ

          ..ไม่หรอก ก็ฉันไม่ได้รู้สึกดีกับเขาซักหน่อย

          “รู้หรือเปล่าว่าเมื่อกี้ทำอะไรลงไป” ฉันยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนแทบจะทรุดลงไปนั่งกองลงบนพื้นทราย กับอีแค่จูบทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้ คิดแล้วก็น่าหงุดหงิดจริง

          “จูบ” ศึกรักตอบพลางเลียริมฝีปากตัวเองอย่างไม่แยแส

          “ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าจะทำยังไง นายอาจจะไม่แคร์ใครแต่ฉันไม่..” ฉันหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเพราะอยู่ๆก็รู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

          บ้าน่า น้ำตาเหรอ..?

          “...”

          “นายบอกว่าชอบฉันทำไม นายจูบฉันทำไม” ไม่รู้ทำไมฉันถึงพูดในสิ่งที่คิดออกมาจนหมด น้ำเสียงสั่นเครือพวกนี้ทำฉันอยากจะมุดหน้าหนีให้รู้แล้วรู้รอด

          แล้วไหนจะน้ำตาพวกนี้อีก เพราะอะไรล่ะ เพราะอะไรมันถึงไหลออกมา..

          ไม่เข้าใจ ฉันไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรซักหน่อย

          “...” ศึกรักยังคงเงียบ ทว่าจู่ๆท่อนแขนแกร่งก็คว้าร่างฉันเข้าไปไว้ในอ้อมกอด

          “ทำไมล่ะ..เราเกลียดกันแบบเมื่อก่อนมันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงฉันอู้อี้ซะจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง ใบหน้าฉันฝังอยู่ที่แผงอกเขา กลิ่นสบู่อ่อนๆโชยมาเตะจมูก มันเป็นกินเดียวกันกับสบู่ที่ฉันเพิ่งจะใช้อาบเมื่อไม่นานนี้

          “เคยบอกแล้วว่าไม่ได้เกลียด” ศึกรักทำเพียงแค่กอดฉันไว้ ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ได้คิดจะผละออก อยู่แบบนี้นั่นแหละ ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมน้ำตามันถึงไหลออกมา “ต้องให้พูดอีกกี่รอบ”

          ความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว พยายามจะสลัดมันทิ้งตั้งหลายครั้งหลายหนแต่สมองกลับจำ

          “ฉันเกลียดนายนะ เกลียดจริงๆ” ไม่รู้ว่าทำไมตัวฉันในตอนนี้ถึงพูดคำนั้นได้ไม่เต็มปากเหมือนเมื่อก่อน

          ไม่สิ ฉันรู้..

          เพราะรู้นั้นแหละ

          “อือ” ฉันได้ยินเสียงครางในลำคอและเสียงหัวใจที่เต้นแรง ไม่รู้ว่ามันเป็นของเขาหรือของฉันกันแน่ “ไว้จะทำให้เปลี่ยนใจ”

 

          เช้าวันต่อมา

 

          เมื่อคืนนี้หลังจากกลับขึ้นมาที่ห้องฉันก็เผลอหลับไปโดยที่ไม่ทันได้ระวังตัว แต่พอตื่นเช้ามาก็พบว่าศึกรักที่น่าจะวนเวียนอยู่ในห้องกลับไม่อยู่แล้ว กระทั่งช่วงสายของวันก็ยังไร้วี่แววว่าจะกลับเข้ามา

          ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องดี..

          ฉันปรายตามองแป้นพิมพ์บนมือถือที่พิมพ์ค้างอยู่ตรงคำว่า‘นายอยู่ไหน’ และในจังหวะเดียวกันนั้นเสียงของคนข้างๆก็ทำให้ฉันต้องปิดหน้าจอโดยที่ยังไม่ทันได้กดส่ง

          “ก่อนกลับจะไปไหนกันก่อนเปล่า กูขี้เกียจรีบกลับ”

          “กูอยากกลับ ขี้เกียจอยู่” นี่เป็นเสียงเพลิง เขากำลังตอบคำถามไอ้โซน

          “ที่ไหนมีผัวคิงลัคกี้ไปหมดค่ะ” ลัคกี้พูดโดยไม่เกรงใจใครจนรสหวานที่อยู่ข้างๆต้องเอื้อมมือไปสะกิดเบาๆ แฟนตัวจริงของคิงน่ะก็ยืนอยู่ด้วยแท้ๆ “ฉันจะบอกอะไรให้นะยะหล่อน ผัวคิงน่ะฉันกินก่อนแล้ว!”

          “เอ่อ..ค่ะ” เฟรย์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปพยักหน้ารับ เธอปั้นยิ้มบางเบากลับมาตามมารยาท

          “ไอ้โชค” เพียงแค่คำคำเดียวสั้นๆของคิงก็ทำเอาบรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกไปหมดจนน่าขนลุก

          “ฮือ หยาบคาย หยายคายที่สุด!”

