เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 20 : Chapter 17 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..ไม่เข้าใจ• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 451 ครั้ง
    12 พ.ย. 62

ติด #ศึกรักเซียร์ ใน twitter เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับนิยาย



Chapter 17
เพราะ..ไม่เข้าใจ
.....
...


          “แม้แต่ลัคกี้ยังรู้เลย” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง

          “เลิกคุยเรื่องนี้เถอะ” ฉันตัดบทในทันทีโดยไม่แม้แต่จะกลับไปย้อนนึกถึงมัน

          เรื่องเพลิงฉันถือว่าฉันตีกรอบสถานะกับเขาชัดเจนเรียบร้อยแล้วที่วันวานในวันนั้น เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะจัดการตัวเองได้ดีขนาดไหนก็แค่นั้น..

          ฉันไม่ได้ใจร้าย มันเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

          หลังจากนั่งอยู่ที่ล็อบบี้ได้ประมาณครึ่งชั่วโมงควีนก็บอกว่าจะกลับขึ้นไปที่ห้อง ฉันที่ไม่รู้ว่าจะไปไหนก็เลยเลือกที่จะตามยัยนั่นขึ้นไป

          กระทั่งขึ้นมาจนถึงหน้าประตูห้องฉันก็ได้รู้ว่าตัวเองลืมอะไร..

 

          Me : เปิดประตู

 

          เป็นอีกครั้งที่ฉันต้องจำใจส่งข้อความไปหาศึกรักเพื่อให้เขาเดินมาเปิดประตูห้อง..ใช่ ฉันลืมขอคีย์การ์ดคืนจากเขา อันที่จริงฉันควรจะไล่เขาไปให้พ้นๆแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ

          ..แต่ฉันไม่ไล่ เพราะอะไรก็ไม่รู้

          สองนาทีผ่านไปก็ยังคงไร้วี่แววว่าเขาจะออกมาเปิดประตู พอต้องรอนานเข้าอยู่ๆฉันก็เริ่มนึกอารมณ์เสียขึ้นมา มันใช่เรื่องที่ฉันจะต้องรอให้เขาเดินมาเปิดประตูให้แบบนี้ซะที่ไหน สงสัยจะประสาทจริงๆฉันเนี่ย

          ยอมให้คีย์การ์ดกับคนแบบนั้นได้ยังไงกัน

          กระทั่งผ่านไปห้านาทีเขาก็ยังไม่แม้แต่จะอ่านข้อความที่ฉันส่งไป ดูแล้วเป็นไปได้ว่าศึกรักอาจจะยังไม่เห็นมัน เพราะแบบนั้นสุดท้ายแล้วฉันก็เลยเลือกที่จะโทรหาเขาแทน ปรากฏว่าก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับเช่นเคย

          หรือฉันควรจะลงไปขอคีย์การ์ดสำรอง?

          คิดได้แบบนั้นฉันก็เลยตั้งใจว่าจะเดินกลับลงไปที่ล็อบบี้ที่พึ่งเดินขึ้นมาเมื่อกี้ แต่แล้วในวินาทีนั้นประตูก็ค่อยๆแง้มออก แน่นอนว่าเป็นศึกรักที่เดินออกมาเปิด

          เขาอยู่ในสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัว หยาดน้ำเล็กๆจากปลายเส้นผมหยดลงยังกระดูกไหปลาร้าและไหลต่ำลงไปเรื่อยๆ ฉันใช้เวลากวาดตามองเขาแค่ชั่วครู่ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

          ..ไม่ได้เรื่อง ทั้งเนื้อทั้งตัวมีผ้าขนหนูคลุมช่วงล่างแค่ผืนเดียว

          “ขอคืน” ฉันแบมือออกไปตรงหน้าศึกรักทั้งๆที่ยังคงเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เขามองฉันอยู่หรือเปล่า ไม่รู้ด้วยว่าทำสีหน้าแบบไหนอยู่

          อาจจะกำลังมองฉัน ยกยิ้มมุมปาก แววตาเรียบนิ่ง..ตามสไตล์ของเขา

          “...” เงียบ

          “ฉันบอกว่าขอคืน!” พอเขาเงียบใส่มันก็อดไม่ได้ที่จะกระชากเสียง ทว่าพอหันไปอีกทีกลับพบว่าเขาหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องแล้ว

          ตั้งแต่ตอนไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง

          ให้ตาย..ฉันชักจะปวดหัวกับเขาแล้วจริงๆ

          “ศึกรัก! นายไม่ได้ยินที่พูดเหรอ ฉันบอกนายว่า..” สายตาฉันมองตามแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของร่างสูง ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตู

          “ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ” ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ร่างสูงเบือนหน้ามาทางนี้ นี่ถือเป็นคำแรกที่ศึกรักพูดกับฉันนับตั้งแต่เมื่อคืนนี้เลยก็ว่าได้ “เอาอะไรคืน ขยายความ”

          “คีย์การ์ด” ฉันไม่ลังเลที่จะขยับเข้าไปใกล้เขาและแบมือตรงหน้า แต่ว่า..

          “ในกระเป๋าตังค์” พูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ปล่อยให้ฉันยืนงงอยู่อย่างนั้น

          แปลว่าให้ฉันไปหยิบเอาเอง?

          คิดได้แบบนั้นฉันก็เลยเดินตรงไปยังโต๊ะวางของที่มีกระเป๋าตังค์สีดำสนิทวางอยู่ ใช้สายตามองดูก็รู้ว่าคงมีราคาพอสมควร ฉันหยิบมันขึ้นมาไว้ในมือ ด้านในไม่มีอะไรผิดแปลกแต่ว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามมากมายถาโถมเข้ามาในหัวฉัน

          ..ตั๋วหนัง

          เรื่องนี้ รอบนี้ ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ฉันไปกับเขาเมื่อเดือนก่อน ไม่สิ เราเจอกันที่ห้างแล้วศึกรักเป็นฝ่ายตามฉันไปที่โรงหนัง ส่วนของฉันฉันฉีกมันทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว..จำได้มั้ย ที่ร้านอาหารนั่นไง

          ทำไมเขายังเก็บมันไว้อยู่? ลืมทิ้ง? หรือยังไง?

          ช่างเถอะ ยังไงซะมันก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉัน ไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดให้ปวดหัว เขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา

          ฉันหยิบคีย์การ์ดที่สอดอยู่ในช่องเก็บบัตรกลับคืนมาไว้ที่ตัวเองและเก็บตั๋วหนังนั่นไว้ในช่องเดิม หลังจากนั้นอีกประมาณสิบนาทีให้หลังเจ้าของกระเป๋านั่นก็ออกมาจากห้องน้ำ สวมเสื้อผ้าแล้วเรียบร้อย

          “ตั๋วนั่นทำไมไม่ทิ้งๆไปซะ” ทั้งๆที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ถามแต่ริมฝีปากกลับขยับไปเอง รู้ตัวอีกทีก็พูดออกไปซะแล้ว “เก็บไว้เพื่อ?”

