เพราะศึกรักเซียร์ | BECAUSE OF THIS LOVE

ตอนที่ 10 : Chapter 9 #ศึกรักเซียร์ •เพราะ..เราต่างก็เกลียดกัน• [upload100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 233 ครั้ง
    24 ก.ค. 62

Cause girls like you run ’round with guys like me

‘Til sun down when I come through

I need a girl like you

เพราะผู้หญิงอย่างคุณควรอยู่ใกล้ ๆ กับผู้ชายอย่างผม

จนกระทั่งพระอาทิตย์นั้นลับไป ในตอนที่ผมนั้นผ่านเข้ามา

..ผมต้องการผู้หญิงแบบคุณ

เพลง Girl like you-Maroon5 ft.Cardi B

 

Chapter 9

เพราะ..เราต่างก็เกลียดกัน

.....

...

 

          Me : มีอะไร

 

          ผมตัดสินใจรัวนิ้วส่งข้อความกลับไปหาเส้นไหม ปรากฏว่าทันทีที่ข้อความถูกส่งก็มีแถบขึ้นว่าน้องผมอ่านข้อความแล้ว

ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองนาทีก็มีข้อความตอบกลับมา

 

          น้อง : พี่รักน้องใช่มั้ย

 

          คำถามที่โชว์หราอยู่บนจอทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ..อารมณ์ไหนถึงมายิงคำถามแบบนี้

 

          Me : อือ มั้ง

          น้อง : หมายความว่าถ้าน้องทำอะไรผิดพี่ก็จะไม่โกรธน้องใช่มั้ย

          Me : ไม่รู้

          น้อง : อื้อ! เอาเป็นว่าน้องก็รักพี่นะ

          น้อง : (ส่งสติ๊กเกอร์รูปแมวส่งจูบ)

 

          ผมถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม

          ลางสังหรณ์บอกผมว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเส้นไหม ยังดีหน่อยที่ไม่ใช่อุบัติเหตุร้ายแรง..แต่ถึงอย่างนั้นก็แสดงว่าเส้นไหมก็เลือกที่จะปกปิด

          ..นั่นแปลว่าผมไม่ควรถามอะไรต่อ

          เราสองคนเป็นพี่น้องที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เท่าที่จำความได้ผมก็มีน้องแล้ว..ไม่แปลกที่ผมจะดูออกว่ายัยตัวดีกำลังรู้สึกอะไร

          สองเท้าของผมก้าวลงไปเหยียบที่พื้นบันไดเลื่อน และระหว่างที่บันไดเลื่อนกำลังเลื่อนลง..สายตาของผมที่กวาดมองไปรอบๆก็ต้องสะดุดเข้ากับใครบางคน

          ใครบางคนที่กำลังยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่ในช็อปแบรนด์ชื่อดัง

          ใครบางคนที่พึ่งจะทิ้งให้ผมนั่งโง่อยู่ในโรงหนังคนเดียวนานหลายนาที..

          ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากบันไดเลื่อนผมก็เดินตรงเข้าไปในช็อปเสื้อผ้าที่เมื่อกี้ได้เล็งเอาไว้

          ..นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้เจอเธออีกรอบ

          แต่มันอาจจะเป็นโชคร้ายของเธอที่มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้

          ร่างบางยืนอยู่ห่างจากผมไม่ไกล เธอกำลังยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่

          ระหว่างที่ผมกำลังสาวเท้าเข้าไป..สองตาก็สาดส่องไปรอบๆร้าน

          เสื้อผ้าแบรนด์นี้ผมก็ชอบใส่

          ..รสนิยมคล้ายกันดี

          “ตัวสีขาวเมื่อกี้ก็สวย” ผมเดินตรงเข้าไปซ้อนหลังเธอก่อนจะโน้มหน้าลงไปที่ข้างใบหูและขยับริมฝีปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ

          “ศึกรัก” เธอหันขวับมาหาผมด้วยสีหน้าอึ้งๆ และด้วยความที่ผมก้มหน้าลงไป นั่นทำให้ปลายจมูกเราเสียดสีกันเมื่อเธอหันมา

          ผมตั้งใจ

          “ไง ตกใจ?” ผมเลิกคิ้วแล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวก่อนจะยืนด้วยท่าทางปกติ เซียร์เองก็เหมือนจะถอยออกไปเหมือนกัน “รู้อะไรมั้ย..”

          “...”

          “เวลานี้เธอควรจะนั่งดูหนังอยู่..กับฉัน”

          “หึ” เธอแค่นหัวเราะก่อนจะเหยียดยิ้มกลับมา “..โทษที ฉันฉีกตั๋วทิ้งไปแล้ว”

          อือ ก็คิดไว้แล้ว

          “เหรอ” ผมเลิกคิ้วอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะลากสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

          ..ยังไงก็ต้องมีคนได้ชดใช้ค่าตั๋ว

          หลังจากนั้นเราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันต่อ เซียร์สะบัดตัวเดินออกจากร้านไปโดยที่ยังไม่ทันได้ซื้อเสื้อผ้าซักชิ้น..แน่นอนว่าผมเดินตามเธอออกไป

          เธอหนีฉันไม่พ้นหรอกเซียร์

          ..ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันเป็น‘เจ้ากรรมนายเวร’ของเธอ

 

          End Suekrak’s talks

 

 

          “จะตามอีกนานมั้ย?!” ฉันหันไปตวาดใส่ศึกรักที่ทำตัวเหมือนเปรตขอส่วนบุญเดินตามฉันต้อยๆ

          ก่อนหน้านี้ก็ทีนึงแล้ว ฉันว่าวันนี้ฉันจะรอดพ้นจากเขาแล้วนะ..ทำไมต้องมาเจอกันอีก

          เฮงซวยจริงๆ

          ”เธอหนีฉัน” เขายังคงก้าวเท้าเข้ามาจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงน้อยนิด “..ทิ้งให้นั่งดูหนังคนเดียว”

          “...”

          “ไหนจะตั๋วหนังที่เธอฉีกทิ้งไปอีก..”

          “...”

          “ควรคิดค่าเสียหายยังไง?”

          นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกลงมาอย่างดุดัน ด้วยความที่เขาสูงกว่าฉันและครั้งนี้เขาไม่ได้โน้มตัวลงมา นั่นทำให้มองดูแล้วเหมือนเป็นการเหยียดตามองซะมากกว่า

          อับจนถึงขั้นต้องมาเรียกค่าเสียหายเลยเหรอ..

          “ถ้านายมีปัญหาเรื่องนั้นมากนักฉันจ่ายคืนให้ก็ได้ ค่าตั๋วนั่นน่ะ” ฉันพูดพร้อมกับทำท่าเตรียมที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

          “ถ้าเป็นเงินฉันไม่รับ..อยากได้เป็นอยากอื่น” มือหนาเอื้อมมาเชยคางฉันพร้อมกับออกแรงกดลงมาจนทำให้รู้สึกเจ็บ

          อย่าลืมว่าเราสองคนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน

          คนอื่นๆจะมองยังไง..

          เพียะ!