          “สรุปจะกลับเลยใช่มั้ย หรือยังไง?” นี่เป็นเสียงควีน ยัยนั่นปรายตามองพวกเราทุกคนอย่างช้าๆ “ฉันยังไงก็ได้ แล้วแต่พวกนาย”

          “ฉันอยากอยู่ต่อ แต่ถ้าจะกลับก็กลับ” ไอ้โซนตอบ

          “กลับ” ต่อมาก็เป็นคิง และตามด้วยเพลิง

          “ฉันกลับ”

          “โอเค งั้นเอาเป็นว่ากลับค่ะ!” ตบท้ายด้วยลัคกี้ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวกลม “มีข้อแม้ว่าลัคกี้จะกลับกับผัวเพลิงนะคะ”

          “ขากลับเดี๋ยวกลับด้วยกัน” วินาทีนั้นไอ้โซนเอี้ยวตัวมากระซิบที่ข้างหูในระหว่างที่คนอื่นๆกำลังคุยกัน ฉันหันหน้าไปหามันพลางขมวดคิ้ว “ปล่อยให้ไอ้คิงกับเมียมันกลับด้วยกันไป”

          “ฉันไม่อยากนั่งรถไปกับนายเลยโซน” ฉันทำหน้าเหม็นเบื่อ

          “เธอแม่ง..” มันสบถหยาบก่อนจะใช้ฝ่ามือโยกหัวฉันเบาๆ นี่ไม่ใช่การกระทำของคนที่กำลังเอ็นดู ตรงกันข้ามคือหมั่นไส้ต่างหาก “เลิกทำตัวเป็นเด็กๆได้แล้ว”

          “เงียบไปเลย” ฉันปัดมือมันออก น่ารำคาญจริง

 

          หลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยพวกฉันก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถของแต่ละคน สุดท้ายแล้วฉันก็ขึ้นรถมากับไอ้โซนจนได้ ตอนนี้ก็นั่งมาได้ซักพักแล้ว แต่ว่า..

          “นี่โซน ฉันว่านายรีบรับซักทีเถอะ หรือไปก็ปิดเครื่องไปซะให้จบๆ” ฉันกระแทกเสียง ช่วงห้านาทีที่ผ่านมามีคนโทรเข้ามาหามันไม่ต่ำกว่าห้าสายแล้ว แต่เจ้าตัวดันปล่อยเบลอโดยแทบจะไม่หยิบมือถือขึ้นมาดู

          “รับแทนที” มือถือเครื่องหรูถูกยื่นมาตรงหน้า รายชื่อที่โชว์หราอยู่บนจอทำให้ฉันแอบตกใจนิดหน่อย “มือไม่ว่าง ขับรถอยู่”

          “...” ฉันรับมันมาอย่างงุนงง

          มือไม่ว่างอะไรล่ะ ข้ออ้างแบบนั้นมันใช้ได้ซะที่ไหนกัน..ไอ้โซนมันก็แค่ไม่อยากจะรับโทรศัพท์ก็เลยโยนมาให้ฉันเพื่อตัดรำคาญซะมากกว่า

          “บอกด้วยว่าฉันไม่อยู่ ลืมมือถือไว้ที่เธออะไรก็ว่าไป” น้ำเสียงมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จะเรียกว่าดูเหนื่อยหน่ายก็ไม่เชิง ขนาดนั้นเลยหรือไง..

          [พี่โซนคะ ตอนนี้พี่อยู่ไหน] ทันทีที่กดรับสายและยกมือถือขึ้นแนบหูเสียงของปลายสายก็ดังขึ้นมาในทันที [น้องอยู่หน้าห้องพี่ค่ะ อย่าหลบหน้ากันเลยนะ]

          “...” ฉันเงียบ

          [..พี่โซน] น้ำเสียงตัดพ้อนั่นทำเอาฉันคิดหาคำพูดไม่ออก

          “เส้นไหม นี่พี่เอง” ใช่ ไม่ต้องตกใจ..คนที่โทรมาหามันก็คือเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ชื่อเส้นไหม ดูเหมือนจะมีปัญหาอะไรกันซักอย่างซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร

          [พี่เซียร์?] ปลายสายดูตกใจเล็กน้อย แต่แล้วน้ำเสียงก็กลับมาเป็นปกติ [พี่เซียร์อยู่กับพี่โซนเหรอคะ]

          ฉันเหลือบตามองไอ้โซนเล็กน้อย “เปล่า มันลืมมือถือไว้ที่พี่..เรามีธุระอะไรกับไอ้โซนมันหรือเปล่า”

          [งั้นถ้าเจอพี่โซนฝากบอกด้วยนะคะว่าให้โทรกลับมาหาที น้องจะรอนะ]

          “อือ” ฉันครางรับ ให้บอกมันก็ได้อยู่หรอกแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันจะทำตามหรือเปล่าแค่นั้นเอง ไม่งั้นมันคงไม่ให้ฉันรับโทรศัพท์แทนแบบนี้

          ไอ้โซนรับมือถือคืนไป มันปรายตามองยังหน้าจอเล็กน้อยก่อนจะเก็บไว้ดังเดิม

          “น้องเขาบอกว่าอยู่หน้าห้อง กำลังรอนายอยู่ ให้นายโทรกลับด้วย” ฉันบอกไปตามที่ได้ยินมา ไอ้โซนพยักหน้ารับแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร “มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า น้องเขาบอกว่านายหลบหน้า ปกตินายเป็นงั้น?”

          เท่าที่เห็นเวลามันมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับผู้หญิงสักคนมันจะไม่สานต่อและถ้าหากถูกตามตื๊อมันจะใช้การเจรจาจนอีกฝ่ายยอมถอยห่างออกไปเอง

          ..ไม่ใช่การหลบหน้า

          “ไม่ได้หลบหน้า เส้นไหมคิดไปเองทั้งนั้น” มันตอบกลับอย่างราบเรียบ ดูเผินๆอาจจะเหมือนไม่มีอะไร แต่.. “ก็มาทะเลจะไปเจอกันได้ไงวะ ฮ่าๆ”

          หัวเราะกลบเกลื่อนอีกแล้ว

          ช่างมันแล้วกัน จะถือซะว่าไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน

          หลังจากนั้นบนรถก็เงียบกริบไร้ซึ่งบทสนทนา มีเพียงเสียงเพลงจากวิทยุที่พอจะทำให้ไม่เงียบจนเกินไป

          อย่างเพลงที่เปิดอยู่ตอนนี้เป็นเพลงโปรดฉัน มันดำเนินมาเรื่อยๆจนเกือบจะจบเพลงอยู่แล้ว วูบนั้นฉันนั่งคิดอะไรเพลินๆแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้

          “นี่โซน ถามอะไรหน่อย”

          ไม่รู้ทำไมอยู่ๆก็นึกอยากจะถาม อาจเพราะถ้าเป็นเรื่องแบบนี้มันน่าจะพอคำตอบฉันได้ก็ได้มั้ง..

