[HQ Fanfic] Serenità di Eden [รอบไปรฯ]

ตอนที่ 7 : VI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 มิ.ย. 61

                 “มองอะไรอยู่งั้นเหรอคาเงยามะ?”

                ขณะที่ทางด้านของเขตอาศัยของเผ่ากากำลังดำเนินการสร้างที่พักพิงยามฤดูหนาวกันอย่างแข็งขัน คาเงยามะซึ่งสร้างที่พักเสร็จแล้วและกำลังสร้างแนวไม้กันลมพายุแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย เหม่อมองภูเขาสูงยอดทะลุผ่านเมฆนั้นนิ่งจนหยุดมือที่กำลังทำงานอยู่ ทำให้สึกะวาระที่ช่วยทำงานอยู่ใกล้ๆ เอ่ยทักด้วยความสงสัย

                “เอ้อ...ไม่มีอะไรครับ” คาเงยามะสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าผูกเชือกกับแนวไม้ต่อ แม้จะได้รับคำตอบเช่นนั้นแต่สึกะวาระก็ยังไม่หายแคลงใจ จึงวางมือจากการลำเลียงเสบียง เดินเข้าไปนั่งข้างๆ

                “หรือว่าเป็นห่วงฮินาตะ?”

                “เฮอะ! เจ้าหมอนั่นทำตัวเองจะไปห่วงทำไม”

นึกแล้วก็น่าหงุดหงิดนัก เพราะเจ้าบ้านั่นเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ จนงานสร้างที่พักไม่คืบ แถมเสบียงก็ไม่มีทีท่าว่าจะเก็บได้เพียงพอเสียอีก ตอนนี้เขาจึงต้องช่วยเก็บเสบียงให้อีกแรง ก็ใครใช้ให้เป็นเพื่อนบ้านกันล่ะ!

                “หืม...ไม่ห่วงสินะ” พูดไปแล้วสึกะวาระก็ยกยิ้มด้วยใบหน้าราบเรียบ เหลือบมองกองเสบียงที่มากเกินจำเป็นสำหรับอาศัยอยู่คนเดียวนั่น แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดออกมา

                “แต่เห็นทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่นะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?”

ด้วยหน้าที่ของรองหัวหน้าเผ่ากา ทำให้สึกะวาระพยายามสอดส่องและเอาใจใส่ทุกคนในเผ่ากาเสมอ เช่นนั้นแล้วจะให้ปล่อยคาเงยามะที่มีท่าทางเป็นกังวลไว้ไม่ได้

                “เรื่องนั้น...มันก็...” คาเงยามะกลอกตาไปมาอย่างลังเลเล็กน้อย จนตัดสินใจได้เขาจึงพยักหน้าให้กับคนข้างตัว

                “จริงๆ แล้วผมมีเรื่องสงสัยมานานแล้วน่ะครับ”

                “เรื่องสงสัยเหรอ?”

                “ภูเขานั่น...” เขาเว้นช่วง ใช้สายตาบ่งบอกตำแหน่งของภูเขาที่เอ่ยถึงแล้วกล่าวต่อ “บนนั้นน่ะ...มีเผ่าอื่นอยู่จริงเหรอครับ?”

                “อ๋อ...เรื่องนั้นนี่เอง” สึกะวาระพยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อื้อ! มีสิ”

                “แต่ผมไม่เคยสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตเลยนะครับ...” พูดไปแล้วมันก็อดสงสัยไม่ได้ ผืนป่านี้มีเผ่าหมีปกป้องคุ้มครอง แต่บนภูเขาหิมะนั่นเล่ามีเผ่าใดอาศัยอยู่ หมีขาวอย่างนั้นหรือ?

                “พวกเขาไม่ค่อยแสดงตัวให้เห็นนักหรอก แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่กันไม่ได้” ขณะที่เอ่ยอธิบาย สึกะวาระก็ช่วยคาเงยามะทำกำบังลมให้อีกแรง

                “ตั้งแต่กลางไปจนถึงยอดของภูเขาปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ก็จริง แต่ในภูเขานั่นมีโพรงอยู่ พอให้ช่วยหลบลมหนาวได้ อีกอย่างพวกเขาเหล่านั้นก็มีเครื่องนุ่งห่มหนาๆ ให้ใส่ด้วยล่ะนะ”

                ใจหนึ่งคาเงยามะก็อยากถามว่าไปหาของแบบนั้นมาจากไหนอยู่บ้างก็เถอะ แต่ก็เลี่ยงไปและเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยยิ่งกว่าต่อ

                “ข้างบนนั่นมีอาหารด้วย?”

                “มีสิ อย่างน้อยก็มีสัตว์บางชนิดให้ล่าน่ะ แถมพืชที่ทนแม้กระทั่งอากาศเย็นก็มีขึ้นให้เห็นอยู่ด้วย แค่ว่าถูกละอองหิมะปกคลุมจนมองดูจากมุมของพวกเราแล้วก็เลยมองไม่เห็นแค่นั้นเอง”

                “โห...แบบนี้นี่เอง...” คาเงยามะพึมพำพลางพยักหน้าเบาๆ

                “ทำไมจู่ๆ ก็สงสัยเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?”

