เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 16 : Chapter 13 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..เหตุผล• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,840
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 324 ครั้ง
    28 ก.ย. 62


และนี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันคิดได้

..ก็คนอย่างฉันนั้นไม่ยอมให้ใคร

แต่กลับยอมให้เธอทั้งใจจนบัดนี้

ก็ยังยอมรอให้เธอคืนกลับมา

 เพลง 1 ใน 10,000 เหตุผล-STAMP ft.SIRPOPPA




Chapter 13

เพราะ..เหตุผล

.....

...

 

          “ศึกรักจริงๆสินะ!” ดูเหมือนว่าเธอจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้จริงๆนั่นแหละ “ทำไมถึงมาด้วยกันอะ อย่าบอกนะว่าเธอตั้งใจจะเปิดศึกกับอลินจริงๆ..?”

          อลินเหรอ..

          ทำไมไม่ว่าหน้าไหนๆก็พูดถึงยัยนั่นอยู่เรื่อย

          “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

          “ไม่ใช่หรอกเหรอ” เฟื้องถอนหายใจและทำสีหน้าท่าทางราวกับกำลังผิดหวัง “น่าเสียดายนะ”

          “อะไรที่ว่าน่าเสียดาย ขยายความหน่อย” ฉันเลิกคิ้ว มุมปากเหยียดตึง

          “ก็ถ้าสมมติว่าเธอคิดว่าเปิดศึกกับยัยอลินนั่นด้วยการคว้าศึกรักมาควงนะ..อีเฟื้องคนนี้รับรองว่างานนี้มีตายกันไปข้าง!”

          “ขนาดนั้น?”

          “แหม เป็นเธอเธอจะยอมให้แฟนเก่าที่พึ่งเลิกกันไปมีซัมติงกับผู้หญิงที่พึ่งจะฟาดกันมาเหรอ”

          แฟนเก่าเหรอ..

          ศึกรักเป็นคนบอกฉันเองว่าเขากับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย

          “นี่ๆ ไม่ลองควงเล่นๆดูหน่อยล่ะ” เฟื้องยิ้มกรุ้มกริ่ม “ศึกรักก็ไม่ได้เลวร้ายนะ..ดูท่าทางแล้วน่าจะเปย์เก่งซะด้วย รวยซะขนาดนั้น”

          “หืม?” ฉันเลิกคิ้ว รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นมาตรงมุมปาก

          พอจะจำได้ลางๆว่าเฟื้องเคยบอกฉันว่าศึกรักกับอลินก็นิสัยเหมือนๆกัน แถมยังเปรียบเป็นกรวดกับทรายซะด้วยนะ

          ..ทำไมอยู่ๆถึงกลับคำกันล่ะ

          “มันอาจจะดีก็ได้นะเซียร์ คิก” เฟื้องลอบขำ

          “เหรอ”

          หลังจากนั้นฉันก็ติวหนังสือให้เฟื้องนิดๆหน่อยๆ พอคลาสเริ่มเธอก็ลากฉันให้ไปนั่งด้วยกันซึ่งปกติแล้วเฟื้องนั่งติดกันกับพวกเดอะแก็งค์ แต่วันนี้กลับลากให้ฉันมานั่งด้วยกันแถวหน้าสุด

          กระทั่งจบคลาสพวกนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันกับเฟื้อง..

          “ไงเซียร์” เหมยเป็นคนทักฉัน ก่อนที่ยัยนั่นจะตวัดสายตาไปทางเฟื้อง “มานั่งกับเสนียดแบบนี้ดีแล้วเหรอ”

          “...” หืม?

          “ไงเฟื้อง” เหมยปั้นยิ้มใส่เฟื้อง “เหลือตัวคนเดียวก็เลยมาหาพวกเหรอ”

          “เซียร์ ฉันไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ” เฟื้องยืนขึ้นเต็มความสูงก่อนที่เธอจะก้มลงไปกระซิบกับพวกเหมย “..จะเคลียร์ก็ไปเคลียร์กันข้างนอก”

          ได้ยินก็จริง แต่ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉันซักหน่อย

 

          ฉันเลิกเรียนแล้ว..

          แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้ฉันงุนงงที่สุดคือข้อความที่ถูกส่งมาตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงแต่ฉันไม่ได้กดเข้าไปอ่าน


          S_Suekrak : เย็นนี้กลับยังไง

          S_Suekrak : เดี๋ยววนรถเข้าไปรับตอนสี่โมง

 

          ชื่อนั่นไม่ว่าจะอ่านยังไงก็เป็นศึกรักแน่ๆ..มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

          เขาไปเอาไลน์ฉันมาจากไหน

          ..ไม่สิ มันขึ้นว่าเพิ่มจากหมายเลขโทรศัพท์

          แล้วเขาไปเอาเบอร์ฉันมาได้ยังไง

 

          Me : ไม่ต้อง

          Me : นายเอาเบอร์ฉันมาจากไหน

 

          ฉันรัวนิ้วส่งข้อความกลับไป

          “เซียร์กลับไงอะ” เฟื้องที่พึ่งเก็บของเสร็จเดินเข้ามาขนาบข้างฉัน

          “ไม่รู้สิ คงนั่งแท็กซี่กลับ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกมา

          “งั้นหารค่าแท็กซี่กันมั้ย บ้านเธอไปทางไหนอะ” เฟื้องเสนอ

          ฉันกำลังจะตอบกลับไปแต่ว่าดันถูกแจ้งเตือนโทรศัพท์ขัดจังหวะเข้าซะก่อน

          ศึกรักตอบกลับมาแล้ว..

          รวดเร็วดีจริงๆ

 

          S_Suekrak : รออยู่ใต้ตึก

 

          ฝีเท้าฉันชะงักทันทีที่เห็นข้อความนั่น

          ..ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าไม่ต้อง

          “หืม อะไรๆ” เฟื้องถามพร้อมกับชะโงกหน้ามาดูด้วยความสงสัย

          ฉันลดหน้าจอโทรศัพท์ลงและเก็บมันลงไปในกระเป๋าก่อนจะเดินออกมาด้วยท่าทีปกติเพื่อกลบเกลื่อน

          “ไม่มีอะไร”

          กระทั่งเดินลงมาจากบันไดของตึก..ใครจะคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินเข้ามาในตึกแบบนี้

          “เซียร์ นั่นศึกรักนี่” เสียงของเฟื้องดังขึ้นข้างหูฉัน

          “...” อือ เห็นแล้ว

          เห็นตั้งแต่ตอนที่ไอ้โซนกับหมอนั่นยืนคุยอะไรกันซักอย่างแล้วก็เดินออกไปแล้ว

          “มาทำไรคณะเราอะ อย่าบอกนะว่า..” เฟื้องหยุดคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะหันมามองหน้าฉันในท้ายประโยค

