[HQ Fanfic] Serenità di Eden [รอบไปรฯ]

ตอนที่ 4 : III

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 มิ.ย. 61

         เสียงโหวกเหวกภายนอกเขตปราสาทหลังงามยังคงแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำสนิทก้าวไปตามระเบียงทางเดินชั้นสามที่ทอดยาว หน้าต่างบานใหญ่ข้างระเบียงนั้นฉายให้เห็นภาพสถานการณ์ที่เลวร้ายแต่ยังพอประคับประคองอยู่ได้ของกองทหารนับพัน

                ท่านแม่ทัพผู้ดำรงตำแหน่งองครักษ์ขององค์จักรพรรดิเพียงเหลือบมองภาพนั้นทางหางตา สองขาก้าวยาวขึ้นเพื่อไปยังจุดหมายให้เร็วขึ้นอีกนิด

                เขาเปิดประตูบานใหญ่ตรงสุดทางเดินนั้นแล้วก้าวเข้าไปในห้องประทับขององค์จักรพรรดิ

                บนบัลลังก์มีร่างของชายหนุ่มที่มองจากหน้าตาอันแสนอ่อนเยาว์ก็พอบ่งบอกได้ว่ารุ่นราวคราวเดียวกับผู้ที่กำลังทำหน้าถมึงทึงเข้าเฝ้าเบื้องสูงอยู่ ณ ขณะนี้

                “ถวายบังคมองค์จักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ”

                ถึงจะรู้สึกเช่นไรก็มีแต่ต้องเก็บความรู้สึกนั้นไว้แล้วคุกเข่าถวายความเคารพในทันที

                “มากพิธีไปได้น่า เราเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่เหรอท่านองครักษ์”

                ทว่าน้ำเสียงผ่อนคลายสบายอารมณ์นั้นไม่ได้ช่วยให้ผู้ให้ความเคารพเปลี่ยนท่าทีได้

                “เวลานี้ไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ”

                “ทำไมจะไม่เหมาะล่ะ มีกันแค่เราสองคนนี่เอง”

                “เช่นนั้นก็มิได้พ่ะย่ะค่ะ”

                “จะเคร่งไปหน่อยหรือเปล่า...”

                “นี่เป็นเรื่องปกติที่ควรกระทำต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”

                องค์เหนือหัวที่ประทับอยู่บนบัลลังก์เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วใบหน้างดงามเยาว์วัยนั่นก็บิดเบี้ยวเมื่อคิ้วเรียวขมวดยุ่ง ผิวแก้มโป่งพองขึ้นจากลมที่อัดเต็มกระพุ้งแก้ม

                “...หัวแข็งจริงอิวะจังเนี่ย...”

                “ขอความกรุณาฝ่าบาทช่วยเลิกเรียกกระหม่อมด้วยคำนั้นเสียด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

                อิวะอิสึมิเอ่ยเสียงเข้มพร้อมกับหยัดกายลุกขึ้นเพื่อรายงานสถานการณ์ที่เป็นไปด้านนอก ทว่าแทนที่ผู้เป็นถึงองค์จักรพรรดิจะรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เจ้าตัวกลับทำเพียงแค่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทอดสายตาออกไปยังทิศทางฝั่งตรงข้ามกับที่กำลังเกิดเหตุข้าศึกประชิดประตูเมืองอยู่

                “ข้างนอกนั่นยังไม่มีความคืบหน้าอะไรอย่างนั้นสินะ”

                ท่าทีนั้นทำให้คนมองคิ้วกระตุก

                “ฝ่าบาท...ช่วยสนใจเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นก่อนพ่ะย่ะค่ะ...”

                “เฮ้อ...อยากออกไปนอกเมืองสักครั้งจังนะ...”

                “ฝ่าบาท...”

                “เบื่ออิวะจังบ่นแล้ว...”

                “ฟังสิวะเจ้าบ้านี่!!!

                ราวกับตะกอนอารมณ์ที่นอนนิ่งอยู่ก้นบึ้งถูกกวนให้ขุ่นอย่างจงใจ สำหรับอิวะอิสึมิที่ต้องเห็นสถานการณ์คับขันของเมืองในช่วงนี้จนเกิดภาวะความเครียดสะสมถึงกับตบะแตก เผลอตะคอกใส่สหายวัยเยาว์ที่บัดนี้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ

                แม้จะเป็นสิ่งมิเหมาะควร ทว่าสำหรับโออิคาวะกลับรู้สึกว่า เป็นแบบนี้ มันดีกว่า...

