คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #7 : ว่าด้วยเรื่องของสาวน้อย
Chapter 6
: ว่าด้วยเรื่องของสาวน้อย
เสียงนกฮูกร้องขึ้นในความเงียบของรัตติกาล ริอาสะดุ้งเฮือกเหลียวซ้ายแลขวาแล้วรีบก้าวไปเดินชิดเอเฟีย ก่อนกอดแขนนางไว้แน่นด้วยความกลัว
สาวผมแดงเหลือบมองเด็กสาวข้างกายที่เดินห่อไหล่ตัวสั่นน้อยๆอย่างขำขันปนเจ้าเล่ห์ พอหันไปสบตากับเจ้าไรเด็น ราชันน้อยก็ส่ายหน้าทำนองว่า ‘อย่าแกล้งเด็กเลย’ ...แต่มีหรือนางจะเชื่อ?
ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตหรี่ลงน้อย ในใจหัวเราะหึหึ...
“กลัวอะไรกันริอา ป่านี่น่ะไม่มีผีหรอก...” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ยิ้มกว้างเมื่อแม่สาวน้อยหันมองนางด้วยแววตาแคลงใจ “จะมีก็แต่สิ่งที่เขาเรียกว่า...เอ่อ... ผีป่า?”
ร่างบางสะดุ้งเฮือก ใบหน้าหวานเบ้แหย หยาดน้ำตาเริ่มคลอขึ้นด้วยความรวดเร็ว
“มะ...ไม่จริงใช่มั้ยคะ?”
“ข้าจะหลอกเจ้าทำไม?”
หลอกเพื่อความสนุกน่ะสิ ยายเถื่อนเอ้ย... ไรเด็นน้อยคิดในใจ แล้วโคลงหน้าสงสารริอาที่ถูกหลอกง่ายจนต้องตกเป็นเหยื่อของเอเฟีย
เด็กสาวเหลียวมองไปรอบกายอย่างหวาดระแวง เงาไหววูบของกิ่งไม้แลดูราวกับ ‘ผีป่า’ เคลื่อนกายไล่ตาม เสียงลมหวีดหวิวมิต่างจากเสียงโหยหวนของพวกมัน
ทำไมพี่เอเฟียต้องเลือกเดินทางในป่าแบบนี้ด้วยนะ!?
อาทิตย์กว่าแล้ว...หลังจากวันที่พี่เอเฟียพานางออกจากบ้าน แจ้งจับท่านพ่อกับลูกน้องของเขา ไปขึ้นเงินค่าหัวอันน้อยนิดก่อนจะเดินทางออกจากเมืองโดยไม่รอให้นางได้คุยกับท่านพ่อเป็นครั้งสุดท้าย...จากนั้นพี่เอเฟียก็พานางเดินทางไปตามแนวป่า จะแวะเข้าเมืองก็แค่ไปซื้อของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยแล้วก็เดินออกจากเมือง ซึ่งก็คือเมื่อสองวันก่อน...
เป้าหมายของพี่เอเฟียเห็นว่าเป็นเมือง บลาๆอะไรสักอย่างที่นางจำไม่ได้ ถ้าหากเดินด้วยเท้าก็ต้องเดินทางอีกประมาณสามวันแล้วหลังจากนั้นนางก็จะได้นอนในเมืองสักที... แต่นางไม่เห็นจะเข้าใจว่าทำไมพี่เอเฟียต้องเลือกมาเดินในป่าลึกแบบนี้ด้วย! แถมอากาศก็เย็นเฉียบอย่างกับฤดูหนาวอีก!
ไม่ว่าจะเดินทางมากี่วันแล้วก็ตาม นางก็ไม่เคยชินกับการเดินในป่ามืดๆแบบนี้ แล้วก็คงจะไมมีวันชินแน่ๆ...
