[ Linho ] FIND

ตอนที่ 1 : FIND YOU: 00

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ม.ค. 63

:FaceTime: ฮั่น

 

 

‘ไง ออกจากเกทแล้วหรอจ๊ะน้องโย จบปาร์ตี้วันเกิดกูตอนเช้าก็หายตัวเลยน้า ไม่ตอบแชทอีก’

 

 

‘เดี๋ยวตกเครื่องปะวะ พึ่งถึง นั่งเครื่องจนรากงอกแล้วฮั่น’

 

 

‘บอกให้เรียกฮันห์นา! ชื่อนั้นช่วยแกล้ง ๆ ลืมไปได้มั้ย มันแมนเกินไป!’

 

 

‘ถ้าจะให้เรียกฮันห์นา ต้องบอกมาก่อนว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?’

 

 

‘โย ยังไม่หายโกรธกูอีกหรอ คืนนั้นกูเมาจริง มัวแต่เต้นหางเครื่องบนโต๊ะ เหล้ามันแรง แต่สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรมึงนะ เอาหัวเป็นประกัน’

 

 

‘กูถามว่าใคร? อย่าตอบไม่ตรงคำถาม’

 

 

‘มันเป็นเพื่อนของเพื่อนกูอีกทีไง แต่คืนนั้นมันเปลี่ยนเสื้อให้มึงหลังจากเมาเละเทะด้วยนะ’

 

 

‘แค่เปลี่ยนเสื้อใช่มั้ย?’

 

 

‘เออ กูเอาหัวเป็นประกัน เพราะเขาเป็นคนมาบอกกูเองเรื่องมึงเมาแอ๊ะแอ๋ กูเลยต้องสละจากเวทีราชินีขุ่นแม่รีรีตรงดิ่งมาตรวจสอบสภาพมึงถึงห้องนอน ไว้กูถามเพื่อนให้นะ แล้วเสื้อเขามึงเก็บไว้อยู่ใช่มั้ย?’

 

 

‘ใส่อยู่ สวยดี’

 

 

‘แหมGucci Limited เลยนะมึง’

 

 

‘เออ รู้แล้ว’

 

 

 

 

 

‘โย’ เด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกันพึ่งจบไฮสคูลจากอเมริกามาหมาด ๆ แต่เขากลับเลือกที่จะมาแลกเปลี่ยนเรียนมหาลัยอินเตอร์ต่อที่ไทย เพียงเพราะอยากลองมาอยู่บ้านเกิดของแม่ที่เสียไปแล้วเมื่อตอนเขายังเด็กเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์กับพ่อขี้เหล้า แต่ถึงครอบครัวของโยจะมีปัญหา แต่มันก็ทำให้เขาเจนโลกพอสมควร

 

 

ตั้งแต่แม่ตายพ่อก็ยิ่งกินเหล้าเมาและโทษตัวเองไปอีก โยเลยต้องย้ายมาอยู่กับ‘ฮั่น’ หรือ‘ฮันห์นา’เพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนจากไทยที่สนิทด้วยกัน แล้วยังต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเลี้ยงตัวเอง พร้อมกับส่งเงินให้พ่อไปตาม ๆ กัน

 

 

จนวันนี้เงินนั้นมีมากพอที่เขาจะนำไปปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ของตัวเอง

 

 

 

 

‘แล้วตกลงเจอมั้ย ไอหน้าฝรั่งที่ส่งไปรับน่ะ’

 

 

โยหยุดเดินพร้อมกับกวาดสายตามองหาป้ายที่มีชื่อตัวเองอยู่ จนกระทั่งปลายตาเหลือบมองไปเห็นชายหน้าลูกครึ่งผิวแทนที่ชูคำว่า“น้องโย” กลับหัวกลับหาง

 

 

ฮวีชัย แซ่ปัง ถ้ามาไทยเมื่อไหร่โดนแน่’

 

 

ในสายตาของฮั่นมักจะมองโยในมุมเอ็นดูเหมือนลูกอยู่เสมอ แล้วก็ทำตัวเหมือนแม่เขาเข้าทุกวัน แล้วยิ่งรู้ว่าโยได้ไปแลกเปลี่ยนที่ไทยคนเดียวก็ยิ่งเป็นห่วงเลยแพร่เชื้อแม่ลูกอ่อนให้เด็กลูกครึ่งอเมริกันที่ส่งไปรับเขียนป้ายว่าน้องโยซะเลย

 

 

‘บ้าจริง เรียกชื่อเต็มเลยหรอ ไว้ซัมเมอร์จะแวะไปหานะจ๊ะน้องโย ขุ่นแม่ต้องนอนละค่ะ มิสยู!’