สึกะวาระเลิกคิ้ว เอ่ยถามอย่างนึกสงสัย เพราะปกติคาเงยามะก็ดูไม่ได้สนใจเรื่องรอบตัวอะไรมากมายนัก นอกเสียจากเรื่องที่สนใจจริงๆ...อย่างเช่นเรื่องที่ตัวเองต้องมาเดือดร้อนเพราะฮินาตะเป็นต้น

                “เรื่องนั้นมันก็...ผมแค่นึกถึงเรื่องเผ่าอพยพที่ฮินาตะได้เจอเมื่อวันก่อนน่ะครับ เพราะในป่านี่ที่อาศัยอยู่ก็มีเพียงแค่พวกเรากับพวกเผ่าหมี พอเห็นว่ายังมีเผ่าอื่นอพยพมาจากที่ห่างไกลอีกก็เลยรู้สึกสงสัยว่าเผ่าครึ่งสัตว์อย่างเรายังมีอยู่อีกอย่างนั้นสินะ...”

                “ฮ่ะๆ ก็นะ”

ระหว่างที่คุยกันอยู่ ที่กำบังลมของสึกะวาระก็เสร็จแล้วเรียบร้อย ทำเอาคาเงยามะที่มัวแต่ใช้สมองคิดเรื่องอื่นมากไปต้องเดาะลิ้น ขมวดคิ้วยุ่งด้วยความขัดใจ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาทำส่วนของตัวเองให้เสร็จโดยเร็ว

                “แต่เรื่องของเผ่าอพยพนี่ก็น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน...”

                คำพูดเปรยกับตัวเองของสึกะวาระดึงความสนใจของคาเงยามะทันใด

                “น่าเป็นห่วง?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้ายุ่ง คนเผลอหลุดปากก็สะดุ้งน้อยๆ กะพริบตาปริบๆ ทำสีหน้าที่อ่านออกได้ว่า แย่แล้ว ให้เห็น

                “อืม...ก็...”

สึกะวาระลังเลเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ถอนหายใจยาว ตัดสินใจอธิบายให้อีกคนเข้าใจ เผื่อว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในอนาคตจริงๆ จะได้เตรียมตัวรับมือได้ทัน

                “จริงๆ แล้ววันก่อนไดจิเพิ่งขึ้นไปแลกเปลี่ยนสิ่งของกับพวกข้างบนมาน่ะ...” เขาเว้นช่วง ชี้นิ้วขึ้นไปทางภูเขาหิมะพลางกล่าว “เห็นว่าได้คุยกันเรื่องเผ่าอพยพที่เรียกว่า แมว ด้วย แต่...สิ่งที่รู้มามันไม่ค่อยน่าวางใจนิดหน่อย...”

                “ไม่น่าวางใจ?”

                “อื้อ เห็นว่าเผ่านี้ไม่ได้นับเป็น พวกเรา แล้วน่ะ”

                คำพูดนั้นทำให้สองมือของคาเงยามะหยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างน้อยๆ อย่างตกใจ เห็นท่าทางแบบนั้นเข้าแล้วสึกะวาระก็รีบพูดต่อราวกับจะช่วยให้อีกคนไม่คิดการณ์ไปไกล

                “ไม่ใช่ว่าเป็นศัตรูอะไรแบบนั้นหรอกนะ ก็แค่เผ่าแมวที่ว่าน่ะเป็นเผ่าที่แทบจะตัดขาดกับผืนป่าไปโดยสิ้นเชิงแล้วมากกว่า เพราะอย่างนั้นสำหรับพวกเราที่อยู่ในป่า กับพวกเขาที่ร่อนเร่อยู่ข้างนอกจึงไม่นับว่าพอจะเป็นพวกเดียวกันได้ไง”

                “แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นประเภทครึ่งๆ เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ?”

                “เรื่องนั้นมันก็ถูก แต่ด้วยนิสัยและพฤติกรรมบางอย่าง อาจจะรวมไปถึงแนวความคิด...น่าจะต่างไปจากพวกเราแล้วล่ะ”

                ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ คาเงยามะที่ยิ่งทำหน้ายุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ อดถามไม่ได้

                “หมายความว่ายังไง?”

                “อืม...สาเหตุแรกคงเป็นเพราะแทบไม่เหลือสัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ป่า แต่ก็ยังล่าเป็นเลยนับว่าคล้ายพวกเราอยู่บ้าง แต่หลายสิ่งก็ถูกปรับเปลี่ยนไป...เพราะมนุษย์น่ะ”

                คาเงยามะเบิกตากว้างขึ้น ขนกายทั่วร่างพลันลุกชันวูบหนึ่ง

                “เผ่าแมวเป็นเผ่าที่อาศัยร่วมกับมนุษย์มาหลายช่วงอายุคนแล้ว ส่วนหนึ่งเหลือเพียงสัญชาตญาณการล่า แต่ความคิดอ่านบางอย่างอาจจะบิดเบือนไปทางเดียวกันกับมนุษย์แล้วก็ได้ การที่มีเผ่าแมวอพยพมาปรากฏตัวอยู่ในป่านี้มันเลยทำให้รู้สึกแปลกๆ น่ะ...”

                “คิดว่า...พวกเขาจะมาบุกรุกเหรอครับ”

                คำถามนั้นของคาเงยามะไม่ได้รับคำตอบ แต่ได้รับรอยยิ้มเฝื่อนเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจของสึกะวาระแทน

                “ใจจริงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้หรอก แต่จากที่ไดจิพูดคุยกับพวกข้างบนแล้วได้รับรู้เรื่องราวแบบนี้มามันก็เลยอดระแวงสงสัยไม่ได้น่ะ นี่เห็นว่าไดจิต้องไปตามตัวหัวหน้าเผ่าหมีขึ้นไปคุยด้วยเหมือนกันนะ”

                แล้วบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบ มือที่เคยขยับผูกเชือกเหลากิ่งไม้ก็หยุดลง

                “ผมว่า...ให้ฮินาตะออกมาห่างๆ พวกนั้นก่อนดีไหม”

                “อ้อ เรื่องนั้นอาจจะไม่ต้องห่วงก็ได้” เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วสึกะวาระก็หัวเราะออกมา “เห็นว่าช่วงนี้ไดจิตามตัวหัวหน้าเผ่าหมีไม่ได้เลย สุดท้ายก็เลยต้องให้รองหัวหน้าขึ้นไปคุยแทนน่ะ จากที่ฟุตากุจิบอกเห็นว่าหัวหน้ามัวแต่ยุ่งกับเรื่องตามสอดส่องพฤติกรรมกาตัวน้อยอยู่”

                ไม่ต้องพูดให้ชัดคาเงยามะก็รู้ว่าเจ้ากาตัวนั้นต้องเป็น เจ้ากาขี้เกียจ นั่นแน่ๆ...

