ll หัวขโมยแห่งบารามอส ll ForEver TiME... ชั่วนิรันดร์...

ตอนที่ 37 : ~๐(^O^)๐~ ชัยชนะ กับ ความจริงในใจ ~๐(^O^)๐~ - 100% คร่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1138
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ส.ค. 50

ชัยชนะ....

นี่หรือคือสิ่งที่ใครหลายๆคนเฝ้าฝันที่จะได้ครอบครอง ชนะแล้วมีอะไร แพ้แล้วมีอะไร หากแม้นเพียงชัยชนะของเรา ต้องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็อย่าได้มีการแพ้ชนะเกิดขึ้นอีกเลย เพราะมันไม่ได้นำมาซึ่งเพียงความยินดีปรีดา  และสิ่งที่ดีๆแก่ผู้ชนะ หากแต่มันเป็นหนทางของผู้แพ้ที่ต้องยอมรับชะตากรรมของตน และถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้แพ้ไปตลอดกาล

ท้องฟ้าสีดำสนิทยามรัตติกาลมาเยียน ดวงดาราพร่างพราวส่องแสงระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้า สวยสดงดงามราวกับอัญมณีที่ประดับอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีดำผืนใหญ่ นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องอยู่ที่ท้องฟ้าไม่ได้วาง ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกไปเอง หรือว่าคืนนี้เป็นคืนที่ท้องฟ้าดูสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา คงจะไม่มีที่ไหนที่จะมองเห็นท้องฟ้าได้สวยเท่าเอดินเบิร์กอีกแล้ว

สายตาทอดมองไปข้างหน้าเฉกเช่นจิตใจที่ปล่อยให้มันลอยไปเรื่อยๆตามแต่ใจปราถนา สายลมอ่อนๆพัดปะทะใบหน้า ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลง เมื่อเสียงหวานๆของผู้ร่วมห้องร้องเรียก

"คุณเฟรินจะลงไปข้างล่างรึยังคะ ใกล้ได้เวลางานเลี้ยงเริ่มแล้วนะ" เจ้าหญิงคนงามจากคาโนวาลโผล่หน้าออกมาถาม ก่อนที่จะเดินมายืนข้างๆเธอ

"ยังฮะ ผมว่าจะดูดาวอีกซักหน่อย คืนนี้ดาวสวยนะฮะ" นัยน์ตาสีน้ำตาลมองฟ้าไม่ได้วาง ใบหน้าแย้มยิ้มเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเธอรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ

"คุณเฟรินเคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับดวงจันทร์และดวงดาวมั้ยคะ"

"นิทาน?? ดวงจันทร์และดวงดาว?? มันคืออะไรฮะ" ใบหน้าของเจ้าหญิงจอมยุ่งฉายแววงุนงง เรนอนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเริ่มอธิบาย

