Mon amour[ Sephcarl ] Identity V

ตอนที่ 10 : La crise

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    28 พ.ค. 62

        เขาเดินเข้ามาในบ้านตัวเอง พบร่องรอยการถูกรื้อข้าวของกระจัดกระจากไม่เป็นที่เป็นทางแม้แต่เอกสารต่างๆหรือแจกันก็แตกระแหง

อะไรกัน?

เขาแลหันไปพบกับชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมคล้ายๆกับเชอล็อกโฮล์มส์เพียงแต่เขาไม่ใช่ แต่คนๆนี้เขารู้จักเป็นอย่างดี

“สารวัตรสก็อตแลนยาร์ด!”

“สวัสดีเอซอป ผมว่าเราควรมานั่งคุยกันก่อนนะครับ”

เอซอป คาร์ลไม่เข้าใจสถานการณ์แบบนี้เป็นอย่างแรง เขาทั้งสงสัยและผิดหวังในตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมาก

“คุณทำอย่างนี้ทำไม?”ชายหนุ่มผมเทาเปิดประโยคคำถามเป็นสิ่งแรก

“ผมไม่อยากทำ คุณก็รู้”ไม่ใช่เลย สีหน้าของสารวัตรสก็อตแลนยาร์ด ตอนนี้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนที่เขาเคยรู้จัก

“มีเหตผลอันใดที่ต้องเขามาบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นกัน แถมโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่รู้เรื่องด้วยครับ?” ชายตรงหน้าทำสีหน้าเย้ยหยันก่อนที่จะตอบมาด้วยน้ำเสียงเข้มๆว่า

“เอซอบ คุณถือเป็นผู้ต้องหาในคดีของฆาตรกรชื่อดัง ริปเปอร์” ฆาตรกรที่เป็นคนรักของเพื่อนเขานั่นเหรอ?

.

.

.

.

.

.

.

คาร์ลถูกกุมตัวมาที่สถานีตำรวจก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในพูดคำให้การ โดยเรื่องก่อนหน้านี้ที่เขาถูกกล่าวหาเป็นริปเปอร์ เขาจะไม่บอกความจริงแก่ตำรวจเด็ดขาด เมื่อเขารู้สาเหตุแล้วว่าแจ็คทำไปเพื่อปลดทุกข์ให้โสเภณีพวกนั้นที่จะถูกชายอื่นๆทำอะไรต่อมิอะไร แถมตอนที่เขาอยู่ในวิหารกับเพื่อนรักของเขา อิไลและนาอิบ ทั้งคู่ต่างผลัดกันเล่าเรื่องความรักของตนเองให้ฟัง ผมว่ามันคงเป็นเรื่องที่ประหลาดน่าดูที่พวกเขาจะรักกับฆาตรกร แต่จุดๆนี้ ผมว่าผมก็คงประหลาดไม่ต่างกัน เรื่องราวความรักที่อาจจะดูปากแข็งไปหน่อยสำหรับทั้งคู่ แต่ก็ลงเอยด้วยดีแถมนาอิบยังพูดด้วยสีหน้าที่รักมาก และขาดคนรักของเขาไม่ได้ เขาคงมิอาจทรยศต่อมิตรแท้ เหมือนเช่นชายที่นำตัวเขามาในวันนี้ไม่ได้หรอก

“เหตุผลที่คุณกล่าวหาผม?คงมิได้กล่าวหาลอยๆหรอกใช่ไหมครับ?”ชายตัวเล็กพูดขึ้น

“เช่นนั้นไม่เรียกกล่าวหาหรอกครับ แต่คุณคือผู้ต้องสงสัยชั้นหนึ่งเลยต่างหาก”เขาพูด

คาร์ลไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจวบจนทุกวันนี้เขายังจับริปเปอร์ไม่ได้เลย แถมยังแย่มากๆเสียด้วยที่ตำรวจเอาแต่กล่าวหาไปทั่ว แม้กระทั่งคนที่ช่วยพวกเขาทำงานสืบหาคดีและศพของผู้ตาย

“เล่ามาเถิดครับ อย่ามัวชักช้ารีรอเลย”คาร์ลกล่าว

“ขั้นแรกผมคงต้องบอกว่าครั้งแรกที่เราพบตัวคุณ คุณอยู่ใกล้ๆที่เกิดเหตุ แถมคุณยังไม่เกรงกลัวศพพวกนั้นอีกด้วย”

“แค่นี้ผมก็เป็นริปเปอร์ได้แล้วหรือครับ?”