          “...” อือ ก็คงจะมารอรับฉันอย่างที่ว่า

          ฉันคงตีความความหมายของคำว่า ‘รอใต้ตึก’ ผิดไปนิดหน่อย

          เข้าใจว่าวนรถเข้ามาแล้วจอดรถรออยู่ที่ใต้ตึก..แต่นึกไม่ถึงว่าจะหอบสังขารลงมายืนบื้ออยู่แบบนี้

          ..กลัวว่าฉันจะหนีหรือยังไงกัน

          วินาทีนั้นศึกรักหันมาสบตากับฉันเข้าพอดิบพอดี เฟื้องเองก็มองศึกรักตาไม่กระพริบ

          การที่ทั้งฉันทั้งเฟื้องหยุดนิ่งอยู่กับที่นั่นทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเราสองคน

          “ฉันกลับเองได้” ฉันสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะกลั้นใจพูดกับเขา

          “อะแฮ่ม” เฟื้องที่ยืนข้างกันกระแอมไอออกมา “เดี๋ยวค่าแท็กซี่ฉันออกเองคนเดียวก็ได้เนอะ ไปแล้วนะเซียร์..บาย!”

          คล้อยหลังจากที่เฟื้องเดินออกไป ฉันก็หันมาเผชิญหน้ากับศึกรัก

          “นายไม่มีความจำเป็นต้องไปรับไปส่งฉัน บอกแล้วว่ากลับเองได้” ฉันเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกมา แต่กลับถูกเขารั้งไว้ด้วยคำพูด..

          “อยู่คอนโดเดียวกัน ห้องก็ตรงข้ามกัน”

          “...”

          “ทำไมต้องให้เธอเสียเงินค่าแท็กซี่” น้ำเสียงแข็งกร้าวเอ่ยออกมาจากราบเรียบ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกลงมา ร่างสูงขยับเข้ามาประชิดจนได้กลิ่นกายอ่อนๆลอยมาเตะจมูก

          ฉันเข้าใจความหมายของเขา แต่..

          “ไม่อยากติดหนี้บุญคุณ”

          “ฉันไม่เรียกมันว่าบุญคุณ” ศึกรักถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวก่อนจะเดินนำออกไป

          ท้ายที่สุดฉันก็ขึ้นมานั่งบนรถเขา..ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แล้วก็ไม่ได้อยากจะรู้ด้วย

          แต่ในเมื่อเขาบอกว่านี่ไม่ใช่บุณคุณฉันก็จะขอไม่เกรงใจ เพราะอย่างน้อยมันก็ดีกับฉันตรงที่ไม่ต้องมานั่งจ่ายค่าแท็กซี่

          อยู่ๆคำถามที่คาใจมาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว..

          “ศึกรัก” ฉันเอ่ยเรียกเขา ศึกรักในชุดนักศึกษาที่กำลังขับรถอยู่ปรายตามองมาทางนี้

          “อืม”

          “ที่นายบอกเมื่อเช้านี้..ที่ว่ารู้จักฉันก่อนจะรู้จักกับไอ้โซน”

          “...”

          “หมายความว่าไง”

          เขามองฉันค้างไว้เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็หันหน้ากลับไปยังท้องถนน

          “อยากรู้เหรอ..”

          “ถ้าไม่อยากรู้แล้วฉันจะถามนายทำไม” ให้ตายสิ รู้สึกหงุดหงิดกับผู้ชายคนนี้จริงๆ

          “ไว้ฉันอยากบอกแล้วจะบอก”

          “แต่ฉันอยากรู้ตอนนี้” ฉันเน้นย้ำให้เขาได้ยินที่ละคำอย่างชัดเจนแต่เขากลับไม่ยี่หระ

          “ยังไม่ถึงเวลาที่ฉันจะบอก”

          ฉันแค่นหัวเราะ..เหอะ ถ้าไม่อยากจะบอกนักก็ไม่ต้องบอก ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะรู้มันแล้วเหมือนกัน

          “..แต่ถ้าเธออยากรู้นักจะให้บอกตอนนี้เลยก็ได้” เสียงของเขาดังขึ้นมาหลังจากที่เกิดเดดแอร์ขึ้น

          “ไม่เอา” ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่คาใจมาตั้งแต่เช้า แต่ฉันกลับเลือกที่จะปฏิเสธ “..ไม่อยากรู้แล้ว”

          “ตามใจ”

          “แต่ฉันขอถามอีกหนึ่งคำถาม” คำพูดของฉันเรียกให้เขาหันหน้ามาสบตากับฉันแทบจะในทันที

          “...” เขาไม่พูดอะไร คาดว่าคงรอให้ฉันพูด

          “ทำไมนายต้องเสแสร้งแกล้งทำดีกับฉัน” ฉันกลั้นใจถามออกไปเป็นคำถามที่สอง แต่พอนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปก็เลยปรับเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ไม่สิ นายไม่ได้ทำดี..นายก็แค่ทำในสิ่งที่เมื่อก่อนนี้ไม่ได้ทำ”

          “หมายถึง..?” เขาเลิกคิ้ว

          “ก็อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้” ฉันเบนสายตาออกมาจากใบหน้าเขา “นายให้ฉันติดรถมาด้วยแต่นายบอกว่าไม่คิดว่าเป็นบุญคุณ แล้วนายจะทำไปทำไมในเมื่อไม่ได้อะไรตอบแทน”

          “ไม่เคยยิน?” ฉันเห็นจากหางตาว่าศึกรักหันหน้ากลับไปแล้ว ฉันจึงได้โอกาสลอบมองเขาจากเสี้ยวหน้าด้านข้าง “คงที่ทำอะไรแบบไม่หวังผลตอบแทน..”

          “...”

          “ก็แปลว่าเต็มใจทำ”

          “ฉันอยากรู้เหตุผล” เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน

          “ไม่รู้เหมือนกัน”

          “...”

          “บางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลของมัน ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ก็เหมือนกัน”

          “แต่ฉันคิดว่าทุกอย่างมันต้องมีเหตุผลของตัวมันเอง” อาพิณเคยสอนฉันมาแบบนี้ตอนเด็กๆ

          ไม่มีคำว่า‘ไม่มีเหตุผล’บนโลกใบนี้

          “เธอบอกว่าเธอขยะแขยงฉัน ถ้างั้นก็คงเพราะฉันรู้สึกผิดที่เคยทำอะไรเธอมั้ง”

          คำพูดที่ฉันเคยพูดกับเขาในวันที่เราเกือบจะดูหนังด้วยกันที่ห้างย้อนกลับเข้ามาในหัว..


          ‘ฉันไม่เคยพูดว่าเกลียดเธอ’

          ‘แล้วนายไม่คิดว่าฉันเกลียดนายบ้างเหรอ..’