          “...” ศึกรักไม่ยี่หระ เขาเดินผ่านร่างฉันไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

          “ถามก็ตอบ ปากมีไว้ทำอะไร” เขาจะเงียบไปถึงไหน จะกวนประสาทกันแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ไม่เข้าใจจริงๆว่าคิดอะไรอยู่

          “มีไว้จูบเธอ”

          “...”

          “คิดว่าไง” ฝีเท้าเขาหยุดชะงัก ศึกรักมองมาทางนี้ สายตาเขาจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากฉันจนฉันเผลอเม้มมันเข้าหากัน เวลาแบบนี้ยังจะมาล้อเล่นอะไรอีก

          “...”

          “ลองดูมั้ย?” ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนฉันต้องเป็นฝ่ายถอยห่าง “พิสูจน์ไง”

          “...” ริมฝีปากฉันหนักอึ้งขึ้นกะทันหัน

          “..น่าจะดี” สิ้นสุดคำพูดพวกนั้นฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาประคองใบหน้าฉันเอาไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาทางผิวข้างแก้ม เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ซะจนปลายจมูกเราเสียดสีกัน ฉันนิ่งไปในที่สุด

          “นายเป็นอะ..อื้อ!” พูดยังไม่ทันจบประโยคศึกรักก็ทาบริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน ความรู้สึกเจ็บแปลบเป็นสิ่งแรกที่โจมตีฉัน เขาอาศัยจังหวะในตอนที่ฉันเผลอสอดแทรกเรียวลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาในโพรงปากอย่างช่ำชอง

          ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน มันเหมือนกับว่าตอนนี้เขากำลังกระหายอะไรซักอย่าง ไม่นานริมฝีปากหยักลึกก็ค่อยๆไล้ต่ำลงไปยังซอกคอ

          ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้..

          ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่แผ่นหลังฉันสัมผัสกับเตียงแล้วก็นอนหอบหายใจอยู่แบบนี้

          “น..นายจะทำอะไร” น้ำเสียงฉันกระท่อนกระแท่น ตอนนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฉันกำลังกลัวเขา..กลัวว่ามันจะถลำลึกไปมากกว่านี้

          ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงแค่ความเงียบและความเจ็บแปลบ ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัวเพื่อไม่ให้ต่อต้านเขา ส่วนอีกข้างกำลังค่อยๆลากต่ำลงไปจนถึงบริเวณสะโพก

          เรียวลิ้นอุ่นร้อนที่พึ่งจะสำรวจโพรงปากฉัน ตอนนี้มันกำลังไล้เลียอยู่บริเวณซอกคอและลากยาวไปจนถึงไหปลาร้า

          “ยังไม่ค่อยแน่ใจ” ศึกรักขยับขึ้นมากระซิบที่ข้างใบหูในตอนที่ผละออก พูดจบเพียงแค่นั้นเขาก็ทาบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง แต่รอบนี้อ่อนโยนกว่ารอบที่แล้วจนรู้สึกได้ “ขออีกรอบ”

          “อ..อะไร”

          “พิสูจน์” ริมฝีปากเราเสียดสีกันตามจังหวะที่เขาพูด ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นการบดขยี้หลังจากที่จบประโยคต่อมา “..ปากฉันมีไว้จูบเธอจริงหรือเปล่า”

          อยู่ดีๆก็เงียบ นึกจะจูบก็จูบ

          ตอนนี้ห้ามไปก็ไร้ประโยชน์ ต่อต้านไปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเข้าสิง

 

          “บัดซบ” ฉันสบถกับตัวเองหลังจากที่หนีเข้ามาในห้องน้ำและเห็นสภาพตัวเองจากกระจกเงาบานใหญ่ รอยจ้ำที่ซอกคอพวกนี้ฉันคงไม่ต้องขยายความว่าได้มันมาได้ยังไง

          ศึกรัก..

          เขาทำให้เย็นนี้ฉันใส่ทูพีซไปที่ชายหาดไม่ได้

          ก่นด่าเขาอยู่ในใจได้ซักพักฉันก็ตัดสินใจออกมาจากห้องน้ำ ปรายตามองไปรอบห้องและพบว่าศึกรักยังคงนั่งอยู่ เขามองมาทางนี้ มองมาทางฉันที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องน้ำ แถมยังลากสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะหยุดค้างอยู่ที่ซอกคอ

          “มานี่หน่อย” ฉันกวักมือเรียกเขาอย่างยั่วยวน เจ้าตัวเลิกคิ้วนิดหน่อยแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม “ไม่ได้ยินเหรอ ฉันบอกให้นายลุกมานี่ไง”

          “...”

          “เร็ว” ฉันไม่ได้ใส่อารมณ์ น้ำเสียงยังคงอยู่ในขั้นปกติ ที่ยังดูใจเย็นอยู่นี่ไม่ใช่ว่าฉันไม่โมโหเขาหรอก..กลับกันต่างหาก

          และตอนนี้เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว มุมปากฉันยกขึ้นนิดหน่อย

          “ขยับเข้ามาอีก” ศึกรักมองฉัน หว่างคิ้วเขาขมวดเข้าหากันราวกับมีคำถามแต่กลับเลือกที่จะไม่ถามอะไรออกมาและขยับเข้ามาใกล้ตามที่สั่งอย่างว่าง่าย

          มือข้างหนึ่งของฉันเอื้อมไปเชยคางเขาไว้ ออกแรงกดนิดหน่อยแบบที่เขาชอบทำกับฉัน ตอนนี้รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงชอบทำแบบนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เหนือกว่าและพร้อมจะบดขยี้ให้แหลกละเอียดได้ทุกเมื่อ

          ร่างสูงตรงหน้าหลุบตามองมัน คาดว่าเขาคงจะพอเดาได้ว่าฉันกำลังจะทำอะไร

          เพียะ!

          เสียงฝ่ามือกระทบกับผิวข้างแก้มดังกึกก้องไปทั่วห้อง ใบหน้าของเขาหันไปตามแรงที่ฉันฟาดฝ่ามือลงไป หลังจากนั้นนอกจากเสียงหายใจแล้วก็มีแต่ความเงียบ เราจ้องหน้ากัน

          ..ไหนๆก็ไม่ได้ตบเขานานแล้ว ขอซักหน่อยเถอะ

          “ไม่ได้โดนตบนานแล้ว” ศึกรักยกฝ่ามือขึ้นมาลูบแก้มตัวเองที่เริ่มเห็นรอยแดง หมอนี่เป็นคนผิวขาว พอโดนอะไรฟาดนิดหน่อยก็เป็นรอยแดงเป็นธรรมดา “เหมือนจะเบาลงหน่อยมั้ย”

          “...”

          “อีกรอบ” อยู่ๆเขาก็จับมือฉันและบังคับให้ตบหน้าตัวเขาเอง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก รู้ตัวอีกทีฉันก็ฟาดฝ่ามือใส่แก้มเขาซ้ำอีกครั้ง..แต่ครั้งนี้มันแรงซะจนฉันเองก็เจ็บไปด้วย

          ยืมมือคนอื่นไปตบหน้าตัวเองตามใจชอบได้ยังไง

          “นายมันบ้าจริงๆด้วย” ฉันชักมือกลับมา ตอนนี้ไม่ได้มองหน้าเขาหรอก ในสายตาฉันมีเพียงมือข้างที่พึ่งจะตบหน้าเขาไปถึงสองครั้งสองหนก็เท่านั้น

          เมื่อกี้นี้เหมือนเล็บจะฟาดลงไปด้วย..