“พี่เอเฟียนี่เก่งนะคะ... เดินทางกับไรเด็นน้อยกันสอง...เอ่อ แค่หนึ่งคนกับหนึ่งตัวมาตลอดแต่ไม่เห็นกลัวอะไรเลย”
ริอาเริ่มต้นความเงียบที่แทบจะทำให้นางประสาทหลอนเข้าไปทุกที ลำพังแค่เสียงนกเสียงแมลงนางก็ขนลุกขนพองอยู่แล้ว นี่ยังเสียงลมอีกต่างหาก พี่เอเฟียกับไรเด็นน้อยก็ไม่ยอมคุยอะไรกันอีก
“มันก็เป็นเรื่องธรรมดาน่ะนะ ถ้าเจ้าออกเดินทางตัวคนเดียวกับไอ้เตี้ยปากเสียแค่ไม่กี่เดือนแต่กลับรู้สึกเหมือนนานอย่างกับสองปีนี่ เจ้าก็จะชินกับป่ามืดๆนี่ แล้วเจ้าก็จะรู้เองว่า เดินทางกับไอ้เตี้ยแบบนี้น่ะประสาทเสียยิ่งกว่าอยู่กลางป่าดงดิบคนเดียวอีก”
ได้โอกาส ‘กัด’ เอเฟียก็ไม่รอเลย
เจ้าตัวเล็กพ่นลมหายใจพรืด “ใช่ แล้วเจ้าก็จะรู้ว่า การมีผู้หญิงป่าเถื่อน ปากเสีย ขี้หงุดหงิด เจ้าอารมณ์ บ้าพลังเดินทางด้วย จะเป็นทุกข์ขนาดไหน”
สาวผมแดงสะบัดหน้าขวับ ดวงตาเบิกกว้างแทบถลนเขม็งราชันน้อย
“เจ้าว่าไงนะ! ไอ้เตี้ยปากเสีย!? อยากลองดีหรือไง”
‘ไอ้เตี้ยปากเสีย’ ดุจจะยักไหล่
“ก็เอาสิ เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งกว่าข้าในเวลากลางคืนหรือไง? ด้วยสายตาแบบมนุษย์น่ะ พนันได้เลยว่าแปบเดียวเจ้าจะวิ่งชนกิ่งไม้แล้วลงไปนอนหงายหลังกับพื้นร้องโอดครวญ”
“หนอย!!! ไอ้เตี้ย วอนหาเรื่องซะแล้ว!”
“มาสิ! มาลองกันซักตั้งมั้ยล่ะ!?”
“เอ่อ... ใจเย็นๆกันเถอะค่ะ ทั้งพี่เอเฟียทั้งไรเด็นน้อย...”
ริอาเริ่มยิ้มแหย มองนายสาวกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ไล่ ‘กัด’ กันเป็นวงแคบๆอยู่ตรงหน้านาง ใช่...อีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สำคัญยิ่งกว่าการทำความสะอาดขนของไรเด็นน้อยและสำคัญพอๆกับการต่อสู้และดื่มเหล้าของพี่เอเฟียก็คือการทะเลาะกันอย่างนี้ล่ะ...แทบทุกๆสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ
แต่ก็น่าประหลาดนัก...ทั้งๆที่ทั้งคู่ทะเลาะกันแทบจะเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ แต่นางก็ยังเห็นสายสัมพันธ์ที่รัดทั้งคู่ไว้แน่นเกินกว่าจะตัดขาดออกจากกัน...แบบนี้หรือเปล่านะ ที่เขาเรียกว่า ‘ลิ้นกับฟัน’ เอ แต่นั่นมันสำหรับคู่แต่งงานนี่นะ?
หลังจากเอเฟียมีรอยเขี้ยวและรอยเล็บอย่างละรอยประดับที่ขาและไรเด็นน้อยถูกเขกหัวไปสองหนทั้งคู่ก็เดินแยกกันโดยมีนางคั่นกลางแต่ก็ยังมีการแยกเขี้ยวใส่อีกฝ่ายเป็นพักๆ
“ให้ตายสิ! วันนี้มันวันอะไรเนี่ย ซวยฉิบ!” เอเฟียบ่นพึมพำ และได้รับคำตอบเป็นเสียงของไรเด็นน้อย
“วันอังคาร...”
“โว้ย! นี่เจ้าจะหาเรื่องข้าใช่มั้ยเนี่ย!?”