          ‘...’

          ‘ไม่คิดว่าเรื่องคืนนั้นมันทำให้ฉันขยะแขยงนายบ้างเหรอ’


          “ถ้าเป็นแบบนั้นก็เสียใจด้วย..” ฉันเบนสายตาจากเสี้ยวหน้าของเขาและมองออกไปนอกรถ “ตอนนั้นขยะแขยงยังไงตอนนี้ก็ขยะแขยงอย่างงั้น ไม่มีประโยชน์หรอก”

          “บอกแล้วว่าไม่หวังผลกับสิ่งที่ทำอยู่”

          “...”

          “เพราะงั้นเธอจะคิดยังไงกับฉันมันก็เรื่องของเธอ”

          รู้อะไรมั้ย..

          เสียงฉันแผ่วลงไปกว่าครึ่ง

          “จะว่าไปนายมีไลน์ฉันได้ยังไง ไปเอาเบอร์มาจากไหน” ฉันถามในสิ่งที่พึ่งจะนึกขึ้นได้ออกไป

          “...”

          “...”

          “..ไม่เห็นยาก”



          20.21น.

          -One Wan-

 

          ตอนนี้ฉันอยู่ที่วันวานเพราะว่ายัยลัคกี้เป็นคนทักมาชวน

          ยัยนั่นบอกฉันว่าคนที่มาด้วยกันมีคิง ควีน แล้วก็รสหวาน

          ..แต่ใครจะไปรู้ว่านอกเหนือจากที่กะเทยลัคกี้จะไลน์มาชวนฉันแล้ว ยัยนั่นยังไลน์ไปชวนเพลิงกับโซนด้วย

          กลายเป็นว่าวันนี้เดอะแก็งค์ของเราอยู่ครบพร้อมหน้า แต่สำหรับฉันแล้วบรรยากาศมันอึดอัดกว่าที่คิด

          ฉันไม่อยากเจอไอ้โซน แล้วก็ไม่กล้ามองหน้าเพลิง

          “อีเซียร์! วางได้แล้วนะโทรศัพท์ในมือนั่นน่ะ เห็นเอาแต่ก้มหน้าเล่นไม่วางตั้งแต่มาแล้ว” ลัคกี้จีบปากจีบคอและเผยอหน้ามองมาฉันโทรศัพท์ในมือฉัน

          ฉันละสายตาจากจอโทรศัพท์และเงยหน้ามองไปยังฝั่งตรงข้าม

          ลืมไปว่าเพลิงนั่งอยู่ตรงข้ามกันกับฉัน..เขาเองก็มองมาเหมือนกัน กลายเป็นว่าเราสบตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้

          ..ฉันเม้มริมฝีปากแน่น

          “อะไรกันเนี่ยสองคนนี้! มองหน้ากันแล้วก็ต่างคนต่างเขิน ซัมติงอะไรไหนเล่า!”

          เขินเหรอ..?

          ในสายตาคนอื่นมองว่าเขินสินะ

          “อย่าเงียบกันทั้งคู่สิยะ เห็นมั้ยอีควีนหูผึ่งแล้วเนี่ย” ลัคกี้ยกยิ้มกรุ้มกริ่ม ควีนที่ถูกเอ่ยถึงก็ปรายตามองยัยกะเทยนั่นอย่างเอาเรื่อง

          “ทำไมต้องเป็นฉัน” นั่นเป็นเสียงควีน

          “ไม่มีอะไร” ส่วนนี่เพลิงเป็นคนตอบ

          เรานั่งสังสรรค์กันอยู่แบบนี้ร่วมชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่ฉันจะโฟกัสอยู่กับโทรศัพท์ในมือซะมากกว่า

          ระหว่างที่ลัคกี้กับคนอื่นๆกำลังคุยกันถึงเรื่องข่าวซุบซิบดาราที่กำลังมาแรง..แจ้งเตือนแชทในโทรศัพท์ฉันก็เด้งขึ้นมา

          ใครจะคิดว่าจะเป็นผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันตอนนี้

          ..เป็นเพลิง

 

          เพลิง : ขอคุยด้วยหน่อย

          เพลิง : ถ้าเธอไม่อยากคุยก็ถือซะว่าไม่เห็นข้อความพวกนี้ก็แล้วกัน

 

          เรียวคิ้วฉันขมวดมุ่นเมื่อได้อ่านข้อความพวกนี้..

          วินาทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะสบตากับเขา ร่างสูงของเพลิงก็ยืนขึ้นเต็มความสูงส่งผลให้บทสนทนาของพวกลัคกี้หยุดชะงักลงกลางคัน

          “ไปห้องน้ำ เดี๋ยวมา” เพลิงทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่เขาจะเดินออกไป

          วูบหนึ่งฉันเห็นว่าเขาหันหลังกลับมามองทางนี้ด้วย..

 

 

          Plerng’s talks

 

          ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้ผมเรียกเซียร์ออกมาคุย..

          แต่ผมไม่ได้บังคับเธอ นี่เป็นการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่งของผม

          วูบหนึ่งผมหันหลังกลับไปและพบว่าเธอยังคงนั่งนิ่งและมองมาทางนี้

          นั่นแหละ..

          ถึงจะไม่ได้เป็นการบังคับ แต่ก็ยังหวังให้เธอออกมาคุยกันซักนิดก็ยังดี

          ผมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องน้ำ แผ่นหลังของผมแนบชิดกับกำแพงตรงส่วนที่เป็นมุมอับซึ่งคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจซักเท่าไหร่

          เปลือกตาผมปิดลงก่อนที่จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

          ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่พึ่งจะดื่มเข้าไปเมื่อกี้ทำให้ผมมีความกล้าที่จะคุยกับเธอมากขึ้น

          เอาอีกแล้ว..

          แอลกอฮอล์อีกแล้ว ถ้าไม่มีมันผมคงไม่เรียกเธอออกมาแบบนี้

          สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะเดินมามั้ยก็เท่านั้นเอง..

