ll หัวขโมยแห่งบารามอส ll ForEver TiME... ชั่วนิรันดร์...

ตอนที่ 23 : ~๐(Y-Y)๐~ หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ~๐(Y-Y)๐~

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1015
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ต.ค. 48



ใบหน้าหวานของผู้มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งคาโนวาลแหงนมองท้องฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า หยาดน้ำหลั่งไหลออกมาจากนัยน์ตาสีม่วงคู่สวย มันนานเท่าไหร่แล้วที่เธอยืนอยู่ตรงนี้ มันนานเท่าไหร่แล้วที่น้ำตามันไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำไมถึงยังร้องไห้ ทำไมถึงยังเสียใจ ทั้งๆที่คนที่ควรเสียใจที่สุดไม่ใช่เธอ ทำไม!!



หัวใจที่เคยอบอุ่นยามนี้แห้งแล้งราวกับดอกไม้ที่ไม่ได้รับน้ำเป็นเวลานานแสนนาน ราวกับมีทะเลทรายขึ้นมาในจิตใจ เวลาภาพวันเวลาเก่าๆลอดผ่านเข้ามาในสมอง ก็ดั่งมีเข็มเป็นพันทิ่มแทงจิตใจให้เจ็บปวด พยายามบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว แต่ทำไมในใจยังขัดแย้งอยู่



นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย หญิงสาวคิดในใจพลางส่ายศีรษะเบาๆเพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป เส้นผมสีม่วงยาวสลวยตวัดไปตามแรงส่ายศีรษะของหญิงสาว ใบหน้าหวานที่เคยยิ้มอย่างอ่อนโยน แปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา



หยุดไว้!! จับไว้!!



เสยงเอะอะโวยวายดังลั่นไปทั่วพระราชวัง มือเรียวเล็กปราดน้ำตาออกจาใบหน้า แล้วเดินออกจากห้องไปดูสถานการณ์ข้างนอก มีอะไรเกิดขึ้น..!! คำถามแรกผุดขึ้นในใจ ข้าราชบิรพารนางกำนัลทั้งหลายต่างพากันวิ่งพล่านไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่



เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฟีเดลวิ่งผ่านมาพอดี เรนอนจึงเรียกเธอไว้ก่อนที่เธอจะวิ่งจากไปเฉกเช่นนางกำนัลคนอื่นๆ



\"เกิดอะไรขึ้นหรอคะ\" เรนอนถามอย่างสงสัย ฟีเดลมองหน้าเจ้าหญิงคนสวยอย่างชั่งใจว่าจะบอกเธอดีรึเปล่า



\"คือว่า..มีผู้บุกรุกเพคะ\" ฟีเดลตอบคำถาม แล้ววิ่งจากไปทันทีอย่างไม่ต้องการให้เธอถามอะไรต่อ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมต้องปิดบัง ทำไมถึงไม่ยอมบอก...



ขาเรียวสวยของเจ้าหญิงคนงามแห่งคาโนวาลเริ่มออกวิ่งไปเรื่อยๆ เป้าหมายของเธอคือที่ที่เหล่านางกำนัลไปหยุดอยู่ ผ่านโถงทางเดินยาวเหยียด ห้องอาหาร ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น แล้วจุดหมายปลายทางก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ลานกว้างหน้าพระราชวัง..!!



ร่างบางหยุดวิ่งพลางหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางกำนัลกำลังมุงใครบางคนอยู่ มังกรสีดำพันธุ์ดีที่ดูแล้วคงจะไม่ใช่มังกรในเอเดนแน่นอนยืนอยู่ในวงล้อมเช่นเดียวกัน พวกมันมีกันอยู่ 3 ตัว แสดงว่าต้องมี 3 คนเป็นแน่ แต่ใครกันที่กล้าหาญขนาดบุกรุกเข้ามาในเขตพระราชฐาน ใครกัน..



เรนอนค่อยก้าวเท้าเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ลอดตัวผ่านฝูงนางกำนัลที่ยืนบังไปทีละคนสองคน จนในที่สุดเธอก็ออกมาถึงข้างนอกจนได้ นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ ผู้บุกรุกทั้งสามไม่ใช่ใครที่ไหน คนแรกเพื่อนขอทานกิตติมศักดิ์ คนที่สองผู้วิเศษแห่งคาโนวาล และคนสุดท้ายที่ทำเอาใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ คิลมัส ฟีลมัส เดอะ คิลเลอร์ ออฟ ซาเรส!!



ร่างบางของเจ้าหญิงคนงามยืนนิ่งราวกับต้องมนตร์ เรี่ยวแรงจางหายไปหมด เธฮไม่อาจขยับไปไหนได้ เหล่านางกำนัลต่างหลีกทางให้เจ้าชายคาโลเดินเข้ามาในวงล้อม ทหารทั้งหลายต่างหยุดนิ่ง อาวุธถูกเก็บเข้าที่เช่นเคย นัยน์ตาสีม่วงของนักฆ่าสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมองใบหน้าหวานที่เรียบเฉยราวกับว่าเขาไม่ได้อยู่ในสายตาเธอเลยแม้แต่น้อย



\"เรนอน...\" เสียงทุ้มดังแผ่วเบาดังมาจากปากของนักฆ่าหนุ่ม มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดลึกสุดใจ เสียงที่คมเหมือนมีด บาดใจราวกับว่ามันจะแตกสลายซะตอนนี้



\"เรนอน ตอบฉันมาสิว่ามันไม่จริง ใช่มั้ยเรนอน\" คิลถามออกมาอย่างมีความหวัง ความหวังที่เขาเพ้อไปเองฝ่ายเดียว ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจแต่ก็อยากให้เธอตอบกลับมาว่า มันไม่จริง ทำไมถึงยังคาดหวัง ถ้าไม่มีหวัง ทำไมยังดันทุรัง ถ้ารู้ว่าไม่มีทางเป้นไปได้



\"มัน....\" เรนอนอ้ำอึ้งอย่างคนพูดไม่ออก นัยน์ตาสีม่วงมองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างอย่างไม่กล้าสบสายตาที่มุ่งมั่นนั้น เธอคิดไว้แล้วว่าวันนี้มันต้องมาถึง เธอรู้อยู่แล้วว่าจุดจบของสิ่งที่เธอเลือกเองมันจะเป็นอย่างนี้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ.... หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อยอย่างปลงๆ เงยหน้าขึ้นไปสบกับนัยน์ตาสีม่วงอย่างแน่วแน่



\"มันเป็นความจริงค่ะคุณคิล\" เรนอนตอบออกมาด้วยเสียงดังพอที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบตัวเงียบสนิท ไม่มีเสียงใครพูดอะไร ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ ราวกับว่าทุกคนหยุดหายใจไปชั่วขณะ หัวใจของนักฆ่าเต้นไม่เป็นจังหวะ มันกำลังจะแตกสลายไป เจ็บปวด.. ความคิดแรกผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ทุกอย่างก็สายไปแล้ว เมื่อเขาดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างห่วงหา



\"ปล่อยเถอะค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์จะแตะต้องตัวฉัน\" เรนอนพูดอย่างเย็นชา แล้วผลักชายหนุ่มออกห่างไป



