เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 12 : Chapter 10 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..ความต่าง• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,500
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 273 ครั้ง
    12 ส.ค. 62

Chapter 10

เพราะ..ความต่าง

.....

...

 

          หลังจากอ่านข้อความเสร็จฉันก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูก่อนที่จะค่อยๆแง้มมันออก

          ..เพลิงยืนอยู่จริงๆ

          “เพลิง” ฉันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ในหัวกลับมีคำถามลอยวนอยู่เต็มไปหมด “นายมาทำอ..”

          “ไอ้โซนบอกฉันแล้ว” เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดฉัน “..เรื่องนั้น”

          วินาทีนั้นฉันได้กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยมาเตะจมูก คิดว่ามันน่าจะลอยออกมาจากตัวเขา

          ..หรือว่าเขาอาจจะเมา

          “นายดื่มมาเหรอ” ฉันตัดสินใจถามออกไป

          “ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วแต่ก็ขอให้ไอ้โซนมาหลอกถามเพราะไม่กล้าฟังคำตอบด้วยตัวเอง”

          ดูเหมือนว่าเพลิงจะไม่ได้ฟังสิ่งที่ฉันถามเมื่อกี้นี้เลย เขาพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดออกมาโดยที่ไม่ได้ฟังฉันแม้แต่นิดเดียว

          “...”

          “ฉันแม่งใจเสาะ”

          “เพลิง..นายเมา” ฉันพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงกว่าปกติ

          ..คงเมามักจะพูดไม่คิด

          “ไม่ ไม่เมา” เพลิงปฏิเสธด้วยสีหน้าจริงจัง “สติครบ”

          “ไม่มีคนเมาที่ไหนบอกว่าตัวเองเมาหรอก”

          “แล้วมันมีคนไม่เมาที่บอกว่าตัวเองเมาด้วยเหรอ”

          เขาคงตั้งใจจะบอกว่า ‘เขาไม่ได้เมา เพราะงั้นเขาก็เลยบอกว่าตัวเองไม่ได้เมา’ ล่ะมั้ง

          อะไรเนี่ย นี่ฉันกำลังคุยกับเพลิงอยู่จริงๆหรือเปล่า

          “นายกลับไปก่อนดีกว่า ฉันว่าเราอาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง” นี่ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ฉันพยายามจะผลักไสเขาออกไป..

          “เธอไล่ฉัน”

          “ใช่ ฉันไล่นาย” ฉันกดเสียงลงต่ำเพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันเองก็จริงจังไม่แพ้กัน “..อย่าให้ฉันโมโหนายนะเพลิง”

          “เธอโมโหฉันไม่ได้หรอก”

          “ทำไมฉันจะโมโหนายไม่ได้ นายอย่าทำเป็นรู้ดีนะเพลิง”

          บอกตามตรงว่าตอนนี้ภายในใจฉันเริ่มคุกรุ่นอยู่ไม่น้อย..ไม่รู้สิ เพราะฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นมุมนี้ของเขาบ่อยๆล่ะมั้ง

          “เธอเกลียดคนที่ทำตัวรู้ดี..” จังหวะนั้นเพลิงขยับเข้ามาจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงน้อยนิด ฉันอยากจะถอยหลังออกห่างแต่สองเท้ากับก้าวไม่ออก

          “ใช่” ฉันยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับว่าถ้าเขาทำอะไรฉันขึ้นมาฉันก็พร้อมที่จะสู้

          แต่เปล่าเลย..จริงๆฉันแอบหวั่นเพลิงในโหมดนี้อยู่ไม่น้อย

          เขาจ้องฉันด้วยแววตาที่ฉันแทบไม่เคยเห็นมันมาก่อน แถมการกระทำของเขาฉันก็ไม่อาจเดาได้

          ..อีกอย่างหมอนี่พึ่งจะดื่มมาด้วย

          “ฉันทำตัวรู้ดี..เธอเกลียดฉันมั้ย” แววตาของเขาทั้งแน่วแน่และแฝงด้วยความอ่อนไหวไปพร้อมๆกัน

          ฉันพึ่งรู้ตัวในตอนนั้นว่าเรากำลังยืนคุยกันอยู่หน้าห้องตรงโถงทางเดิน คุยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างโจ่งแจ้ง

          “ไม่ เพลิง” เรียวคิ้วของฉันเริ่มขมวดเข้าหากัน เขาควรที่จะกลับไปก่อนจริงๆ เราอาจจะพูดกันไม่รู้เรื่อง “มันไม่เหมือน..อื้อ!”

          เสียงของฉันถูกดูดกลืนหายไปด้วยการโฉบทาบริมฝีปากลงมาของเพลิง ริมฝีปากของเราแตะกันด้วยสัมผัสที่แปลกใหม่ก่อนที่เขาจะบดขยี้ริมฝีปากฉันอย่างดุดัน

          วินาทีนั้นเหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

          เราจูบกัน

          และเขา..ก็ผละออกในไม่กี่วินาทีให้หลัง

           “..ทีนี้เกลียดฉันบ้างรึยัง” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างราบเรียบพร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่กำลังปัดเป่าฉันอยู่

          ฉันกับเขาจ้องตากันอย่างไม่มีใครละสายตาไปจากใครราวกับว่าเรากำลังเล่นเกมจ้องตากันอยู่

          ผู้ชายตรงหน้าฉันตอนนี้ไม่ใช่เพลิงที่ฉันเคยรู้จัก

          ..แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

          “เกลียดฉัน บางทีมันอาจทำให้ฉันตัดใจจากเธอได้” สิ้นสุดเสียงนั้นเพลิงก็ฉวยโอกาสบดจูบลงมาอีกครั้ง

          ครั้งนี้มันดุดัน..และแรงบดขยี้ก็แรงกว่าครั้งที่แล้ว

          “อื้อ!! อ่อย!” ฉันพยายามที่จะประท้วงและตั้งใจจะบอกให้เขา‘ปล่อย’

          แต่นั่นแหละ มันไม่ได้ผลแม้แต่นิดเดียว

          ฤทธิ์แอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เมาและพูดไม่คิดแล้วยังสามารถทำให้คนคนนึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้อีกด้วย..

          “อึก..” ฉันแทบจะสำลักเมื่ออยู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นในโถงทางเดิน เสียงฝีเท้าก้าวยาวเป็นจังหวะก่อนที่มันจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ใคร?

          ..ขออย่าให้เป็นคนที่ฉันคิดเลย

          เพลิงยังคงมัวเมากับการบดขยี้ริมฝีปากฉัน และฉันเองก็ยังคงใช้กำปั้นทุบแผงอกเขาพร้อมกับส่งเสียงประท้วงออกมาเป็นระยะ

          ใช่แล้ว เวลานี้ต่อให้คนที่เดินมาจะเป็น‘เขา’หรือใครก็ตามแต่

          ..ช่วยเอาเพลิงออกไปจากฉันที

          หมับ..ผัวะ!!!

          วินาทีนั้นร่างสูงของคนที่พึ่งจะบดขยี้ริมฝีปากฉันอย่างเมามันส์ถูกกระชากออกไปด้วยฝีมือใครบางคน พร้อมกันกับที่ใครบางคนที่ว่านั่นปล่อยหมัดหนักๆใส่หน้าเพลิงจนมีเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังตามมา

          แล้วก็เป็นเขาเอง..ศึกรัก

          มาถูกเวลาดีซะจริง

          ร่างของเพลิงถูกต่อยจนเซออกไปก่อนที่สองคนนั้นจะยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่มีใครละสายตาจากใคร

          ฉันคิดว่าเพลิงจะสวนกลับไป แต่เปล่า..เขากลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

          “มึงช่วยต่อยกูอีกทีได้มั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ..คำพูดของเพลิงทำเอาฉันหันขวับไปมองหน้าเขาทันที

          “ได้”

          ผัวะ!!!

          ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไปหมด

          ศึกรักมากระชากเพลิงออกจากฉันและต่อยเขา ก่อนที่เพลิงจะขอให้ศึกรักช่วยต่อยตัวเองอีกรอบ

          เพื่ออะไร..?

          ฉันยังคงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ราวกับถูกสาปให้เป็นรูปปั้นหินที่ไม่สามารถแม้แต่จะยกมือหรือขยับริมฝีปากได้

 

 

          Plerng’s talks

 

          ผัวะ!!!

          ใบหน้าของผมหันไปตามทิศทางที่หมัดหนักๆของไอ้ศึกรักกระทบลงมา

          เจ็บ..

          ผมทำได้แค่แค่นหัวเราะให้กับตัวเองก่อนจะค่อยๆยกหลังมือขึ้นเช็ดมุมปากที่เริ่มมีกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งมาอย่างลวกๆ

          ผมเป็นขอให้มันช่วยต่อยผมซ้ำอีกครั้งเอง เผื่อว่ามันจะช่วยเตือนให้ผมรู้ตัวซักทีว่ากำลังทำเ*ยอะไรอยู่

          เซียร์จะสมเพชผมขนาดไหนกันนะ..น่าคิดซะจริง

          ผมปรายตามองร่างบางที่เมื่อกี้ผมพึ่งจะทำตัวเ*ยๆใส่เธอไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า สิ่งที่ผมได้รับจากเธอกลับมาก็คือสายตาที่ว่างเปล่าเช่นเดียวกัน

          ไม่สิ..

          บางทีผมอาจจะกำลังสับสนระหว่าง‘สายตาว่างเปล่า’และ‘สายตาสมเพช’ล่ะมั้ง

          ไอ้ศึกรักมองหน้าผมก่อนที่มันจะกระชากข้อมือเซียร์เข้าไปในห้องของเธอต่อหน้าต่อหน้า

          ปึง..!

          บานประตูสีน้ำตาลถูกปิดใส่หน้าผมจนอย่างแรงจนเกิดเสียงดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน

          เอาเถอะ ทำอะไรไม่ได้แล้ว

          เลยเถิดไปแล้ว..

          จูบไปแล้ว

          เรื่องมันไม่ได้มีอะไร ก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งชั่วโมงผมนั่งดื่มอยู่กับไอ้โซนที่วันวาน

          ใช่ ผมดื่ม..ยอมรับว่าตัวเองดื่มก่อนที่จะมาที่นี่

          ..แต่ไม่ได้เมา

          สติครบถ้วน รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง แต่พอกลับมาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว

          อืม พึ่งคิดได้

          พอเป็นเรื่องของเซียร์ ดูเหมือนอะไรหลายๆอย่างมันทำให้ผมกลายเป็นคนทำอะไรไม่คิด

          ส่วนเรื่องที่ผมขอให้ไอ้โซนช่วยไปถามความรู้สึกเซียร์ผมก็ขอมันโดยที่ไม่ทันได้คิดเหมือนกัน

          และวันนี้ผมก็ได้คำตอบแล้ว ได้ยินคำตอบโดยผ่านทางไอ้โซนอีกทีนึง

          ผมได้แต่บอกกับตัวเองว่าดีแล้วที่ผมไม่ได้ถามเซียร์ด้วยตัวเอง

          อาจจะเรียกว่าปลอบใจตัวเองอยู่ล่ะมั้ง..

          ก่อนหน้านี้ผมคอยมองเซียร์อยู่ห่างๆ มองมาโดยตลอด มองตั้งแต่ตอนปีหนึ่งที่เรายังไม่ได้มาเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน

          แล้วพอได้ลองมาเป็นเพื่อนกันตอนขึ้นปีสองมันก็ทำให้ผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเซียร์หลายอย่าง

          อย่างเช่นเรื่องที่เธอชอบไอ้คิง..

          ใช่ เซียร์เคยชอบไอ้คิง

          ถึงเธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แต่คิดเหรอว่าผมจะมองเธอไม่ออก..ในเมื่อผมเฝ้ามองเธอมาโดยตลอด

          ..เฝ้ามองแม้กระทั่งตอนที่เซียร์ตัดใจจากมันได้แล้ว

          ตอนนั้นผมคิดว่าจะเข้าไปแล้วช่วยฮีลเธอ แต่ไม่เลย..ผมปล่อยให้โอกาสมันหลุดมือไปโดยที่ไม่ได้แม้แต่จะคว้ามันเอาไว้

          ปล่อยให้เธอไปหาคนอื่น

          ..คนอื่นที่ว่าคือไอ้ศึกรัก

          ผมคิดว่าเธอเกลียดมันมาโดยตลอด จนกระทั่งตอนที่ไอ้โซนมาบอกผมเรื่องที่สองคนนั้นไปดูหนังด้วยกัน

          และใช่ ผมเข้าไปดูวันที่ที่มันโพสต์

          รู้อะไรมั้ย..มันเป็นวันเดียวกันกับที่ผมชวนเซียร์ไปดูหนัง

          วันนั้นผมต้องกลับก่อนเพราะมีธุระต้องจัดการนิดหน่อย แต่ใครจะคิดว่าหลังจากนั้นเธอจะอยู่กับไอ้ศึกรัก

          ..คิดแล้วก็เกลียดตัวเองชิบ

          แต่พอมองย้อนกลับมาในสิ่งที่ผมพึ่งจะทำกับเธอวันนี้แม่งก็เ*ยจริง เ*ยจนไม่น่าให้อภัย

          ..ถ้าเซียร์จะโกรธจะเกลียดผมหลังจากนี้มันก็คงจะไม่แปลก

          ถึงแม้ผมมีความคิดที่อยากจะให้เธอเกลียดผม เพราะว่าเผื่อว่ามันจะทำให้ผมสำเหนียกและตัดใจจากเธอได้ แต่ก็นั่นแหละ..

          ขอเถอะ

          ..ขอแค่เรายังคงอยู่ในสถานะ‘เพื่อน’ต่อไปก็ยังดี

          ส่วนไอ้ศึกรักแล้ว ยังไงผมก็ไม่คิดว่ามันจะทำให้เซียร์มีความสุขได้

          มันทำเ*ยใส่เธอไว้แค่ไหนทำไมผมจะจำไม่ได้ ในเมื่อเช้าวันนั้นผมเป็นคนไปดูแลเซียร์ถึงที่ห้อง

          มันทำอะไรไว้บ้าง ทำให้เซียร์ป่วยโดยการทรมานแล้วก็ทารุณเธอ..มันได้โผล่หัวมาดูบ้างมั้ย

          ผมได้แต่พาลกับตัวเองในใจและเหม่อมองบานประตูอย่างล่องลอยเหมือนกับคนที่รับรู้ได้ว่ากำลังจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดไป

          เซียร์..

          เธอคงยังไม่ลืมใช่มั้ยว่ามันทำอะไรกับเธอไว้

      

          End Plerng’s talks

 

 

          ปึง..!

          ประตูถูกปิดลงพร้อมกับร่างฉันที่เซถลาไปตามแรงฉุดกระชากของเขา

          ‘เขา’ที่ว่าจะมีใครที่ไหนได้..นอกจากศึกรัก

          “มันทำอะไรเธอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

          เดิมเขาเป็นคนเสียงทุ้มอยู่แล้ว พอกดเสียงลงต่ำมันก็ดูจะแข็งกร้าวซะจนรู้สึกแปลกๆ

          ศึกรักออกแรงบีบที่ข้อมือฉันแน่น..แน่นจนฉันรู้สึกเจ็บ

          “เจ็บ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้และปรายตามองไปที่ข้อมือเพื่อให้เขารู้ตัวว่าเขากำลังทำฉันเจ็บ

          ครั้งนี้มันได้ผล..แรงบีบที่ข้อมือฉันค่อยๆคลายลงก่อนที่มันจะกลายเป็นแค่การกุมมือธรรมดา

          วูบนั้นความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณข้อมือและดูเหมือนว่ามันจะไหลผ่านทั่วร่างภายในเวลาไม่กี่วินาที

          การที่เขาจ้องหน้าฉันไม่ละสายตานั่นก็ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายฉันเริ่มร้อนขึ้นไปอีก

          “มันทำอะไรเธอ”

          “...”

