เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 17 : Chapter 14 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..เรื่องไม่เป็นเรื่อง• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 418 ครั้ง
    9 ต.ค. 62




Chapter 14

เพราะ..เรื่องไม่เป็นเรื่อง

.....

...


          เหมือนจะได้ยินว่าเขาพูดอะไรซักอย่าง แต่กลับไม่ทันได้ฟังเพราะปิดประตูลงซะก่อน

          ช่างมันแล้วกัน

          ..คงไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก

          Sh*t” ฉันสบถเมื่อจู่ๆก็รู้สึกเหมือนจะวูบลงไป เรี่ยวแรงที่มีเหือดหายไปจนหมด แขนข้างหนึ่งเอื้อมไปยันกำแพงไว้เพื่อที่จะพยุงตัว

          ฉันยืนหอบหายใจถี่ รู้สึกหน้ามืดเหมือนภาพจะดับไปอยู่รอมร่อ

          บ้าน่า..เมื่อกี้หมอนั่นแค่จูบเองนะ

          กระทั่งศึกรักเปิดประตูออกมา เขายืนจ้องฉันแล้วก็นิ่งเงียบไปอยู่หลายวินาที

          มือข้างหนึ่งของร่างสูงเอื้อมมาหมายจะคว้าเอาท่อนแขนของฉันไว้ แต่แน่นอนว่าฉันไม่ยอมให้ทำอย่างนั้น

          ฉันปัดมันออก

          ..แม้ว่าอยู่ๆแขนก็แทบจะยกไม่ขึ้นก็ตาม

          “อย่ามายุ่งกับฉัน” จะไปไหนก็ไป อย่ามายืนจ้องกันแบบนี้

          และในจังหวะที่ฉันตัดสินใจจะสะบัดตัวเดินออกมา ฝ่ามือหนากุมรอบข้อมือฉันก่อนที่ศึกรักจะออกแรงกระชากให้ฉันกลับเข้าไปในห้อง

          จะทำบ้าอะไรอีก..

          “ป..ปล่อย ฉันจะไปเรียน” ฉันพยายามจะสะบัดมือเขาออก แต่นั่นมันก็ไม่เป็นผล

          จนในวินาทีที่ฉันรู้สึกเหมือนจะวูบ มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นนวดคลึงขมับ ส่วนอีกข้างจากที่พยายามจะสะบัดมือศึกรักทิ้ง ก็กลับกลายเป็นบีบมือเขาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อที่จะหาที่ยึด

          เขาแค่นหัวเราะ กวาดตามองสภาพฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่างก่อนจะเผยอริมฝีปากอย่างราบเรียบ

          “ด้วยสภาพนี้?”

          “ใช่” แค่วูบนิดหน่อย พักนิดเดียวก็หาย..ฉันคิดอย่างนั้น

          “เธอจะเป็นลม”

          “ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

          “เธอต้องนอนพัก” ศึกรักขู่ฉันด้วยสายตา บังคับด้วยการกระทำ..และบีบมือฉันตอบเพื่อให้รู้ว่าเขากำลังออกคำสั่ง “กับฉัน ที่นี่”

          “แต่วันนี้ฉันมีสอบย่อย นายอย่ามา..อ๊ะ” จู่ๆฉันก็เหมือนจะวูบลงไปอีกครั้ง สายตาเริ่มพร่ามัว สมองเริ่มตื้อไปหมด

          ..จะมาเป็นอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้

          “กี่โมง” เขาเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ คิดว่าคงหมายถึงที่ฉันบอกว่าวันนี้มีสอบย่อยแน่ๆ

          “ส..สิบโมง” วินาทีนั้นร่างสูงช้อนร่างฉันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ออกแรงกดที่ศีรษะจนใบหน้าฉันฝังอยู่ในแผงอกแกร่ง “นายจะ..”

          กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาเตะจมูก ฉันหลับตาลง

          “พูดมาก”

 

          ศึกรักพาฉันมาที่คลินิกแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัย ระหว่างทางเขาซื้อน้ำหวานกับโจ๊กมาให้กิน

          ฉันกินมันไปแค่นิดเดียวเท่านั้น..แต่ดูเหมือนว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอยู่บ้าง

          หมอบอกว่าฉันร่างกายอ่อนเพลียเพราะว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ กินข้าวไม่ครบสามมื้อ แล้วก็อาจจะเป็นเพราะเครียดด้วย

          ตอนนี้ฉันก็ขึ้นมานั่งรอที่รถ ส่วนศึกรักก็ดูเหมือนว่าจะคุยอะไรซักอย่างกับพนักงานที่คลินิกอยู่

          ฉันถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เปลือกตาค่อยๆปิดลง

          ..ก็แค่พักสายตานั่นแหละ

          กระทั่งศึกรักกลับขึ้นมานั่งบนรถ เขาก็เอ่ยปากถามคำถามบางอย่างกับฉัน

          “ปกติกินข้าวเช้าหรือเปล่า”

          “แล้วแต่วัน” ฉันตอบกลับไปอย่างเนือยๆโดยที่เปลือกตายังคงปิดสนิท

          “นอนวันละกี่ชั่วโมง”

          “นี่” วินาทีนั้นฉันลืมตาขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัวว่าเขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้..ส่งผลให้ปลายจมูกเราเกือบจะแตะกัน

          แค่เกือบ แต่ก็ใช่ว่าลมหายใจเราจะไม่เป่ารดกัน

          “อะไร”

          ก็แค่จะบอกว่าเขาถามเหมือนกับหมอในคลินิกเมื่อกี้นี้เท่านั้นเอง

          “เอาหน้านายออกไป” ฉันเบนหน้าหนีไปทางอื่น พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดเขา..นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังทำ

          คิดว่ามันจะเป็นผลดีต่อตัวฉันมากกว่าการปล่อยตัวปล่อยใจนั่นแหละ

          หมับ..

          ศึกรักเอื้อมมือมาเชยคางฉันให้หันไปสบตากับเขา นิ้วหัวแม่มือจรดลงที่ริมฝีปากล่างฉันก่อนที่เขาจะออกแรงนวดคลึงเบาๆ

          “เป็นอะไรก็พูด ถ้าวูบอีกขึ้นมาจะทำยังไง” น้ำเสียงเขาเชิงตำหนิ แต่แววตากลับเรียบนิ่งไร้แวว

          ไอ้คำพูดแบบนั้น..

          “อย่ามาพูดเหมือนกับว่านายเป็นห่วงฉัน”

          “อือ เป็นห่วง”

          “เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ศึกรักผละออกไปพอดี “เชื่อตาย”

          “ใครบอกให้เชื่อ”

 

 

          เที่ยงวันเดียวกัน

 

          “ทำไมกินแค่นั้น” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบนิ่ง นัยน์ตาคมกริบมองตรงมาที่ข้าวในจานฉันที่เหลืออยู่เกือบครึ่ง

          จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ศึกรัก

          ..ไม่รู้ว่าอยู่ๆก็เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก

          เขามาหาฉันที่คณะ..ตามติดฉันเหมือนสัมภเวสี เข้ามานั่งกินข้าวด้วยจนคนอื่นๆที่เห็นเราสองคนอยู่ด้วยกันก็เอาไปซุบซิบนินทากันสนุกปาก

          อาจเพราะเป็นศึกรัก คนอื่นๆก็เลยให้ความสนใจล่ะมั้ง

          "ฉันอิ่ม นายก็รีบๆไสหัวไปได้แล้ว”

          “ไล่?”