                จากใบหน้าบูดบึ้งประหนึ่งเด็กน้อยเอาแต่ใจพลันปรากฏรอยยิ้มบานแฉ่ง เอ่ยต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

                “อื้อๆ เข้าใจแล้วล่ะเรื่องนั้น แต่สุดท้ายก็ระงับสถานการณ์ได้แล้วใช่ไหมเล่า”

                คำกล่าวนั้นไม่ผิด ด้วยคำสั่งของอิวะอิสึมิทำให้เหตุการณ์เลวร้ายนั้นยุติลงแล้ว เหลือเพียงเก็บกวาดซากสงครามย่อมๆ นั่นให้เรียบร้อยเท่านั้น

                เพียงแต่สิ่งที่เขากังวลและต้องการคำตอบจากองค์จักรพรรดินั้นมิใช่คำกล่าวถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว...

                “เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะบัญชาสิ่งใดต่อ ตอนนี้ข้าศึกที่ต้องการขยายอาณาเขตบุกมาถึงกำแพงเมืองของเราแล้ว เหลือก็เพียงทางฝ่ายเราอ่อนล้าก่อนเท่านั้นการศึกนี้ก็จะจบลง โดยที่ฝ่ายเราจะเป็นผู้ปราชัย...”

                “สำหรับเราแล้วเรื่องผลแพ้ชนะไม่ได้อยู่ในหัวเลย”

                คำกล่าวอย่างเย็นชานั้นทำให้สีหน้าของอิวะอิสึมิบึ้งตึงอีกครั้ง

                “เราสูญเสียกองทหารไปเท่าไหร่”

                ...แต่ทว่าคำถามถัดมากลับทำให้ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มอ่อนลง

                “หนึ่งกองร้อยได้รับบาดเจ็บ ทหารสามสิบเอ็ดนายบาดเจ็บสาหัสจนอาจต้องส่งกลับบ้านเพราะไม่สามารถออกรบได้อีก ส่วนอีกยี่สิบสามพลีชีพไปกับการป้องกันกำแพงเมืองพ่ะย่ะค่ะ”

                “เสียดายเนอะ...”

                น้ำเสียงยามที่โออิคาวะเอ่ยออกมานั้นแผ่วเบาราวกับเป็นเสียงจากใจจริงที่แว่วออกมา

                “กระหม่อมจึงถามฝ่าบาทว่าหลังจากนี้จะทำเช่นไรดี”

                “อือ...”

                แล้วใบหน้าเศร้าสลดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นคิดหนัก

                “คิดไม่ออกอ่ะ...”

                “...ก็ตั้งใจคิดหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ”

                “ไม่เคยได้ยินเหรอ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายไง อิวะจังก็ช่วยคิดหน่อยสิ”

                “แต่เรื่องนี้กระหม่อมออกความเห็นส่วนตัวไม่ได้...”

                “อุหวา ท่านแม่ทัพคิดจะเพิกเฉยต่อคำสั่งองค์จักรพรรดิแหละ นี่คิดจะอู้งานใช่ไหม”

                “เลิกพูดแล้วก็ตั้งใจคิดซะสิโว้ย!!!!

                แล้วท่านแม่ทัพอิวะอิสึมิก็ตบะแตกอีกรอบ...

                “ขอโทษที่มาขัดเวลาสำราญนะท่านแม่ทัพ องค์จักรพรรดิ”

                เสียงที่ลอยมาจากหน้าประตูดึงความสนใจจากบุคคลทั้งสองที่กำลังสนทนากันอย่างสนิทสนม(?)ทันใด ร่างของเผ่าครึ่งสัตว์สองคนในชุดทะมัดทะแมงกำลังยืนมองพวกเขาด้วยสีหน้าแตกต่างกัน คนหนึ่งยิ้มร่าพลางโบกมือขอลุแก่โทษเบาๆ ในขณะที่อีกคนกลับเฉยเมย ไม่แม้แต่จะเหลือบตาขึ้นมองด้วยซ้ำ

                “จัดการงานที่สั่งให้ทำได้เรียบร้อยแล้วหรือ”

                “อื้อ เรียบร้อยหมดจด ไม่ได้ยินเสียงระเบิดเพลิงจากนอกกำแพงแล้วไม่ใช่เหรอ”

                คำแนะนั้นทำให้อิวะอิสึมิรู้สึกตัว เสียงกัมปนาทที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนบัดนี้เงียบไปแล้ว

                “ทำงานได้ดีมาก” อิวะอิสึมิเอ่ยคำชมตามหน้าที่ “แล้วมีเรื่องใดจะรายงานฝ่าบาทล่ะ”

                “ก็อาจจะมีนิดหน่อยนะ”

คุโร่ยักไหล่พร้อมกับหลุบตามองสหายข้างกาย เคนมะก้าวเท้าเข้ามาในห้องท้องพระโรง ย่อกายถวายความเคารพเล็กน้อยก่อนหยัดยืนเอ่ยรายงานภารกิจที่ตนแยกไปทำมา

                “แนวชายป่านอกรั้ววังไม่มีวี่แววของข้าศึก คาดว่าหากลำเลียงชาวบ้านอพยพลัดเลาะชายป่าไปน่าจะไม่มีปัญหาใด”

                “อือ...งั้นเหรอๆ” โออิคาวะกอดอกพยักหน้าหงึกหงัก

                “แต่ว่า...”