ไรเด็นน้อยก้มหลบก้อนหินที่ถูกเตะลอยเฉียดหัวมันไปหวุดหวิด แล้วเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า มุดหายไปในพุ่มไม้ ทิ้งเอเฟียที่กำลังฮึดฮัดไว้กับริอาที่เดินทำหน้าไม่ถูก... ครึ่งยิ้มครึ่งแหย
“เจ้าเห็นมั้ยริอา? ไอ้เตี้ยนั่นกวนประสาทข้าเป็นบ้าเลย”
เมื่อหาที่ระบายไม่ได้ เอเฟียก็ได้แต่บ่นบ้ากับริอา มือซ้ายก็เลื่อนคบเพลิงไปข้างหน้า โบกไปโบกมาตามทาง “เจ้าได้ยินเสียงน้ำมั้ย? อีกแปบคงจะเจอลำธาร แล้วเราจะพักกันแถวนั้นล่ะ... เดินไหวหรือเปล่า?”
ประโยคท้ายพี่เอเฟียหันมาถามนาง น้ำเสียงที่เคยห้วนสั้นอ่อนลง รวมถึงดวงตาสีน้ำตาลที่ทอประกายความห่วงใยนั้นอีก เช่นนั้น แม้ตอนนี้ขาของนางจะปวดจนแทบเดินไม่ไหวแล้วก็ตาม แต่ความใจดีของพี่เอเฟียก็ทำให้นางก็ไม่กล้าบอกออกไปตรงๆ... เพราะนางยิ่งกว่ารู้ว่านางเป็นตัวถ่วงของพี่เขา การเดินทางนี่ควรจะถึงตั้งแต่สองวันก่อนแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะการหยุดพักที่ค่อนข้างถี่ก็ทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปหมด
“ข้ายังเดินไหวค่ะ อีกแปบเดียวก็จะถึงแล้วนี่คะ”
เด็กสาวฝืนยิ้มอดกลั้นความปวดให้ เห็นพี่เอเฟียที่หลุบตาลงต่ำแวบหนึ่งแล้วหันไปมองทางข้างหน้าต่อ
“อือ เดี๋ยวถึงที่แล้วข้าจะนวดขาให้แล้วกัน อากาศหนาวไปหรือเปล่า? ดึกๆแถวนี้จะเย็นจัด”
“ไม่ค่ะ” ริอาส่ายหน้า ก่อนเอียงคอถามไป “พี่เคยมาแถวนี้หรอคะ?”
“เคยสิ เกือบจะบ่อยด้วย แต่สมัยก่อนนะ ตอนที่ยังไม่ออกเดินทาง แต่หลังจากนั้นก็ผ่านทางนี้สองสามรอบ...แล้วอีกอย่าง แถวนี้น่ะ ไม่มีอะไรหรอก ถ้าจะมี ข้าก็ไม่ให้มันทำอะไรเจ้าแม้แต่ปลายเล็บแน่”
ริอาไม่รู้ว่าตอนนี้นางทำสีหน้าอย่างไร แต่ที่แน่ๆนางรู้ว่าหน้าของนางร้อนฉ่าขึ้น หัวใจก็เต้นแรงกว่าเดิม...
เด็กสาวเงยหน้ามองพี่เอเฟียที่สูงกว่านางเกือบหนึ่งฝ่ามือ ดวงหน้าหวานแฝงรอยทะเล้นแต่ก็มีเค้าของความเข้มแข็งอย่างชัดเจน
ดวงหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มแยกเขี้ยว (?) ใส่เจ้าไรเด็นน้อยนี่ไม่ใช่หรือ?...ที่มักจะหันมองนางด้วยความห่วงใย?
ริอาคลี่ยิ้มมีความสุข หากนับตั้งแต่เกิดมา คนที่ดีกับนางอย่างที่สุดแล้วนอกจากท่านพ่อก็คือพี่เอเฟียที่นางพึ่งรู้จักได้ไม่นานนี่เอง แต่นางกลับรู้สึกผูกพันยิ่งกว่าคนที่นางรู้จักเกือบทั้งชีวิตอย่างลูกน้องของพ่อเสียอีก
เด็กสาวกอดแขนเรียวแน่น เอียงหน้าที่มีรอยยิ้มพราวด้วยความสุขซบไหล่พี่เอเฟียที่ ‘เท่ห์’ ยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก
เอเฟียเลิกคิ้วหน่อยๆ อมยิ้ม เหลือบมองเด็กสาวขี้อ้อนคนนี้อย่างนึกเอ็นดู... นี่ล่ะน้า เด็ก...
