เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 15 : Chapter 12 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..พบเจอ• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 368 ครั้ง
    16 ก.ย. 62




Chapter 12

เพราะ..พบเจอ

.....

...

 

          “อย่ามาตลก..” ฉันหรี่ตามองร่างสูงที่ยืนพูดกับฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่งที่ยากจะคาดเดา

          แม่เขาเนี่ยนะจะอยากเจอฉัน..

          ไม่สมเหตุสมผลซักนิด อย่ามาตลกหน่อยเลย

          “ไว้ค่อยว่ากัน ลงมาก่อน” เขาใช้ช่วงแขนยันประตูรถฝั่งที่ฉันนั่งอยู่ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมาคว้าเอาข้อมือฉันไว้และออกแรงกระชากให้ฉันลงจากรถ

          “ด..เดี๋ยวก่อน” ถึงฉันจะห้ามเขา แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้

          ฉันลงมาจากรถโดยที่ไม่ได้เต็มใจ ริมฝีปากเตรียมที่จะขยับด่าเขาแต่กลับโดนผู้มาใหม่ขัดเข้าทั้งที่ยังไม่ทันจะได้อ้าปาก

          “ศึกรัก!” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากทางด้านข้างทำให้ทั้งฉันและศึกรักต่างชะงักกึกกันทั้งคู่

          เราสองคนหันไปมองผู้หญิงที่กำลังเดินตรงมาทางนี้พร้อมกัน และเป็นฉันที่เบิกตาโพล่งทันทีที่ได้เห็นเธอ

          ..สวยมาก

          แสงแดดในตอนกลางวันแบบนี้ไม่สามารถบดบังความเปล่งประกายของเธอคนนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

          “แม่” ศึกรักพึมพำอะไรบางอย่างออกมา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่คำสั้นๆแต่ก็ทำให้ฉันมั่นใจได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร

          แม่ของหมอนี่..ภรรยาของไฟ อัคคี และเจ้าของแบรนด์VORANICH

          ..เคยเห็นผ่านรายการโทรทัศน์อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้สนใจ

          คิดว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ก็คงเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของแบรนด์ VORANICH เหมือนกัน

          หัวสมองฉันขาวโพลนแทบจะในทันที การที่ผู้หญิงคนนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ทั้งฉันและเขาขยับถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างกันและกัน

          ฉันหลุบตาต่ำ ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบแขนอีกข้างอย่างประหม่า..จะเรียกว่าทำอะไรไม่ถูกก็ไม่เชิง

          ต้องมาเจอแม่ของผู้ชายอย่างศึกรักแบบนี้

          ..นรกลงโทษฉันชัดๆ

          “คนนี้เหรอที่ไปด้วยกันน่ะ” คำพูดที่ออกมาจากปากของแม่ศึกรักทำให้ฉันเงยหน้ามองเธอแทบจะในทันที

          เราสบตากันโดยที่เรียวคิ้วของฉันขมวดเข้าหากันเป็นปม

          ไปด้วยกัน? ฉัน?

          ฉันเก็บความสงสัยไว้ในใจ อยากจะถามออกไปแต่ไม่กล้าพอ..ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของศึกรักลากสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

          ..เธอยิ้ม

          “...”

          “อือ แม่ว่าดี”

          เธอทำท่าจะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือฉันเอาไว้ แต่ฉันดันทำตัวเสียมารยาทโดยการถอยห่างออกมาก่อนจะยกมือไหว้เธอ

          “สวัสดีค่ะ คุณ..” ฉันพูดค้างไว้แค่นี้แล้วก็ต้องชะงักไป

          “นิชชาจ้ะ” เธอยิ้มรับส่วนฉันก็นิ่งค้างไป ผ่านไปหลายวินาทีพอตั้งสติได้ฉันก็รีบแนะนำตัวกลับไปตามมารยาท

          “..เซียร์ค่ะ” ฉันยิ้ม มันเป็นแค่ยิ้มที่ปั้นออกมาตามมารยาทเท่านั้น

          “หนูเซียร์สินะ” คุณนิชชายิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมกับมองหน้าลูกชายตัวเองสลับกับฉันไปมา “เข้าบ้านก่อนมั้ยลูก ตรงนี้มันร้อน”

          นัยน์ตาฉันเบิกโพล่ง ใบหน้าฉันหันไปทางศึกรักโดยอัตโนมัติ เขาไม่ตอบอะไร..เพียงแต่มองฉันและเดินนำหน้าไป

          ฉันเลิ่กลั่กอย่างบอกไม่ถูก พอหันกลับมามองใบหน้าอ่อนโยนของคุณนิชชาแล้วก็ต้องจำใจตอบตกลง

          ก็แค่ทำตามมารยาท

          แค่ถ้าเรียกให้เข้าใจง่ายก็คือต้อง‘อยู่ให้เป็น’ล่ะมั้ง..

          “ค่ะ”

          ฉันเดินตามแม่ของศึกรักผ่านรั้วขนาดใหญ่เข้ามาในบริเวณบ้าน ผ่านบ่อน้ำพุเล็กๆ ผ่านคนสวนที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่

          ส่วนศึกรัก..รายนั้นเดินบุ่มบ่ามเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้ว

          “เด็กคนนั้นกับพ่อมีปัญหากันนิดหน่อย หนูจะเข้าไปเลยมั้ย..หรือยังไงดี?” คุณนิชชาเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่เราสองคนกำลังจะเดินตามศึกรักเข้าไปในบ้าน “แต่แม่กลัวว่าถ้าหนูเข้าไปตอนนี้จะเจอบรรยากาศไม่ดีน่ะสิ”

          เธอถอนหายใจออกมาราวกับว่ากำลังลังเลว่าควรจะพาฉันเข้าไปดีมั้ย

          “คะ?” เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เธอกำลังพูด..แต่เป็นสรรพนามที่เธอใช้

          ‘แม่’งั้นเหรอ..