          ฉันใช้หลังมือปัดท่อนแขนของเขาออกก่อนจะออกแรงผลักไปที่แผงอกแกร่งจนคนตรงหน้าถอยหลังไปนิดหน่อย

          “ฉันว่าฉันบอกนายชัดแล้วนะว่าอย่ามาแตะเนื้อต้องตัว”

          “รั้น” คำสั้นๆเพียงพยางค์เดียวที่ออกมาจากปากเขาส่งผลให้ฉันกระตุกยิ้ม

          “ใช่ รั้น..รั้นมากด้วย เพราะงั้นอย่ามายุ่งกับฉัน” ฉันยังคงต่อปากต่อคำ เขาเองก็ยังคงไม่ยอมแพ้

          “แม่เคยสอนหรือเปล่าว่าคนหัวรั้นต้องโดนสั่งสอน”

          “จะพล่ามอะไรก็พล่ามไป แต่หลังจากนี้อย่าได้ตามฉันมาอีก!”

          หมับ..!

          ฝ่ามือหนาเอื้อมมารวบข้อมือฉันไว้ทันทีที่ฉันทำท่าจะเดินหนีออกมา

          “ลืมบอกไป เธอต้องกลับกับฉัน”

          “..ใครบอกนาย” ฉันชะงักเท้าและหันขวับไปมองหน้าเขาทันที

          “ไม่มี”

          “อ๊ะ..เดี๋ยว” ฉันเผลอร้องเสียงหลงเมื่ออยู่ๆศึกรักก็ลากฉันออกมาพร้อมกับเร่งฝีเท้าเหมือนจะเดินไปที่ไหนซักที “นายจะพาฉันไปไหน?!”

          “กลับ”

          “ฉันยังไม่ทันได้ซื้อของเลยนะ!”

          ฉันเริ่มโวยวายและพยายามบิดข้อมือเพื่อให้หลุดพ้นจากการกอบกุมของเขา วินาทีนั้นศึกรักหันมาตวัดสายตาใส่ฉันด้วยท่าทีดุดัน

          “หมดเวลาสำหรับเธอแล้ว”

 

 

          “ฉันไม่ไป!”

          “ขึ้นไป อย่าให้ต้องบังคับ”

          ตอนนี้เราสองคนอยู่ที่ลานจอดรถ ศึกรักบังคับให้ฉันขึ้นรถไปกับเขา..แต่อย่าได้หวังเลยว่าฉันจะขึ้นไปเหยียบรถเขาน่ะ

          เพียะ!

          “อย่าลืมนะว่าเราเกลียดกัน..” ในที่สุดฉันก็หมดความอดทนจนเผลอฟาดฝ่ามือลงไปที่ข้างแก้มของเขาอย่างเต็มแรงส่งผลให้ใบหน้าของเขาหันไปตามแรงของฉัน “คนเกลียดกันเขาไม่ทำอะไรแบบนี้!”

          หมับ..!

          วินาทีนั้นคนตรงหน้าใช้ฝ่ามือกำรอบข้อมือทั้งสองของฉันไว้ก่อนจะออกแรงผลักจนแผ่นหลังของฉันกระแทกกับตัวรถ

          กึก!

          ..เขาทำฉันเจ็บ

          “ฉันไม่เคยพูดว่าเกลียดเธอ”

          “แล้วนายไม่คิดว่าฉันเกลียดนายบ้างเหรอ..”

          “...”

          “ไม่คิดว่าเรื่องคืนนั้นมันทำให้ฉันขยะแขยงนายบ้างเหรอ” เสียงของฉันแผ่วลง ยอมรับว่าฉันหมดแรงแล้ว หมดแรงกับผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ

          โชคดีที่รอบๆตัวเราสองคนไม่มีคน ไม่งั้นฉันคงโดนตราหน้าว่าเป็นพวกผู้หญิงหน้าไม่อายที่มาพูดถึงเรื่องแบบนั้นในที่สาธารณะ

          ..และเมื่อพูดถึงเรื่องในคืนนั้น ความคุกรุ่นในใจฉันก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นมาทวีคูณ ขอบตาฉันเริ่มร้อนผ่าวเพราะอารมณ์โกรธที่กำลังจะปะทุออกมา

          เขาที่กำลังมองดูท่าทีของฉันอยู่ก็ค่อยๆผ่อนแรงบีบที่ข้อมือลงจนความรู้สึกเจ็บเริ่มจางหายไปแต่ยังคงรอยแดงฝากไว้ที่ข้อมือ..

          “ขึ้นรถ” ศึกรักกดเสียงลงต่ำ ไม่เชิงแข็งกร้าวแต่รู้สึกได้ว่าแข็งกว่าปกติ

          ฉันยังคงยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่อย่างนั้น และใช่..ศึกรักเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับก่อนจะผลักฉันให้เข้ามาในรถจนสุดท้ายแล้วฉันก็ไม่สามารถทำตามที่บอกกับตัวเองไว้ได้

          สุดท้ายแล้วฉันก็ขึ้นมานั่งบนรถเขา..

          แต่รอบนี้ฉันไม่ได้โวยวายเหมือนอย่างที่ควรจะทำ

          เอาเถอะ ฉันขี้เกียจเสียแรงไปกับการที่ต้องมาทะเลาะกับผู้ชายคนนั้นแล้ว

 

          “เรื่องนั้น..” หลังจากที่รถออกตัวมา ศึกรักทำท่าจะพูดอะไรซักอย่างแล้วก็เงียบไป

          “ไม่อยากฟัง” อยากจะเอามืออุดหูให้รู้แล้วรู้รอด

          “เรื่องวันนั้นยอมรับว่าผิด” เขาบอกว่าฉันรั้น เขาเองก็ไม่ต่างกันหรอก..ยิ่งฉันบอกว่าไม่อยากฟังเขาก็ยิ่งพูด

          “...”

          “ทำไปแล้ว เอากลับมาไม่ได้”

          ฉันเม้มริมฝีปากพร้อมกับกำมือทั้งสองข้างแน่น

          ..แน่นจนรู้สึกเจ็บ

          “อยากไปไหนก็บอก” คำพูดของเขาทำเอาฉันเริ่มผ่อนแรงที่กำมือจนแน่นพร้อมกับหันไปมองเสี้ยวหน้าเขาจากทางด้านข้าง “จะพาไป”

          เมื่อกี้ฉันว่าฉันไม่ได้หูฝาด เหอะ อยากจะขำ

          “..อยากกลับคอนโด” พูดจบฉันก็ลากสายตาออกไปมองทิวทัศน์นอกกระจกรถอย่างช่วยไม่ได้

          หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก บรรยากาศในรถเงียบสนิทจนกระทั่งมีเสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความเงียบนั้นลง

          เป็นของฉันเอง..

          [ฮัลโหล อาโทรมารบกวนหรือเปล่าลูก] ..ปลายสายคืออาพิณ

          “ไม่ค่ะ พูดมาได้เลย” ฉันปรับโทนเสียงให้เป็นปกติก่อนจะกรอกเสียงลงไป

          [ที่อาบอกว่าจะอยู่ไทยสองอาทิตย์น่ะ ดูเหมือนตอนนี้ที่บริษัทจะมีปัญหาอะไรซักอย่าง อาธนันต์เขาเลยต้องรีบกลับน่ะสิ]

          “แล้ว..จะบินไปวันไหนเหรอคะ”

          [เย็นนี้เลยจ้ะ ยังไงก็ฝากบอกเจ้าโซนทีนะ เมื่อกี้อาโทรไปมันก็ไม่รับสาย ไม่รู้มัวแต่ติดหญิงที่ไหนอยู่..อยากจะจับมาตีก้นจริงเชียว!]