                พลันสีหน้าท่าทางผ่อนคลายนั้นกลับเกร็งเครียดขึ้นมาฉับพลัน สายตาที่มองจ้องเหล่าครึ่งสัตว์นั้นเป็นประกายเย็นเยียบ

                “สิ่งที่ฉันอยากรู้จริงๆ ไม่ได้มีเพียงแค่นั้นไม่ใช่หรือ?”

                “....”

                เคนมะเสมองไปอีกทางหนึ่ง ริมฝีปากปิดสนิทไม่ยอมเอ่ยคำพูดใดออกมาอยู่นาน จนกระทั่งคุโร่ตบลงบนไหล่ ร่างนั้นจึงคลายความเกร็งเครียดลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว

                “ในป่านั่น...มีเผ่าครึ่งสัตว์อาศัยอยู่จริงพ่ะย่ะค่ะ...”

                “หืม ก็กะไว้แล้วนี่นะ...เป็นพวกเผ่าไหนล่ะ?”

                “เท่าที่เห็นเป็นเผ่ากา...แต่มีความเป็นได้ว่าน่าจะยังมีเผ่าอื่นๆ อยู่อีก”

                “เป็นแหล่งชุมนุมของเผ่าครึ่งสัตว์แบบนี้แสดงว่าในป่านั่นคงอุดมสมบูรณ์น่าดู” โออิคาวะพยักหน้ากับตัวเองอีกครั้ง

                “แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากรู้อยู่ดีนั่นล่ะ”

                ว่าแล้วรอยยิ้มก็พาดผ่านใบหน้าไร้เดียงสาแฝงไออันตรายไว้ส่วนหนึ่ง เคนมะที่เห็นสีหน้านั้นของอีกฝ่ายก็ขบริมฝีปากแน่น กดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจภายใต้หน้ากากเรียบเฉยนั้นอย่างยิ่งยวด

                ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องบอกแท้ๆ หรือเพราะพวกเขา รับใช้ มนุษย์มากเกินไปจนแยกสิ่งที่ควรและมิควรระหว่างเผ่าพันธุ์ไม่ออกแล้วกันนะ...

                “เรื่องของสิ่งนั้น...กระหม่อมยังหาเบาะแสแน่ชัดไม่ได้...”

                แต่สุดท้ายก็จำต้องเอ่ยออกไป...

                “แต่คาดว่าหากสืบเสาะอีกสักระยะคงค้นพบพ่ะย่ะค่ะ...”

                “ไม่แน่นอนเอาซะเลยนะ”

                คำเปรยเหมือนบ่นกับตัวเองของโออิคาวะยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเคนมะแย่ลงทุกขณะ

                “ยังพอมีเวลามิใช่หรือ ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ที่เข้ามาช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นคืออิวะอิสึมิที่เฝ้าดูการรายงานนั้นเงียบๆ

                ถึงจะต่างเผ่าพันธุ์กัน แต่สำหรับอิวะอิสึมิแล้วหากเป็น พวกเดียวกัน ก็ต้องดูแลให้ถึงที่สุด

                “บู่ๆ อะไรเนี่ย ทำไมอิวะจังใจอ่อนอีกแล้วล่ะ...”

                พลันใบหน้าของท่านแม่ทัพก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าดั่งยักษ์มาร ทำเอาคนที่กำลังพูดตามใจปากอย่างสบายอารมณ์ถึงกับผวาเฮือก รีบยกมุมปากยิ้มเกร็งเป็นการแก้มาดให้ตน

                “กะ ก็ได้! งานสำรวจป่ามันยากนี่เนอะ! จะขยายเวลาให้อีกหน่อยก็ได้!

                อิวะจังบ้า! ข่มกันอยู่ได้! เพราะอีกฝ่ายมีหูแมวน่ารักเลยนึกเอ็นดูสินะ! ใช่ไหมล่ะ! ใช่ล่ะสิ!

                ทว่าคำร้องโวยที่เหลือนั้นถูกเก็บลงในใจของโออิคาวะอย่างเงียบเชียบ

                ส่วนคนที่ถูกหาว่าเป็นทาสแมว(?)ถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนหันไปยังสองคู่หูเผ่าแมวที่ยังคงยืนนิ่งปิดปากเงียบอยู่เช่นเดิม

                “อย่างที่ได้ยินไปล่ะนะ งานในป่าต้องฝากพวกนายด้วยล่ะ”

                “โอ้! วางใจได้เลย” คุโร่รับคำยิ้มๆ ขณะที่เคนมะเพียงแค่ผงกศีรษะรับเงียบๆ

                “อืม...” เห็นท่าทีแบบนั้นแล้วอิวะอิสึมิก็โล่งใจ เขาเบือนหน้าหันไปทิศทางที่โออิคาวะเคยมองไปเล็กน้อย ก่อนเปรยเสียงแผ่ว

                “ฝากด้วยนะ...พวกนายแทบจะเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเราแล้วล่ะ...”