                “นอกจากจะไม่ทำงานแล้วยังสร้างงานให้คนอื่นอีก...เจ้าหมอนั่นมันน่า...”

                “เอาน่าๆ ถ้าเจ้าตัวไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนก็ช่างเถอะ แต่ถ้าซมซานมาขอความเห็นใจเอาตอนสายเกินไปเมื่อไหร่ค่อยเทศนาสั่งสอนให้หลาบจำก็แล้วกัน”

                ได้ฟังแบบนี้แล้ว น่าแปลกที่คาเงยามะกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำที่กำบังลมอย่างแข็งขัน ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าผู้พูดแม้แต่น้อย

                “ส่วนเรื่องช่วยเหลือคาเงยามะก็ช่วยๆ ฮินาตะเขาหน่อยนะ” ว่าแล้วสึกะวาระก็ตบบ่าผู้ถูกฝากฝังปับๆ “ยังมีเรื่องไม่สบายใจหรือสงสัยอะไรอีกหรือเปล่า?”

                “อ๊ะ...เอ่อ...ไม่มีแล้วล่ะครับ” แม้จะยังรู้สึกไม่หายสงสัยทั้งหมด แต่จากที่ฟังมาก็มีสิ่งอื่นให้คิดมากพอแล้ว คาเงยามะจึงเอ่ยปฏิเสธไป

                “แต่ว่าขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์บอกเรื่องพวกนั้นให้”

                “อื้อๆ ไม่เป็นไรหรอก คาเงยามะก็เพิ่งเข้าป่ามาอยู่ร่วมกับพวกเราได้ไม่นาน จะสงสัยก็ไม่แปลกล่ะนะ ถึงคนที่ได้เจอพวกบนเขาจะมีแค่หัวหน้ากับรองหัวหน้าเผ่าก็เถอะ แต่โดยส่วนใหญ่ทุกคนที่อยู่ในป่านี้ต่างก็รู้กันดีน่ะ มีอะไรสงสัยก็ถามมาได้เลยนะ!

                สึกะวาระฉีกยิ้มสดใส สร้างความสบายใจให้กับคนมองจนต้องขยับยิ้มตาม

                “ครับ ขอบคุณครับ”

                “เอาล่ะ ฉันก็ต้องไปขนเสบียงต่อแล้วล่ะ ส่วนที่กำบังนั่นถ้าไม่ไหวก็ล็อกตัวฮินาตะให้ทำสักวันสองวันก็ได้ ไว้ฉันจะให้ทานากะมาช่วยล็อกตัวอีกแรง”

                รอยยิ้มซุกซนปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้พูด ซึ่งคนเห็นเห็นแล้วอดเสียวสันหลังแทนผู้ถูกกล่าวถึงไม่ได้จริงๆ...บางทีก็น่าจะให้ฮินาตะได้มาเห็นรอยยิ้มแบบนี้เองนะ

                หลังจากที่สึกะวาระโบกมือจากไปแล้ว คาเงยามะก็หันกลับมาก้มหน้าก้มตาผูกเงื่อนเข้ากับกิ่งไม้เพื่อสร้างกำบังลมต่อ แต่ทำไปได้ไม่เท่าไหร่สองมือนั้นก็ผ่อนความเร็วลง ก่อนจะกลับไปหยุดนิ่งอีกครั้งเมื่อคาเงยามะเริ่มเข้าสู่ห้วงความคิดของตัวเอง

                เพราะอยู่กับ มนุษย์ มากไปอย่างนั้นหรือ...

                ข้อเท็จจริงที่ได้ฟังนั้นทำให้คาเงยามะเผลอคิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ที่เกิดจากผืนป่าแห่งนี้ กระนั้นเผ่ากากลับให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี ไม่ซักถามสิ่งใดแม้แต่น้อย

                ให้ที่พักพิง ให้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ราวกับจะใช้มิตรภาพนี้สร้าง ที่อยู่ ให้กับเขา...

                ถึงจะคิดเช่นนี้แต่ก็รู้สึกสบายใจได้เพียงครู่เดียว เพราะคำคำนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในโสตประสาท...

                หากอยู่กับมนุษย์ก็จะถูกกลืนพฤติกรรม...หากจะอยู่ร่วมกันก็ต้องให้อีกฝ่าย ปกครอง...

                ไรขนทั่วสรรพางค์ไหววาบลุกชันอีกครั้ง เมื่ออดีตที่พยายามจะไม่นึกถึงกลับพุ่งผ่านเข้ามาในความคิดอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งทำให้คาเงยามะรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นกว่าเดิม

                และตอนที่เขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดดำมืดนั้นเอง...

                “คาเงยามะ หลับในเหรอ?”

                เสียงเรียกแสนสดใสมาพร้อมกับมือเรียวเล็กที่โบกไหวไปมาตรงหน้า ดวงตาสีดำของคาเงยามะที่ไม่ได้ปิดลงแม้แต่น้อยมองมือนั้นนิ่งๆ ก่อนจะยกมือของตนคว้ามันอย่างแรง!