          ท่านกำลังจะกลับแล้ว..ตอนแรกกะว่าวันนี้พรุ่งนี้ฉันจะไปค้างที่บ้านใหญ่แท้ๆ

          “ค่ะ” ฉันรับคำ วูบนั้นรู้สึกได้ว่าศึกรักหันมามองหน้าฉัน แต่พอฉันหันไป..เขาก็ไม่ได้มองมาทางนี้แล้ว

          [อ้อ! ตอนแรกอากะว่าวันครบรอบอาทิตย์หน้าจะไปไหว้พ่อกับแม่เราซักหน่อย แต่ดูเหมือนจะไปไม่ได้ซะแล้ว..] น้ำเสียงอาพิณแสดงออกถึงการที่ท่านกำลังเสียดาย

          ใช่..อาทิตย์หน้าเป็นวันครบรอบการจากไปของพ่อกับแม่

          [ยังไงอาฝากหนูสวัสดีด้วยนะลูก]

          “ค่ะ ยังไงก็ไปดีมาดีนะคะ”

          [เดือนหน้าเจอกันจ้า จุ๊บๆ]

          การสนทนาระหว่างฉันกับอาพิณจบลงแค่นั้น ซึ่งหลังจากที่ท่านวางสายไปฉันก็เลื่อนรายชื่อในโทรศัพท์และลองโทรออกหาไอ้โซน

          ผลปรากฏว่ามันไม่รับจริงๆอย่างที่อาพิณบอก..

          มัวแต่ทำบ้าอะไรของมันอยู่

          ฉันตัดสินใจโทรไปอีกครั้ง ผลคือคราวนี้ปลายสายก็กดรับจนได้

          [โทรมามีไร คิดถึงเหรอ]

          “อย่าสำคัญตัวผิด”

          [อ้าว ถ้าไม่ได้คิดถึงแล้วจะโทรมาทำไม] ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างเอือมระอา

          “พ่อกับแม่นายจะบินกลับเย็นนี้ เห็นว่าโทรไปแล้วนายไม่ยอมรับสาย” ฉันกรอกเสียงลงไป

          [อ๋อ เมื่อกี้ฉันอาบน้ำเลยไม่ได้ยินเสียง] ไอ้โซนอธิบาย [..จะว่าไป เธอไม่ได้ดูหนังอยู่กับไอ้เพลิงเหรอ]

          “อือ กลับแล้ว”

          [ขอคุยกับมันแป๊บดิ]

          “ฉันไม่ได้อยู่กับเพลิง”

          [อ้าว แล้วกลับไง] ฉันเหลือบตามองศึกรักโดยที่ไม่คิดว่าเขาเองก็มองฉันอยู่ ก่อนจะเป็นเขาที่ลากสายตากลับไปยังท้องถนน

          “ฉัน..กลับแท็กซี่”

          [เออ กลับดีๆ ถ้าโดนฉุดก็โทรมา] พูดจบสายก็ถูกตัดไป ฉันจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ซักพักก่อนที่คนข้างๆจะพูดขึ้นทำลายความเงียบ

          “ไอ้โซน?” เขาถาม แต่ฉันไม่ตอบ..คาดว่าการที่ฉันไม่ตอบนั่นก็คงพอจะเป็นคำตอบได้อยู่แล้ว

          “เธอกับมันเป็นอะไรกัน” ฉันนิ่งไป

          ถ้าจำไม่ผิดนั่นเป็นประโยคเดียวกันกับประโยคแรกที่เขาคุยกับฉัน

          ใช่..ที่คอนโด ก่อนที่หลังจากนั้นจะเป็นครั้งแรกที่ฉันตบหน้าเขา

          “จะอยากรู้ไปทำไม” ฉันเอ่ยอย่างราบเรียบ ไม่ได้ใส่อารมณ์กระโชกโฮกฮากเหมือนอย่างทุกที “..ไม่ว่าฉันกับมันจะเป็นอะไรกันก็คงไม่สำคัญนักหรอก”

          “แค่ต้องการให้แน่ใจ” จังหวะนั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถหยุดเพราะสัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดงพอดี

          เขาเอี้ยวตัวมาทางฉันพร้อมกับเอื้อมมือมาเชยคางฉันให้สบตากับเขา

          ออกแรงกด..เหมือนพยายามที่จะเค้นคำตอบ

          “จะทำอะไร..” นัยน์ตาของฉันเบิกโพล่ง

          “ตอบมาสิ”

          นิ้วหัวแม่มือของเขาบดขยี้ริมฝีปากล่างของฉัน นัยน์ตาคมกริบที่จ้องตามลงมาชวนให้รู้สึกวูบวาบ

          “เป็น..ลูกพี่ลูกน้อง” ฉันหลุดปากพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า

          “หึ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบที่ดูเหมือนจะทำให้พอใจเขาก็แค่นหัวเราะก่อนจะชักมือกลับไป

          Rrr~ Rrr~

          จังหวะนั้นมีเสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นขัดบทสนทนาระหว่างเรา แต่ว่าคราวนี้ไม่ใช่ของฉัน..

          “อือ” ศึกรักยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูก่อนจะครางรับปลายสาย “..รถ”

          “...”

          “ไม่ว่าง แค่นี้” หลังจากที่เขาวางสายก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวพอดี

          แน่นอนว่าเขาออกรถมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก..

 

 

          จนกระทั่งถึงคอนโด หลังจากที่ฉันสแกนคีย์การ์ดและค่อยๆแง้มประตูห้อง ร่างสูงก็เดินเข้ามาซ้อนหลังก่อนจะออกแรงผลักให้ฉันเดินเข้าไป

          “น..นายจะทำอะไร?!” นัยน์ตาฉันเบิกโพล่ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ร่างฉันเซถลาเข้ามาด้านในและเขาเองก็ก้าวเท้าตามฉันเข้ามา

          การที่ปล่อยให้เขาเข้ามาในนี้มันไม่ใช่เรื่องดี

          ใช่ ฉันรู้..แต่มันก็ไม่เคยมีเรื่องดีๆระหว่างเราเกิดขึ้นเลยซักครั้ง

          ปึง..!

          “ที่ห้องเธอดูหนังได้มั้ย” เขากวาดสายตาไปรอบๆห้องก่อนจะหยุดมันลงมาที่ฉัน

          “...”