“ผมยังพูดไม่จบครับ กรุณาหยุดฟังก่อน”

“...”หน้าชา เขาไม่รู้จะตอบกลับความห้าวของสารวัตรอย่างไรดี

“หลักที่สอง ผมพึงสังเกตมานานมากๆว่าคุณชำนาญในเรื่องของกายวิภาคศาสตร์ และดูเหมือนคุณจะรู้ดีเรื่องหลักการและอวัยวะของมนุษย์เสียด้วย “

เขาเองก็เถียงไม่ออกเหมือนกันเพราะนี่เป็นเรื่องจริง

“หลักที่สาม เมื่อวานซืนพวกเราพบศพหนึ่งของหญิงสาว”

นั่นสินะเขาก็เพิ่งเห็นข่าวพร้อมกับคุณโจเซฟในรถนี่นา

“และแน่นอน ว่าเราจะต้องไปบ้านผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งของเรา เมื่อเราเข้าไปแล้วเราไม่พบตัวคุณเลยแม้แต่น้อย เอซอป”

“ผมแค่จะออกไปเที่ยวมิได้หรือครับ?”แน่นอนว่าเขาพูดเรื่องจริงอยู่แล้ว แต่ตำรวจพวกนี้ก็ทำงานได้ดีและรอบคอบทีเดียวเชียว ถ้าติดอยู่ตรงที่ว่าเขาไม่ใช่ริปเปอร์ตัวจริง

“แน่นอนครับ แต่เอกสารที่ผมพบคงเป็นประวัติของแต่ละศพที่คุณแต่งหน้าไป”

เขาไม่มีของแบบนั้นเขายืนยัน นอนยันเลยก็ได้

“แต่ผมไม่เคยมี...”

“เสียใจด้วยครับแต่เราพบมันจริงๆ”และนั่นคงเป็นฝีมือของใครสักคนที่พยายามจะโบ้ยเขาแน่ๆ และคงไม่ใช่ใครอื่นไกลเลยนอกจากชายที่อยู่ตรงกน้า ที่กำลังยัดเยียดความผิดให้เขา โดยที่เขายังไม่รู้เลยถึงความผิดของตนเอง

เขาผิดอะไร? ทำไมถึงไว้ใจใครไม่ได้เลย?

ร่างบางพยายามข่มกริยาของตนเองพลางเดินตามสารวัตรไปที่กักขัง นี่มันก็คงที่หน่อยที่มิใช่ห้องเดียวกันกับพวกแดนขยะนั่น ไม่งั้นคงมีซัดกันตาย

ระหว่างประตูกรงใหญ่ที่กำลังเปิดออกเขาหันหน้าไปหาผู้คุมหยินหยางสองคนอย่างไม่เข้าใจ

เขาทำอะไรผิด?

ผู้คุมทั้งสองมองตอบกลับอย่างอเน็ถอนาถใจ

นั่นสินะ ก็ถึงแม้ว่าเขาจะมีความขุ่นเคืองแก่

โจเซฟเพียงใดที่แยกเขาสอง แต่ก็เพราะพวกเขาทำหน้าที่ไม่ดีเอง และคงจะไม่เกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มผู้นี้ เขาเองก็นึกสงสารไม่น้อย ที่ร่างเล็กต้องรอวันพิพากษา ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่สารวัตรพูดคุยกับชายหนุ่ม แถมยังกีดกันไม่ให้โจเซฟเขามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