          “ก็ใช่น่ะสิ! ฉันดูแลตัวเองได้แล้วก็แข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องให้นายมาเฝ้าแบบนี้”

          “ถ้าเธอกินข้าวในจานนั่นหมดฉันจะไป”

          “อ้าว พี่ศึกรัก” สิ้นเสียงเขาก็มีผู้มาใหม่เดินตรงเข้ามา ฉันกับศึกรักหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน และเป็นเขาที่ชะงักไป “มาทำไรคณะน้องอะ”

          “...”

          เส้นไหม

          ..เด็กคนนั้นเดินเข้ามาทักทายพี่ชายตัวเองก่อนที่จะปรายตามามองฉันสลับกับเขาแล้วยกยิ้มกรุ้มกริ่ม

          “สวัสดีค่ะพี่เซียร์” เส้นไหมยกมือไหว้ ฉันรับไหว้แล้วก็พยักหน้ากลับไปเป็นเชิงรับรู้ “รู้แล้วว่าพี่มาทำอะไร..คิก”

          “...”

          “แม่บอกน้องแล้วนะ เมื่อวันก่อนพาพี่เซียร์ไปที่บ้านมาใช่ม้าาา” เธอพูดพลางก้มดูดน้ำหวานในแก้วที่ถือมาด้วย “คบกันเหรอ ทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลยอ่า”

          “มีอะไรทำก็ไปทำ” ศึกรักขยับริมฝีปากด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวพร้อมกับตวัดสายตามองน้องสาวตัวเองอย่างดุดัน

          “ใจร้าย” เส้นไหมเบะปากด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู..ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกับคนตรงหน้าฉันตอนนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “ไปก็ได้ ไว้เจอกันค่ะ ยังไงฝากพี่เซียร์ช่วยดูแลไอ้พี่ชายใจร้ายของหนูหน่อยนะ!”

          ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ปั้นยิ้มกลับไป

          ดูแลเหรอ..?

          ไม่ใช่หน้าที่ฉันซักหน่อย

          “รีบๆกินให้หมด” คล้อยหลังจากที่เด็กคนนั้นเดินออกไปได้ไม่กี่วินาที ศึกรักก็ออกฤทธิ์ทันที

          “นายนั่นแหละที่ต้องรีบๆไป”

          “ไล่เหมือนหมา”

          “ก็หมา” มุมปากฉันยกขึ้น

          ศึกรักไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาเลิกคิ้วก่อนจะเอื้อมมือมาเลื่อนจานข้าวของฉันไปไว้ตรงหน้าตัวเอง

          “จะทำอะไร” ฉันทำท่าจะแย่งคืนมา แต่เขากลับไม่ยอมให้ฉันทำแบบนั้น

          “ป้อน”

          เมื่อกี้..เขาว่าไงนะ?

          “นี่! เอาคืนมาเดี๋ยวนี้” ฉันโวยวาย วินาทีนั้นสายตาดันไปประสานเข้ากับใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลพอดี

          ไอ้โซน..

          มันกำลังมองมาทางนี้

          “อ้าปาก”

          “ฉันกินเองได้” การที่ฉันทำน้ำเสียงและมองเขาอย่างจริงจังนั่นทำให้ศึกรักยอมเลื่อนจานข้าวกลับมาให้แต่โดยดี

          ไอ้โซนยืนอยู่ข้างหลังศึกรัก ห่างออกไปไม่ไกลแต่ก็ไม่ได้ใกล้..ยืนจ้องฉันอยู่ซักพักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงเข้าไปหามัน

          เดี๋ยวนะ..

          เด็กผู้หญิงคนนั้นมันเส้นไหมไม่ใช่หรือไง

          “มองอะไร” เสียงทุ้มของคนตรงหน้าปลุกให้ฉันหลุดออกจากห้วงภวังค์

          “เรื่องของฉัน”

 

          ตอนนี้ฉันเลิกเรียนเรียบร้อยแล้ว

          และใช่..ดูเหมือนว่าวันนี้ศึกรักจะเลิกคลาสก่อนฉันก็เลยมารอฉันถึงหน้าห้อง ย้ำว่าหน้าห้อง

          “หูย ขึ้นมารอถึงหน้าห้องเลยอะ” เฟื้องที่พึ่งจะเก็บของเสร็จเดินเข้ามาขนาบข้างฉันอย่างสนิทสนม “ไม่นึกเลยว่าจะหลงเธอขนาดนั้น ตกใจนะเนี่ย”

          “หลง?”

          “ใช่ ไม่ให้เรียกหลงแล้วจะเรียกอะไรได้อีกล่ะ”

          “ฉันว่าเธอกำลังเข้าใจ..”

          “ทำไมพึ่งออกมา” ฉันกำลังจะพูดกับเฟื้องแต่ก็ถูกศึกรักชิงพูดตัดหน้าซะก่อน

          เฟื้องที่ดูเหมือนจะรู้งานก็รีบเร่งฝีเท้าออกไปทันที

          “ไปก่อนนะเซียร์!”

          ..ให้มันได้อย่างนี้สิ

          "พึ่งเก็บของเสร็จ” ฉันอธิบายสั้นๆก่อนจะเดินผ่านร่างสูงและนำออกมา “ทำไม? ไหนๆก็ขึ้นมารอแล้วรออีกแค่นิดเดียวจะเป็นไรไป”

          “ยังไม่ได้ว่าอะไร”

          “เหอะ ฉันแค่เป็นลมไม่ได้พิการ..อีกอย่างฉันก็หายแล้ว นายไม่จำเป็นต้องตามติดฉันขนาดนี้ก็ได้”

          “...”

          “ฉันไม่ชอบเป็นเป้าสายตาใคร นายน่าจะรู้นะว่าตลอดทั้งวันที่เราเดินด้วยกันโดนคนอื่นๆซุบซิบกันไม่ขาด..ศึกรัก”

          อยู่ๆศึกรักก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันแล้วก็โน้มหน้าลงมา ระยะห่างระหว่างเรามีเพียงน้อยนิดจนริมฝีปากกำลังจะแตะกันอยู่รอมร่อ

          ฉันเตรียมที่จะผลักเขาออก แต่..

          “อยู่นิ่งๆซักพัก” เขากระซิบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะมีเสียงตะโกนดังขึ้นมา

          “เชี่ย!” เราสองคนยังคงยืนอยู่หน้าคลาสเรียนของฉัน แน่นอนว่าการที่มาใกล้ชิดกันตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องดี

          ศึกรักเองก็คงรู้ข้อนี้ แต่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่

          พรึ่บ..!