          “เรียกฉันออกมามีอะไร” เสียงที่คุ้นเคยฉุดให้ผมลืมตาขึ้นมามองร่างบางตรงหน้า

          เซียร์เดินตามมา..เธอหยุดอยู่ตรงหน้าผม มองผมราวกับว่ากำลังพิจารณาอะไรบางอย่างที่ผมไม่อาจล่วงรู้

          ผมระบายยิ้มออกมาเหมือนกับเด็กที่ได้ของเล่น อาจเป็นเพราะอย่างน้อยๆเธอก็ไม่ได้ปล่อยเบลอข้อความพวกนั้น

          สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือเมื่อมายืนประจันหน้ากันตรงๆก็ดูเหมือนว่าความกล้าที่มีเมื่อกี้จะหายไปราวกับโดนสายลมพัดจนแห้งเหือด

          สุดท้ายแล้วผมก็เป็นผม

          ..เป็นไอ้เพลิงที่ขี้ขลาดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

          แค่เรื่องผู้หญิงตรงหน้าคนเดียวก็คิดมากจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน

          “แค่จะมาขอโทษ” จนในที่สุดผมก็สูดลมหายใจเข้าปอดและตัดสินใจพูดมันออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

          “เรื่องอะไร” โทนเสียงเธอยังคงเป็นปกติ คำพูดของเซียร์ทำเอาผมชะงัก “โทษที ฉันลืมไปแล้ว”
          ไม่..เธอไม่ได้ลืม

          เธอแค่กำลังจะเค้นให้ผมต้องพูดมันออกมา

          “วันนั้นที่จูบ”

          “...”

          “คิดน้อยไป ขอโทษ”

          เซียร์เงียบไป ความเงียบของเธอคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุดในตอนนี้

          กระทั่งริมฝีปากของเธอเผยอขึ้น..

          “นี่ เพลิง” เซียร์ยังคงจ้องตาผม ส่วนผมก็ปรายตามองยังช่องว่างระหว่างเราที่เธอจงใจเว้นระยะห่างเอาไว้พอสมควร “เรื่องนั้นถ้านายไม่เรียกฉันมาขอโทษรื้อฟื้นแบบนี้ฉันก็คงจะปล่อยเลยตามเลยไป”

          “...”

          “ฉันไม่ได้ให้อภัยนาย ฉันไม่ได้โกรธนาย แล้วฉันก็ไม่ได้รังเกียจนายด้วย”
          “...”

          “..เพราะนายเป็นเพื่อนที่ดีของฉันไงเพลิง”

          เซียร์ตั้งใจเน้นย้ำคำว่าเพื่อนให้ผมได้ยินอย่างชัดเจน

          เธอกำลังปฏิเสธผมอย่างแนบเนียน..

          นี่ถือเป็นการปฏิเสธที่ไม่ได้กระโชกโฮกฮากจนดูใจร้าย แต่คนที่ยืนฟังอยู่ตรงนี้อย่างผมเข้าใจดี

          ให้ได้แค่เพื่อน

          ..มากกว่านี้ไม่ได้

          นั่นคือความหมายของสิ่งที่เซียร์ตั้งใจจะสื่อ

          “ขอโทษ” เป็นอีกครั้งที่คำว่าขอโทษออกมาจากปากผม

          แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้กำลังจะขอโทษที่จูบเธอวันนั้น

          มันคือการขอโทษที่เป็นผมฝ่ายเดียวที่คิดมากเกินกว่าสถานะที่เธอขีดเส้นกั้นเอาไว้อย่างชัดเจนแต่แรก

          และขอโทษ..ที่เป็นผมฝ่ายเดียวที่คิดว่าเธอจะหวั่นไหวกับความจริงใจที่มีต่อเธอของผมบ้าง

          ขอโทษที่พยายามไม่พอที่จะตัดใจ

          เซียร์ไม่ได้ตอบโต้อะไร นั่นทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

          “เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่เหมือนเดิมใช่มั้ย” ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงถามคำถามนี้ออกไปทั้งๆที่รู้คำตอบของมันอยู่แล้ว

          จะเหมือนเดิมได้ยังไง

          เพื่อนที่จูบกันไปแล้ว..ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้

          วินาทีที่ผมปรายตามองไปยังริมฝีปาก สัมผัสที่จูบวันนั้นก็ยังคงไม่เลือนหายไปแม้ว่าตอนนั้นตัวผมจะเมาก็ตาม

          ริมฝีปากนั่นผมอยากครอบครองมัน..แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่าเพื่อนมันค้ำคอ

          “อือ” เซียร์ครางรับ

          “อาจจะดูเป็นคำขอที่มากไป แต่..” ริมฝีปากผมขยับไปเองโดยอัตโนมัติ “ขอกอดได้มั้ย”

          “...”

          สวบ..!

          ผมสวมกอดเธอทั้งที่ยังไม่ได้ยินคำตอบเพราะกลัวว่าเธอจะปฏิเสธ

          พอเป็นเซียร์..ผมก็กลัวในทุกๆอย่างที่เป็นเธอ

          ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าไปทั่วร่างกายทันทีที่เรากอดกัน ท่อนนึงของเพลงที่ผมพึ่งจะฟังมาจากบนรถผุดขึ้นมาในหัวราวกับว่าสมองกำลังกลั่นแกล้ง

 

          หากฉันจะขอเวลา..

          ให้นาฬิกามันเดินกลับไปข้างหลัง

          จะทิ้งทุกสิ่งที่เคยต้องการ

          ..กอดเธอให้นานเท่านาน ไม่ให้ไปจากฉัน

          อยากเปลี่ยนคืนวันทุกช่วงเวลา

          เหตุการณ์ที่แล้วมา

          ให้เป็นดั่งภาพลวงตาที่เธอนั้นบอก..

 

          เซียร์ไม่ได้พยายามผลักไสผมออก เธอปล่อยให้ผมกอดเหมือนกับว่าถ้านี่คือสิ่งเดียวที่ผมต้องการนั่นก็ย่อมได้

          นั่นแหละ..เธอไม่จำเป็นต้องกอดตอบหรอก

          แค่ยืนให้ผมกอดอยู่แบบนี้ก็พอ

          ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้นจนสัมผัสได้ถึงร่างกายของเราที่แนบชิดกันอย่างเบียดเสียด

          เวลาผ่านไปร่วมนาทีกระทั่งเราผละออกจากกันนั่นทำให้ผมได้รู้ว่าเมื่อกี้ตัวเองพึ่งจะทำในสิ่งที่ผิดไป

          ผิดที่ผมเข้าไปกอดเธอ

          ..มันทำให้รู้ว่าตัวผมยังอ่อนหัดที่จะตัดใจจากเธอ

          แต่ยังไงผมก็อยากให้เธอได้รู้เอาไว้

          ไม่ว่าวันไหนที่เธอเสียใจ ผมจะเป็นคนแรกที่เข้าไปให้เธอกอด

 

          End Plerng’s talks

 

 

          คล้อยหลังจากที่เพลิงเดินกลับไปที่โต๊ะฉันยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่

          เมื่อกี้เพลิงกอดฉัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่..แต่ระหว่างที่เรากอดกันคิดว่าเพลิงคงไม่ทันได้เห็นคนที่พึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ

          เป็นรุ่นน้องที่เคยเข้ามาหาเรื่องฉันเพราะเพลิงเป็นต้นเหตุ บังเอิญจริงๆ

          เรากอดกันอยู่หลายนาที และรุ่นน้องคนนั้นก็ยืนดูอยู่หลายนาทีด้วยเหมือนกัน

          สิ่งที่ฉันทำในระหว่างที่เพลิงสวมกอด..คือการยกยิ้มให้เด็กผู้หญิงคนนั้นอย่างคนที่เหนือกว่า

          “สวัสดีค่ะ พี่เซียร์” เป็นไปตามคาด หลังจากที่เพลิงเดินออกไปก่อนได้ไม่กี่วินาทีเด็กคนนั้นก็เดินตรงเข้ามาหาฉัน “ดูสนิทกันดีนะคะ..กับพี่เพลิงน่ะ”

          รอยยิ้มนั่น..