          “ตอบ”

          “นายจะถามไปทำไม” เรียวคิ้วฉันขมวดเข้าหากันเป็นปม

          ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะมาถามฉันเรื่องนี้เลย ในเมื่อ..

          “ฉันช่วยเธอ”

          “แต่ฉันไม่ได้ขอ” ฉันเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขาและพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

          “จะบอกว่าฉันเป็นคนขัดจังหวะ?” จังหวะนั้นเขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกเราเสียดสีกัน “..เป็นฉันที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง?”

          “อือ” ฉันครางรับ

          ใครจะคิดว่าหลังจากนั้นศึกรักจะทาบริมฝีปากลงมาจูบปิดปากฉัน

          นี่เป็นกี่ครั้งแล้วที่เราจูบกัน..

          มือข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาบีบสันกรามและประคองใบหน้าฉันไว้ ส่วนมืออีกข้างจากที่เคยกุมมือก็เปลี่ยนมารวบเอว

          การที่เราจูบกันครั้งนี้มันทำให้ฉันรู้ว่าความรู้สึกมันแตกต่างจากการที่ฉันจูบกับเพลิงเมื่อกี้นี้ลิบลับ

          ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน จะให้พูดก็พูดไม่ถูก..รู้แค่ว่ามันต่าง

          ศึกรักใช้ริมฝีปากของเขาขบเม้มริมฝีปากร่างของฉันอย่างดุดันและเป็นจังหวะคล้ายกับการนวดคลึง

          เขาบดขยี้ฉัน เหมือนหวังจะให้ฉันแหลกละเอียด

          “อื้อ..” ฉันเผลอหลุดเสียงโดยไม่รู้ตัว

          พักหลังมานี่ฉันรู้ว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไป ความรู้สึกเกลียดต่อเขามันเริ่มลดน้อยลงโดยไม่มีสาเหตุ

          ไม่สิ มันอาจจะมีสาเหตุเพียงแต่ฉันไม่พยายามที่จะหามัน

          เราจูบกันอยู่อย่างนั้นจนเวลาล่วงเลยไปเท่าไหร่ฉันเองก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาผละริมฝีปากออก

          “ท..ทำบ้าอะไรของนาย” ฉันโพล่งขึ้นทันทีหลังจากที่เราผละออกจากกัน

          ลมหายใจอุ่นร้อนของเราสองคนปะทะกันจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเรามันร้อนรุ่มไปหมด

          “ล้างรอยจูบ”

          “...” ฉันนิ่งค้างไป

          “ฉันกับมันใครจูบเก่งกว่ากัน”

          “...”

          “..เอาตามจริง”

          “จะบ้าเหรอ ผีเข้าหรือไง” ฉันตอบกลับไปอย่างฉุนเฉียวพร้อมกับดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง

          “ต้องจูบซ้ำ?” เขาเลิกคิ้ว

          ฉันเม้มริมฝีปากแน่น..ไอร้อนจากลมหายใจของเราสองคนยังคงปัดเป่ากันอยู่เป็นระยะ

          “งั้นก็..เพลิงล่ะมั้ง” ฉันตอบพร้อมกับเลิกคิ้วกลับไปเป็นเชิงท้าทาย

          ใช่ ฉันกำลังกวนประสาทเขาอยู่

          “เหรอ”

          “อื้อ!” วินาทีนั้นศึกรักโน้มหน้าเข้ามาและจัดการบดขยี้ริมฝีปากของฉันอีกครั้ง

          แต่รอบนี้เขากลับสอดแทรกเรียวลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาด้วย..

          ร่างของฉันถูกดันจนแผ่นหลังติดกับกำแพง มือข้างหนึ่งของเขาสอดเข้ามาภายใต้ชุดนอนของฉันและลูบไล้วนเวียนอยู่ที่หน้าท้องเป็นวงกลม

          ..เมื่อคืนเขาก็พึ่งจะ‘ทำ’มันไปเอง

          ตุบ!!!

          ฉันพยายามประท้วงจนถึงที่สุดแต่มันก็ไม่สำเร็จ เขายังคงบดขยี้ริมฝีปากของฉันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพอใจเขาถึงจะค่อยๆผละออก

          “ให้โอกาสตอบอีกที” เสียงกระซิบของศึกรักนั้นแหบพร่าราวกับว่าเสียพลังงานกับการระดมจูบเมื่อกี้นี้ไปพอสมควร “..ฉันกับมัน ใครจูบเก่งกว่ากัน”

          คำถามนั่น..ต่ำตมสิ้นดี

          “น..นาย” แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องตอบออกไปเพราะเขาทำท่าจะทาบริมฝีปากลงมาอีกรอบ

          ไม่น่าเชื่อว่าทันทีที่เปล่งเสียงออกไป ฉันถึงได้รู้ว่าลำคอตัวเองแห้งผากขนาดนี้

          แม้ว่าศึกรักจะได้ยินคำตอบของฉันแล้วแต่เขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ฉันเองก็ยังคงยืนหอบหายใจโดยที่ไม่ได้ขยับไปไหน

          ..เรายืนจ้องหน้ากันอย่างนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

          กระทั่งเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เลยค่อยๆผละออกไป

          วูบนั้นฉันแอบสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างบนใบหน้าเขา..เป็นรอยช้ำตรงข้างแก้มและรอยแผลตรงมุมปาก

          “หน้านายไปโดนอะไรมา” ฉันตัดสินใจถามออกไป

          ไม่ได้อยากรู้ ก็แค่สงสัย..

          เมื่อกี้นี้ถ้าจำไม่ผิดเขาไม่ได้โดนเพลิงสวนกลับเลยแม้แต่น้อย..แล้วรอยพวกนั้นเขาได้มันมาจากไหน

          ศึกรักยกมือขึ้นลูบรอยช้ำที่ผิวข้างแก้มก่อนจะหลุบตามองฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

          ..ฉันไม่เคยเดาอะไรได้จากสายตาเขา

          มันลึกล้ำเกินกว่าที่จะคาดเดาอะไรจากดวงตาคู่นั้น

          “มีเรื่องนิดหน่อย” เขาตอบอย่างราบเรียบราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมัน “ทำไม..จะทำแผล?”

          “เหอะ แผลแค่นั้นทำไมจะต้องทำ..ตลก”

          “ไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันมีเรื่องกับใคร”

          “ทำไมฉันต้องถาม”

          ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจำเป็นจะต้องรู้ว่าเขาไปมีเรื่องกับใคร

          ..เราไม่ใช่เจ้าชีวิตของกันและกัน

          “ฉันทะเลาะกับไอ้เรย์” ศึกรักพูดออกมาโดยที่ฉันยังไม่ทันได้ถามอะไรแม้แต่ประโยคเดียว “แตกกันแล้ว”

          “...”

          ถ้าเขาตั้งใจจะบอก..แล้วจะให้ฉันถามทำไม

          “เรื่องเธอ” ในตอนท้ายของประโยคเขาชี้นิ้วมายังฉัน ไม่สิ..ไม่ใช่แค่ชี้อย่างเดียว

          นิ้วชี้ของเขาจิ้มลงมายังกึ่งกลางเนินอกด้านซ้ายของฉันก่อนที่เขาจะหมุนวนมันเป็นรูปวงกลมตรงที่อยู่ของอะไรบางอย่าง

          เพียะ..!

          “นั่นมันก็เรื่องของนาย” ฉันจัดการปัดมือเขาออกก่อนจะแทรกตัวเดินออกมาโดยทำเป็นไม่ได้สนใจเขาอีก “ฉันจะนอนแล้ว นายจะไปตายที่ไหนก็ไป”

          “รู้ตัวหรือเปล่าว่าเธอกำลังไล่ให้ฉันไปตาย”

          คำพูดของเขาทำเอาฉันชะงักกึกทันที..ฉันหันไปมองหน้าเขาอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาเองก็มองมา

          เรามองหน้ากันอยู่ซักพักก่อนที่ฉันจะเป็นฝ่ายหันกลับมา

          “อือ” ครางรับสั้นๆ..และเดินเข้าห้อง

 

 

          วันต่อมา

          8.43น.