คงเป็นเพราะอยากแก้แค้นให้กับสารวัตรคนเก่า

พ่อของเขาเอง...ที่โดนไล่ออกเพราะโจเซฟนำความผิดไปบอกแก่กรมตำรวจใหญ่ ซึ่งพ่อของเขาก็ถูกปลดออก แต่จริงๆแล้วผู้ที่ผิดคงเป็นพ่อของสารวัตรคนปัจจุบันมากกว่าที่ช่อโกงประเทศชาติ แต่ผู้คุมขาวดำก็เพิ่งมารู้ก็ตอนที่เห็นใบหน้าหมองของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเสียแล้ว เรื่องนี้โจเซฟคงเข้ามายุ่งไม่ได้ เพราะคาร์ลเองก็ไม่ผิดที่จะเป็นผู้ต้องสงสัย เขาเพียงแต่ต้องหาหลักฐานการยืนยันมาช่วยเท่านั้นเอง

.

.

.

.

.

.

.

ร่างกายของชายหนุ่มคลุกฝุ่นคลุกดินมา2วันแล้ว เป็นเขาเองที่นั่งรอมาเนิ่นนานเพียงนี้ รอเพียงความหวังที่จะให้มีคนมาช่วยอยู่ ท่ามกลางความเงียบงัน มันไม่ได้สบายเหมือนที่พักอาศัย คุกก็คือคุกขังนักโทษ ถึงอย่างไรแล้วเขาเองก็ไม่รู้จะออกไปอย่างไร เพียงแต่นั่งภาวนาให้ยังไม่ถูกตัดสินว่าผิดเร็วๆนี้

“เจ้าช่างเข้มแข็งเหลือเกิน”เป็นคำชมของแฝดพี่ที่ทักท้วงเขาขึ้นมา

“ขอบคุณครับ”

“อาหารของที่นี่ไม่ได้เลิศรสเท่าเทียมขนาดที่

ตาเฒ่าจะหามาให้เจ้านั่งลิ้มชิมมันได้หรอกนะ”และเป็นแฝดคนน้องที่พูดขึ้นมาตาม

“ผมทราบดีครับ ถึงอย่างไรก็ขอให้ผมอยู่อย่างสันติก็เพียงพอแล้วครับ”

ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆถึงเมื่อก่อนจะอยากตายหรือสิ้นหวังกับชีวิตของตรเองมากเพียงใดเขาก็จะรู้สึกเฉยๆและปลงกับมันเสียแล้ว แต่ถ้าจะให้เขาในตอนนี้ตายแล้วเสีย เขาคงไม่กล้า ไม่กล้าที่จะตาย คงเป็นเพราะตอนนี้ เขาเองก็ได้เจอรักแท้แล้วกระมัง การเงียบหายไปสองวันโดยไม่รู้อะไรข้างนอกเลยเป็นสิ่งที่ทรมาณมากๆสำหรับเขาในตอนนี้

ที่กำลังหวังลมๆแล้งๆ ให้รักแท้รีบๆมาช่วยเขาออกไปจากขุมนรกนี่สักที

“เจ้าไม่ได้ผิดอันใดเลย”

“ครับผมทราบดี...”อันที่จริงพวกเขาเองก็รู้ดีว่า

ริปเปอร์เป็นใคร และคงรู้จักดีเสียด้วยซ้ำแต่ถ้าจะให้เขาโผลงเผลงปกป้องเจ้าหนุ่มน้อยนี่เลยคงจะเป็นไปไม่ได้ จึงได้แต่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ระหว่างรอโจเซฟจัดการเรื่องราวข่าวคราวทั้งหมดเสียก่อน แน่นอนว่าเขาคิดว่าโจเซฟคงไม่ไปอ้อนวอนแก่แจ็ค เดอะ

ริปเปอร์ให้ฆ่าคนเพิ่มแน่ๆ เพราะเขาเองก็เป็นรักสงบและไม่อยากให้ความตายมาเกี่ยวข้องกับการนำสุดที่รักของเขาออกมา

.

.

.

.