          “คงงั้น” ฉันเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งในตอนที่เขาครางรับและทำท่าจะเดินออกไป

          “เดี๋ยว” ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆฉันถึงรั้งเขาไว้ ศึกรักชะงัก ในจังหวะที่เขาหันหน้ากลับมาฉันใช้สายตาลากสำรวจทั่วใบหน้าเขาและพบว่าริมฝีปากหยักลึกนั่นมีเลือดซิบ

          ..น่าจะเพราะโดนเล็บฟาด

          เหอะ ทำตัวเองทั้งนั้น

          “ปากนายมีเลือดซิบ” ฉันเบือนหน้าหนีและเดินแทรกผ่านร่างเขาออกมา

          ก็แค่บอกให้รู้ตัวว่าเขามันสิ้นคิดขนาดไหนถึงใช้มือคนอื่นฟาดหน้าตัวเองจนปากแตกแบบนั้น..

          ซึ่งหลังจากนั้นเราไม่ได้พูดอะไรกันอีก ครึ่งชั่วโมงให้หลังศึกรักออกไปข้างนอก คราวนี้เขาก็ไม่ได้บอกฉันว่าจะไปไหน แน่นอนว่าตอนนี้คีย์การ์ดห้องพักอยู่ที่ฉันแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง

          จะไปไหนก็เรื่องของเขา จะกลับมาหรือเปล่านั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวเขา

          ..ฉันบอกกับตัวเอง

 

          “ไหนยะทูพีซของหล่อน! ปล่อยให้ฉันใส่มาเก้อคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง!” ทันทีที่ฉันมาถึงชายหาดคนแรกที่แหกปากโวยวายใส่ฉันก็คือลัคกี้ ยัยนั่นปรายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าพร้อมกับชี้นิ้วมาตรงหน้า

          อ้อ จะว่าไปเมื่อวานนี้ฉันรับปากลัคกี้ไว้ว่าวันนี้จะใส่ทูพีซออกมาเป็นเพื่อนนี่นะ

          “หาไม่เจอ เหมือนจะลืมหยิบมา” ฉันไม่ยี่หระและเดินแทรกผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าเพื่อนตัวเอง

          เปล่า อันที่จริงทูพีซตัวนั้นยังอยู่ในกระเป๋าเดินทาง..

          จะให้พูดว่าเจ็บใจก็เจ็บใจอยู่เหมือนกัน พอรู้ว่าจะมาทะเลฉันก็เลยไปเลือกซื้อชุดเพื่อที่จะมาใส่เดินเล่นริมหาด ตั้งใจไว้ซะดิบดีแต่หมอนั่นกลับริอาจทำอะไรแผลงๆ

          พอมาคิดทบทวนดูแล้วฉันก็ไม่เข้าใจศึกรักจริงๆ นึกจะเงียบก็เงียบซะจนน่าหงุดหงิด นึกจะกลับมาทำตัวต่ำตมใส่ฉันก็เล่นเอาประสาทเสียไปหมด แถมเมื่อกี้ก็หายออกไปไหนไม่รู้โดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรซักคำ เห็นทีฉันควรจะต้องแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์

          ..คิดแล้วปวดหัว เลิกคิดจะดีกว่า

          “เซียร์!” เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล แล้วก็ไม่ต้องถามว่าใคร เป็นไอ้โซน “เซียร์โว่ย!”

          “ไม่ต้องตะโกน ได้ยิน” ฉันตอบกลับไป ยืนอยู่ห่างกันแค่ไม่เท่าไหร่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องตะโกนเลย

          ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น แดดประเทศไทยก็ยังคงเป็นแดดประเทศไทย..เมื่อช่วงบ่ายฉันนั่งขลุกตัวอยู่แต่ในห้องเพราะไม่รู้ว่าจะออกไปไหน อีกอย่างเราทุกคนไม่ได้แพลนกันมาแต่แรกว่าจะไปไหนทำอะไรบ้าง

          แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น สุดท้ายแล้วสองวันที่ผ่านมาก็จบด้วยการนั่งเล่นริมหาด

          “เดินมานี่หน่อย!” ที่ตรงนั้นที่ไอ้โซนนั่งอยู่นอกจากมันแล้วก็ยังมีเพลิงด้วย เพลิงมองฉันแค่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น จะเรียกว่าแค่บังเอิญสบตากันก็ได้ล่ะมั้ง “เรียกพวกนั้นมาด้วย นั่งตรงนี้ดีกว่า”

          ”ค่า ไปเดี๋ยวนี้เลยค่า~” ลัคกี้เป็นคนแรกที่กระโจนออกไป

          อันที่จริงเราอยู่ตรงนี้กันเกือบครบทุกคนแล้ว ขาดก็แต่คิงกับเฟรย์ที่ดูเหมือนจะยังไม่ลงมา ยังไงซะคนอย่างคิงก็ไม่น่าจะลงมานั่งเล่นริมหาดแบบนี้อยู่แล้วล่ะมั้ง ปล่อยให้อยู่กับผู้หญิงคนนั้นไปเถอะ

          “เสื้อยืด?” ไอ้โซนเลิกคิ้วใส่ฉันพลางลากสายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

          “ทำไม” ฉันหลุบตาต่ำก้มมองเสื้อยืดสีดำที่ตัวเองใส่อยู่

          “เปล่า ได้ยินว่าจะใส่ทูพีซ” มันลากสายตากลับไปก่อนจะตอบกลับมา ตอนนั้นเองเพลิงก็ปรายตามามองฉันด้วยเหมือนกัน สีหน้าเขานิ่งเรียบตามปกติและฉันเองก็พึ่งรู้ตัวว่าลอบมองเขาอยู่ “แต่ไม่ใส่ก็ดีแล้ว”

          “แต่ลัคกี้ใส่นะคะดูสิ” ยัยกะเทยลัคกี้ปลดผ้าคลุมออกก่อนจะเข้าไปออเซาะไอ้โซน เราทุกคนได้แต่มองภาพนั้นและถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “นมนี่ทำมาแพงมากเลยนะคะ นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งเสมือนของจริงแน่นอน ไม่เชื่อลองจับดูสิค้า”

          “เชี่ยไรเนี่ยยย” ไอ้โซนตะโกนลั่นพร้อมกับรีบชักมือกลับมาแต่ดูเหมือนจะไม่ทันซะแล้วล่ะมั้ง ก็เล่นโดนไปเต็มๆเลยนี่ “สั*เอ๊ย มือกู”

          “หยาบคาย ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ ใจร้ายที่สุด!”

          หลังจากนั่งคุยเล่นกันไปได้ซักพักคนอื่นๆก็เดินไปเล่นน้ำทะเลกันหมด เหลือก็แค่ฉันกับเพลิงที่ยังไม่ขยับไปไหน และในจังหวะที่ฉันกำลังจะลุกตามทุกคนออกไป..