          “อืมๆ ว่า?” มันครางรับพลางพยักหน้าเล็กน้อย

          “ถ้านายจะต้องบอกชอบผู้หญิงสักคนนายจะทำยังไง” ฉันปรายตามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของมัน ไอ้โซนดูเหมือนจะชะงักไปในวินาทีที่ได้ยินคำถาม “หมายถึงว่านายจะใช้คำพูดยังไง จะบอกชอบที่ไหน..นายเป็นผู้ชาย น่าจะให้คำตอบฉันได้”

          “ฉัน?” มันหันมาเลิกคิ้วพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังตามมา “ก็คงบอกแค่ว่าชอบมั้ง ฮา”

          “คำเดียวสั้นๆ?”

          “ไม่รู้ดิ ฉันรู้สึกว่าแค่พูดมันออกมาก็คงจะพอแล้วมั้ง” นิ้วมือเรียวยาวของมันกำลังไล้ไปตามขอบพวงมาลัยรถยนต์ ฉันมองตามพลางนึกถึงสิ่งที่ศึกรักพูดเมื่อคืนนี้ “ว่าแต่ถามทำไม?”

          “ฉันแค่อยากรู้ว่าผู้ชายเขาบอกชอบกันยังไงก็แค่นั้น”

          จังหวะนั้นไอ้โซนปรายตามามองหน้าฉันก่อนจะครางคำว่า ‘อ๋อ’ ออกมาและหันหน้ากลับไปดังเดิม..

          “ผู้ชายแต่ละคนมันก็ไม่ได้เหมือนกันหมดหรอก” มันว่า “บางคนก็แม่งโรแมนติกจนหวานเลี่ยนเลย”

          “แล้วถ้านายคิดจะบอกนายจะบอกเลยหรือเปล่า” ฉันยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง ไม่สิ เรียกว่าพึมพำจะดีกว่า “นายคงไม่นัดไปดินเนอร์แล้วเซอร์ไพรส์อะไรแบบนี้หรอกจริงมั้ย”

          เคยเห็นในซีรี่ส์ แต่นั่นคงไม่ใช่แนวหรอกมั้ง

          “ไม่รู้ดิ คงต้องรอให้มีอะไรดลใจก่อนมั้ง” วูบนั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถค่อยๆชะลอตัวเพราะสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองพอดี “ว่าแต่ถามไปทำไมวะ?”

          “...” ฉันเงียบ

          “อย่าบอกนะว่าไอ้ศึกรัก..” น้ำเสียงไอ้โซนเหวอไปเล็กน้อย มันหันหน้ามามองฉันในวินาทีที่รถหยุดนิ่งเพราะสัญญาณไฟจราจร “แม่งบอกว่าชอบเธอไง?”

          “ถ้าตอบว่า‘ใช่’นายจะทำยังไง” ถึงท่าทีของฉันจะดูไม่ได้คาดหวังเอาคำตอบสักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้สิ..ลึกๆในใจก็รู้สึกแอบหวั่นเหมือนกันว่าจะได้ยินคำตอบแบบไหน

          “คิดว่าอย่างฉันจะทำอะไรได้หรือไงวะ” ไอ้โซนยกมือขึ้นเกาหัวจนผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงก่อนจะเบ้หน้าและพูดต่อว่า “รสนิยมมันคง‘ประหลาด’น่าดู”

          ฉันได้แต่นั่งเงียบและคิดตาม..

          ประหลาด?

          “หมายความว่าไงโซน” เรียวคิ้วฉันกระตุก

          “ถ้าเกิดมันคิดอย่างที่พูดจริงเธอก็ควรจะขอบคุณสักหน่อย” ไอ้โซนหันมายกยิ้มใส่ฉัน คำพูดทีเล่นทีจริงพวกนั้น..อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากจะใส่ใจอะไรเท่าไหร่หรอก

          แต่ถ้าแปลความหมายของมันแล้วไม่ใช่ว่ากำลังด่าฉันอยู่เหรอ

          “ถึงไอ้ศึกรักมันจะพัวพันกับผู้หญิงเยอะแยะแต่มันไม่ใช่ประเภทที่บอกชอบใครพร่ำเพรื่อ” มันหันหน้ากลับไปดังเดิมและเป็นฉันที่เบือนหน้าไปมองมัน “มันไม่เล่นกับความรู้สึกคน”

          “...”

          “..แต่อย่าไปรู้สึกด้วยจะดีกว่า”

          “นายพูดเหมือนกับว่ารู้จักหมอนั่นดีเลยนะ” ฉันแค่นหัวเราะในท้ายประโยค โยนหัวข้อสนทนาที่แล้วทิ้งไปจนหมดสิ้น

          อย่าไปรู้สึกด้วยจะดีกว่างั้นเหรอ?