          “ถามก็ตอบ”

          “มันไม่ใช่ธุระอะไรของนาย ออกไปจากห้องฉันซะ” ฉันกดเสียงลงต่ำพร้อมกับสั่งเขาอย่างเด็ดขาด

          ..ถ้าเทียบกันตัวตัวแล้วเขาเหนือกว่าฉันเห็นๆ

          “ฉันจะดูหนังที่นี่ ในห้องนี้..ถือซะว่าเป็นสิ่งที่เธอจะต้องชดใช้”

          “...” ฉันเงียบไป

          ชดใช้เหรอ? ได้ข่าวว่าฉันจะให้เป็นเงินแต่เขาไม่ยอมเอาเองไม่ใช่หรือไง

          “ว่าไง ห้องเธอดูหนังได้มั้ย”

          “ฉันมีสายHDMI ถ้านายอยากดูมากนักฉันจะให้ยืมเอาไปดูที่ห้องน..อื้อ” ยังไม่ทันทีฉันจะพูดจบ ริมฝีปากหยักบางก็โฉบทาบลงมาดูดกลืนเสียงของฉันไปจนหมด

          ศึกรักใช้จังหวะนี่ฉันกำลังตกใจสอดแทรกเรียวลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาในโพรงปาก

          เขา..

          ตุบ!

          ฉันกำมือแน่นก่อนจะทุบไปที่แผงอกแกร่ง ฉันกำลังต่อต้านนะ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

          แต่มือข้างนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนไปกำเสื้อตรงหน้าเมื่อริมฝีปากของเขาบดขยี้และนวดคลึงริมฝีบางล่างของฉันก่อนจะขบเม้มอย่างดุดัน

          ลมหายใจอุ่นร้อนปัดเป่าบริเวณผิวข้างแก้มชวนให้รู้สึกวูบวาบ..

          พอคิดแบบนั้นหัวสมองฉันก็เริ่มขาวโพลน สองขาเริ่มไร้เรี่ยวแรงจนท่อนแขนแข็งแรงต้องรวบเอวฉันและประคองไม่ให้ล้มลง

          เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้..รู้ตัวอีกทีเขาก็ค่อยๆผละออกก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอดและจัดการเกยคางไว้ที่ไหล่ฉันพร้อมกับทิ้งน้ำหนักลงมา

          “ฉันบอกว่าฉันจะดูที่นี่” เขากระซิบที่ข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “..ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง”

 

 

          สุดท้ายแล้วมันก็จบลงที่ฉันจำใจต้องไปเปิดหนังให้เขาดูอย่างไม่เต็มใจนัก

          “จะไปไหน”

          “เข้าห้อง” ฉันชะงักเท้าพร้อมกับหันไปมองเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวหน้าทีวี “..นั่งดูคนเดียวคงไม่ตายหรอกจริงมั้ย”

          “ฉันให้เธอเดินไปปิดไฟแล้วกลับมานั่งกับฉัน ไม่ใช่ปิดแล้วเดินเข้าห้อง”

          “ฉันก็เปิดหนังให้อย่างที่นายขอแล้วจะเอาอะไรนักหนา”

          “ตามจริงเราควรจะนั่งดูด้วยกันที่โรงหนัง ไม่ใช่ที่นี่” เขาขยับริมฝีปากด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ราบเรียบ “..คิดว่ามันเป็นเพราะอะไร”

          ฉันถอนหายใจพร้อมกับยกมือขึ้นนวดคลึงขมับ

          โอเค ผู้ชายคนนี้เป็นคนเอาแต่ใจ..นั่นคือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเขาตลอดช่วงเวลาที่ฉันรู้จักผู้ชายที่ชื่อศึกรัก

          “แล้วมันใช่ธุระของฉันที่จะต้องมานั่งดูหนังกับนายมั้ย มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำเหรอ?”

          “อือ ไม่ใช่ธุระของเธอ”

          “...”

           “..แต่เป็นความต้องการของฉัน”

 

 

          หนังจบไปแล้ว..

          ถึงฉันจะลุกไปเข้าห้องน้ำอยู่บ้าง แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วฉันก็สามารถอยู่ดูจนจบได้

          พรึ่บ..!

          “หนังจบแล้ว เพราะงั้นนาย..” เสียงของฉันขาดหายไปไหนท้ายประโยคเมื่อพบว่าร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกำลังนั่งหลับตาอยู่ “ศึกรัก”

          เขา..หลับเหรอ?

          “ศึกรัก” ฉันปรับโทนเสียงให้ต่ำลงและสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปประชิดเขา

          ไหนว่าอยากดูหนังนักหนาไง

          “...”

          “ศึกรัก” ฉันค่อนแปลกใจอยู่เหมือนกัน คนอย่างเขาไม่น่าจะปล่อยให้ตัวเองมานั่งหลับในห้องของคนอื่น

          แต่เอาเถอะ..ในเมื่อเรียกอีกครั้งแล้วเขาก็ยังไม่ตื่น งั้นฉันก็คงต้องปล่อยเขาไว้แบบนี้แล้วกัน

          ดีกว่าปลุกแล้วต้องมานั่งทะเลาะ

          “อ๊ะ”  วินาทีที่กำลังจะเดินออกมา ร่างของฉันถูกดึงจนเซล้มทับร่างสูงบนโซฟา

          กลายเป็นว่าฉันนั่งตักเขาด้วยสภาพที่ล่อแหลม..ล่อแหลมมาก

          อย่าบอกนะว่าเขา..

          “นี่นายแกล้งหลับเหรอ?!” ฉันโวยวายและพยายามที่จะลุกออกไป แต่ติดตรงที่เขาดันรวบเอวรั้งฉันไว้

          “ไม่” เขาปรือตาขึ้นมามองฉันอย่างง่วงงุน “หลับจริง”

          “...”

          “..ตื่นตั้งแต่เธอเรียกชื่อฉันรอบแรก”

          พรึ่บ.!

          ร่างของฉันถูกผลักลงให้นอนราบบนโซฟาตัวยาว ก่อนที่ศึกรักจะคร่อมตัวลงมาและรวบสองมือของฉันตรึงไว้เหนือหัว

          “ศึกรัก..” นัยน์ตาฉันเบิกโพล่ง ถ้าไม่ติดว่าเขาทับขาฉันอยู่..มีแววว่าฉันคงได้ถีบคนกระเด็นแน่ๆ

          “...”

          “ลุกออกไปเดี๋ยวนี้!”

          “ทำไม” เขามองหน้าฉันนิ่งก่อนที่จะฝังใบหน้าลงมาที่ซอกคอฉันพร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าในประโยคต่อมา “..คิดว่าฉันจะทำอะไรเธอ”

          “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำนะศึกรัก..”

          ฉันกำลังนิ่งเพื่อรอให้เขาขยับออกไป แต่เปล่า..หลังจากที่ฉันขู่ไปนอกจากเขาจะไม่ลุกออกไปแล้วเขาฉันขบเม้มผิวหนังบริเวณซอกคอฉันด้วย

          ..คล้ายจะอยากลองดี

          “ฉันบอกให้ลุกออกไปไง!” ฉันยังคงพูดซ้ำและพยายามที่จะผลักเขาออก แต่มือทั้งสองข้างของฉันถูกตรึงไว้..นั่นทำให้ฉันไร้ทางสู้แทบจะในทันที

          ริมฝีปากเขายังคงดูดดึงและขบเม้มส่วนหนึ่งซอกคอของฉันอย่างเมามันส์จนฉันรู้สึกเจ็บจี๊ดเป็นจังหวะ

          ได้..อยากจะทำอะไรก็ทำซะให้มันพอ

          ไหนๆแล้วก็เอาให้สุดไปเลย

          “สนุกมั้ย” ฉันเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงสลัวจากทีวีหลังจากที่ปล่อยให้เขาทำตามใจตัวเองนานหลายนาที “..ที่กำลังทำอยู่นี่สนุกมากมั้ย”

          “ก็แค่อยากรู้..”