 

          คลาสแรกวันนี้เริ่มเก้าโมง แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา..

          ทันทีที่ฉันเดินเข้าห้องมาพวกเฟื้องที่มาถึงอยู่ก่อนแล้วก็กวักมือเรียกให้เดินเข้าไปหาพวกเธอ..และฉันเดินไป

          “เซียร์มานั่งนี่เร็ว” เฟื้องยิ้มทักก่อนจะชี้ไปยังเก้าอี้เลคเชอร์ตัวหนึ่งที่ยังคงว่างอยู่

          ฉันค่อยๆเดินเข้าไปนั่งลงอย่างไม่ได้เร่งรีบ ในเมื่ออาจารย์ยังไม่เข้าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตื่นตัว

          “นี่เซียร์ แล้วโซนล่ะ?” พอมีคนนึงถามขึ้นมาก็เหมือนว่าคนอื่นๆจะมองมาที่ฉันอย่างรอฟังคำตอบ

          “ตายไปแล้ว” ฉันพูดติดตลก แต่ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไม่ตลกด้วย

          ดูสิ..สีหน้าแบบนั้นน่ะ

          “ล้อเล่น มันไปไหนก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็คงมา” ฉันแก้คำตอบอย่างไม่ใส่ใจ

          “ไม่เป็นไร โซนไม่อยู่เราถามเซียร์ก็ได้” คำพูดของเฟื้องทำเอาฉันหันไปเลิกคิ้วใส่เธอ

          “หือ ถามอะไร?”

          “ก็เรื่องโซนกับอลินน่ะสิ มันเป็นมายังไงน่ะ” เพื่อนของเฟื้องอีกคนที่นั่งเยื้องกันหันมาถามฉันด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น

          แต่เดี๋ยว..

          เมื่อกี้หล่อนถามถึงใครกับใครนะ

          “เอ่อ เซียร์ไม่บอกก็ไม่เป็นไรนะ” เธอหัวเราะแห้งเมื่อได้เห็นสีหน้าของฉันที่ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

          “เซียร์ขมวดคิ้วแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้หรือเปล่า..” เฟื้องพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา

          ”เมื่อกี้บอกว่าใครกับใครนะ” ฉันหันไปทางผู้หญิงคนเดิมที่โพล่งขึ้นมาเมื่อกี้พร้อมกับเรียวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเป็นปม

          “อ้อ เซียร์ยังไม่รู้สินะ” เฟื้องยกยิ้ม “ก็โซนกับอลินไง นี่พวกฉันก็ยังงงกันอยู่เลย”

          “นั่นสิ วันก่อนก็ได้ยินว่าเลิกกับศึกรัก แต่อยู่ดีๆเมื่อคืนนี้โซนกลับ..” ผู้หญิงอีกคนเสริมขึ้นมาก่อนที่เธอจะหยุดคำพูดไว้แค่นั้นและเหยียดยิ้ม

          “ไอ้โซนทำไม” ฉันถามกลับไปอย่างทันควัน

          บอกตามตรงว่าตอนนี้ฉันเองก็งงไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

          ..สองคนนั้นทำไม

          “ก็โซนดันโพสต์สตอรี่ตอนอยู่กับยัยอลินที่ผับที่ไหนซักที่เนี่ยแหละ” เฟื้องเป็นคนตอบ “เธอคงยังไม่เห็น ฉันเองก็พึ่งเห็นเมื่อเช้านี้เอง”

          “โซนนะโซน..เป็นถึงสมบัติของคณะแต่ดันปล่อยตัวเองให้ไปยุ่งกับผู้หญิงแบบนั้น”

          “แกอย่าไปว่าโซนสิ! ต้องด่ายัยอลินถึงจะถูก” เฟื้องแย้งเพื่อนตัวเองพร้อมกับแสยะยิ้ม “..พึ่งมีข่าวว่าเลิกกับแฟนได้แค่สองสามวัน อยู่ดีๆเมื่อคืนก็ออกแรดไปหาผู้ชายคนใหม่ซะแล้ว”

          “หรือว่ากิ๊กของนางที่ลือกันจะเป็นโซน?!”

          “แกจะบ้าเหรอ โซนไม่มีวันทำอะไรแบบนั้นหรอก”

          ครืด..!

          ฉันคว้าเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไว้ในมือพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินออกมาโดยที่ไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกเฟื้องอีก

          “อ้าว เซียร์จะไปไหน..” ฉันได้ยินเสียงเฟื้องลอยตามมา แน่นอนว่าฉันไม่ได้หันกลับไป

          ตั้งใจว่าจะไปถามความจริงจากปากไอ้โซนว่าเรื่องที่พวกนั้นพูดมันหมายความว่าอะไร

          “จะไปไหน” เมื่อเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงทุ้มที่คุ้นหูก็ดังขึ้นตรงหน้าจนทำให้ฉันต้องชะงักฝีเท้า

          ตอนแรกก็กะว่าจะโทรถามว่าอยู่ไหน แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็น..ไอ้โซนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว มันกำลังจะเดินเข้ามาในห้องพอดี

          “โซน”

          “หลบไปฉันจะเข้าห้อง” มันพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “..ไม่สวยแล้วยังชอบขวางทางอีก”

          “โซน” ฉันย้ำชื่อมันอีกรอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวกว่าเดิม

          บอกตามตรงว่ารอบนี้ไม่ตลกด้วย..

          “แล้วอะไร รีบๆเข้าไปได้แล้ว เมื่อกี้ฉันเห็นจารย์อยู่ด้านล่าง เดี๋ยวก็คงขึ้นมาแล้ว”

          “เมื่อคืนทำไมนายถึงอยู่กับอลิน” ฉันถามทันทีโดยที่ไม่รีรอ

          วูบนั้นแอบเห็นว่านัยน์ตาของมันเบิกขึ้นนิดหน่อย..แค่นิดหน่อยจริงๆ

          “เดี๋ยวค่อยคุย” มันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะแทรกตัวผ่านร่างฉันเข้าไปด้านใน

          “ไม่! ต้องคุยตอนนี้!” ฉันเริ่มขึ้นเสียงจนคนอื่นๆที่กำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่หันมามองเราสองคนเป็นตาเดียว

          พวกเฟื้องเองก็มองมา..มองมาอย่างสนอกสนใจ

          “ก็บอกว่าเดี๋ยวค่อยคุย”

          “ทำไมถึงคุยตอนนี้ไม่ได้?” ฉันยอกย้อนกลับไป จังหวะนั้นไอ้โซนชะงักเท้าพร้อมกับหันกลับมาทางฉันด้วยสีหน้าหงุดหงิด

          “ก็บอกว่าค่อยคุยไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอวะ”

          “ฉันขอถามแค่คำถามเดียวแล้วจะไม่ก้าวก่ายนายอีก” ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

          “...” โซนไม่ได้ตอบอะไร..ราวกับว่ามันกำลังใช้ความคิด

          “เมื่อคืนนี้ไปอยู่กับมันได้ยังไง”

          ฉันเลือกที่จะใช้สรรพนาม‘มัน’แทนชื่อของผู้หญิงคนนั้น

          แต่ดูเหมือนว่าไอ้โซนจะไม่สบอารมณ์กับสรรพนามที่ฉันใช้ซักเท่าไหร่..

          “บังเอิญ”

          “แล้วรู้จักกันได้ยังไง ทำไมถึงอยู่ด้วยกัน”

          “เธอบอกว่าจะถามแค่คำถามเดียว อย่ามาปลิ้นปล้อน” พูดจบเจ้าตัวก็เดินไปนั่งตรงเก้าอี้เลคเชอร์ที่ว่างอยู่โดยที่ไม่ได้สนใจฉันอีก

          ปึง..!

