ll หัวขโมยแห่งบารามอส ll ForEver TiME... ชั่วนิรันดร์...

ตอนที่ 29 : ~๐(Y-Y)๐~ เปลี่ยนไป ~๐(Y-Y)๐~

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1004
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 พ.ย. 48



“คาโล มันไม่จริงใช่มั้ย นายบอกฉันสิ นายบอกมาสิว่ามันไม่จริง!!” เสียงหวานตะโกนออกมาดังก้อง หยาดน้ำตาหลั่งรินออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โต แสงสว่างจากเบื้องหน้าสาดส่องจนยากที่จะมองเห็นว่าใบหน้ารูปสลักนั้นมีสีหน้าอย่างไร



“มันคือความจริงเฟริน” เสียงเย็นเอ่ยตอบกลับมา เสียงที่ไม่มีวี่แววของความอาทร ไม่มีวี่แววของความห่วงหาแม้แต่น้อย มันเย็นจนจับใจ



“ไม่นะคาโล นายต้องล้อเล่นแน่ๆ” หญิงสาวเอ่ยตอบกลับมาพลางเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้น แต่เขากลับถอยห่างไปเรื่อยๆ ยามเมื่อเธอเข้าใกล้เขามากขึ้น



“ฉันไม่ได้ล้อเล่นเฟลิโอน่า เกรเดเวล นี่คือความจริง” เสียงเรียกชื่อเต็มทำเอาหญิงสาวตะลึง มันไม่เคยเรียกเธออย่างนี้เลย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว แต่นี่..มันอะไรกัน



“ไม่ฉันไม่เชื่อ” เสียงหวานตวาดกลับไป



“นายไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ พวกเราคือศัตรูตามชะตากรรม เราไม่มีทางได้รักกัน ฉันเลือกแล้ว ที่จะไปกับเธอคนนั้น ซึ่งไม่ใช่นาย” คาโลตอบกลับมา ก่อนที่จะเดินถอยห่างไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆจนเธอไม่สามารถเอื้อมถึง เขาเดินจากไปพร้อมกับผู้หญิงอีกคน



เธอคนนั้นหันหน้ากลับมามองเฟรินด้วยสายตาสมเพช ใบหน้าที่คุ้นเคย สีผมและสีตาที่เหมือนกันราวกับถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ไม่มีส่วนไหนเลยที่แตกต่างจากเธอ เฟรินทรุดตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมา ริมฝีปากตะโกนเรียกชายหนุ่มให้หันกลับมา แต่มันก็เปล่าประโยชน์





“คาโล!!~” เสียงหวานตะโกนดังลั่น ก่อนที่จะลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง ใบหน้าหวานซีดเผือด มีคราบน้ำตาอยู่บนสองแก้ม ตามไรผมมีเหงื่อผุดขึ้นมามากมาย ริมฝีปากบางสั่นระริก เสียงหอบหายใจจนตัวโยนดังมาไม่ขาดสาย



แอ๊ดด!!



เสียงเปิดประตูดังขึ้น ใบหน้าหวานเยือนไปมอง น้ำตาที่หยุดไปแล้วร่วงไหลลงมาอีกครั้ง ร่างบางสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมสติได้อีกต่อไป



“คาโล...” เสียงหวานเอ่ยเรียกออกไปอย่างแผ่วเบาและลืมตัว



“นายเป็นอะไรเฟริน ใครทำอะไรนาย” เสียงทุ้มเอ่ยถามมาด้วยความเป็นห่วง ขายาวสาวเท้าเข้ามานั่งลงข้างหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง แขนแกร่งโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ลูบหัวหญิงสาวอย่างปลอบโยน



“ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่แล้ว” เสียงปลอบอย่างห่วงใยดังออกมาไม่ขาดสาย



เวลาผ่านไปเนิ่นนานกว่าเฟรินจะหยุดร้องไห้ ใบหน้ามนเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาสองข้างแก้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลและขอบตาแดงเรื่อ ร่างบางยังสั่นเทาเล็กน้อยแต่ก็ไม่มากเท่าเมื่อชั่วโมงที่แล้ว



“มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงถามทอดกระแสห่วงใยดังออกมาจากปากเจ้าชายน้ำแข็งที่ยังโอบกอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อย



“ฉะ..ฉันฝันร้าย...” เสียงหวานติดสะอื้นเอ่ยขึ้น มือเรียวกำสาบเสื้อไว้แน่นอย่างไม่อยากให้ชายหนุ่มอยู่ห่างกาย



“นายฝันร้าย??” เสียงทุ้มย้อนถามมาอย่างแปลกใจ เฟรินพยักหน้ารับ



“เลยร้องไห้??” คาโลถามมาอีก เฟรินก็ยังคงพยักหน้ารับเหมือนเดิม



“ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่แล้ว นายไม่ต้องกลัวไปหรอก” คาโลพูดพลางลูบหัวหญิงสาวอย่างอ่อนโยน



คาโลเอ่ยปลอบเฟรินไปเรื่อยๆ จนหญิงสาวเผลอหลับไปในที่สุด ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงเตรียมจะลุกขึ้น ถ้าเป็นปกติเขาคงจะนอนข้างๆเธอไปแล้ว แต่นี่มันไม่ใช่... แต่มือเรียวเล็กก็กำชายเสื้อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้ารูปสลักเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆเฟริน จุมพิตที่หน้าผากมน ก่อนนัยน์ตาสีฟ้าจะปรือต่ำลงเรื่อยๆ แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด







เช้าวันใหม่ที่แสนจะสดใส เรื่องต้นด้วย...ความวุ่นวาย เพราะวันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงวุ่นวาย ถึงแม้ว่างานเกือบทั้งหมดจะถูกจัดการไปแล้วเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ก็มีงานเพิ่นเข้ามาอีกเป็นเท่าตัว ทำเอาเหล่านักเรียนปี 7 ป้อมอัศวินที่ครองตำแหน่งในสภาสูงทั้งหมดวุ่นวายกันใหญ่



ท่านหัวหน้าป้อมที่ปกติจะปั้นหน้าเรียบเฉย แต่คราวนี้กลับแสดงท่าทีร้อนรน ขณะควบคุมการทำงานต่อไปเรื่อยๆ เสธ.ทั้งสองก็เหงื่อตกไม่น้อยเช่นกัน ทุกคนล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ที่ตัวเองต้องทำกันทั้งนั้น



ขาเรียววิ่งไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เพราะที่ที่เธอจะไปคือห้องพักของเธอเองทีอยู่ชั้นบนสุดของป้อม นึกำแล้วก็อยากเอาหัวโขกกำแพงขึ้นมา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่หัวเธอ แต่เป็นหัวเงินๆของไอ้เจ้าชายน้ำแข็งนั่น เมื่อเช้ามันปลุกเธอแต่เช้าก็จริง แต่มันดันไม่เตือนเธอว่าลืมเอากระดาษแบ่งห้องของรุ่นน้องซะนี่  แล้วมันดันมาเตือนเอาตอนที่งานจะเริ่มแล้ว ให้ตายเหอะ...



ขาเรียวสวยหยุดที่หน้าห้องของตัวเอง ผลักประตูเข้าไป แล้วถลาไปที่โต๊ะทำงานหยิบม้วกนระดาษเพียงม้วนเดียวที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างไม่คิดอะไรเลย ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ต้องไปให้ทัน ขาเรียวเร่งความเร็วขึ้นอีกเรื่อยๆ ใบหน้าและร่างกายชุ่มได้ด้วยเหงื่อ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชายเสื้อหลุดออกมานอกกระโปรงอย่างตั้งใจ ถ้าไม่ต้องใส่ไอ้กระโปรงนี่คงจะวิ่งได้เร็วกว่านี้แน่ๆ ริมฝีปากบางบ่นพึมพำไปเรื่อยเปื่อยอย่างคนปากอยู่ไม่สุข



ในที่สุดเธอก็มาถึงลานหน้าโรงเรียนจนได้ แต่มาในสภาพที่ใครเห็นก็เป็นอันต้องตะลึงไปตามๆกัน คาโลสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้มาขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคิลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะนี่ ไอ้บ้าเอ้ย..!!