                หมับ!

                “เหวอ! ตกใจหมด! ไม่ได้หลับหรอกเรอะ!” ฮินาตะร้องเสียงหลง กะพริบตาทำหน้าเลิ่กลั่ก

                “นายเห็นเปลือกตาฉันปิดอยู่รึไง...”

                “แต่นายนั่งนิ่งมากเลยนี่นา ฉันก็นึกว่าหลับทั้งที่ตายังไม่หลับน่ะสิ” พูดไปแล้วก็พยายามดึงมือกลับ ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ่งกำไว้แน่น

                “เฮ้! ปล่อยสิ...”

                “เรื่องอะไรจะปล่อย”

                “หา!? อะไรเล่า! ถ้าไม่ปล่อยก็ทำอะไรไม่ได้กันพอดี”

                “งั้นฉันจะไปหาเชือกมาล่ามนายไว้”

สีหน้าคนพูดไร้วี่แววของการพูดเล่น ทำเอาคนฟังอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโตยิ่งกว่าตกใจเพราะเห็นเผ่าอพยพครั้งแรกเสียอีก

                “ล่าม!? จะเล่นบ้าอะไรเนี่ยคาเงยามะ!

                “ไม่เล่นล่ะ ฉันจะทำจริง”

ไม่รู้ทำไมในสายตาของฮินาตะถึงเห็นว่าประกายตาของคาเงยามะถึงลึกล้ำขึ้นทุกที เป็นสายตาที่...ไม่น่าไว้ใจสุดๆ!

                “มะ...ไม่เอาน่า ฉันก็กลับมาแล้วนี่ไง ไม่ต้องล่ามหรอก นะๆ...”

                “กลับมาแล้วก็จริง แต่ปล่อยไว้ไม่ได้หรอก ตราบใดที่ฉันไม่ล่ามนาย ฉันคงไม่รู้สึกสบายใจแน่”

                “แล้วนายจะล่ามฉันเพื่อความสบายใจบ้าอะไรกันล่ะ!!!!

                ขณะที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเถาวัลย์ม้วนใหญ่ถูกโยนลงมาจากด้านบน มันทิ้งตัวตุ้บลงตรงกลางระหว่างคาเงยามะและฮินาตะ เมื่อพวกเขาหันไปมองยังที่มาของมันก็พบกับรอยยิ้มและแสงสะท้อนของแสงอาทิตย์เป็นประกายวับบนศีรษะ

                “ได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากสึกะวาระซังแล้วล่ะ ฉันเลยไปเตรียมพร้อมมาให้” ทานากะฉีกยิ้มกว้าง ยกนิ้วหัวแม่โป้งไปให้คาเงยามะ

                “ใช้ให้เต็มที่เลยพวก!

                “ขอบคุณมากครับลูกพี่ทานากะ!

                “ว่ะฮ่ะฮ่าๆๆๆ แหงอยู่แล้วไอ้น้อง! ลูกพี่พึ่งพาได้สุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ!?”

                “ครับ! เป็นลูกพี่ที่สุดยอดไปเลยครับ!

                “ฮ่าๆๆๆ ดีมากๆ เรียกลูกพี่ทานากะอีกเซ่!

                “ลูกพี่ทานากะ!

                “ว่ะฮ่ะฮ่าๆๆๆ”

                ภาพเหตุการณ์ที่คนหนึ่งก็หัวเราะเริงร่าอยู่เหนือศีรษะ กับอีกคนที่เอาแต่ก้มศีรษะปลกๆ พลางพูดคำต่อคำให้อีกฝ่ายพึงพอใจนั้น ทำให้คนมองอย่างฮินาตะยิ่งใจไม่ดี แม้จะรู้สึกงุนงงอยู่ไม่น้อย แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเขามันบอกว่า นี่มันอันตรายแล้ว!

                “มะ ไม่เอานะ! ไม่ล่ามนะ! ฉันจะไม่หลบไปไหนแล้วจริงๆ นะ!!!

                “แล้วจะให้ล่ามตรงไหนก่อนดี แขนดีไหม?”

                “ไม่ดีกว่าครับ ผูกขาไว้ดีกว่า อย่างน้อยก็ต้องใช้มือทำงาน”

                “โอ๊ส! ก็จริงนะ แต่ถ้าไม่มัดมือก็ต้องแอบแกะได้อยู่แล้วสิ หรือจะล่ามปีกไว้ด้วยดี?”

                “จุดบอบบางแบบนั้นน่าสงสารครับ ผมว่าแบบนั้นล่ามไว้ตรงคอเลยดีกว่า”

                “โฮ่! มองไม่เห็นแถมยังแกะยากด้วย เอาแบบนั้นแหละ!!!

                “จะแบบไหนก็ไม่เอา!!!!

                เสียงร้องโหยหวนของฮินาตะ คละเคล้ามากับเสียงหัวเราะของทานากะและเสียงพูดออกความคิดเห็นในการล่ามของคาเงยามะดังแว่วมาเป็นช่วงๆ สร้างความหงุดหงิดให้กับใครอีกคนที่นั่งจัดเรียงเสบียงอยู่ในที่พัก

                “เอ่อ...สึกกี้...ให้ฉันช่วยออกไปเตือนไหม?”

ยามากุจิที่พายาจิมาช่วยสึกิชิมะจัดเรียงเสบียงถึงบ้านเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ แม้ว่าเสียงเหล่านั้นจะไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนอะไรมาก แต่สำหรับสึกิชิมะที่ชอบทำงานเป็นระเบียบภายใต้ความสงบเงียบแล้ว...คงหงุดหงิดน่าดู

                “ไม่ต้อง...” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเย็นเยียบ มือที่เคยเรียงผลไม้จัดวางใส่กล่องให้เป็นระเบียบหยุดลง แล้วเลื่อนไปหยิบมัดฟางที่เหลือจากการใช้ทำที่พักมาแทน

                “ฉันจะเอาเจ้านี่ยัดทวารทั้งห้าของเจ้าพวกนั้นเอง”

                “จะ ใจเย็นๆ ก่อนจ้ะสึกิชิมะคุง!