          “นายอย่ามากวนตีนนะโซน ฉันถามว่าทำไมถึงอยู่ด้วยกัน” ฉันตรงเข้าไปหามันและใช้ฝ่ามือทุบไปที่โต๊ะจนเกิดเสียงดัง‘ปึง’

          “ก็บอกว่าบังเอิญไง”

          “ไม่ แค่บังเอิญมันไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ด้วยกันก็ได้”

          “เธอแม่งงี่เง่าว่ะ ทีเรื่องเธอกับไอ้ศึกรักฉันยังไม่ว่าอะไรเลย” คำพูดของไอ้โซนทำเอาฉันชะงัก

          ศึกรักกับฉันเหรอ..

          เหมือนกันซะที่ไหนล่ะ

          “มันไม่เหมือนกัน” ฉันโต้กลับ “..ฉันกับผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกัน”

          “งั้นฉันกับอลินก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

          “...”

          “เลิกถามได้แล้ว”

 

 

          เที่ยงวันเดียวกัน

 

          ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงอาหารของตึกนิเทศฯ

          คิดว่าน่าจะพอเดาได้อยู่แล้วว่าฉันมาที่นี่ทำไม

          ..ใช่ ฉันมาหาอลิน

          หลังจากเมื่อเช้าฉันก็ไม่ได้คุยอะไรกับไอ้โซนอีก พวกเฟื้องเองก็เสนอให้ฉันมาหาอลินที่นี่หลังเลิกคลาส

          ..แน่นอนว่าฉันมา เพราะฉันยืนอยู่ตรงนี้แล้ว

          “นั่นไงเซียร์ ไปเลยๆ” เฟื้องกระซิบฉันก่อนที่เธอจะดันหลังฉันให้เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่

          ผู้หญิงคนนั้นคือเป้าหมายของฉัน..อลิน

          อย่างที่เห็นว่าฉันไม่ได้มาคนเดียว ฉันมากับพวกเฟื้อง ฉันมีพวก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลอะไร..

          ถ้าเกิดต้องมีเรื่องกันขึ้นมาอย่างน้อยๆฝั่งฉันก็มีถึงห้าคน

          “ไง” ฉันแค่นเสียงเมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะพร้อมกับปรายตามองอลินที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ “กินอะไรอยู่น่ะ อร่อยมั้ย”

          “...” อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรและเลือกที่จะทำเมินฉัน

          ฉันเหยียดยิ้มก่อนจะค่อยๆนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ

          เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับตัวฉันอยู่ ตอนนั้นไง..ตอนที่พวกรุ่นน้องถือดีเข้ามาหาเรื่องฉันเกี่ยวกับเพลิง

          และตอนนี้..ฉันกำลังรับบทเป็นรุ่นน้องพวกนั้นอยู่

          “มีอะไร”

          “ฉันจะมาถามเรื่องโซน” ฉันรีบเข้าเรื่องโดยที่ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ

          โรงอาหารเป็นที่โจ่งแจ้งก็จริง แต่เป็นสถานที่ที่เสียงค่อนข้างดัง..เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครหันมาสนใจเราสองคนอยู่แล้ว

          “ทำไม? อดอยากถึงขนาดที่ต้องมาอ่อยพี่ฉันเลยเหรอ?”

          “...”

          “อ้อ เพราะผู้ชายที่ชื่อศึกรักเขาเขี่ยเธอทิ้งสินะ ถึงได้เร่ร่อนไปทั่วแบบนี้” ฉันแสยะยิ้ม

          ตอนแรกว่าจะไม่เอ่ยถึง‘เขา’แล้วเชียว..

          บอกตามตรง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองใช้คำพูดแรงไปเหมือนกัน..แต่สำหรับคนตรงหน้าฉันตอนนี้แล้วคงไม่มีคำไหนแรงเกินไปสำหรับหล่อนหรอก

          “ใครว่าฉันอ่อย” อลินเหยียดยิ้มพร้อมกับวางช้อนส้อมลงไว้ที่จานข้าว “โซนเข้ามาหาฉันเองต่างหาก”

          “...”

          “เขาน่ะ หลงฉันหัวปักหัวปำเลยนะ” อลินลดระดับเสียงลงพร้อมกับทำท่าทียั่วโมโหฉัน “..โง่เนอะ”

          “...”

          “อ้อ แล้วก็ที่เธอถามว่าฉันกินอะไรอยู่น่ะ..ฉันกินผัดกะเพรา”

          “...”

          “แต่มันไม่อร่อยเท่าพี่ชายเธอหรอก”

          ปึง!!!

          “หมายความว่าไง?!” ฉันหยัดตัวขึ้นและใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างทุบลงไปที่ผิวโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

          จากที่ตอนแรกไม่ได้มีใครสนใจ..ตอนนี้ก็กลับกลายเป็นว่าคนอื่นๆเริ่มหันมามองยังเราสองคนเป็นตาเดียว

          แต่ใครสนล่ะ..

          “ฉลาดๆอย่างเธอไม่น่าจะต้องให้ฉันพูดซ้ำล่ะมั้ง” ผู้หญิงตรงหน้าฉันเหยียดยิ้ม

          วินาทีนั้นมือขวาของฉันเอื้อมไปคว้าเอาแก้วน้ำหวานที่วางอยู่บนโต๊ะมาไว้ในมือ ฉันยกมันขึ้นมาก่อนจะใช้สายตาเพ่งเล็งไปยังนมชมพูที่เหลืออยู่เกินครึ่งแก้ว

          ..เหลือเยอะดี

           “หึ” ฉันแค่นหัวเราะและจัดการสาดนมชมพูทั้งหมดนั่นใส่อลินในคราวเดียว “นมชมพูอร่อยดีนะ ฉันก็ชอบ”

          รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสวมบทนางร้ายในซีรี่ย์อยู่เลย

          ..แต่ที่ตรงนี้ไม่มีนางเอกหรอก

          “เซียร์! เกิดอะไรขึ้น?!” พวกเฟื้องที่ก่อนหน้านี้ยืนออกันอยู่ห่างออกไปต่างพากันเดินตรงเข้ามาหาฉันแทบจะทันที

          “ออกไปก่อน” ฉันขยับริมฝีปากโดยที่ไม่ได้หันไปมองพวกนั้น ฉันยังคงจ้องมองอลินอย่างไม่ละสายตาไปไหน

          ดูซิว่าจะทำยังไงต่อ จะกล้าพูดอีกมั้ย

           “แต่..” หนึ่งในนั้นทำท่าจะพูดอะไรซักอย่างแล้วก็เงียบไปราวกับว่าโดนฉุดรั้งไว้ไม่ให้พูด

          “ออกไป” ฉันย้ำคำเดิมด้วยโทนเสียงที่แข็งกร้าวกว่าเดิม

          ..ไม่ต้องการให้ใครมาเกะกะ

          “อื้อๆ” เฟื้องรับคำก่อนที่เธอกับผองเพื่อนจะพากันถอยห่างออกไปยืนที่จุดเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้

          “มีดีแค่นี้เองเหรอ” ฉันกระตุกยิ้มให้กับอลินที่ตอนนี้สภาพดูไม่ได้ “..ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิ”

          เสื้อนักศึกษาของหล่อนจากที่เป็นสีขาวสะอาดตอนนี้กลับกลายเป็นว่าชุ่มไปด้วยนมชมพูจนกลายเป็นสีชมพูอ่อนไปซะแล้ว

          ”จะโซนหรือเธอก็ไม่ต่างกัน” หล่อนเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบพร้อมกับใช้ฝ่ามือปัดเศษน้ำแข็งออกจากเสื้อนักศึกษา “ทำแต่อะไรโง่ๆ คิดได้แต่อะไรโง่ๆ”

          “...”

          “..น่าเห็นใจกันทั้งบ้าน”

          “ปากดีใช้ได้” ฉันยกมุมปากขึ้นและพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นเอาไว้ในใจ..แต่ดูเหมือนว่าจะเก็บมันไว้ได้ไม่มิดซักเท่าไหร่

          หมับ..!