 

 

คงเป็นความเคยชินไปแล้วที่ฮั่นชอบแกล้งเขาแล้วก็ตัดสายหนีปัญหา ปล่อยให้เขาหัวร้อนอยู่คนเดียว แถมไอหน้าฝรั่งที่ดูจะป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ตรงหน้ายังคงชะเง้อมองหาเขาจากเกทไม่เลิกด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาเข้ามายืนข้าง ๆ แล้ว มันก็ตลกดีเหมือนกัน

 

 

“เมื่อไหร่โหยวจะมานะ เลทไปชั่วโมงนึงแล้วนี่” แถมเจ้าตัวก็บ่นพึมพำไม่เลิก ทั้ง ๆ ที่ยืนถือป้ายยืดโชว์ความสูงไปเรื่อย ๆ จนโยต้องกลั้นขำไว้ในลำคอ เพราะเพื่อนหน้าฝรั่งคนนี้เรียกชื่อเขาวรรณยุกต์เพี้ยนไปหมด

 

 

“โทษทีนะ เครื่องดีเลย์น่ะ” หลังจากเขาแกล้งเพื่อนใหม่หน้าฝรั่งสำเนียงไทยต่างด้าวมาสักพักก็ถึงเวลาที่จะต้องบอกความจริงว่าโยที่ตามหาคือคนที่ยืนข้าง ๆ มาสักพักแล้ว แต่ผิดคาดที่คิดว่าจะโดนโกรธ เพราะตอนนี้เขากำลังถูกปรนนิบัติเสมือนกับเป็นนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว

 

 

“โหยวใช่มั้ย เวลคัมทูไทยเลิ่นน้า ไอชื่อซามูเอล หรือยูจะเรียกแซมก็ได้” หลังพูดจบแบบไม่เว้นวรรคให้โยตอบคืนสักประโยค แซมก็ควักพวงมาลัยแบบประเพณีไทยออกมาจากกระเป๋าเป้พร้อมคล้องไว้ที่ข้อมือให้ด้วย

 

 

 

“เรียกโยก็ได้ เพื่อนกัน”

 

 

 

“ได้เลยโหยว”

 

 

“แต่ถ้าติดเรียกยูกับไอก็ไม่ว่ากันนะ...” ไม่รู้ว่าฮวีชัยเพื่อนตัวดีของเขาไปสนิทกับแซมได้ยังไง แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยมีเพื่อนซื่อ ๆ บ้างก็ดี ไม่ใช่เอาแต่เที่ยวกลางคืนกลายร่างเป็นคุณแม่รีรีเหมือนไอฮั่น!

 

 

“โอเคยู ไม่ต้องกลัวหลงน้า ไอคล้องไว้แล้ว มองหาง่ายมาก” ถ้าไม่ติดว่าแซมดูเป็นฝรั่งหน้าซื่อตาใส โยคงจะชกเข้าให้สักหมัด แต่ก็ทำได้แค่เดินตามแซมต้อย ๆ ฝ่าฝูงชนในสนามบินไปที่รถเท่านั้น เพราะคล้องไว้ให้มองหาง่ายแบบนี้จะมีอะไรอีกนอกจากว่าเป็นหมาหรือช้าง ดีแค่ไหนที่ไม่พ่วงแผ่นซีดีมาด้วยอย่างที่เขาเคยเห็นสารคดีช้างของไทย

 

 

“เดี๋ยวไอจะพาไปดูห้องของมอน้า รับรองยูต้องเลิฟ แต่อย่าเลิฟยูนะ ไอเขิน”

 

 

ไม่อยากคิดเลยว่าต้องเป็นรูมเมทกันจะปวดหัวขนาดไหน

มันเล่นมุกคนเดียวแล้วก็น้วยคนเดียว

อะไรของมันวะ...