\"ทำไมเป็นแบบนี้\" เสียงดุดังลอดออกมาจากปากเจ้าชายน้ำแข็งที่แต่งตัวเต็มยศเรียบร้อยแล้ว



\"ก็วิ่งไปวิ่งมา มันก็ต้องเป็นงี้แหละ\" เสียงหวานตอบเฉไฉไปอีกเรื่อง นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยมองซ้ายมองขวา และตั้งท่าจะวิ่งหนีไป แต่มือใหญ่ก็จับแขนไว้อย่างที่ไม่มีทางหนีรอดแน่ๆ



\"แต่งตัวให้เรียบร้อย\" ใบหน้าหวานงออย่างไม่เข้าใจ แค่เอาเสื้อเข้ากระโปรงเดี๋ยวค่อยใส่ก็ได้นี่นา มันจะอะไรนักหนา



\"ทำไมล่ะ เดี๋ยวค่อยเอาเข้าก็ได้นี่นา ไปล่ะ เรนอนเรียกแล้ว\" เฟรินพูดพลางเริ่มออกวิ่ง แต่มือใหญ่ก็ยังไม่ยอมปล่อยออกจากแขน นัยน์ตาสีน้ำตาลมองสบนัยน์ตาสีฟ้าอย่างไม่พอใจ กะอีแค่เอาเสื้อเข้ากระโปรงทำไมมันต้องเรื่องมากขนาดนี้ด้วยเนี่ย



\"เสื้อนาย..\" คาโลเริ่มเอ่ย ถ้าสังเกตดีๆใบหน้ารูปสลักติดจะขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย \"คือ..เอ่อ..กระดุมมันหลุด\" คาโลเอ่นสั้นๆเป็นนัยๆ เฟรินรีบมองสำรวจตัวเองก่อนจะหน้าขึ้นสีเรื่อ มือบางรีบรวบคอเสื้อเข้ามาแล้วจัดการติดกระดุมซะ จะไม่ให้มันหน้าแดงได้ไง ก็กระดุมเสื้อมันดันหลุดจะเห็นเนินอกน่ะสิ



\"บอกเร็วหน่อยสิ!!\" เฟรินหันไปตวาดคาโลแก้เขิน เจ้าชายน้ำแข็งเพียงแค่ยิ้มๆ แล้วเดินกลับไปประจำที่เหมือนเดิม ใบหน้าหวานงอง้ำ ก่อนจะก้าวฉับๆไปยืนข้างๆเจ้าหญิงเรนอนคนงามที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม แต่ไม่ยอมบอก..!!





พิธีเปิดภาคเรียนปีนี้ห็ยังคงเป็นเฉกเช่นทุกปี เริ่มด้วยมหาปราชญ์เลโมธีกล่าวอะไรบางอย่างสองสามประโยค แล้วเริ่มเรียกชื่อนักเรียน ซึ่งมันคงไม่มีอะไรที่น่าเบื่อไปกว่านี้อีกแล้ว มือบางเอื้อมขึ้นมาปิดปากอย่างมีมารยาท การที่ให้ทนฟังอะไรนานๆนี่ไม่ถูกกับโรคหัวขโมยของเธอซะจริง แต่แล้วนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยก็เบิกกว้างอย่างตกใจ



\"อมิเลีย โฟโซเนีย เดอะ พรีส ออฟ ฟรานซ์\" เสียงประกาศดังกึกก้องก่อนที่ร่างบางของหญิงสาวจะเดินก้าวออกมาจากฝูงชนที่ยืนอยู่บริเวณหน้าประตู และเสียงประกาศต่อมาก็ทำเอาเฟรินอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายซะตอนนี้ \"ป้อมอัศวิน!!\"



หญิงสาวผู้มีใบหน้าเหมือนเธอไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนๆของร่างกายก็เหมือน อาจจะเป็นเพราะรอยแผลเป็นที่มันเคยอยู่บนใบหน้าจางหายไปหมดแล้วก็ได้ เธอถึงได้เหมือนเด็กคนนั้นซะแทบแยกกันไม่ออก นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยส่อแววรังเกียจเต็มที่ เบื้องลึกของจิตใจบอกว่าเกลียดผู้หญิงตรงหน้านี้จับใจ เหตุผลของเธออาจจะฟังไม่ขึ้น แต่มันก็แปลกจริงๆ คนที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดในโลกนี้จะมีซักกี่คน เด็กคนนั้นต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่ๆ แต่มันคืออะไรล่ะ..!!~



\"ยินดีต้อนรับสู่ป้อมอัศวิน\" เสียงเอ่ยเรียบๆดังออกมาจากปากเจ้าชายน้ำแข็งเฉกเช่นที่เอ่ยกับทุกคน ใบหน้าที่ตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนกลับมานิ่งสงบเหมือนเดิม ก่อนจะยื่นเสื้อคลุมให้หญิงสาวรุ่นน้อง เธอรับมันมา ก่อนที่ร่างบางจะทรุดตัวลง เพราะเจตนาหรือว่าอุบัติเหตุ เจ้าชายน้ำแข็งเอื้อมมือออกไปคว้าเอวบางนั้นไว้ได้ทันการ ใบหน้าทั้งสองห่างกันเพียงน้อยนิด น้อยนิดจริงๆ จนคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างอดฉุนไม่ได้



\"ขอบคุณค่ะ...\" เด็กสาวนาม อมิเลีย เอ่ยสั้นๆ แล้วแย้มรอยยิ้มที่ไม่ผิดกับเฟรินแม้แต่น้อย ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ความวุ่นวายกำลังจะมาเยือนป้อมอัศวินในไม่ช้า ด้วยฝีมือของเด็กสาวตัวเล็กๆที่ไม่มีใครเคยคาดคิด..!!





\"เอาน่าเฟริน มันก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นเอง นายไม่เก็นตั้งเครียดอย่างนี้เลย\" คิลเอ่ยเย้าเพื่อนสาวที่นั่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจาตั้งแต่เมื่อเช้า แต่ปฏิกิริยาตอบรับก็เป็นเพียงสายตาเย็นๆที่กรีดบาดลึก ถ้าเป็นมีดจริงๆ เลือดก็คงไหลออกมาหมดตัวไปแล้ว



\"นายว่ามันเรื่องบังเอิญงั้นหรอคิล ในโลกนี้จะมีคนหน้าเหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนเลยรึไง นายจะบ้าหรือเปล่า หรือว่าเสียสติไปแล้ว นายก็เห็นยัยนั่นทำ นั่นมันจงใจ มันจงใจ!!\" เสียงหวานตวาดลั่นห้องนั่งเล่นปี 7 อย่างเหลืออด ทุกคนหันมามองด้วยความสนใจ แต่เมื่อสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเย็นๆของคนที่ไม่เคยทำ เป็นอันต้องหันกลับทันที



\"เฟริน นายจะโกรธคาโลมันอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะ เพราะมันอยู่ใกล้ มันก็ต้องช่วยพยุงน้องเค้าไว้อยู่แล้ว แล้วอีกอย่างมันก็แค่อุบัติเหตุ ถ้าคาโลมันไม่ช่วยคนอื่นจะว่ามันแล้งน้ำใจได้นะ นายก็รู้ว่ามันเป็นหัวหน้าป้อม\" คิลพยายามอธิบายเต็มที่ แต่ใบหน้าหวานเบือนมามองอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ



\"ถ้านายเข้าข้างมันนักก็ไปอยู่กับมันเลย ไม่ต้องมาสนใจฉัน!!\" ใบหน้าหวานเบือนหนีอย่างเหลืออด เธอสู้อดทนมาเพื่ออะไรกันแน่ ทั้งๆที่คิดว่าจะลืมแล้วแท้ๆ จะลืมแล้วแท้ๆ



\"เฟริน นาย.....\" คิลตั้งท่าจะเอ่ยกล่อมอีกรอบ แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เรียกให้สายตาทุกคนเบือนไปมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่ประตูจะเปิดขึ้น เปยให้เห็นร่างบางในชุดนอนกระโปรงสั้นแค่เข่า ใบหน้าหวานที่เหมือนกันเธอไม่มีผิดเพี้ยนติดจะแดงเล็กน้อย มือบางกำแน่นอยู่ข้างหน้า



\"เอ่อ...พี่คาโลอยู่มั้ยคะ\" เสียงหวานเอ่ยถาม แม้กระทั่งเสียงก็ยังเหมือน นี่น่ะหรือเรื่องบังเอิญ ถ้าหากบอกว่ารุ่นน้องคนนี้เป็นเฟรินจริงๆล่ะก็ คงจะเป็นเฟรินในร่างที่เป็นผู้หญิงเต็มตัวแน่ๆ