          รู้ตัวอีกทีก็เอื้อมมือไปคว้าเอาสันกรามของอลินไว้ซะแล้ว ฉันขบฟันกรอดก่อนจะออกแรงบีบจนหล่อนเผยสีหน้าที่รู้สึกเจ็บออกมาให้เห็น

          “พูดอีกสิ! ลองด่าพวกฉันอีกสิ!!”

          ‘พวกฉัน’ที่ว่านั่นก็รวมถึงไอ้โซนด้วย..มันน่ะไม่ได้โง่หรือปัญญาอ่อนอย่างที่ใครคิดหรอก แล้วฉันก็ไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนี้มาด่าฉันหรือมันว่าโง่ด้วย

          “ทำไรวะเซียร์?!” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นมาพร้อมกับร่างสูงที่เดินมาฉุดกระชากฉันให้ออกห่างจากอลิน

          เป็นโซน..มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

          “นายจะทำอะไร ปล่อยนะโซน!” ฉันพยายามขัดขืนอย่างถึงที่สุด แต่ไม่รู้ไอ้โซนมันไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะฉันถึงไม่สามารถสู้แรงมันได้เลย

          “เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอวะ ไม่เห็นเหรอว่าคนมองเยอะแยะ”

          “มันด่านายนะโซน มันด่านายกับฉัน!” ฉันตะโกนลั่นและชี้นิ้วไปทางอลินที่มองมาทางฉันกับไอ้โซนด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

          ตอนนี้ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว..

          “เออ รู้แล้ว” โซนพึมพำและหลุบตามองอลินที่ยังคงนั่งเฉย “..ได้ยินแล้ว”

          “ได้ยินแล้วก็ปล่อยสิ!”

          “ถ้าฉันปล่อยเธอก็ทำอะไรไม่เข้าท่าอีก” ฉันชะงักไป

          ‘เขาน่ะ หลงฉันหัวปักหัวปำเลยนะ’ และอยู่ๆคำพูดของผู้หญิงคนนั้นก่อนหน้านี้ก็แวบเข้ามาในหัว

          อ้อ..ฉันเข้าใจแล้ว

          เข้าใจดีเลย

          “หลงมันมากเหรอ” ฉันแค่นเสียงพร้อมกับขบฟันกรอด บอกตามตรงว่าไม่เคยโกรธไอ้โซนขนาดนี้มาก่อน “เอากันหรือยังล่ะ?!”

          “เซียร์!” ไอ้โซนขึ้นเสียงใส่ฉันทันทีที่ฉันพูดประโยคนั้นออกไป

          เหอะ อยากจะหัวเราะ

          “ทำไม? ฉันไปพูดอะไรจี้จุดนายเหรอโซน”

          “เป็นเ*ยไรวะ อย่างี่เง่าได้มั้ย ไม่เห็นเหรอว่าคนมองเต็มไปหมดแล้ว?!” โซนสบถหยาบใส่ฉัน..ไม่บ่อยที่มันจะดูหัวเสียกับฉันขนาดนี้

          ดี ดีเลยโซน..

          ถ้านายจะทิ้งฉันไปเข้าข้างผู้หญิงคนนั้นก็โอเคเลย

          “เออ ฉันแม่งงี่เง่าไง!” ฉันใช้แรงที่มีทั้งหมดสะบัดข้อมือตัวเองให้หลุดจากการกอบกุมของมัน “ไม่เหมือนผู้หญิงของนายหรอก มีดีแค่ตอนให้เอาเท่านั้นแหละ!”

          พูดจบฉันก็สะบัดตัวเดินออกมาโดยไม่หันไปสนใจมันอีก แต่เดินออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าวฉันก็ต้องชะงักเท้าเมื่ออยู่ๆก็มีใครบางคนมาหยุดยืนตรงหน้า

          “ไม่ยักรู้ว่ามีงานอดิเรกมาหาเรื่องคนอื่นแบบนี้” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ “..คราวนั้นก็ทีนึงแล้ว”

          ปากหมาแบบนี้จะเป็นใครไปได้นอกจากศึกรัก

          ..มีแค่เขาคนเดียวจริงๆ

          ฉันไม่ค่อยแปลกใจกับการปรากฏตัวของเขาซักเท่าไหร่ เพราะถ้าจำไม่ผิดเขาเองก็อยู่คณะนี้นี่..?

          “ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของฉัน” ฉันกดเสียงลงต่ำ ความคุกรุ่นภายในใจเมื่อกี้นี้มันยังไม่หายไปไหน ไม่แน่ว่าถ้าเขามาจุ้นจ้าน ต่อไปมันอาจจะไปลงที่เขา “..อีกอย่างนั่นมันไม่ใช่งานอดิเรก”

          “เหรอ” เขาเลิกคิ้วก่อนจะค่อยๆโน้มหน้าเขามากระซิบที่ข้างใบหู “ลองหันไปรอบๆชื่นชมผลงานของเธอดูสิ”

          ฉันผลักเขาออกเมื่อพบว่าเราใกล้กันเกินความจำเป็น ก่อนจะลากสายตามองไปรอบๆ..

          หลายคนมองมาที่ฉัน บ้างก็ซุบซิบนินทาบ้างก็มองมาอย่างสงสัย บางคนก็มองไปทางฝั่งยัยอลินแล้วก็เบะปาก และบางคน..พอเห็นฉันหันไปก็รีบเก็บโทรศัพท์ลง

          ถ่ายคลิป..?

          “...”

          “ผู้หญิงคนนั้นน่ะเดาไม่ได้หรอกว่าคิดจะทำอะไร”

          “...”

          “อย่าไปยุ่งจะดีกว่า”

          “เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะก่อนจะแทรกตัวเดินออกมาโดยไม่ได้สนใจใครอีก

          รู้ดีว่าผู้หญิงที่ศึกรักพูดหมายถึงใคร และถ้าขืนยืนอยู่ต่อไปก็มีแต่จะต้องประสาทเสีย

          น่าหงุดหงิดจริงๆ..

          “เซียร์!” พวกเฟื้องที่เมื่อกี้ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆเห็นว่าฉันสะบัดตัวออกมาก็รีบเดินเข้ามาขนาบข้างฉันทันที “เมื่อกี้นี้สุดยอดไปเลยอะ อลินหน้าหงายไปเลย”

          “เออ นี่ถ้าโซนไม่เข้ามาขัดนะ ฉันว่ายัยอลินมีเละอะ..เนอะเซียร์เนอะ”

          “ฉันล่ะอยากเข้าไปช่วยสาดน้ำจริงๆ ไม่ชอบขี้หน้าชีเลย ถึงจะไม่ได้รู้จักกันก็เถอะ”

          “โซนนี่ก็น่าสงสัยนะ ก่อนหน้านี้ก็เห็นว่ามีซัมติงกับน้องสาวศึกรัก แต่ทำไมอยู่ดีๆดันโดนยัยอลินนั่นคาบไปซะได้ล่ะ”

          พวกเฟื้องต่างพากันซุบซิบนินทาอย่างพวกขี้เม้าท์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

          “หึ” ฉันชะงักฝีเท้าก่อนจะหันไปพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “ผู้หญิงคนนั้น..ถ้าอยากจะจับผู้ชายคนไหนคงจะทำได้ไม่ยาก”

          “ก็จริงนะ เมื่อเดือนก่อนตอนยังคบกับศึกรักก็เห็นกิ๊กกันกับฮีลด้วย ฮีลวิศวะอะเธอรู้จักมั้ย” หนึ่งในเพื่อนของเฟื้องหันมาพูดกับฉัน

          ฮีลเหรอ..