          หึ ตอแหลจริงๆ

          “ก็สนิท” ฉันยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน

          “ไหนว่าเป็นเพื่อนกันไง เพื่อนกันจะมายืนกอดกันแนบชิดตรงมุมอับแบบนี้เหรอคะ” รุ่นน้องอวดดีเลิกคิ้ว “หืม อย่าบอกนะว่าเป็นเพื่อนพ้องท้องเสียดสีจริงๆน่ะ”

          ...”

          “ว้าว ร่านเหมือนกันนะคะ เมื่อเย็นก็พึ่งเห็นขึ้นรถไปกับพี่ศึกรักอยู่เลย” เธอยิ้มและทำหน้าไร้เดียงสา “หรือนั่นก็เพื่อน??”

          ร่านเหรอ..

          “ปากดีไม่เปลี่ยน” ฉันยังคงเค้นรอยยิ้มอาบยาพิษออกมา

          “แค่เข้ามาทักทายน่ะค่ะ” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็ที่เด็กคนนั้นจะสะบัดตัวเดินออกไป

          นับว่าครั้งนี้ฉันมีความอดทนในการข่มอารมณ์คุกรุ่นเอาไว้อยู่มาก ถ้าฉันข่มมันไว้ไม่อยู่ไม่แน่ว่าใบหน้าของรุ่นน้องคนนั้นอาจจะเน่าเฟะเหมือนกันสันดานนั่นก็ได้

          ฉันเดินกลับมาที่โต๊ะและนั่งลงที่เดิมราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ที่โต๊ะยังคงคึกครื้นเหมือนก่อนที่ฉันจะเดินออกไป

          จังหวะนั้นเพลิงมองหน้าฉันก่อนที่สายตาของเขาจะลากต่ำไปยังบริเวณข้อมือและชะงักไป

          ฉันก้มลงมองข้อมือตัวเองที่ตอนนี้กำลังสวมใส่กำไลข้อมือที่เขาเคยให้ไว้อยู่

          อยู่ๆวันนี้ฉันเกิดอยากใส่ขึ้นมาก็เลยหยิบขึ้นมาใส่..

          ส่วนเรื่องเพลิงก็ไม่ได้มีอะไรมาก ฉันรู้ดีว่าที่วันนั้นเขาจูบฉันนั่นเป็นเพราะเขาเมาและขาดสติ เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็ตามถ้าได้ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปก็ขาดสติได้กันทั้งนั้น

          เพลิงจริงใจกับฉัน นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการจากเขา

          ..แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของคำว่า‘เพื่อน’ด้วยเหมือนกัน

          “ใครมาว ไม่มาววว” เสียงไอ้โซนดังเข้ามาในโสตประสาทของฉัน

          “ลัคกี้ก็ยางไม่มาวนะค้า อึก” ยัยกะเทยลัคกี้โต้ตอบ

          คนไม่เมาที่ไหนสภาพเป็นอย่างยัยนี่กันบ้าง..

          “ชัดว่าเมา” คิงที่นั่งเงียบโพล่งออกมา

          ฉันมองดูสภาพไอ้โซนที่‘เมาเหมือนหมา’ก่อนจะลากสายตากลับมาและขยับริมฝีปากราบเรียบ

          “ไอ้โซนเมา”

          “...”

          “ใครว่างก็พามันกลับไปส่งที่คอนโดที”

          ไอ้โซนไม่ใช่คนคอแข็งอะไรมากนัก รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองจะเมาเหมือนหมายังดื่มเข้าไปตั้งเยอะแยะ

          ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันอาจจะเป็นคนแบกมันกลับ

          ..แต่แน่นอนว่าครั้งนี้ฉันจะไม่รับหน้าที่นั้นเด็ดขาด

          “แกไง” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา..และคนคนนั้นคือควีน “ทำไมต้องถาม”

          “ฉันไม่ว่าง” ฉันโกหกหน้าตาย

          ยังไงยัยนี่ก็ดูออกอยู่แล้วว่าฉันโกหก นั่นเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ฉันกับโซนกำลังมีปัญหากันอยู่

          “ลำพังแค่ยัยลัคกี้คนเดียวสำหรับฉันก็เกินพอ” ควีนเบนสายตาไปทางลัคกี้ที่เอาแต่ดื่มอย่างไม่เว้นช่วง

          “ฉันช่วยแบกมันไปไว้ที่รถได้” เพลิงเสนอ ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

          สายตาฉันจดจ้องอยู่กับไอ้โซนที่นอนฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะ..

          เอาเถอะ ยังไงซะมันก็เมาอยู่

          “อืม” ฉันพยักหน้ารับ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นฉันที่รับหน้าที่นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

          เพลิงยืนขึ้นก่อนที่เขาจะจัดการพยุงไอ้โซนขึ้นตามมา แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ง่ายซักเท่าไหร่

          “เชี่ยคิง มึงมาช่วยกูแบกไอ้โซน” เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากคิง..ไม่สิ เรียกว่าหันไปออกคำสั่งถึงจะถูก

          ฝ่ายคิงไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับมา เขาเพียงแค่เดินมาช่วยพยุงไอ้โซนอย่างว่าง่าย

          เห็นมั้ย..

          พอมันเมาแล้วก็เป็นภาระชาวบ้านเขาอยู่เรื่อย

          คล้อยหลังจากที่เพลิงกับคิงเดินออกไป ฉันที่กำลังจะลุกตามไปก็ถูกควีนรั้งเอาไว้ซะก่อน

          “เซียร์ ฉันบอกแกแล้วใช่มั้ยว่าโซนคงจะมีเหตุผลของตัวเอง” คำพูดพวกนั้นถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าว “..ฉันไม่ได้อยู่ข้างแก แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างโซน”

          “เรื่องสาเหตุที่ทะเลาะกันยัยลัคกี้มาเล่าให้พวกฉันฟังแล้ว” รสหวานปรายตามองฉันพร้อมกับไล้นิ้วลงบนขอบแก้วเหล้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

          “...”