“หึ ข้าว่าเจ้าเดอซอลนิเย่ร์นั่นคงไม่มีปัญญาเอาเจ้าเด็กแสนรักตัวนั้นออกมาได้หรอก “

“อย่าริอาจดูถูกเขา เขามีปัญญาฉลาดหลักแหลมเป็นเลิศแน่เเท้”

“ฮ่าๆข้าจะรอดูแล้วกันนะอู่จิ้ว”

“ท่านทำแบบนี้ทำไมกัน?แก้แค้นเพื่ออะไร?”

“พ่อของข้า พ่อของข้าไงล่ะ”

“พ่อของท่านช่อโกง ตัวท่านเองก็รู้ดี

เดอร์ซอลนิเย่ร์ ก็แค่ทำสิ่งที่ถูกต้อง”

“หุบปาก สามหาวยิ่งนัก! เจ้าเองก็เป็นไปกับเขาด้วยหรออู่จิ้ว!”

“หากท่านทรยศชายผู้หวังดีกับท่านได้ ทำไมข้าเองจะทำไม่ได้!?”

“ปากดี!”เขาพูดพร้อมชักปืนออกมา แต่กลับถูกมือเรียวยาวสวมเสื้อสีขาวปัดออก

“อย่าทำน้องฟ่าน”คนพี่พูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น นิ่งเงียบ และดูน่าเกรงขาม

“หึ พวกเจ้านี่มันช่างเขลาจริงๆ เจ้าจะทำอันใดกับข้าได้? ไอเด็กนั่นก็คงสำลักความผิดตายคาห้องขังแล้วล่ะฮ่าฮ่าๆ”

“ก็ทำแบบเดียวกับที่พ่อสารเลวของแกโดนนั่นแหละ!”หน้าบางๆของอู่จิ้วกำลังจะถูกมือใหญ่ๆของสารวัตรฟาดก่อนที่มันจะถูกแทนที่ไปด้วยใบหน้าของคนเจ้าสำอาง

“แก!!”

“ฮ่าๆแกมันก็รักพี่แกอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ!”

“รู้แล้วแกยังจะทำร้ายจุดอ่อนของฉันให้ฉันฉุนเฉียวกว่าเดิมหรือ!”

“แก แกจะทำอะไร!?”สายตาของอู่จิ้วเปลี่ยนไป เป็นสีแดงราวกับเม็ดทับทิม แต่กลับดูองอาจและน่ากลัวกว่าที่คิด

“หยุด หยุดได้แล้วน้องฟ่าน”

“ต...แต่พี่..”

“ข้าไม่ชอบให้เจ้ามีเรื่องกับผู้ใดหรอกหนา กลับกันเถิด ส่วนท่าน...”เขาเดินเข้าไปใกล้ท่านสารวัตร ก่อนที่สารวัตรจะล้มลงติดกับผนัง

“รอวันที่นรกมาเยือนก็แล้วกัน...”

ทั้งสองเดินจากไปทิ้งไว้ซึ่งความกลัวและความระแวง

.

.

.

.

.

.

.

สองร่างเดินมาตามทางยาวของห้องขังก็ไม่รู้ว่านานเท่าไรจึงจะถึงเพราะทางเดินช่างยาว

ไกลมากๆ

“อู่จิ้ว เจ้าทำกริยามารยาทไม่น่ารักเอาเสียเลย”

“ต..แต่ท่านพี่ก็รู้ มันทำร้ายท่าน”

“ข้าก็ไม่ชอบที่เขาทำเจ้าเหมือนกัน..”

“ท่านพี่ก็เห็นอยู่ว่ามันเลวขนาดไหน”

“แต่ข้าไม่ชอบเลยที่เห็นปากเรียวงามของเจ้ากล่าววาจาหยาบคายออกมา ไม่น่ารักเลยคนดีของพี่”

“ท่านพี่...ข้าขอโทษ...”

“ในเมื่อปากของเจ้าทำผิด...”

“!!!”