                สิ่งที่ทำให้เมืองนี้ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติไม่ได้มีเพียงการเมืองและสงครามล่าอาณานิคมของมนุษย์ด้วยกันเพียงเท่านั้น...

                สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งยิ่งเลวร้ายลงคือโรคระบาด...

                โรคที่ไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดจากอะไรกำลังระบาดไปทั่วในเขตเมืองแห่งนี้ แม้ว่าจะกันผู้ติดโรคแยกจากคนทั่วไปแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้ที่ตายจากการติดเชื้ออยู่เป็นระยะเช่นเดิม...

                สำหรับอิวะอิสึมิแล้วอดคิดไม่ได้ว่าให้พวกข้าศึกอดทนรออีกหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร ในเมื่อเมืองนี้ก็แทบจะล่มสลายเพราะโรคระบาดอยู่แล้ว แค่ทนรออีกสักนิดเมืองนี้ก็คงจะกลายเป็นเมืองร้าง และบุกเข้ายึดได้อย่างง่ายดาย

                ทว่าสำหรับเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองแล้ว เมืองคงเป็นเพียงผลกำไรอย่างหนึ่งสำหรับการบุกเข้ายึดอำนาจ แท้จริงแล้วสิ่งที่ข้าศึกต้องการคงเป็นเพียง โค่นองค์จักรพรรดิ

                อิวะอิสึมิเหลือบมองโออิคาวะที่ยังคงทำหน้ามุ่ยราวกับแอบตำหนิเขาในใจอยู่บนบัลลังก์

                องค์จักรพรรดิที่ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วัยเยาว์กลับสร้างผลงานมากมายจนเป็นที่จับตามอง และหากไม่มีเรื่องของโรคระบาดนี้ เป็นไปได้ว่าเกมการเมืองที่เหล่าขุนนางต่างเดินหมากกันอยู่นั้นจะตกอยู่ในกำมือของจักรพรรดิองค์นี้

                ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่จึงเป็นศึกสองทาง ทั้งศึกระหว่างมนุษย์ และศึกกับธรรมชาติ...

                “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีรับสั่งใดจากองค์จักรพรรดิแล้วก็ไปเถอะ” อิวะอิสึมิเอ่ยสั่งคู่หูเผ่าแมวพลางโบกมือไล่เบาๆ

                “โดยเฉพาะนาย เคนมะ พักผ่อนให้เยอะๆ ล่ะ”

                เคนมะพยักหน้ารับเล็กน้อย เขาถวายความเคารพต่อองค์จักรพรรดิแล้วหมุนกายเดินออกจากห้องท้องพระโรงในทันที โดยมีคุโร่ก้าวเท้าตามไปติดๆ

                เมื่อประตูห้องท้องพระโรงปิดลง อิวะอิสึมิก็หันไปมองโออิคาวะอีกครั้ง...

                “ส่วนฝ่าบาทก็ตั้งพระทัยคิดแผนการอื่นๆ ให้ดีเสียล่ะ แล้วกระหม่อมจะมาขอรับคำสั่งเหล่านั้นอีก”

                “ถ้าจะพูดกันขนาดนี้แล้วก็มาช่วยกันคิดหน่อยสิ!

                “เรื่องนั้นเกินความสามารถของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

                “ไม่ต้องมาอ้างเลยนะ! ทั้งที่เจ้ากี้เจ้าการฉันให้คิดนั่นคิดนี่เอาเองแท้ๆ!

                “หากว่าเช่นนั้นแล้ว นั่นคือหน้าที่ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

                คราวนี้ใบหน้าของโออิคาวะตูมขึ้นมาจริงๆ เขาพองแก้มงอนตุ๊บป่องแบบไม่รักษาภาพพจน์อีกต่อไป

                “ชิ! นายเป็นพ่อฉันรึไง...”

                “เป็นผู้ที่คอยเคียงข้างฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

                ไม่รู้ว่าเพราะได้ยินคำบ่นนั่นหรือต้องการพูดให้รู้สึกตัว คำกล่าวอย่างเป็นธรรมชาตินั้นจึงซึมเข้าโสตของโออิคาวะอย่างง่ายดาย เขาหยุดความไม่พอใจของตัวเองแล้วทอดมองอิวะอิสึมิเงียบๆ

                “เช่นนั้นแล้วขอเพียงฝ่าบาทใช้ความคิดอย่างเต็มที่ แม้อ่อนล้ากระหม่อมจะเป็นผู้พยุงขึ้นมาเอง...”