\"มีอะไร\" เสียงถามเย็นๆดังออกมาจากปากเจ้าชายน้ำแข็งที่กำลังนั่งเงียบๆอยู่มุมห้องด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยฉายแววอ่อนลงเมื่อเห็นใบหน้าหวานของรุ่นน้องเบะเหมือนจะปล่อยโฮออกมาได้ทุกเมื่อ



\"คือว่า....อยากจะมาขอบคุณพี่คาโลค่ะ มีเลียขอบคุณจริงๆนะคะ\" หญิงสาวเอ่ยเสียงหวานก่อนจะออกเท้าวิ่งไปทันที ทุกคนหันมามองคาโลเป็นตาเดียวกัน ยกเว้นหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินปังๆออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจที่จะฟังคำแก้ตัวแม้แต่น้อย



\"แย่หน่อยนะคาโล เมื่อวานเพิ่งง้อได้ วันนี้ต้องง้อใหม่ซะแล้ว\" คิลเปรยขึ้นมาพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆอย่างให้กำลังใจ



\"แต่จะว่าไปนายก็เนื้อหอมไม่เบานะ ขนาดรุ่นน้องเข้าใหม่ยังขนาดนี้\" เสียงดังมาจากครี้ด ธันเดอร์ที่อยู่อีกมุมห้อง เขาฉลาดพอที่จะไม่เข้าไปใกล้เจ้าชายหัวหน้าป้อมตอนนี้ เพราะไม่งั้นเขาอาจจะไม่มีชีวิตกลับไนล์เป็นแน่



\"..............................\" ไม่มีเสียงตอบรับใดดังลอดออกมาจากปากเจ้าชายหัวหน้าป้อม ร่างสูงลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากห้องไปทันที ไม่มีใครเอ่ยถามว่าเขาจะไปไหน เพราะที่รู้แน่ๆอยู่แล้วคือ ห้องท่านผู้คุมกฏแน่ๆ





บ้า!!



เสียงตะโกนด่าในใจดังรัวไม่ยอมหยุด ใบหน้าหวานยามต้องแสงจันทร์งอง้ำ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตเปล่งประกายด้วยความโกรธา ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างไม่อาจหาวิธีระบายอารมณ์อย่างอื่นได้อีกแล้ว มือเรียวเล็กกำกระดาษแผ่นเล็กๆในมือจนยู่ยี่อ่านแทบไม่ออก ขาเรียวสวยก้าวเดินฉับๆไปเรื่อยๆ มุ่งสู่ห้องนอน สถานที่ที่อยากจะไปมากที่สุดในตอนนี้



เธอควรจะพักผ่อนเสียที เรื่องทั้งหมดนี่มันบ้า บ้าที่สุด อาจจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่พอ เรื่องพวกนี้คงไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่ความฝัน แล้วถ้าอย่างนั้นเมื่อไหร่จะตื่นล่ะ



มือบางคลายออกจากกัน ก่อนที่จะหยิกแก้มตัวเองเต็มแรง หวังเพียงว่าจะได้ตื่นจากความฝัน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่ทุกโสตประสาท น้ำตาซึมนิดๆ แก้มขาวเนียนแดงเป็นจ้ำๆ ใบหน้าเหยเก



\"โธ่เว้ย!!\" เสียงสบถดังออกมาจากปาก ก่อนที่จะสะบัดหัวไล่ความเจ็บออกไป แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับไปยังห้องของตัวเองต่อไป โดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนกำลังแอบมองอยู่ ใครบางคนที่กำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ในมุมมืดมุมหนึ่งหลังเสาหิน ใครบางคนที่กำลังสะใจกับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้านี้





ปัง!!



เสียงปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมๆกับร่างบางของชายหนุ่มทิ้งตัวเอนกายพักผ่อนบนเตียง มือก่ายหน้าผากอย่างเป็นกังวล นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยปิดสนิท เสียงผ่อนลมหายใจดังเป็นระยะๆสม่ำเสมอเป็นจังหวะ สมองน้อยๆของหัวขโมยที่ไม่ได้ใช้มานานดูเหมือนว่ามันจะเริ่มเสื่อมลงไปบ้างแล้ว



ร่างผู้ชายที่ไม่ได้อยู่มานานก็เช่นกัน เรี่ยวแรงที่เคยมีไม่มีเหลือแม้แต่น้อย กล้ามเนื้อที่แต่ก่อนก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าหนึ่งที่ลอยวนไปวนมาอยู่ในห้วงความคิดไม่ยอมหยุด ใบหน้าที่ราวกับถอดพิมพ์เดียวกันออกมา เพียงแต่เป็นร่างผู้หญิง ร่างผู้หญิงแบบที่ไอ้หมอนั่นมันชอบ



“โธ่เว้ย!! ทำไมมันถึงยุ่งยากอย่างนี้ด้วยนะ” เสียงติดจะทุ้มตะโกนดังลั่นห้องเดี่ยวของตัวเอง ก่อนจะพลิกตัวไปอีกข้างหนึ่ง แล้วเริ่มหลับตาลง หวังเพียงการหลับจะช่วยบรรเทาเรื่องปวดหัวนี่บ้าง แต่เป็นอันต้องลืมโพล่งขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหลับลงไปได้ไม่ถึง 10 วิ



ใบหน้าหวานๆนั้นล่องลอยไปมาราวกับวิญญาณชั้นดีที่คอยตามหลอกหลอนไม่เคยละหน้าที่ คิดแล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ร่างบางของชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำตาลยาวสลวยราวผู้หญิงก็ลุกขึ้นจากเตียง วิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำไปทันที



เสียงน้ำที่ดังลอดออกมาจากห้องน้ำดังต่อเนื่องไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ด้วยเจ้าของห้องที่กลัวผีเป็นชีวิตจิตใจไม่อยากจะนึกถึงเรื่องนั้น ครั้นจะออกไปหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนทุกๆคืนก็คงจะทำไม่ได้ กลัวจะเสียฟอร์มซะงั้น เป็นอันต้องพับแผนเก็บ แล้วอดทนอาบน้ำต่อไป



เวลาผ่านล่วงเลยไปหลายชั่วโมง หลายชั่วโมงที่ยาวนานราวกับเป็นชาติก็ไม่ปาน ร่างบางก็ค่อยๆเดินตัวสั่นระริกออกมาจากห้องน้ำ มีเพียงเสื้อและกางเกงตัวหลวมพรากคุมกายป้องกันความหนาวเหน็บ ริมฝีปากสีกุหลาบสั่นระริก มือกำสาบเสื้อแน่น ไหล่บางอย่างไม่สมร่างเด็กหนุ่มสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่



นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยมองซ้ายทีขวาทีอย่างหวาดระแวง รีบวิ่งไปซุกตัวนอนลงบนเตียงอันแสนอบอุ่นทันที คืนนี้ดวงดาวเต็มท้องฟ้า พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงนวลผ่องกระทบร่างบางของคนที่คุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม เส้นผมสีน้ำตาลไหม้สยายเต็มหมอนโผล่พ้นออกมาจากผ้าห่มผืนใหญ่ ใบหน้าติดจะกร้านนวลตาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด



ค่ำคืนแห่งความแตกแยกกำลังใกล้เข้ามาทุกที อีกเพียงหนึ่งราตรี หนึ่งราตรีเท่านั้น... ณ ค่ำคืนที่ดวงจันทร์อับแสง ท้องนภาไร้ซึ่งดวงดาว คืนที่มืดมิดเฉกเช่นความมืดในจิตใจที่อยู่ก้นบึ้ง ลึกลงไปจนยากจะสังเกตเห็น ความอิจฉาริษยาที่จะก่อให้เกิดความวิบัติ โชคชะตากำลังหมุนเวียนเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเกมที่ใครบางคนกำหนด ใครบางคนที่ซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครมองใคร ใครบางคนที่หวังอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างมอดไหม้และดับดิ้นด้วยมือของธิดาแห่งความมืด แพะรับบาปที่ถูกตระเตรียมไว้ ทางเลือกที่ดีที่สุด....







เสียงบรรเลงเพลงขับขานดังมาเป็นท่วงท่อนทำนองที่เสนาะหู แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวบริสุทธิ์เข้ามากระทบร่างบางที่นอนขดอยู่บนเตียง แพขนตาหนากระพริบถี่ ก่อนที่จะเปลือกจาจะลืมขึ้นช้าๆ มือยกขึ้นรวบเส้นผมที่ดูจะยาวเกินไป จับโบว์ผูกผมมัดอย่างลวกๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียง



ก๊อก!! ก๊อก!!



เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดอารมณ์ยามเช้าที่กำลังเบิกบานเต็มที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจนัก แต่ก็เดินไปเปิดประตูห้องต้อนรับแขกที่ไม่มีมารยาทมารบกวนตั้งแต่เช้าตรู่



“แหะ แหะๆ...” เสียงหัวเราะแหะๆดังมาแทนคำกล่าวอรุณสวัสดิ์ รอยยิ้มแหยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนักฆ่าหนุ่มที่เพิ่งรู้ตัวว่ามาไม่ถูกจังหวะ มือเกาแก้มอย่างไม่รู้ว่าจะวางมันไว้ที่ไหนดี ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ไม่น่าจะพูดออกมามากที่สุด



“ตื่นแล้วเหรอ”



“ก็เออสิวะ ว่าแต่แกมีอะไรแต่เช้า” เสียงตอบอย่างไม่สบอารมณ์ดังออกมาจากปากคนที่ถูกรบกวนอารมณ์สุนทรี



“นายจะไม่ให้ฉันเข้าไปข้างในหน่อยรึไง หรือว่ามีคนอยู่” เสียงทอดกระแสเย้าดังตามมา แต่เจ้าของห้องไม่ตอบอะไร เพียงแต่หลีกทางให้แขกผู้มาเยี่ยมเดินเข้ามาในห้องเท่านั้น



“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังขึ้นทันทีที่เท้าของนักฆ่าหนุ่มพ้นเข้ามาในห้อง หัวขโมยตัวยุ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามหาสาเหตุที่เพื่อนรักมันมาแล้วไม่พูดอะไร แถมยังมาถอนหายใจอีก มันจะอะไรกันหนักกันหนาเนี่ย..!!



“แกมีอะไรก็ว่ามาคิล วันนี้รู้สึกว่าแกจะทำตัวแปลกๆนะ มาเคาะประตูห้องแล้วก็ไม่พูดอะไร เข้ามาในห้องยังมาถอนหายใจอีก เฮ้.. คิล แกฟังฉันอยู่ไหมเนี่ย” เสียงเรียกทำให้สติของนักฆ่ากลับมาอยู่ที่ตัวอีกครั้ง นัยน์ตาสีม่วงกระพริบถี่ ก่อนจะโบกมือแล้วยิ้มแหยๆให้เพื่อนรัก



“ไม่มีอะไรหรอกน่า...” ตอบพลางโบกมือเป็นพัลวัน “ฉันก็นึกว่าเข้ามาผิดเวลาซะอีก ว่าแต่นายไม่เห็นคาโลมันบ้างรึไง มันไม่อยู่ที่ห้อง ตอนนี้ทุกคนกำลังตามหามันไปทั่วเลย ไอ้ฉันล่ะนึกว่ามันอยู่ห้องนาย...” คิลเอ่ยรวบๆพลางมองไปรอบๆห้องอย่างหวังให้สิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้อง แต่ไม่ว่าจะมองหา ชะเง้อคอหา ก็ไม่มีวี่แววของเจ้าชายหัวหน้าป้อมที่ไหนเลย



“ไม่มีโว้ย!! มันไม่ได้มา แล้วมันจะมาห้องฉันทำไม แกนี่คิดบ้าๆ..” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างหงุดหงิด ร่างเล็กกว่าทิ้งตัวลงนั่งลงบนเตียง พลางสางผมที่ยาวถึงกลางหลังเล่น



“ก็เมื่อวานนายหึง..เอ้ย..นายงอนมันแล้วเดินออกมาจากห้องนั่งเล่น มันก็เดินตามนายออกมาหลังจากนั้น พวกเรารึก็นึกว่ามันมาหาแก แล้วนอนอยู่ห้องนี้ แต่ที่ไหนได้มันดันไม่อยู่ เสียแรงจริงๆ” นักฆ่าบ่นกระปอดกระแปดพลางเดินไปรอบๆห้อง นัยน์ตาสีม่วงสอดส่ายหาคนบางคนที่ถึงแม้จะรู้ว่าทำยังไงก็หาไม่เจอ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้หาล่ะว้า..



“แก..แกมันบ้าไปแล้ว!!” คนนั่งฟังมานานร้องออกมาอย่างเหลืออด เด้งขึ้นมาจากเตียงแทบไม่ทัน นิ้วมือถูกยกขึ้นมาชี้หน้านักฆ่าหนุ่มที่ยังไม่รับรู้ถึงมหันตภัยที่กำลังจะมาเยียนเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าติดจะกร้านแดงเรื่อแลดูน่าขำ ปากก็พึมพำสบถด่าไอ้นักฆ่าจอมกวนไม่ยอมหยุด



“เอาน่าๆ ถ้านายเจอมันก็บอกให้ด้วยล่ะว่ามีประชุมด่วน ตอนนี้ทุกคนรออยู่ที่ห้องประชุมตั้งนานแล้ว..” คิลพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปที่ประตู จับลูกบิดเตรียมจะเปิดออกไป



“เฮ้ย..แกว่าอะไรนะคิล” เสียงทวนถามกลับมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจ นักฆ่าหันกลับไปมองอย่างงงๆ



“ฉันบอกว่าให้มันไปประชุม ทุกคนรออยู่แล้ว” เสียงตอบกลับมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาหัวขโมยตัวยุ่งร้องออกมา พลางโดดเหย็งๆไปรอบห้อง



“ไอ้บ้า..แล้วแกก็ไม่บอก ออกไปเลย ฉันจะเปลี่ยนเสื้อ!!” หลังจากตั้งสติได้แล้ว ก็ตะโกนไล่นักฆ่าออกจากห้องไป แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความไวเหนือแสง วิ่งแจ้นออกจากห้องไป มุ่งสู่ห้องประชุม หรือห้องประหารชีวิตนั่นเอง..!!







ปังง!!



เสียงประตูห้องถูกปิดดังลั่นไปทั่วสภาสูงแห่งป้อมอัศวิน ร่างเล็กยืนหอบแฮ่กๆอยู่หน้าประตู สภาพไม่ต่างจากคนที่หนีตายมาหยกๆเลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าตัวหลวมเกินตัวหลุดรุ่ย นี่ถ้ามันอยู่ในร่างผู้หญิง ป้อมอัศวินคงจะได้กลายเป็นป้อมน้ำแข็งก็งานนี้แหละ เส้นผมสีน้ำตาลไหม้ยาวสลวยยุ่งเหยิงอย่างกับรังนกก็ไม่ปาน เหงื่อที่อาบชุ่มไปทั่วใบหน้าบ่งบอกว่ามันรีบวิ่งมาเต็มกำลัง



“นายไม่เห็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลย” คิลเอ่ยอย่างสบายๆ เมื่อเพื่อนรักนั่งลงเก้าอี้ตัวข้างๆ เฟรินแยกเขี้ยวรับ ก่อนตอบกลับมาเสียงเขียว



“ไอ้บ้า เพราะแกนั่นแหละ ทำให้ฉันต้องรีบ” หลังจากอาละวาดใส่เพื่อนผู้หวังดีไปปลุกถึงห้องแล้ว นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตก็มองไปรอบๆห้อง เพื่อให้ใครบางคนที่น่าจะอยู่ในห้องนี้นานแล้ว แต่กลับไม่มีแม้แต่เงา เสียงดุที่เคยดังทุกครั้งที่มาสายไม่มีแม้แต่น้อย



“คาโลยังไม่มา” เสียงตอบอย่างเห็นใจดังมาจากเพื่อนนักฆ่าที่นั่งอยู่ข้างๆ คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ มันไปไหนของมันนะ ทั้งๆที่ควรจะอยู่นี่แท้ๆ และเสียงถัดไปที่ดังขึ้น ก็ช่วยตอบคำถามในใจของหัวขโมยได้เป็นอย่างดี



ปังง!!



