คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #10 : ย้อนคืน
Chapter 9
: ย้อนคืน
ช่วงสายของวันนี้ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ... แดดไม่ร้อน ลมก็เย็นสบาย ยิ่งกลิ่นดอกไม้หอมๆที่ลอยล่องมาตามลมก็ยิ่งทำให้วันนี้เป็นวันที่ดียิ่งขึ้น...
รอสเดินตรวจตรารอบวังนอก จริงๆตัวเขาที่เป็นแม่ทัพไม่จำเป็นต้องเดินดูแลเองก็ได้ เพียงแต่เขาเบื่อที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแล้วนั่งดูแต่ตำราหรือทำงาน แล้วก็เบื่อที่จะไปเดินแย่งหน้าที่กับทหารองครักษ์ที่เดินกันเกลื่อนวังในซึ่งองค์เหนือหัวทรงประทับอยู่
...อืม...ป่านนี้เอเฟียจะเป็นไงบ้างนะ...
และบรรยากาศดีๆก็ถูกทำลายเมื่อเสียงร้องของนายทหารใหม่ดังขึ้นทำลายความสงบ
“แม่ทัพขอรับ! แม่ทัพรอส!!”
ร่างสูงผึ่งผายหันไปตามเสียงเรียก ขมวดคิ้วน้อยๆและเตือนทหารใต้บังคับบัญชาเสียงขรึม
“นี่พระราชวังไม่ใช่ตลาด อย่าให้ข้าต้องทำโทษพวกเจ้าทั้งกองร้อยเพราะการเสียมารยาทของเจ้า!”
นายทหารหนุ่มหน้าเสียไปหน่อยหนึ่ง “ขออภัยขอรับ”
“อย่าให้มีครั้งหน้า แล้วนี่มีอะไรกัน?”
รอสย้อนถาม เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่นายทหารที่เขาฝึกกับมือวิ่งหน้าตื่นมาเรียกเขา ทหารหนุ่มทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้
“เอ้อ มีขอรับ...เอ่อ...” แล้วจู่ๆก็อ้ำอึ้งเองเสีย
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว “มีอะไรก็บอกมาสิ จะอ้ำๆอึ้งๆทำไมกัน”
ทหารหนุ่มในกองร้อยของเขาซึ่งบัดนี้รับเวรเฝ้าประตูวังก้มหน้าต่ำ “เอ่อ...คือ ท่านแม่ทัพ...คือ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอาละวาดที่หน้าประตูวังด้านตะวันตก...ขอรับ”
แม้เสียงรายงานจะแผ่วเบาด้วยความอับอาย แต่รอสกลับยิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่ “หา?” เขาร้องอุทานไม่เข้าใจ “ผู้หญิงนี่นะ!?”
อีกฝ่ายก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิมอีก เมื่อตอบรับ “ขอรับ...”
รอสรู้สึกแทบอยากจะเอาหัวโขกกับต้นไม้แรงๆอีกร้อยหน... นี่ทหารที่เขาฝึกมากับมือรับมือกับผู้หญิงไม่ได้งั้นหรือ?
“มากี่คน?”
“คนเดียวขอรับ เอ่อ อีกคนหนึ่งหลับอยู่”
“แล้วไปกันกี่คนถึงรับมือกับนางไม่ได้?”
คราวนี้ใบหน้าของนายทหารหนุ่มแดงจัดถึงใบหู ตอนกระซิบตอบกับสายลมว่า “ทั้งกองร้อยขอรับ...”
“เข้าใจแล้ว...” รอสตัดบท เดินนำนายทหารหนุ่มไปไกลลิบ...คาดโทษลูกน้อง “ข้าจัดการเรื่องนี้เสร็จ ข้าจะจับพวกเจ้าฝึกให้โหดกว่าเดิมสามเท่า!”
ถ้าแม่ทัพคนอื่นรู้ว่าทหารทั้งกองร้อยของเขารับมือผู้หญิงหนึ่งคนไม่ได้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนนะ...
ตอนนี้รอสเข้าใจแล้วว่าเหตุใดทหารฝึกกับมือทั้งกองร้อยของเขาถึงจัดการผู้หญิงคนเดียวไม่ได้...