                แล้วคำพูดน่าฟังเหล่านั้นก็เงียบหายไป เหลือเพียงสีหน้าขรึมเคร่งกับการถวายความเคารพแข็งทื่อถูกระเบียบ

                “ในเมื่อฝ่าบาทเย็นพระทัยลงแล้วกระหม่อมก็ขอตัว”

                “เอ๊ะ...ดะ เดี๋ยวสิ! เดี๋ยวก่อน! อะไรเนี่ย! อย่ามาพูดให้รู้สึกดีแบบครึ่งๆ กลางๆ แล้วหนีก่อนไปแบบนี้เซ่!

                เสียงร้องโวยวายของคนบนบัลลังก์นั้นก้องไปทั้งห้องท้องพระโรง ทว่าน่าเสียดาย...ที่เสียงนั้นมิอาจดังลอดผ่านประตูบานหนาออกไปยังทางเดินด้านนอกได้เลย...

               

 

                “วันนี้ก็กลิ่นไม่ดีอีกแล้วนะ...”

                คำเปรยลอยๆ ขณะที่กำลังเอื้อมเก็บผลไม้บริเวณเชิงเขาเรียกสายตาของสหายร่วมกลุ่มให้หันไปมอง ดวงตาแลดูไร้อารมณ์นั้นจับจ้องไปยังใบหน้าเหนื่อยหน่ายของฟุตากุจิที่กำลังหยิบผลไม้ลูกเล็กใส่ปาก

                “นายก็ได้กลิ่นไม่ใช่เหรอ? วันนี้แรงกว่าวันก่อนๆ เลยนี่นา”

                ว่าแล้วคนพูดก็เหลือบมองอาโอเนะเป็นการสำทับคำพูดอีกครั้ง

                “....”

                คำตอบที่ไร้เสียงนั้นก็เพียงพอสำหรับฟุตากุจิแล้ว เขาถอนหายใจเฮือก

                “ถึงกลิ่นจะแรงขึ้นแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะใกล้เข้ามานี่นะ อาจจะยังพอสบายใจได้อีกหน่อย...” ว่าแล้วก็โยนผลไม้อีกลูกใส่ถุงตาข่ายเถาวัลย์ที่ผูกขึ้นเอง

                “แต่ใครจะรู้ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินอะไรบ้างล่ะนะ”

                “เอ๋? จะมีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือครับ?”

                โคงาเนะคาวะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแทรกบทสนทนาขึ้นมาอย่างงุนงง

                “จมูกถูกผึ้งต่อยจนบวมแล้วรับกลิ่นไม่ได้เรอะ”

                “ปะ เปล่าสักหน่อยครับฟุตากุจิซัง!

                ร้องโวยออกมาเช่นนั้นแต่เจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะยกมือกุมจมูกลองเช็กดูอีกที

                “ดมเอาก็น่าจะรู้นี่หว่า”

                “ก็แหม...” โคงาเนะคาวะอ้อมแอ้ม ไม่กล้าสบตาฟุตากุจิแวบหนึ่ง “ช่วงนี้เหมือนผมจะเป็นหวัดนิดหน่อยนี่ครับ ประสาทรับกลิ่นเลยยังไม่ค่อยดีน่ะ...”

                “ข้ออ้างชัดๆ ระวังเถอะจะโดนสอยไปถลกหนังโดยไม่รู้ตัว”

                “พูดอะไรน่ากลัวแบบนั้นครับเนี่ย!!!!

                อาโอเนะทอดมองบทสนทนาของฟุตากุจิและโคงาเนะคาวะแล้วก็ลอบถอนหายใจแผ่ว ถึงปากจะบอกว่าไม่ชอบมาพากล แต่ฟุตากุจิก็ยังคงดึงบรรยากาศให้ไม่น่าเป็นห่วงได้อยู่ดี เห็นดังนั้นแล้วหัวหน้าเผ่าหมีอย่างอาโอเนะคงจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้

                เขาหันไปยังทิศทางต้นกำเนิดกลิ่นอีกครั้ง

                ...หรือจะลองไปสำรวจแถวชายป่าดี

                “อาโอเนะ!!!!

                แต่แล้วเสียงร้องเรียกแสนสดใสก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับน้ำหนักของบางสิ่งที่ร่วงลงมาจากฟ้าเกาะแน่นอยู่บนบ่าของอาโอเนะ

                “ทำไมวันนี้ออกมาไกลจังล่ะ?”

                ดวงตากระจ่างใสของฮินาตะที่จ้องลงมานั้นทำให้คนมองรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก อาโอเนะมองสบดวงตากลมโตคู่นั้นเงียบๆ ก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบ

                “มาหาเก็บพวกแตงน่ะ...”