          “ว่าไงจ๊ะ หนูจะเข้าไปตอนนี้เลยมั้ย” คุณนิชชาหันมายิ้มให้ฉัน ทุกประโยคที่เธอพูดมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ

          เธอกำลังทำให้ฉันนึกถึงใครบางคน

          ..คนที่ให้กำเนิดฉัน

          คนที่ฉันเรียกว่า‘แม่’ได้อย่างเต็มปากเต็มคำแต่ตอนนี้กลับไม่อยู่ให้ฉันเรียกแล้ว

          เหมือนจริงๆนั่นแหละ

          “แล้วแต่คุณน้าเลยค่ะ”

          “เอ๊ะ ได้ไงล่ะ” เธอขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าของเธอทำให้ฉันต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างช่วยไม่ได้ “เรียกว่าน้าได้ยังไง..ต้องเรียกแม่สิ”

          “ค..คะ?” ฉันหรี่ตามองเธออย่างไม่คาดคิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้กลับมา “..หนูกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะงั้นเรียกคุณน้าถูกแล้วค่ะ”

          ‘เขา’ที่ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนๆนั้น

          “...” คุณนิชชาเงียบไป

          “หมายถึงเราเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ” ฉันที่พึ่งนึกขึ้นได้ว่าพึ่งพูดอะไรบางอย่างผิดแปลกไปก็เลยย้อนกลับมาแก้ไขคำพูดตัวเอง

          ..ไม่มีคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันที่ไหนจะหายไปด้วยกันข้ามวันข้ามคืนแบบนี้หรอก

          ส่วนที่บอกไปว่าฉันกับเขาเราเป็นเพื่อนกันนั่นก็โกหกทั้งเพ

          เคยบอกไปแล้วว่าสถานะคนรู้จักยังไม่อยากจะให้..แต่ยังไงตอนนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเพื่อนไว้ก่อนนั่นแหละ

          “จะว่าไปตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเมื่อกี้นี้หนูอยู่กับศึกรักตลอดเลยสินะ” ผู้หญิงตรงหน้าเปลี่ยนหัวข้อสนทนา รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนในหน้าของเธอยังไม่เลือนหายไปไหน “ลูกชายแม่ได้ไปสร้างปัญหาอะไรให้หนูหรือเปล่า..?”

          ปัญหาเหรอ..

          ลูกชายสุดที่รักของคุณแม่สร้างไว้เยอะเลยค่ะ

          “ไม่ค่ะ” ความคิดกับคำตอบมันส่วนทางกัน ฉันจำเป็นที่จะต้องตอบไปแบบนี้

          ไม่ใช่ว่ากำลังปกป้องเขาหรืออะไร..แต่ฉันทำเพื่อตัวฉันเอง

          “งั้นก็ดีแล้ว แม่ก็กลัวว่าเจ้าศึกรักจะไปสร้างปัญหาอะไรให้หนู”

          “...”

          “เอาเป็นว่าเข้าบ้านก่อนก็แล้วกัน ตรงนี้แดดร้อน” เธอพูดพลางเดินนำเข้าไปในบ้าน “ยังไงหนูนั่งรถมาตั้งนาน ทานข้าวซักหน่อยมั้ยลูก..เดี๋ยวแม่สั่งให้ป้าเขาช่วยทำให้”

          “จะดีเหรอคะ..” เปล่าหรอก ถึงจะพูดแบบนั้นแต่อันที่จริงฉันก็แอบหิวเหมือนกัน

          ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่า ถ้าจะให้คนมาทำอาหารให้ฉันตอนนี้ก็น่าเกรงใจอยู่เหมือนกัน

          ตั้งแต่ที่มีโอกาสได้คุยกับคุณนิชชามาฉันก็รู้สึกว่าเธอไม่เหมือนผู้ชายคนนั้นเลยซักนิด ไม่ใช่เรื่องหน้าตา..แต่เป็นนิสัยใจคอที่ออกจะเหมือนเด็กที่ชื่อเส้นไหมซะมากกว่า

          น่าเสียดายที่หมอนั่นดันได้นิสัยแม่มาน้อย ไม่อย่างนั้นถ้าได้มามากกว่านี้ก็คงจะดี..

          “มีตรงไหนที่ไม่ดีกันล่ะ” เธอยังคงยิ้ม “มาเร็ว เดี๋ยวไปนั่งรอกันก่อนก็แล้วกัน”

          คุณนิชชาไม่ได้ทำแค่พูด แต่เธอดันหลังฉันให้เข้าไปในห้องที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องรับแขกด้วย..

          “ถ้าแกไม่เข้าวงการแล้วจะทำอะไรกิน” เสียงบทสนทนาที่เล็ดลอดออกมาทำให้ทั้งฉันและคุณนิชชาชะงักกันทั้งคู่ “เงินฉันใช่ว่าจะเลี้ยงแกได้ทั้งชีวิต”

          “แล้วทำไมต้องเข้าวงการ” เสียงที่ฉันคุ้นเคยดังตามมา

          เข้าวงการ..?

          “แกก็น่าจะรู้ว่าที่ฉันเข้มงวดกับแกมาตลอดเพราะอะไร แกเป็นลูกฉัน..การที่จะไต่เต้าขึ้นไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

          พรึ่บ..!

          “คุณคะ วันนี้มีแขกของลูกมา” คุณนิชชาแทรกตัวผ่านร่างฉันก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปในห้องพร้อมกับโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเชิงติเตียน “..จะพูดอะไรก็ให้เกียรติแขกหน่อยค่ะ”

          วูบนั้นไฟ อัคคีที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ลากสายตามองมายังฉันที่ยืนอยู่ที่ขอบประตู

          ฉันเองก็สบตากับเขา..วินาทีที่เราสบตากันมันทำให้ฉันรู้สึกอยากจะก้าวเท้าถอยหนีออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

          “ส..สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้เขาอย่างลนลาน สมองตื้อไปหมดราวกับว่ากำลังถูกความประหม่าเข้าครอบงำ

          “หงิงๆ” เสียงสุนัขดังขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างที่มีขนปุกปุยคลอเคลียอยู่ที่ขา

          ฉันลดมือลงและมองลงไปที่พื้น พบว่ามีลูกหมาพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวเล็กสีขาวขนปุกปุยเดินเข้ามาคลอเคลียที่เท้า

          “เจ้าชาย ทำไมออกมาเดินเพ่นพ่านแบบนี้” คุณนิชชาพูดขึ้นก่อนที่เธอจะก้มลงมาอุ้มหมาน้อยตัวนี้ขึ้นไปไว้ในอ้อมแขน

          “หงิง..”

          เจ้าชายเหรอ..?

          ชื่อของเจ้าตัวนี้สินะ

          ลูกหมาพันธุ์ปอมฯสีขาวแบบนี้อาพิณเองก็เคยซื้อเลี้ยงไว้เมื่อหลายปีก่อน จำได้ว่าตอนนั้นฉันกับโซนทะเลาะกันจะเป็นจะตายเรื่องชื่อของลูกหมาตัวนั้น


          ‘ต้องชื่อเจ้าเหมียวสิ ลูกหมาตัวเล็กๆชื่อเจ้าเหมียวน่ะเท่จะตายไป’

          ‘อะไรของนายน่ะโซน มีลูกหมาที่ไหนชื่อเจ้าเหมียวกัน ต้องชื่อโซนสิ’

          ‘ใครสั่งใครสอนให้เธอเอาชื่อฉันไปตั้งชื่อหมาแบบนั้น’

          ‘งั้นชื่อคุณโซนก็ได้’


          บทสนทนาของฉันกับไอ้โซนสมัยมอต้นย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ

          ฉันสลัดความคิดนั่นทิ้งไปก่อนจะมองลูกหมาขนปุกปุยน่ากอดในอ้อมแขนของคุณนิชชาอย่างเอ็นดู และเธอคงจะเห็นว่าฉันมองเจ้าชายไม่วางตาก็เลยยกยิ้ม..