          ..ถึงนายไม่บอกฉันก็รู้ดี

          “ก็พอตัว” ไอ้โซนไม่ปฏิเสธ นั่นถือว่าเรียกความสงสัยจากฉันได้เล็กน้อย คำตอบนั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะได้ยิน “บอกแล้วไงว่าสันดานมันก็เหมือนฉัน..ช่างแม่งเถอะ”

          “คงไม่ใช่ว่าเกลียดขี้หน้ากันจนรู้สันดานกันดีหรอกนะ” ลองคิดดูสิ คนที่ไม่ถูกกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจะรู้นิสัยกันและกันน่ะ

          จริงอยู่ที่มันก็อาจจะมี แต่คำว่า‘ก็พอตัว’ที่หลุดออกมามันทำให้ฉันไม่คิดอย่างนั้น

          พอคิดๆดูแล้วฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับไอ้โซนช่วงมอปลายเลย อาจเพราะอยู่คนละโรงเรียนแล้วก็ไกลกันพอสมควรเลยทำให้ได้เจอกันแค่ที่บ้านเท่านั้น

          “เออ ก็เคยเป็นเพื่อนกัน” คราวนี้มันตอบแบบไม่ได้ใส่ใจอะไร

          “หืม ถามจริง?”

          “อืม” ไอ้โซนครางรับสั้นๆแถมยังห้วนจัด บอกตามตรงว่าเรื่องนี้ฉันพึ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ศึกรักเองก็ไม่เคยพูดถึง “ช่วงมอปลายแรกๆก็สนิทกันดี”

          “...” ฉันเงียบเพื่อรอจังหวะให้มันพูดต่อ

          “แต่ผู้ชายแตกกันมันเป็นเรื่องธรรมดา” ไอ้โซนยักไหล่ราวกับว่าไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก

          เรื่องธรรมดาเหรอ?

          เพื่อนที่เคยสนิทกันอยู่ดีๆก็เกลียดกันมันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ชายพวกนี้หรือไงกัน บอกตามตรงว่าเข้าไม่ถึงเลยจริงๆ..

          “นายทะเลาะกันเรื่องอะไรกันแน่” ฉันยังไม่เคยมีโอกาสได้ถามมันเกี่ยวกับเรื่องศึกรักอย่างเป็นจริงเป็นจังเลยสักครั้ง

          อะไรล่ะ อะไรที่จะทำให้ผู้ชายสองคนทะเลาะกันได้

          ..เรื่องผู้หญิงเหรอ

          ฉันแค่นหัวเราะในลำคอเมื่อพึ่งจะรู้ตัวว่ากำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับศึกรักมากเกินความจำเป็น เอาเถอะ..ยังไงถึงจะรู้ไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดี

 

          วันต่อมา

 

          “ไหนว่าอยากกลับเมื่อไหร่จะกลับ”

          “...”

          “แปลว่าอยากกลับแล้ว?” เสียงกระซิบที่แผ่วเบานั่นดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสที่ริมฝีปาก ศึกรักกำลังใช้นิ้วโป้งนวดคลึงริมฝีปากล่างฉัน..

          ถ้าถามว่าทำไมถึงมานั่งอยู่บนโซฟาด้วยกันแบบนี้ ก็คงต้องย้อนไปเมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน

          ฉันกำลังจะไปมินิมาร์ทและบังเอิญเจอศึกรักที่หน้าคอนโด หมอนั่นตามติดฉันตั้งแต่ตอนนั้น นอกจากจะตามไปมินิมาร์ทด้วยแล้วยังตามมาถึงในห้องอีกต่างหาก

          “ใจคอนายจะให้ฉันอยู่ที่นั่นเป็นเดือนเลยเหรอ” ฉันโต้กลับ

          เป็นความจริงที่ว่าฉันบอกเขาไปแบบนั้น แล้วก็ใช่..ฉันอยากกลับก็เลยกลับอย่างที่เขาว่า แค่นั่งเล่นริมหาดสองวันติดก็น่าเบื่อเต็มทน

          รู้สึกคิดผิดเหมือนกันที่เลือกไปทะเล แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น

          “เปล่า กลับก็ดี” ระหว่างที่พูดเรียวนิ้วของเขาก็ค่อยๆเลื่อนจากริมฝีปากผ่านผิวแก้มไปหยุดอยู่ที่บริเวณใบหู “ปกติไม่เคยเห็นใส่”

          ฉันใช้เวลาพิจารณาใบหน้าศึกรักเพียงเสี้ยววิก่อนจะปัดมือเขาออก ระยะห่างระหว่างเรามันน้อยเกินไป ฉันจำเป็นต้องถอยห่าง

          แล้วก็ที่พูดนั่นเขาคงหมายถึงต่างหูที่ฉันใส่อยู่

          จำได้มั้ย..ตอนนั้นที่ฉันกับศึกรักไปเดินถนนคนเดินด้วยกัน เขาซื้อต่างหูคู่หนึ่งให้ฉัน เป็นต่างหูรูปพระจันทร์เสี้ยว

          ตอนนี้ฉันใส่มันอยู่ นั่นคงทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย

          “นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันเปลี่ยนเรื่องทั้งที่ความวูบวาบยังจุกอยู่เต็มอก

          “ตอนเธอหลับ” คำตอบของเขาทั้งสั้นและห้วนจัด

          ฉันเข้าใจความหมายของประโยคที่เขาพูด เมื่อวานตอนเช้าฉันตื่นมาก็ไม่เจอศึกรักแล้ว แสดงว่าเขากลับไปก่อนหน้านั้น

          ตอนที่ฉันหลับ..

          แปลว่ากลับมาตอนกลางคืน

          “นายขับรถดึกดื่นไม่เป็นไรหรือไง”

          “แล้วเธอเห็นฉันเป็นอะไรหรือไง” เขาไม่ได้ทำแค่พูดแต่เอี้ยวตัวเข้ามาใกล้ด้วย ทั้งๆที่เมื่อกี้นี้ฉันพึ่งจะถอยห่างออกมาแท้ๆ

          “เห็นสิ” ฉันเค้นยิ้ม “เป็นโรคประสาท ฉันพูดถูกไหม”

          “นึกว่าจะตอบว่าเป็นแฟน”

          “...”