\"กลับไปซะเถอะค่ะ ฉันจะถือว่าคุณไม่เคยมาที่นี่ แล้วก็อย่ามาที่นี่อีก เพราะครั้งหน้าคงจะไม่มีโอกาสดีๆอย่างนี้อีกแล้ว\" เรนอนพูดแล้วหันหลังกลับไป เดินจากไปราวกับเธอไม่รุ้สึกอะไรทั้งสิ้น คาโลมองหน้าเพื่อนรักที่ยังอยู่นิ่งอยู่ตรงนั้น กับมองหลังของคนที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวที่เดินไปเกือบลับตาไปแล้ว แล้วเลือกที่จะวิ่งตามน้องสาวไป



นางกำนัลและทหารสลายตัวกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นเคย แต่ผู้บุกรุกทั้งสามยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ โรมองหน้าคาโออย่างรู้ความหมายแล้วทั้งสองก็เดินไปเข้าไปหาคิลที่ยืนอยู่ข้างหน้า มือของทั้งสองตบไหล่ทายาทนักฆ่าพร้อมกัน แต่เขายังยืนเฉยอยู่



\"กลับเดมอสกันเถอะ ฉันว่าเฟรินคงมีวิธีดีๆที่จะช่วยนายแน่นอน\" โรพูดกับคิล แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา นัยน์ตาสีม่วงว่างเปล่าราวกับไร้ซึ่งวิญญาณ แขนขาที่เคยทรงกำลัง อ่อนปลวกเปียกราวกับว่าเรี่ยวแรงจางหายไปหมด แต่เขาก็ยังฝืนทนเดินไปขึ้นมังกร ใช่แล้ว หน้าที่ของเขาตอนนี้คือต้องพาโรไปหาท่านจ้าว



ก่อนที่มังกรจะทะยานขึ้นฟ้า นัยน์ตาสีม่วงก็เหลียวหลังกลับไปมองพระราชวังคาโนวาลเล็กน้อย ก่อนจะหลุบเปลือกตาลงต่ำอย่างคนที่ไม่หวังอะไรอีกต่อไปแล้ว หมดแล้วซึ่งความหวัง หมดแล้วซึ่งความรัก.... มังกรดำทะยานขึ้นฟ้าด้วยความรวดเร็ว ห่างออกไปเรื่อยๆ ห่างออกไปจนลับหายไปในที่สุด





----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





คาโลเดินตามหญิงสาวไปอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไร เพราะถึงเขาจะพูดอะไรออกไปตอนนี้ก็คงเปล่าประโยชน์เต็มที่ เขารู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกยังไง รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า



ไหล่บางไหวน้อยๆ น้ำตาที่พยายามอดกลั้นหลั่งไหลลงมาราวทำนบสุดท้ายได้แตกไปแล้ว ความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึกลงฝังใจ เธอรู้ว่ามีคนเดินตามเธอมา แต่ไม่ใช่ มันไม่ใช่เค้าคนนั้น คนที่เธอบอกปฏิเสธไปอย่างไรเยื่อใย คนที่เธอทำให้เค้าเจ็บปวด ร่างบางหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของตัวเองแล้วเปิดประตูฌข้าไปในห้อง คาโลก็เดินตามเธอเข้าไปเช่นกัน



หญิงสาวหยุดที่ริมหน้าต่าง มองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง เบื้องล่างที่มีชายคนที่เธอรักหมดใจยืนอยู่ เขายืนอยู่ตรงนั้น ใกล้แค่เอื้อม แต่เธอก็ไม่สามารถเอื้อมไปหาเขาได้ ยิ่งมองใบหน้าคมนั้นมากเท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากเท่านั้น ใบหน้านี้ที่อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้วชั่วชีวิต มันช่างว่างเปล่าและไม่อบอุ่นเหมือนเมื่อยามที่เค้าอยู่กับเธอเลยแม้แต่น้อย ไม่เหมือนเลย...



คาโลมองร่างบางของน้องสาวที่ร้องไห้จนตัวโยนอยู่ริมหน้าต่างด้วยความเป็นห่วง ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้สึก แต่ความรู้สึกของเขาไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากห้าม แต่ถ้าห้ามไปแล้วเธอจะฟังเขาหรือ ในเมื่อเป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้ามอีกต่อไป เธอตัดสินใจเอง ก็ต้องเจ็บปวดเอง



ผ่านไปหลายนาทีจนายาทนักฆ่าขึ้นมังกรดำแห่งเดมอส เรนอนยังคงยืนมองอยู่อย่างนั้นราวกับอยากจะจดจำใบหน้านั้นไว้จนกว่าที่เขาจะจากไป มันคงจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ มังกรดำทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็ว จากไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ล่องลอยไปแล้ว ความรักครั้งสุดท้ายของฉัน....



เรนอนก้มหน้านิ่งอยู่นาน ก่อนจะเงยขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับคนที่เคยรักเมื่อครั้งอดีต



\"ไปเตรียมงานกันต่อเถอะค่ะ\" เรนอนพูดอย่างร่าเริง แล้วเดินผ่านคาโลไป คาโลมองตามหญิงสาวอย่างไม่รู้จะช่วยแก้ไขยังไง แล้วก็ได้แต่ตัดใจ เดินตามเธอออกไปเท่านั้น





-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





สามหนุ่มกลับมาถึงพระราชวังแห่งเดมอสในเช้าวันต่อมา ทุกคนต่างเงียบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา ไม่ใช่เพราะพวกเขาเหนื่อยแต่อย่างใด มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาเป็นคนพูดไม่ได้ ความรู้สึกอัดอั้นอยู่ในจิตใจ เลือกที่จะเงียบดีกว่าเป็นไหนๆ



\"โร!!\" เสียงหวานดังขึ้นจากทางขวามือ ใบหน้าคมเบือนไปมองร่างบางของเจ้าของเสียงที่วิ่งทักๆมาอย่างไม่ห่วงบุคลกซักนิด กระโปรงยาวกลอมเท้าถูกดึงขึ้นมาเกือบถึงเข่า เส้นผมสีน้ำตาลไหม้ยุ่งเหยิงเกินกว่าที่จะดูสวยงามได้ เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มก่อตัวขึ้นตามไรผมเนื่องจากวิ่งมาไกลพอสมควร



\"สวัสดีเฟริน\" โรเอ่ยทักน้ำเสียงสดใส ใบหน้าแย้มรอยยิ้มล็กน้อย แล้วก็หุบกลับทันที ทำเอาหัวใจชายหนุ่มเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่นะ ความรู้สึกที่ห่างหายไปนานกลับมาอีกครั้ง มันเกิดอะไรขึ้น..!!~



\"เป็นยังไงบ้าง\" เฟรินถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ความรู้สึกมันบอกเธอว่า มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ แต่มันจะใช่เรื่องที่เธอคิดอยู๋รึเปล่า ก็คงต้องรอฟังคำตอบจากโรคนเดียว



\"ก็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ ตอนขากลับมาจากคาโนวาลก็เป็นอย่างนั้นตลอด\" โรตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เฟรินหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยืนเงียบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาด้วยความเป็นห่วง



\"ไปคาโนวาลมาแล้วงั้นหรอ??\" คำตอบที่ได้กลับมาเป็นเพียงการพยักหน้าแค่ครั้งหนึ่งเท่านั้น โรเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา เพราะเธอคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คงจะเดาเหตุการณ์ได้อยู่แล้ว



\"งั้นฉันเข้าไปข้างในก่อนนะ ท่านจ้าวคงมีเรื่องอยากคุยกับฉันหลายเรื่องเลยทีเดียว ถึงให้คิลไปตามมาจากเอเดนที่สถานการณ์ย่ำแย่\" โรเอ่ยเป็นนัยๆถึงดิแดนแห่งสรวงสวรรค์ที่ชื่อ เอเดน แล้วเดินผ่านร่างอรชนของหญิงสาวเข้าไปในพระราชวัง