          วินาทีนั้นร่างสูงถูกใครบางคนกระชากออกจากฉัน ก่อนที่เสียงของผู้ชายคนเมื่อกี้จะดังขึ้นมาอีกครั้ง

          “ไอ้โซน! มึงใจเย็นก่อน..นี่ในตึก ถ้าจารย์เห็นมึงซวยนะ!”

          “มึงให้กูใจเย็นได้ไงไอ้แทน มึงก็เห็นว่าเมื่อกี้ไอ้เ*ยนี่จูบเซียร์” เสียงของไอ้โซนดังขึ้นมาติดๆกัน

          จังหวะเดียวกันฉันแอบเห็นว่าศึกรักกระซิบอะไรบางอย่างกับไอ้โซน ก่อนที่ไอ้โซนจะนิ่งไป..และศึกรักเขาใช้จังหวะนั้นลากฉันลงมาจากตึก

          “เดี๋ยว เมื่อกี้นี้นายทำอะไรน่ะ..” ฉันถามออกไปอย่างงุนงง ในหัวกำลังเรียบเรียงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้

          ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

          “ไม่ได้ทำอะไร”

          “โกหก ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเมื่อกี้นายทำ”

          นายจะจูบฉัน

          ..จะพูดต่อแต่ก็กระดากปาก

          “...”

          “หรือว่านายคิดจะยั่วโมโหไอ้โซน?” ฉันโพล่งออกไปจังหวะนั้นศึกรักชะงักฝีเท้า เขาหันกลับมาด้วยเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเป็นปม

          “ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น”

          “แล้ว..” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากพูดศึกรักก็ชิงพูดแทรกด้วยประโยคที่ว่า

          “พูดมากเดี๋ยวก็เป็นลมอีกหรอก”

          ..ว่าไงนะ

 

 

          Zone’s talks

 

          ‘เซียร์ไม่สบาย เผื่อมึงไม่รู้’

          ..นี่คือสิ่งที่ไอ้ศึกรักพึ่งจะพูดกับผมเมื่อกี้

          ยังไงซะมันก็ไม่ได้พูดเพราะหวังดี เรื่องนี้ผมค่อนข้างมั่นใจ

          จะบอกว่าผมละเลยเซียร์จนไม่รู้แม้กระทั่งว่ายัยนั่นไม่สบายเหรอ..อย่ามาตลกหน่อยเลย

          พอพูดถึงเซียร์แล้ว ยัยนั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรจากผมซักเท่าไหร่

          ผมอยู่ส่วนของผม เซียร์อยู่ส่วนของเซียร์ เราสนิทกันแต่ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน..นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็น

          ผู้หญิงคนนั้นโกรธที่ผมไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่เธอไม่ชอบ และตอนนี้ก็ยังคงโกรธอยู่ ไม่รู้จะโกรธไปถึงไหน

          ไม่ใช่ว่าผมเองเหมือนกันเหรอที่ต้องโกรธที่ยัยนั่นไปไหนมาไหนกับไอ้ศึกรัก

          ..อยากโกรธเหมือนกันแต่โกรธไม่ลง

          “ไอ้โซน มึงเอาไง” ไอ้แทนที่ยืนอยู่ด้วยกันเดินเข้ามาตบไหล่ผมและมองตรงไปยังไอ้ศึกรักที่พึ่งจะลากเซียร์ออกไป “ให้จัดการให้ทีหลังมั้ย กูก็ไม่ชอบขี้หน้าแม่ง”

          “ไอ้สั* ที่ตะโกนห้ามเมื่อกี้กูก็นึกว่ามึงเป็นคนดี” ผมปัดแขนมันออกก่อนจะสะบัดมือไล่ให้มันถอยห่างออกไป

          “อ้าว กูแค่บอกว่าอย่ามีเรื่องกันในตึก แต่นอกตึกก็ค่อยว่ากันเปล่าวะ” ไอ้แทนพูดยิ้มๆ

          ไอ้นี่ก็เพื่อนผม ก่อนหน้านี้ก็เคยคุยกันอยู่บ้างแต่เพิ่งจะสนิทกันได้ไม่กี่วันนี้เอง

          ..ก็ช่วงที่ผมกับเซียร์ห่างกันนั่นแหละ

          “จะว่าไปไอ้เวรนั่นมันเป็นพี่ชายน้องเส้นไหมของมึงนี่หว่า” มันชี้นิ้วมาที่ผมในคำว่า‘ของมึง’

          ของผมเหรอ?

          ..ใช่ที่ไหน

          “เออ” ผมครางรับก่อนจะเอื้อมมือไปตบหัวมัน “แต่น้องเขาไม่ใช่ของของกู”

          “อ้าวเหรอ” ไอ้แทนเลิกคิ้ว ผมรู้ว่ามันกำลังจะกวนประสาท “งี้แปลว่ากูขอได้ดิ”

          “น้องเขาไม่ใช่ของกู แต่ก็ไม่ควรไปเป็นของมึง” ไม่ใช่ว่ามันหน้าตาไม่ดี ไม่ใช่ว่ามันยากจนข้นแค้นหรืออะไร

          ..แต่แม่งไม่ใช่คนดีอะไรหรอก พอกันกับผมนี่แหละ

          “แล้วถ้าเป็นดาวอะ”

          “ดาวไหนของมึง” ผมหันไปขมวดคิ้วใส่มัน ตอนนี้มันกับผมยังยืนอยู่ที่เดิม

          เท่าที่จำได้ไม่เคยไปพัวพันกับผู้หญิงที่ชื่อดาว

          ..หรือเคยวะ?

          “ดาวมหาลัยไงมึง ทำลืม”

          “สั*” ผมตอบกลับเพียงแค่นั้น พูดได้แค่นั้นจริงๆ

 

          End Zone’s talks

 

 

          วันต่อมา

 

          อย่างที่รู้กันว่าวันนี้เป็นวันเกิดเพลิง

          ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านเพลิงซึ่งเป็นสถานที่ที่จัดงานวันเกิด

          ฉันมาเอง..และคิดว่าน่าจะมาถึงเป็นคนสุดท้ายของกลุ่ม

          “กว่าจะเสด็จมานะยะหล่อน!” ใครจะคิดว่าลัคกี้จะเป็นคนเดินมารับฉันที่หน้าบ้าน คิดว่าคนอื่นๆคงกำลังนั่งสังสรรค์กันอยู่ข้างใน “แล้วนั่นถุงอะไรน่ะ เอามาดู”

          อ้อ ที่มาช้าก็เพราะมัวแต่เลือกไอ้นี่อยู่น่ะสิ

          ..ของขวัญวันเกิดไง

          ถุงกระดาษในมือถูกยัยกะเทยลัคกี้แย่งไปถือไว้ ยัยนั่นพอได้ถือของแบรนด์เนมก็ตัวสั่นระริกระรี้เชียว