“ปากของเจ้าก็สมควรได้รับการลงโทษ”

การพูดเช่นนั้นไม่มีผลต่อการเตรียมตัวเตรียมใจของอู่จิ้วแม้แต่น้อย พอเขารู้ตัวอีกที ปากของเขาก็ถูกครอบครองไปด้วยปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าพี่ชายเรียบร้อยแล้ว

“อ....อื้อ!”ร่างบางผละตนเองออกจากการควบคุมเมื่อรู้สึกว่าขาดอากาศหายใจ

“รู้เช่นนี้แล้ว เจ้ายังจะกระทำอีกหรือไม่?”พี่ชายถามเจ้าตัวที่หน้าแดงก่ำอีกครั้ง

“ข...ข้ารู้แล้วน่า! รีบไปหาเด็กของตาเฒ่าสักทีเถิดหนา”ถึงเขาจะทราบถึงน้ำเสียงที่ออกจะดังราวกับตะคอกอยู่หน่อยๆ แต่ก็เข้าใจดีว่าเจ้าตัวกำลังขวยเขินกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ขอดุแล้วกันนะ

ก็น้องของเขาน่ารักจริงๆในเวลานี้หน่ะ

.

.

.

.

.

.

อาการของคาร์ลหนักลงเรื่อยเรื่อย เขาคงคิดผิดที่กำลังนั่งรอชายคนนั้นอยู่จนวันนี้เป็นวันที่5แห่งการรอคอยแล้ว เขายังไม่เห็นแม้แต่วี่แวว

หรือข่าวคราวของเขาคนนั้นเลย เห็นทีก็คงต้องนั่งถอดใจแล้วกันนะ วันนี้ก็เป็นเช่นเดิม แฝดพี่น้องนำข้าวและอาหารมาให้เขาซ้ำ เมนูเดิมๆที่ช่างไม่น่าปรารมภ์สักเท่าไร ขนมปังจืดๆกับน้ำดื่มที่ไม่ค่อยสะอาดนักถ้าเทียบกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขานอกกรงเหล็กยักษ์ที่ไร้อิสระภาพเช่นนี้

“ทนหน่อยนะ เจ้าหนู”

“ครับ” เขาตอบรับ

“เจ้าเป็นคนมานะอดทนมากๆ ข้าชื่นชมเจ้าจริงๆ” ไม่รู้ว่าเขาได้ยินคำชมนี้มามากเท่าไรแล้ว

“ขอบคุณจริงๆครับ”เขาได้ตอบไปพร้อมกับยิ้มที่ออกจะฝืนๆสักหน่อย แต่ก็คงตบตาคนพี่ไม่ได้หรอก

“อู่จิ้วเจ้าออกมาก่อนดีกว่า”

“ทำไมล่ะท่านพี่?”

“ข้าบอกเจ้าก็จงทำสิ ไม่ใช่ซักถาม”

“อันใดกันเล่า จะฉุดดึงข้าออกมาทำไมกัน?”

“ชู่วววว”

ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนเสียงจิ้งหรีดร้อง เสียงลมพัดใบไม้ปลิวไสวไปตามแรงลม

เสียงสะอื้นร่ำไห้ของหนุ่มน้อยคนหนึ่งดังขึ้น

แต่พวกเขากลับทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งฟังเสียงสะอื้นอันแผ่วเบาในห้องขังของชายหนุ่มผมสีเทาที่มีใบหน้าสีชมพูที่แกมไปด้วยหยาดน้ำตา ที่ไหลลงมาเป็นคราบ ถ้าโจเซฟมาเห็นเช่นนี้ คงจะไม่มีกระจิตกระใจในการทำงานและคงสติแตก และคงจะหมายหัวเอาชีวิตเจ้าสารเลวนั่นเป็นแน่ ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ใจเย็นมากกว่า

อู่จิ้วก็ตามที แต่ถ้ามาเห็นภาพนี้ก็คงพิโรธหนักพอตัว และคงไม่มีผู้ใดหยุดเขาได้

.

.

.

.

.