          “อยากเล่นกับเจ้าชายเหรอลูก”

          “เอ่อ..” ฉันกระอึกกระอัก ใจหนึ่งก็อยากที่จะเล่นด้วย แต่อีกใจก็บอกว่านั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันควรจะทำ

          “งั้นเข้ามานั่งข้างในก่อน” เธอไม่ได้ทำแค่พูด แต่ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันและลากเข้าไปในห้องด้วย “ป้าสมมาพอดีเลย รบกวนช่วยทำอะไรให้แม่หนูกับศึกรักทานทีค่ะ”

          เธอหันไปออกคำสั่งกับป้าแม่บ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยคำพูดที่สุภาพ บ่งบอกถึงความเป็นผู้ดี

          “ไม่ต้องหรอกค่ะ ยังไงเดี๋ยวหนูก็จะกลับแล้ว”

          “เอางั้นเหรอจ๊ะ..” คุณนิชชาทำสีหน้าผิดหวัง

          ..ฉันปฏิเสธก็จริง แต่ขอรับไว้เพียงแค่น้ำใจก็แล้วกัน

          หลังจากที่เดินเข้ามาด้านใน ฉันก็พบว่าสายตาของทุกคนในที่นี้จับจ้องมายังฉันอย่างไม่วางตา

          ทั้งศึกรัก ทั้งพ่อของเขา..และแม่ของเขาก็ด้วย

          สุดท้ายแล้วฉันก็นั่งลงข้างกันกับศึกรักที่โซฟาตัวใหญ่พร้อมด้วยเจ้าชายในอ้อมแขนที่คุณนิชชายื่นมาให้ฉันอุ้มเอาไว้

          รู้สึกเกร็งจะจนทำอะไรไม่ถูก

          ..ทำไมต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วย

          “เด็กคนนี้เป็นเพื่อนของลูกเราค่ะคุณ” คุณนิชชาหันไปพูดกับไฟ อัคคีก่อนที่ทั้งสองคนจะหันมามองหน้าฉัน

          แววตาของไฟ อัคคีในตอนนี้ทั้งแข็งกร้าวและดุดันเหมือนกับผู้ชายข้างๆฉันไม่มีผิด

          ..รู้แล้วว่าเขาเหมือนใคร

          “เซียร์ค่ะ..” ฉันหลุบตาต่ำ มือทั้งสองข้างกำลังลูบขนของเจ้าชายที่อยู่นอนนิ่งอยู่บนตัก

          “นี่เหรอเหตุผลที่เมื่อคืนแกไม่ยอมไปงานวันเกิดหนูโมเดล” เสียงของพ่อศึกรักทำให้ฉันนิ่งค้างไป ดูเหมือนว่าเขากำลังจะพูดกับร่างสูงข้างๆฉัน “..แน่ใจว่าเพื่อน?”

          “อืม เพื่อน”

          “ฉันเคยบอกแกแล้วว่าเรื่องผู้หญิงฉันไม่เคยซีเรียส เพียงแต่ผู้หญิงคนนั้นต้องไม่ใช่นังเด็กอลินนั่น”

          “...” ชื่อของบุคคลอื่นที่หลุดออกมาปากไฟทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ

          อลิน..

          คนในครอบครัวเขาก็รู้จักผู้หญิงคนนั้นเหรอ?

          “คนนี้จะเป็นเพื่อนหรืออะไรก็แล้วแต่” ผู้เป็นพ่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวพร้อมกับปรายตามายังฉันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “..พากลับไปก่อน วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี”



          “นายจะพาฉันลงไปในที่แบบนั้นทำไมไม่ทราบ” ฉันโวยวายขึ้นมาหลังจากที่เราสองคนเดินกลับขึ้นมานั่งที่รถแล้วเรียบร้อย

          “ก็บอกแล้วว่าแม่ฉันอยากเจอเธอ..”

          “แล้วอย่างพ่อนายล่ะ”

          “...” ศึกรักหันมา เขามองหน้าฉันเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็หันกลับไป

          “ปกติพ่อนายน่ากลัวแบบนั้นตลอดเลยเหรอ”

          “ไม่รู้สิ”

          หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องที่จะพูด..ไอ้เรื่องที่จะพูดน่ะมันมี เพียงแต่แค่ฉันไม่อยากจะมานั่งต่อปากต่อคำกับผู้ชายคนนี้

          รำคาญ หงุดหงิด ไม่ชอบ ไม่อยากเห็นหน้า

          ..จะไปไหนก็ไป

          ให้ตาย ดูเหมือนฉันกำลังดันทุรังที่จะให้ตัวเองเกลียดเขาอยู่เลย

          กระทั่งเวลาผ่านไป ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในตัวเมือง..ฉันกับศึกรักก็สามารถกลับมาที่คอนโดได้ในระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง

          และตอนนี้เราก็เดินเข้ามาที่ล็อบบี้ของคอนโดด้วยสภาพที่มีสัมภาระพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือไปหมด

          อันนี้จริงถุงมากมายที่ฉันควรจะถือตอนนี้มันก็ได้ถูกแบ่งไปที่ศึกรักครึ่งนึงแล้ว

          ..ไม่ได้ขอให้ช่วยเลยแท้ๆ

          ฉันถอนหายใจออกมา วินาทีนั้นสายตาดันไปปะทะเข้ากับคู่ชายหญิงที่พึ่งเดินออกมาจากลิฟต์พอดิบพอดี

          สองเท้าฉันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ลำคอแห้งผาก..สติเหมือนจะหลุดลอยหายไปชั่วขณะ

          มือข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าเอาชายเสื้อของศึกรักไว้จนร่างสูงชะงักฝีเท้าและหันกลับมา ทำท่าจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็เงียบไป

          เขาหันไปมองตามสายตาฉัน..เราสองคนยืนมองผู้ชายกับผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินตรงมาทางนี้

          เป็นไอ้เวรโซน

          โซนกับอลิน..ทำไมถึงเดินออกมาจากลิฟต์นั่นด้วยกัน

          ฉันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปทางนั้น..วินาทีนั้นไอ้โซนกับผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะเห็นฉันเข้าพอดี

          สองคนนั้นนิ่งไป

          ..ส่วนฉันเหยียดยิ้ม

          “ทำไมถึงอยู่กับมัน” คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากโซนในวินาทีที่เราเดินสวนกัน