          ฉันกับลัคกี้เดินเข้ามาในบ้าน บ้านหลังนี้เห็นว่าพ่อเพลิงซื้อไว้ให้ เป็นบ้านเดี่ยวที่ไม่ใหญ่มากและเรียบง่ายตั้งอยู่ใจกลางเมือง

          “ผัวเพลิงคะ ดูสิว่าอีเซียร์มันมีอะไรมาให้” ลัคกี้เดินเข้าไปหาเพลิงและหยิบกล่องเล็กๆข้างในถุงกระดาษนั่นออกมา

          ข้างในนั้นเป็นกระเป๋าตังค์ที่ฉันตั้งใจเลือกมาเองเพราะคิดว่าน่าจะเหมาะกับเขา

          ฉันทำเป็นไม่ได้สนใจและตรงเข้าไปนั่งยังโซฟาตัวยาวข้างๆควีนที่ว่างอยู่ กวาดตามองไปรอบๆห้องนั่งเล่นและพบว่าคนอื่นๆมาถึงกันก่อนแล้วอย่างที่คิดไว้ แถมมีผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักอีกสองคนด้วย

          ..คงเป็นเพื่อนของเพลิงล่ะมั้ง

          “เธอชื่อเซียร์เหรอ” ผู้ชายคนนึงโพล่งขึ้นมาหลังจากที่เมื่อกี้ฉันพึ่งจะจ้องหน้าเขาเพราะว่าไม่รู้จัก

          “...” ฉันไม่ได้โต้ตอบแต่ก็พยักหน้ากลับไป

          “ฉันแซด เพื่อนไอ้เพลิงมัน”

          “ฉันโช เธอมีแฟนยัง” ผู้ชายอีกคนแนะนำตัวพร้อมกับจ้องฉันไม่วางตา

          เดี๋ยว เมื่อกี้เขาว่ายังไงนะ?

          “สวยขนาดนี้มีแฟนเป็นพันแล้วมั้ง”

          “มึงก็พูดไป เสียมารยาทไอ้เวร” คนที่ชื่อโชหันไปปรามเพื่อนตัวเองก่อนจะหันมายิ้มให้ฉัน “เมื่อกี้ฉันพูดเล่นนะ ไม่ต้องใส่ใจหรอก”

          “มาถูกจังหวะดีนะ” ควีนที่อยู่ข้างกันเอี้ยวตัวมากระซิบฉัน

          “หืม” ถูกจังหวะ?

          ..หมายความว่าไง

          “เมื่อกี้เพลิงเพิ่งจะไล่เด็กผู้หญิงคนนึงกลับไป บรรยากาศอึมครึมจนถึงเมื่อกี้ที่แกเดินเข้ามา”

          สายตาฉันมองไปยังเพลิง..พบว่าเขายืนขึ้นและเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับถุงกระดาษของฉันที่ลัคกี้พึ่งจะยื่นให้เขา

          ..คิดว่าคงจะเอาไปเก็บ

          “เหรอ” ฉันครางรับอย่างไม่ได้ใส่ใจ

          “ไอ้คิง มึงทำไรของมึงเนี่ย” เสียงโซนดังขึ้นมาจากมุมหนึ่งของห้อง วัตถุสี่เหลี่ยมขนาดเล็กถูกแย่งไปจากมือคิงด้วยฝีมือไอ้โซน

          “กูเห็นมันตก มึงเป็นไร” คิงมองหน้าไอ้โซนนิ่ง

          “แล้วใครให้มึงเปิดดู มีอะไรทำก็ไปทำเลย” มันผลักคิงเบาๆก่อนที่จะสะบัดมือไล่ให้ถอยห่างออกไป

          ..ในกระเป๋าตังค์มันมีอะไรหรือไงกัน

          “เธอ” คิงหันหน้ามาทางฉันพร้อมมองด้วยสายตาที่จะสื่อว่า‘จัดการมันที’

          “โทษทีคิง” ฉันเบนหน้าหนีไปทางอื่น จังหวะเดียวกันนั้นเพลิงก็เดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นพอดี

          “ไหน อะไรอยู่ในนั้นคะ! เอามาเผือก” ลัคกี้กระโจนเข้าไปหาไอ้โซนอย่างรวดเร็วจนคว้าเอากระเป๋าตังค์มันไว้ได้ทัน

          “เชี่ย!”

          “อุ๊ยตาย..” กะเทยลัคกี้เอามือทาบปาก ก่อนจะเงยหน้ามองมายังฉัน “อีเซียร์! รับ!”

          กระเป๋าตังค์สีน้ำตาลถูกโยนมาที่ตักฉันในสภาพเปิดอ้า ไอ้โซนที่อยู่อีกฝั่งรีบกระโจนเข้ามาคว้าไว้อย่างรวดเร็ว

          แต่ฉันเห็นทันนะ

          ..รูปผู้หญิงคนนึง

          “กรี๊ด! ทำไมไม่รีบรับไว้ยะ” ลัคกี้แผดเสียง ฉันเบนหน้าหนีไปทางอื่นโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

          ฉันจะไม่คิดมากเรื่องรูปนั่น คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

          “ไอ้เพลิง เพื่อนมึงนี่บันเทิงกันดีนะ” โชพูดยิ้มๆ ฉันว่าหมอนี่แลดูแล้วเป็นคนอัธยาศัยดีพอสมควร

          “ใครเพื่อนคะ นี่เมีย” ยัยลัคกี้ยังไม่วายเดินเข้าไปกอดเพลิงจนหมอนั่นต้องเบ้หน้าและผลักยัยลัคกี้ออกไป

          “เค้กที่ฉันซื้อมาจะเอาออกมาเป่าเลยมั้ย” อยู่ๆควีนก็พูดขึ้นมา

          “อืม อยู่ในตู้เย็น เดี๋ยวไปหยิบออกมาให้”

          “มึงหยุดเลยไอ้เพลิง เจ้าของวันเกิดต้องนั่งอยู่เฉยๆ เดี๋ยวกูไปช่วยควีนคนสวยเขาหยิบเอง” โชโพล่งขึ้นก่อนจะลุกออกไปพร้อมควีน

          “เดี๋ยวฉันไปช่วยถือจานแล้วกัน” รสหวานเองก็ลุกตามออกไป

          “ใจร้ายกันจังวะ วันเกิดกูไม่เห็นมีเค้ก” คล้อยหลังจากที่สามคนนั้นเดินออกไปเสียงไอ้โซนก็ดังขึ้นมา..

          ทุกคนในที่นี้หันไปมองมันอย่างพร้อมเพรียง

          “น้อยใจ?” คิงเลิกคิ้ว “..เค้กก้อนเดียว”

          ฉันว่าเขาคงตั้งใจจะบอกว่า‘จะน้อยใจไปทำไมกับอีแค่เค้กก้อนเดียว’ล่ะมั้ง คิงก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ

          ไม่นานนักสามคนนั้นก็กลับเข้ามาพร้อมกับเค้กก้อนใหญ่ เราทุกคนในที่นี้ร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้เพลิง

          กระทั่งเพลงจบและเทียนวันเกิดดับลง..