"กาลครึ่งหนึ่งนานมาแล้ว โลกของเราไม่ได้มีดวงจันทร์ดวงเดียวเฉกเช่นปัจจุบัน หากแต่มันมีถึงสองดวง ดวงจันทร์ผู้หญิงและดวงจันทร์ผู้ชาย ทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งฝ่ายหญิงได้ไปตกหลุมรักดวงอาทิตย์ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาสามารถให้แสงสว่างแก่เธอได้ เธอไปอยู่เคียงข้างดวงอาทิตย์ ฝ่ายชายก็เฝ้าแต่รอให้ดวงจันทร์ผู้หญิงกลับมา เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าเธอก็ยังไม่กลับมาเสียที  เขาจึงตัดสินใจที่จะระเบิดตัวเองให้เป็นชิ้นเล็กๆเพื่อที่จะได้ไปอยู่เคียงข้างเธอ แล้วก็ผ่านไปอีกนานมาก ฝ่ายหญิงก็ได้ตระหนักว่าดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้ให้แสงสว่างแก่เธอเพียงผู้เดียว เขายังให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นด้วย เธอจึงตัดสินใจกลับมาหาฝ่ายชาย แต่เมื่อเธอกลับมาเขาก็ไม่อยู่เสียแล้ว ไม่ว่าเธอจะพยายามตามหาเขาเท่าไหร่ก็ไม่พบเขาที่ไหนเลย หลังจากเขายอมระเบิดตัวเองด้วยเหตุผลที่ว่าจะสามารถไปอยู่เคียงข้างเธอได้แล้ว เขาก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด เพราะนอกจากเขาจะไม่สามารถไปอยู่เคียงข้างเธอคนนั้นได้แล้ว เขาก็ยังไม่สามารถพบเธอได้อีกตลอดไปด้วย เพราะว่าถ้าคืนนั้นมีดวงดาว ก็จะไม่มีดวงจันทร์ แต่ถ้ามีดวงจันทร์คืนนั้นก็จะไม่มีดวงดาวโผล่มาให้เห็น ส่วนฝ่ายหญิงก็รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุด และตอนนี้เองที่เธอได้รู้จักคำว่า เจ็บปวด เพียงเพราะการตัดสินใจแบบไม่ยั้งคิดของเธอ ทำให้เธอไม่อาจพบคนที่ทำดีกับเธอและรักเธอมากที่สุดตลอดกาล แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ทำได้เพียงแค่เสียใจ เพราะเธอไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว" เรนอนหยุดพูดไปชั่วคราวก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีก

"เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ คนเราจะไม่รู้ค่าของสิ่งของที่เรามีอยู่จนกระทั่งสูญเสียมันไป"

"เอ่อ...ฮะ ผมฟังแล้วอึ้งเลย" เธอยกมือขึ้นมาเกาแก้มน้อยๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจท้องฟ้าเบื้องหน้าเช่นเดิม

"งั้นเราลงไปข้างล่างเถอะค่ะ นี่ก็ได้เวลาแล้ว" เฟรินพยักหน้ารับ แล้วสองสาวก็ออกจากห้องไป มุ่งหน้าสู่งานเลี้ยงคืนสุดท้าย


ห้องโถงขนาดใหญ่บัดนี้ถูกตกแต่งจนแทบไม่เหลือเคล้าเดิมให้เห็น เสียงพูดคุยมากมายดังคละเคล้าไปกับเสียงดนตรีเบาๆ 

"เฮ้! คิล ทางนี้ๆ" เสียงเรียกทำให้นักฆ่าหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาในงานเริ่มมองหาต้นเสียง ก่อนที่สายตาจะไปหยุดที่มุมหนึ่งของห้องโถงกว้างที่ซึ่งมีเพื่อนๆของเขายืนรออยู่แล้ว เขาจึงรีบสาวเท้าตรงไปทางกลุ่มเพื่อนทันที

"คาโลล่ะ" คำถามจากแองจี้ดังขึ้นแทบจะทันทีที่ชายหนุ่มกว้าไปถึงกลุ่ม

"ยังไม่ลงมา เห็นว่าต้องสะสางอะไรอีกนิดหน่อย" คิลตอบขณะกวาดสายตามองไปรอบๆงาน

"งั้นก็ดี" มาทิลด้าถอนหายใจเล็กน้อยที่รู้ว่าคนที่ถามหายังไม่ปรากฎตัวภายในเร็วๆนี้แน่นอน ซึ่งมันก็เหลือเวลามากพอให้พวกเธอได้เตรียมการอะไรอีกหลายๆอย่าง

"คือว่างี้นะคิล..." แล้วเจ้าหล่อนก็เริ่มพูดสาธยายในสิ่งที่เธอและเพื่อนๆได้คุยกันไว้แล้วให้นักฆ่าหนุ่มจากซาเรสฟังคร่าวๆ

"หา! เอางั้นจริงเหรอ" คิลร้องออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบเอามือปิดปาก เมื่อสายตาของคนอื่นเริ่มหันมามอง

"ก็ใช่น่ะสิ" มาทิลด้าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเสริม " ครั้งนี้เรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว ตอนนี้เรนอนคงเริ่มดำเนินการตามแผนแล้ว เหลือแต่นายแล้วนะคิล จะยอมร่วมมือกับพวกเรารึเปล่า"