          “...”

          “อย่างเธอจะทำอะไรฉันได้”

          “ฉันทำได้มากกว่าที่นายคิดแล้วกัน”

          ศึกรักไล้ริมฝีปากอยู่แถวๆบริเวณซอกคอฉัน ก่อนที่มือข้างหนึ่งของเขาจะสอดเข้ามาในสาบเสื้อและลูบไล้ฉันทั่วหน้าท้อง

          “อ..เอามือนายออกไป!”

          “เสียงเธอสั่น”

          “อึก..” ฝ่ามือหนาข้างเดิมที่เคยลูบไล้ผิวหน้าท้องฉันก็แปรเปลี่ยนมาบีบสันกรามฉันแทน

          เจ็บ แต่ทำอะไรไม่ได้

          ภาพในวันนั้นซ้อนทับขึ้นมาในหัว..วันนั้นมันก็เป็นแบบนี้ ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนให้เขาระบายอารมณ์อยู่นานเป็นชั่วโมง

          ..บัดซบสิ้นดี

          “เจ็บมั้ย” เสียงของเขานั้นแผ่วเบาเหมือนกับเสียงกระซิบ แต่แฝงไปด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันนิ่งไป

          “...” ฉันเงียบ

          “อือ เจ็บก็ดี” สิ้นสุดคำพูดใบหน้าของเขาก็โน้มลงมาจนปลายจมูกเราสัมผัสกัน ก่อนที่เขาจะทาบริมฝีปากลงมา

          จูบที่สองของวันนี้..

          สัมผัสของเขายังคงคอนเซ็ปท์ดุดันไว้

          แต่ครั้งนี้มันทั้งดุดัน ลึกซึ้ง และยาวนานกว่าครั้งไหนๆ

          เขายังคงรวบและตรึงมือฉันเอาไว้ แต่มืออีกข้างของเขาจากที่เคยบีบสันกรามฉันก็ค่อยๆคลายออกและลากต่ำลงไป

          ต่ำไปจนถึงบริเวณเนินอก..

          “อ..อือ” ฉันเผลอหลุดเสียงออกมา และนั่นดูเหมือนจะทำให้เขาชะงักไปนิดหน่อย

          อยู่ๆร่างกายฉันก็ร้อนวูบวาบขึ้นมา สองขาเริ่มเกร็งหนีบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว..เหงื่อฉันเริ่มซึมถึงแม้ว่าในห้องนี้จะเปิดแอร์ไว้

          ศึกรักผละออกก่อนจะหอบหายใจถี่ ฉันเองก็ไม่ต่าง

          เสียงหัวใจฉันเองก็เต้นถี่ไม่แพ้กัน..เหมือนมันกำลังจะระเบิดออกมา

          คล้ายกับว่าเขารู้ว่าควรจะทำยังไงกับฉัน

          เขากำลังควบคุมและครอบงำฉัน..

          ศึกรักกดริมฝีปากลงมาอีกครั้ง เรียวลิ้นอุ่นร้อนสอดแทรกเข้ามาคล้ายกับกำลังสำรวจโพรงปากฉัน

          มันทั้งล้ำลึกและเร่าร้อน

          เวลาผ่านไปเขาผละออกอีกครั้งก่อนที่จะไล้ริมฝีปากตั้งแต่ซอกคอลงมาจนถึงผิวหน้าท้อง

          “..เสื้อ” ฉันพึ่งรู้ตัวว่าเสียงตัวเองนั้นมันแหบแห้งแค่ไหน

          แล้วก็พึ่งรู้ตัว..ว่าเสื้อของฉันถูกเขาถอดออกไปแล้ว

          Rrr~Rrr~

          เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเหมือนเป็นสัญญาณที่ดังขึ้นเพื่อบอกว่าหมดเวลาของเราสองคนแล้ว

          หมดเวลาที่ฉันจะนอนโง่ให้เขาทำตามใจแล้ว..

          Sh*t” เขาสบถและหยุดการกระทำทุกอย่างไว้แค่นั้นก่อนจะค่อยๆผละออก “..ครับ”

          ศึกรักยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูและกรอกเสียงลงไป ส่วนตัวฉันก็ยังคงนอนอยู่บนโซฟาในสภาพเดิม

          นอนหอบหายใจอยู่อย่างนั้น..

          “ครับ” คุยจบเพียงแค่นั้นเขาก็วางสายก่อนที่จะตวัดสายตามาทางฉัน

          ฉันค่อยๆหยัดตัวขึ้นอย่างทุลักทุเลพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก

          ..เสื้อของฉันถูกเขาถอดออกไป ตอนนี้สภาพของฉันมันล่อแหลมเกินไป

          ศึกรักค่อมตัวลงมาก่อนจะเอื้อมมือมาเชยคางฉันให้สบตากับเขา

          “วันนี้เธอรอด”

          “...”

          “..วันหลังไม่แน่” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่เขาจะผละออกพร้อมกับหยิบเสื้อที่ตกอยู่ที่ข้างโซฟามาวางไว้บนตักฉัน

          ปึง..!

          เขาออกไปแล้ว..

          ฉันกำเสื้อที่เขาเอามาวางไว้บนตักอย่างไม่รู้ตัว มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของฉันหลังจากที่แผ่นหลังของเขาหายออกไปจากห้อง

          ถ้าเกิดว่าเมื่อกี้ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันจะปล่อยให้เขาทำต่อมั้ย..

          จะปล่อยตัวนอนโง่ให้เขาทำฉันเจ็บเหมือนวันนั้นหรือเปล่า..?

          นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังถามกับตัวเอง และเมื่อได้คำตอบของมันแล้วฉันก็ได้แต่เก็บมันเอาไว้คนเดียวในใจ

          อย่างน้อยๆมันจะไม่มีคำว่า‘ครั้งหน้า’สำหรับเขาเกิดขึ้นอีก

          ..ไม่มีทาง

          ฉันส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดทั้งหมดออกก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารัวข้อความหาใครบางคน

 

          Me : อยู่ไหน

 

          ข้อความถูกส่งไปแล้ว..ฉันปิดโทรศัพท์และจัดการสวมเสื้อที่เมื่อกี้เผลอกำมันจนแน่น

          หลังจากสวมเสร็จเรียบร้อยก็มีแจ้งเตือนแชเด้งขึ้นมาพอดี

          ..โซนตอบกลับมาแล้ว

 

          ไอ้โซน : ก็อยู่ห้อง

          ไอ้โซน : มีไร

          Me : เดี๋ยวไปหาที่ห้อง

 

          พิมพ์จบฉันก็ยืนขึ้นเต็มความสูง จัดการปิดทีวีแล้วก็เช็คความเรียบร้อยนิดหน่อยก่อนจะเดินออกมาจากห้องของตัวเอง