          “ขอให้มึงหล่อขึ้น แต่อย่าเกินหน้าเกินตากู” เสียงไอ้โซนดังขึ้นคนแรก

          “ขอให้มึงหาเมียได้ไวๆ” ตามมาด้วยแซด

          “กูจะขอให้มึงรวยมึงก็รวยอยู่แล้ว” แล้วก็โช

          “ขอให้ไฟนอลนี้ไม่ติดเอฟก็แล้วกัน” ส่วนนี่เป็นเสียงรสหวาน

          “ก็ให้ผัวเพลิงหาเมียได้เร็วๆนะคะ อ้อ! ถ้าหาไม่ได้ลองเปิดใจกินกะเทยดูบ้างก็ดีนะคะ!” ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าใคร

          “สุขภาพแข็งแรง” ควีนเอ่ยราบเรียบ

          “ไม่รู้จะอวยพรอะไร” ตามมาด้วยคิง

          ..แล้วก็ฉัน

          “ขอให้..” ฉันขยับริมฝีปากเพียงแค่นั้นแล้วก็ชะงักไป คนอื่นๆก็พูดไปกันหมดแล้วซะด้วยสิ

          “คิดไม่ออกก็ไม่ต้องอวยพรก็ได้ ฉันไม่ได้ติดอะไร” เพลิงยกยิ้มมุมปาก เขายิ้มให้ฉัน..แต่กลับไม่ได้มองหน้าฉัน

          “มาๆๆ กินเค้ก” ไอ้โซนตะโกนขึ้นมาด้วยท่าทีเหมือนเด็ก อย่างที่บอกว่ามันชอบของหวาน..ฉันเองก็ไม่ต่าง

          หลังจากนั้นเราก็มีดื่มกันบ้างนิดหน่อย พวกผู้ชายก็ชวนกันเล่นเกมจนเวลาล่วงเลยไปประมาณสองชั่วโมง

          ระหว่างนั้นก็มีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาจากแชทของศึกรัก ฉันเปิดมันขึ้นมาอ่าน..

 

          S_Suekrak : อยู่ห้องหรือเปล่า

 

          ถ้าให้เดาเขาก็คงไปหาฉันที่ห้องล่ะมั้ง

 

          Me : ไม่อยู่

          S_Suekrak : ไปไหน

          Me : ไม่ใช่เรื่องของนาย

 

          ฉันตัดบทเพียงแค่นั้นก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลง แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงนาทีเจ้ากรรมนายเวรก็ดันโทรเข้ามา

          โอเค..ฉันกลั้นใจกดรับ

          [อยู่ไหน] เสียงทุ้มต่ำของปลายสายสะท้อนเข้ามาในโสตประสาท ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เลยตอบกลับไปทีเล่นทีจริง

          “บาร์เกย์”

          [ไปทำอะไร]

          “คิดว่าฉันมาทำอะไรล่ะ” มุมปากฉันยกขึ้น จังหวะนั้นไอ้โซนดันมองมาพอดี..และฉันก็ลากสายตาออกมา

          [เธอไม่ได้อยู่บาร์เกย์]

          “อีเซียร์! คุยกับผู้ที่ไหนยะหล่อน!” ลัคกี้ที่ดูท่าแล้วกึ่งเมากึ่งมีสติตะโกนขึ้น ทุกคนในที่นี้ได้ยินเสียงฉันที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กันทั้งหมดนั่นแหละ

          ฉันควรไปคุยข้างนอก แต่ช่างเถอะ..ยังไงก็มีค่าเท่ากัน

          “อืม ไม่ได้อยู่บาร์เกย์” ฉันไม่สนใจยัยลัคกี้และกรอกเสียงตอบกลับศึกรัก “แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรายงานความเคลื่อนไหวให้นายรู้ด้วย”

          [ฉันเข้าห้องไม่ได้]

          “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากันเป็นปม เอามือป้องปากเพื่อลดเสียงลง

          [ห้องเธอ]

          “เหอะ งั้นแค่นี้ก็แล้วกัน”

          [เดี๋ยว] ฉันเตรียมที่จะวางสาย แต่กลับถูกเขารั้งเอาไว้ [อยู่ไหน จะไปรับ]

          “ฉันอยู่งานวันเกิดเพื่อน พอใจหรือยัง” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คิดว่าถ้าไม่ตอบกลับไปตรงๆเขาก็คงถามอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะรู้

          [ที่ไหน]

          ในที่สุดฉันก็ยอมบอกชื่อหมู่บ้านและบ้านเลขที่ของเพลิงให้กับเขาไป..จังหวะนั้นเพลิงกับโซนก็หันมามองยังฉันพร้อมกัน

          [อืม ครึ่งชั่วโมงถึง] เราพูดคุยกับเพียงแค่นั้นก่อนที่ศึกรักจะตัดสายไป

          ..สรุปว่าคืนนี้ฉันต้องกลับกับเขา

          ไม่นานนักหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันเตรียมที่จะกลับ ไอ้โซนเดินมาหาฉัน..ยิงคำถามที่ไม่น่าจะออกมาจากปากมัน

          “จะกลับยังไง” มันขยับริมฝีปากด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

          “กลับเอง” ฉันตอบกลับไป เบนหน้าหนีไปทางอื่นและทำท่าจะเดินออกหนีออกมา

          “รถฉันว่าง” วินาทีนั้นไอ้โซนหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงและโยนมายังฉัน “ดื่มมาด้วย เธอขับก็แล้วกัน”

          “ฉันบอกแล้วว่าจะกลับเอง”

          และใช่ ฉันเลือกที่จะบอกว่าฉันกลับเองแทนที่จะบอกว่าศึกรักจะมารับ

          ..ขี้เกียจพูดให้มากความ

          “ขืนฉันขับไปแล้วรถคว่ำทำไง เธอเป็นฆาตกรเลยนะ”

          “ตรรกะอะไร”

          “ตรรกะคนหล่อ” มันไม่ได้ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าหมั่นไส้ลดน้อยลงเลย

          ฉันรู้ว่ามันรู้อยู่แล้วว่าฉันจะกลับยังไง คิดว่าคงได้ยินที่ฉันคุยโทรศัพท์แต่คงไม่รู้ว่าคนที่จะมารับฉันคือใครมากกว่า

          “เอากุญแจคืนไป” ฉันโยนกุญแจรถกลับคืนไปให้ไอ้โซน ดีที่มันรับเอาไว้ได้ทัน “ฉันกลับกับศึกรัก”

          “...”