                “เหวอ ทำแบบนั้นไม่ได้นะสึกกี้!

                แล้วความวุ่นวายก็ขยายวงใหญ่ขึ้นทันที...

 

                ขณะที่ทางป่าด้านหนึ่ง ฝูงกาขนาดย่อมกำลังเอะอะวุ่นวายกันอยู่นั้น บริเวณพุ่มไม้หนาทึบบนภาคพื้นดินก็มีเผ่าหมีสองคนกำลังแบ่งเขตความรับผิดชอบในการกักตุนเสบียงช่วงจำศีลกันอยู่

                ทว่าจุดที่พวกเขากำลังอยู่นั้นมีเพียงผลเบอร์รีสีแดงลูกน้อยติดอยู่ตามพุ่มไม้เตี้ยเท่านั้น

                “โคงาเนะคาวะ...ไปกันเถอะ เบอร์รีพวกนี้ไม่ต้องเก็บเยอะนักหรอก ไปหาผลไม้ที่มันลูกใหญ่แล้วกินได้หนักท้องกว่านี้ดีไหม”

                แม้ว่าซากุนามิจะไม่ใช่เผ่าหมีตัวใหญ่ แต่เรื่องปากท้องแล้วเขาเองก็กินจุไม่แพ้คนอื่นในเผ่าเช่นกัน

                “อีกแป๊บหนึ่งนะ ขอเก็บตรงพุ่มแถวนี้ให้หมดก่อน!” โคงาเนะคาวะเอ่ยตอบเสียงใส พลางก้มหน้าก้มตาเด็ดลูกเบอร์รีใส่ตะกร้าของตนอย่างรวดเร็ว คนที่ยืนรออยู่หรี่ตามองความขะมักเขม้นของเพื่อนตรงหน้าแล้วอดนึกตงิดใจไม่ได้

                “...หรือว่า...ที่เก็บพวกผลไม้เล็กๆ ไปเยอะขนาดนั้น...ก็เพราะจะเอาไปฝากฮินาตะ?”

                “อึ่ก!...”

                เมื่อถูกคำพูดอีกฝ่ายแทงใจ มือที่กำลังเก็บเกี่ยวผลเบอร์รีก็หยุดโดยพลัน

                “...ทะ ทำไมซากุนามิถึงรู้ได้ล่ะ...”

                ท่าทางหวาดๆ ของโคงาเนะคาวะที่ไม่ยอมหันมามองกันตรงๆ ตอนถามกลับแล้ว ทำให้ซากุนามิถอนหายใจเฮือกใหญ่...ก็ดูออกง่ายเสียขนาดนั้นนี่นะ

                “นายอยากสนิทกับฮินาตะเหรอ?”

                “อื้อ! ก็นะ...แต่ว่า...”

                “เพราะถูกอาโอเนะซังห้ามก็เลยไม่กล้าตีสนิท?”

                พูดไปก็ถูกอีก ถูกใจดำของโคงาเนะคาวะเสียจนเขาทำได้แค่ยืนกอดตะกร้าเงียบกริบ

                “อะ...แอบทำแบบนี้ลับหลังอาโอเนะซังแล้วจะถูกดุไหมนะ...”

กว่าจะเอ่ยคำพูดออกมาได้ ความเงียบก็เข้าปกคลุมพวกเขาไปหลายอึดใจแล้ว ซากุนามิเห็นท่าทางหวาดเกรงของเพื่อนแล้วก็คิดคำปลอบใจแบบเป็นกลาง เอ่ยให้อีกฝ่ายรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

                “ฉันคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก...จริงๆ แล้วไม่ว่าใครก็เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมกับฮินาตะคุงได้ทั้งนั้นแหละ”

                “แต่ว่า...พอฉันจะเข้าไปทำท่าสนิทด้วยทีไรก็ถูกดุตลอดเลยนี่นา...”

                นั่นก็เพราะแต่ละวิธีที่อยากจะไปสร้างความสนิท มันดู สนิท เกินไปต่างหากล่ะ!

                แม้จะนึกอยู่ในใจ แต่ซากุนามิก็ไม่ได้พูดออกมาตามที่คิด เขาเพียงแค่มองเพื่อนที่กำลังหลุกหลิกทำตัวไม่ถูกแล้วคิดหาคำแนะนำดีๆ ต่อไป

                “งั้น...นายอยากจะตีสนิทกับฮินาตะแบบไหนบ้างล่ะ”

                “ฉันอยากพาฮินาตะไปเที่ยวเล่นด้วยกันนะ! อย่างเช่นไปจับปลาหรือเก็บผลไม้แบบนี้” ว่าแล้วคนพูดก็ชูตะกร้าขึ้น เรียกรอยยิ้มน้อยๆ จากซากุนามิที่มองอยู่

                “อื้อ มีแค่นั้น?”

                “อยากจะพาไปเดินเล่นในป่าจุดอื่นๆ ด้วย! วันไหนมีรังผึ้งดีๆ ก็อยากให้ไปเก็บด้วยกันและนั่งกินด้วยกัน”

                “อือ...ก็ไม่น่าจะมีปัญหา...”

                “แล้วก็อยากพาฮินาตะไปนอนร่วมถ้ำ ห่มผ้าหนังผืนเดียวกันด้วย!