          ไม่สิ เรียกว่าเดินเฉียดกันคงจะดีกว่า

          อันที่จริงทางเดินของล็อบบี้ทั้งใหญ่โตและกว้างขวาง แต่เป็นฉันเองที่ตั้งใจเดินเข้าไปเฉียดใกล้กับสองคนนั้น

          “ก็คงเหมือนกับที่นายอยู่กับยัยนั่น” ฉันขยับริมฝีปากโดยที่ไม่ได้หันไปมอง

          ไม่รู้หรอกนะว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ไม่รู้ด้วยว่ากำลังมองฉันอยู่หรือเปล่า

          ..บอกแล้วไงว่าจะไปเอากับใครก็ไป

          แล้วคิดว่ามันเองก็คงจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพึ่งจะพูดออกไปด้วยเหมือนกัน

          “ไม่คิดว่าเธอจะทำเฉย” เสียงทุ้มต่ำของศึกรักเอ่ยออกมาในขณะที่ฉันกับเขาเดินเข้ามายืนในลิฟต์ด้วยกัน

          “แล้วอย่างนายล่ะ” เสียงของฉันนั้นแผ่วเบา แผ่วมากซะจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเสียงกระซิบ “..รู้สึกบ้างมั้ย”

          “..เรื่อง?”

          “ผู้หญิงของนายไง”

          “ใคร” คำพูดของศึกรักทำเอาฉันหันขวับไปมองหน้าเขาแทบจะในทันที

          “ก็ยัยอลินนั่นไง” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นพร้อมกับหรี่ตามองร่างสูงที่ยืนพิงตัวลิฟต์ด้วยท่าทีสบายๆอย่างอดไม่ได้ที่จะสงสัย

          ก็ไหนนังลัคกี้บอกว่าเคยคบกัน

          ไม่สิ ไม่ใช่แค่นังลัคกี้..พวกเฟื้องเองก็พูดทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน

          “ทำไมต้องรู้สึกอะไร”

          “แฟนเก่านายไม่ใช่เหรอ” ฉันหันหน้ากลับมา สองมือกำถุงใส่มือแน่น เบนสายตาออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับร่างสูงข้างๆ “เลิกกันไม่นานยัยนั่นก็เที่ยวเร่หาผู้ชายคนใหม่..จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง?”

          “ฉันว่าเธอกำลังเข้าใจอะไรผิด ฉันกับอลินไม่ได้เป็นอะไรกัน”

          “...”

          “..ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไร”

          “ฉันไม่เชื่อ” ฉันพึมพำ

          ไม่มีทางที่ผู้ชายกับผู้หญิงที่เคยขลุกอยู่ด้วยกันจะมีสถานะที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน

          ไหนจะข่าวลือหนาหูพวกนั้นอีก..ถ้ามันไม่มีมูลก็ไม่มีทางที่คนจะออกมาพูดพล่อยๆหรอกนะ

          ฉันตั้งใจจะพูดต่อ แต่พอเห็นว่าเขาเลือกที่จะหยุดบทสนทนาไว้แค่นั้นเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก

          ไม่พูดต่อ ไม่อธิบาย..และปล่อยให้ฉัน‘ไม่เชื่อ’ไปทั้งๆอย่างนั้น

          กระทั่งสองเท้าของฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องตัวเอง ศึกรักที่เดินตามมาก็มาคว้าเอาถุงต่างๆในมือฉันทั้งหมดไปถือเอาไว้

          “จะสแกนคีย์การ์ดไม่ใช่?” คงเพราะเขาเห็นว่าฉันหันไปมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่องและทำท่าจะโวยวาย เจ้าตัวก็เลยชิงพูดตัดหน้าซะก่อน

          เถียงไม่ออก

          ..งั้นไม่เถียง

          ฉันจัดการสแกนคีย์การ์ด เชื่อมั้ยว่าทันทีที่ประตูเปิดออก..ศึกรักที่ควรจะยื่นถุงคืนมาให้ฉันแล้วไสหัวไปดันแทรกตัวเดินเข้าไปในห้องอย่างหน้าตาเฉย

          “นี่! นายจะเข้าไปทำไม” ฉันโพล่งออกไป

          ..อยากจะเอื้อมไปคว้าคอเสื้อเขาแล้วลากออกมาแต่ก็รู้ว่าคงจะทำไม่ได้

          สองเท้าของเขาหยุดชะงัก ร่างสูงหันกลับมาด้วยแววตาและสีหน้าที่เรียบนิ่งเป็นปกติ

          เขาไม่ได้ตอบอะไรฉันแต่จัดการวางถุงต่างๆในมือตัวเองไว้ที่โต๊ะตัวใหญ่กลางห้องก่อนจะเดินออกมา

          “เข้าไปวางของ” ฝ่ามือข้างหนึ่งเอื้อมมาลูบผิวข้างแก้มฉันอย่างแผ่วเบา ฉันอยากจะปัดมันออกแต่มือกลับยกไม่ขึ้น “ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก”

          เดี๋ยวนะ..

          เขาพูดเหมือนกับว่าฉันคิดว่าเขาจะทำอะไรฉันเลย

          “ฉ..อื้อ!” นัยน์ตาฉันเบิกโพล่งทันที ความรู้สึกเจ็บแปลบจากการที่เขาทาบริมฝีปากลงมาทำให้ฉันเกร็งไปทั่วร่าง

          เป็นเพียงแค่การประกบปากในช่วงเวลาสั้นๆไม่ใช่การจูบที่ลึกซึ้ง..แต่ฉันดันอึ้งจนพูดไม่ออก

          “เห็นเธอพูดเหมือนอยากให้ทำ” พูดจบผู้ชายที่พึ่งจะฉวยโอกาสกับฉันก็เดินไปสแกนคีย์การ์ดและเข้าห้องตัวเองไปหน้าตาเฉย

          ..ปล่อยให้ฉันยืนงงกับการกระทำของเขาอยู่อย่างนั้น

          ปึง..!

          ฉันเดินเข้ามาในห้องและทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะใช้หลังมือถูไถบริเวณริมฝีปากอย่างรุนแรนเพื่อที่จะลบล้างรอยจูบบ้าๆนั่น

          ..ลบได้ซะที่ไหนล่ะ เหอะ

 

 

          เย็นวันเดียวกัน

 

          ออดดด~ ออดดด~

          เสียงออดหน้าห้องดังขึ้นมาแบบนี้เข้ารอบที่สี่แล้ว..

          ฉันเดินเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับความคุกรุ่นภายในใจที่กำลังก่อตัว ไม่แน่ว่าอีกนิดฉันอาจจะเปิดประตูออกไปฟาดฝ่ามือหนักๆใส่หน้ามันก็ได้

          ..ไอ้โซนน่ะ

          เมื่อกี้นี้ฉันเดินออกไปส่องตาแมวที่หน้าประตู แต่พอเห็นว่าเป็นมันฉันก็เลยทำเป็นไม่สนใจและเดินกลับเข้าห้องนอนมา

          ก่อนหน้านี้ยังเดินออกจากคอนโดไปกับยัยอลินนั่นอยู่เลย

          ..ไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะต้องออกไปเปิดประตูให้มันเลยซักนิด

          หลังจากนั้นเพียงไม่นานเสียงออดหน้าห้องก็เงียบหายไป กลับกันกลายเป็นว่ามีเสียงริงโทนจากโทรศัพท์ฉันดังขึ้นมาแทน

          ฉันคว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมาไว้ในมือ รายชื่อที่อยู่หราอยู่ทำให้ฉันขมวดคิ้วมุ่น

          เป็นควีน

          ..ใครจะคิดว่ายัยนั่นจะโทรมาหาฉันในเวลาแบบนี้

          ฉันเก็บความสงสัยไว้ในใจ จัดการกดรับโทรศัพท์และยกมันขึ้นแนบหู

          “ไง มีอะไร”

          [ก็ไม่มีอะไร] คำตอบนั่นทำเอาเรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม

          “ไม่มีอะไร?”

          ..ไม่มีอะไรแล้วจะโทรมาทำไม

          [อืม ก็แค่เมื่อกี้นี้โซนโทรมาหาฉัน] ชื่อของไอ้โซนที่ออกมาจากปากควีนทำให้ฉันชะงัก [เห็นว่าไปหาที่ห้องแล้วแกไม่ยอมออกมาคุยด้วย]

          ไอ้โซนไปบอกควีนเหรอ

          คิดจะหาตัวช่วยหรือไง..

          “ควีน” ฉันกดเสียงลงต่ำที่เยือกเย็นพอสมควร “แกก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ชอบให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวด้วยมาจุ้นจ้าน”

          ฟังแล้วอาจจะดูไม่รักษาน้ำใจเพื่อนตัวเองซักเท่าไหร่ แต่ยังไงนี่มันก็เป็นนิสัยของฉัน

          ..เป็นนิสัยที่แย่ๆที่แก้ไม่หาย

          [รู้] ยัยนี่เป็นคนใจเย็น ฉลาดรอบคอบ..ไม่ใช่คนหัวร้อนง่ายแบบฉัน [ก็แค่จะบอกว่ามีอะไรก็คุยกันดีๆหน่อย]

          “...”

          [โซนไม่ใช่คนที่จะทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล ลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน]

          โซนเหรอ

          ไม่มีเหตุผลเหรอ

          “เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ..ไม่สิ ก็แค่สมเพชทั้งไอ้โซนทั้งตัวฉันเองนั่นแหละ

          [แค่นี้] เพียงแค่นั้นสายก็ถูกตัดไปในระยะเวลาสนทนาไม่ถึงหนึ่งนาที

          ไหนจะควีน ไหนจะลัคกี้..ไม่ว่าหน้าไหนๆก็บอกให้ฉันให้ฉันหันหน้าคุยกับไอ้โซน

          อย่าว่าแต่สองคนนี้เลย ถ้าเป็นเพลิงหรือแม้แต่รสหวานยังไงพวกนั้นก็คงจะพูดทำนองเดียวกัน

          คนอื่นๆไม่ได้เป็นฉันจะไปรู้อะไร

          ..ไม่ได้เห็นน้ำเสียงและสีหน้าของมันตอนนั้นจะไปรู้อะไร

          แอดดดด~

          สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเดินออกมาเปิดประตู ภาพแรกที่เห็นคือไอ้โซนที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้านิ่งเรียบ

          ..แน่นอนว่าสีหน้าฉันเองก็นิ่งเรียบไม่ต่าง

          “ไง” โทนเสียงที่ฟังแล้วไม่ลื่นหูเหมือนทุกที สีหน้าที่เรียบนิ่ง แววตาที่ดุดัน

          นายเปลี่ยนไปจริงๆนะโซน

          “หึ มีธุระอะไร” ฉันแค่นหัวเราะ

          “ทำไมเมื่อตอนบ่ายถึงกลับมากับมัน” ไอ้โซนเอ่ยปากอย่างไม่รีรอ น้ำเสียงของมันส่อแววคุกรุ่นและหงุดหงิดปะปนอยู่

          “มันที่ว่านี่ใคร?” ฉันเลิกคิ้ว ว่าจะลองทำตัวไร้เดียงสายั่วโมโหมันเล่นๆดูซักหน่อย

          “ฉันคิดว่าเธอรู้ว่าฉันหมายถึงใคร อย่าทำให้ฉันโมโหได้มั้ยวะ” มันไม่ได้กระโชกโฮกฮากแต่ก็มีความน่ากลัวในแบบของผู้ชายที่กำลังข่มอารมณ์เดือดดาลเอาไว้

          ไอ้ท่าทางแล้วก็สีหน้าแบบนั้นน่ะ

          ..ฉันเกลียดที่สุดเลย

          “ที่เป็นอยู่ไม่ใช่ว่านายกำลังโมโหฉันอยู่เหรอโซน” ฉับขบฟันกรอด สองเท้าก้าวถอยออกมาห่างจากขอบประตู

          ไม่ใช่อะไร..

          อีกไม่นานฉันคงจะได้ปิดประตูใส่หน้ามัน

          “ฉันไม่ได้โมโหเธอ” โซนกดเสียงลงต่ำ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังข่มอารมณ์เดือดดาลเอาไว้อยู่จริงๆ

          “เหอะ แต่ฉันโมโหนาย” ฉันแค่นหัวเราะก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าลูกบิดประตูหมายจะปิดใส่หน้ามัน “..เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาคุยกัน”

          หมับ..!

          “เดี๋ยว” จังหวะนั้นโซนเอื้อมมือมายันประตูเอาไว้ ส่งผลให้ฉันชะงักไป “ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย”

          “บอกแล้วไงว่าไม่มีอะไรต้องคุย”

          ตอนที่ฉันจะคุย มันก็เป็นฝ่ายเดินหนี

          พอมาตอนนี้มันกลับมาเค้นเอาคำตอบจากฉัน..

          “ฉันถามเธอว่าทำไมถึงกลับมากับมัน” โซนแทรกตัวเข้ามาด้านใน ก่อนที่ประตูจะปิดลงดัง‘ปึง’ “ฉันถามเธอก็ต้องตอบ มารยาทอะมีมั้ย”

          มารยาทเหรอ?

          “ว่าแต่นายเถอะ”

          “...”