          “นั่นก็เป็นปกติของหมอนั่นไม่ใช่เหรอ” พูดจบรสหวานก็ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ

          ..ไม่ว่าใครก็พูดเหมือนๆกันหมดจริงๆ

          ฉันลุกขึ้นยืนและสะบัดตัวเดินออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ร่ำลา ไม่ได้โต้ตอบอะไรทั้งนั้น

          ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ทั้งหัวรั้นไม่ยอมฟังคนอื่น เชื่อและยึดมั่นความคิดของตัวเองเป็นหลัก..ตอนนี้เองก็เหมือนกัน

          ใครจะอยู่ข้างใครนั่นก็ไม่เกี่ยวกับฉัน

          กระทั่งเดินมาถึงยังลานจอดรถ สองเท้าฉันหยุดอยู่ที่ข้างรถหรู..เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เพลิงกับคิงพยุงไอ้โซนมาได้จนถึงรถพอดี

          คิงเป็นคนเอื้อมมือไปหยิบเอากุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงไอ้โซนมาปลดล็อกรถ จากนั้นสองคนนั้นก็ช่วยกันหอบร่างไอ้โซนเข้าไปไว้ที่เบาะหลัง

          ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะมีผู้ชายมาช่วยจัดการถึงสองคนอะไรๆมันก็เลยดูไม่ลำบากซักเท่าไหร่

          ก่อนหน้านี้ครั้งไหนที่มันเมาแล้วมีแค่ฉันที่คอยพยุง เรียกได้ว่าแทบจะกระอักเลือดเลยทีเดียว ระยะทางจากในวันวานจนถึงลานจอดรถใกล้กันแค่นิดเดียวก็จริงแต่ไม่รู้ว่าต้องล้มลุกคลุกคลานตั้งที่ครั้งต่อกี่ครั้ง

          ..ทั้งที่เคยบอกตั้งหลายรอบแล้วว่าอย่าปล่อยให้ตัวเองเมาหนัก

          “กุญแจ” กุญแจรถถูกยื่นมาให้ฉันด้วยฝีมือคิง ฉันรับมันมาและพยักหน้านิดหน่อยเป็นอันรู้กันว่าขอบคุณ

          คิงพยักหน้ากลับมา หลังจากนั้นเขากับเพลิงก็เดินกลับเข้าไปในวันวาน..คิดว่าคงจะไปดื่มกันต่อล่ะมั้ง

          ฉันเข้ามานั่งในรถฝั่งที่นั่งคนขับ แน่นอนว่าถ้าเป็นรถไอ้โซนฉันคุ้นเคยกับมันดี..

          “คิดถึง” ระหว่างทางเสียงงัวเงียของไอ้โซนดังขึ้นมาจากเบาะหลัง คำพูดพวกนั้นส่งผลให้ฉันชะงัก “มึงใครวะ”

          “...” เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน สายตามองผ่านกระจกมองหลังและพบว่าไอ้โซนที่อยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอนกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

          ..คล้ายว่าเมาแล้วพยายามจะโทรหาใครซักคน

          “กูโทรหาผู้หญิงของกู มึงรับได้ไง”

          “...” ผู้หญิง?

          “ตีท้ายครัวกูเหรอออ”

          [มึงโทรหากูเอง ไม่เชื่อมึงดูชื่อ] คาดว่ามันคงเปิดลำโพงเพราะคุยไม่ถนัด และนั่นก็ทำให้ฉันที่กำลังขับรถอยู่ได้ยินเสียงคู่สนทนาของมันด้วยเหมือนกัน

          “อ้าว..” ฉันลอบมองไอ้โซน มันกำลังจ้องมองโทรศัพท์ตัวเองอยู่ อาการเหมือนคนที่กำลังงุนงงกับชีวิต “ช่างแม่ง”

          ตุบ!

          เสียงของแข็งกระทบกันนั่นเกิดจากการที่มันเขวี้ยงโทรศัพท์ตัวเองจนกระทบเข้ากับประตูรถ

          ..พึ่งจะเคยเห็นเมาแล้วฉุนเฉียวแบบนี้ครั้งแรก

          ฉันเก็บความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ในใจ บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องของมันเด็ดขาด

          แต่สุดท้ายแล้ว..

 

          ฉันมาถึงที่ลานจอดรถของคอนโดแล้วเรียบร้อย พยายามปลุกเรียกไอ้โซนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ..

          “โซน ตื่น”

          “...” ใช่ ความเงียบซึ่งไร้การตอบรับใดๆ

          “โซน!” ถึงจะโกรธหรือเกลียดกันอยู่แต่ขอร้อง..ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยเถอะ

          ไม่งั้นจะปล่อยทิ้งไว้ในรถให้รู้แล้วรู้รอด

          หมับ..!

          “..ลิน” วินาทีนั้นไอ้โซนพึมพำอะไรบางอย่างพร้อมกับคว้าเอาข้อมือฉันไว้และกระชากเข้าหาตัวอย่างรุนแรงจนฉันเกือบจะเซเข้าไปหามัน

          ลิน? ใคร?

          จะบอกนะว่า..

          “ไม่ใช่” ฉันโพล่งออกไปทันที จัดการชักมือออกให้หลุดพ้นจากการกอบกุมของมัน “ดูดีๆ”

          “...”

          “ฉันเซียร์ คนที่โกรธนายอยู่”

          “เซียร์..” มันพึมพำก่อนจะหรี่ตาลงคล้ายกับกำลังพิจารณาใบหน้าฉันอยู่ “ยัยมารร้ายยย”

          “...”

          “ไหนว่าโกรธไง อย่ามาแตะตัวฉันนะโว่ยยย”

          “เออ! ก็ไม่อยากจะแตะหรอก แต่ช่วยรีบๆลงไปหน่อยได้มั้ย” ฉันเริ่มขึ้นเสียงหลังจากที่พยายามจะระงับอารมณ์คุกรุ่นเอาไว้อยู่นานหลายนาที

          โบราณเขาว่าไว้..

          อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา

          ..แต่ถ้าเมาแล้วลามปามก็ฟาดแม่ง

          “ง่วง”

          “ก็ลุกไปนอน” บอกตรงๆว่าเริ่มเอือมแล้ว ถ้ายังไม่ลุกออกมาดีๆฉันคงต้องตัดหางปล่อยวัดไว้ตรงนี้

          บ่อยครั้งที่มันมักจะเมา แต่ไม่บ่อยที่จะเมาเหมือนหมาข้างถนนแบบนี้..