          “ถ้าอยากหาคนขับก็ให้คนอื่นขับแทนก็แล้วกัน” น้ำเสียงฉันเป็นปกติ ไม่ได้กระโชกโฮกฮากหรือแข็งกร้าว

          ก็แค่จะแสดงให้เห็นว่าในเมื่อมันเลือกอลินฉันเองก็จะเลือกศึกรักเหมือนกัน

          ..ถือว่าหายกัน ทางใครทางมัน



          Suekrak’s talks

 

          บรรยากาศบนรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน มันเป็นแบบนี้มาซักพักแล้วนับตั้งแต่เซียร์ขึ้นมานั่งบนรถ

          “วันเกิดใคร” ผมตัดสินใจถามออกไป ส่วนหนึ่งเพราะอยากทำลายเดดแอร์พวกนี้ด้วยเหมือนกัน

          “เพลิง” เพียงแค่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากเธอก็ทำเอาผมชะงักกึกไปนานหลายวินาทีอยู่เหมือนกัน

          ก่อนหน้านี้ผมไปหาเซียร์ที่ห้อง แต่กดออดเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอมออกมาเปิดประตู จนกระทั่งได้คำตอบว่าจริงๆแล้วเธออยู่งานวันเกิดเพื่อน

          ก็คิดว่าเพื่อนที่ไหน

          ..ที่แท้ก็ไอ้ผู้ชายที่เคยยืนจูบเซียร์อยู่หน้าห้อง

          “เมื่อกี้ก็บ้านมัน?” ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ถามอะไรต่อแต่ริมฝีปากกลับขยับออกไปด้วยน้ำเสียงห้วนจัดอย่างไม่สบอารมณ์

          ไม่เข้าใจตัวเองอยู่เหมือนกัน พอรู้ว่าเป็นมันก็คุกรุ่นขึ้นมา

          “อืม” เธอครางรับด้วยน้ำเสียงที่ดูเนือยๆ

          สายตาผมทอดยาวไปยังท้องถนน ตอนนี้ค่อนข้างดึกแล้วแต่กลับเต็มไปด้วยรถยนต์ ผมคิดอะไรไปเรื่อย..

          “เธอ” ผมเรียกเซียร์ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงพอดี เท้าผมเหยียบเบรคและรถค่อยๆหยุดลง “คิดยังไงกับมัน”

          “...”

          “แค่เพื่อน? หรือมากกว่านั้น” เซียร์คิดยังไงกับมันผมไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมรู้คือสิ่งที่มันกำลังคิดกับเซียร๋

          ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่มากกว่านั้น

          ..เป็นผู้ชายด้วยกันทำไมจะดูไม่ออก

          ยิ่งวันนั้นที่ผมเห็นมันจูบเซียร์ที่หน้าห้องยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีทางที่จะจูบโดยที่ไม่ได้คิดอะไร..ผมก็กรณีเดียวกัน

          “ช่วงนี้นายดูสนใจเรื่องของฉันจังนะ” วูบนั้นเธอหันมาบิดยิ้มใส่ผม “ทำไม? เกิดหลงฉันขึ้นมาแล้วเหรอ”

          หลง?

          “ก็คงงั้น” ผมตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ ที่เธอเข้าใจก็เกือบถูก

          เรียกว่ารักคงยังไม่ได้ เรียกว่าชอบก็ไม่เชิง เรียกว่าสนใจก็เกินขั้นนั้น ก็คง..เรียกหลงล่ะมั้ง

          ผมกับเซียร์กลับมาถึงคอนโดในครึ่งชั่วโมงให้หลัง ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปในห้องเธออย่างไม่เกรงใจ สองวันที่ผ่านมาผมมานอนที่ห้องเซียร์

          และวันนี้ก็จะยังคงเป็นแบบนั้น

          สองคืนก่อนผมยอมนอนที่โซฟาด้านนอก แต่คืนนี้จะไม่ใช่แบบนั้น

          “วันนี้นอนด้วย” ผมขยับริมฝีปาก เซียร์หันมามองหน้าผมและปรายตามองไปยังโซฟาตัวใหญ่ที่ผมใช้นอนมาตลอดสองวัน “ไม่ใช่ที่โซฟา”

          “...”

          “ในห้อง”

          “งั้นก็เชิญนายกลับไปนอนห้องนายก็แล้วกัน” เธอสะบัดตัวหันหลังไปและทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องนอน แต่ว่า..

          สวบ..!

          ผมจัดการใช้ท่อนแขนรวบเอวบางเข้าหาตัว ออกแรงเกร็งไม่ให้ร่างบางขยับหนีไปไหน เกยคางไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่งของเธอ

          กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่โชยมาเตะจมูกทำให้ผมออกแรงกระชับที่ท่อนแขนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

          “..ไม่ทำอะไรหรอก” เสียงผมแผ่วเบากว่าปกติหลายเท่าจนเป็นเหมือนกับเสียงกระซิบ

          “ปล่อย” น้ำเสียงเธอแข็งกร้าว เซียร์สูดลมหายใจเข้าปอดคล้ายกับพยายามข่มอารมณ์ไว้อยู่ คงกำลังหัวเสียกับผมน่าดู

          อืม ก็ตั้งใจจะปั่นประสาทเล่นแต่แรก

          “ตอบมาก่อน” ผมยังคงรั้น มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้น “ให้ไม่ให้?”

          “ไม่ให้” เธอแทบจะไม่ต้องคิด และผมก็ได้คำตอบมาในทันที

          “เหรอ” ผมครางรับ มืออีกข้างค่อยๆสอดเข้าไปในสาบเสื้อและลูบไล้ทั่วหน้าท้องแบนราบ “ไม่ให้นอนก็คงต้องให้อีกอย่าง ว่างั้นมั้ย?”

          “เหอะ จะนอนที่ไหนนั่นมันก็เรื่องของนาย” พูดจบแค่นั้นเซียร์ก็ผลักผมออกก่อนที่เธอจะเดินหายเข้าไปในห้องนอน ผมแค่นหัวเราะออกมา

          เมื่อกี้เห็นว่าหูแดง

          ..แค่สกินชิพนิดหน่อยทำเหมือนไม่เคย

          หลังจากนั้นผมก็กลับไปอาบน้ำที่ห้องตัวเองก่อนจะกลับเข้ามาในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง สองเท้าเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูห้องนอน ผมตัดสินใจเอื้อมมือออกไปปรากฏว่าเธอไม่ได้ล็อกเอาไว้เหมือนอย่างทุกที..