          “สักหน่อยไหม? เดี๋ยวขำให้” เรียวคิ้วเขาเลิกขึ้น แอบเห็นด้วยว่ามุมปากเองก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย

          “เชิญขำไปคนเดียวก็แล้วกัน” ฉันถลึงตาใส่เขาก่อนจะยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แล้วในวินาทีที่กำลังจะก้าวขากลับถูกศึกรักกระชากลงไปนั่งซะก่อน

          ..บนตัก

          “อะไรของนาย” ฉันทำท่าจะขัดขืน แต่ทว่า..

          “เดี๋ยว อย่าพึ่งขยับ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ร่างสูงหลุบตาต่ำ ทำเอาฉันเผลอหลุบตาต่ำตามลงไปมองช่วงหว่างขาของเขาเอง

          ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวทันทีที่รู้ว่าก้นฉันกำลังเสียดสีอยู่กับอะไร

          “น..นายก็รีบปล่อยฉันสิ!”

          ทั้งที่ฉันบอกเขาไปแบบนั้นแต่แรงกระชับอ้อมกอดกลับแน่นยิ่งขึ้นทวีคูณ “ไม่ถามต่อว่าทำไมฉันถึงกลับมาก่อน?”

          “ไม่ได้อยากรู้ ไม่จำเป็นต้องถาม” ในที่สุดฉันก็ต้องยอมนั่งอยู่นิ่งๆอย่างไม่ขัดขืน ในเมื่อไม่คิดจะปล่อยฉันก็จะนั่งทับเขาอยู่แบบนี้นั่นแหละ

          “ฉันทะเลาะกับพ่อ” วินาทีนั้นศึกรักขยับเข้ามากระซิบเสียงแผ่วข้างใบหู ร่างกายฉันชะงักในทันทีที่ถูกลมหายใจอุ่นร้อนปัดเป่า

          “...” ก็บอกว่าไม่ได้อยากรู้ไง

          อยากพูดออกไป..แต่เงียบไว้คงจะดีกว่า

          ออดดด~ ออดดด~

          จู่ๆเสียงออดหน้าห้องก็ดังขึ้นมา ฉันกับศึกรักต่างหันมามองหน้ากันก่อนที่เขาจะยอมปล่อยฉันให้เป็นอิสระราวกับว่าเมื่อกี้นี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

          ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมกับจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ปัดผมที่ปรกต้นคอไปไว้ด้านหลัง เดินออกมาเปิดประตูอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้เหลียวหลังกลับไป

          “เมื่อคืนฉันลืมกุญแจรถไว้ที่ห้องเธอหรือเปล่า” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาทันทีอย่างไม่รีรอ

          เป็นไอ้โซนนั่นแหละ..ก็มีแค่มันที่จะโผล่มาแบบนี้

          “อืม อยู่ข้างทีวี เดี๋ยวไปหยิบให้”

          เมื่อคืนนี้มันมานั่งดูหนังที่ห้องฉันจนดึกดื่น พอกลับไปก็ดันลืมกุญแจรถเอาไว้อย่างที่เห็น คิดไว้แล้วล่ะว่าวันนี้มันจะต้องกลับมาเอาแน่

          แต่เดี๋ยว มันจะมาตอนไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตอนนี้สิ

          ฉันได้แต่บ่นอยู่ในใจและเดินกลับเข้ามาในห้อง อยากจะบอกศึกรักว่าให้ลุกไปนั่งตรงอื่นแต่ก็ต้องเงียบไว้ เขาเองก็ดูเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เลือกที่จะไม่พูดเช่นกัน

          ฉันเดินไปหยิบเอากุญแจรถที่วางอยู่ข้างทีวีและในจังหวะที่หันกลับมานั้น

          ..ไอ้โซนก็เดินตามฉันเข้ามาในห้อง

          ที่บอกว่า ‘เดี๋ยวไปหยิบให้’ หมายความว่าให้มันยืนรอฉันอยู่ที่หน้าห้องไม่ใช่หรือไง เวรเถอะ

          “รับ” พูดจบฉันก็จัดการโยนกุญแจรถไปให้ไอ้โซนที่ยืนนิ่งอยู่ โชคดีที่มันรับเอาไว้ได้ทัน “รีบออกไปได้แล้ว”

          “เออๆ” มันพูดกับฉัน แต่สายตาดันจดจ่ออยู่กับศึกรัก

          ไอ้สายตาแบบนั้นของผู้ชายคงจะหมายความประมาณว่า ‘ทำไมมึงถึงมาโผล่หัวอยู่ที่นี่’..ล่ะมั้ง

          “แปลก” นี่คือคำพูดของฉันหลังจากที่ไอ้โซนเดินออกไป และภายในห้องเหลือแค่เราสองคน “แปลกจริงๆ”

          “อะไรที่ว่าแปลก” ศึกรักมองตามฉัน เขายังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม ส่วนฉันก็ยืนพึมพำอยู่ข้างโซฟา

          จะอะไรซะอีกล่ะ..

          “ไอ้โซน” ฉันทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาโดยที่เว้นระยะห่างจากเขาไว้พอสมควร “นายก็ด้วย”

          “ฉัน?” ศึกรักชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมกับเรียวคิ้วที่เลิกขึ้น เจ้าตัวไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้อย่างที่ชอบทำ สำหรับฉันนั่นถือเป็นเรื่องดี

          ที่ว่าแปลกนั่นหมายถึงว่าปกติแล้วถ้าเป็นศึกรักไอ้โซนไม่มีทางนิ่งเฉยแน่ แต่เมื่อกี้นี้มันอะไร..ราวกับว่าการที่ศึกรักนั่งอยู่ในห้องฉันเป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าสนใจยังไงอย่างงั้น

          โอเค ฉันควรจะคิดว่าดีแล้วนั่นแหละที่สองคนนั้นไม่ได้มามีเรื่องกันในนี้

          “ไม่มีอะไร” ฉันตัดบทเพียงแค่นั้น ศึกรักเองก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ

          กลายเป็นว่าเราสองคนต่างคนต่างเงียบ กระทั่งศึกรักทำลายความเงียบนั้นลงในไม่กี่นาทีต่อมา..