วันที่6คงเป็นผมเองที่นั่งร้องไห้มาทั้งคืนจนตาปูดตาบวม ช่างไม่เนียนเอาเสียเลยถ้าเกิดแฝดพี่น้องมาถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่ก็โชคดีที่คำถามเหล่านั้นไม่ได้ถูกกล่าวออกจากปากของทั้งสอง

“เจ้าจงรอก่อนนะ...อีกไม่นานหรอกเดี๋ยวก็ได้ออกไปแล้วล่ะ”อู่จิ้วพูดขึ้น

“ผมไม่มีสิทธิ์เลือกนีครับ”ก็จริงของเขานั่นแหละ

การที่ถูกยกยอเป็นผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยแม่แต่น้อยนิด ก่อนที่ขนมปังรสชาติจืดชืดจะถูกป้อนเข้าปากของเขาและถูกกลืนลงท้อง ช่างเป็นอะไรที่น่าเวทนานัก...

“ข้าขอโทษ...ที่ไม่สามารถดูแลเจ้าได้อย่างเต็มที่แต่ข้าเอาสิ่งอื่นใดเข้ามาไม่ได้เลย...เจ้าคง

ทรมาณน่าดู...”

“ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรอกครับ ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้ตัวของริปเปอร์แล้วก็ตามที แต่ก็คงจะมีเหตุผลที่บอกไม่ได้เหมือนกัน”

นั่นสินะตอนที่เขามองนาอิบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักยังคงอยู่ตราตรึงในจิตใจเขาจริงๆ

ถ้าจุดๆนั้นเป็นคุณโจเซฟ ผมเองก็ไม่อยากให้เขาเข้ามาในตารางหรอกนะ...

ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงผมเหมือนที่ผมคิดถึงเขาหรือเปล่า แต่ผมในตอนที่มารู้ตัวเองว่าเขาเข้ามามีอิทธิพลต่อจิตใจแล้ว มันก็น่าเศร้าที่ไม่เห็นแม้แต่วี่แวว ‘ไหนบอกจะช่วยให้ปลอดภัยกัน’ หรือมันก็แค่คำลวงที่ได้รับจากเขาเท่านั้นเอง...

ชีวิตของเขาไม่ได้ดีนักวันหนึ่งมีเพียงแต่กินกับนอนส่วนถ้าจะไปห้องน้ำก็ต้องให้แฝดหยินหยางพาไป สารณูปโภคที่นี่ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมากนัก แถมข้าวได้กินสามมื้อรสเดิมซ้ำแบบเดิมทุกวัน นี่ขนาดเป็นผู้ต้องหานะเนี่ย วันวันก็มีแต่ผู้คุมหยินหยางนั่นแหละที่มาคุยเล่นทำให้เขาแก้เหงา แต่การใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายในนี้ก็ทำให้เขาตายทั้งเป็นแล้ว มันช่างเงียบเหงาวังเวง นึกสภาพไม่ถึงว่ายิ่งโดนลงโทษสาหัสก็นี้...เขาก็คงสิ้นใจตายเป็นแน่ ปกติเขาเองก็ชอบความเงียบงันอยู่แล้วแถมชอบความสงบเสียด้วยจึงไม่เป็นปัญหาแก่เจ้าตัวนัก สิ่งที่เป็นปัญหาคือ เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี การมีชีวิตอยู่โดยที่ไร้จุดหมายปลายทาง ไร้ทางออก ไม่มีแม้แต่แสงสว่างในตอนกลางคืน ความวังเวงเริ่มกัดกินใจของชายหนุ่มเสียแล้ว

ตอนกลางคืนเขาเองก็ทำได้แค่คุยกับทั้งสองคนก่อนที่จะขอเอนตัวลงไปนอนที่นอนที่แข็งกระด้าง นั่งนอนสะอื้นร่ำไห้อยู่คนเดียว ทำได้เพียงเท่านั้นจริงๆ...

.

.

.

.

.