นักฆ่าหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยนะเนี่ย ถ้าความลับแตกล่ะ มีหวังงานนี้เขาไม่ตายเพราะดาบผ่าปฐผีก็คทาพิพากษาแน่ๆ แต่ถ้าสำเร็ว ผลที่ตามมามันก็มากพอที่จะเสี่ยง

"ก็ได้ ฉันจะร่วมมือด้วย" มาทิลด้าแย้มยิ้มน้อยๆ และก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรขึ้นมาอี ก ร่างสูงที่กำลังเดินตรงมาทางที่พวกเขายืนอยู่ ก็ทำให้ทุกคนปิดปากเงียบ และเก็บสิ่งที่คิดว่าจะพูดไว้ในใจ



หลังจากประชุมแผนกันเสร็จ ทุกคนก็เริ่มทำตามแผนที่ตกลงกันไว้  งานเลี้ยงเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวคำเปิดงานและคำพูดอีกนิดหน่อยจากมหาปราชญ์เลโมธี  ต่อด้วยการแสดงเล็กๆน้อยๆที่พวกรุ่นน้องที่ยังเรียนอยู่จัดต้อนรับรุ่นพี่ทั้งหลายที่จบไปแล้ว ก่อนจะเปิดท้ายด้วยการเปิดฟลอร์เต้นรำ และรับประทานอาหาร

ฮ้าว...

เสียงหาวเบาๆดังลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางของเจ้าหญิงสองดินแดนผู้ซึ่งอยู่ในชุดเกาะอกสีขาวยาวกลอมเท้า เธอกำลังรู้สึกเซงสุดๆกับงานเลี้ยงที่นึกว่าจะสนุกครึกครื้นมากกว่านี้  หากแต่มันกลับไปเป็นอย่างที่คิด อีกทั้งชุดที่แสนจะรุ่มร่ามน่ารำคาญที่เจ้ากวางจัดมาให้ อุตส่าห์ย้ำหนักย้ำหนาว่าอย่าเอาชุดที่มันยุ่งยาก แต่มันก็ขัดคำสั่งอีกจนได้ ถ้าเจอตัวคงต้องจัดการสักหน่อย

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่ง มันบินวนไปวนมาใกล้ๆเธอมานานโดยที่เธอเองก็ไม่ทันได้สังเกต ปีกใหญ่สะบัดพัดขึ้นลงสวยงาม มันบินมาเกาะอยู่ที่หลังมือของเธอเหมือนกับจะสื่อให้เธอตามมันไป

เฟรินลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่แล้วเดินตามผีเสื้อออกไปทางระเบียงด้านข้างโดยไม่รู้ว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องเธออยู่ ผีเสื้อนำหญิงสาวเข้ามาในสวนที่บัดนี้มีเพียงแสงสว่างจากงานเลี้ยงและแสงจันทร์ที่คอยนำทาง เบื้องหน้าคือลานน้ำพุกว้างที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์  เจ้าผีเสื้อหยุดบิน แล้วร่อนลงบนดอกลิลลี่สีขาวดอกหนึ่งราวกับจะบอกให้เธอลองดอมดมกลิ่นของมันดู

เฟรินหยิบดอกลิลลี่ดอกนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ กลิ่นหอมหวานของเหล่ามวลพฤกษาร่องลอยมาตามลม ผีเสื้อตัวนั้นจากไปเสียแล้วตอนนี้เหลือแต่เธอเพียงคนเดียวในสวนที่กว้างขวาง

เปรี๊ยะ!