 

 

 

“แต่ยูไม่ต้องเสียใจไปนะที่ไม่ได้เป็นรูมเมทกับไอ เพราะเขาสุ่ม แต่ว่าไอได้ห้องข้าง ๆ ยูแหละ”

 

 

พระเจ้าคงเข้าข้างเขาแล้วล่ะ

 

 

“โหยวเนี่ยไม่ค่อยพูดเลยนะ ปล่อยไอคุยคนเดียวเลย” ไม่ค่อยพูดก็บ้า ที่เก็บอาการไว้อยู่แบบนี้เพราะกลัวจะเผลอเอามือไปบีบปากมากกว่า พูดจนหูของเขาจะพรุนแล้ว ไม่มีช่วงไหนให้เขาตอบกลับได้เลยสักนิด

 

 

“ถามจริงนะ นายหายใจทางไหน?” ในเมื่อเพื่อนหน้าฝรั่งอย่างแซมอยากให้เขาพูด นี่ก็คงเป็นคำถามที่เขาอยากถามที่สุด เพราะพูดจนเขาฟังไม่ทัน หรือว่าหมอนี่หายใจทางผิวหนัง?

 

 

“คนเราก็ต้องหายใจทางจมูกสิโหยว ไม่ใช่ปลาที่จะมีเหงือกไว้หายใจนะ” อ่าว ทีแบบนี้ล่ะจริงจัง

 

 

“ถ้าโหยวสงสัยอะไรถามไอได้ ไอเนี่ยรู้ทุกเรื่อง จะเล่าประวัติมอให้ฟังนะ...”

 

 

และระหว่างทางที่ขับรถไปมหาลัยไอแซมมันก็พูดไม่หยุดเลยครับ จนผมต้องหาเรื่องหลับใส่บนรถ แต่มันก็ยังพูดกรอกหูเหมือนผมตื่นอยู่ยังไงอย่างงั้น หวังว่าในมอนี้ผมจะได้เจอคนปกติบ้างนะ หรือสักคนที่เรียกชื่อผมแบบไม่มีวรรณยุกต์ก็ได้...

 

 

 

 

University

 

เมื่อแซมขับรถพาโยมาถึงมหาวิทยาลัยอินเตอร์ชั้นนำของไทยก็บอกได้เต็มปากว่าแทบไม่ต่างจากที่อเมริกาเท่าไหร่ เพราะเป็นของเอกชนเลยแอบมีกลิ่นอายของไฮสคูลบ้างเล็กน้อย แต่เพราะการอยู่ที่อเมริกามีแต่เรื่องราวและความทรงจำที่ไม่ดีเท่าไหร่ เลยต้องขอแรงฮั่นช่วยหาทุนแลกเปลี่ยนมาที่นี่ อย่างน้อยก็เป็นที่ ๆ แม่เคยอยู่ก่อนจะมาเจอพ่อเพราะได้ไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาล่ะนะ

 

 

“โหยวเอาของไปไว้ในรูมเลยนะ เดี๋ยวไอไปบอกประธานสโมฯ ให้ว่านักเรียนใหม่มาแล้ว โหยวเดินตรงไปเลี้ยวซ้ายแล้วก็เดินเฉียงไป 45 องศา ค่อยเลี้ยวขวา พอเจอวงเวียนโหยววิ่งเลยนะเพราะถิ่นหมาดุ แล้วก็เลี้ยวซ้ายอีกที เดินไปทางทิศตะวันออกถึงหอในเลย ห้องนัมเบอร์ 212 ชั้น 12 นะ”

 

 

พูดตามตรงนะผมจินตนาการทางไม่ออก

ตั้งแต่มันบอกให้เดินเฉียง 45 องศาแล้ว

คลำทางเดินเอาก็ได้วะ

 

 

20 นาทีผ่านไป

 

ในที่สุดผมก็ใช้สกิลในการอ่านป้ายบอกทางและคลำทางตามสัญชาตญาณมาถึงตึกสีครีมตึกใหญ่ และพาร่างตัวเองขึ้นมาถึงชั้น 12 ในสภาพครบ 32 ประการ แบบไม่เจอหมาดุอย่างที่แซมว่าสักตัว พร้อมเตรียมไขกุญแจห้องที่ได้มาจากเคาท์เตอร์ด้านล่างของหอ

 

 

ห้อง 212

“Yosept Keith Kwanlong Krittakarn”

ขวัญหลงงั้นหรอ?