เสียงสะอื้นที่ดังก้องไปทั่วทางเดินอันเงียบงันเหลือไว้เพียงชายหนุ่มที่นอนอยู่ภายในกรงเหล็กขนาดใหญ่ สง่างามแต่ราวเก็บเป็นนกที่มีค่ามากที่สุดสำหรับชายที่ขึ้นชื่อได้ว่าสง่างามคู่ควร แต่บัดนี้เขาได้ไร้อิสภาพในการโบยบินแล้วนี่คือสิ่งที่โจเซฟควรได้รับเป็นบาปกรรมของตนที่กักขะงชายคนหนึ่งไว้ราวๆ17-18ปี นี่ถือว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

“ท่านพี่ แต่ว่าเจ้าหนุ่มน้อยนี่ไม่เกี่ยวอันใดเลยหนา”

“ผิดแล้วน้องฟ่าน..เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้โจเซฟต้องทำเช่นนี้...”

“อย่างไรกัน...?”

“เจ้าเคยไปบ้านของโจเซฟเเล้วหรือยัง?”

“เราก็เคยไปด้วยกันหนิท่านพี่...โอ๊ะ!!!”

“ใช่แล้ว คนใช้ของโจเซฟเขาเป็นคนร่าเริง ผิดลักษณะวิสัยถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกับคาร์ลก็ตาม ตั้งแต่เด็กหนุ่มคนนั้นมีลักษณะนิสัยเปลี่ยนไปโจเซฟก็ห้ามเขาออกจากบ้าน...มันคงทรมาณน่าดูที่สิ่งมีชีวิตคนหนึ่งไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ...และนั่นคือผลกรรมที่เขาได้รับมันแล้ว เมื่อคนรักของเขามาถึงที่นี่...”

“แต่เจ้าหนูไม่ได้รู้เห็นด้วยกับเหตุการณ์นี้...”

“มันคงเป็นบาปกรรมที่เขาสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้อื่น และคงโดนกับคนรักของเขาในปัจจุบันแทน...”

“ป่านนี้เจ้าหนูคนนั้นจะอยู่ที่ใดกันหนอ”

“คงอยู่ในที่ที่เจ้าหนูนี่มาแล...ที่อันแสนไกลลิบตา....”

“ข้าก็หวังให้ตาเฒ่ารีบๆพ้นบาปกรรมนี้เสียทีล่ะนะ...”

.

.

.

.

.

อาการตาปูดตาบวมทวีรุนแรงขึ้นหนุ่มน้อยแทบจะไร้เรี่ยวแรงในการพยุงตัวเองลุกเดินได้เลย มันช่างหน้าเศร้าที่วันนี้เขาเองก็ยังไม่พบวี่แวว แต่ก็คงต้องตื่นมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง

กับคนที่เพิ่งรู้จักเราจะคาดหวังกับเขาได้ขนาดนี้เลยหรอ...คงไม่มั้ง...หน้าสีขาวอมชมพูตอนนี้เปลี่ยนมาซีดเซียวราวกับเป็นเผือกต้มเขายังคาดหวังรอคุณโจเซฟอยู่ล่ะนะ รับๆมาสิ มาบอกเขาว่าเขาคิดไม่ผิดที่จะเคียงข้างบุคคลที่ถือว่าเป็นฆาตรกร...

เขาได้ยินเสียงเท้าก้าวเดินเข้ามาตามทางยาวและก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน...ผู้คุมหยินหยางผู้เดิม..

เขาคงต้องเลิกหวังลมๆแล้งในการอยู่ในห้องขังทั้งหมด1อาทิตย์ทรมาณ ทรมาณเหลือเกิน อย่างนี้เขาน่าจะตายๆไปดีกว่า...

เสียงดังแกร็ก!ตรงหน้าของเขาทำให้เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง...เห็นผู้ชายในชุดสีขาวสง่า...

“ได้อิสรภาพแล้วล่ะเจ้าหนู มากับพวกเราเถิด”

ไม่รู้ว่าน้ำตาหยดหนึ่งมาจากไหน ความดีใจ หรือเสียใจ ที่คนตรงหน้าที่มาปล่อยเขาไม่ใช่โจเซฟ..

คนที่เขารอคอยมาโดยตลอด การเดินมาตามทางยาวของทางเดินอันแสนกว้างไกลนี้ มือเรียวยาวของผู้คุมนักโทษคนน้องปลดล็อคโซ่ออก

เขาจะพ้นจากนรกนี่เสียทีสินะ แต่กลับรู้สึกเสียใจมาก แทนที่จะเป็นความดีใจ

.