เสียงหนึ่งดังขึ้นดึงสติที่กำลังดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติกับคืนมาสู่เจ้าของ ดูถ้าจะไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่อยู่ในสวนแห่งนี้เสียแล้ว  สายตาตวัดไปมองทางต้นเสียง ก่อนนัยน์ตาจะเบิกกว้างเล็กน้อย

ภาพเบื้องหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกต่างๆนานาประดังโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ที่โถมกระหน่ำ หากแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะกลับไปเป็นปกติ นัยน์ตาสีน้ำตาลกลับมาจดจ้องอยู่ที่ดอกไม้ในมืออีกครั้ง แต่จิตใจนั้นไม่ใช่เลย

นัยน์ตาสีฟ้าของผู้มาเยียนสะท้อนภาพหญิงสาวเบื้องหน้าชัดเจน ภาพที่เขาฝันถึงมาตลอดสองปี ภาพที่อยากให้มันเกิดมากที่สุด ในที่สุดวันนี้ก็เป็นจริง มันเกิดขึ้นแล้ว นัยน์ตาฉายแววดีใจจนปิดไม่มิด ในใจนั้นสั่นไหว มือกำแน่นเพราะไม่งั้นเขาคงเผลอเข้าไปกอดเธอเป็นแน่

สรรพสิ่งรอบด้านเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดหรือเสียงเฮฮาจากงานเลี้ยง ราวกับในโลกใบนี้มีเขาและเธออยู่เพียงสองคน บรรยากาศน่าอึดอัดทำให้คนที่ไม่ชอบอยู่เฉยรู้สึกว่าอยากจะหนีจากที่แห่งนี้ไปให้พ้น

หากแต่เมื่อเธอก้าวเท้าจะออกจากสวน มือใหญ่ก็คว้าเข้าที่ข้อมืออย่างจัง

"....."

ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของทั้งสอง นัยน์ตาสีฟ้ากับสีน้ำตาลสบกัน ใช่..เธอสังเกตเห็นแววห่วงหาอาทรในสายตาเขา แต่เธอไม่กล้าที่จะสู้ ไม่อยากรับรู้ เพราะมันทำให้เธอรู้สึกผิดเหลือเกิน จนเธฮต้องไปฝ่ายเบือนหน้าหนีไปก่อน โดยไม่ได้สังเกตเลยว่านัยน์ตาสีฟ้าฉายแววเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด

"ปล่อยเถอะ..." เสียงหวานหลุดออกมาจากริมฝีปากบางแผ่วเบา แต่มือที่จับอยู่กับยิ่งรัดแน่นมากขึ้น

"ไม่เจอกันนาน ไม่คิดจะคุยกันหน่อยเหรอ" คราวนี้เป็นฝ่ายคนที่เงียบมานานถามขึ้นมาบ้าง ก่อนจะปล่อยมือที่จับข้อมือบางออก

"อืม...ก็ได้" เฟรินตอบรับ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ม้านั่งกลางสวนกว้าง

"ทำไมไม่ติดต่อมาบ้าง" คาโลเป็นฝ่ายเปิดบทสนาขึ้นก่อน เมื่อรู้ว่าหญิงสาวข้างตัวไม่คิดจะเปิดปากก่อนเป็นแน่

"ก็ฉันเดินทางตลอด ไม่มีเวลาติดต่อมาหรอก ยุ่งยากจะตาย" เฟรินตอบทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นเพียงข้ออ้างที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น  ที่เธอไม่ติดต่อเขา เหตุผลนั้นไม่มีอะไรมาก เพราะเธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะทนเสียงหัวใจของตัวเองที่ร่ำร้องไม่ไหว จนต้องกลับมาอีกครั้ง

"....." ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมาจากคนถามคำถาม และความเงียบสงบก็ถูกทำลายด้วยเสียงเฮดังลั่นจากภายในโถงจัดงาน

"ฉันเข้าไปข้างในก่อนนะ" เฟรินบอกก่อนจะลุกขึ้น เท้าก้าวเดินห่างไปช้าๆ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเพราะอ้อมแขนแกร่งที่โอบเอวของเธอไว้ พร้อมกับใบหน้าที่วางลงบนไหล่

"คิดถึงนะ คิดถึงมากจริงๆ......" เสียงทุ้มดังอยู่ข้างหู ชวนให้น้ำตารื้นที่ขอบตา คำพูดที่อยากได้ยินมาตลอดสองปี พอได้ฟังมันทำให้รู้สึกดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