                “เอาล่ะ หยุดแค่นั้นแหละโคงาเนะคาวะ”

                “เอ๋!!!!

                คำห้ามเฉียบพลันเรียกเสียงร้องแหลมหลงของโคงาเนะคาวะที่กำลังพล่าม ฝันหวาน ของตนทันใด

                “พวกนั้นก็ทำไม่ได้เหรอ?! แค่พาไปเก็บน้ำผึ้งเองนะ!

                “ปัญหามันอยู่ที่ห่มผ้าหนังผืนเดียวกันต่างหากเล่า!

                ซากุนามิคว้าลูกเบอร์รีใกล้มือปาใส่ศีรษะของโคงาเนะคาวะเป็นเชิงเตือนสติ

                “เอ๋...เรื่องแบบนั้นทำกับฮินาตะไม่ได้เหรอ” คำย้อนถามพาซื่อนั้นทำเอาคนให้คำปรึกษาอ้าปากถอนหายใจเสียงดัง

                “ฉันรู้ว่าคนอย่างนายไม่ได้คิดอะไรไกลหรอก แต่ความสนิทชิดเชื้อแบบนั้นมันออกจะเกินไปหน่อยสำหรับอาโอเนะซังน่ะสิ”

                “ไม่เห็นจะเกินไปเสียหน่อย...” พูดถึงตรงนี้แล้วโคงาเนะคาวะก็ขมวดคิ้วยุ่ง บุ้ยปากพึมพำคำพูดเหมือนจะบ่น “...ทีอาโอเนะซังยังปล่อยให้ฮินาตะเกาะไปไหนต่อไหนได้เลยนี่นา...”

                “...ขืนนายพูดไปต่อหน้าอาโอเนะซังมีหวังเป็นเรื่องแน่โคงาเนะคาวะ...”

                เห็นสีหน้าท่าทางไม่ค่อยเข้าใจของโคงาเนะคาวะแล้ว ซากุนามิก็ส่ายศีรษะกับตนเองเบาๆ...เขาจะใช้คำอธิบายแบบไหนให้อีกฝ่ายเข้าใจดีนะ ว่าความสนิทของฮินาตะกับอาโอเนะซังมันไม่ใช่ สนิท แบบที่อีกฝ่ายเข้าใจน่ะ...

                “เอาเป็นว่าถ้านายจำกัดขอบเขตของความสนิทกับฮินาตะไว้ที่การเที่ยวเล่นหรือไปตกปลาเก็บผลไม้ด้วยกันล่ะก็ ไม่มีปัญหาแน่นอน”

                ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง แต่จากการคบหามาตั้งแต่เด็กทำให้โคงาเนะคาวะพยักหน้าเชื่อคำพูดของซากุนามิแต่โดยดี เมื่อเห็นอีกคนรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ซากุนามิก็พยักพเยิดไปที่ตะกร้าในมือของโคงาเนะคาวะ

                “แล้วนั่นพอหรือยังล่ะ? จะได้ไปที่ต่อไปเสียที”

                โคงาเนะคาวะก้มหน้าลงมองดูลูกเบอร์รีในตะกร้าครู่หนึ่งก่อนเอ่ย

                “อือ...ขออีกนิดแล้วกัน!

                แล้วโคงาเนะคาวะก็หันไปเก็บเบอร์รีสีแดงของตนต่อ ทางฝ่ายซากุนามิที่ค่อนข้างว่างงานเพราะไม่มีสิ่งที่อยากเก็บในบริเวณนี้แล้วก็แหงนหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า...สงสัยวันนี้คงได้กลับไปที่เผ่าช้าอีกแล้วสินะ...

                ไม่รู้ว่าเขาเหม่อมองท้องฟ้าอยู่นานเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โคงาเนะคาวะโพล่งขึ้นมา

                “ซากุนามิไม่อยากสนิทกับใครในเผ่าอื่นบ้างเหรอ?”

                คำถามนั้นสร้างความแปลกใจให้กับซากุนามิได้ไม่ยาก เขาเลิกคิ้วมองคนถามอย่างงุนงง

                “ทำไมต้องอยากสนิทกับเผ่าอื่นด้วยล่ะ?”

                “เป็นการสร้างมิตรภาพไง! มิตรภาพ!” คราวนี้ก็ถึงตาโคงาเนะคาวะทำท่าทีจริงจังเหมือนจะเป็นฝ่ายแนะนำสหายวัยเยาว์บ้าง

                “เครือข่ายน่ะไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในเผ่าเดียวกันหรอกนะ!

                “นั่นแหละฉันถึงได้ถามกลับอย่างไรล่ะว่าทำไมต้องอยากสนิทกับเผ่าอื่นด้วย?”

                ได้ยินคำย้อนถามเป็นครั้งที่สองนั้นแล้วโคงาเนะคาวะก็กะพริบตาปริบ มองคู่สนทนาอย่างไม่อยากเชื่อ

                “เอ๊ะ? ปกติซากุนามิฉลาดออกไม่ใช่เหรอ ทำไมกับเรื่องแค่นี้ถึงไม่เข้าใจล่ะ?”

                แล้วลูกเบอร์รีสีแดงก็กระแทกเข้าใส่กลางหน้าผากโคงาเนะคาวะราวกับจับวาง ทำให้บนหน้าผากของเขามีน้ำเบอร์รีสีแดงกระจายออกเป็นจุดๆ

                “เรื่องมิตรภาพนั่นฉันก็ไม่ขัดหรอก แต่เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ระดับบุคคลไม่ใช่เหรอ? อย่างนายเองก็อยากสนิทกับฮินาตะแค่คนเดียวเองไม่ใช่หรือไง?”