.

.

.

ประตูเหล็กถูกเปิดออกพบกับชายผู้ดีฝรั่งเศสในชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงินลายทอง และคงไม่ใช่ใครที่ไหน สุดที่รักของเขานั่นแหละโจเซฟ โจเซฟหันหน้ามาน้อยๆก่อนที่จะยิ้มให้ด้วยความยินดีปิติ แต่นัยน์ตามีน้ำตานองอยู่ประปราย

คาร์ลรีบวิ่งลู่ไปกอดเขาตอนนี้เขาไม่สนอะไรทั้งสิ้น. กับคนที่เพิ่งรู้จัก หรือเปล่านะ? เค้าไม่เคยเชื่อในรักแรกพบเลยจวบจนมาถึงวันนี้คาร์ลได้ค้นพบเเล้วว่ามันมีอยู่จริงๆ และอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ร่างบางน้ำตาเอ่อล้นเต็มใบหน้าเขาไม่สนแล้วว่าใครจะคิดอะไร แต่ตอนนี้น้ำของเขาได้เปรอะเปื้อนเสื้อของโจเซฟอยู่ ทำให้เขารู้เลยว่าโจเซฟผู้นี้พยายามช่วยเขาทุกวิถีทางเพื่อปลดเขาออกจากรงเหล็กนรกนี่อยู่ โจเซฟกอดกลับแสดงถึงความห่วงหากัน ทั้งสองคนน่ะขาดกันไม่ได้หรอก...

“ฮึก!...ทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี่ล่ะ ฮึก..”

“ผมขอโทษ เธอทรมาณมากเลยใช่ไหม...”

“ฮึก...ผมทรมาณมากกว่าที่ไม่รู้อะไรเลย”

“ผมอยู่ตรงนี้..ข้างๆคุณแล้วนะครับ..ได้โปรด

อย่าให้ใบหน้าสวยๆของคุณเปรอะเปื้อนน้ำตาเลย”

“ฮึก..อึก!”ร่างบางสะอื้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะใช้เเรงของตนเอง หยุดมันและใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา

“ดูคุณตอนนี้สิเนื้อตัวมอมแมมไปหมดเเล้วให้ผมช่วยนะครับ เราไปจากที่นี่ได้แล้ว ไปกันเถอะ”

“ครับ...”

.

.

.

.

.

“ค...คุณโจเซฟ...”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ...ผมรู้ผมผิดเองที่เขลาเช่นนี้ ผมช่วยคุณช้าไปสินะ...คุณกินอาหารดีหรือเปล่า อยู่ดีหรือไม่? สบายดีไหม?”

“ผมโอเคครับ”ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ค่อย

โอเคหรอก

“ผมขอเถอะนะครับ....ย้ายมาอยู่..กับผมนะครับ

ผมทนเห็นคุณอยู่ไกลตัวผมไม่ได้หรอก...ได้โปรดให้ผมได้ดูแล...ได้ดูแลคุณด้วยครับ...”

.

.

.

.

.

.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #28 นอนดึกทุกวัน (@0903660142) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:54

    ปู่โจขอคาร์ลแต่งงาน​สินะ

    #28
    1
    • #28-1 SiriiiKK (@SiriiiKK) (จากตอนที่ 10)
      16 มิถุนายน 2562 / 19:46

      ยังไม่ใช่นะคะ5555
      ปู่แกขออยู่ด้วยให้ชัวร์จากอันตรายมากกว่า คนแก่ก็งี้แหละค่ะเป็นห่วงเป็นใยเด็ก
      #28-1
  2. #27 เงา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 18:27

    เค้าเจอกันแล้วฮืออ

    #27
    1
    • #27-1 SiriiiKK (@SiriiiKK) (จากตอนที่ 10)
      16 มิถุนายน 2562 / 19:47
      ดีใจแทนน้องคาร์ลเลยค่ะ
      น่าสงสารที่น้องไม่รู้อะไรเลยTvT
      #27-1