ชื่อเหมือนผู้หญิงชะมัด

 

 

แต่พอเปิดห้องไปนึกว่าจะได้เห็นหน้าตารูมเมทที่ชื่อขวัญหลง(?) แต่ภายในห้องว่างเปล่า มีแค่ผมที่กำลังแบกกระเป๋าใบใหญ่เข้าไป กับเพื่อนใหม่ที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ชุดเข้าเซทกันสีน้ำตาลอ่อนและสีกรม ขนาดห้องกว้างกว่าที่ผมเคยอยู่นิดหน่อย แต่เป็นเตียงสองชั้นและเสื้อผ้าที่ถูกถอดออกหล่นเป็นทางไปยังห้องน้ำ

 

 

 

กับเท้าใครบางคนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม

 

 

 

“ไม่อยากมีเมท ออกไป” การไล่คนที่พึ่งเข้ามาเป็นการทักทายของคนไทยหรือไงกัน โดยเฉพาะไอคนที่ใต้ตาดำเป็นแพนด้าหน้าจีนยืนกอดอกมองหน้าผมอย่างเอาเรื่องในผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเนี่ย

 

 

“ขวัญหลง?” ผมแกล้ง ๆ หูทวนลมไปเลยถามชื่อเสียงเรียงนามซะหน่อย แต่ไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะสีหน้าดูหงุดหงิดกว่าเดิมอีก

 

 

“บอกให้ออกไป” ไล่ธรรมดาไม่พอแต่คราวนี้ไอหน้าจีนถือวิสาสะยกกระเป๋าลากด้วยแขนข้างเดียว แล้วอีกข้างลากตัวผมออกไปจากห้องด้วย

 

 

ขอโทษนะ แต่แรงควายมาก

 

 

“WHAT THE HELL R U DOING?” แน่นอนว่าผมไม่พอใจมาก เพราะนอกจากจะลากผมออกจากห้องแล้วยังโยนกระเป๋าผมออกนอกห้องด้วย

 

 

โครม!

 

 

“I’m just get rid of SH*T”

 

 

จบประโยคนั้นก็ปิดประตูใส่ผมทันที และไม่มีวี่แววจะเปิดให้ด้วยซ้ำ ถ้ารู้ว่าต้องมาอยู่ร่วมห้องกับคนไม่มีมารยาทขนาดนี้ ผมยอมให้แซมเป็นรูมเมทแล้วพูดกรอกหูผมจนแก้วหูทะลุยังดีซะกว่า

 

 

 

“โหยว นี่ยูได้ควันหลงเป็นรูมเมทหรอ?” เพราะเสียงเรียกชื่อวรรณยุกต์เพี้ยนเป็นเอกลักษณ์ทำให้รู้ทันทีว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่ใครแต่เป็นแซมที่มาพร้อมกับผู้ชายคนนึงที่หน้าตาอย่างกับแฝดไอหน้าจีนเมื่อกี้ต่างตรงที่ผมยาวกว่า แถมยังเอาแต่จ้องหน้าผมไม่เลิกด้วย

 

 

 

ควันหลง?

คงเป็นชื่อคนไม่มีมารยาทคนนั้นสินะ...

 

 

“อย่าเรียกว่ารูมเมทเลย มีค้อนปะ?” ผมไม่สนหรอกนะว่าจะได้อยู่ห้องกับคนนิสัยเสียขนาดไหน แต่ถ้ามันเป็นส่วนรวมก็คือส่วนรวม ไม่ใช่จะมาเห็นแก่ตัวแบบนี้ คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของมหาลัยหรือไง

 

 

“มะ—ไม่มีหรอก แค่อยากบอกว่าหมาดุที่ไอหมายถึงก็คือควันหลงลูกคณบดีที่นี่นั่นแหละ”

 

 

นิสัยแบบนี้เป็นลูกคนบริหารมหาลัยจริงหรอ?