เสียงประตูห้องที่ดังขึ้นเรียกความสนใจของทุกตำแหน่งในสภาสูงที่กำลังวุ่นอยู่กับงานให้หันไปมอง ภาพที่ทุกคนคงต้องจดจำไปจนวันตาย ภาพของเจ้าชายผู้สูงศักดิ์แห่งคาโนวาล



เสื้อผ้าที่ปกติจะเรียบไม่มีที่ติ หลุดรุ่ยและยับยู่ยี่อย่างหาเคล้าเดิมไม่ได้ เส้นผมสีเงินสวยยุ่งซะยิ่งกว่าไอ้คนที่มันเพิ่งเข้ามาไม่นานนี้ซะอีก นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกอย่างหนัก เหงื่อชุ่มไปทั่วทั้งเสื้อผ้าและใบหน้านั้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวก็วิ่งมาอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เช่นเดียวกับเจ้าตัวยุ่งที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกี้



เสียงหอบหายใจหายไปอย่างรวดเร็ว คาโลยืดตัวขึ้น เริ่มจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เพราะรู้สึกถึงสายตาทุกคู่ที่จับจ้องอยู่ พร้อมกับคำถามเป็นพันๆที่ต่อให้ตายก็ไม่มีวันที่จะตอบพวกมันเด็ดขาด ก่อนที่จะบังคับขาให้ก้าวไปยังที่ที่ตัวเองควรจะอยู่ในตอนนี้



นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตสบกันเล็กน้อยตอนเจ้าชายหัวหน้าป้อมเดินผ่านไป แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าตัวถึงเป็นฝ่ายหลบตาไปซะอย่างงั้น มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน



“เอาล่ะ มีอะไรก็ว่ามา” เสียงเอ่ยเรียบๆดังมาจากท่านหัวหน้าป้อมที่เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว เสนาธิการฝ่ายซ้ายอย่างโร เซวาเรส จึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวรายงานเรื่องต่างๆไปเรื่อยๆ การประชุมที่สุดแสนจะน่าเบื่อ เรียกให้เปลือกตาค่อยๆปรือลงได้ไม่ยาก แต่ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เพราะไอ้นักฆ่าจอมบ๊องมันคอยจิ้มๆไม่ยอมหยุดจนไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลย



การประชุมกินเวลาไปเกือบทั้งวัน เพราะตอนที่พวกเขาออกมาจากห้องประชุม ท้องฟ้าก็มืดสนิทไปเรียบร้อยแล้วพอลองมองดูนาฬิกามันก็ตีบอกเวลา 2 ทุ่มตรง อะไรจะประชุมมาราธอนขนาดนั้น นี่พวกเขาประชุมกันตั้ง 12 ชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย ตั้งแต่ 8 โมงเช้ายันสองทุ่ม ข้าวปลาก็ยังไม่แตะซักนิดเลย นึกแล้วกระเพาะมันก็เริ่มทำงานทันที



“ไปกินข้าวกันเถอะ” เสียงร่าเริงดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับมือของใครบางคนวางทาบลงบนไหล่ ทำเอาหัวขโมยที่แสนจะกลัวผีสะดุ้งโหยง รีบปัดออก แล้ววิ่งหนีไปอีกมุมหนึ่งแทบไม่ทัน



“อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน อย่ามาก้าวก่ายกันเลย...” เสียงพึมพำด้วยความหวาดกลัวเต็มที่ดังลั่นไม่ยอมหยุด ทำเอาป้อมอัศวินปี 7 ทั้งหลายหัวเราะออกมาจนท้องขดท้องแข็งไปตามๆกัน



“เฟริน นายจะกลัวอะไรขนาดนั้น เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ” เสียงหยอกเย้าดังมาจากปากครี้ด ธันเดอร์ ชายหนุ่มตาเดียวที่กำลังปาดน้ำตาที่ติดอยู่ที่ขอบตาออก ก่อนที่จะกลั้วหัวเราะอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อเห็นใบหน้าที่ขาวซีดราวกับกระดาษของเจ้าตัวยุ่ง



“พวกแก..หนอย ทำเป็นได้ใจไปเหอะ” เฟรินเอ่ยออกมาอย่างสกัดกลั้นอารมณ์เต็มที่ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตปิดสนิทอย่างคนใช้ความคิด ก่อนที่จะเปิดผ่างขึ้น ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ถ้าใครคิดว่าเฟริน เดอเบอโรว์คนนี้ยอมยุติเรื่องง่ายๆแค่นี้ล่ะก็คิดผิดไปถนัด แล้วเราจะได้เห็นดีกันแน่



“ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่มีอะไรให้กิน ป่านนี้ห้องอาหารดราก้อนคงจะไม่มีใครอยู่แล้วล่ะ” ทุกคนพยักหน้ารับแล้วก็ยกขโยงกันไปยังห้องอาหารที่พึ่งสุดท้าย ที่ฝากท้อง และที่ที่ความวิบัติกำลังจะถือกำเนิดขึ้น



พวกเขาคิดผิด คิดผิดไปจริงๆ ห้องอาหารดราก้อนที่ไม่สมควรจะมีใครอยู่แล้ว กลับมีร่างบางของเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ตรงหน้าเธอมีหนังสือเล่มหนึ่งเปิดวางอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนจะไม่ได้สนใจจะอ่านหนังสือมากนัก เธอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาเป็นพักๆราวกับว่ารอใครบางคนอยู่



เฟรินมองภาพข้างหน้าอย่างขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนี



“เราไปกันเถอะ ฉันไม่อยากกินที่นี่ ไปหาอะไรกินกันข้างนอกดีกว่า ถ้าบอกว่าจะออกไปซื้อของสำคัญยามที่เฝ้าประตูคงจะไม่ว่าอะไร” เฟรินเอ่ยเรียบ ทุกคนก็พยักหน้ารับ แน่นอนว่าในเมื่อเป็นเพื่อนกัน ทำไมจะไม่รู้ล่ะว่าเฟรินมันคิดอะไร อยู่ด้วยกันมา 7 ปี ทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงนิสัยของเจ้าตัวยุ่งเป็นอย่างดี อะไรที่มันเกลียดมันก็เกลียดเข้าไส้ ส่วนอะไรที่มันชอบ ถึงแม้ว่าจะผิดมันก็ชอบ สรุปง่ายๆคือ.. ดื้อ!



เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทั้งหมดกำลังจะเดินออกจากห้องไป หญิงสาวนางนั้นที่นั่งหน้ามุ่ยอย่างไม่รับรู้ว่ามีคนเข้ามา ก็หันขวับมามองซะนี่ เจ้าหล่อนแย้มรอยยิ้มหวานชนิดที่ว่าถ้ามดมาเห็นเข้าก็คงจะยกขโยงกันมาตอมเป็นแน่



“พี่คาโล!!” เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังเรียกชื่อท่านหัวหน้าป้อม ร่างสูงสะดุ้งโหยงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใบหน้ารูปสลักฉายแววลำบากใจ ก่อนที่จะทำใจยอมรับกับชะตากรรมแล้วหันหน้าไปเผชิญหน้ากับใบหน้าหวานที่แสนจะคุ้นเคย แต่ไม่ใช่คนเดียวกัน



“เรื่องเมื่อคืนนี้............” รุ่นน้องคนสวยทำท่าจะพูดออกมา แต่มือใหญ่ก็รวบปิดปากเด็กสาวไว้ได้ทัน ก่อนที่อะไรๆจะเลยเถิดไปกันใหญ่ แต่ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าคำพูดของรุ่นน้องนั้นไม่ได้ลอดพ้นหูของคน 3 คนไปได้เลย คนแรกก็คือคิล เพื่อนรัก ซึ่งรายนี้ไม่ต้องบอกก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวหูดีเห็นๆ คนที่สอง โร เซวาเรส ไอ้ขอทานรู้ไปซะทุกเรื่อง เพราะมันหูดีอย่างนี้เอง มันถึงได้รู้เรื่องชาวบ้านไปซะหมด ส่วนอีกคนที่ไม่อยากจะได้ยินแม้แต่น้อย แต่หูน้อยๆ    ของอดีตหูขโมยเก่าก็ไม่ได้เสื่อมไปเลย



ใบหน้าติดจะกร้านของชายหนุ่มที่แท้จริงเป็นหญิงสาวงอง้ำอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเอ่นกระชากเสียงชนิดที่ใครได้ฟังเป็นอันเสียวสันหลังวาบไปตามๆกัน



“ไปเถอะ ดูเหมือนจะมีคนสละสิทธิ์ไปหนึ่ง” ว่าแล้วร่างเล็กก็เดินก้าวฉับๆไปอย่างไม่สนใจอะไรอีกต่อไป