          ใช้เวลาไม่นานฉันก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องไอ้โซน

          นิ้วชี้ฉันเอื้อมไปกดออดที่อยู่หน้าห้อง โชคดีที่ไม่นานเจ้าของห้องก็เดินออกมาเปิดประตูให้โดยไม่ปล่อยให้ฉันรอเก้อ

          “ห้องฉันโคตรรกชิบหายเลยนะ” ไอ้โซนยืนเกาหัวตัวเองจนยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงอยู่หน้าประตู

          “ช่างเหอะ อยู่ห้องฉันก็ไม่มีอะไรทำ” ฉันมองหน้ามันแวบนึงก่อนจะถือวิสาสะแทรกตัวผ่านช่องประตูเข้าไปด้านใน

          โซนไม่ได้ห้ามอะไร..มันปิดประตูก่อนที่จะเดินตามหลังฉันเข้ามา

          ห้องมันก็รกจริงๆอย่างที่บอก แต่ก็ไม่ได้รกซะจนน่าเกลียด ถ้าเทียบกันแล้วก็รกกว่าห้องฉันนิดหน่อยเอง

          “แล้วมานี่มีเป้าหมายแล้วเหรอว่าจะมาทำไร”

          “มานอน” ฉันตอบหน้าตาย

          “เธอนี่แม่ง..” ฉันได้ยินไอ้โซนบ่นอุบอิบ แต่ว่าฉันสนใจซะที่ไหนกัน

          ความหมายคำว่า‘มานอน’ของฉันคือการมานอนเล่น นั่งเล่น หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การนั่งอยู่เฉยๆที่ห้อง

          ..ก็แค่ในตอนนี้ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวเท่านั้นเอง

 

 

          สามวันต่อมา

          10.12น.

 

          “สุภัสรดา”

          “...”

          “นางสาวสุภัสรดา”

          “เซียร์..จารย์เช็คชื่อ” เสียงกระซิบของคนข้างๆทำเอาฉันเบิกตาโพล่ง

           “ค่ะ มาค่ะ” ฉันเด้งตัวขึ้นขานรับอย่างรวดเร็ว

          “ถ้าขานรับช้ากว่านี้บางทีฉันอาจจะต้องขอเช็คขาดนะ” น้ำเสียงเข้มงวดพร้อมกับสายตาพิฆาตที่มองตรงมาผ่านกรอบแว่นหนาเตอะทำเอาฉันขนลุก

          แย่หน่อยที่อาจารย์คนนี้เธอเป็นคนเข้มงวด

          ..แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้โดนเช็คขาด

          “ขอโทษด้วยค่ะ”

          “แหนะ คิดถึงใครอยู่อะ..ทำไมเหม่อลอยยย” เพื่อนร่วมคลาสคนเดียวกันกับที่เรียกฉันเมื่อกี้นี้หันมากระซิบระหว่างที่อาจารย์กำลังหันไปเช็คชื่อต่อ

          เธอชื่อเฟื้อง

          ไม่ได้สนิท..แต่มีโอกาสได้คุยกันในคลาสอยู่บ่อยๆ

          “เปล่า ง่วงนิดหน่อย” พูดจบฉันก็หาวปิดปากหนึ่งทีเป็นหลักฐาน..นี่ง่วงจริงๆนะ

          “เออ จะว่าไปเธอรู้ข่าวเรื่องดาวมหาลัยเรามั้ย” คำว่าดาวมหาลัยทำให้ฉันชะงักไป “..ได้ข่าวว่าหล่อนเลิกกับแฟนแล้ว ฉันก็ไม่อยากจะอะไรหรอกนะ”

          “แฟน?” ฉันเลิกคิ้ว

          “ก็ลูกชายคุณไฟไง..ไฟ อัคคีอะ เธอไม่รู้เรื่องเลยเหรอ”

          “...” ฉันนิ่งไป

          “นี่ๆจะเล่าให้ฟัง ฉันลองไปถามเพื่อนที่เรียนอยู่นิเทศฯมาแล้ว นางบอกว่าที่เลิกกันเพราะว่ายัยอลินดาวมหาลัยนั่นคบซ้อน..”

          “...” อย่างยัยนั่นน่ะเหรอ..?

          ไม่สิ..มันก็ไม่แน่

          “แต่ก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่าเลิกกันจริงๆหรือเปล่าอะ แต่ดูเหมือนจะห่างกันมาซักพักแล้ว”

          “...”

          “จริงๆถ้าผู้ชายเป็นฝ่ายคบซ้อนก็ว่าไปอย่างนะ ก็ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้นี่เนอะ แต่นี่เป็นผู้หญิงอะ ฉันว่า..”

          “คุยกันเสียงดังระวังจารย์ป้าแกเดินมาเขกหัวเอานะ” ไอ้โซนที่นั่งอยู่แถวด้านหลังเอื้อมมือมาใช้ด้ามจับปากกาเขี่ยหลังฉัน

          “นายน่ะเงียบปากไปเลย” ฉันหันหลังไปตวัดสายตามองมันอย่างเอาเรื่อง

          “นางสาวสุภัสรดา” เสียงเข้มที่ดังผ่านลำโพงมาทำเอาฉันสะดุ้งอีกครั้ง “คุณดูมีปัญหากับชีวิตนะ มีอะไรก็มาแจ้งให้ฉันทราบด้วยก็น่าจะดี”

          “..ไม่มีอะไรค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ”

          ฉันหลุบตาลงต่ำ ได้ยินเสียงหลุดหัวเราะของไอ้โซนดังตามมาจากทางด้านหลังด้วย

          ..มีหน้ามาขำ

 

 

          เลิกคลาสแล้ว..

          โชคดีที่ฉันสามารถผ่านช่วงเวลาที่ขอใช้คำว่า‘นรก’นั้นมาได้

          และตอนนี้ฉันกำลังจะไปกินข้าวเที่ยงกับไอ้โซนที่โรงอาหารใต้ตึกโดยมีเฟื้องกับผองเพื่อนติดสอยห้อยตามมาด้วย

          ..เห็นว่าอยากจะเม้าท์เรื่องอลินให้ได้น่ะสิ

          “คืองี้นะ!” เฟื้องโพล่งขึ้นทันทีที่หล่อนเดินถือจานข้าวมานั่งลงที่โต๊ะ

          ..ใจคอกะจะไม่นั่งกินข้าวให้เสร็จก่อนเลยหรือไง

          “อีเฟื้อง! ดังไป” ผู้หญิงที่นั่งอยู่ถัดจากเฟื้องปรามเพื่อนตัวเอง

          จังหวะนั้นฉันกับโซนหันมองหน้ากันโดยอัตโนมัติ ฉันส่งยิ้มเจื่อนๆไปให้มัน..ส่วนมันก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อโดยไม่พูดอะไร

          ทำเก๊กเหรอ..?