                “โอ๊ะ! ตรงนี้เพียบเลยนี่นา!” ฮินาตะที่ก้มมองบริเวณพื้นก็พบกับเถาไม้เลื้อยอุดมไปด้วยผลแตงลูกโตแล้วก็ทำตาเป็นประกายกว่าเดิม

                “ฉันขอเก็บไปบ้างนะ!

                อาโอเนะพยักหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าของฮินาตะยิ่งกว้างขึ้น เขาลงจากบ่าของอาโอเนะที่ถือวิสาสะใช้เป็นที่ร่อนจอดก่อนจัดการเลือกผลแตงลูกย่อมพอขนกลับด้วยตัวเองได้ไปสองสามลูก

                “...เอาไปอีกก็ได้”

                “ฮื่อ ไม่เอาหรอก ขนไม่ไหว”

                “...เดี๋ยวช่วย”

                “เอ๊ะ? เดี๋ยวอาโอเนะก็เหนื่อยอีกหรอก เดินขนเสบียงไปนู่นไปนี่มันเหนื่อยออกนะ”

                ทว่าคนเสนอตัวก็ลงไปช่วยเลือกแตกใส่ถุงตาข่ายเถาวัลย์อีกใบให้เสียแล้ว ฮินาตะเห็นแบบนั้นก็ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้อีกฝ่าย เห็นเขาทำตัวตามสบายแบบนี้ก็เถอะ...แต่รบกวนบ่อยๆ ก็เกรงใจอยู่เหมือนกัน

                “ขอบคุณนะอาโอเนะ...”

                อาโอเนะพยักหน้าหงึก

                “ฉันนี่รบกวนอาโอเนะตลอดเลยแฮะ...” ฮินาตะยกมือเกาศีรษะแกรกๆ “ทำเอารู้สึกอยากทำอะไรตอบแทนบ้างเลย...”

                “...ไม่ต้องหรอก”

                “เอ๋! ไม่ได้หรอก ไม่ได้ๆ ขืนเป็นแบบนี้เรื่อยๆ ฉันก็เสียนิสัยพอดี”

                ฮินาตะส่ายศีรษะพึ่บพั่บ ก่อนนิ่งเงียบครุ่นคิดพักหนึ่งจึงตัดสินใจเอ่ยออกไป

                “ถ้าอย่างนั้นนายมีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกนะ! ฉันจะช่วยทุกเรื่องเลย!

                ข้อเสนอนั้นเรียกสายตาของอาโอเนะให้หันไปมอง

                “...ทุกเรื่อง?”

                “อื้อ!

                “....”

                ความคิดหลายอย่างพลันแวบเข้าหัวของอาโอเนะ คำว่าช่วยนั้นทำให้เขาอยากจะลองทดสอบความกล้า(?)ของคนเสนอขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็ต้องสะบัดหน้าเบาๆ ขับไล่ความคิดไม่ดีเหล่านั้นออกไป ก่อนจะพยักหน้ารับคำแทน

                “...ไว้นึกออกจะบอก”

                “อื้อ! ไว้ใจได้เลย ขออะไรมาฉันจะช่วยเอง!

                พูดแล้วก็ยิ้มร่า ก้มหน้าก้มตาเลือกผลแตงสุกๆ ใส่แขนเสื้อตัวเองเก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับเย็นนี้ ในขณะที่ปากก็เล่าเรื่องต่างๆ ไปด้วย

                “วันก่อนนะเจอพวกพ้องแปลกๆ ด้วยล่ะ ไม่รู้ว่าลงมาจากบนเขารึเปล่านะ...”

                “พวกพ้องแปลกๆ...?”

                อาโอเนะทวนคำพร้อมกับหันมองคนเล่าที่กำลังขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิดจริงจัง

                “อื้อ! แปลกมากเลย! จู่ๆ ก็โผล่มา จู่ๆ ก็หายไป ฉันนี่ตกใจหมด นึกว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาด้วยซ้ำ! แต่คาเงยามะบอกว่าไม่น่าใช่เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าของเจ้าป่าเจ้าเขาที่นี่มาก่อน...”

                เจ้าป่าเจ้าเขา?

                แล้วก็ถึงคราวอาโอเนะต้องสงสัยบ้าง เขาหันไปสบตากับฟุตากุจิที่แอบฟังบทสนทนาอยู่ห่างๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้างุนงงมาให้เช่นกัน

                ขนาดเผ่าหมีที่อายุยืนยังไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้ พวกพ้องแปลกๆ นั่นคงไม่ใช่เจ้าป่าเจ้าเขาอย่างที่ฮินาตะเข้าใจแน่นอน...