“เดี๋ยวเฟริน!!” เสียงเรียกของคาโลดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเจ้าชายจะไปโผล่อยู่ข้างหน้าเฟริน



“นายมีอะไร” เสียงเย็นเหยียบราวกับยกสโนวแลนด์กับคาโนวาลมารวมกันก็ไม่ปานดังออกมาจากปากคนที่ถูกเรียก นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตมองตรงไปข้างหน้า นัยน์ตาคู่นั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่วี่แววความอบอุ่นที่เคยมีอีกต่อไป



“นายอย่าเข้าใจผิดสิ เรื่องนี้มัน.....” คำแก้ตัวต่างๆนานาที่คิดไว้ในหัวถูกคำพูดของอีกฝ่ายขัดขึ้นมาทันที



“ไม่ต้องแก้ตัวแล้วคาโล วาเนบลี ฉันไม่อยากฟัง ถึงเวลาที่ฉันจะไปเสียที ตอนนี้ฉันหิวจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว นายกลับไปสนใจรุ่นน้องที่น่ารักของนายเถอะ เดี๋ยวเธอจะรอนาน” เสียงเอ่ยเรียบๆแต่ก็กระด้างดังขึ้น และพอจบประโยคร่างเล็กของหัวขโมยก็เดินผ่านร่างสูงของเจ้าชายไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองกลับมาเลยด้วยซ้ำ



ทุกคนที่เหลือมองหน้าคาโลอย่างเห็นใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามเฟรินไป เพราะอย่างน้อยคาโลมันก็อยู่ในป้อมไม่ได้ออกไปไหน ไม่มีอันตรายอะไร แต่เฟรินนี่สิที่น่ากลัว ไม่รู้จะไปอาละวาดอะไรข้างนอกรึเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนจับใจ



“พี่คาโล..” เสียงหวานใสดังเรียกให้สติของชายหนุ่มกลับคืนมา มือเล็กตวัดรัดรอบแขนชายหนุ่มอย่างถือสิทธิ์เต็มที่ ใบหน้ามนซบลงที่ไหล่กว้างอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แต่น่าแปลกที่เจ้าชายน้ำแข็งไม่มีท่าทีว่าจะสลัดออกแม้แต่น้อย



ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะสลัดให้หลุดจากเธอ ไม่ใช่ว่าเขาอยากอยู่อย่างนี้ แต่มันมีความจำเป็นบางอย่าง..ความจำเป็นบางอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้ เรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นที่สุดดันเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วเขาจะทำอะไรได้ นอกจากยอมรับชะตากรรมที่ฟ้ากำหนดเท่านั้น.. หวังเพียงว่าพระเจ้าคงจะเห็นใจเขาซักนิด ขออย่าให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลย







บ้า บ้า..บ้าที่สุด!



เสียงสบถดังรัวในใจไม่ยอมหยุด มือเรียวเล็กเอื้อมไปยกขวดเหล้าขึ้นมากระดกอึกๆรวดเดียวหมดขวดอย่างอารมณ์เสีย ใบหน้าหวานขึ้นสีเรื่อแลดูน่ารัก ร่างอรชนภายใต้เสื้อตัวใหญ่ช่างเย้ายวนสายตาของผู้คนที่อยู่รอบๆได้เป็นอย่างดี เสียงของเหล่าชายฉกรรจ์ที่นั่งดื่มกันอยู่ดังแซวขึ้นมาไม่หยุด



“เฮ้ น้องสาว มาดื่มกันพวกพี่มะ”



“คอแข็งจังเลยนะคนสวย”



“มาดื่นกันพี่มั้ยจ๊ะคนสวย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”



“โธ่ๆ อย่างไปดื่มกันไอ้พวกนั้นเลยนะคนสวย มาดื่มกันพี่ดีกว่ามา”



“แกนั่นแหละไอ้เบื๊อก อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นให้มันมากนัก”



“เฮ้ย เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ อยากตายรึไงวะ!!”



“ทำได้ก็ลองดูสิวะ แกน่ะมันโตแต่ตัว สมองไม่มีหรอก”



“แกว่าไงนะ ถ้าอยากตายมากเดี๋ยวฉันจะสงเคราะห์ให้”



“เข้ามาเลย ฉันไม่กลัวหรอก”



“แกตาย!!~”



และแล้วจลาจลย่อมๆก็เริ่มขึ้นในร้าน เหล่าชายหนุ่มทั้งหลายต่างพากันแลกหมัดกันเป็นว่าเล่นอย่างไม่มีใครยอมใคร นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตเหลียวมามองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดกลับไปสนใจขวดเหล้าอีกครั้ง



จำนวนขวดเหล้าที่มากขึ้น มากขึ้นทุกทีทำเอานักฆ่าที่นั่งอยู่ข้างๆกุมขมับ 5 ขวดก็แล้ว 10 ขวดก็แล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดดื่มเลยแม้แต่น้อย



ฉันรู้ว่าแกคอแข็ง แต่ดื่มให้มันน้อยๆหน่อยดิโว้ย!



“เฟรินพอแล้วน่า นายดื่มมาเยอะมากแล้วรู้มั้ย” คิลเอ่ยปรามอย่างหมดความอดทน ถ้ามันอยู่ในร่างผู้ชายคงจะไม่เป็นไร แต่นี่มันดันถอดแหวนออกซะ คิดแล้วก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที



“ฉันก็ว่างั้นนะเฟริน นายพอได้แล้วล่ะ นี่มันมากเกินไปแล้ว” โรเอ่ยปรามบ้าง นัยน์ตาสีเขียวมรกตจับจ้องไปที่ขวดเหล้าประมาณ 1 โหลที่วางอยู่หน้าเขา  ถ้ามันยังเต็มก็คงไม่ต้องคิดไรมาก แต่นี่มันเกลี้ยงไม่เหลือซักหยดเดียว  



คิดแล้วก็ปวดหัวจริงๆ พอมันพลุนพลันออกมาจากโรงเรียนแล้ว แทนที่จะเข้าร้านอาหารอย่างที่มันบ่นหิวข้าว หิวข้าว มันดันเดินเข้าร้านเหล้าหน้าตาเฉย แค่นั้นยังไม่เท่าไหร่ พอมาปั๊บ ก็สั่งเหล้าเป็นโหลๆปุ๊บ เวลาผ่านไป 5 นาที มันก็ซัดหมดไปแล้ว 3 ขวดไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเขาทำบุญน้อยไปหรือยังไง ถึงต้องมาคอยห้ามมันอยู่อย่างนี้ คนอื่นก็ถูกไล่กลับไปหมดแล้ว เหลือแต่เขากับคิลที่มีหน้าที่คุมมันกลับ แต่ถ้ามันยอมกลับง่ายๆก็ดีน่ะสิ



อึก อึก อึก!



เสียงเหล้าถูกกระดกลงคอดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่เหล้าขวดนั้นจะหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว ใบหน้าหวานแดงก่ำอย่างคนเริ่มเมาได้ที่ คิลมองเพื่อนรักอย่างเป็นห่วง กลัวว่ามันจะตับแข็งตายซะดื้อๆ



“ฉะ..ช้านนนน..ยะ...ยางม่ายมาววววววว พวกแกจาบ้าหรอออ ครายยยบอกกกว่าช้านนน..มาววววว” เสียงที่ดังออกมาจากปากบ่งบอกว่าเจ้าตัวยุ่งเมาเต็มที่แล้ว และถ้ามันซดเหล้าอีกซักขวดสองขวด มันก็คงจะหลับไปเองนั่นแหละ ทำให้สองหนุ่มเบาใจขึ้นมาเยอะทีเดียว



“นายเมามากแล้วเฟริน กลับกันเถอะน่า” คิลว่าพลางดึงแขนเพื่อนสาวให้ลุกขึ้น แต่สาวเจ้าดันสะบัดแขนออก แล้วยกเหล้าขวดที่ 14 ขึ้นมากระดกอึกๆ



“เฟริน!!” เสียงตวาดดังมาจากขอทานที่เริ่มหมดความอดทน ใบหน้าหวานแช่มช้อยแหงนมอง ก่อนจะยิ้มหวานๆให้ขอทานหนุ่มทีหนึ่ง แล้วกินเหล้าต่ออย่างไม่สนใจใครอีกต่อไป