                ได้ยินคำขยายความเหล่านั้นแล้วโคงาเนะคาวะก็ร้องอ้ออย่างเข้าใจ เขากอดตะกร้าทำหน้าครุ่นคิดอีกพักหนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยตอบ

                “จริงๆ แล้วฉันอยากสนิทกับฮินาตะก็เพราะเห็นว่า...คุยง่ายน่ะ”

                “อือ...จะเริ่มจากจุดนั้นก็ไม่แปลกล่ะนะ”

                “แล้วยิ่งพอเห็นว่าอาโอเนะซังสนิทกับฮินาตะแบบนั้นแล้วก็เลยอยากหาเพื่อนเผ่ากาที่จะมาพาเกาะไปไหนมาไหนแบบนั้นได้เหมือนกันน่ะ...”

                “ประเดี๋ยวก่อน เจตนาของนายจริงๆ แล้วไม่ได้อยากสร้างมิตรภาพใช่ไหมโคงาเนะคาวะ”

                คำขัดของซากุนามิทำให้อีกคนมุ่ยหน้าทันที

                “ไม่ใช่สักหน่อย! นั่นน่ะ...มันก็แค่ผลพลอยได้...เฉยๆ...”

                “นั่นคือสิ่งที่นายอยากได้จริงๆ ต่างหาก!

                “ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า!” โคงาเนะคาวะร้องเถียงจนหน้าแดงก่ำ ซึ่งไม่แน่ใจว่ามาจากการตะโกนหรือเขินอายหรือนึกเคืองกับการขัดที่เหมือนจงใจเสียมารยาทของซากุนามินั่น

                “เอาล่ะๆ เอาเป็นว่านายอยากสนิทกับเผ่าอื่นโดยเริ่มจากเผ่ากา แล้วก็เลยเลือกคนที่น่าจะคุยง่ายอย่างฮินาตะเพราะเห็นว่าสนิทกับอาโอเนะซังสินะ?” ซากุนามิกลับมาเป็นการเป็นงานอีกครั้ง ซึ่งโคงาเนะคาวะก็ผ่อนอารมณ์ของตนลงแล้วพยักหน้า

                “อื้อ! แบบนั้นเลย!

                “อืม...ก็อย่างที่บอกไปล่ะนะว่าวิธีการที่นายอยากจะสนิทกับฮินาตะน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แค่อย่าทำอะไรที่มันดูสนิทจนเกินไปก็พอ”

                “เอ๊ะ? แล้วไอ้ความสนิทจนเกินไปนี่มันคืออะไรบ้างล่ะ”

                “ห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเกินงาม”

                “เอ๋!!!!

                คำแนะนำตรงๆ ของซากุนามิทำให้โคงาเนะคาวะร้องเสียงหลงอีกครั้ง

                “ฉันไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นซะหน่อย!

                “แต่ในความต้องการของนายเมื่อกี้มีบอกอยู่นี่ว่าจะให้นอนห่มผืนหนังเดียวกัน ผืนหนังที่นายใช้มันไม่ได้ใหญ่ขนาดจะให้ฮินาตะซุกตัวเข้าไปด้วยได้เสียหน่อย...”

                “ก็แค่นอนห่มผืนหนังเดียวกันมันใช่แตะเนื้อต้องตัวกันเกินงามเสียที่ไหนล่ะ! ก็แค่หลบหนาวด้วยกันเอง!

                “แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด โดยปกติสำหรับฮินาตะที่บางปีในฤดูหนาวเตรียมการไม่ทันแล้ว อาโอเนะซังจะเป็นคนจัดการเองนะ นายจะไปแย่งหน้าที่ของอาโอเนะซังเหรอ”

                “อึ่ก...นั่นมันก็...”

                โคงาเนะคาวะเถียงไม่ออกทันที เท่านั้นก็ได้ข้อสรุปแล้ว

                “ฉันว่าเบอร์รีพอได้แล้วล่ะ ถ้าอยากหาของไปฝากฮินาตะด้วยจริงๆ ก็ไปหาอย่างอื่นมาผสมด้วยดีกว่านะ ของจะได้ดูหลากหลายหน่อยไง”

                คำแนะนำของซากุนามิทำให้โคงาเนะคาวะพยักหน้าอีกครั้ง

                “อื้ม! ถ้างั้นไปหาอย่างอื่นกันเถอะ”

                พูดไปแล้วโคงาเนะคาวะก็ก้าวนำหน้ามุ่งไปยังจุดที่มีลูกพลับขึ้นอยู่เต็มต้น ซึ่งในช่วงที่ต่างคนต่างก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือน ต้นไม้ที่มีผลไม้ต่างๆ ก็เริ่มเหลือเพียงใบเขียวไปทีละฝั่งจากการเก็บเกี่ยวผล ทำให้ผู้ที่มาหลังๆ ต้องเสาะหาผลไม้จากจุดอื่นในป่า

                สองสหายเดินเคียงกันไปสักพัก โคงาเนะคาวะก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้

                “จะว่าไปแล้วช่วงนี้พวกอาโอเนะซังดูเครียดจังเลยเนอะ”

                พวกอาโอเนะ ที่ว่านั้นหมายถึงเหล่าผู้นำเผ่าและผู้ติดตามคนสนิทของอาโอเนะ...ซึ่งรวมฟุตากุจิที่เป็นรองหัวหน้าเผ่าหมีอยู่ด้วย

                “อืม...”