          อ้อ ฮีลคนนั้น

          “อือ รู้จัก” ฉันครางรับและพยักหน้า

          “นั่นแหละๆ ผู้ชายในคอลเลคชั่นหล่อนเยอะมากกก นี่ถ้าฉันมีแฟนอยู่คณะนิเทศนะ..ฉันคงต้องถามก่อนอะว่าเคยได้กับหล่อนหรือยัง” เธอพูดติดตลก

          “เอ๊ย..แต่จะว่าไปเซียร์รู้จักกับศึกรักคนนั้นเหรอ เมื่อกี้เห็นยืนคุยอะไรกันน่ะ” เฟื้องหันมาถามฉันระหว่างที่เรากำลังเดินกลับคณะ

          ศึกรักน่ะเหรอ..

          “ก็พอรู้จักผ่านๆ แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษหรอก” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินนำออกมาและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารัวข้อความหาใครบางคน

 

          Me : กะเทย อยู่มั้ย

          Me : คืนนี้ออกเป็นเพื่อนหน่อย

 

          รอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีข้อความส่งตอบกลับมา..รวดเร็วดีจริงๆ

 

          Miss.ลัคกี้ : ทำไมยะ ผัวไม่มีเลยต้องพึ่งเพื่อนเหรอ

          Me : เออ

          Me : ไม่ออก?

          Miss.ลัคกี้ : ออกค่าออกกก วันวานนะ?

 

          “แหนะ คุยกับใครอะ” เฟื้องชะโงกหน้ามายังหน้าจอโทรศัพท์ฉันก่อนจะยกยิ้มกรุ้มกริ่ม

          เธอคงคิดว่าฉันกำลังคุยกับผู้ชายซักคนซะล่ะมั้ง..เหอะ

          “ทีหลังอย่าชะโงกหน้ามาแบบนี้ ไม่ชอบ” ฉันตัดบทก่อนจะเดินนำหน้าออกมาคนเดียว ทิ้งให้พวกนั้นยืนนิ่งเป็นรูปปั้นกันอยู่อย่างนั้น

          ..จะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องสนใจอยู่แล้ว

 

          Me : ไม่ เปลี่ยนที่บ้าง

          Me : แต่เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง

 

 

          ค่ำวันเดียวกัน

          -After Death-

 

          ตอนนี้ฉันอยู่ที่ผับดังแห่งหนึ่งในย่านนี้..อยู่ห่างออกมาจากวันวานนิดหน่อย ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกลจากคอนโดฉันซักเท่าไหร่

          นี่ก็นั่งมาได้ซักพักแล้ว..

          “นี่! เหลามาให้หมดเลยนะยะ!”

          “เรื่องอะไร” ฉันพึมพำและมองไปยังบนเวทีที่มีนักดนตรีหนุ่มสี่คนกำลังเล่นดนตรี พลางใช้นิ้วลูบไล้ขอบแก้วค็อกเทลที่พึ่งจะจิบไปได้นิดเดียว

          เสียงเพลงจากดนตรีสดดังแว่วเข้ามาในหู ฉันฮัมเพลงไปพร้อมกับนักร้องหนุ่มที่กำลังร้องอยู่บนเวที

          นี่เป็นเพลงโปรดฉันเลย‘ภาวินี’..นับว่าเวอร์ชั่นนี้นักร้องนำก็ร้องออกมาได้ดีอยู่

          ที่นี่ส่วนใหญ่จะมีดีเจคอยเปิดเพลงแดนซ์มันส์ๆ แต่บางวันก็จะมีวงดนตรีมาเล่น..อย่างเช่นวันนี้

          “ก็เรื่องที่หล่อนไปหาเรื่องยัยอลินถึงที่โรงอาหารไง..นี่รู้อะไรมั้ย เด็กนิเทศเม้าท์กันให้แซดเลยนะยะ!”

          “...” อ่าห้ะ ยัยกะเทยนี่ก็เรียนนิเทศ

          “ให้ตายสิ ตอนนั้นฉันไม่ได้เดินไปโรงอาหารก็เลยไม่ทันได้รู้เรื่องเลย..กะเทยล่ะหงุดหงิด!” ลัคกี้จีบปากจีบคอก่อนจะยกแก้วค็อกเทลขึ้นจิบด้วยท่าทีหัวเสีย “แล้วมันเป็นยังไงมายังไงไหนเล่ามาค่ะ”

          “เหอะ ก็ไอ้โซนน่ะสิ” ฉันเริ่มเล่ารายละเอียดให้ลัคกี้ฟังอย่างใจเย็นและค่อยเป็นค่อยไป “ไม่รู้ว่าไปรู้จักกันยังไง แต่ก็ดันโดนยัยนั่นคาบไปกินซะแล้ว”

          “กรี๊ด! ว่าไงนะ?!”

          ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วมาก..

          “ไม่เห็นเหรอ สตอรี่ไอจีของมันเมื่อคืนนี้น่ะ” พูดจบฉันก็ยกแก้วค็อกเทลขึ้นจิบ

          ในแก้วนี้เป็นค็อกเทลผลไม้ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นิดหน่อย..เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าถ้าฉันดื่มหมดแล้วจะทำให้เมาหรอก

          อยู่ๆวูบนั้นฉันรู้สึกได้ว่าเหมือนมีสายตาของใครซักคนจ้องมองมาทางนี้ แต่พอลองหันไปรอบๆกลับเจอแต่หนุ่มสาววัยรุ่นที่กำลังนั่งสังสรรค์กันอยู่

          ..ใคร

          “สตอรี่อะไร? เอ๊ะ..นี่ฉันพลาดอะไรไป?!” ลัคกี้รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างลนลาน

          ฉันมองท่าทีลนลานนั่นและได้และคิดในใจ..

          เหอะ ฉันก็พลาดไม่ต่าง

          “สตอรี่อะไรของหล่อนยะ ไม่เห็นมีเลย!” ผ่านไปไม่ถึงนาทีลัคกี้ก็โวยวายพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือมาทางนี้

          ฉันปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ถูกยัยลัคกี้ยื่นมาด้วยสายตานิ่งเรียบ

          ..ไม่มีจริงๆด้วย

          “ลบไปแล้วมั้ง”

          “โอ๊ยยย พลาดอีกแล้ว..ลัคกี้ล่ะอยากจะร้องไห้” ลัคกี้คว้าเอาโทรศัพท์กลับไปพร้อมกับบ่นอุบอิบตามประสากะเทยหัวเสีย “แต่ว่านะ ถึงขั้นตบกันเลยเหรอยะ”

          ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั่นก็ทำเอาฉันหันไปขมวดคิ้วใส่เพื่อนสาวประเภทสองของตัวเองทันที

          ..ตบเหรอ

          “ไปได้ยินมาจากไหน?”

          “ชะนีในเซคเดียวกันเล่าให้ฟัง นี่จะบอกว่าไม่จริงเหรอยะ”

          “ก็ไม่จริงน่ะสิ แค่สาดน้ำใส่..เรียกว่าตบซะที่ไหนกัน” ฉันเบะปากพร้อมกับปรายตามองแก้วค็อกเทลที่ตอนนี้น้ำแข็งเริ่มละลายแล้ว

          “โอ๊ยย อีนี่! นั่นก็เข้าข่ายว่าจะตบกันแล้วย่ะหล่อน!”

          ฉันนั่งนิ่งและไม่หือไม่อือใดๆทั้งสิ้น มันก็จริงนั่นแหละ..ถ้าไอ้โซนไม่มาห้าม บางทีอาจจะได้ตบกันจริงๆก็ได้

          ..คนที่มาพูดให้ร้ายฉันกับไอ้โซนแบบนั้นปล่อยมันไปไม่ได้หรอก

          ยิ่งถ้าเป็นคนที่ฉันไม่ชอบขี้หน้าอยู่ด้วยแล้วล่ะก็..แค่คิดก็อยากจะอาละวาดแล้ว

          “ว่าจะถามอะไรหน่อย” ฉันหยิบแก้วค็อกเทลขึ้นมาชูไว้และไล้นิ้วไปตามขอบแก้ว

          บรรยากาศรอบๆยังคงเป็นเหมือนเดิม นักดนตรีหนุ่มคนนั้นคงยังร้องเพลงอยู่บนเวที..ทุกๆอย่างยังคงดำเนินไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น

          “เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น”

          “...”