หลังจากขวดที่ 14 หมดไป ขวดที่ 15 ก็ตามมาติดๆ เจ้าหล่อนก็ยังซัดอึกๆเช่นเคย อีกเพียงครึ่งขวดเท่านั้น ถ้าหากว่าจะตรวจจับแอลกอฮอล์ล่ะก็ ตอนนี้ในตัวเธอคงมีเกินพิกัดมากทีเดียว ใบหน้าหวานฟุบลงที่โต๊ะอย่างหมดแรง เหล้าขวดที่ 15 ในมือหมดเกลี้ยง ขวดเหล้าตกลงบนพื้นร้าน



เสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์ดังเบาๆไม่หยุด คิลกับโรมองหน้ากันพลางถอนหายใจ ในที่สุดมันก็หมดฤทธิ์ซะที พวกเขาจะได้กลับไปนอนแล้ว เพราะตอนนี้มันก็เที่ยงคืนกว่าๆเข้าไปแล้ว พรุ่งนี้ยังมีอะไรอีกเยอะให้พวกเขาทำ



“นายไปจัดการจ่ายเงิน เดี๋ยวฉันจะอุ้มเฟรินกลับไปก่อน คงจะเข้าทางที่พี่ลูคัสกับพี่ลอเรนซ์บอกเมื่อครั้งตอนที่สองคนนั้นหนีเที่ยวด้วยกัน ส่วนนายเข้าประตูหน้าแล้วกัน” โรเอ่ยเรียบๆ พลางช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน



“โอเค เจอกันพรุ่งนี้แล้วกัน ยังไงพรุ่งนี้ก็ไม่มีเรียนอยู่แล้ว..” คิลว่าพลางเดินไปจ่ายเงิน โรกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น เพราะกลัวว่าคนที่กำลังเมาไม่ได้สติจะหล่นตุ้บลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มหลายๆคนที่แอบอิจฉาอยู่ในใจ แต่ส่งผ่านมาทางสายตาที่เฉือดเฉียนชนิดที่ว่าถ้ามันเป็นมีดคงบาดจนเป็นแผลเต็มตัวไปแล้วแน่ๆ





อากาศภายนอกร้านเหล้าหนาวเย็น ลมเย็นพัดโชยปะทะใบหน้าคมของขอทานหนุ่ม แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นยังเรียบเฉยเหมือนเดิม ขายาวก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆอย่างมั่นคง ในอ้อมแขนแกร่งมีร่างบางนอนหลับสนิทอยู่ ใบหน้าหวานแดงจัดเพราะฤทธิ์เหล้า ปากก็ยังพึมพำอะไรบางอย่างต่อไป แต่เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะฟังแม้แต่น้อย



หลังจากเดินผ่านฝูงชนมากมายในที่สุดพวกเขาก็เข้ามาในโรงเรียนจนได้ ไฟทุกดวงในห้องทุกห้องถูกดับหมดแล้ว เหลือเพียงแสงไฟลางๆจากคบเพลิงที่อยู่ไม่ห่างไปมากนัก เสียงฝีเท้าที่เบาเฉียบกลับดังขึ้นมาเพราะสรรพสิ่งรอบข้างเงียบสนิท



ใบหน้าคมฉายแววลังเล ก่อนที่จะพึมพำมนตร์บนสั้นๆ ร่างของเขาและเธอก็มาอยู่ในห้องของเจ้าหญิงตัวยุ่งที่ชั้นบนสุดของป้อมอัศวินภายในเวลาไม่ถึง 2 วินาที



โรวางร่างบางลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา จัดการหยิบผ้าห่มที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยที่ปลายเตียงขึ้นมาคลุมให้หญิงสาว ก่อนจะหมุนตัวกลับ เตรียมเดินจากไป แต่เสียงหวานที่พึมพำไม่ได้ความมาตลอดกลับดังขึ้นมาขัด ทำให้ต้องชะงักฝีเท้าลงอย่างจำใจ



“..โล..” เสียงเรียกสั้นๆที่ทำให้ขอทานหนุ่มหันกลับมามองด้วยความสนใจ ใบหน้าหวานมีเม็ดเหงื่อเกาะเต็มไปหมดด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์



“คาโล” เสียงเรียกถัดไปทำให้เข้าคิดผิดถนัด ใช่สินะ..เธอจะเรียกชื่อเขาทำไม ในเมื่อเขาก็เป็นเพียงแค่เพื่อนเท่านั้น เธอจะเรียกชื่อเขาทำไมกัน



“อย่าไปนะ อย่าจากฉันไป ได้โปรดเถอะ ฉันขอร้อง นายอย่าจากฉันไปนะ...” เสียงหวานร้องออกมา หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิทแล้ว มือเรียวเล็กยกขึ้นมาเหมือนต้องการไขว่คว้าอะไรบางอย่าง



“คาโล....” เสียงเรียกอ่อยลงเรื่อยๆ แต่มือเรียวก็ยังยกสูงเหมือนเดิม ร่างสูงของขอทานหนุ่มเดินเข้ามาประชิดเตียง ยื่นมือไปจับมือเรียวไว้ ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆร่างบาง  แล้วดึงร่างนั้นเข้ามาในอ้อมกอดอย่างถือสิทธิ์



“ทำไมเฟริน..ทั้งๆที่คาโลทำกับนายอย่างนี้ ทำไมนายถึงยังรักมันอยู่ ฉันไม่เข้าใจเฟริน..” เสียงแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวดังออกมาจากปากของคนที่ไม่น่าจะพูดอย่างนี้เป็นที่สุด นัยน์ตาสีเขียวมรกตฉายแววเจ็บปวด เจ็บลึกชนิดที่ว่าต่อให้เอาอะไรมาต่อก็คงจะไม่อยู่ ไม่มีอะไรสามารถรักษาได้ ไม่มีใครรักษาได้ นอกจาก...เธอคนเดียว



“....................” ไม่มีเสียงตอบรับใดๆดังออกมาจากปากหญิงสาว เธอหลับไปแล้ว เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข โลกที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก โลกที่เป็นของเธอเพียงผู้เดียว อาการเมื่อครู่ก็สงบไปเรียบร้อยแล้ว



โรวางร่างบางลงที่เดิม ห่มผ้าให้ ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนอย่างห้ามใจไม่อยู่



“ราตรีสวัสดิ์เจ้าหญิง...” เสียงทุ้มนุ่มดังแผ่วเบาเฉกเช่นเสียงกระซิบ ก่อนที่ร่างสูงจะตวัดตัวเดินออกจากห้องไป





---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------







Prince’s Diary





วันนี้เป็นวันที่เลวร้าวที่สุดในชีวิตผมครับ



ผมได้ทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดลงไป ถ้าจะถามว่าอะไร ผมก็คงจะตอบไม่ได้



เพราะมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ



ผมไม่เคยนึก เคยฝันมาก่อนเลยว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับผม



แต่จะทำยังไงได้ล่ะครับ นอกจากยอมรับชะตากรรมเท่านั้นเอง



ผมรู้ครับว่าสิ่งที่ผมทำลงไป เธอคงไม่มีวันให้อภัยผมแน่



แต่ถึงยังไงผมก็ยังรักเธอครับ ผมอยากจะเก็บเรื่องนี้ไว้ ปิดมันไว้ในนานที่สุดเท่าที่จะนาน



วันนี้มีประชุมครับ ประชุมนานมากๆ ผมหันไปสบตากับเธอหลายครั้ง



แต่ก็ต้องคอยหลบทุกที เพราะผมรู้สึกผิดครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองทำผิดกับเธออย่างมาก



ตอนประชุมผมสังเกตเห็นเธอจะหลับหลายครั้งครับ ผมรู้ว่าเธอไม่ชอบประชุม



แล้วยิ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออย่างนี้แล้วล่ะก็



เธอยิ่งไม่ชอบใหญ่ครับ ถึงผมจะคอยปลุกเธอไม่ได้ แต่คิล



เพื่อนสนิทของผมก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง



หลังจากที่ประชุมเสร็จ เราก็ว่าจะไปทานอาหารที่ห้องอาหารครับ



แต่ที่นั่น..ผมก็ได้เจอกับคนที่ผมไม่อยากเจอที่สุด



“เราไปกันเถอะ ฉันไม่อยากกินที่นี่ ไปหาอะไรกินกันข้างนอกดีกว่า ถ้าบอกว่าจะออกไปซื้อของสำคัญยามที่เฝ้าประตูคงจะไม่ว่าอะไร”