          “พี่สาวคะ ช่วยหนูซื้อหน่อยได้มั้ย” เด็กผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาฉันพร้อมกับยื่นตะกร้าใบหนึ่งมาตรงหน้า ในนั้นมีพวกกุญแจเปลือกหอยอยู่เรียงราย ฉันลากสายตาไปมองหน้าเด็กคนนี้ชัดๆ ถ้าให้เดาเด็กคนนี้คงอายุราวๆสิบขวบ

          “เท่าไหร่” ฉันถามออกไป คิดว่าถ้าไม่แพงจนเกินงามก็อาจจะช่วยซื้อ

          “ยี่สิบห้าบาทค่ะ” แม่ค้าตัวน้อยหลุบตาต่ำ คงกำลังประหม่า เด็กตัวแค่นี้แต่กลับต้องมาเดินเร่ขายของ มองดูแล้วรู้สึกอายขึ้นมาเลย “พี่จะช่วยซื้อมั้ยคะ”

          “เพลิง นายพอจะมีเงินสดติดตัวมั้ย ฉันไม่ได้หยิบกระเป๋าตังค์ลงมา” ฉันหันไปหาเพลิงที่นั่งอยู่ใกล้กัน เขาสบตาฉันพลางพยักหน้าเล็กน้อย

          “ไม่ต้องคืน” แบงก์ร้อยใบหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า ฉันรับมันมาก่อนจะยื่นให้กับเด็กผู้หญิงผมสั้นอีกทีหนึ่ง

          “เลือกมาให้พี่สองพวง” น้ำเสียงฉันราบเรียบ

          พวงกุญแจเปลือกหอยสองพวงถูกยื่นมาให้ ฉันปรายตามองมันเล็กน้อยก่อนจะรับมา ถึงจะไม่ใช่ของแพงอะไรมากมายแต่ก็สวยดีอยู่เหมือนกัน

          “ไม่ต้องทอน” เพราะว่าเด็กคนนั้นทำท่าคล้ายกับกำลังหาเงินทอนในกระเป๋า เพลิงก็เลยโพล่งออกมา น้ำเสียงเขาดูอ่อนโยนกว่าปกติเมื่อคุยกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแบบนี้ “เก็บไว้เป็นค่าขนม”

          “ขอบคุณค่ะ” รอยยิ้มสดใสผุดขึ้นมาบนใบหน้า ดวงตาคู่นั้นฉายแววเป็นประกายออกมาให้เห็น “พี่สองคนเหมือนแฟนกันเลย!”

          ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นเด็กคนนั้นก็ยกมือไหว้ฉันกับเพลิงและเดินออกไปในทันที เข้าใจอยู่ว่าอายุแค่นี้ก็เลยยังไม่ค่อยรู้ประสีประสาอะไรซักเท่าไหร่ เด็กวัยนี้แค่พูดออกมาตามที่คิดก็เท่านั้น..

          “ของนาย” ฉันถือพวงกุญแจพวงหนึ่งไว้ด้วยมือซ้าย ส่วนอีกพวงที่อยู่ในมือขวาถูกยื่นไปให้เพลิง ฉันตั้งใจว่าจะให้เพราะไหนๆเขาก็เป็นคนจ่ายเงิน มันไม่ใช่การให้ความหวังอย่างที่ใครคิด

          เพลิงหลุบตามองมันก่อนจะรับไปแต่โดยดี

          ..แต่ถ้าเขากำลังคิดว่าการกระทำแค่นี้เป็นการให้ความหวังล่ะก็ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้

 

          Suekrak’s talks

 

          ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ..

          ปกติแล้วเวลานั่งดื่มคนเดียวเงียบๆคนเรามักจะนึกถึงสิ่งที่พึ่งจะทำลงไป ทั้งดี ทั้งชั่ว ความทรงจำเก่าๆมักจะผุดเข้ามาในหัวคล้ายกับกำลังถูกสมองกลั่นแกล้ง

          ตอนนี้ไม่ว่าจะคิดทบทวนดูแค่ไหนก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำลงไป อย่างที่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าผมบ้า ดูท่าแล้วคงจะจริง ผมได้แต่แค่นเสียงหัวเราะอยู่คนเดียวเงียบๆ

          เมื่อคืนนี้เธอถามผมว่า ‘ฉันเป็นอะไรสำหรับนาย’ ตอนนั้นผมไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามกลับไปในแบบเดียวกัน คำตอบที่ได้รับกลับมาในตอนนั้นก็คือ ‘แค่นี้ยังไม่ชัดอีกเหรอศึกรัก’

          ..แค่นั้นก็พอจะเดาได้

          เมื่อเช้านี้เราตื่นขึ้นมาบนเตียงเดียวกันเพราะหลังจากที่ออกมาจากห้องผมก็นึกได้ว่าคีย์การ์ดห้องพักยังอยู่ที่ตัวก็เลยตั้งใจว่าจะย้อนกลับมานอนที่ห้อง น่าแปลกที่ตอนเช้าเธอไม่ได้โวยวายหรือพูดอะไรออกมาซักคำ ผมเองก็เลือกที่จะเงียบใส่เช่นกัน

          บทสนทนาของเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

          ตลกร้าย..

          น่าโมโหอยู่หน่อยตรงที่ตั้งใจไว้แล้วว่าหลังจากกลับกรุงเทพฯจะพยายามถอยห่างออกมา กลับไปใช้ชีวิตเสเพลแบบเดิมๆ ทว่าทันทีที่ริมฝีปากเราแตะกันความคิดพวกนั้นก็จางหายไปจนหมด พอได้จูบแล้วมันก็หยุดไม่ได้ ผมทิ้งรอยไว้ทั่วตัวเธอ ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะเงียบใส่แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดี

          หลังจากที่เธอตบหน้าผม วินาทีที่ใบหน้าหันไปตามแรงที่โดนฟาด..ความรู้สึกเก่าๆก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว โดนตบครั้งล่าสุดเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้ว ที่รู้คือตอนนั้นผมยังแค่‘สนใจ’เธอ ซึ่งมันต่างจากตอนนี้

          ผมว่าผมชอบเธอ

          ..ไม่รู้ เดา

          ถ้าให้พูดกันตามจริงเรื่องแบบนี้มันเดากันไม่ได้ เพราะรู้สึกจริงๆก็เลยคิดว่ามันอาจจะใช่

          ความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว นานมาก นานหลายปี และตอนนี้มันกำลังจะเกิดขึ้นซ้ำสองกับคนๆเดิม..แถมยังทวีคูณขึ้นหลายเท่า

          ตลกอยู่เหมือนกัน

          “มาคนเดียวเหรอ” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมหลุดออกจากห้วงภวังค์ เธอตั้งใจตรงเข้ามาหาผมและทำท่าจะนั่งลงข้างๆ “นั่งด้วยคนสิ”

          “...” ผมไม่ได้โต้ตอบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ จะนั่งก็นั่ง

          ผู้หญิงแบบนี้ถ้าไม่ผลักไสก็ต้องเงียบใส่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนบางทีผมอาจจะยอมเล่นด้วยไปแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ไม่มีความคิดจะทำอะไรแบบนั้น

          นาฬิกาดิจิตอลขนาดใหญ่บนฝาผนังบอกเวลาสามทุ่มยี่สิบสี่สิบนาที

          ..นั่นแปลว่าผมนั่งในบาร์นี้มาหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ

          “ทำหน้าแบบนั้นแปลว่ามีแฟนแล้ว?” เธอเลิกคิ้วและขยับเข้ามาใกล้จนต้นขาเราเสียดสีกัน ผมปรายตามองนิดหน่อยก่อนจะลากสายตากลับมา “ไม่สิ มานั่งคนเดียวแบบนี้แปลว่าอกหัก?”