ซากุนามิพยักหน้า ถึงพวกเขาจะเป็นเพียงกลุ่มสนับสนุนของเผ่า แต่เรื่องบางเรื่องก็ยังไม่ได้รับรู้โดยตรงเหมือนคนกลุ่มนั้น ซึ่งเขาก็เข้าใจจุดยืนตรงนี้ดี...แต่ตอนนี้สิ่งที่ลางสังหรณ์ของเขากำลังฟ้องอยู่นั้น มันทำให้รู้สึกกระวนกระวายอยู่ไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับรู้อะไรเพิ่มขึ้น นอกเสียจากสัญชาตญาณที่ส่งเสียงร้องเตือน

                “ถ้าไม่มีเรื่องร้ายๆ อะไรก็ดีสินะ...”

                “อืม...”

                “พูดถึงเรื่องร้าย หมู่นี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยล่ะ”

                “หืม?” ซากุนามิเลิกคิ้วเล็กน้อย เหลือบมองสหายข้างกายด้วยสีหน้าเป็นเชิงถาม

                “หายใจไม่ค่อยคล่องน่ะ...” ว่าแล้วโคงาเนะคาวะก็ยกมือขึ้นใช้นิ้วถูจมูกของตนเองประกอบ แม้แต่ตอนที่เขาคุยกับซากุนามิอยู่นี่ก็รู้สึกขัดๆ ในจมูกชอบกล...

                “อากาศมันไม่ค่อยสะอาดยังไงไม่รู้ แถมมันชักจะฉุนขึ้นจนหายใจไม่ออกอีกต่างหาก”

                “นายเป็นแบบนั้นทั้งวันเลยเหรอ?”

                “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ก็มาเป็นตอนที่...”

                ยังไม่ทันจะเอ่ยให้จบประโยค สายตาของคนพูดก็เหลือบไปเห็นลูกกลมๆ สีแดงเป็นพวงติดอยู่บนต้นไม้สีเขียวขจี ซึ่งต้นไม้เหล่านั้นอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงยี่สิบก้าวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

                “โห! ดูสิ ยังมีอีกเพียบเลย!” โคงาเนะคาวะร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ลืมหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ไปเสียสนิท

                “ไปกันเถอะ!

                “ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลยนี่...”

                ยังไม่ทันที่ซากุนามิจะได้เอ่ยปรามจนจบประโยค คนชวนก็วิ่งฉิวนำไปก่อนแล้ว โคงาเนะคาวะตื่นเต้นกับผลไม้สุกงอมบนต้นซึ่งในระแวกนี้ยังเหลืออีกหลายต้นทีเดียวที่มีผลสุกเช่นนี้ แสดงว่าพวกเขามาเห็นแหล่งเสบียงใหม่เป็นคนแรกสินะ! เป็นผู้บุกเบิกเลย!

                คนที่เดินตามมาทีหลังมองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ ซากุนามิยกยิ้มเล็กน้อยคล้ายอ่อนใจแต่ก็ไม่ห้ามปรามใดๆ อีก เพราะรู้ดีว่าขณะนี้สิ่งที่อยู่ในสายตาของโคงาเนะคาวะมีเพียงผลไม้สีแดงเหล่านั้นเท่านั้น

                ขณะที่ซากุนามิกำลังจะกระชับกระบุงบนหลังของตนเอง จู่ๆ ประสาทรับกลิ่นของเขาก็ได้กลิ่นที่แปลกไป...มันไม่ใช่กลิ่นไม่สะอาดที่ปะปนมากับอากาศช่วงนี้ แต่เป็นกลิ่นสาบคล้ายเหงื่อ กับกลิ่นสนิม...ของอะไร?

                ยังไม่ทันที่จะหาคำตอบให้ตัวเองพบ ความระแวดระวังอันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ป่าก็ร้องเตือน ซากุนามิหันมองรอบตัวเพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติ ทว่าสิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงใบไม้ไหวตามแรงเอื่อยของลม และเสียงซาบซ่าของต้นไม้ที่ถูกโคงาเนะคาวะเขย่าเพื่อให้ผลไม้บนต้นร่วงหล่นลงมาโดยที่ไม่ต้องปีนขึ้นไปเก็บ

                “เฮ้...โคงาเนะคาวะ...”

                ซากุนามิเอ่ยเรียกเสียงเข้มโดยไม่หันไปมองสหายเพราะต้องใช้สายตาสอดส่องค้นหาสิ่งแปลกปลอมในป่า ทว่าคำเรียกนั้นกลับไม่ได้รับคำขานตอบกลับ เขาจึงจำต้องหันไปทางทิศที่โคงาเนะคาวะกำลังเพลิดเพลินกับการเก็บผลไม้อย่างรวดเร็ว

                “เฮ้! ตอบกัน...”

                “อื้อ! รู้แล้วๆ ฉันเก็บเจ้านี่ได้พอดีเลย!

                จังหวะที่โคงาเนะคาวะหันไปยกพวงผลสีแดงนั้นให้ซากุนามิดู เขาไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าเบื้องหลังของเขามีร่างหนึ่งชะโงกเงื้อมออกมาจากพุ่มไม้ ประกายของคมโลหะชิ้นยาวสร้างความพรั่นพรึงให้กับซากุนามิที่มองเห็นสิ่งนั้นเต็มตา

                “กลับมานี่โคงาเนะคาวะ!

                เสียงร้องตะโกนดุดันนั้นทำให้โคงาเนะคาวะขนลุกวาบ และเขาเพิ่งรู้สึกตัวเดี๋ยวนี้เองว่าด้านหลังของตนมีบางสิ่งผิดแปลกไปจากปกติ

                และเมื่อหันไปมอง...แสงวาบสีขาวก็สะท้อนเข้าสู่ดวงตา

                เพียงพริบตาของเหลวสีแดงก็สาดกระเซ็นเป็นประกายรับแสงอาทิตย์ราวอัญมณีสีชาด



[To Be Continue]



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น