ตอนที่เธอพูดออกมา ผมดีใจมากเลยครับ ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่าผมมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่



แต่อย่างน้อยดูเหมือนว่าเธอก็ไม่อยากเห็นหน้าคนที่ผมไม่อยากเจอเหมือนกัน



ผมก็เข้าใจนะครับ เพราะยิ่งมองหน้าเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเหมือนส่องกระจกเท่านั้น



การที่มีคนที่เหมือนกันไม่มีผิด 2 คนในโลก มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ครับ



นอกจากจะเป็นฝาแฝด แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินว่าเธอมีพี่หรือน้องสาวฝาแฝดเลย



ตอนที่พวกเราทั้งหมดจะเดินออกไปนั้น สถานการณืยุ่งยากก็เกิดขึ้นทันที



คนท่าผมไม่อยากเจอที่สุดดันหันมาพอดีกับตอนที่พวกเราจะออกไป



“พี่คาโล!!” เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังเรียกชื่อผม แต่ผมกลับรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ครับ



ผมสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่จะทำไงได้ล่ะครับ



ผมก็ต้องหันหน้ากลับไปเผชิญชะตากรรมที่ฟ้ากำหนดมาน่ะสิ



“เรื่องเมื่อคืนนี้............” เธอทำท่าจะพูดออกถึงเรื่องเมื่อคืนออกมา



โชคยังดีที่ผมรวบปิดปากเธอไว้ได้ทัน ผมไม่อยากให้เฟรินรู้เรื่องนี้ครับ



ถึงแม้ความลับจะไม่มีในโลก แต่อย่างน้อย ผมก็อยากให้มันเป็นความลับนานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้



ผมรู้ครับว่าเฟรินได้ยิน รวมถึงคิลและโรด้วย ทั้ง 3 หันมามองผม ผมไม่รู้จะบอกพวกเขาว่ายังไงดี



แต่มันต้องเป็นความลับ เป็นความลับต่อไป นานเท่านาน...



“ไปเถอะ ดูเหมือนจะมีคนสละสิทธิ์ไปหนึ่ง” เธอพูดเรียบ แล้วหันหน้าหนีผม



“เดี๋ยวเฟริน!!”



ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อไปแล้ว จึงตะโกนเรียกเธอไป เธอหันมามองครับ



ผมรีบเดินไปยืนข้างหน้าเธอทันที แต่เสียงของเธอที่ตอบกลับมานั้น...



“นายมีอะไร” เสียงเย็นเหยียบราวกับยกสโนวแลนด์กับคาโนวาลมารวมกันก็ไม่ปาน



ดังออกมาจากปากเธอครับ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตของเธอมองตรงไปข้างหน้า



นัยน์ตาคู่นั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่วี่แววความอบอุ่นที่เคยมีอีกต่อไป



ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ใจยังไงก็ไม่รู้ ราวกับหัวใจของผมมันบีบรัด



ผมอยากบอกความจริงแก่เธอครับ ผมอยากให้เธอรู้



แต่ผมก็กลัวว่าเธอจะรับไม่ได้ ผมกลัวว่าเธอจะจากผมไป ผมมันคนขี้ขลาดใช่มั้ยครับ...



“นายอย่าเข้าใจผิดสิ เรื่องนี้มัน.....” คำแก้ตัวต่างๆนานาที่คิดไว้ในหัวมันยุ่งเหยิงไปหมด จนเฟรินพูดออกมา



คำพูดของเธอคมยิ่งกว่ามีดเสียอีก คมชนิดที่บาดใจผมให้เป็นแผลลึกลงไปอย่างยากที่จะรักษา



“ไม่ต้องแก้ตัวแล้วคาโล วาเนบลี ฉันไม่อยากฟัง ถึงเวลาที่ฉันจะไปเสียที ตอนนี้ฉันหิวจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว นายกลับไปสนใจรุ่นน้องที่น่ารักของนายเถอะ เดี๋ยวเธอจะรอนาน”



เสียงเอ่ยเรียบๆแต่ก็กระด้างดังตอบกลับมา และพอจบประโยคเธอก็เดินผ่านผมไป



โดยไม่แม้แต่จะชายตามองกลับมาเลยด้วยซ้ำ.. ผมอยากตะโกนเรียกเธอไว้ครับ



แต่ตอนนี้ร่างกายของผมแข็งทื่อ ลำคอก็แห้งผาก ผมพูดไม่ออกครับ..



ทุกคนที่เหลือมองหน้าผมอย่างเห็นใจครับ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามเฟรินไป



ผมไม่คิดโทษพวกเขาหลอกครับที่ทิ้งผมไว้ เพราะถึงยังไงเฟรินก็น่าห่วงมากกว่าผม



ยิ่งข้างนอกมีคนมากมายหลายประเภท ถ้าปล่อยให้เธอไปคนเดียว แล้วเป็นอะไรไป



ผมคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองไปชั่วชีวิต...



“พี่คาโล..” เสียงหวานใสดังเรียกให้สติของผมกลับคืนมา ผมหันกลับไปมองเธอเล็กน้อย



มือเล็กตวัดรัดรอบแขนของผมอย่างถือสิทธิ์เต็มที่ ใบหน้ามนซบลงที่ไหล่อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ



ผมมองการกระทำนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะแกะมือเธอ



ไม่ใช่ว่าผมอยากอยู่อย่างนี้ แต่มันมีความจำเป็นบางอย่าง..ความจำเป็นบางอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้



นอกจากยอมรับชะตากรรมที่ฟ้ากำหนดเท่านั้น.. หวังเพียงว่าพระเจ้าคงจะเห็นใจผมซักนิด



ขออย่าให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลย....



“ปล่อยเถอะ ฉันจะกลับห้อง” ผมพูดกับเธอเสียงเย็น แต่เธอยังกอดแขนผมแน่น



ผมอยากสะบัดออกจริงๆนะ แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้



“ไม่นะคะ พี่คาโล” เสียงของหล่อนทำให้ผมขยะแขยง เสียงที่ดัด..เสียงที่ ไม่ได้มาจากตัวตนที่แท้จริง



ผู้หญิงคนนี้คือคนหลอกลวง!! แต่ความจริงเรื่องของผมกับเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้...



มันยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ.. ผมอยากจะนอนหลับไป แล้วตื่นขึ้นมาพบว่านี่เป็นเพียงแค่ความฝัน



แต่มันคือความจริง มันเป็นฝันร้าย...ฝันร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ



ผมตัดสินใจแกะแขนเธอออก แล้วเดินออกจากห้องอาหารไปทันที



ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด ผมคิดถึงแต่เฟริน ไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง



ผมห่วงเธอเหลือเกิน แต่จะทำไงได้ล่ะ ก็ในเมื่อเธอยังโกรธผมอยู่ และตอนนี้เธอก็ไม่อยู่ที่ห้อง



ผมเดินกลับเข้าห้องพักไปอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วทิ้งตัวนอนหลับไปทันที



คืนนั้นผมฝันร้าย... มันช่างเป็นฝันที่น่ากลัวจริงๆ



ผมฝันว่าเฟรินจากผมไป พร้อมกับผู้ชายอีกคน..ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร



เพราะคนๆนั้นไม่ได้หันมา.. แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ผมก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น



ขอให้มันเป็นเพียงฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนผมก็พอ ขอเพียงแค่นั้นจริงๆ....





                            ลงชื่อ... เจ้าชายผู้มีตราบาป





...................................................................................................................................................................................





ขอโทษจริงๆนะคะ



มูนไม่มีคอมเล่นอะ ข่าวร้ายค่ะY_Y



คอมมันเจ๊ง ท่านแม่ที่รักก็ไม่ยอมซ่อมให้ ฮืออๆๆ..TT^TT



กว่าจาได้อัพที่ก็วันเสาร์อ่าค่ะ แต่อย่างน้อยก็มีมัมจัง



เพื่อนที่แสนจะดี เอาเป็นว่าระหว่างที่ไม่มีจาเล่น



มูนก็จาพิมพ์ใส่เวิร์ดก่อน แลวจะฝากมัมจังมาลงแล้วกันนะคะ



ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน ฟิคอันแสนไร้สาระของมูนนะคะ



ขอบคุณค่า..^^ เด๋วพรุ่งนี้จามาอัพตอนต่อไปให้น้า



Je\' t aim..>_<





                                                                                    >>Minnie~Moonie<<





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

353 ความคิดเห็น