ยิ่งรู้ก็ยิ่งยอมให้เอาแต่ใจไม่ได้หรอก

เพราะคนแบบนี้ต้องเจอไอโยสักหน่อยล่ะวะ

 

 

ผมรีบหาอาวุธพร้อมพังประตูห้องทันที จนหันไปเจอกับแม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดทางเดิน เลยขอยืมไม้ถูพื้นมาพร้อมจะพังลูกบิด หรือเจาะรูประตูให้ทะลุจนกว่าอีกคนจะยอมเปิด

 

 

“ไม่ต้องลงแรงหรอก อีกไม่นานประตูก็เปิด”

 

 

ชายปริศนาข้าง ๆ แซมพูดขึ้นก่อนจะยืนรอจังหวะอย่างใจเย็น พร้อมนับถอยหลังเหมือนความเคยชิน

 

 

“3”

 

 

“2”

 

 

“1”

 

 

 

แกร็ก!

 

 

เสียงประตูเปิดล็อคออกพร้อมกับร่างในตอนแรกที่เปลือยท่อนบนเปลี่ยนมาเป็นเสื้อยืด และกางเกงยีนส์ในลุคAll Black ทั้งหมดแทน

 

 

“ยังไม่ไปอีก?” ควันหลงถามอย่างหัวเสียเมื่อเห็นโยยืนกำไม้ถูพื้นพร้อมฟาด แต่เขาไม่ได้กลัวเลยสักนิด เพราะภาพที่เห็นก็แค่แมวขู่ฟ่อ ๆ เท่านั้น

 

 

“อย่าทำตัวมีปัญหาน่าหลง” ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศเมฆอึมครึมเพราะฝนจะตกหรือว่าอะไร แต่รู้สึกได้ถึงความมาคุและรังสีความไม่ถูกกันของสองคนตรงหน้ามาก ไม่นับแซมที่ไปยืนดูมวยตรงกลางแบบใกล้ชิดจนตัวเกร็งนะ

 

 

 

“งั้นผมต้องขอโทษประธานสโมฯ ของมหาลัยด้วยนะครับ” ดูเหมือนว่าประโยคนี้จะเป็นการตอบแบบประชดประชันนะ

 

 

“…”

 

 

“But, NONE OF YOUR BUSINESS” และควันหลงก็เดินกระแทกไหล่ประธานสโมฯ ไปอย่างไม่แยแส ส่วนอีกคนก็นิ่งเหมือนหินราวกับไร้ความรู้สึก

 

 

“ระ—รุ่นพี่โอเคมั้ยครับ?” แซมถามด้วยความเป็นห่วงแต่ตัวเองกลับมือสั่นไม่หยุด

 

 

“ชินแล้วล่ะ ถามเพื่อนนายเถอะว่าจะอยู่ยังไงกับคนแบบนั้น”

 

 

 

“จะอยู่ยังไงกับคนแบบนั้น?” แซมฟังคำพูดจากรุ่นพี่แล้วก็หันมาถามโยที่ยืนหัวเดือดปุด ๆ อยู่หน้าประตูด้วยความซื่อทันที เพราะถามตามประโยคเป๊ะ ทำให้อีกคนต้องถอนหายใจออกมาเลยทีเดียว

 

 

 

“แซม ฝากบอกคณบดีให้หน่อยว่าหลงก่อเรื่องรูมเมทอีกแล้ว เดี๋ยวพี่พาโยทัวร์เอง”

 

 

นี่คงเป็นคนแรกในมหาลัยที่พูดชื่อของเขาถูก...