แต่ประโยคต่อมาที่ได้ยินก็ทำเอานางสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกผีหลอก!
“ถ้าพี่เป็นผู้ชายละก็ ข้ารักพี่ตายเลย...”
“เฮ้ย! ข้าไม่ใช่พวกรักเพศเดียวกันนะ!!”
สาวผมแดงหันขวับ เบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกมองเจ้าของคำพูดซื่อๆ
“เดี๋ยวสิคะ ข้ายังพูดไม่จบเลย ข้าบอกว่า ถ้าพี่เป็นผู้ชายละก็ ข้ารักพี่ตายเลย แต่นี่พี่เป็นผู้หญิง ข้าเลยชอบพี่ที่สุด...หรือพี่ไม่ชอบข้าคะ?”
ดวงตาสีนิลกลมโตทอดมองด้วยแววตาเหมือนลูกหมาหงอยถูกทิ้งแล้วยังตกน้ำในฤดูหนาว
“อะ...เอ่อ...”
เอเฟียกลืนน้ำลายหนืดๆลงคออย่างลำบากใจ ริอาทำให้นางอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ถูก เกิดความรู้สึก ‘กลัว’ ว่าคำพูดของนางจะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายหรือเปล่า... ให้ตายสิ แม่เด็กคนนี้อันตรายชะมัด!
“ข้ามะ...ข้าไม่ได้เกลียดเจ้าหรอกนะ...”
เอเฟียหันหน้ากลับ รู้สึกหน้าร้อนวูบๆกับดวงตาที่เฝ้ามองอย่างมีความหวัง...นี่มันอะไรกันเนี่ย!!...
สุดท้ายสาวผมแดงก็คอตก ก้มหน้ามองพื้นเช่นคนที่พ่ายแพ้
“อือ... ข้าก็ชอบเจ้าเหมือนกัน”
เพราะก้มหน้าอยู่ นางจึงไม่ได้เห็นดวงตาสีนิลที่เบิกกว้างและพราวระยับที่สุดในชีวิต!
“จริงนะคะ!!” ริอาถามซ้ำ แล้วพอได้เห็นใบหน้านั้นพยักหน้าเฉื่อยๆ เด็กสาวก็แทบกรี๊ดด้วยความยินดีจนต้องกระโดดกอดคออีกฝ่ายไว้ “เย่ๆ พี่ชอบข้า...พี่เอเฟียก็ชอบข้า!!”
การจู่โจมอย่างรวดเร็วทำให้เอเฟียไม่ทันตั้งตัว “เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆริอา!” นางพูดได้แค่นั้น พยายามเหยียดแขนซ้ายที่ถือคบเพลิงออกไปให้ไกลที่สุดด้วยความกลัวว่าจะพลาดไปโดนเด็กสาว
แต่เรื่อง ‘บังเอิญ’ ก็เกิด เมื่อนางต้องก้าวเท้าถอยหลังเพื่อทรงตัวให้อยู่โดยไม่เผลอปัดริอาออกไปตามสัญชาตญาณ แต่รากไม้ที่ ‘บังเอิญ’ โผล่ขึ้นเหนือดินก็ทำให้นางสะดุด!
“เฮ้ย!”
เอเฟียหงายหลังวูบ มองเห็นต้นไม้กลายเป็นทองฟ้าอย่างรวดเร็ว ร่างระหงเกือบจะหยัดสองมือตีลังกาหลังเพื่อป้องกันไม่ให้นางหงายหลังอย่างสิ้นท่า แต่แม่ลูกลิงน้อยที่ร้องกรี๊ดตกใจก็กอดนางแน่นยิ่งกว่าหนวดปลาหมึกทำให้นางไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากต้องคว้าร่างบางมากอดไว้แล้วล้มโครมลงกับพื้น
“โอย...เจ็บ...”