          “อยากดูหนัง”

          “...” ฉันละสายตาจากหน้าจอมือถือและมองหน้าเขาแค่ครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือต่อราวกับไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

          “อยากดูหนัง” เขายังคงพูดประโยคเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สอง

          และสิ่งที่ฉันตอบกลับไปก็คือ “อยากดูก็ดูสิ ใครห้ามนาย”

          มือถือเครื่องสีดำถูกยื่นมาตรงหน้า สิ่งที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอคือโปสเตอร์หนังเรื่องหนึ่งซึ่งฉันเองก็มีโอกาสได้เห็นผ่านๆเมื่อสองสามวันก่อน

          “ดูไม่ดู?”

          “ถามใคร”

          “เซียร์ สุภัสรดา”

          “นายรู้ชื่อฉันได้ไง?” นัยน์ตาฉันเบิกขึ้นเล็กน้อย แค่เล็กน้อยจริงๆ เพราะมันค่อนข้างน่าแปลกที่เขารู้เรื่องนี้

          “ชื่อเฟซเธอ” ศึกรักตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองฉัน เราจ้องตากันชั่ววินาทีหนึ่ง “สรุปจะไปไม่ไป?”

          เรื่องเฟซ..จะว่าไปถ้าจำไม่ผิดคุ้นๆว่าศึกรักเคยส่งคำขอเป็นเพื่อนมาอยู่เหมือนกัน แต่จนป่านนี้แล้วฉันยังไม่คิดจะกดรับเลย

          “ถ้าจะตอบว่าไม่ไปนายจะทำยังไง” มุมปากฉันยกขึ้น

          “อุ้มไป..มั้ง” เขาตอบแบบขอไปที ทว่าในประโยคต่อมาเขากลับขยับเข้ามาเบียดฉันมากกว่าเดิม “ลองดูไหม เร้าใจดี?”

          “เอาสิ”

          “...”

          “จะไปก็ไป”

 

          สองวันต่อมา

 

          สองวันก่อนฉันได้มีโอกาสไปดูหนังกับศึกรัก มันไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดี..ก็แค่ไปดูหนังธรรมดา

          เมื่อวานนี้ฉันขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่รู้หรอกว่าศึกรักไปหมกตัวอยู่ที่ไหน รู้อีกทีตอนค่ำเขาก็กลับมานั่งเล่นที่ห้องฉัน

          ส่วนวันนี้..

          “กินเยอะๆนะลูก กินเยอะๆเลยไม่ต้องเกรงใจ” คุณนิชชากำชับเสียงหวาน

          ตอนนี้ฉันกำลังร่วมโต๊ะอาหารกับที่บ้านของศึกรักโดยที่หมอนั่นเองก็นั่งอยู่ข้างๆ แม้แต่เส้นไหมเองวันนี้ก็อยู่ด้วย เรียกได้ว่าพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยทีเดียว

          ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ได้..คำตอบนั้นง่ายแสนง่าย

          ..ก็โดนลากมาน่ะสิ

          “ขอบคุณค่ะ” เป็นคำคำเดียวที่ฉันในตอนนี้สามารถพูดออกไปได้

          จะปฏิเสธน้ำใจก็อาจจะดูไม่ดี จะทำท่าดีใจเกินหน้าเกินตาก็ทำไม่ได้

          “แล้วเป็นไงบ้างช่วงนี้” แค่คุณนิชชาเกริ่นนำมานิดหน่อยฉันก็พอจะเดาได้แล้วว่าเธอกำลังจะพูดอะไรต่อ “ลูกชายแม่ทำอะไรให้หนูไม่โอเคหรือเปล่า”

          “แม่” ศึกรักเอ่ยเรียกผู้เป็นแม่เสียงเข้ม

          “จะคุยอะไรก็ค่อยคุยหลังกินข้าวเสร็จ” คุณไฟที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นมาอย่างเยือกเย็น

          หลังจากนั้นเราทุกคนก็กินข้าวกันโดยไม่มีใครพูดอะไร ซึ่งหลังกินเสร็จฉันก็ถูกคุณนิชชาเรียกเข้ามานั่งด้วยกันในห้องรับแขก

          “ดูเหมือนเจ้าชายมันจะเริ่มชินกับหนูแล้วนะ ดูสิ..นอกจากจะชินแล้วก็คงจะชอบด้วย”

          ฉันนั่งลูบขนเจ้าชายไปเรื่อยๆ ลูกหมาตัวนี้ดูท่าจะเป็นเจ้าชายสมชื่อจริงๆ จะกินอยู่สบายเกินไปแล้วมั้ง

          “ศึกรักบอกหนูว่าตัวนี้เขาเป็นคนตั้งชื่อให้..” เพราะนึกได้พอดีก็เลยพึมพำออกไป

          ในนี้มีแค่ฉันกับคุณนิชชา ศึกรักกับเส้นไหมยังอยู่ด้านนอก ส่วนคุณไฟออกไปคุยโทรศัพท์อยู่ที่สวนหลังบ้านตั้งแต่สิบนาทีก่อน

          “อ้อ ใช่” เธอครางรับพลางมอบรอยยิ้มที่นุ่มลึกมาให้ “ศึกรักบอกหนูแบบนั้นเหรอ?”