          ถ้าอาพิณหรืออาธนันต์มาเห็นคงต้องสมเพชเวทนากับสภาพของลูกตัวเองน่าดู

          และจู่ๆวูบนั้นก็เหมือนมีบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว

          ปกติแล้วคนเมามักจะพูดไม่คิด แล้วก็จะซื่อตรงมากกว่าปกติ ว่ากันว่าถ้าอยากจะล้วงความลับใครก็ต้องมอมเหล้าแล้วถามเอาตอนที่คนคนนั้นเมา

          “นี่โซน”

          “จะไปหาไอ้ศึกรักก็ไป ไม่ต้องมายุ่งเลย”

          ศึกรักเหรอ..

          อย่าพึ่งพูดถึงหมอนั่นตอนนี้จะได้มั้ย

          “ฟังฉันก่อน” ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะค่อยๆผ่อนมันออกมาอย่างแผ่วเบา “นายกับอลินเป็นอะไรกัน”

          “...”

          “...”

          “อลิน..” มันชะงักไปก่อนจะเอื้อมมือมาข้างหน้าเหมือนกับพยายามจะคว้าอะไรซักอย่างเอาไว้ “อยู่ไหน”

          “ไม่ ฉันหมายถึงว่านายกับผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกัน”

          “...”

          “นายรู้สึกยังไงกับอลิน” ฉันกลั้นใจถาม แม้ว่าในใจลึกๆจะยังคงกลัวคำตอบก็ตามที

          ฉัน..แค่ไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น

          ไม่อยากยอมรับ

          “ชอบ” เพียงแค่คำคำเดียวสั้นๆที่ออกจากปากโซน โลกของฉันก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ “รัก แต่แม่งโคตรเจ็บ”

         “...”

          “อยากเลิกรักแต่ทำไม่ได้”

          “...”

          “ผู้หญิงสวยแม่งโคตรใจร้ายเลย”

          วินาทีนั้นฉันผละออกมา ยืนนิ่งและเรียบเรียงความสับสนต่างๆอยู่นานก่อนจะพึมพำด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเหมือนจะเป็นการกระซิบ

          “เข้าใจแล้ว”

          ..เข้าใจดีเลย

 

 

          สามวันต่อมา

 

          “ห้องนายก็มีทำไมไม่ไปนอน” ฉันพูดประโยคนี้ซ้ำเป็นสิบรอบนับตั้งแต่เมื่อคืนที่ศึกรักบุ่มบ่ามเข้ามาในห้องและขอมานอนที่นี่

          ไม่..อย่าเรียกว่าขอเลยจะดีกว่า

          “ก็นอนไปแล้ว พูดมาก” ศึกรักในชุดนักศึกษาไม่เป็นระเบียบเอ่ยออกมาอย่างไม่ยี่หระ

          ..คิดว่าเขาคงพึ่งจะกลับไปอาบน้ำที่ห้องตัวเองมาแน่ๆ

          “นี่คือคำที่คนขออาศัยพูดกับเจ้าของห้อง?” ฉันเลิกคิ้วสูง มุมปากยกขึ้น

          เมื่อคืนนี้ศึกรักเข้ามาขอนอนด้วยก็จริง แต่ตัวเขานอนที่โซฟาด้านนอก ไม่ได้ลุกล้ำเข้ามาในห้องนอนเพราะฉันล็อกประตูเอาไว้อย่างแน่นหนา

          ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคิดบ้าอะไรอยู่ถึงเข้ามานอนที่นี่ ทั้งๆที่ห้องตัวเองก็มี

          ..ตลกพิลึก

          “เธอเองก็อาศัยรถฉันไปมอไม่ใช่?”

          “...” อาศัยเหรอ

          เป็นเขาเองที่ลากฉันไปมากกว่ามั้ย

          และใช่ สามวันที่ผ่านมาฉันไปกลับมหาลัยโดยมีศึกรักไปรับไปส่ง จนเฟื้องเข้าใจว่าฉันตั้งใจจะเปิดศึกกับอลินโดยที่ใช้ศึกรักเป็นเครื่องมือจริงๆ

          ..ฉันไม่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นหรอก

          “เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะ เดินเลี่ยงออกมาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ชวนหงุดหงิดแต่เช้าพวกนั้น

          ฉันนั่งลงที่เบาะหนังเตี้ยๆก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอากระปุกครีมหน้ากระจกขึ้นมาทา

          “ทำอะไร” ศึกรักยืนอยู่ไม่ไกล เขายืนอยู่ด้านหลังฉันนี่เอง

          เรามองหน้ากันผ่านกระจก สบตากันผ่านกระจก..

          “มีตาซะเปล่า ถามแปลกๆ”

          เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ขยับเข้ามาใกล้ฉันมากกว่าเดิมและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

          “นิ่งทำไม จะทำอะไรก็ทำต่อไปสิ”

          “นายจ้อง”

          “...”

          “เข้ามาใกล้ทำไม ถอยออกไป”

          “นี่” เราสองคนยังคงมองหน้ากันผ่านกระจกบานใหญ่ ศึกรักยังคงรั้นที่จะยืนอยู่ที่เดิม “หันหน้ามาหน่อย”

          “อะไรของ..อื้อ” นัยน์ตาฉันเบิกโพล่งในวินาทีที่ร่างสูงทาบริมฝีปากลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

          ฉันนั่ง เขายืน ส่งผลให้แรงที่เขากดลงมามันหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา

          และการที่ฉันกำลังเผยอปากพูดอยู่นั่นทำให้เขาสามารถสอดแทรกเรียวลิ้นเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ปลายลิ้นของเราสองคนสัมผัสกันชวนรู้สึกวูบวาบ

          ..พอให้เข้ามาแล้วชักจะเหิมเกริม

          กึก..!

          ฉันใช้จังหวะที่เขากำลังมัวเมากับการบดขยี้ริมฝีปากกัดเข้าไปที่ริมฝีปากของเขาอย่างเต็มแรงส่งผลให้เขาผละออกแทบจะในทันที

          ศึกรักใช้เรียวลิ้นที่พึ่งจะแทรกเข้ามาในโพรงปากฉันไล้เลียริมฝีปากที่มีเลือดซิบของตัวเอง สายตาของเขาที่ใช้มองฉันดุดันกว่าปกติหลายเท่า

          ไอ้สายตาแบบนั้น..

          ควรเป็นของฉันมากกว่าไม่ใช่เหรอ

          “ใครใช้ให้จูบ!” ฉันเริ่มโวยวาย มือข้างหนึ่งพยายามจะควานหาอะไรสักอย่างบนโต๊ะเครื่องแป้งมาปาใส่หน้าเขา “นายมัน..อ๊ะ!”

          ฉันร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆศึกรักก็เอื้อมมาฉุดกระชากให้ยืนขึ้นก่อนจะออกแรงผลักจนแผ่นหลังฉันชนเข้ากับกำแพงอย่างรุนแรง

          ..เจ็บ

          “จูบกันก็หลายรอบ ปกติเธอไม่เคยกัดฉัน”

          “...”