เฟรินมองตามชายหนุ่มไปอย่างนึกสงสัยในใจ แต่แล้วก็ส่ายหัวไล่ความสงสัยออกไป แล้วเดินเข้าไปหาเพื่อนนักฆ่าที่ยืนนิ่งอย่างไม่มีวี่แววว่าจะขยับตัวเองแม้แต่น้อย



\"คิล\" เสียงหวานเอ่ยเรียกออกไปอย่างแผ่วเบา ใบหน้าคมหันมามอง แล้วแย้มรอยยิ้มอย่างอบอุ่น แต่ในแววตากลับฉายแววเศร้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน



\"มีอะไรหรอเฟริน\" คิลถามกลับมาพลางพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่เขาก็รู้ดีว่าปิดหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้แน่นอน ถึงจะเป็นอย่างนั้น นักฆ่าก็ไม่ควรแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นทั้งสิ้น ต่อให้เป็นเพื่อนคนแรกของเขาก็เถอะ



\"คิล นายคิดว่าปิดฉันได้อย่างนั้นหรอ ฉันดูออกหมดแหละ ถ้านายเสียใจนายก็ร้องออกมาเถอะ ไม่มีใครว่านายหรอก ร้องออกมาให้สบายใจเถอะนะ\" เฟรินพูดพลางเอามือคล้องคอชายหนุ่มให้โน้มตัวลงมาซบไหล่เธอ



หยาดน้ำตาเริ่มหลั่งไหลออกมาจากดวงตาของนักฆ่าผู้ไม่เคยเสียน้ำตา เสียงสะอื้นดังแผ่วเบาเหมือนกับพยายามเก็บเสียงไว้ แต่ไหล่กว้างกลับสั่นเทาอย่างหนัก คาโอมองภาพทั้งสองคนแล้วก็เลือกที่จะเดินหนีไป เพราะถึงแม้จะรู้ดีว่าทั้งสองเป็นแค่เพื่อนกัน แต่ภาพของผู้หญิงที่รักที่กอดชายอื่นที่สะท้อนเข้าดวงตาก็ทำให้เขาเจ็บปวดมากพอ



แสงแดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ พระอาทิตย์เคลื่อนที่ไปอยู่เหนือหัวบ่งบอกเวลาเที่ยงวัน ทายาทนักฆ่าเงยหน้าขึ้นจากไหล่ที่ซบอยู่หลายชั่วโมง แล้วยืนตัวตรงเช่นเคย นัยน์ตาแดงก่ำ ตามใบหน้ามีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ เฟรินมองคิลแล้วยิ้ม อย่างน้อยก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว



\"สบายใจขึ้นมั้ย\" เฟรินถามพลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยนผิดปกติ คิลพยักหน้าตอบรับมา เขาเพิ่งรู้ว่าการร้องไห้ก็ช่วยทำให้สบายใจขึ้นมาได้เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้เหล่านางกำนัลทั้งหลายจะคิดไปถึงไหนแล้ว



\"เข้าไปข้างในกันเถอะ ฉันหิวข้าวแล้ว เพิ่งรูว่าให้คนยืมไหล่ร้องไห้นี่ก็เหนื่อยเมื่อกันนะ\" เฟรินพูดหยอกแล้วเดินนำเข้าไปในพระราชวัง คิลยิ้มน้อยๆ อย่างน้อยมันก็ยังไม่เปลี่ยนไป แล้ววิ่งตามธิดาแห่งความมืดเข้าไปทันที





----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





การรับประทานอาหารที่ไม่น่าพิศมัยกำลังดำเนิน เสียงหัวเราะเฮฮาที่เคยมีทุกครั้งหายไปแล้ว หลังจากที่จ้าวปิศาจเดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมโรในตอนเที่ยงวัน พระพักตร์ก็แสดงสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด โรนั่งเงียบราวกับเพิ่งรู้เรื่องร้ายแรงที่ไม่เคยรู้มาก่อน คาโอเลือกที่จะมองอาหารข้างหน้า เพราะไม่อยากจะมองหน้าคิล คิงเองก็นั่งเงียบเช่นกัน เรื่องเรนอนกำลังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด ส่วนเฟรินต้องนั่งเงียบเพราะคนอื่นเงียบกันหมด พวกนี้จะรู้มั้ยนะว่าเธออึดอัดดดด!!



\"นี่จะเงียบกันไปถึงไหน กินข้าวนะ ไม่ได้นั่งประชุมเรื่องยุทธศาสตร์การรบ\" เฟรินพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ อาหารวันนี้ไม่อร่อยเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ปกติเธอต้องฟาดเขาไปจานที่ 2 หรือ 3 แล้วด้วยซ้ำ



\"พ่อขอโทษเฟลิโอน่า พอดีว่าพ่อคิดอะไรเพลินไปหน่อย\" เอวิเดสเอ่ยออกมา แล้วเริ่มลงมือทานอาหารที่วางอยู่ข้างหน้ามานานแล้ว



\"อีกหน่อยผมจะออกกฏว่า เวลาทานอาหารห้ามคิดเรื่องอื่น ห้ามนั่งเงียบ ห้ามปล่อยอาหารทิ้งไว้ให้เย็น แล้วที่สำคัญห้ามทำเป็น่วาผมไม่อยู่ตรงนี้\" เฟรินพูดออกมาอย่างเหลืออด ทุกคนมองเธอด้วยความประหลาดใจ นี่เจ้าหล่อนกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัวไปแล้วรึไงนะ ถึงได้ร่ายยาวเป็นกิโลอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยอย่างนี้ เอวิเดสมองพระธิดาสุดที่รักด้วยแววตาอ่อนโยน เธอช่างเหมือนแม่ซะจริง เขายังจำได้ดี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันที่พระธิดาองค์น้อยที่บัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัว จะครบรอบหนึ่งเดือนในวันรุ่งขึ้น



วันนั้นอากาศค่อนข้างดีทีเดียว เขาเล่นกับพระธิดาอยู่ในสวน ส่วนเธอ อลิเซีย ผู้ที่เขารักกำลังนั่งมองพวกเราพลางยิ้มอย่างมีความสุข จะมีความทรงจำไหนที่ล้ำค่าไปมากกว่านี้อีกแล้ว ภาพครอบครัวที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนเจ้าโกโดม โคมุสมันวิ่งเข้ามา



\"ถวายบังคมกระหม่อม ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันมาขัดจังหวะความรื่นรมย์\" มันเอ่ยออกมาพลางหอบแฮ่ก แฮ่กๆด้วยความเหนื่อย



\"มีอะไรก็ว่ามาโกโดม\" เขาถามมันออกไป จะมีอะไรที่สำคัญขนาดที่เจ้าโคมุสมันรีบเร่งขนาดนี้นะ



\"คือว่าพูดที่นี่ไม่ได้กระหม่อม เชิญฝ่าบาทเสด็จไปที่ห้องประชุมพระเจ้าค่ะ\" โกโดม โคมุสเอ่ย เอวิเดสหันไปมองหน้าพระชายาอย่างขอความคิดเห็น เธอยิ้มแล้วพยักหน้า



\"เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามันไม่สำคัญจริง เจ้าคงรู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น\" เอวิเดสเอ่ยเสียงเย็นอย่างไม่พอใจ



\"หม่อมฉันรู้พระเจ้าค่ะ เชิญเสด็จ\" โกโดมพูดแล้วเดินนำ ราชาแห่งเดมอสไปยังห้องประชุมที่มีเหล่าขุนนาง เสนาอำมาตย์ทั้งหลายรออยู่แล้ว



แอ๊ดดด!!



เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้น เหล่าเสนาอำมาตย์ละสายตาจากกองเอกสารหน้าเป็นร้อยหน้าตรงหน้า แล้วถวายบังคมเอวิเดสด้วยความเคารพ จ้าวปิศาจพยักหน้า แล้วทั้งหมดก็นั่งลงเหมือนเดิม เอวิเดสเดินไปยังเก้าอี้หัวโต๊ะแล้วนั่งลง



\"มีเรื่องอะไร\" ราชาแห่งเดมอสตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบเหมือนว่าเรื่องที่จะได้รับฟังต่อจากนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่เมื่อดูจากสีหน้าเหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่นหรือเรื่องเล็กๆน้อยๆแน่นอน



\"คือว่า หน่วยข่าวของเราสงข่าวมาว่า ทางเอเดนมีการเคลื่อนไหวกำลังทหารพระเจ้าค่ะ\" อำมาตย์คนหนึ่งทูลรายงานด้วยอาการเกร็งๆอ่ยางปิดไม่มิด



\"แล้วมันเกี่ยวกับเดมอสตรงไหน พวกนั้นจะเคลื่อนกำลังทหารก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรานี่\" จ้าวปิศาจตรัสด้วยสุรเสียงล้อเล่นเช่นเคย การเคลื่อนกองกำลังทหารของเหล่ามุนษย์ไม่มีความจำเป็นต้องรายงานเลย พวกนั้นก็เคลื่อนกองกำลังเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว



\"เรื่องนี้แหละพระเจ้าค่ะที่เกี่ยวกับเราโดยตรง\" เจ้าโกโดมเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมา พระพักตร์เบือนไปมองอย่างสงสัย เกี่ยวยังไง..??



\"คือว่าตามสายข่าวของเรา ทางเอเดนเคลื่อนกำลังทหารมาถึงชายแดนแล้ว จุดประสงค์หลักของพวกมันก็คือโจมตีเดมอส และวันที่พวกมันจะลงมือคือวันพรุ่งนี้ วันครบรอบวันประสูติครบหนึ่งเดือนขององค์หญิง\" โกโดมกล่าวรายงามตามที่ได้ฟังมา พระพักตร์ขององค์กษัตริย์ผู้เกรียงไกรเริ่มมีเคล้าเคร่งเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว



\"ฝ่าบาทต้องการเช่นไรพระเจ้าค่ะ จะส่งกองกำลังทหารไปสู้กับพวกมัน หรือว่าจะอยู่เฉยๆ รอให้พวกมันเข้ามาแล้วค่อยจัดการ\" อำมาตย์คนหนึ่งทูลถามกลับมา พระขนงงอเข้าหากันเกือบจะผูกเป็นโบว์



\"เดี๋ยวข้าจะให้คำตอบหลังจากอาหารเที่ยง พวกเจ้าไปทานซะ แล้วกลับมาประชุมต่อ\" เอวิเดสตรัวเสร็จก็ลุกจากเกาอี้แล้วออกจากห้องประชุมไปทันที เวลาเที่ยงอย่างนี้ อลิเซียกับเฟลิโอน่าคงจะอยู่ที่ห้องอาหารแล้ว







\"ฝ่าบาท ฝ่าบาทเพคะ\" เสียงหวานเรียกให้ ราชันย์แห่งเดมอสตื่นจากภวังค์ พระพักตร์เบือนไปมองดวงหน้าวหวานของพระชายาที่มองด้วยความเป็นห่วง



\"เป็นอะไรรึเปล่าเพคะ\" อลิเซียเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่เดมอส เธอไม่เคยเห็นพระสวามีของเธอเป็นอย่างนี้เลยซักครั้ง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่.. ที่ห้องประชุม..



\"เปล่าหรอก ข้าแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ\" เอวิเดสตอบกลับไป แล้วเริ่มทานอาหารที่อยู่ตรงหน้า



\"สงสัยว่าข้าคงต้องตั้งกฏขึ้นมาแล้วล่ะมั้ง ห้ามท่านคิดเรื่องงานในเวลาทานอาหาร ห้ามปล่อยให้อาหารที่อยู่ข้างหน้าเย็น แล้วสุดท้าย สำคัญที่สุด ห้ามท่านมองเหม่อเหมือนอยู่ในห้องคนเดียว เข้าใจมั้ย\" อลิเซียเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอย่างที่ไม่ได้ฟังมาตั้งนานแล้ว นางพูดน้ำเสียงอย่างนี้ครั้งสุดท้ายก็เมื่อก่อนที่จะแต่งงาน



\"โอเค ข้าสัญญา\" เอวิเดสเอ่ยพลางกลั้วหัวเราะ ในที่สุดนางก็ยอมพูดอย่างนั้นซะที ความทรงจำเก่าๆแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง โดยที่เขาไม่มีทางรูเลยว่า ความสุขในเวลานี้ พรุ่งนี้จะไม่มีอีกแล้ว...........





\"ท่านพ่อเป็นอะไรรึเปล่าฮะ\" เฟรินถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นพระบิดานิ่งเงียบไป มืเพียงรอยยิ้มที่ปรากฏบนพระพักตร์เท่านั้นที่บอกได้ว่าท่านกำลังมีความสุข



\"เปล่าหรอกเฟลิโอน่า พ่อกำลังคิดถึงเรื่องเมื่อ 20 ปีก่อนน่ะ\" เอวิเดสเอ่ยออกมาพลางหลั้วหัวเราะเช่นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เฟรนิมองพระบิดาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเอ่ยถาม



\"เมื่อ 20 ปีที่แล้วมีอะไรเกิดขึ้นหรอฮะท่านพ่อ ทำไมถึงต้องหัวเราะขนาดนั้น\"



\"คือว่านะเฟลิโอน่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่พูดอย่างนี้ นางพูดเหมือนกับลูกในตอนนี้เลย ทั้งหน้าตา รูปร่าง สีผม แม้แต่สีตา เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก\" เอวิเดสเอ่ยออกมาพลางยิ้มออกมาอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน มีเพียงพระชายาสุดที่รักเท่านั้นที่เคยได้เห็นรอยยิ้มนี้



\"ท่านพ่อหมายถึงท่านแม่หรอฮะ\" เฟรินถามออกมา ท่านแม่เธอพูดอย่างนั้นจริงๆหรอ



\"ใช่แล้วล่ะ อลิเซียพูดอย่างนี้ ท่าทางอย่างนี้ พ่อยังจำได้ติดตาเลยล่ะ\" เอวิเดสตอบคำถาม แล้วเริ่มกินอาหารต่อ เฟรินมองหน้าพระบิดาเล็กน้อย แล้วเริ่มลงมือทานอาหารต่อเช่นเดียวกัน ทั้งสามหนุ่มมองสองพ่อลูกคุยกันแล้วก็ลอบยิ้มในใจ ก่อนจะทานอาหารต่อ





-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





Thief \'s Diary





นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ผมไม่ได้เขียนไดอารี่ วันนี้เป็นวันที่อากาศร้อนมากๆ



ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำ ผมจึงตัดสินใจเปิดไดอารี่เล่มเก่าขึ้นมาอ่าน



ในนั้นบรรจุเรื่องราวไว้มากมาย จนผมเองยังรู้สึกเลยว่าอ่านแล้วช่วงเวลาเก่าๆมันย้อนกลับมาอีกครั้ง



จากวันนั้นที่คิลกลับมาจากเอเดนก็ผ่านไป 1 อาทิตย์เต็มๆแล้ว หมอนั่นยังคงยิ้มแย้มเบิกบานเหมือนม่มีอะไรเกิดขึ้น



แต่ผมดูก็รู้แล้วว่ามันกำลังเศร้าใจอยู่ ก็ผมเป็นเพื่อนมันนี่นา



มันชอบนั่งอยู่ในสวน เฝ้ามองไปทางคาโนวาล ซึ่งผมก็สงสัยเหลือเกินว่ามันมิงไปแล้วมันเห็นรึไง จนเมื่อ 2-3 ก่อน ผมอดแหย่มันไม่ได้จริงๆ



\"คิล นายมองอะไรน่ะ\" ผมถามขึ้น คิลเบือนหน้ามามองผม แล้วส่ายหัว ก่อนจะตอบ



\"เปล่า ฉันไม่ได้มองอะไรนี่ ว่าแต่นายมีอะไร\" มันถามย้อนผมกลับมา โธ่เอ้ย ไอ้เพื่อนบ้า เรารึอุตส่าห์เป็นห่วง



\"ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่สงสัยว่านายมองอะไรของนาย\" ผมตอบกลับไป ผมสังเกตเห็นมันกลั้นหัวเราะ



ให้ตายเหอะ ไม่น่าหลวมตัวเป็นห่วงมันจริงๆเลย



ในที่สุดผมก็ยอมแพ้ ถอยทัพกลับเข้าพระราชวังไป มันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมมันไม่ยอมลุก เพราะรากมันงอกแล้วไงล่ะ



คาโออยู่กับคาเรตลอดเวลา วันหนึ่งผมเดินผ่านไปหน้าห้องของคาเร แล้วก็เห็นทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน



ผมยอมรับว่าช่วงนี้ไม่มีเวลาให้คาเรเลย เพราะว่ามัวแต่ห่วงคิลอยู่ ถ้ามันไม่ยอมพูดออกมาแล้วผมจะรู้ได้ไงเล่า



โรกับท่านพ่อเข้าประชุมกันทุกวัน ไม่รูมีเรื่องอะไรต้องพูดคุยกันนักกันหนา แต่จะเรียกว่าการประชุมก็คงไม่ถูก



เพราะคนที่เข้าประชุมก็มีแค่โร ท่านพ่อ แล้วก็เจ้าคนแคระเขากวางเท่านั้น



พอถึงเวลาทานอาหารของทุกวัน ทุกคนก็จะพร้อมที่ห้องอาหาร ซึ่งไม่ต้องบรรยายก็คงรู้ดีว่า เงียบสนิท



ผมล่ะอึดอัดจนกินข้าวไม่ลง น้ำหนักลดไปหลายกิโลเลยทีเดียว เฮ้อ..พวกนั้นจะรู้มั้ยนะว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนเนี่ย



ทางคาโลไม่ได้ส่งข่าวมาอีกเลย มีเพียงการ์ดแต่งงานของเรนอนที่ถูกส่งมาถึงเมื่อวานนี้ วันงานก็อีกแค่ 3 วันเท่านั้นเอง



ผมไม่อยากจะบรรยายสภาพของคิลตอนได้รับการ์ดเลย มันเงียบไปทันที ไม่ยอมพูดยอมจากลับใคร พอผมเข้าไปคุยมันก็เดินหนี



ไอ้เพื่อนบ้าเอ้ย!



แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกมันนะ เป็นผมล่ะก็ คงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ เรนอนหนอเรนอน ไม่นึกว่าจะทำกันได้ขนาดนี้



คิลมันคงจะเจ็บไปอีกนานทีเดียว ก็รักครั้งแรกของมันนี่นา

                                                                                                                  



                                                                                                                        หัวขโมยอารมณ์เสีย...





-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





Killer \'s Diary





คงแปลกใจกันใช่มั้ยล่ะครับ ที่คนอย่างผมก็เขียนไดอารี่กับเขาด้วย



มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะผมเขียนมันมาตั้งแต่เข้าเรียนที่เอดินเบิร์กแล้ว ความทรงจำมากมายถูกอัดแน่นอยู่ในนี้



ทั้งตอนที่มีความสุข ความทุกข์ เผชิญอุปสรรค ตอนที่เธอยิ้มให้ผม ตอนเธอร้องไห้เสียใจ ตอนที่ผมบอกรักเธอ



ภาพวันวานเล่านั้นยังคงอยู่ในใจผมเหมือนเดิมครับ ผมพยายามเก็บความเศร้าไว้คนเดียว ผมไม่อยากให้เจ้าหญิงงี่เง่านั่นเป็นห่วง



ผมรู้ครับว่ามันดูออก แต่ถึงยังก็ดีกว่าผมแสดงออกไปโดยตรงล่ะน่า พ่อของผมเคยสอนว่า \'อย่าแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น\'



เพราะงั้นทุกๆครั้งที่อยู่ต่อหน้าเจ้าหญิงบ้านั่น ผมก็จะยิ้มแย้มหัวเราะเบิกบานเหมือนเดิม แต่จะมีใครซักคนรู้มั้ย



ว่าภายใต้หน้าตาที่ยิ้มแย้มนั้น น้ำตากำลังไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่



ผมทำเป็นไม่แคร์ว่าเธอคนนั้นจะแต่งงาน แต่หัวใจของผมมันเหมือนกำลังจะแตกสลายไปจริงๆ



ผมทำผิดอะไรหรอครับพระเจ้า ทำไมท่านต้องลงโทษผมอย่างนี้ด้วย ทำไมท่านต้องพรากเธอไปจากผมด้วยล่ะครับ



มันคงจะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ครับ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาจากคาโนวาล



ถึงผมจะพอรู้ว่าใครส่งมา แต่ผมพยายามโกหกตัวเองครับ ผมโกหกตัวเองว่าเป็นจดหมายจากเธอนั่น



เฟิรนเปิดซองจดหมายออกมาอย่างตื่นเต้น ข้างในมีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง กระดาษแผ่นนั้นเป็นสีชมพูอ่อนๆอย่างที่เธอคนนั้นชอบ



ตัวอักษรสีทองวาวบ่งบอกว่าเป็น การ์ดเชิญไปงานแต่งงาน...