ริอาร้องคราง ยกข้อมือขวาที่กระแทกกับพื้นผิดท่าไปหน่อยขึ้นมาดู แล้วทำหน้าเบ้เมื่อเห็นว่ามันขึ้นรอยช้ำอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรใช่มั้ย...?”
เสียงหวานระโหยจากใต้ร่าง ทำให้เด็กสาวรู้สึกตัวว่ากำลังนอนทับใครอยู่
เอเฟียปรือตามองอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจระคนใจอ่อนเมื่อเห็นข้อมือที่ช้ำของนาง “ข้าถึงบอกให้เจ้าใจเย็นๆไง เล่นอะไรของเจ้าเนี่ย” แต่พอเห็นเด็กสาวที่หน้าหงอยขึ้นมา อารมณ์ที่ขุ่นมัวเพราะความเจ็บหลังก็มลายหายไป “อย่าขยันหาแผลให้ตัวเองนักสิ คนที่เจ็บน่ะไม่ใช่ข้านะ...”
“ขอโทษค่ะ... คราวหลังข้าจะไม่ทำแล้ว”
เอเฟียถอนใจเฮือก กรอกตาขึ้นฟ้า... นึกๆดูแล้ว ริอาก็เป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้นางหงายหลังอย่างนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นนักสู้...
มีเสียงแซ่กๆจากพุ่มไม้ข้างกาย ดวงตาสีน้ำตาลตวัดขวับทันใด
อุ้งขาเล็กๆโผล่นำออกจากพุ่มไม้ ก่อนร่างสีขาวเหมือนแมวตัวใหญ่จะโผล่ออกมา
ดวงตาสีอำพันเบิกขึ้นเล็กน้อย แล้วกลายเป็นเป็นความขบขันขั้นรุนแรง
“เอเฟีย...เจ้า...รสนิยมงี้เองเรอะ...”
ใบหน้าหวานแดงจัดขึ้นในเสี้ยววินาที
“ไม่ใช่โว้ย!!!”
แล้วเสียงแว๊ดลั่นป่าจนนกแตกรังของเอเฟียก็ดังขึ้น ในขณะที่ไรเด็นน้อยกลิ้งตัวกับพื้นไปมาหัวเราะก๊ากจนน้ำตาเล็ด ส่วนตัวต้นเหตุที่ทำให้เอเฟียถูกหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังก็ยังคงนั่งคร่อมสาวผมแดง เอียงคอมองเจ้าไรเด็นน้อยสลับกับเอเฟียด้วยความงุนงง... เขาพูดถึงอะไรกันน่ะ?
ข้างกองไฟที่กำลังส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะยามได้กัดกินท่อนฟืนแห้ง ริอานั่งชันเข่าย่นคอมองเอเฟียที่กำลังสำรวจตัวเองว่ามีรอยฟกช้ำอะไรตรงไหนอีกนอกจากที่แขนซ้ายเป็นทางยาวเกือบหนึ่งฟุตอีกหรือไม่
“ข้าขอโทษค่ะพี่...”
ดวงตาสีน้ำตาลปรายมองหน่อยหนึ่งแล้วหันกลับ โคลงหน้าช้าๆ “ช่างเถอะ ข้าไม่ถือ แต่คราวหลังอย่าเล่นอะไรแบบนี้อีกล่ะ”
“ข้าสัญญาว่าจะไม่เล่นอีกแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกริอา ยายป่าเถื่อนแค่กลัวว่าถ้าวันหลังเจ้าไปนั่งคร่อมนางแบบนั้นอีก นางจะห้ามใจไม่ไหวน่ะ”
เสียงหยอกกระเซ้าของไรเด็นน้อยลอยตามลม ริอาเงยหน้ามองเจ้าตัวเล็กที่ปีนขึ้นไปนอนบนกิ่งไม้สูงเพื่อหลบมือไม้ของเอเฟีย แต่อีกไม่นานมันก็ลงมาแล้ว
“พอเลย ไอ้เตี้ย วันนี้ข้าหมดอารมณ์จะทะเลาะกับเจ้าแล้ว” ถึงแม้ว่าปากจะบอกว่าหมดอารมณ์ แต่น้ำเสียงนั่นยังบอกถึงความขุ่นมัวได้เป็นอย่างดี ขอแค่พูดกระทบอีกนิด มันก็จะระเบิด...