          “อับจนหนทางถึงขนาดที่ต้องขอความช่วยเหลือจากควีนเลยหรือไง” ฉันเลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

          ไอ้โซนเงียบ

          มันไม่ตอบ..และคาดว่ามันคงกำลังคิดคำตอบอยู่

          “คงงั้น ไม่งั้นเธอก็ไม่ยอมออกมาเปิดประตูให้ฉัน” มันยอมรับพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “แล้วจะตอบได้ยัง ฉันไม่ได้ว่างขนาดที่มารอคำตอบจากเธอได้เป็นชั่วโมงนะเซียร์”

          “งั้นก็ไม่ต้องรอสิ” ดูเหมือนว่าคำพูดของมันจะทำให้อารมณ์ฉันพุ่งขึ้นมาทันที “จะไปไหนก็ไปเลย จะไปหาอีอลินก็ไป”

          “เซียร์” นัยน์ตามันเหมือนกับกำลังคาดโทษฉันอยู่

          “โมโหอีกแล้วเหรอ” ฉันเค้นยิ้มออกมา รู้สึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อยที่ได้เห็นท่าทีแบบนั้นของมัน “ทำไม? แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้เลย?”

          “ฉันมาถามเธอให้รู้เรื่องว่าทำไมถึงกลับมาด้วยกันกับมัน ไม่ได้มาทะเลาะ”

          “ก็บอกแล้วไงว่ามันก็เหมือนกับที่นายอยู่กับผู้หญิงคนนั้น” ฉันเหยียดยิ้ม มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเชยคางมันเป็นการบีบเค้นให้สบตากับฉัน “..ข้องอะไร?”

          “ฉันหมายถึงว่าเมื่อวานเธอไปไหว้ลุงกับป้า แล้วทำไมวันนี้เธอถึงกลับเข้ามาพร้อมกับมัน” เรียวคิ้วมันขมวดมุ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าข้องใจกับเรื่องนี้ขนาดไหน

          ..ฝ่ามือแกร่งข้างหนึ่งปัดมือฉันที่กำลังเชยคางมันอยู่ออกจนเกิดเสียงดัง‘เพียะ’

          “ฉันกลับมากับผู้ชายคนนั้นก็เพราะว่าฉันไปกับเขา ไม่เห็นจะยาก” ฉันยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

          “แต่เธอบอกฉันว่าไปคนเดียว”

          “...” อ๋อ ก็พอจะจำได้อยู่ว่าบอกไปแบบนั้น

          “แล้วอย่าบอกนะว่านอนค้างด้วยกัน?” ฉันไม่ได้ตอบอะไร คาดว่าที่ไอ้โซนพูดมันก็คงไม่ได้หวังเอาคำตอบที่รู้อยู่แล้วหรอก “เวรเหอะ อย่าประชดกันได้ไหมวะ!”

          “ประชดอะไร มีอะไรที่ฉันต้องประชดนาย” ฉันพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นเอาไว้ ดูเหมือนว่าระหว่างเราตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยสงครามอารมณ์ขนาดย่อม

          ..ใครระเบิดก่อน คนนั้นก็แพ้ไป

          ไอ้โซนหันหลังกลับก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตู ดูท่าแล้วก็คงกลัวว่าจะข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ล่ะมั้ง

          “วันศุกร์นี้วันเกิดไอ้เพลิง คิดว่าเธอคงยังไม่ลืม”

          “...”

          “มันอยากเจอเธอแต่ไม่กล้าสู้หน้า ถ้าเธอไม่อยากเจอแม่งก็ไม่ต้องไป..แค่นี้” บทสนทนาถูกตัดจบด้วยเสียงประตูที่ปิดลง

          วันเกิดเพลิงเหรอ..

          เรื่องนั้นฉันไม่ลืมหรอก ถึงสถานที่จะยังไม่รู้แต่จะไปหรือไม่ไปนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

          ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่อยากสู้หน้าฉัน

          ..ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะไปเจอหน้าเขาเหมือนกัน

 

 

          เช้าวันต่อมา

          7.46น.

 

          วันนี้เป็นเช้าวันจันทร์อีกวันที่ฉันต้องรีบตื่นไปเรียนแต่เช้า

          เหตุเพราะวันนี้ดันมีควิซ และถึงแม้ว่าสองวันที่ผ่านมาจะไม่มีเวลาทบทวนอะไรเลย แต่ในเมื่ออาจารย์บอกว่าไม่ยากฉันก็จะเชื่อตามนั้น

          ..ขอให้มันไม่ยากจริงๆก็แล้วกัน

          ฉันเดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับหนุ่มสาวนักธุรกิจวัยทำงานที่ไปทำงานกันแต่เช้าในเช้าวันจันทร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดหนึ่งในนั้นก็ดันมีไอ้โซนรวมอยู่ด้วย

          มันเองก็ต้องไปแต่เช้า ก็ในเมื่อเราเรียนด้วยกัน..มันก็มีควิซแต่เช้าเหมือนกัน

          เมื่อกี้นี้ฉันกับมันไม่ได้ทักกัน ถึงจะมองหน้าแต่ก็ไม่มีใครทำสีหน้าใดๆออกมา..เราทำเหมือนต่างฝ่ายต่างเป็นคนไม่รู้จักกัน

          ดีเลย..จะเอาแบบนั้นก็ได้

          สายตาฉันมองตามแผ่นหลังของไอ้โซนที่เดินก้าวเท้ายาวๆเดินไปทางลานจอดรถ แต่แล้วฝีเท้าก็ต้องสะดุดเมื่อมีเสียงแตรรถดังขึ้นมา

          ฉันสะดุ้งและหันไปมองยังต้นตอของเสียงนั่น พบว่ามีรถหรูคุ้นตาคันหนึ่งขับออกมาจากลานจอดรถและจอดนิ่งอยู่ข้างๆ

          กระจกรถถูกลดลง เผยให้เห็นใบหน้าเรียบนิ่งของร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านในฝั่งคนขับ

          “ขึ้นมา” ริมฝีปากของเขาเผยออย่างราบเรียบ นัยน์ตาคมกริบตวัดมาทางนี้ส่งผลฉันต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

          “อะไร”

          “ไม่ไปมหาลัย?” เขาเลิกคิ้ว แต่นี่ไม่ใช่การถามความเห็นจากฉัน..เรียกว่าเป็นการบังคับจะดีกว่า “ไปก็ขึ้นมา”

          ฉันกำลังจะปฏิเสธเขา แต่จังหวะนั้นรถของไอ้โซนดันขับออกมาจากลานจอดรถพอดี

          ฉันมองตามรถคันนั้นที่กำลังชะลอตัวก่อนจะเหยียดยิ้มและหันไปพยักหน้าให้กับร่างสูงที่สั่งให้ฉันขึ้นรถไปกับเขา

          ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรกัน ศึกรักโฟกัสอยู่ที่ท้องถนน ส่วนฉันก็เหม่อลอยมองออกไปด้านนอกรถ

          พอดีมีอะไรให้คิดนิดหน่อย..