เฟรินออ่านจบแล้วหันมามองที่ผม ไม่รูจะพูดอะไรตอบได้ดี ผมรู้สึกว่าลำคอมันแห้งผากเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้อีกต่อไป



ผมตัดสินใจเดินหนีไป ขอบตาเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้ว่าน้ำตาผมกำลังจะไหล แต่ผมจะให้ใครเห็นไม่ได้



เฟรินเดินตามผมมาครับ มันพยายามพูดกับผม จะบอกว่าพูดก็ไม่ถูก ต้องบอกว่ามันพยายามปลอบผม



แต่ผมกลับตวาดมันกลับไป แล้วเดินหนีไปซะอย่างนั้น ผมรูสึกครับ่วาผมทำผิด มันเป็นห่วงผมมากแค่ไหนผมก็รู้ดี



แต่ว่าในตอนนั้นผมไม่ม่สติหลงเหลืออยู่แล้ว ผมวิ่งกลับเข้าไปในห้อง แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาพอดี



ผมรู้ว่ามันน่าอายครับ ผมนั่งลงกับพื้น แล้วเริ่มร้องไห้หนักมากขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเหมือนโดนมีดกรีด



เธอคนนั้นจะรู้มั้ยครับว่าผมเจ็บปวดแค่ไหน ผมคงต้องตัดใจสินะ แต่มันยากนะครับ มันไม่ง่ายเลยซักนิด



มีคนๆหนึ่งเคยพูดกับผมไว้ว่า \'การรักใครซักคนน่ะ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะตัดใจจากเค้าต่างหากล่ะที่ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด\'



ผมไม่เคยเข้าใจประโยคนี้จนกระทั่งวันนี้ครับ ผมเพิ่งรู้ว่ามันคือความจริง การที่ผมรักเธอนั้นไม่ยากเลย



ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร แต่การที่ผมต้องตัดใจจากเธอเนี่ยสิ มันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด



มีเหตุผลร้อยแปดที่ผมควรตัดใจจากเธอ และไม่ควรตัดใจจากเธอ



ตอนนี้ผมรู้สึกสับสนไปหมด คืนนี้ฟ้าสวยครับ พระจันทร์เต็มดวง ดวงดาวมากมายกระพริบแสงอยู่บนฟากฟ้าไกล



ไกลเกินที่ผมจะเอื้อมไป เฉกเช่นเธอคนนั้น เธอจะมองท้องฟ้าอยู๋รึเปล่า เธอจะคิดเหมือนผมบ้างมั้ย เธอจะรู้รึเปล่าว่า



ผมรักเธอหมดใจ.....





                                                                                                                                นักฆ่าผู้อ่อนแอ......





------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





ภายในห้องประชุมที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆจากเตาพิง ร่างของราชาปิศาจประทับอยู๋บนเก้าอี้นวมอย่างดี บุด้วยผ้าชั้นเลิศ ตัวโครงหล่อมาจากทองคำแท้ 100% พระพักตร์ที่ตึงเครียดมาหลายวัน ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ เหตุการณ์ทั้งหมดกำลังจะคลี่คลายลงแล้ว



เก้าอี้ถัดไปมีร่างสูงของชายหนุ่มวัน 20 นั่งอยู่ ใบหน้าคมกำลัมแย้มรอยยิ้มอย่างถูกใจเมื่อรับฟังการประชุมเสร็จ นัยน์ตาสีเขียวมรกตพราวระริกอย่างตื่นเต้น งานนี้สนุกแน่ๆ บนโต๊ะมีร่างเล็กของโกโดม โคมุสยืนอยู่ พอมันยืนข้างถ้วยน้ำชาแล้วก็ให้ความรู้สึกว่า มันคงไม่คิดดื่มน้ำชาแน่ เพราะตัวมันเองสูงกว่าถ้วยน้ำชาเพียงไม่กี่เซนต์



\"ไปตามเฟลิโอน่า คิล และคาโอมาพบข้าด่วน\" สุรเสียงดังลอดออกมาจากพระโอษฐ์ของราชันย์แห่งเดมอส



\"รับด้วยเกล้ากระหม่อม\" โกโดมรับคำ แล้วรีบแจ้นออกจากห้องไปทันที ด้วยรู้ว่าบัดนี้ความรู้สึกของเจ้าเหนือหัวกำลังดีเป็นพิเศษ ถ้าหากชักช้าแล้วอารมณ์ของท่านเกิดเสียขึ้นมาล่ะก็ ศีรษะน้อยๆของเขาคงรักษาให้อยู่บนบ่าไม่ได้อีกต่อไป



ไม่ถึง 10 นาทีทุกคนก็มาครบกันหมด เจ้ากวางตามที่เฟรินเรียกนั่งหอบแฮ่กๆอยู๋ข้างพระหัตถ์ของผู้เป็นใหญ่ เก้าอี้ถัดไปร่างบางของหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นธิดาแห่งความมืดประทับอยู่ ใบหน้ามนแสดงความสงสัยออกมาอย่างชัดเจน คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างไม่เข้าใจว่าเลือกเธอมาทำไม ริมฝีปากสีกุหลาบปิดสนิทรอให้คนที่เลือกเธอมาเป็นฝ่ายเปิดปากออกมาก่อน



ถัดมาก็เป็น่างสูงของนักฆ่าที่ยังยิ้มแย้มอยู่ ถ้าหากว่าที่เดมอสมีวิชาหน้ากากฟาโรห์ล่ะก็ มันคงได้เต็มสิบไปเรียบร้อยแล้ว เขาหาวนอนเล็กน้อย พยายามเบิกตาออก เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถูกปลุกขึ้นมากลางดึกอย่างนี้ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าพิศมัยนัก ถัดมาผู้วิเศษแห่งคาโนวาลนั่งอย่างเงียบเชียบ ดูเหมือนว่าเค้าจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเรียกมา สีหน้าจึงยังคงเป็นปกติเช่นเคย



\"ท่านพ่อเรียกพวกเรามาทำไมกลางดึกฮะ\" เฟรินเอ่ยถามออกมาพลางหาวฟอดใหญ่ ความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็มีมาก แต่ความง่วงนอนนั้นกลับมากยิ่งกว่า



\"มะรืนนี้เราจะไปเอเดนกัน\" จ้าวปิศาจตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ใบหน้าของผู้ที่ถูกเรียกมาทั้งสามบ่งบอกถึงความตกใจเต็มที่



\"ไปเอเดน!!\" หญิงสาวหลงแผดเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว \"ไปทำอะไรฮะ\" เฟรินถามอย่างสงสัย ทำไมต้องไปเอเดน แล้วทำไมต้องไปวันมะรืนนี้ด้วย



\"ยังบอกไม่ได้ เอาเป็นว่าวันมะรืนนี้จะออกเดินทางแต่เช้าแล้วกัน แค่นี้แหละ กลับไปพักผ่อนกันเถอะ\" จ้าวปิศาจตัดบทที่ตรงนี้ แล้วลุกขึ้น เดินออกจากห้องไปทันที



\"โร นายรู้อะไรใช่มั้ย บอกมานะ\" เฟรินหันไปเล่นงานอีกคนที่อยู่กับพระบิดาของเอแทบจะตลอดตั้งแต่มาเดมอส แต่นายคนนั้นยังคงทำหน้าเรียบเฉย แถมยิ้มกวนประสาทอีก มองแล้วน่าเตะเป็นบ้า



\"แล้วนายคิดว่าไงล่ะ\" ทิ้งคำพูดกวนประสาทไว้ให้ ก่อนจะลุกออกจากห้องไปทันที เฟรินกัดฟันกรอด หนอย! ให้มันได้อย่างนี้สิ คนนั้นก็ไม่ตอบ คนนี้ก็ไม่ตอบ แล้วจะรู้มั้ยวะเนี่ย



\"เอาเถอะ ถ้าถึงเวลาเดี๋ยวท่านจ้าวก็บอกเองแหละ ไปนอนดีกว่านะ\" คาโอเอ่ยเรียบๆแล้วเดินจากไปเช่นกัน เฟรินกับคิลมองหน้ากันราวกับจะหาคำตอบ แต่ก็ไม่มีแม้แต่น้อย ทั้งสองจึงแยกย้ายกลับห้องตัวเองไป





ร่างสูงของชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า การประชุมที่ต้องใช้สมองมา ทำเอาเสียพลังงานไปมากเช่นกัน แถมยังมีติดต่อกันอีก ร่างกายคงจะแย่แน่ๆ นัยน์ตาสีเขียวมรกตปรือลงช้าๆอย่างต้องการพักผ่อน แต่เป็นอันต้องลืมขึ้น แล้วเด้งตัวลุกจากเตียงทันที เพราะพอหลับตาแทนที่จะเห็นหน้าคนๆเดิมที่เคยเห็น ที่กำลังคิดถึง แต่กลับกลายเป็นอีกคน คนที่เค้าคิดว่าลืมไปหมดใจแล้ว คนๆนั้น



สงสัยเค้าคงจะเหนื่อยเกินไปก็เลยเบลอล่ะมั้ง ชายหนุ่มคิดในใจพลางส่ายหัวแล้วทิ้งตัวนอนบนเตียง แล้วหลับไปในที่สุด สัญชาติญาณมันบอกเค้าว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป บางสิ่งบางอย่างที่เคยเป็นอดีตกำลังจะหวนกลับมา บางสิ่ง...!!