          “เราไม่รู้จักกัน” นั่นเป็นประโยคที่ผมพอจะพูดออกไปได้

          “ฉันมาคนเดียว ให้ดื่มคนเดียวคงเหงาแย่” รอยยิ้มที่นุ่มลึกถูกส่งกลับมา ผู้หญิงคนนี้จัดว่าหน้าตาไม่ได้แย่ แต่ก็ใช่ว่าจะน่าสนใจ “ฉันเห็นนายตั้งแต่ตอนเดินเข้ามาแล้ว แค่นั่งดื่มด้วยกันคงไม่รังเกียจใช่มั้ย?”

          “...”

          “นี่ ตอบหน่อยสิ” ฝ่ามือบางเอื้อมมาหมายจะแตะตัวผม แต่ยังไม่ทันได้ทำแบบนั้นผมก็เป็นฝ่ายปัดมันออกไปซะก่อน “..นายอกหักมางั้นสิ?”

          “ฉันไม่รู้จักเธอ” ผมย้ำอีกครั้ง

          ถ้าพูดแบบนี้แล้วยังคิดไม่ได้ว่าควรออกไปให้พ้นสายตา ผมคงต้องเป็นฝ่ายลุกออกมาแทน

          “นายน่าสนใจดีนะ” รอยยิ้มบนใบหน้านั่นยังไม่จางหายไป ความหงุดหงิดกำลังจะเข้ามาครอบงำผม “ฉันชอบ”

          “...”

          “ดูทรงแล้วคงจะอกหักมาแน่ แต่อย่างนายคงไม่ได้โดนทิ้งมาหรอกมั้ง คงจะเป็นประเภทที่ชอบแล้วไม่พูดออกไปมากกว่า..ฉันพูดถูกมั้ย?”

          ประโยคเมื่อกี้นี้นับว่าเรียกความสนใจจากผมได้ดี “ต้องการอะไร”

          “บอกแล้วว่าฉันแค่ตั้งใจจะมานั่งดื่มกับนายก็เท่านั้น” เธอผละออกไปแถมยังขยับเพื่อเว้นระยะห่างให้มากขึ้น “ฉันมีแฟนแล้ว วันนี้นึกอยากออกมาแรดเพราะว่าทะเลาะกันนิดหน่อย”

          “...” ผมเงียบเพื่อรอให้เธอพูดต่อโดยไม่ขัด

          “ฉันเห็นนายนั่งเงียบคนเดียวมาเป็นชั่วโมง ขอบอกอะไรไว้อย่างนึงเลยนะ..” รอยยิ้มนุ่มลึกนั่นค่อยๆจางหายไป “ถ้านายไม่พูดออกไประวังจะโดนแย่งเอาล่ะ”

          “ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังคุยกับใคร” สิ้นสุดคำพูดผมก็เลือกที่จะลุกออกมาจากตรงนั้น

 

          ‘ถ้านายไม่พูดออกไประวังจะโดนแย่งเอาล่ะ’

          เสียงของผู้หญิงที่เจอกันในบาร์เมื่อกี้นี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่รู้ชื่อ แต่คงเป็นคนในจังหวัดนี้

          โดนแย่งเหรอ..

          ก็อาจจะเป็นไปได้

          ผมปรายตามองหน้าจอมือถือที่กดวางสายและโทรออกซ้ำๆเป็นหนที่สี่ในรอบไม่กี่นาที ยืนฟังเสียงสัญญาณรอสายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          อีกฝ่ายไม่ได้ตัดสายทิ้ง แต่ก็ไม่ได้กดรับ ไม่รู้ว่าไม่ว่างหรือแค่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกดรับกันแน่

          ..ให้เดาคงจะเป็นอย่างหลัง

          [อะไร] รอบที่ห้าที่ตั้งใจว่าจะกดโทรออกเป็นรอบสุดท้าย เสียงที่คุ้นเคยของปลายสายกลับดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมชะงัก [ฉันไม่ว่างจะมาประสาทเสียกับนายหรอกนะ]

          “เปิดประตูให้หน่อย” ผมผ่อนลมหายใจออกมาหลังจากที่ยืนพิงกำแพงอยู่หน้าโถงทางเดินมานานหลายนาที “อยู่หน้าห้อง”

          [งั้นแค่นี้] เธอทำท่าจะวางสาย ท้ายที่สุดผมก็ต้องเป็นฝ่ายออกปากรั้งเอาไว้

          “มีเรื่องจะคุยด้วย” ..สำคัญมาก

          [...]

          “ไหนๆก็กดรับสายแล้ว ออกมาเปิดประตูให้ด้วยก็ดี” สายตาผมจดจ้องไปยังประตูห้องพักตรงหน้าอย่างล่องลอย มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกข้างกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “ถ้าเธอไม่เปิดคงต้องยืนอยู่แบบนี้ถึงเช้า”

 

          End Suekrak’s talks


          พรึ่บ!

          สิบนาทีแล้ว..

          ตอนนี้ผ่านมาสิบนาทีนับจากที่ฉันตัดสินใจกดรับสายจากศึกรัก อันที่จริงฉันจะตัดสายทิ้งแล้วเปิดโหมดเครื่องบินเพื่อตัดรำคาญเลยก็ได้ แต่นั่นแหละ ฉันเลือกที่จะรับสายแล้วก็เป็นอย่างที่เห็น

          ศึกรักบอกว่าอยู่หน้าห้อง เขาโทรมาแค่จะบอกให้ฉันออกมาเปิดประตูให้

          ท้ายที่สุดแล้วหลังจากที่ลังเลอยู่ประมาณสิบนาทีฉันก็ลุกออกมาแง้มประตูดูด้วยความสงสัยจนได้ ปรากฏว่าเขายืนอยู่จริงๆ และในจังหวะที่ฉันกำลังจะปิดประตูใส่หน้าเขา นิ้วมือเรียวยาวก็เอื้อมมายันขอบประตูไว้ได้ทัน

          เราก็ยืนจ้องหน้ากันเงียบๆแบบนี้มาหลายวินาทีแล้ว

          ..ไม่สิ ศึกรักทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็เลือกที่จะกลืนมันลงคอไปจนหมด

          “ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ” ฉันเป็นฝ่ายปริปากก่อน บอกตามตรงว่าเหนื่อยใจกับเขาแล้วจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนอีก คาดเดาอะไรจากตัวผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลยซักนิด “บอกไว้ก่อนว่าฉันจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ไม่มีเวลาว่างมานั่งเถียงกับนายหรอกนะ”

          ศึกรักไม่แม้แต่จะตอบคำถามฉัน จังหวะนั้นเขาก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ประตูถูกปิดลงด้วยฝีมือเขา ร่างฉันเซถอยหลังไปสามถึงสี่ก้าว กลิ่นเหล้าอ่อนๆโชยมาเตะจมูก

          ชัดแล้วว่าไปดื่มมา

          “หนาว..” เสียงนั่นไม่ต่างอะไรกับเสียงกระซิบที่แหบพร่า ร่างสูงเบือนหน้าไปทางอื่น สายตาเขาไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ฉันแล้ว

          “หนาว?” หว่างคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอะไร อากาศก็ไม่ได้หนาว เครื่องปรับอากาศในห้องนี้ก็อุณหภูมิพอเหมาะ “นายพูดถึงอะ..”