          “ค่ะ”

          “ดูสิ เป็นคนบอกว่าอยากซื้อแท้ๆแต่กลับให้แม่เป็นคนเลี้ยง..ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ” คุณนิชชาว่าพลางส่ายหัว แต่แล้วเธอก็ลุกจากโซฟาตัวยาวมานั่งข้างฉัน “แล้วคบกันหรือยัง หืม?”

          “...”

          “วันก่อนพอถามแบบนี้ออกไปศึกรักก็เอาแต่เงียบใส่แม่ แม่ก็เลยต้องมาถามหนูนี่แหละ” เธอยิ้ม ฝ่ามือบางเอื้อมมากุมมือฉันอย่างอ่อนโยน “อ๊ะ แต่แม่ไม่ได้หมายความว่าให้พวกหนูรีบคบกันนะลูก”

          “...”

          “ค่อยเป็นค่อยไปน่ะดีแล้ว”

          ฉันได้แต่เงียบเพราะคิดคำที่จะพูดต่อจากนี้ไม่ออก ควรจะตอบว่าอะไรล่ะ..ฉันไม่ได้มีความคิดที่จะคบกับเขาสักหน่อย

          ..ไม่มีเลยจริงๆ

          “เดี๋ยวแม่มานะ หนูนั่งเล่นกับเจ้าชายไปก่อนเลย” พูดจบคุณนิชชาก็ลุกออกไปโดยไม่แม้แต่จะเว้นช่องว่างให้ฉันได้แก้ตัว

          เอาเถอะ คนอื่นจะคิดยังไงก็คิดกันไปก็แล้วกัน

          “แม่ฉันคุยอะไรกับเธอ” คล้อยหลังจากที่คุณนิชชาเดินออกไปไม่ถึงนาทีศึกรักก็เดินเข้ามานั่งในห้อง ดูเหมือนว่าทันทีที่ศึกรักเดินเข้ามาเจ้าชายจะรีบกระโดดลงจากตักฉันกระโจนเข้าไปหาหมอนั่นทันที

          เขาก้มลงช้อนเจ้าชายขึ้นมานั่งข้างตัว ลูบขนอย่างปลอบโยนพลางเท้าคางมองหน้าฉันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

          ท่าทีแบบนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนนักโทษที่กำลังโดนสอบปากคำยังไงอย่างงั้น

          ..หน้านิ่งๆนั่นอีก ยิ้มบ้างมันจะตายหรือไง

          “ก็ไม่ได้คุยอะไร” ฉันตอบกลับไปแบบจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง

          จะว่าไม่ได้คุยอะไรก็ไม่ใช่ จะว่าคุยก็เป็นคุณนิชชาที่พูดอยู่ฝ่ายเดียว

          “ดูเธอไม่โอเค” ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่เขาถึงพูดออกมาแบบนั้น “ผิดเองที่ไม่ได้บอกว่าจะพามา”

          “รู้ก็ดี” ฉันเหยียดยิ้มกลับไป ตามจริงฉันก็ไม่ได้ไม่โอเคขนาดนั้น ออกจะค่อนไปทางโอเคด้วยซ้ำ อย่างน้อยสำหรับฉันแล้วคุณนิชชาก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีคนหนึ่ง

          “เอาไหม”

          “อะไร” เรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน

          “เจ้าชาย” เขาว่าพร้อมกับส่งลูกหมาสีขาวมาให้ ฉันมองมันครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปช้อนตัวมา “เอาไปเล่น”

          “หงิง~” โชคดีที่เจ้าชายไม่ได้มีท่าทีขัดขืนอะไร

          ”มันชอบเธอ” มุมปากเขายกขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ราวกับว่าศึกรักกำลังยิ้มอยู่จริงๆ..หรือบางทีฉันอาจจะแค่ตาฝาด

          “...”

          “เหมือนเจ้าของ” เขาพึมพำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่กี่วินาทีต่อมารอยยิ้มจางๆนั่นก็หายไปแล้ว

          “เมื่อกี้นายว่าไงนะ ได้ยินไม่ชัด”

          “เจ้าชายชอบให้เกาคาง” เขาว่า “เกาไปเรื่อยๆ”

          ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่ลองใช้นิ้วเกาใต้คางเจ้าชายอย่างที่เขาว่า ลูกหมาตัวเล็กบนตักนิ่งไปก่อนที่มันจะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น

          ..ดูท่าคงจะจริง

          ฉันเกาคางให้เจ้าชายไปเรื่อยๆจนกระทั่งเริ่มรู้สึกตึงบริเวณข้อมือจึงค่อยๆชักมือออก

          “นายจะจ้องอะไรนักหนา” ฉันโพล่งออกไปเพราะตลอดสามสี่นาทีที่ผ่านมาศึกรักเอาแต่จ้องฉันสลับกับเจ้าชายไปมาอย่างไม่ละสายตา

          คงไม่มีใครชอบใจนักถ้าหากตัวเองถูกนัยน์ตาคมกริบจ้องเป็นเวลานานๆใช่ไหมล่ะ

          “มองหน้าก็ผิด?” เรียวคิ้วสวยเลิกขึ้นอีกทั้งนัยน์ตาคู่นั้นก็ยังคงตรึงอยู่ที่ใบหน้าฉัน

          “ใช่” ฉันโต้กลับเสียงแข็ง

          “ให้มองอะไร” ศึกรักลากสายตาต่ำลงเรื่อยๆและชะงักค้างที่บริเวณต้นขาฉัน หมอนั่นเหยียดยิ้ม ดูก็รู้ว่าจงใจปั่นประสาท “หรืออะไรที่มันน่ามอง”

          “มองของตัวเองดีกว่ามั้ง” มุมปากฉันกระตุกพลางเหลือบตาไปยังชายเสื้อของเขา “ลืมไป..ไม่มีให้มอง”

          “รู้ได้ไง”

          “...”