          ..จริงๆก็หูผึ่งเหมือนกันนั่นแหละ

          “อุ่ย ดังไปเหรอ” เฟื้องยกมือเกาหัวตัวเองก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆมาทางฉัน “คืองี้นะ..อลินน่ะ รู้สึกชีจะคบกับแฟนคนนั้นตั้งนานแล้วแหละ”

          “ที่ชื่อศึกรัก เธอรู้จักใช่มั้ย” เพื่อนของเฟื้องหันมาถามฉัน ฉันไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็พยักหน้ากลับไปแทนคำตอบ

          ทำไมจะไม่รู้จักล่ะ..

          “ก็เห็นรักกันดีนะ เพื่อนฉันแอบบอกมาว่าสองคนนั้นชอบแอบไปนัวเนียกันในห้องน้ำบ่อยๆ” เฟื้องว่าต่อ

          นัวเนียกันในห้องน้ำ?

          ..สองคนนั้นเหรอ

          “เรื่องนี้ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แล้วก็ได้ยินมาอีกว่าชีเคยท้องแล้วก็ไปทำแท้งที่คลีนิคแถววันวานด้วย”

          “ฉันเคยเห็นกระทู้ในเน็ตเกี่ยวกับชีด้วยนะ ถึงจะไม่เอ่ยชื่อแต่ก็รู้ว่าเป็นชีอะ”

          “ก็ยอมรับนะว่านางสวยอะ แต่นิสัยแบบนี้ฉันว่าถ้าฉันเป็นผู้ชายฉันก็ไม่เอาหรอก” เฟื้องจีบปากจีบคอ

          ฉันนั่งฟังบทสนทนาพวกนั้นโดยตัวฉันเองก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไร..ข่าวลือก็คือข่าวลือ ถึงฉันจะไม่ชอบยัยอลินยังไงแต่เชื่อเถอะว่ามันคงไม่จริงทั้งหมดหรอก

          ..มั้งนะ

          “จบหรือยัง” เสียงทุ้มของไอ้โซนทำเอาบทสนทนาของพวกนั้นหยุดชะงัก

          “...” ฉันเงียบ พวกเฟื้องเองก็เงียบ

          “อ้อ แบบว่าถ้าเกิดจบแล้วฉันว่าจะไปมินิมาร์ท สาวๆเอาอะไรมั้ยครับ” ไอ้โซนยกมือเกาต้นคอตัวเองพร้อมกับยิ้มกลบเกลื่อน

          เมื่อกี้นี้มัน..

          “เอ่อ..เกรงใจอะ โซนไปเถอะ” ประโยคนี้เฟื้องเป็นคนตอบ

          “อือ งั้นเดี๋ยวมาครับ” พูดจบมันก็ปั้นยิ้มกลับมาก่อนจะลุกออกไป

          “จะว่าไปโซนนี่มองมุมไหนก็มีแต่คำว่าผัวแปะอยู่เต็มไปหมดเลยเนอะ” คล้อยหลังจากที่มันเดินไป หนึ่งในเพื่อนของเฟื้องก็พึมพำขึ้นมา

          ผัว? แน่ใจเหรอ

          “แกจะบ้าเหรอ เซียร์ก็นั่งอยู่ทั้งคนนะ” เฟื้องปรามเพื่อนตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆมาให้ฉัน

          อืม จริงๆแล้วก็ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก

          “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว..นี่ถ้าเฟื้องไม่บอกฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆแล้วพวกเธอสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอะ”

          “จริง นี่ฉันก็คิดมาตลอดว่าเป็นแฟนกัน”

          “ฉันกับโซน?” ฉันเลิกคิ้วสูง

          ไม่มีทาง

          ..แค่คิดก็ฝืนธรรมชาติแล้ว

          “ก็ใช่น่ะสิ” เฟื้องยิ้มกรุ้มกริ่ม “แบบว่าเคมีเข้ากันมาก!”

          “เหอะ” ฉันแค่นหัวเราะก่อนจะตักข้าวในจานที่ยังเหลืออยู่เกินครึ่งเข้าปาก

          “จะว่าไปนะ..”

          “...”

          “ศึกรักนี่ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเท่าไหร่หรอก” พวกเฟื้องวนกลับเข้าเรื่องเดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจะเบนหัวข้อสนทนาไปที่ศึกรักแทน

          และชื่อของเขาก็เหมือนจะมีแรงดึงดูดให้ฉันหันไปฟังโดยอัตโนมัติ

          “ยังไง” เสียงนี่เป็นเสียงฉันเอง

          ..อยากรู้เหมือนว่าคนอื่นๆจะพูดถึงเขาในแง่แบบไหน

          “จะว่าไงดีล่ะ” เฟื้องทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง “อืม..จะบอกว่าพอๆกับอลินก็ได้ล่ะมั้ง”

          “พูดง่ายๆก็คงจะเหมาะกันดีเหมือนกรวดกับทรายนั่นแหละ”

          “...”

          “อา จะว่าไปก็เคยได้ยินมาแว่วๆเหมือนกันนะว่าโซนมีซัมติงกับน้องศึกรักอะ” ประโยคนั้นทำเอาฉันชะงักไปในทันที “..เซียร์รู้รายละเอียดรึเปล่า”

          “อือ ก็ไม่ได้อะไรกันหรอก แค่พอจะรู้จักกันผ่านๆ” ฉันครางรับ “..หมายถึงกับน้องผู้หญิงคนนั้นนะ”

          “แต่น้องเขาก็น่ารักนะ ตอนนั้นฉันมาช่วยงานรับน้องอะ..น้องเขาก็ดูเคารพรุ่นพี่ดี” เฟื้องเสริม “..แต่รู้สึกเหมือนน้องจะโดนเด็กปีหนึ่งบางกลุ่มบุลลี่เหมือนกันนะ”

          ฉันเงียบไป เหตุการณ์บางอย่างก็ซ้อนทับขึ้นมาในหัว

          วันแรกที่ฉันเจอเส้นไหม ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะโดนเพื่อนรุ่นเดียวกันหาเรื่อง

          ..มิน่าล่ะ

 

 

          ค่ำวันเดียวกัน

          20.32น.

          -One Wan-

 

          คืนนี้ฉันตัดสินใจออกมาวันวาน..ไม่รู้สิ อยู่ดีๆก็นึกครึ้มอยากจะออกขึ้นมา

          “กรี๊ดดด สี่นาฬิกาค่ะซิส” เสียงวี๊ดว้ายของกะเทยลัคกี้ทำให้ฉันแทบจะสะดุ้ง

          ฉันลองหันไปทางทิศสี่นาฬิกาตามที่ยัยลัคกี้บอก ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นคือมีผู้ชายหน้าตาดีสองคนกำลังเดินมาทางนี้

          “..งานดี” ฉันพึมพำ

          “หล่อนเอาคนซ้าย ฉันเอาคนขวานะยะ”

          “จะดีเหรอ ที่เดินมาด้วยกันสองคนไม่ใช่ว่าเป็นคู่เกย์หรอกนะ” ตอนนี้ฉันนั่งอยู่กับนังลัคกี้แค่สองคน คนอื่นๆหายหัวกันไปไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

          บางคนติดแฟน บางคนโสดแต่ก็นอนเหี่ยวอยู่ที่ห้อง..