          สวบ!

          “หนาวจริงๆ” เสียงอู้อี้ดังอยู่ที่ข้างหู ศึกรักรวบเอวฉันเข้าหาตัวก่อนจะเกยคางไว้ที่ไหล่ข้างซ้าย แรงกดทับและลมหายใจอุ่นร้อนโจมตีฉันอย่างหนักหน่วง

          “ฉันว่านายเมานะศึกรัก” ฉันพยายามจะผลักไสเขาออกไป ทั้งที่คิดว่าคงจะเปล่าประโยชน์แต่ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากพูดจบเจ้าตัวจะยอมผละออก เราจ้องหน้ากัน

          “เมา? เมาอะไร?” ร่างสูงตรงหน้าฉันยังดูปกติ แม้ว่าท่าทางเขาจะไม่เหมือนคนเมาแต่เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะกำลังฝืนตัวเองอยู่ เมานั่นแหละ “รู้ได้ยังไงว่าเมา”

          “แล้วกลิ่นเหล้าบนตัวนายมันหมายความว่ายังไง” ฉันสะบัดตัวเดินออกมาเพราะรู้ว่าขืนยังยืนอยู่ตรงนั้นล่ะก็คงได้ต่อปากต่อคำกันเป็นชั่วโมงแน่

          “ดม?” ศึกรักคว้าเอาข้อมือฉันไว้ได้ทัน แรงบีบที่มือแน่นซะจนฉันเผลอเบ้หน้า นี่มันราวกับว่าเขารั้งฉันไว้ไม่ยอมให้ไปไหนจนกว่าจะพอใจเลย ชักจะเอาแต่ใจไปหน่อยแล้วมั้ง

          “...” แต่เมื่อกี้เขาว่าไงนะ..

          “ดมเหรอ” ฉันชะงักและหันหน้าไปสบตากับเขา ศึกรักยิงคำถามนั้นใส่ฉันทั้งทีสีหน้ายังคงเรียบนิ่ง สิ่งที่ทำให้ฉันหงุดหงิดในตัวเขานอกจากจะเป็นเรื่องนิสัยนั่นแล้วก็คงเป็นเรื่องนี้

          พูดจากวนประสาท แต่สีหน้ากลับเป็นปกติ

          ..น่าหงุดหงิดจริงๆนั่นแหละ

          “ทำไมฉันต้องดมด้วย ประสาทหรือเปล่า” ฉันถลึงตาใส่เขาพลางหลุบตามองมือข้างที่ถูกกุมไว้อยู่ ร่างสูงมองตามสายตาฉันก่อนจะค่อยๆคลายมือออกและปล่อยฉันเป็นอิสระ

          “ไม่ดมแล้วจะได้กลิ่นได้ยังไง?” นัยน์ตาคมกริบเลื่อนขึ้นมาหยุดค้างไว้อยู่ที่ต้นคอก่อนที่ฝ่ามือหนาข้างเดิมที่พึ่งจะกุมมือฉันไว้จะถือวิสาสะขยับขึ้นมาสัมผัสเส้นผมที่ปรกอยู่ที่ต้นคอ “ที่ประสาทนั่นเธอ”

          ฉันหลุบตามองมือเขาแค่ชั่วครู่เท่านั้น ใบหน้าฉันเริ่มร้อนผ่าว และคงเพราะหลังจากนั้นเราต่างเงียบกันทั้งคู่ ส่งผลให้ฉันได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นระรัวของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

          ..นอกจากจะต้องมาหงุดหงิดเขาแล้วยังต้องมาหงุดหงิดตัวฉันเองอีก

          “ช่างเรื่องนั้นก่อน” ฉันโยนหัวข้อสนทนาที่ไร้สาระนั่นทิ้งไปพลางปัดมือเขาออกจนมีเสียงกระทบดัง‘เพียะ’เกิดขึ้น “กลับมาทำไม”

          “ต้องตอบว่าอะไร” ศึกรักน่าจะฉลาดพอที่จะรู้ว่าเขาไม่ควรย้อนกลับมา เรียวคิ้วเขาเลิกขึ้น สีหน้าแบบนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกหวั่นกับสิ่งที่เขากำลังจะพูด “คิดถึง..เชื่อหรือเปล่า?”

          “เหอะ ไม่” ฉันแค่นหัวเราะในลำคอกลบเกลื่อนทั้งที่แขนขาชาวูบ รู้สึกยังไงกับคำพูดที่ออกมาจากปากเขาเมื่อกี้นี้มีแค่ตัวฉันเองที่รู้ “คิดว่าฉันจะหลงเชื่อคำพูดนายหรือไง ตลก”

          “อืม พูดเล่น” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะตรงเข้าไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียง

          ฉันเดินตามเขาไปหยุดอยู่ที่ข้างเก้าอี้ตัวนั้น กลายเป็นตอนนี้เขาแหงนหน้ามองฉัน ส่วนฉันก็ต้องปรายตามองเขา

          ก่อนที่จะไล่เขาออกไปฉันควรจะถามเพื่อความแน่ใจ..

          “ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่นายทำอยู่” สิ่งหนึ่งที่ฉันสงสัยและคลับแคลงใจ ตอนนี้ฉันกำลังจะถามเขาออกไป “ต้องการอะไรจากฉันกันแน่”

          ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกฉันว่าไม่เคยใช้ฉันเป็นเครื่องมือ และเมื่อคืนนี้เขาเองก็ยังไม่ได้ตอบคำถามนั้นของฉันเลย

          “แล้วเธอคิดว่าฉันกำลังทำอะไร” เพราะความประมาทที่เดินเข้าไปใกล้เขานั่นทำให้ฉันถูกศึกรักกระชากจนเซล้มไปบนตัก “จูบทำไม? เข้าใกล้ทำไม? นอนด้วยทำไม? กลับมาหาทำไม?”