ชายหนุ่มยืนนิ่ง มองเหล่าทหารเกินครึ่งที่ลงไปกองกับพื้นลงโอดครวญ ส่วนใหญ่จะกุมท้องตัวงอ บางส่วนสลบเหมือด และมีอีกบางส่วนที่กุม ‘เจ้าหนู’ ไว้แล้วหน้าเขียวหน้าเหลือง ส่วนอีกเกือบครึ่งกำลังล้อมวงผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
และผู้หญิงผมแดงที่กำลังจัดการทหารของเขาด้วยมือเปล่าไม่ก็ดาบทั้งฝักของนางจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเอเฟีย!
ไรเด็นน้อยยืนขู่คำรามใส่ทหารบางคนที่เข้าไปใกล้มันและผู้หญิงที่ ‘หลับ’ อยู่ จนพวกเขาเปลี่ยนใจหันเข้าไปลุยกับเอเฟียแทนเพราะกลัวเขี้ยวคมๆ
รอสรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างขบขันกับสงสารเมื่อเห็นทหารของเขาเข้าไป ‘ประมือ’ กับเอเฟียมือเปล่าๆ และถูกนางตอกกลับจนต้องล้มลงไปนอน
ชายหนุ่มเริ่มหยุดหัวเราะไม่ได้ เขาเดาว่า ไม่ว่าทหารฝึกใหม่กี่กองร้อยของหลายแม่ทัพก็เอานางไม่ลง
และก่อนที่ทหารของเขาจะบาดเจ็บมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มก็ตะโกนขึ้นให้ทั้งทหารและ ‘ผู้บุกรุก’ ได้ยินกันถ้วนหน้า...
“พอๆๆ! หยุดสู้กันได้แล้ว!”
เหล่าทหารหันขวับ มองแม่ทัพของเขาดุจได้เห็นพระมาโปรด
“ท่านแม่ทัพขอรับ!”
รอสโบกมือห้าม เดินตรงเข้าไปกลางวง
“ระวังนะขอรับ นางเก่ง!”
ใครคนหนึ่งร้องเตือน และเขาก็แทบจะหัวเราะให้ลั่น
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า! นางไม่ทำอะไรข้...!”
ผัวะ!
แม่ทัพหนุ่มยิ้มค้าง หน้าหันไปตามแรงหมัดซ้าย ก่อนค่อยๆหันกลับไปหาเจ้าของหมัดคนสวยที่กำลังแยกเขี้ยวใส่เขาอย่างเอาเรื่อง
“รอส!!! ทำไมเจ้าไม่สั่งสอนลูกน้องของเจ้าบ้าง!”
ทหารหลายคนขยับจะเข้าไปช่วย แต่มือที่ยกห้ามของแม่ทัพทำให้พวกเขาหยุดฝีเท้าอย่างเต็มใจยิ่ง
รอสยกมือปลอบให้นางใจเย็น พยายามยิ้มให้เหมือนทุกครั้ง “เจ้าอย่าพึ่งโกรธสิ พวกเขาเป็นเด็กใหม่...”
แต่คราวนี้นางไม่ได้เย็นลงเหมือนทุกครั้ง เอเฟียเดินถอยห่าง ยกดาบทั้งฝักชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“ถ้าคนของเจ้าเป็นเหตุให้ริอาตายละก็ ข้าเอาเรื่องพวกมันแน่!”
ชายหนุ่มไม่เข้าใจ ดูนางเดือดดาลกว่าปกติ เขาค่อยๆเดินตามนางอย่างใจเย็นไปยังเด็กสาวที่นอนใต้ร่มเงากำแพงวัง “นางเป็นอะไรหรือ?” เขาขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นอาการผิดปกติจากเด็กสาวที่หลับอยู่ นอกจากนางจะน่ารักกว่าคนธรรมดา...
“ไข้เจ็ดวัน!” เอเฟียกระแทกเสียง “เข้าใจไหมว่านางเป็นโรคไข้เจ็ดวัน และนี่ก็วันที่เจ็ดแล้ว!”
คำตอบของนางทำให้แม่ทัพหนุ่มอึ้ง “ไข้เจ็ดวัน!?” เขาทวนเสียงสูง “แย่ล่ะสิ!” เขาร้องอุทานอย่างตื่นตระหนก เพราะเขาเองก็รู้จักโรคนี้ “วันนี้วันที่เจ็ดแล้วด้วย!? ไปๆ! เจ้าพานางไปที่ห้องเจ้าเลย เดี๋ยวข้าจะไปตามหมอให้!”