          “แน่ใจว่าไม่มีให้มอง?” จังหวะนั้นเขาลุกขึ้นและเดินมานั่งลงข้างฉัน โซฟายวบลงจนรู้สึกได้

          ..จะเล่นอะไรอีก

          “แล้วนายมีหรือไง?” ฉันยังคงต่อปากต่อคำกับเขาไม่เลิก ถือซะว่าปั่นมาปั่นกลับก็แล้วกัน “ฉันคิดว่าไม่น่ามีมั้ง”

          เคยได้ยินมาว่าถ้าผู้ชายโดนทักท้วงเรื่องพวกนี้บอกเลยว่าของขึ้นกันทุกราย

          ไม่สิ ของขึ้นที่ว่าฉันหมายถึงอารมณ์เดือดดาลนั่นแหละ

          หมับ..!

          อยู่ๆศึกรักก็คว้าข้อมือฉันไปกุมเอาไว้ วูบนั้นนัยน์ตาฉันเบิกโพล่งเพราะว่าไม่ทันได้ตั้งตัว

          “จะทำอะไร” ฉันเตรียมที่จะชักมือกลับมา ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้ฉันสะดุ้ง

          “พิสูจน์” ใบหน้าของเขาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก บ่งบอกว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังคุกรุ่นแค่ไหน “จะได้รู้ว่ามีหรือไม่มี”

          ฉันว่าฉันแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง..



..........
......
-Taล์ค-
เหมือนเซียร์โดนศึกรักล้างสมองไปแล้ว ฮ่าๆ
**คอมเมนท์เยอะๆน้าา 

**ไหนๆแล้วก็ขอพูดถึงเรื่องโซนหน่อยแล้วกันเนอะ
อย่างที่บอกว่าไรท์เปิดเรื่องไว้แล้ว คาดว่าหลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่สุดท้ายแล้วนางเอกคืออลิน จริงๆนี่ก็ตั้งใจปูบทให้อลินดูร้ายแต่แรกแล้วก็คิดไว้แล้วว่าน่าจะไม่ชอบกันแน่ๆ ฮ่าๆ แต่ก็มีสอดแทรกอะไรบางอย่างไว้บ้าง ซึ่งในเรื่องโซนจะได้เห็นฉากบางฉากที่อยู่ในศึกรักเซียร์ในมุมของตัวละครอื่นค่ะ เอาเป็นว่าไปกดติดตามรอกันไว้เถอะค่ะ อยากให้อ่านกันน้าา ลูกรักไรท์ทั้งพระ-นางเลยแหละ ไม่เคยบอก55+
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 384 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #509 Jan_daa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 21:21

    เรื่องนี้คือดี ชอบมากกกกก

    #509
    0
  2. #508 SoulTun (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 18:37

    อย่าขืนใจอีกนะ เล่นให้เซียสมยอมดีกว่า555555555555555555555555555

    #508
    0
  3. #507 firstzy93 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 20:44
    เขินนนนน
    #507
    0
  4. #506 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 19:10

    เจอตอนนี้เข้าไปเขินไม่ไหวแล้วว
    #506
    0
  5. #505 Tawan_khaphithun (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 19:07
    จากคู่กัดเป็นคู่รัก
    #505
    0
  6. #504 ME-RARY (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 14:33
    มาอัพต่อน๊าาาา #รออีบุ๊คจ้าาาา
    #504
    0
  7. #503 nnnjaykaybunny (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 21:40
    เซียร์ปากแข็งจริงๆ
    #503
    0
  8. #502 0934301519 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 21:39

    มาอัพแล้วววว????????

    #502
    0
  9. #501 Puri (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 19:44

    หายไปนานต้องมาอัพอีกตอนแล้วไรท์

    #501
    0
  10. #500 SoulTun (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 19:37
    แวะดูแจ้งเตือนทุกวัน ศึกรักเซียร์น่ารักขึ้นมากเลยตอนนี้ชอบๆๆ
    #500
    0
  11. #499 SalinCH (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 11:43
    รอน้าาาาา
    #499
    0
  12. #498 pss9635 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 07:41

    กกลับมาแล้วววว คิดถึงงงงง

    #498
    0
  13. #497 Madam.Park (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 07:20
    งื้ออออ คิดถึงมากๆเลย
    #497
    0
  14. #496 pannaray2122 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 23:09
    มาบ่อยๆนะคะ
    #496
    0
  15. #495 Princess48 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 21:29

    ศึกรักหลัวขนาดนี้เซียร์ไม่เอาได้ไง กรี๊ด
    #495
    0
  16. #494 firstzy93 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 21:16
    รอค่าาา
    #494
    0
  17. #493 nongtaltal2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:45
    พี่ศึกรักกร๊าวใจมากจ้าาาาา
    #493
    0
  18. #492 minigurlz (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:41
    ยังอยู่จ้าาา มาอัพบ่อยๆนะ
    #492
    0
  19. #491 KamonwanBuatong (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:40
    ชอบๆ กำลังสนุกเลยมาอัพต่อนะคะ อยากอ่าน
    #491
    0
  20. #490 fahoung (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:24
    ชอบๆๆๆ
    #490
    0
  21. #489 mityimz (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 19:59
    อยากรู้เรื่องที่ศักรักรู้จักเซียร์ตั้งแต่ ม.ต้นนน
    #489
    0
  22. #488 TeddyBear_AB (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 19:55

    ไม่ได้หายค่าาาา
    #488
    0
  23. #487 Tawan_khaphithun (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 19:55
    มาสักที รอออออ
    #487
    0
  24. #486 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 19:55
    อัพแล้ว!!!!
    ขอเม้นก่อนอ่านแล้วกันนะ55555
    #486
    0
  25. #485 MIdoubleU (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 19:53

    ในที่สุดก็กลับมาา
    #485
    0