          “...” ฉันเงียบเพราะกำลังตกใจ ตั้งสติไม่ทันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้

          “คิดว่าฉันทำไปเพราะอะไร” เขาจัดท่านั่งให้ฉันและก้มลงมากระซิบที่ข้างหู สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่าฉันนั่งคร่อมอยู่บนตักเขา แถมยังเลือกที่จะเดินเข้ามาใกล้เองด้วย

          ..แย่จริงๆ

          “เพราะไม่รู้ฉันก็เลยถามนายไง” ฉันยังไม่ได้โวยวายเรื่องที่มานั่งบนตักเขาในสภาพล่อแหลมแบบนี้ ก่อนอื่นฉันต้องการถามเขาเพื่อความแน่ใจซะก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง “ทำเหมือนชอบ แต่ไม่ใช่..ต้องการอะไรกันแน่”

          ฉันไม่ได้เข้าข้างตัวเอง เพียงแต่ต้องการความแน่ใจ

          “รู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่” น้ำเสียงเขาหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความอ่อนไหว

          ฉันชะงักกับคำพูดของเขาและปล่อยให้ร่างสูงกระชับอ้อมกอดมากยิ่งขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดพวกนั้นจะทำให้หัวสมองฉันโล่งได้ถึงขนาดนี้

          นั่นมันหมายความว่ายังไงน่ะ..

          “ปล่อย” ฉันกลืนคำที่คิดจะพูดลงคอจนหมดสิ้น ประโยคเมื่อกี้นี้ฉันจะถือซะว่าไม่ได้ยินมันก็แล้วกัน

          “...”

          “ฉันเหม็นกลิ่นเหล้าบนตัวนาย สะอิดสะเอียนจะแย่”

          ..เปล่า ไม่ได้เหม็นหรอก

          ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่แต่ในที่สุดศึกรักก็ยอมปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ส่วนตัวเขาก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ฉันมองตามแผ่นหลังนั่นพร้อมกับคำถามมากมายที่อยู่ในหัว

          ฉันสลัดความคิดพวกนั้นทิ้งไปก่อนจะหยัดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ว่าจะไปหาอะไรกินที่มินิมาร์ทด้านหน้าโรงแรมซักหน่อย ความผิดหมอนั่นนั่นแหละที่โผล่มาในเวลาแบบนี้

          “อ้าว” ไม่รู้จะเรียกว่าโชคร้ายดีหรือเปล่าที่ดันมาเจอไอ้โซนในมินิมาร์ทแบบนี้ น้ำเสียงของมันเหวอไปเล็กน้อยเมื่อเจอฉัน “มาซื้อไร”

          “นายนั่นแหละมาซื้ออะไร” ฉันเผยอปากพลางหลุบตามองสิ่งที่อยู่ในมือมัน เป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กซึ่งฉันรู้ดีว่ามันคืออะไร

          “อ้อ..” ไอ้โซนครางรับก่อนจะไขว้มือข้างที่ถือกล่องนั่นไว้ด้านหลัง มันหัวเราะแห้งๆพร้อมกับใช้มืออีกข้างลูบท้ายทอยตัวเอง “มาซื้อขนม”

          “...”

          “พอดีหิวว่ะ ฮ่าๆ” มันเลื่อนไปเกาหัวจนผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ถ้าจะกลบเกลื่อนห่วยแตกขนาดนั้นฉันว่ามันควรไปเรียนมาใหม่จะดีกว่า

          “ให้มันจริง” ฉันเบะปาก สันดานมันเป็นยังไงเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็กๆทำไมฉันจะไม่รู้ เอาที่มันสบายใจก็แล้วกัน

          หลังจากที่ซื้อของเสร็จเรียบร้อยฉันก็เดินกลับขึ้นมาที่ห้อง ดูเหมือนศึกรักจะอาบน้ำเสร็จแล้ว เขานอนอยู่บนเตียงโดยเว้นที่ว่างไว้เกือบครึ่ง คงไม่ต้องบอกว่าเว้นไว้ทำไม

          “ไปเอาเสื้อผ้าพวกนั้นมาจากไหน” ฉันตัดประเด็นเรื่องที่เรามานอนอยู่บนเตียงออกไปก่อน

          “ซื้อมาเมื่อวาน” เขาตอบคำถามด้วยท่าทีนิ่งเฉยก่อนจะปรายตามองถุงพลาสติกในมือฉัน “ไปไหน”

          “มินิมาร์ท” ฉันตอบกลับไปตามตรงโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร เดินตรงไปยังโต๊ะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องก่อนจะวางถุงในมือลง “ฉันซื้อขนมปังมา จะกินก็กิน”

          “ให้ฉัน?” ศึกรักเลิกคิ้วสูง เขาหยัดตัวขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง

          “เปล่า ฉันซื้อมากินเอง..แต่ให้กินหมดนี่คงไม่ไหว ถ้านายจะกินก็ไม่ได้ว่าอะไร” ฉันส่ายหน้าพร้อมกับเดินตรงไปที่ข้างเตียง ก้มหยิบชายผ้าห่มไว้ในมือก่อนจะดึงเข้าหาตัวในรวดเดียว “ผ้าห่มนี่ของฉัน ถ้านายคิดจะนอนก็ไม่ต้องห่ม”

          ถ้าจำไม่ผิดก่อนหน้านี้เขาบอกว่าหนาว ดีเลย ปล่อยให้นอนหนาวตายไปทั้งอย่างนี้นี่แหละ

          “รังเกียจ?” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอยู่ๆศึกรักก็ทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้น ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะที่ต้นขาฉัน “ทำยังไงถึงจะได้ห่ม”

          ผลั่ก!

          ด้วยสัญชาตญาณฉันก็เลยใช้ขาข้างที่โดนแตะถีบเข้าไปที่แผงอกแกร่งโดยอัตโนมัติ ศึกรักชะงักไป เขาเบ้หน้านิดหน่อยซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก

          “ข..ขอโทษ” ฉันโน้มตัวลงไป รู้ตัวอีกทีก็ใช้มือข้างหนึ่งแตะลงไปที่แผงอกเขาแล้ว ฉันชักมือกลับแทบจะในทันที “ไม่สิ ทำบ้าอะไรของนาย!”

          ให้ตาย สุดท้ายแล้วฉันก็เผลอไผลไปจนได้

          “จุก” โอเค ฉันรู้ว่าคราวนี้เขาไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเป็นเจ็บ..แต่เดี๋ยวก่อนสิ เขาผิดเองไม่ใช่เหรอที่เอื้อมมือมาแตะขาฉันแบบนั้นน่ะ

          ใช่ เมื่อกี้ฉันก็แค่เผลอก้มลงไปเพราะว่าขาฉันไปโดนเขาเท่านั้นแหละ

          “เรื่องของนายสิ”

          “เธอทำ” ฉันทำท่าจะเดินหนีออกมาแต่ศึกรักไวกว่า เขายืนขึ้นเต็มความสูงและรั้งฉันเอาไว้ ท่าทางก็ดูจะไม่ได้เจ็บอะไรซักเท่าไหร่

          “นายทำตัวเองทั้งนั้น อย่ามาโทษฉันนะ” ฉันปัดมือเขาที่กำขายเสื้อฉันออกก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงตรงหน้า