          “ถ้าเป็นเกย์จริงงั้นฉันก็ควบสอง หล่อนก็อดไป!” ฉันเงียบไป “อ๊ะ มาแล้วๆๆ”

          “...”

          “อะแฮ่ม เดี๋ยวก่อนสิคะ..สองหนุ่มจะไปไหนกันเหรอ” ฉันนิ่งค้างไปเมื่อได้เห็นสกิลการอ่อยผู้ชายของเพื่อนตัวเองที่ได้ชื่อว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นเพศเดียวกับพ่อฉัน

          “ครับ?” สองคนนั้นหยุดชะงักโดยที่มีหนึ่งในนั้นครางรับ

          “สนใจมานั่งดริ้งค์กับพวกเรามั้ยคะ ทางนี้ก็มีสองคนพอดีเลยนะ”

          “เซียร์?” ฉันเงยหน้าขึ้นไปสบตากับผู้ชายสวมเสื้อฮู้ดสีดำ ซึ่งค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้จักชื่อฉัน

          “เรา..เคยเจอกันมาก่อนเหรอ” นี่เป็นเสียงฉันเอง

          สองคนนั้นหันมองหน้ากันและยกยิ้ม ซึ่งฉันได้แต่มองการกระทำของเขาสองคนด้วยความงุนงง

          ..คืออะไร?

          “ฉันชื่อเรย์ อยู่วิศวะฯปีสามมอเดียวกับเธอ” ผู้ชายสวมฮู้ดแนะนำตัวพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ฉัน “ส่วนไอ้นี้..”

          “เนียโรห์”

          “...”

          “เรียกเนียร์ก็ได้”

          “ลัคกี้ค่ะ เรียกไม่ถนัดเรียกที่รักก็ได้” ยัยกะเทยแนะนำตัวด้วยท่าทีขัดเขิน แต่มุขนั่นมันอะไรกัน..เชยสะบัด

          “ครับ ที่รัก” คนชื่อเรย์ตอบพร้อมกับทำท่าจะนั่งลง “..งั้นพวกเราขอร่วมโต๊ะด้วยนะครับ”

          “อร้าย เชิญค่ะ..เชิญเลย” ลัคกี้จีบปากจีบคอ ฉันได้แต่มองการกระทำของเพื่อนตัวเองด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

          ..จะว่าอายดีมั้ย

          “อ๊ะ แต่เดี๋ยวนะคะ” ลัคกี้ยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะหันมาขยิบตาให้ฉันทีหนึ่ง “ถ้านั่งเก้าอี้ธรรมดาไม่ถนัดมานั่งในใจลัคกี้ก็ได้นะคะ ว่างอยู่พอดี”

          “จริงๆถนัดเข้าห้องเลยมากกว่าครับ”

          “อุ้ย ห้องก็ว่างค่ะ ถุงยางก็พร้อม เจลหล่อลื่นก็มี..”

          ใครก็ได้

          ..พาฉันออกไปจากที่ตรงนี้ที

          “ฮ่าๆ ครับ” เรย์หัวเราะแห้งก่อนที่ฉันกับลัคกี้จะเขยิบให้เขาสองคนได้นั่งลง “จริงๆพวกเรามีเพื่อนที่มาด้วยอีกคน ถ้าไม่รังเกียจขอไปเรียกมันมานะ”

          “ไม่รังเกียจค่ะ!” เพื่อนฉันตอบกลับทันควัน เหอะ

          ฉันลองสังเกตท่าทีของเรย์กับเนียร์ แอบเห็นว่าเขาสองคนมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่จะพร้อมใจกันหันมาทางฉันแล้วก็ยกยิ้ม

          หมายความว่าไง..?



..........

......

...

เรย์ง่ะ เรย์กับเนียร์สองคู่หูบีหนึ่งบีสองงง!

[ตอนนี้สั้นมาก อนุญาตให้ด่าตีได้ มาเลย55+]

*อัพตอนเช้าคำผิดอาจจะมีประปรายนะ ฮือ

สำคัญกว่านั้น เปิดเรื่องคิงแล้วนะจ๊ะ!! (แซ่บพริกล้านเม็ด บอกเลย)

ค้นหาว่า "เฟรย์ของคิง" ก็เจอเลยค่าา

หรือใส่นามปากกาไรท์ตรงชื่อนักเขียนกะได้

นี่บอกแล้วนะ..ต้องไปอ่านนะรู้มั้ย!

ปล.คอมเมนท์เป็นกำลังใจหน่อยน้า ถ้ามีคำผิดเดี๋ยวมาแก้จ้า




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 233 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

817 ความคิดเห็น

  1. #186 do_not_care (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:56
    โซนชอบอลิน?
    #186
    1
    • #186-1 Ms.right(จากตอนที่ 10)
      10 สิงหาคม 2562 / 21:20
      คิดเหมือนกันค่ะะ
      #186-1
  2. #158 Princess48 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 11:10
    อลินทำแท้งจริงเหรอ แล้วนางท้องลูกใคร?
    #158
    0
  3. #157 tateeb23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 10:07
    คนที่ทำแท้งมา ที่ศึกรักช่วยไว้ จำได้ว่าไม่ใช่อลินรึป่าว แต่คิดว่านางต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อยู่แล้วแน่ แค่ยังไม่ออกมา
    #157
    0
  4. #156 kajeab4792 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 08:24
    ใครน๊าหวังว่าคงไม่ใช่....?
    #156
    0
  5. #155 sawasdeekaa2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 07:18
    ขออนุญาตขำลัคกี้นะ55 นางคือสีสันนนน
    #155
    0
  6. #154 Ms.right (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 13:43

    ใครโทรมาขัดจังหวะ!!

    #154
    0
  7. #149 tateeb23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 07:16
    ใครโทรมาอีกล่ะ
    #149
    0
  8. #148 My_smile (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 16:52
    ขอให้เซียร์ให้เเก้เอขนบ้างเถอะ โดนกระทำตลอดเลย ขอๆๆๆฟ
    #148
    0
  9. #147 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 15:43
    โอ้ยยย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม
    #147
    0
  10. #146 MIdoubleU (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 22:50
    ชั้นนี่รอดูเลย เขาจะรักกันยังไง ฮืออ
    #146
    0
  11. #145 0887208932 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 22:21
    หึงเซียร์ หรือเรื่องของน้องสาวนะ เอ้ะ!
    #145
    0
  12. #144 Princess48 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 21:07

    ณ จุดจุดนี้ใครไหวไปก่อนเลยจ้าาาา


    #144
    0
  13. #143 thipfyzz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 19:41

    ค้างงงงรออออ
    #143
    0
  14. #142 blue_beam (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 17:21

    ศึกรักคิดยังไงกับเซียร์เนี่ยยยย
    #142
    0
  15. #141 tateeb23 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 16:42
    เกลียดกันจริงจังเนอะคู่นี้555
    #141
    0
  16. #140 little beach (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 15:42
    รออ่านนะคะ
    #140
    0
  17. #139 Isaraporn Deer (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 15:23
    ศึกรักชอบเซียร์แล้วแน่ๆเลย รอน้าาา
    #139
    0
  18. #138 MooartMuttafa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 15:18
    รอนะค่ะ😍
    #138
    0