แต่ไรเด็นน้อยเองก็คงจะเห็นเช่นนั้น มันคงจะหัวเราะจนเหนื่อยจึงเลือกจะเงียบแล้วไต่ต้นไม้ลงมา เดินท่อมๆไปขดตัวนอนที่อีกฝั่งของกองไฟ
เอเฟียเหลือบมองคู่กัดด้วยหางตา ก่อนหยิบกระเป๋าเดินทางของนางมาเปิด ค้นหาของใช้ส่วนตัว
“ริอา ข้าจะไปอาบน้ำ ไปด้วยกันเลยไหม?”
ปกติเด็กสาวจะต้องรีบตกลงด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้อาบน้ำเพราะไม่กล้าเดินออกมาอาบคนเดียว แต่วันนี้เพราะนางทำให้พี่เอเฟียบาดเจ็บนางก็เลยยังหงอไม่กล้าเอ่ยปากเหมือนทุกที ส่วนเอเฟียก็ช่างสังเกตจนจับความรู้สึกนั้นได้...
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ถือโทษอะไรแล้ว หรือถ้าเจ้าอยากลองไปอาบคนเดียว ข้าก็ไม่ว่า”
เอฟียตัดบทสั้นๆ ก่อนลุกพรวดเดินตรงไปยังริมลำธาร ไม่ถึงสองวินาทีหลังจากนั้นนางก็ได้ยินเสียงไล่หลังมา “รอข้าด้วยค่ะพี่เอเฟีย!”
คบเพลิงที่ถูกปักลงกับพื้นให้แสงสว่างวับๆแวมๆแต่เพียงพอที่จะมองเห็นหากมีอะไรบางอย่างเข้ามาใกล้ และดาบของเอเฟียก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมอีกด้วย
ระดับน้ำสูงเพียงอกและไหลไม่แรง สองสาวยืนหันหลังให้กัน ห่างเพียงเกือบหนึ่งศอกเพราะริอาที่ไม่กล้าไปไกลจากเอเฟียมากเท่าไหร่นัก เสื้อผ้ากองไว้ข้างลำธาร
เสียงน้ำที่ดังจ๋อมแจ๋มบอกว่าเอเฟียยังคงอาบไม่เสร็จ ริอาถอนใจเบาๆ ก่อนแหงนหน้ามองฟ้า เห็นพระจันทร์ดวงใหญ่ที่ราวกับจะอยู่ไม่ไกลนัก
“ทำไม...พี่ถึงดีกับข้านักล่ะคะ?”
เด็กสาวเอ่ยปากถามออกไปถึงสิ่งที่ค้างคามาเนิ่นนาน
“นั่นก็เพราะว่าพ่อเจ้าไว้ในความดูแล... ข้ากับพ่อเจ้าอาจจะไม่ถูกกัน แต่เจ้าไม่เกี่ยวข้อง และสำหรับโจรที่กล้าไว้ใจฝากสิ่งสำคัญให้กับคนที่เคยเห็นไม่ถึงหนึ่งยาม ข้านับถือน้ำใจเขา”
ริอาหลุบตาลง ในใจลึกๆรู้สึกผิดหวังหน่อยๆกับคำตอบนั้น...หมายความว่าถ้าท่านพ่อไม่ฝากนางไว้ พี่เอเฟียก็จะไม่ดูแลนางงั้นหรือ?
“แต่สำหรับข้าแล้ว การรับดูแลใครสักคนแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้าต้องมั่นใจว่าข้าจะสามารถดูแลเขาคนนั้นไปตลอดได้หรือไม่? ทำให้มีความสุขได้แล้วเปล่า?”