          “เมื่อกี้เธอพูดว่า‘ขอโทษ’ คิดว่าได้ยินไม่ผิด” ศึกรักยังไม่วายที่จะเถียงต่อ ดูเหมือนการมานั่งต่อปากต่อคำกันแบบนี้จะกลายเป็นงานอดิเรกของเราสองคนไปแล้ว มีวันไหนมั้ยที่จะคุยกันดีๆน่ะ..เท่าที่จำได้เหมือนจะไม่เคยมีหรอก

          “แต่นายก็ดูจะไม่เจ็บอะไรมากมายไม่ใช่หรือไง หยุดสำออย”

          “เจ็บจริง” วินาทีนั้นเขาใช้ฝ่ามือข้างเดิมเอื้อมมากุมมือฉันก่อนจะสอดเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวนั้น ฉันนิ่งไปชั่วขณะ สัมผัสได้ถึงแผงอกแกร่งที่ค่อนข้างเรียบเนียน “ไม่เชื่อจับ”

          ใบหน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที นัยน์ตาเบิกโพล่งเพราะความตกใจ พอจะชักมือกลับมาก็กลายเป็นว่าศึกรักไม่ยอมให้ทำแบบนั้น

          ผิวเขาค่อนข้างเย็น อาจเป็นเพราะเพิ่งจะอาบน้ำมาก็เลยทำให้รู้สึกแบบนั้น

          “ฉันว่านายเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ” เพราะเขาสอดมือฉันเข้าไป ส่งผลให้เสื้อยืดเขาเลิกขึ้นจนเผยให้เห็นแนวกระดูกเชิงกรานที่ค่อนข้างจะล่อแหลม

          ..ตอนนั้นฉันพึ่งตัวรู้ว่าตัวเองเผลอลากสายตาลงไปมอง

          “ที่ถามเมื่อวาน..”

          “...”

          “ชอบ” เพียงแค่คำคำเดียวสั้นๆก็สามารถทำให้ฉันชาวูบไปทั่วทั้งร่างกาย หัวใจที่เต้นระรัวดูเหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ

          เมื่อวาน..

          ฉันถามเขาว่า ‘ฉันเป็นอะไรสำหรับนายกันแน่’


..........

......

-Taล์ค-

เผลอเก่งมากนะ เดี๋ยวเผลอขอโทษ เดี๋ยวเผลอมอง..ศึกรักก็อ้อนเก่ง(?)แหละ อืมมม

ปล.ไรท์เริ่มแต่งเรื่องโซนแล้วน้า อีกไม่นานก็จะไปเปิดเรื่องให้กดติดตามรอกันแล้ว มีใครรอมั้ยย

(เฟรย์ของคิงยังไม่แน่ใจนะคะ ถ้าขยันอาจจะแต่งควบไปเลย แต่ก็ยังมีพายุรสหวานที่ดองอยู่ แง)

คอมเมนท์ = กำลังใจ

ไปทวิตในแท็ก #ศึกรักเซียร์ กันด้วยน้าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 451 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #482 ฟร้อง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 13:54

    ดีอ่าาา ชอบความชอบคนเดิมๆเนี่ยยย แต่เซียร์นิสัยไม่ดีจริงๆจ้า


    #482
    0
  2. #457 SoulTun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 17:23

    อ๊ากกกกกกก อยากสคิปไปอีพีถัดไปแล้ว

    #457
    0
  3. #456 firstzy93 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 13:24
    อร้ายยย
    #456
    0
  4. #455 thipfyzz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 12:31
    งื้อออออ
    #455
    0
  5. #454 Smile Haha (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 01:18
    ชอบมากๆ รีบมาต่อนะคะ
    #454
    0
  6. #453 Ms.right (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:38

    บอกชอบสักที เหลือแต่เซียร์ละนะ รู้ใจตัวเองยังจ้ะะ

    #453
    0
  7. #452 Maimai07 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:34
    มาต่อเลยค่ะอิอิ
    #452
    0
  8. #451 pannaray2122 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:16
    รีบมาต่อ รอๆๆ
    #451
    0
  9. #450 PUNCH-AM (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:00
    5555 อย่าง
    ลีลา
    #450
    0
  10. #449 Princess48 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 22:09
    สู่ขิต รีบมาอัพต่อเลยน้า
    #449
    0
  11. #448 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 21:37
    ฮาวทูบอกชอบสไตล์ศึกรัก กรี๊ดลั่นบ้านเลยแม่//รอโซนนะ น้อนมาซื้อถุงยางใช่มั้ย!!?
    #448
    0
  12. #447 mustana (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 21:31
    เดาไม่ออกเลยว่าเซียร์กับศึกรักจะลงเอยยังไง สนุกๆๆ รอค่าาาไรท์
    #447
    0
  13. #446 mustana (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 03:08
    ชอบมากสนุกมากค่าาา รอนะคะ
    #446
    0
  14. #445 SoulTun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 14:51

    ศึกรักรุกหนักกว่านี้สักทีเถอะ เซียร์เขายอมอยู่แล้วเชื่อสิ 555555555555

    #445
    0
  15. #444 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 07:24
    ตอนแรกกะจะด่าผู้หญิงคนนั้นแหละ ไปๆมาๆต้องขอบคุณนาง เอาล่ะ รีบบอกนะศึกรัก ไม่งั้นจะย้ายทีม!
    #444
    0
  16. #443 Mesung_1202 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:55
    อย่าช้านะศึกรักรีบบอก
    #443
    0
  17. #442 nnnjaykaybunny (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:53
    จะพูดมั้ยยยย><
    #442
    0
  18. #441 Ms.right (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:52

    ความรู้สึกเดิมกับคนเดิมนี่มันยังไง เคยชอบเขาข้างเดียวมาก่อนใช่มั้ยศึกรัก

    #441
    0
  19. #440 Ms.right (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:49

    รอฉากหวานแร้ววค่าาา คิกกๆ

    #440
    0
  20. #439 PUNCH-AM (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:08
    น่าร้ากกกก
    #439
    0
  21. #438 firstzy93 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 22:28
    รีบๆสารภาพ
    #438
    0
  22. #437 panpapiyong (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 22:25
    คู่รักซาดิส
    #437
    0
  23. #435 SoulTun (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 12:56

    กินเผ็ดๆมาแล้วมาอ่านนี้หวานเผ็ดเลย หวานจัดๆตอนนี้

    #435
    0
  24. #434 Princess48 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 08:50
    คิดว่าเมื่อคืนนี้ศึกรักดหมือนจะงอนที่เซียร์พูดแบบนั้น แล้วพอตอนเช้าเลยไม่พูดด้วย แล้วก็อดใจไม่ไหวไปจูบเขาแลัวก็อ่อย เซียร์โมโหรรอยบนตัวเลยตบซักป๊าบ /คิดว่าแบบนี้
    ไม่ไหวแล้วจ้าาebook มาเถ้อะ
    #434
    0
  25. #433 PuyMatika (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 04:38
    คู่รักไบโพล่า จะทำให้คนอ่านไบโพล่าตามแล้วเนี้ยย อะไรของพวกเทออ จูบตบจูบตบๆ เดี๋ยวเมินเดี๋ยวอ่อย เป็นงองงง
    #433
    0