"อย่าหนีไปไหนอีกเลยนะ อย่าหนีฉันไปไหนอีกเลยนะ ถ้าเธอจากไป คราวนี้ฉันคงขาดใจ..." คำพูดทุกถ้อยคำที่ดังออกมาจากปากไม่ได้ดังไปกว้างเสียงกระซิบ หากแต่มันกลับสะท้อนดังก้องอยู่ภายในหูของคนฟัง น้ำตาที่รื้นอยู่ขอบตาร่วงรินลงอาบสองแก้ม

"อะ..อืม" เสียงตอบรับไม่เต็มเสียงดังตอบกลับมา ก่อนที่ร่างบางจะหันกลับมากอดร่างหนาด้วยความคิดถึง ความรู้สึกต่างๆถูกถ่ายทอดออกมา ไม่ใช่คำพูดหากแต่การกระทำ

ทั้งสองกอดกันแนบแน่น จนเวลาผ่านไปชั่วขณะนิ่ง ก็เป็นคาโลที่เป็นฝ่ายผละออกมาจากร่างบางก่อน เฟรินดูจะยังงงๆกับการกระทำของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววสงสัยเด่นชัด

คาโลถอยหลังหากจากเธอสองสามก้าว ก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่กับที่  นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยที่ปกติจะนิ่งเฉย ตอนนี้กลับวูบไหวด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ

"ฉันคนนี้อาจจะไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ อาจจะทำให้เธอมีความสุขไม่ได้ อาจจะทำให้เธอเสียใจด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ฉันมั่นใจนั่นก็คือ..ฉันรักเธอด้วยหัวใจทั้งหมดที่ฉันมี แต่งงานกับฉันเถอะนะ" 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ พร้อมกับน้ำตาที่ทำท่าว่าจะไหลลงมาอีกรอบ ริมฝีปากบางแย้มรอยยิ้มกว้าง  ตลอดก 2 ปีที่ผ่านนี้มีสิ่งต่างๆมากมายเกิดขึ้นในชีวิต ชีวิตที่แสนสนุกสนานและอิสระเสรี แต่พอแล้วล่ะ เพราะเธอสนุกมามากพอแล้ว ถึงเวลาเสียทีที่เธอจะฟังเสียงหัวใจของตัวเอง

"อืม.." คำตอบเพียงสั้นๆ หากแต่เรียกรอยยิ้มกว้างที่นานๆที่จะมีครั้งจากคนเย็นชาได้ นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยฉายแววดีใจจนปิดไม่มิด ราวกับว่าเขาฝันไป แต่ถ้าเขาฝันแล้วความรู้สึกอบอุ่นจากอ้อมกอดของเธอในตอนนี้ มันก็อาจจะเป็นเพียงฝันเช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาก็ขอไม่ตื่นไปตลอดกาลเลยดีกว่า ขอนอนหลับฝันดีเช่นนี้ไปชั่วนิรันดร์

"เฮ้ยย...บังโว้ย"

"แกนั่นแหละ หลบไปดิวะ มองไม่เห็น"

"อย่าเสียงดังสิคะ เดี๋ยวคาโลกับคุณเฟรินได้ยินนะคะ"

"ก็มันบังผมหนิ เขยิบไปนะโว้ย"

"ไม่..แกนั่นแหละเขยิบไป" 

เสียงโวยวายดังลอดออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ใกล้ๆ เพราะตรงนั้นเป็นมุมอับ ทำให้คนทั้งสองไม่ทันได้เห็นคนหลายสิบคนแอบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้

"พวกแก...." เสียงลอดไรฟันดังออกมาจากปากของเจ้าหญิงสองดินแดนหรือว่าที่พระราชินีแห่งคาโนวาลอย่างพยายามระงับโทสะ "ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!!"


                            .....................................................................................................................

โอเคๆ ในที่สุดก็จบตอนนี้ซะที 555+

หลังจากดองมาเป็นปี  ในที่สุดบทนี้ก็จบซะที ดีใจจังเลย

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและรอคอยมาตลอดนะคะ

ขอบคุณค่า...สวัสดีค่า (กราบงามๆ)

353 ความคิดเห็น