คนพูดยักไหล่ วักน้ำลูบไปตามเรียวแขนอย่างเบามือเมื่อผ่านถึงจุดที่ช้ำ ก่อนเหลือบสายตาขึ้นมองฟ้า
“...และข้าก็มีสิทธิปฏิเสธพ่อเจ้าได้ ข้าแค่พูดว่า ‘ไม่’ แล้วจากนั้นก็เดินไปจากที่นั่น แจ้งสันติบาลจับพ่อเจ้ากับคณะแล้วก็รวมถึงเจ้า แต่ข้าก็ไม่ทำ...ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกเอ็นดูแล้วก็ถูกชะตาเจ้าตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาหาข้าที่ร้านเหล้านั่นแล้วละมั้ง ฮะฮะ”
เอเฟียหัวเราะแผ่ว นึกถึงสาเหตุที่ทำให้นางไม่อาจทิ้งแม่หนูริอาให้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว... ถ้าพูดให้ถูกคือ นางยังหาสาเหตุไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงแต่นางแค่ ‘รู้สึก’ ไม่อยากทอดทิ้งเด็กคนนี้ก็เท่านั้นเอง
“เจ้าไม่ต้องนึกน้อยใจไปหรอกว่าข้ายอมดูแลเจ้าก็เพราะรับปากพ่อเจ้า มันมีอะไรมากว่านั้นเยอะ... เพียงแต่ข้าไม่ได้บอกเจ้า ก็แค่นั้นเอง...เฮ้ๆ! ริอาใจเย็นๆ!!”
จากเสียงหวานที่เคยเล่าความรู้สึกเรื่อยเปื่อยก็กลายเป็นร้องอุทานอย่างตกใจ กับสองมือเล็กที่อยู่ๆก็ตวัดโอบกอดนางไว้จากเบื้องหลังแน่น ศีรษะเล็กๆใต้เรือนผมรัตติกาลเฉกเช่นผืนฝ้าซบหลังกับแผ่นหลังบางทว่าเป็นดั่งป้อมปราการยิ่งใหญ่...
“ริอา...”
เอเฟียพูดไม่ถูก นางได้แต่ตะครุบมือของริอาไว้ก่อนที่มันจะลามปามไปที่อื่นนอกจากหน้าท้องแบนราบของนาง
“ขอบคุณนะคะ...ที่ยอมเสียหลายๆอย่างเพื่อดูแลข้า...”
สาวผมแดงขนลุกซู่ ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดบนแผ่นหลังเย็นเฉียบทำให้นางกระวนกระวายที่จะหนีไปให้พ้น
“ไม่ ข้าบอกแล้วว่าข้าทำทุกอย่างตามความพอใจของข้า เจ้าไม่ได้บีบบังคับให้ข้าเลือก เพราะฉะนั้นจะขอโทษข้าไปทำไม?”
“แหะๆ...”
เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งและแผ่วเบา บางอย่างทำให้เอเฟียรู้สึกแปลกๆและค้างคาใจพิกล จนร่ำๆจะหันไปมองด้านหลังหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่กล้าด้วยเกรงใจอีกฝ่ายที่อาจตกใจได้
“นี่ ริอา เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?”
ที่แผ่นหลังของนาง ศีรษะเล็กๆคงส่ายหน้า
“เปล่า...นี่คะ...พี่เอเฟีย...” ถ้อยคำขาดเป็นห้วงๆ “ข้าดีใจ...ที่ได้...เจอ...พี่...”
มันคือประโยคสุดท้าย ก่อนร่างบอบบางเบื้องหลังจะทรุดฮวบ มือที่เคยกอดแน่นอ่อนลงและไหลถลา!
“ริอา...ริอา!!”
เอเฟียร้องเสียงหลง นางพลิกกายกลับอย่างรวดเร็วแล้วรีบประคองร่างบางขึ้นจากธารน้ำ สัมผัสของผิวกายที่ร้อนจี๋จนเผลอชักมือกลับยิ่งทำให้นางใจหาย...
“บ้าจริง เป็นไข้หรอเนี่ย!?”
เสียงย่ำเท้าลงบนใบหญ้าเพียงเสียงเดียวแต่กลับร้อนรนทำให้ไรเด็นน้อยเงยหน้าขึ้นจากนิทราหลอกๆ ดวงตาสีนิลฉายแววฉงนเมื่อพบว่าเด็กสาวเพื่อนร่วมทางไปนอนอยู่ในอ้อมแขนของเอเฟียที่มีสีหน้าเคร่งเครียด
สาวผมแดงวางร่างบางลงบนผ้าที่ปูไว้ ก่อนเปิดกระเป๋าของเด็กสาวควานหาผ้าผืนบางมาห่มให้
“ริอาเป็นไข้หรือ?”