          ไม่รู้เหมือนกันว่านี่เป็นการเชื้อเชิญหรือแค่ลืมตัว

          “น..นาย” เซียร์อยู่ในสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัว ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้

          ผมไม่ได้พูดอะไรแล้วก็ไม่ได้ละสายตาไปจากเธอ ใช้เวลาไม่กี่วินาทีประตูก็ปิดลง สองเท้าผมเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ปลายเตียงขนาดใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียง

          “จะทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ว่า” ผมเอ่ยราบเรียบ “แก้ผ้าก็ได้ไม่ถือ”

          “ใครใช้ให้นายเข้ามา” เซียร์ไม่ได้สนใจคำพูดหยอกล้อของผมเมื่อกี้ เธอใช้มือกับชายผ้าขนหนูเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ใช้ดวงตาคู่นั้นมองมาที่ผมอย่างเอาเรื่อง

          “เธอ” ผมยกยิ้ม

          เธอชะงักและดูเหมือนว่าจะเถียงไม่ออก หรือไม่ก็รู้ว่าถึงเถียงไปผมก็ไม่มีทางออกไปแน่นอน เพราะงั้นก็เลยเลือกที่จะเงียบตอบ

          เซียร์เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ คุ้ยหาอะไรอยู่ซักพักก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

          ..ห้านาทีให้หลังเธอออกมาในสภาพที่สวมชุดนอนสีชมพูอ่อน

          เราสองคนไม่ได้มีใครพูดอะไรแต่ว่าผมยังคงมองตามเธออย่างไม่ละสายตา จดจ้องในทุกการกระทำและเห็นว่าเดินไปหยิบไดร์เป่าผมในลิ้นชักออกมาไว้ในมือ

          “เขยิบไปหน่อย” เธอเอ่ยเสียงเรียบ ร่างบางค้อมตัวลงไปเสียบปลั๊กไฟที่ข้างหัวเตียง

          “จะเป่าผม?” ผมขยับให้อย่างว่าง่าย ถามออกไปทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว

          “อืม”

          “เดี๋ยวเป่าให้” วูบนั้นแอบเห็นว่าเซียร์ชะงักไปชั่วขณะ ให้เดาก็คงคาดไม่ถึงว่าผมจะตอบกลับไปแบบนั้น

          “ฉันเป่าเองได้” พอได้ยินคำตอบแบบนั้นผมเลือกที่จะเงียบและไม่โต้ตอบ สิ่งที่ทำคือการแย่งไดร์เป่าผมจากเธอมาไว้ในมือตัวเอง

          ผมหยัดตัวขึ้นนั่ง จัดการรวบเอวบางให้นั่งลงที่ขอบเตียง จังหวะที่เธอล้มตัวลงนั่งกลิ่นหอมจากแชมพูทำให้ผมถามบางอย่างออกไป..

          “ใช้แชมพูยี่ห้ออะไร”

          “ทำไม”

          “หอมดี”

          “เอามานี่ ฉันจะเป่าเอง” วินาทีนั้นเธอหันมาหมายจะคว้าเอาไดร์เป่าผม แต่การที่เราอยู่ใกล้กันขนาดนี้ทำให้ในจังหวะที่เธอหันมาปลายจมูกเราเสียดสีกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

          ราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปทั่วร่าง

          และไม่ใช่ๆแค่เธอที่ชะงัก ผมเองก็ด้วย

          ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ไดร์เป่าผมหลุดออกไปจากมือ แล้วก็ตั้งแต่เมื่อไหรไม่รู้อีกเหมือนกันที่ผมจับเธอนอนราบลงบนเตียงแล้วคร่อมทับลงไปด้วยท่าทางล่อแหลม

          ..ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ริมฝีปากเราแตะกัน

          “ถ..ถอยไป” เธอเอ่ยออกมาให้วินาทีที่กำลังจะเลยเถิด ผมได้สติและเลือกที่จะเป็นฝ่ายผละออกก่อน เราต่างฝ่ายต่างเงียบ

          หลังจากนั้นเซียร์ออกไปข้างนอกพร้อมกับไดร์เป่าผม คาดว่าคงจะออกไปเป่าผมข้างนอก ผมล้มตัวลงนอนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้นมาอีกครั้ง..ผมหลับตา

          “นาย” เสียงเรียกดังขึ้นในระยะใกล้ คิดว่าเธอคงยืนอยู่ข้างเตียง

          “...” สิ่งที่ผมตอบเธอคือความเงียบ

          “ศึกรัก”

          ไม่รู้ว่าตอนนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วหลังจากที่เธอเดินกลับเข้ามาในห้อง ผมตัดสินใจลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

          รอบห้องมืดสลัว..เซียร์หลับไปแล้ว

          หลับอยู่ข้างผม

          ..เรานอนเตียงเดียวกัน

          ผมหยัดตัวขึ้นนั่ง มองร่างบางที่นอนหันหลังให้ ใช้สายตาลากสำรวจเธอท่ามกลางความมืดอยู่ซักพักก่อนจะจับเธอพลิกตัวนอนหงายและโน้มหน้าลงไป

          ผมจูบเธอ

          ..ไม่ได้ลึกซึ้ง เป็นเพียงแค่การแตะริมฝีปาก

          หลังจากที่ผละออกผมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา จับเธอพลิกตัวไปทางด้านข้างและสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง

          ในวินาทีที่กระชับอ้อมกอดผมกลับพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าแปลกใจ

          เซียร์ใส่บรา..

          เท่าที่เคยได้ยินมาผู้หญิงส่วนใหญ่เวลานอนจะไม่ใส่บราเพราะว่ามันค่อนข้างที่จะอึดอัด

          เธอคงระแวงผมน่าดู

          กึก..!

          ผมปลดตะขอ

 

          End Suekrak’s talks


          ฉันยังไม่หลับ..

          ก็จะให้หลับลงได้ยังไงในเมื่อนอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับเขาแบบนี้ ฉันค่อนข้างระแวงเขาและระวังตัวอยู่พอสมควร

          ฉันรู้ตัวในทุกการกระทำของศึกรัก เขาหยัดตัวขึ้นนั่ง โน้มหน้าลงมา..และจูบฉัน

          ลมหายใจสะดุดไปในวินาทีนั้น รู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปทั่วร่าง เลือดสูบฉีดจนรู้สึกร้อนและอึดอัดไปทั่วทั้งตัว ฉันเม้มริมฝีปากในตอนที่เขาผละออกไป

          นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการลักหลับ

          ฉันทำตัวให้เป็นปกติ ไม่ลุกขึ้นมาโวยวายและยังคงแกล้งหลับต่อไป ศึกรักสวมกอดฉัน..เขาสอดฝ่ามือร้อนระอุเข้ามาทางด้านหลังและปลดตะขอบราที่ฉันใส่อยู่

          พรึ่บ!

          “ทำอะไรของนาย?!” ฉันกระชากเสียงใส่เขาพร้อมกับเด้งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ รีบใช้มือทั้งสองข้างยึดไม่ให้บราหลุดออกจากตัว

          “...” เขาเงียบ ไม่สะทกสะท้านและไม่มีท่าทีตกใจที่อยู่ๆฉันก็เด้งตัวขึ้นมา

          “ฉันถามว่านายทำอะไร” ฉันกดเสียงลงต่ำ สูดหายใจเข้าเต็มปอด

          “กลัวอึดอัด” คำตอบที่ออกมาจากปากเขาทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าว เขากำลังกวนประสาท..ข้อนี้ฉันรู้ “ถอดนอนก็ได้ ไม่ว่า”

          “จะไปไหนก็ไป!” ฉันเอื้อมมือไปคว้าเอาหมอนข้างตัวเขวี้ยงใส่หน้าเขา แต่ดูเหมือนว่าศึกรักจะรับเอาไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด

          น่าโมโห น่าหงุดหงิด ทำอะไรไม่เข้าท่า

          เราเงียบกันอยู่อย่างนั้น ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างไม่ละสายตา และไม่รู้ว่าตอนไหนเหมือนกันที่ขอบตาฉันร้อนผ่าวแบบนี้

          “เธอ..”