          “ครั้งนี้เป็นไร เลือดร้อน?”

          “...”

          “หรือพึ่งจะนึกได้ว่าต้องรักนวลสงวนตัว?”

          อยู่ๆดันเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..

          “ถอยออก..อื้อ!” ข้อมือฉันถูกตรึงกับกำแพงด้วยฝ่ามือของเขา ริมฝีปากฉันถูกครอบครองด้วยริมฝีปากเขา เรียวลิ้นฉันถูกลุกล้ำด้วยเรียวลิ้นของเขา

          ..ทุกอย่างล้วนถูกเขาควบคุมไว้ทั้งหมด

          ริมฝีปากล่างของฉันถูกบดขยี้และขบเม้มอย่างหนักหน่วง สัมผัสวูบวาบที่ขาอ่อนและกระโปรงนักศึกษาที่ร่นขึ้นมาด้วยฝีมือศึกรักทำให้ฉันรู้ตัวว่าควรจะทำอะไร

          ผลั่ก!

          ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักแผงอกแกร่งของร่างสูงให้พ้นทางก่อนจะคว้าเอาลิปสติกบนโต๊ะมากำไว้ในมือ

          “วันนี้ฉันจะไปมอเอง” น้ำเสียงฉันไม่ได้กระโชกโฮกฮาก กลับกันคือเรียบนิ่งและเยือกเย็น

          ตะโกนด่าเขาไปก็เหนื่อยเปล่า

          สำหรับศึกรักแล้ว การนิ่งใส่เขาคงจะดีที่สุด

          “..ขอโทษ”

          ปึง!

          เหมือนจะได้ยินว่าเขาพูดอะไรซักอย่าง แต่กลับไม่ทันได้ฟังเพราะปิดประตูลงซะก่อน

          ช่างมันแล้วกัน

          ..คงไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก



..........

......

-Taล์ค-

ศึกรักขอโทษเซียร์แล้วนะ แต่เซียร์ไม่ได้ยิน..ให้นักอ่านทุกคนเป็นพยาน!

เพลิง = บุคคลที่มูฟออนไม่ได้

*มาเดากันเถอะว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น..!

คอมเมนท์เยอะๆนะ รออ่านทุกคอมเมนท์เยยยย

ติด #ศึกรักเซียร์ ในทวิตเตอร์แล้วมาคุยกัน เหงามากก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 324 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #480 ฟร้อง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 09:34

    เซียร์เอาแต่ใจ

    #480
    0
  2. #355 tiffienaja (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 21:26
    ถ้าโซนชอบอลินจิง แล้วเส้นไหมล่ะ สงสารน้องนะ
    #355
    1
    • #355-1 view23390(จากตอนที่ 16)
      3 พฤษภาคม 2563 / 09:35
      ++++++++++
      #355-1
  3. #308 0887208932 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 09:37
    หรือโซนจะชอบอลินจริงๆ
    #308
    0
  4. #299 เบล (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 21:29

    ถ้าเซียร์โซน ไม่ถูกเลี้ยงมาด้วยกัน นี่จะคิดว่าเซียร์รักโซนแล้วว ไม่ก็อารมแบบหวงคนสนิทอะ ไม่อยากให้ไปยุ่งกับใคร หวงคนใกล้ตัว ยิ่งไปยุ่งกับคนที่เราไม่ชอบยอ่งแล้วใหญ่

    #299
    0
  5. #298 mookmondayy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 22:40
    คิดถึงเส้นไหม
    #298
    0
  6. #297 SoulTun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 19:27

    อยากอ่านต่ออีกแล้วววว

    #297
    0
  7. #296 KamonwanBuatong (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:33
    มาต่อเร็วๆนะคะ กำลังสนุกเลย
    #296
    0
  8. #295 tateeb23 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 09:37
    เหตุผลที่โซนกับศึกรักไม่ถูกกันก็คงมากจากยัยอลินสินะ เบื่อนังอลินมากจริงๆ ทุกเรื่องราวมันต้องเกี่ยวกับนาง ฉันเกลียด ไม่ใช่ว่าไรท์หงายการ์ดอลินเป็นคู่รองกับโซนหรอกเด้อ จะกรี๊ดเลยนะไม่เอานะแม่555555555
    #295
    0
  9. #294 Ms.right (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 01:05

    จะรักกันยังไงถามจีงงง5555

    #294
    0
  10. #293 firstzy93 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:24
    โซนทำไมไปชอบอลินอ่ะ
    #293
    0
  11. #292 FEW_4455 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:24
    รอลุ้นโซนเลย
    #292
    0
  12. #291 Princess48 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:16
    ศึกรักมานอนห้องเซียร์นี่วางแผนอะไรไว้ใช่มั้ย ดูออก
    #291
    0
  13. #290 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:15
    ยังไงโซนยังไง ขอให้โซนคู่กับเส้นไหมเถอะ อย่าได้คู่กับอลินเลย สัมผัสได้ถึงออร่าความชั่วร้ายย
    #290
    0
  14. #289 Ryusaki01 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 23:05
    รอค้าบบ
    #289
    0
  15. #288 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 16:09

    ขอเรื่องให้เพลิงซักเรื่องเถอะ สงสารคุณเขามากๆ ฮรึก

    #288
    0
  16. #287 SoulTun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 13:23

    ศึกรักหายอีกแล้ว จืดจางบอย

    #287
    0
  17. #285 blue_beam (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 08:32

    สงสารเพลิง
    #285
    0
  18. #284 tateeb23 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 21:49
    ฮือเพลิง คนดีที่หนึ่งของบ่าวรักๆ
    #284
    0
  19. #283 Princess48 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 20:10
    สงสารเพลิงอ่า แงงงงง
    #283
    0
  20. #282 firstzy93 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 19:43
    เพลิงก็ยังคงไม่มูฟออน
    #282
    0
  21. #281 firstzy93 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 09:50
    ทำตัวไม่ถูกเลยเซียร์
    #281
    0
  22. #280 fren1063 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 23:15
    โกธรโซนไปให้สุดๆไปเลย!!
    #280
    0
  23. #279 Ms.right (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 21:48

    รอเขาเรียกกันว่าที่รัก อ้ากกก

    #279
    0
  24. #278 SoulTun (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 17:10

    ศึกรักเอ๋ยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น งงกับผชคนนี้จริ้ง

    #278
    0
  25. #277 Princess48 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 16:16
    ไปเอาเบอร์เขามาจากหน๊ายยยยย แต่นึกสภาพตอนเซียร์เรียกศึกรักว่าที่รักไม่ออกจิงๆ ถึงเวลานั้นก็คงตายสงบศพสีชมพู และเรื่องที่ศึกรักรู้จักเซียร์ก่อนรู้จักโซนก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป
    #277
    0