          ยอมรับว่าช่วงนี้นอกจากระหว่างฉันกับโซนที่เปลี่ยนไป ระหว่างฉันกับศึกรักเองก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน

          ..แต่เปลี่ยนไปแบบสวนทางกัน

          แน่นอนว่าฉันต้องเซฟตัวเองทั้งร่างกายแล้วก็จิตใจ..

          “ทะเลาะกับไอ้โซน?” คำถามของศึกรักทำลายความเงียบงันจนหมดสิ้น ฉันหันไปมองเสี้ยวหน้าเขาจากทางด้านข้างได้แค่ครู่หนึ่งก็ต้องหันกลับมา

          “ไม่เชิง”

          “เรื่องอลิน?”

          “นั่นก็ส่วนนึง”

          ไม่หรอก..เพราะยัยนั่นเกือบทั้งหมดนั่นแหละ

          “รู้หรือเปล่าว่าสองคนนั้นรู้จักกันมานานแค่ไหน”

          “ไม่รู้” ฉันตอบกลับไปอย่างราบเรียบ ก่อนที่จะฉุดคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “..หรือนายรู้?”

          เขาปรายตามามองหน้าฉันแล้วก็เงียบไป วูบนั้นเหมือนกับเขานึกอะไรได้ก็เลยหันหน้ากลับไป

          “ไม่รู้สิ” ตอนแรกฉันกะว่าจะหันไปทักท้วงเขา แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะตอบมาแบบนั้นก็คงต้องปล่อยเบลอไป

          ..เขารู้อะไรที่ฉันไม่รู้อยู่หรือไง

          “แล้วนายล่ะ รู้จักไอ้โซนมานานแค่ไหน” ฉันถามออกไป แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังเอาคำตอบก็ตาม “..จะว่าไปนายอยู่มอปลายที่เดียวกันนี่นะ”

          ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะหาเรื่องคุยกับเขาได้อย่างเป็นปกติ

          “อือ รู้จักตั้งแต่มอต้น” ศึกรักครางรับ ไอ้ที่ว่า‘รู้จักตั้งแต่มอต้น’นั่นทำให้เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน แต่ประโยคถัดมาของเขากลับทำให้ฉันฉงนยิ่งกว่า “แต่รู้จักเธอก่อน”

          รู้จักฉันก่อน?

          ..หมายความว่าไง

          ฉันตั้งใจจะถามเขาถึงประโยคที่เขาพึ่งจะพูดออกมา แต่กลับโดนแจ้งเตือนในโทรศัพท์ขัดจังหวะเข้าซะก่อน

          ยอมรับว่าหงุดหงิดเล็กน้อย..

          แต่ทำไงได้

          ฉันหยิบมันขึ้นมาและอาศัยอ่านเอาจากกล่องแจ้งเตือนบนหน้าจอล็อค ใจความมีอยู่ว่า..

 

          ไอ้โซน : เดี๋ยวนี้มีคนไปรับไปส่งแล้วก็ดี

 

          ฉันไม่เลือกที่จะกดเข้าไปตอบเพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น

          เหอะ..คนไปรับไปส่งเหรอ

          เรื่องแบบนั้นมันจะไปมีได้ยังไงกัน

          จังหวะเดียวกันนั้นมีข้อความจากเฟื้องเด้งขึ้นมาพอดี นั่นมันสามารถเรียกความสนใจจากฉันได้ดีทีเดียว

 

          เฟื้อง : เซียร์อยู่ไหนๆ

          เฟื้อง : มาช่วยติวให้หน่อยจิ ควิซรอบนี้ไม่รอดแน่เลยToT

 

          ฉันไม่ได้สนิทกับพวกเฟื้องมากเท่ากับที่สนิทกับพวกลัคกี้ เรียกได้ว่าสนิทกับพวกลัคกี้มากกว่าหลายเท่า

          แต่ที่ฉันมีไลน์เฟื้องนั่นก็ไม่ได้น่าแปลกอะไรเพราะในเมื่อยัยนั่นเคยขอเอาไว้ติดต่อ

          ดูสิ..ข้อความที่ส่งมาขอให้ช่วยติวให้นั่นน่ะ

          ตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อย แต่ปล่อยเบลอก็ไม่ได้ ในเมื่อกดเข้าไปอ่านแล้วก็มีแต่ต้องตอบเท่านั้น

          ..จะปฏิเสธก็กระไรอยู่

 

          Me : อืม สิบนาทีถึง

          Me : รอข้างคณะก็แล้วกัน

 

          สุดท้ายไอ้คำพูดที่ว่า‘แต่รู้จักเธอก่อน’ของศึกรักฉันก็ไม่ได้ถามความหมายเพราะลืมไปซะสนิท..กว่าจะนึกขึ้นได้รถหรูก็เคลื่อนตัวออกไปซะแล้ว

          ช่างเถอะ เอาไว้ถ้าได้เจออีกก็ค่อยถามก็แล้วกัน

          ฉันสลัดความสงสัยนั่นทิ้งก่อนจะเดินตรงไปหาเฟื้องที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนข้างตึกคณะไม่ไกลจากตรงนี้

          “กรี๊ด! เซียร์!” ทันทีที่ยัยนั่นเห็นฉันเดินมาก็ทำท่าทีระริกระรี้ “เมื่อกี้ลงมาจากรถใครอะ ตาวิเศษเห็นนะ!..ไม่ใช่รถโซนด้วยใช่มั้ย”

          “...” ฉันเงียบและค่อยๆเดินไปนั่งลงตรงข้ามเธอ

          “เพื่อนในกลุ่มเหรอ หรือว่าผู้ที่ไหน..แล้วหล่อหรือเปล่า คิกๆ” เฟื้องยิ้มยิงฟันใส่ฉัน บอกตามตรงว่าประโยคเมื่อกี้นี้ฉันฟังไม่ทันจริงๆนั่นแหละ

          “แล้วคนอื่นล่ะ” ฉันทำเป็นไม่ได้สนใจสิ่งที่เฟื้องพูด ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ

          ‘คนอื่น’ที่ว่าก็หมายถึงพวกเพื่อนเฟื้องนั่นแหละ ปกติเห็นจะอยู่ด้วยกันเป็นเดอะแก็งค์ แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้เฟื้องถึงอยู่คนเดียว ไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกนั้น

          “ก็ทะเลาะกันอะ” สีหน้าของเฟื้องเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

          อ้อ..ฉันพอจะรู้แล้ว

          ปกติเฟื้องไม่เคยขอให้ฉันมาช่วยติวให้แบบนี้ ยัยนี้ถึงจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านไปซักหน่อยแต่การเรียนก็ไม่ได้ขี้เหร่

          ตั้งใจจะให้ฉันถามว่าคนอื่นไปไหนสินะ

          ..ต้องการให้ฉันเห็นใจงั้นสิ

          “เรื่องอะไร พอจะบอกฉันได้หรือเปล่า” ฉันยังคงสีหน้าเป็นปกติไว้อยู่ วูบนั้นเฟื้องเงยหน้ามองฉันราวกับกำลังรอคอยคำนี้จากปากฉันอยู่พอดิบพอดี

          “ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอก แต่พวกนั้นไม่มีใครเข้าข้างฉันเลยอะเซียร์” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

          “...”