 

 

“คะ—ครับ งั้นไอไปก่อนนะโหยว ให้พี่เขาพาทัวร์นะ” แซมโบกมือพร้อมยิ้มร่าให้โยก่อนจะรีบวิ่งไปห้องคณบดี เพราะเป็นเรื่องปกติหากควันหลงจะก่อเรื่อง แต่ครั้งนี้เป็นการไล่รูมเมทออกคนที่ 5 ได้ และคาดว่าจะไม่หยุดหากไม่เข้มงวดเรื่องพฤติกรรมของน้องชายฝาแฝดที่เอาแต่ใจเสียที

 

 

 

“เอากระเป๋าเข้าไปเก็บ แล้วเจอกันข้างล่าง” ผมคิดว่าสองคนนี้ถ้าเป็นแฝดกันจริง ๆ ก็คงจะเป็นแฝดคนละขั้วมาก คนนึงเหมือนน้ำ อีกคนเหมือนไฟ ทางที่ดีก็ไม่อยากยุ่งด้วยสักคนว่าแต่เอาแซมกลับมาก่อนได้มั้ย อย่างน้อยมีแซมก็อุ่นใจกว่าสองแฝดนรกนี่

 

 

 

โยเอากระเป๋าเข้าไปเก็บและจองเตียงบนเอาไว้ ก่อนจะลงลิฟต์ให้รุ่นพี่ประธานสโมสรนักเรียนคนนั้นพาเดินทัวร์ทั่วมหาลัย และตึกที่ต้องเรียนเกือบชั่วโมงจนวนมาถึงห้องเดิมอีกครั้ง และโชคดีที่รูมเมทใจร้อนอีกคนยังไม่กลับมา

 

 

 

“สงสัยอะไรถามได้นะ” ช่วงเวลาเดินทัวร์รอบมหาลัยก็ไม่แย่เท่าไหร่ เพราะเอาแต่เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เส้นทางก็ไม่ได้จำยาก เว้นแต่อย่าให้แซมเป็นคนบอกทางอีก มีหวังงมตามแผนที่ในหัวมันก็ไปไม่ถูกหรอกชาตินี้

 

 

 

“ไม่ครับ”

 

 

Message: From ฮั่น

'โย หายงอนกูเถอะ กูหาคำตอบให้มึงได้แล้ว'

'แต่อาจจะตามตัวยากหน่อย'

 

 

 

“Are you SURE?”

 

 

 

“I’m absolutely sure,Thanks”

 

 

'เพราะเขาพึ่งกลับไทยไป ไฟล์ทเดียวกับมึงเลย'

 

 

“Okay, before I go...”

 

 

“...”

 

 

“Give MY GUCCI back, Please”

 

 

'ชื่อหลินไค...'

 

 

 

'SH*T...'

 

 

 

 

GUCCI

 

 

#หลินหลงโย

ใครไม่ช่วยสกรีมแท็กเดี๋ยวฟ้องควันหลงนะ

 

 

T A L K;

สวัสดีกับเรื่องใหม่ใครทีมใครมาหวีดกันได้#ทีมควันหลง#ทีมหลินไค

ส่วนเรื่องGucci Limited นี่อะไรยังไง ขอจุ๊ ๆ ไว้ก่อน

เจอกันตอนหน้าจ้ะ: )

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น

  1. #4 KLSH2328 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 01:02
    อุ๊บ๊ะ แฝดดดดดด มาแนวนี้ต้องเป็นแบบอยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนชัว น้อนโยของหม่าม้าหอมหัวนะลูก สู้ๆค้าบไรต์
    #4
    1
  2. #3 MBFly (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:15

    รักพี่เสียดายน้องของจริง

    #3
    1
    • #3-1 sky272(จากตอนที่ 1)
      14 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:38
      เดี๋ยวรู้เลยว่าจะจบที่พี่หรือน้อง : )
      #3-1
  3. #1 thongjai (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 09:24
    ชอบบรรยากาศในเรื่อง มันกูแปลกใหม่ดี ชอบบบบ ยิ่งเล่นความสัมพันธ์เรื่องแฝดอีกนะ👍🏻👍🏻
    #1
    1
    • #1-1 sky272(จากตอนที่ 1)
      25 มกราคม 2563 / 20:51
      ไรท์ก็พึ่งเคยลองแต่งบรรยากาศแบบนี้ครั้งแรก แฝดครั้งแรกด้วย ฮื้อ ขอบคุณที่ชอบนะคะ เป็นกำลังใจให้ไรท์ชั้นดีเลย อุแงง
      #1-1