                คิดแล้วอาโอเนะก็หันไปมองฮินาตะอีกครั้ง ฟังคำเล่าเหมือนบ่นของฮินาตะ

                “ก็อีกฝ่ายหายตัวไปเฉยๆ อย่างไร้ร่องรอยเลยนี่นา มันแปลกออก อีกอย่างฉันไม่เคยเห็นเผ่าครึ่งสัตว์ที่มีลักษณะแบบนั้นในป่านี้ด้วย”

                “...ลักษณะเป็นแบบไหนเหรอ?”

                “อือ...ก็...” ฮินาตะทำหน้านึกอยู่นานก็ค่อยๆ อธิบายออกมา “ใส่เสื้อผ้าที่ใช้การตัดเย็บแปลกๆ...แถมยังดูรัดๆ น่าอึดอัดด้วย อยู่ในป่าแบบนี้ใส่เสื้อผ้าแบบนั้นน่าจะอึดอัดสุดๆ ไปเลยนี่นา แล้วก็มีหูแหลมๆ รูปสามเหลี่ยมบนหัวด้วย!

                หูแหลมรูปสามเหลี่ยม?

                “พวกหมาป่าหรือจิ้งจอกรึเปล่า?” ฟุตากุจิที่ฟังอยู่อดแทรกไม่ได้ ทว่าฮินาตะกลับส่ายศีรษะ

                “ไม่นะ คิดว่าไม่น่าใช่ พวกนั้นต้องมีกลิ่นสาบสางอีกหน่อย หางก็ต้องเป็นพวงช่อด้วย! แต่นี่...หาง...เอ...มีหาง...รึเปล่านะ?”

                แล้วเจ้ากาความจำสัตว์น้ำก็ทำหน้าคิดหนักอีกรอบ

                “หาง...ไม่ได้มองอ่ะ...”

                เฮ้อ...

                “อะ เอ๋!? ทำไมต้องถอนหายใจพร้อมกันด้วยเล่า!

                ฮินาตะหันรีหันขวางมองเหล่าบุคคลที่รอฟังคำบอกเล่าของเขาอย่างใจจดใจจ่อทำหน้าผิดหวังอย่างแรง ถึงอาโอเนะจะไม่แสดงออกทางสีหน้ามากนัก แต่มองจากใบหน้าของฟุตากุจิแล้ว อีกฝ่ายกำลังทำหน้าเอือมอย่างสุดๆ

                “เจ้ากาเปี๊ยก นี่นายไม่ค่อยกินปลาสินะ ไว้ให้พวกฉันหาให้กินไหม”

                “อย่ามาหาว่าฉันสมองไม่ดีนะ!” ฮินาตะโวยกลับหน้าแดง “ฉะ ฉันก็แค่ลืมมองหางแค่นั้นเอง!

                “นอกจากจะสมองไม่ดีแล้วยังตาไม่ดีอีกสินะ ถ้ายังไงไว้ฉัน...”

                “อ๊า!!! ไม่ต้องเลย! ไม่เล่าให้ฟังแล้ว!

                คนที่โดนแหย่จนออกอาการงอนสะบัดหน้าพรืด ทำท่าจะไม่พูดอะไรต่อจริงๆ ทำให้อาโอเนะซึ่งนั่งอยู่ข้างกันต้องเป็นฝ่ายปลอบให้ใจเย็น

                “ไม่เป็นไรหรอก...แล้วมีอะไรอีก?”

                เห็นมีคนตั้งใจฟังเขาขนาดนี้แล้วฮินาตะก็ใจเย็นลง เริ่มต้นเล่าเรื่องต่ออีกครั้ง

                “ถึงฉันจะไม่เคยเห็นเขามาก่อน แต่เขาก็ไม่มีทีท่าจะสงสัยว่าฉันเป็นอะไรเลยนะ แปลกจัง...ถึงจะเรียกว่าเป็นพวกพ้องเดียวกันแต่ปฏิกิริยาดูห่างเหินไปรึเปล่า...”

                “อาจจะแค่ไม่คุ้นกับเผ่ามีปีกอย่างนายล่ะมั้ง”

                ฟุตากุจิเอ่ย แต่ฮินาตะส่ายหน้า

                “แต่อีกฝ่ายนิ่งมากเลยนะ นิ่งแบบ...เหมือนไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร หรือคิดไว้อยู่แล้วว่ามีฉันอยู่ในป่าแห่งนี้ด้วย” ฮินาตะเว้นช่วงใช้ความคิดกับตัวเองครู่หนึ่งก็เบิกตาโพลง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา

                “จริงด้วย! อีกอย่างที่นึกออกคือถึงจะเป็นเผ่าครึ่งสัตว์แต่กลิ่นสะอาดมาก! ตอนแรกฉันก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงอพยพนะ แต่นอกจากกลิ่นเหงื่อกับฝุ่นดินแล้วก็ไม่มีกลิ่นอะไรเลย...ไม่สิ หรือว่ามีนะ...”