          “ทั้งๆที่อีเหมยเป็นตัวเริ่มแท้ๆ”

          ‘อีเหมย’ที่เฟื้องว่าก็เป็นหนึ่งในเดอะแก็งค์ของเธอ..เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากจนฉันไม่คิดว่าจะทะเลาะแล้วเรียกคำว่านำหน้าว่า‘อี’แบบนี้

          “เหรอ” ฉันพยักหน้ารับรู้

          “แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะๆ” เฟื้องยิ้ม แววตาเธอเป็นประกาย..เท่านี้ก็พอรู้แล้วว่าเรื่องที่เธอจะพูดต่อจากนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่

          แล้วไอ้‘ช่างเรื่องนั้นก่อน’มันก็แปลว่า‘พักไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาพูด’ไม่ใช่เหรอ

          ..เฟื้องไม่ได้หวังให้ฉันมาติวให้ตั้งแต่แรก

          “รถคันเมื่อกี้นี้ถ้าจำไม่ผิด..” เฟื้องลอบยิ้มกรุ้มกริ่ม “ใช่ศึกรักหรือเปล่า”

          “...” นัยน์ตาฉันเบิกขึ้นนิดหน่อย แค่นิดหน่อยจริงๆ

          ก็รู้อยู่ว่าเฟื้องรู้เรื่องพวกนี้เยอะ แต่ไม่คิดว่าจะรู้ว่ารถคันเมื่อกี้นี้เป็นของศึกรัก

          ประมาทไม่ได้

          “ศึกรักจริงๆสินะ!” ดูเหมือนว่าเธอจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้จริงๆนั่นแหละ “ทำไมถึงมาด้วยกันอะ อย่าบอกนะว่าเธอตั้งใจจะเปิดศึกกับอลินจริงๆ..?”

          อลินเหรอ..

          ทำไมไม่ว่าหน้าไหนๆก็พูดถึงยัยนั่นอยู่เรื่อย

 



..........

......

เรื่องนี้ปมไม่เยอะหรอก..จริงๆนะ55+

ติด #ศึกรักเซียร์ ในทวิตเตอร์แล้วมาคุยกันนนน บางทีไรท์อาจจะแอบสปอยล์หรือเอาฉากคัทไปลงด้วย

**คอมเมนท์เยอะๆน้า จะได้รีบมาต่อ คิก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 368 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #275 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 19:10
    อะไรอีกศึกรัก มาไม้ไหนอีก...
    #275
    0
  2. #274 tippingtip (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 07:28
    ยังไงน้ารู้จักเซียร์ก่อน เอ๊ะๆ ปมเยอะจริงๆ 555
    #274
    0
  3. #273 tateeb23 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 23:28
    อะไรก็นังอลิน นังตัวมารของเรื่องนี้ 55555
    #273
    0
  4. #272 Princess48 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:13
    อ่าวเห้ย แล้วศึกรักไปรู้จักเซียร์อะไรยังไงตอนไหน!!??
    #272
    0
  5. #271 firstzy93 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:08
    เจอกันนานแล้วหรอ
    #271
    0
  6. #270 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:08
    เดี๋ยวศึกรักไปเจอเซียร์ตอนไหนน
    #270
    0
  7. #269 Princess48 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 11:18
    อย่าว่าโซน ว่าอลินเถอะ ชั้นก็เกลียดมัน55555
    #269
    0
  8. #268 firstzy93 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 00:55
    เพิ่งมาอ่านสนุกมากค่ะ รอนะคะ
    #268
    0
  9. #267 SoulTun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:44

    ทีมศึกรักเซียร์

    #267
    0
  10. #266 tateeb23 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 00:21
    เซียร์อย่าไปพูดหรือใจดีกับโซนลูก อย่าไปคุย
    #266
    0
  11. #265 Ms.right (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:15

    ทีมศึกรักเต็มกำลังค่าาา ปู้นๆ

    #265
    0
  12. #264 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 22:18

    ไม่ทีมโซน ไม่ทีมเซียร์ ทีมศึกรักเท่านั้นบอกเลย
    #264
    0
  13. #263 thipfyzz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 19:42
    รอต่อค่าาา
    #263
    0
  14. #262 SoulTun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 18:32

    เพื่อนก็บ้าแล้วคุณแม่เขาคิดไปไกลแล้วศึกรักเอ้ย

    #262
    0
  15. #261 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 11:23
    แน่ใจว่าเพื่อน? คนเขาดูออก
    #261
    0
  16. #260 tateeb23 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 23:13
    นางอลินคือกุญแจของเรื่องทั้งหมด เอะอะๆนังอลินทุกเรื่อง 555555
    #260
    0
  17. #259 nnnjaykaybunny (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 22:22
    คูมพ่อโหดจังค่า
    #259
    0
  18. #258 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 21:00
    พ่อจะปลื้มเซียร์มั้ยเนี่ย รอค่าา
    #258
    0
  19. #257 Princess48 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 16:59

    ตอนแรกแอบคิดว่าศึกรักจะไม่ใช่ลูกแท้ๆของไฟ แต่ก็พึ่งมารู้ว่าที่ไฟเอาแต่ดุเอาแต่เข้มงวดเพราะอยากให้ศึกรักเป็นดาราเหมือนตัวเอง นี่ก็อยากให้นางเป็นดารานะ อารมณ์สามีแห่งชาติ กรี๊ด
    #257
    0
  20. #256 avarapohn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 16:55
    ขำโซนกับเซียร์ ช่วยกันตั้งชื่อน้องหมา คิดได้ยังไงตั้งชื่อว่าเจ้าเหมียวเนี่ย55555 เซียร์ก็ไม่แพ้กันเลยนะ ตลกกกอ่ะ5555
    #256
    0
  21. #255 MIdoubleU (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 16:12
    รอค่าา
    #255
    0
  22. #254 SoulTun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 15:28

    ตามคาด พามาแนะนำกับที่บ้าน55555555555

    #254
    0
  23. #253 thipfyzz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 22:53
    รออยู่เด้อออ
    #253
    0
  24. #252 25390217 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 18:28

    เจิมมมม

    #252
    0
  25. #251 Princess48 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 07:36
    กรี๊ด! แม่ว่าดี แต่แล้วพ่อล่ะ..
    #251
    0