ในที่สุดวันออกเดินทางสู่เอเดนด้วยปริศนาลึกลับที่จ้าวปิศาจกุมไว้ก็มาถึง บัดนี้เป็นเวลาตี 2 ได้ ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท ลมเย็นๆพัดผ่านตัวไป ทำเอาร่างบางสั่นด้วยความหนาว พาหนะถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเมื่อเธอเดินออกมา ทหารจำนวนมากยืนอยู่ข้างๆมังกรสีแดงเพลิงเตรียมพร้อมออกเดินทาง



ไปเอเดนทำไมต้องเอาทหารไปเยอะขนาดนี้ คำถามผุดขึ้นในใจหญิงสาวทันที มีเหตุผลอะไรที่ต้องนำทหารไปมากมายขนาดนี้ ถ้าเพียงแค่จะไปเที่ยวเล่น เอทหารไปเยอะจะสะดุดตาเกินไปมิใช่หรือ ทำอย่างกับว่าจะไปทำสงครามอย่างนั้นแหละ และแล้วความคิดก็หยุดชะงักลงเมื่อคำว่าสงครามผุดขึ้นมา ท่านพ่อคิดอะไรกันแน่นะ..



\"เอาล่ะ ในเมื่อพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันดีกว่า เดี๋ยวจะไปถึงไม่ทัน\" จ้าวปิศาจเอ่ยด้วยสุรเสียงร่าเริง ผิดกับพระธิดาที่ทำสีหน้ากังวลเต็มที่ แต่ก็มได้เอื้นเอ่ยสิ่งใดออกมา



เฟรินยืนมองทหารขึ้นมังกรอย่างไม่สบายใจเอาซะเลย มือเรียวลูบตามต้นแขนหวังบรรเทาความหนาวแต่หาได้ผลไม่ อากาศหนาวๆอย่างนี้ ถ้าขึ้นมังกรไปมีหวังแข็งตายแน่ๆ แต่แล้วก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่คลุมอยู่บนไหล่ เมื่อหันไปมองก็พบใบหน้าของขอทานกิตติมศักดิ์ เขากำลังยิ้มให้เธอ เสื้อตัวนอกที่เคยสวมใส่ มาอยู่บนไหล่เฟรินแท้



\"นายไม่ใส่หรอ\" เฟรินถามออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไร คำตอบที่ได้กลับมาเป็นเพียงรอยยิ้ม แล้วเขาก็เดินไปขึ้นมังกรของตัวเองทันที เฟรินมองตามโรไปจนขึ้นมังกร จึงละสายตา แล้วขึ้นมังกรตัวเองบ้าง ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเสียงกระพือปีกของมังกรหลายพันตัวก็ดังขึ้นพร้อมๆกัน ก่อนที่พวกมันจะทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ถูกขนานนามว่า สรวงสวรรค์... เอเดน!!





------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------





เช้าแล้ว วันนี้สินะ หญิงสาวคิดในใจพลางหลุบเปลือกตาลงต่ำ วันนี้แล้วสินะ วันที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลอดกาล วันที่เธฮจะต้องแต่งงานกับคนอื่น คุณคิลจะมารึเปล่านะ แต่เค้าคงไม่มาอยู่แล้วล่ะ เรนอนส่ายหัว แล้วหันไปมองทางประตูที่เปิดเข้ามา



ร่างสูงของเจ้าชายน้ำแข็งเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเฉกเช่นทุกครั้ง คาโลมองหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวอย่างเห็นใจ เธออยูในชุดแต่งงานสีขาวสวย เส้นผมสีม่วงสวยผู้เกล้าขึ้นไว้บนศีรษะ ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวผุดผ่อง ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ภายใต้ผ้าคุลมหน้าผืนบาง น้ำตากำลังเอ่อล้นที่ดวงตา



\"มีอะไรหรอคะ\" เรนอนถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้เป็นปกติ คาโลไม่ตอบอะไร เพียงดึงร่างบางของน้องสาวเข้ามากอดไว้ ใบหน้าหวานฉายแววตกใจ แต่เมื่อได้ฟังคำอธิบาย น้ำตาก็หลั่งไหลออกมาไม่หยุด



\"ร้องออกมาเถอะ ร้องออกมาให้พอใจ เผื่อว่าจะสบายใจขึ้น\"



โบสถ์ในพระราชวังถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกไม้ ผ้าสีขาว และผ้าสีชมพู เทียนทุกเล่มถูกจุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่าง ท่นั่งแต่ละแถวมีคนนั่งเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆที่เอดินเบิร์ก กษัตริย์จากประเทศต่างๆ ขุนนางอำมาตย์ทั้งหลาย ที่แท่นทำพิธีบาทหลวงกำลังยืนอยู่ด้วยท่าทีสงบ และหน้าแท่นพิธีมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่หล่อเท่าเจ้าชายคาโลหรือคิล แต่เขาก็วางมาดได้สมกับเป็นเจ้าชายเสียจริง



ในสายตาของเพื่อนๆป้อมอัศวินเขาก็เป็นเพียงเจ้าชายหยิ่ง ชอบวางมาดคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น เป็นเพื่อนนักฆ่า อะไรๆมันก็คงจะสวยงามกว่านี้เยอะ



เสียงเปียโนเริ่มบรรเลงเพลงขับขานดังก้อง เมื่อประตูโบสถ์ถูกเปิดออก ร่างบางของเจ้าหญฺงคนงามแห่งคาโนวาลย่างเก้าเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม พร้อมกับเจ้าชายคาโล ในมือของเธอถือช่อดอกลิลลี่สีขาวสวยงาม ใบหน้าที่อยู่ใต้ผ้าคลุมดูไม่ค่อยจะงดงามเอาซะเลย เพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก คาโลกุมมือน้องสวแน่นราวกับต้องการให้กำลังใจ ทั้งสองไปหยุดอยู่ที่หน้าแท่น คาโลยื่นมือเรนอนให้เจ้าชายแห่งสกอร์ปิโอ แล้วเดินลงไปนั่งที่ของตัวเอง



ทุกสรรพสิ่งในโบสถ์เงียบสนิท มือของเจ้าบ่าวเจ้าสาวประสานกันตรงหน้าของบาทหลวงผู้ทำพิธี เรนอนมองแหวนสองวงที่วางอยู่ห่างไปไม่มากพลางถอนหายใจอย่างปลงตก บาทหลวงเริ่มกล่าวเปิดพิธีเรื่อยมาเรื่อยๆจนถึงเวลาที่เธอต้องตอบรับแล้ว



\"เจ้าหญิงเรนอน ธีน็อท เธฮจะยอมรับผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นพระสวามี จะดูแลเค้า จะอยู่กับเค้าตลอดไปมั้ย\" บาทหลวงหันมาถามเรนอน ความเงียบบังเกิดขึ้นในโบสถ์อย่างห้ามไม่อยู่ เธอลังเล ถ้าเธอตอบตกลงไป ชีวิตเธอที่เหลือจะเป็นยังไงนะ แต่ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้อง..... เธอตัดสินใจมองไปรอๆโบสถ์เป็นครั้งสุดท้าย ไม่มาจริงๆด้วยสินะ เธอคิดพลางหลุบเปลือกตาลงต่ำอย่างรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ ในเมื่อสวรรค์ลิขิต คนธรรมดาอย่างเธอจะไปฝืนลิขิตได้อย่างไร...