ถึงไม่ต้องเป็นแพทย์ แต่ราชันน้อยก็สามารถอ่านได้จากใบหน้าที่แดงก่ำและลมหายใจหอบระทวยนั่นได้
“น่าจะใช่ เป็นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เมื่อกี้คงแช่น้ำนานเกินไป วันนี้อากาศก็ค่อนข้างเย็นด้วย ไข้เลยกำเริบ... ให้ตายสิ ทำไมข้าไม่สังเกตเห็นก่อนหน้านี้นะ มัวแต่คิดว่านางคงจะร้อนแล้วก็เหนื่อยจากการเดินทาง!”
เอเฟียหันไปเปิดกระเป๋านาง ล้วงลงไปหยิบกล่องใส่กระปุกยาสารพัดโรคยามฉุกเฉินขึ้นมา แล้วเลือกเปิดกระปุกหนึ่ง เคาะเบาๆให้สมุนไพรบดในนั้นเทลงมาที่ฝา ก่อนเอื้อมไปหยิบกระติกน้ำของริอา
“ข้าจะป้อนยานางเอง เจ้าไปหาสมุนไพรมาเพิ่มที ข้ากลัวว่ามันจะมีไม่พอ”
ความเคร่งเครียดปรากฏชัดเจนในดวงตาสีอำพันที่เคยสงสัย... มันก็ผูกพันกับแม่หนูริอาพอๆกับเอเฟีย และเพราะผูกพันจึงเป็นห่วงนางเหลือเกิน... ยิ่งได้ยินว่ายาอาจจะไม่พอ นั่นหมายความว่าเป็นหนักพอดูเลยล่ะ!
“สมุนไพรอะไรมั่ง?” เจ้าตัวเล็กรีบถาม ก้าวเท้าเดินพลางเพื่อไม่ให้เสียเวลา
“ลดไข้ แก้อักเสบ ฟกช้ำ เออ ลดไข้น่ะ ถ้าหาได้ก่อนก็เอามาเลยนะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะรีบพานางเข้าเมืองไปรักษา”
ไรเด็นน้อยพยักหน้า ก่อนกระโจนพรวดเข้าไปในพุ่มไม้ ทิ้งไว้เพียงเอเฟียที่ประคองเด็กสาวขึ้นมานั่งแล้วป้อนยาสมุนไพร แล้วค่อยๆผ่อนร่างลงบนกระเป๋าใบย่อมของนางเองที่นำมาใช้ต่างหมอน และนั่งนิ่งเฝ้าไข้ริอา
ไม่นานนักไรเด็นน้อยก็กลับมาพร้อมกับสมุนไพรสารพัดที่มันคาบกลับมาด้วย เอเฟียนำสมุนไพรไปล้างในลำธาร มองดูว่าสมุนไพรไหนสามารถใช้สดๆได้ก็แยกไว้ ส่วนกองไหนที่ต้องรอตากแห้งนางก็เอาไปตั้งใกล้กองไฟเพื่อเร่งให้มันแห้ง
ไรเด็นน้อยขยับตัวไปนอนหมอบข้างริอา ดวงตาคู่เล็กมองแป๋วยังเด็กสาวที่กำลังเพ้ออะไรบางสิ่ง ส่วนเอเฟียก็กลับมานั่งข้างๆเด็กสาวที่นำพาความห่วงใยครั้งใหญ่สู่สองนายสาวกับสัตว์เลี้ยง
เสียงเพ้อที่บอกว่าหนาวทำให้เอเฟียลดร่างลงนอนเคียง ดึงเด็กสาวที่ขดกายกลมมากอดแนบอกแล้วลูบศีรษะเบาๆอย่างปลอบโยน
“พี่เอเฟีย...ข้า...ขอโทษ...ค่ะ...”
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองน้องน้อยอย่างเป็นกังวล
“ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก...” นางกระซิบตอบข้างหู ยิ่งกอดร่างเล็กแน่น “อย่าพึ่งเป็นอะไรไปนะริอา...”
ความคิดเห็น