          “...”

          “ร้องไห้?” เสียงของเขาแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ามือหนาเอื้อมมาเกลี่ยผิวข้างแก้มฉันอย่างแผ่วเบา

          ฉันปัดมือเขาออก..

          “จะไปไหนก็ไป” ดวงตาฉันหลุบตา

          “ขอโทษ ไม่ทำแล้ว” ฝ่ามือหนากำลังลูบหัวฉันอย่างปลอบโยน “..ไม่ทำแล้ว”

          เขาไม่ได้บอกฉัน

          ..แต่เขากำลังบอกตัวเอง

          เราต่างคนต่างเงียบกันอยู่ซักพักก่อนที่เขาจะผละออกและเดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบเชียบ

          เข้าใจแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว

          ..ต้องให้ดราม่าใส่แบบนี้ใช่มั้ยเขาถึงจะหยุด


..........

......

เป็นห่วงนะ กลัวอึดอัด คิกๆ

[เลื่อนลงมาอ่านจะดีมาก]

สำหรับเรื่องนี้ไรท์หย่อนปม แง้มเฉลยไว้ทุกตอนเลยนะ บางคนอาจดูออกบางคนอาจดูไม่ออกก็ต้องว่ากันไปงิ

มีใครยังจำน้องผู้หญิงที่ท้องแล้วศึกช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลได้บ้าง..เปล่า ถามเฉยๆ หึหึหึ

ส่วนฉากวันเกิดเพลิงจริงๆมันมีรายละเอียดมากกว่านี้แต่ไรท์ตัดออก ไม่ใช่ฉากสำคัญนั่นแหละ55+

แล้วก็ไรท์เคยบอกในทวิตไว้แล้วนะว่าเรื่องของโซนง่ะมีแน่ๆ แต่นางเอกเป็นใครก็ลุ้นเอา คิก

แล้วก็ที่อยากจะบอกคือที่ผ่านมาอาจจะดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างศึกรักกับเซียร์ไม่ค่อยพัฒนา แต่เปล่านะ..ลองเทียบดูตอนแรกกับตอนนี้สิ คนละขั้วอารมณ์เลย55+

สุดท้ายนี้ก็ไปติดแท็ก #ศึกรักเซียร์ เยอะๆ ไม่อยากให้ทุกคนเลิกติดตามเพราะเบื่อนะ จุ๊บ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 418 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #333 SoulTun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 19:03

    ซีนห้องนอนนี่คือข้าวใหม่ปลามันชัดๆ (มั้ง)5555555555

    #333
    0
  2. #332 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 23:28
    ก็ต่างคนต่างแกล้งหลับแหละ โว้ย เขินโว้ย ในที่สุด!!!
    #332
    0
  3. #331 Ms.right (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 23:18

    ศึกออกไปไหนอ่ะ ไม่นอนต่อแล้วหรอ55

    #331
    0
  4. #330 firstzy93 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 23:07
    เซียร์ต้องเล่นบทดราม่า
    #330
    0
  5. #329 tateeb23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 23:06
    งื้อเขินนาา อ่อนโยนก็เป็นนี่ เขิง
    #329
    0
  6. #328 toeysunida (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 23:05
    แงง มีลูบหัว มีความอ่อนโยนหน่อยๆ☺️
    #328
    0
  7. #327 SoulTun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 17:05

    คืออยากเห็นศึกรักกับเซียร์หวานกันมากกว่านี้สัก3% 55555

    #327
    0
  8. #326 tateeb23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 10:25
    หรือผู้หญิงที่แท้งคนนั้นจะเกี่ยวกับเพลิง/อยากรู้นะว่าสำหรับโซนแล้วเซียร์หรืออลินที่สำคัญกับโซนมากกว่ากัน/คิดว่าเรื่องโซนก็คงมีอลินกับเส้นไหมเกี่ยวอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกคือเหมือนโซนจะคู่อลิน แม้จะไม่อยากให้อลินเป็นนางเอกก็เถอะ แต่รู้สึกแบบนั้นอ่ะ แต่ถ้าไม่ใช่อลินก็ดี ถึงต่อให้นางจะเปลี่ยนเป็นคนดีก็ไม่ชอบอ่ะ คือความรู้สึกแรกมันไม่ชอบแล้วมันก็คือไม่ชอบตลอดอ่ะ5555
    #326
    0
  9. #325 fahoung (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 07:04
    อยากให้โซนคู่กับเส้นไหม
    #325
    0
  10. #324 Ms.right (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 00:53

    นิยายแนวสืบสวน​555

    #324
    0
  11. #323 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 22:13
    ขอย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ตอนแรกแป๊บ! มันจะต้องมีเงื่อนงำ!
    #323
    0
  12. #322 firstzy93 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 22:13
    ปมอารายยย 555
    #322
    0
  13. #321 Charlinda88 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 21:52
    ผู้หญิงในกระเป๋าตังค์โซนคือ อลิน สินะ

    โซนดึงเส้นไหมมาแก้แค้นศึกรัก

    ศึกรักดึงเซียร์ เพราะคิดว่าเป็นแฟนโซน

    แล้วโซนชอบอลิน แต่อลิน สนใจศึกรัก

    เดาล้วนๆ เลย 555
    #321
    0
  14. #319 SoulTun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 17:48

    ศึกรักกับโซนนี่ความลับเยอะจังเลยเฟ้ย

    #319
    0
  15. #318 ชณิชามล (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 15:51
    โซนต้องเป็นคนที่ทำลินท้องแล้วแท้งแน่เลยอาจจะเคยทิ้งลินมาก่อน ลินเลยแก้แค้นโดยเข้ามายุ่งกับศึกรักทำให้สองคนทะเลาะกัน มโนล้วนๆ
    #318
    0
  16. #317 ffskml9 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 07:47
    หรือศึกรักบอกว่าเซียร์ท้อง?
    #317
    0
  17. #316 Ms.right (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 01:28

    ศึกรักพูดอะไรร

    #316
    0
  18. #315 firstzy93 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 01:01
    ห่วงอ่ะดิ
    #315
    0
  19. #314 tateeb23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 23:44
    ศึกรักพูดอะไรกับเพลิง???
    #314
    0
  20. #313 Tawan_khaphithun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 22:59
    มีออร่ามุ้งมิ้ง
    #313
    0
  21. #312 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 21:34
    ศึกรักเป็นห่วงเซียร์อะดิ เขาเป็นลมวูบแล้วตามติดแจเลยนะ แหม่
    #312
    0
  22. #311 fahoung (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 21:15
    รอค่าาาา
    #311
    0
  23. #310 firstzy93 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 13:47
    รอค่าาา
    #310
    0
  24. #309 tateeb23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 10:52
    ห้ะอะไรเสียงตะโกนอะไร รอน๊าาาา
    #309
    0
  25. #307 NoppawanChol (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 08:12
    รอน้าาาาาาาา
    #307
    0