\"ยอมรับค่ะ\" เรนอนเอ่ยปากตอบ จบสิ้นแล้ว ความรักของเธอ ไม่เหลือแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ลาก่อน.......



\"มีใครจะขัดค้านงานแต่งงานครั้งนี้หรือไม่\" บาทหลวงถามอย่างเป็นพิธี แต่ก็ไม่มีคนค้านออกมา บาทหลวงมองไปรอบๆโบสถ์ \"ถ้าอย่างนั้นก็ขอประกาศให้ทั้งสอง.........................\"



\"ช้าก่อน ข้าขัดค้าน!!\" เสียงๆหนึ่งดังกึกก้องไปทั่วโบสถ์พร้อมกับประตูโบสถ์ถูกเปิดเข้ามา แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามา จนมองไม่เห็นบุคคลทั้ 5 ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ ผู้หญิง 1 ผู้ชาย 4 คนพวกนั้นเป็นใครกัน ถึงบังอาจเข้ามาขัดพิธีสมรถของเจ้าหญิงเรนอนที่จัดขึ้นในพระราชวังได้ พวกทหารไปไหนกันหมด



\"เจ้าเป็นใคร!!\" คิงแห่งสกอร์ปิโอตะโกนก้องอย่างโกรธา ทั้งๆทีพิธีเกือบจะเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่เจ้าพวกนั้นดันมาขัดซะได้



\"เจ้ามันไม่มีค่าพอที่จะมาถามว่าข้าคือใครหรอก เจ้ามนุษย์ผู้ต่ำต้อย\" บุรุษผู้สูงที่อยู่ก้าวเดินเข้ามาในโบสถ์ ท่าทางที่ทรงอำนาจ ใบหน้าที่คุ้นเคย เส้นผมสีดำสนิทที่ถักเป็นเปียล้อมรอบคอ อาภรณ์สีดำสนิทที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ นัยน์เนตรสีดำฉายแววดูแคลนยิ่งนัก ทุกคนต่างตกตะลึงกันใหญ่ จ้าวปิศาจแห่งเดมอส!!



เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เขามาทำอะไรที่นี่ มาร่วมงานแต่งงานอย่างนั้นหรอ แล้วทำไมถึงค้านล่ะ คำถามบังเกิดขึ้นในใจของทุกคน แต่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยออกมาซักคน ร่างบางของหญิงสาวเดินเข้ามาในโบสถ์บ้าง ใบหน้าหวานมองไปยังที่ที่เพื่อนๆนั่งอยู่ แล้วก็หันกลับมาเชิดหน้าตรง แล้วเดินตามหลังพระบิดาไป ต่อมาก็เป็นเจ้าขอทานกิตติมศักดิ์ที่ไม่รู้ว่ามันมาร่วมขบวนเสด็จครั้งนี้ได้อย่างไร แต่มันก็แค่ยิ้ม แล้วเดินตามธิดาแห่งความมืดไป ต่อมาก็เป็นผู้วิเศษแห่งคาโนวาล ใบหน้านั้นยังคงยิ้มแย้มเหมือนเดิม เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน คนสุดท้ายที่ทำเอาคนในโบสถ์นึกลังเลใจขึ้นมา คนที่เป็นดังดวงใจของเจ้าสาว คิลมัส ฟีลมัส เดินเข้ามาในโบสถ์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาสีม่วงเย็นชาเกินกว่าหญิงสาวจะจับจ้องได้ ทำไมถึงมา ทำไมถึงมาล่ะ ตอบฉันหน่อยได้มั้ย.....



\"ถ้าหากจะแบ่งมนุษย์ออกเป็น 3 แบบ ข้าก็จะถือว่าเจ้าเป็นชนชั้นที่ 3 ชนชั้นล่างสุดที่ต่ำกว่าเศษดิน ชนชั้นที่ไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่เจ้ามีอยู่\" เอวิเดสเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าคมมองไปยังแท่นพิธีเบื้องหน้า ส่วนกษัตริย์สกอร์ปิโอก็ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ



\"เอวิเดส ท่านมาทำอะไร ถ้าท่านคิดจะมาขัดขวางล่ะก็ ข้าขอให้ท่านกลับไปซะเถิด\" คิงบาโรเอ่ยขึ้น พระพักตร์ไม่แสดงความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น



\"ก็อย่างที่ข้าบอกบาโร ข้ามาที่นี่เพราะมาคัดค้านงานแต่งงานครั้งนี้\" เอวิเดสเอ่ยเสียงเรียบเช่นเคย นัยน์เนตรสีดำสนิทต้องนัยน์เนตรสีฟ้าไม่กระพริบราวกับต้องการบอกอะไรบางอย่าง



\"ท่านมีเหตุผลอะไรเอวิเดส ถึงจะคัดค้านงานแต่งงานครั้งนี้\" คิงบาโรตรัสถามออกมาราวกับไม่รู้สิ่งราชาปิศาจต้องการสื่อให้รู้



\"เหตุผลของข้า ก็คือเหตุผลของข้า ท่านไม่ต้องรู้หรอก แต่แน่นอนว่างานแต่งงานครั้งนี้ต้องล้มเลิก\" เอวิเดสตอบกลับมา ใบหน้าของราชันย์แห่งเดมอสยังราบเรียบเช่นเคย คิงบาโรมองใบหน้าของราชาปิศาจก่อนจะเอ่ยถาม



\"แล้วถ้างานแต่งานนี้ไม่ล้มเลิกล่ะ\" คิงบาโรถามกลับมาอย่างไม่เดือดร้อนแม้แต่น้อย เอวิเดสมองหจน้าคิงบาโร ทำไมท่านช่างโง่เขลาเพียงนี้บาโร หรือจะเป็นเพราะกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้สมองของท่านเสื่อมไปแล้วงั้นหรือ





...................................................................................................................................................................................





อัพครบ 100% ค่า



จาพยายามอัพตอนต่อไปให้จบภายในวันนี้นะคะ



คิลกับเรนอนจะได้สมหวังมั้ยเนี่ยTT^TT



ต้องรออ่านตอนต่อไปนะคะ^^



รักคนอ่านม๊ากกกกมากกกก...^O^





                                                                                         >>Minnie~Moonie<<





353 ความคิดเห็น

  1. #327 Helena. (@mint-fah) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2555 / 00:55
    ยอดมากคะ
    #327
    0
  2. #262 fong (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2551 / 15:30
    หนุก...
    #262
    0