          “..แกพอจะรู้อะไรมาบ้าง”

          “อะแฮ่ม” ลัคกี้กระแอมก่อนจะเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาให้เห็น “ถามถูกคนแล้วค่ะซิส”

          ฉันมองท่าทีของเพื่อนตัวเองแล้วก็ต้องแค่นหัวเราะออกมาเป็นเสียง‘หึ’เบาๆหนึ่งที

          ..สมแล้วที่เป็นกะเทยลัคกี้ รู้ทุกอย่างจริงๆนั่นแหละ

          “เห็นเพื่อนที่มาจากมัธยมเดียวกันกับนางเคยมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวสมัยมัธยมของนางนะ”

          เสียงดนตรียังคงดังอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่อุปสรรคกับการคุยกันซักเท่าไหร่

          “...”

          “ได้เสียกับรุ่นพี่ในห้องน้ำโรงเรียนจนโดนพักการเรียนหล่อนก็เคยมาแล้วนะจ๊ะ!”

          ฉันนิ่งค้างไปราวกับว่ากำลังฟังเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่ ถึงจะเคยได้ยินเรื่องแบบนั้นตามข่าวในโทรทัศน์ แต่ก็ไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะ..

          “แล้วที่บ้านล่ะ? ฐานะ? ธุรกิจ? อาชีพ?”

          “ที่บ้านทำอะไรนี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูแอสเซสเซอรี่ในตัวนางสิ..” ลัคกี้ยกฝ่ามือขึ้นมาก่อนจะเพ่งเล็งและไล่นิ้วไปตามลำดับ “ต่างหูเอย สร้อยคอเอย กระเป๋าเอย ไหนจะรองเท้าอีก..แบรนด์เนมทั้งตัวจ่ะ!”

          “...”

          “แต่จะว่าไปก็ไม่แปลกเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้นางคบกับพ่อหนุ่มศึกรักนี่” กะเทยลัคกี้ยกยิ้ม “..ไม่แน่นะ อาจจะเป็นพวกของขวัญครบรอบจากหมอนั่นอีกทีก็ได้”

 

 

..........

......

ตอนนี้ด่าใครดี

ตอนแต่งฉากฟาดกันนี่ก็แบบ..แต่งอะไรวะตัวฉัน นั่นนางเอกเหรอถามหน่อย55+

หรือใครอินจัดติดแท็ก #ศึกรักเซียร์ ในทวิตเตอร์ก็ได้น้า หุหุ

*อัพบ่อยเพราะช่วงนี้ยอด Fav. ขึ้นเร็ว มีกำลังใจจจ

/ชอบอ่านคอมเมนต์มาก ยิ่งคอมเมนท์ยาวๆอีกชอบบบบ กรั่กๆ/



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 273 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #203 Bua (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 23:12

    รอต่อน้าาา สนุกมากๆ

    #203
    0
  2. #202 thipfyzz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 12:45
    รอต่อค่าาา
    #202
    0
  3. #201 SoulTun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 19:16

    รอตอนต่อไปอ่างใจจดใจจ่อ

    #201
    0
  4. #200 0887208932 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 13:08
    โซนคิดจะทำอะไรวะ
    #200
    0
  5. #199 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 07:17
    ไปให้สุดจ้าโซน งานนี้เซียร์กับโซนคงต้องแตกกันแล้วแฮะ
    #199
    0
  6. #198 MIdoubleU (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 00:11
    บางทีเซียร์ก็น่าโดนสั่งสอนเหมือนกันนะ หงุดหงิดนางในบางที
    #198
    0
  7. #197 tateeb23 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 21:53
    โซนโว้ยย เซียร์ไม่ต้องไปคุยกับโซนเลย งอนไปเลย โกรธหนักๆไปเลย ให้สาแก่ใจคนอ่าน
    #197
    0
  8. #196 Princess48 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 19:45
    โว่ย โซนโว่ย ติดผู้หญิงไม่ดูตาม้าตาเรือเลยโว่ยยย นังผญคนนั้นมันร้าย อย่าไปยุ่งกับมัน!!!!!!!!!
    #196
    0
  9. #195 SoulTun (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 19:41

    จังหวะปล้นจูบนี่ศึกรักต้องกระทืบจนส่ง icu แล้วปะ จัดให้สลบไปเลย

    #195
    0
  10. #194 tateeb23 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 11:46
    อลินนี่มันยังไงนะ หลายความลับแล้วนะ ไหนจะที่ว่าทำแท้งตอนนั้น ไหนจะพัวพันกับศึกรัก ล่ะก็โซนอีก ตัวบทอลินคือยุ่งเหยิงมาก นางต้องเป็นกุญแจของเรื่องแน่ๆ รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องเฉลยพีคๆกับอลิน
    #194
    0
  11. #193 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 23:39

    ถามจีง โซน ถามจีง....แม่จ๋า หนูตามไม่ทันแร้ววว ปล.โมเม้นศึกรักเซียร์อิสเดอะเบสมากๆ
    #193
    0
  12. #192 do_not_care (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 22:45
    นี่อ่านตอนเช้า นี่ก็สงสัยตั้งแต่นินทาอลิน ละร้อนโซนขึ้นเสียงใส่ จู่ๆมาถามเซียร์อีกว่าชอบแต่เขาไม่สนจะทำไง ชอบเอาจริงว่างั้น โอ่ย โซนมาตอบคำถามก๊อนนน รู้จักกันยังไง
    #192
    0
  13. #191 Ms.right (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 22:22

    ทำไมโซนทำไมมมม

    #191
    0
  14. #190 thipfyzz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 21:38
    โซนโว้ยยมาตอบด่วน เธอยังไงกับยัยอลินกันแน่
    #190
    0
  15. #189 เย้เฮ้ท (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 21:32
    ฮุนรีนคือนิพพาน💓
    #189
    0
  16. #188 Princess48 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 21:27
    อลินนี่คือยังไงอะ ลับลมคมใน หล่อนไม่ได้ศึกรักก็เลยมาเอาโซนงี้เหรอ ที่บอกเซียร์นี่ได้กันแล้วหรือแค่ยั่วโมโห อร๊ากกก โมโหว้อยยย โซนนี่นอกจากเป็นสมบัติของคณะแล้วยังเป็นสมบัติของนักอ่านตัวเล็กๆคนนี้ด้วยนะ อย่าไปหลงกลนางเด็ดขาดนะรู้ก
    #188
    0
  17. #187 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 21:23
    อลินกินโซนแล้วหรอ รอน้า
    #187
    0
  18. #184 little beach (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 10:13
    รีบๆรู้ใจตัวเองได้แล้วนะ รออ่านเสมอนะ
    #184
    0
  19. #183 Ms.right (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 23:24

    สงสารเพลิงเหมือนกันนะ ชอบมาตั้งนานน หือออ

    #183
    0
  20. #182 tateeb23 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 22:37
    เอาตรงๆเลยนะ คือนี่อยู่ทั้งเรือฮุนรีน แล้วก็วีรีน เลือกไม่ได้ ปวดใจมากแม่ ฮุนรีนฉั้นก็ชิป วีรีนฉันก็ชิป ยิ่งฟิคเรื่องนี้อีก ฉันจะตาย มันมิดีต่ออิฉันที่อยู่2เรือเลยเจ้าข่ะ อิฉันปวดหน่วงหัวใจ เลือกไม่ได้ แต่ตามเนื้อเรื่องเชียร์ศึกรักเซียร์ไง แต่แบบก็สงสารเพลิงอีกอ่ะ เข้าใจฉันชิม้ะ เอาล่ะบ่นเพ้อมากเว่อร์ ไปแล้ว ไรท์มาต่อบ่อยๆนะ สู้ๆ
    #182
    0
  21. #181 Princess48 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 21:31
    ผัว ผัวมากจ้า
    #181
    0
  22. #180 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 21:24
    ศึกรักหวงเซียร์แล้ววว
    #180
    0