                เห็นท่าทางแน่ใจบ้างไม่แน่ใจบ้างแบบนั้นของฮินาตะแล้วฟุตากุจิก็ร้องขึ้นมา

                “วันนี้จะฟังเข้าใจไหมเนี่ย!

                “ขะ เข้าใจสิ!” ฮินาตะไม่ยอมแพ้ พยายามเรียบเรียงความคิดแล้วเอ่ยออกไปรวดเดียว

                “ก็เพราะไม่เคยเห็น แถมจู่ๆ ก็โผล่มาแล้วหายไป กลิ่นก็ยังไม่คล้ายพวกเราด้วย อีกฝ่ายต้องเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับแน่ๆ!

                “เอ่อ...ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายนั่นเป็นคนบนภูเขาหรอกหรือครับ...” โคงาเนะคาวะที่พยายามคิดตามฮินาตะอย่างจริงจังอดนึกไปถึงสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอย่างเป็นเอกเทศอยู่บนภูเขากลางป่าแห่งนี้

                “ไม่หรอก...ไม่ใช่ เพราะเจ้านั่นไม่มีปีก...” ฟุตากุจิเอ่ยแย้งทิ้งไว้เพียงแค่นั้นก็เงียบไป แล้วเปลี่ยนไปพูดหัวข้ออื่นแทน

                “นายบอกว่ากลิ่นสะอาดใช่ไหม?”

                “อื้อๆ”

                “แน่ใจหรือเปล่าว่าไม่มีกลิ่นอื่นที่พวกเราไม่คุ้น?”

                “เอ นั่นก็...” ฮินาตะขมวดคิ้วคิดหนัก “อือ...มีนะ แต่...เป็นกลิ่นที่ฉันไม่รู้จัก”

                แล้วเผ่าหมีก็หันมามองหน้ากัน

                “เป็นกลิ่นแบบไหน...?” อาโอเนะหันไปถามกระตุ้นความจำฮินาตะ

                “อือ...บอกไม่ถูกนะ แต่เป็นกลิ่นที่ฉันไม่คุ้นเอาซะเลยจริงๆ”

                “...เป็นกลิ่นที่ไม่มีอยู่ในป่านี้รึเปล่า?”

                “อ๊ะ! ใช่ๆ! ไม่เคยได้กลิ่นแบบนั้นในป่านี้เลยล่ะ! เพราะงั้นเลยคิดว่าเป็นพวกอพยพยังไงเล่า”

                “....”

                คราวนี้ความเงียบปกคลุมรอบกลุ่มสนทนา อาโอเนะกับฟุตากุจิเพียงแค่เหลือบมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนที่อาโอเนะจะตัดสินใจยุติเรื่องนี้ด้วยการชักชวนให้ฮินาตะกลับไปยังอาณาเขตที่อยู่อาศัยด้วยกัน

                “เอ๊ะ? ต้องกลับแล้วเหรอ” ฮินาตะทำหน้าเลิ่กลั่ก เขายังเก็บผลแตงไม่พอเลยนะ!

                “อืม...” อาโอเนะพยักหน้า “...ไว้ค่อยแบ่งของฉันให้ก็ได้...”

                “จริงๆ นะ!

ได้ยินอย่างนั้นก็วางใจ ในเมื่อปากท้องของตนเองอยู่รอดปลอดภัยแล้วก็พยักหน้า ลุกขึ้นตามอาโอเนะไปอย่างว่าง่าย จังหวะที่อาโอเนะกำลังจะเดินผ่านฟุตากุจินั้นเอง คำกระซิบสั่งแผ่วเบาก็ถ่ายทอดไปยังรองหัวหน้าเผ่า

                “...จัดกลุ่มดูแลอาณาเขตให้ดี แล้วก็จัดอีกกลุ่มให้ฉันด้วย”

                ฟุตากุจิเหลือบมองอาโอเนะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเนือยๆ

                “อย่าไปไกลนักล่ะ...มีอะไรก็รีบเรียกด้วย”

                อาโอเนะพยักหน้า เขากระชับถุงตาข่ายใส่เสบียงในมือแล้วหันมองไปยังทิศตะวันตกของป่าเล็กน้อย

                เห็นทีสิ่งที่เฝ้าระวังอยู่จะคืบคลานเข้ามาใกล้เร็วกว่าที่คิด...

                “อาโอเนะ! ไปกันเถอะ!

                เสียงร้องเรียกของฮินาตะจากด้านบนทำให้อาโอเนะผ่อนคลายความตึงเครียดของตน แล้วก้าวเท้าตามร่างที่กำลังบินเอื่อยอยู่ข้างหน้าพร้อมกับเล่าเรื่องต่างๆ ด้วยรอยยิ้มสดใสเต็มใบหน้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น