เขาเผลอสั่งเอเฟีย ซึ่งปกตินางจะไม่ชอบและจะแว้ดใส่เขา แต่คราวนี้นางดูร้อนใจเกินกว่าจะมาสนเรื่องเล็กๆ ชายหนุ่มมองตามเอเฟียที่อุ้มร่างบางขึ้นแล้ววิ่งตรงไปทางห้องของนาง ก่อนตัวเขาจะหันไปหานายทหารคนหนึ่งซึ่งยืนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เจ้าน่ะ ไปตามหมอมา บอกว่าให้ไปที่ห้องของเอเฟียเลย เด็กของนางเป็นโรคไข้เจ็ดวันวันสุดท้าย!”
แม้จะยังงงๆ แต่ทหารหนุ่มก็รีบวิ่งไปทำตามหน้าที่ ก่อนรอสจะเดินเข้าไปหาทหารของเขาที่ทั้งนั่งทั้งนอนทั้งยืนคละๆกันไป
“เอ่อ...แม่ทัพขอรับ...นางเป็นใครหรือขอรับ?”
ชายหนุ่มหันไปหาคนถาม พอเริ่มยิ้มเมื่อนึกถึงนางเขาก็รู้สึกตึงๆที่มุมปาก... ปากคงจะแตก หมัดหนักชะมัดเลยเอเฟีย...
“นั่นน่ะ คือเอเฟีย คนสำคัญของวังนี่เลยล่ะ”
แต่ทหารทั้งหมดก็ไม่มีใครรู้จัก ‘คนสำคัญของวัง’ อยู่ดี เขาจึงต้องอธิบาย
“พวกเจ้าจำได้หรือเปล่า ที่ข้าเคยเล่าให้พวกเจ้าฟังเรื่อง สงครามใหญ่ เมื่อสองปีก่อนน่ะ?”
พอเขาเริ่มเกริ่น แทบทุกคนที่ยังมีสติพอจะรับรู้ก็เบิกตากว้าง
รอสพยักหน้าให้กับความคิดของทุกคนที่น่าจะตรงกันหมด
“ใช่... เอเฟียน่ะ คือแม่ทัพผมแดงที่ยืนกลางสมรภูมิเลือดด้วยวัยเพียงสิบแปดปีไงล่ะ...นางน่ะ วีรสตรีสงครามเลยนะ...”
ชายหนุ่มลากเก้าอี้อีกตัวไปข้างเอเฟียแล้วนั่งลงใกล้ๆ สายตาเฝ้ามองเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่เอเฟียเป็นคนพามาแล้วสังเกตอาการของสาวผมแดงอย่างเงียบๆ
เห็นได้ชัดว่านางห่วงใยเด็กสาวคนนี้มากจนไม่เป็นอันทำการทำงานอย่างอื่นนอกจากนั่งเหม่อกุมมือเล็กอย่างนี้มาทั้งคืนแล้ว... อิจฉานิดๆแฮะ....
เขาเองก็นั่งเป็นเพื่อนนางมาทั้งคืน พึ่งจะผละไปอาบน้ำอาบท่ามาเมื่อกี้ พอกลับมา เอเฟียก็ยังนั่งอยู่ท่าเดิม ไรเด็นน้อยนอนหมอบอยู่ไม่ห่าง ทั้งๆที่ปกติแล้วมันจะไม่นอนข้างใครก็ตามนอกจากเจ้านายของมัน (จากที่เคยสังเกตจากไรเด็นน้อยตัวก่อน) นั่นก็แสดงว่าแม้แต่ไรเด็นน้อยเองก็ยังห่วงใยเด็กสาวคนนี้มาก
ชายหนุ่มนึกอยากพูดอะไรสักอย่างกับนาง แต่ที่แล้วมา พอเขาถาม นางก็ตอบคำ ขนาดชวนกินข้าวนางยังบอกว่าค่อยก่อนเลย รอสเลยจนปัญญาที่จะชวนนางคุยอีก ได้แต่นั่งเป็นเพื่อนข้างๆอย่างเงียบๆ
แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขณะที่เขากำลังคิดอะไรเพลินๆ รอสหันไปมองเมื่อบานประตูนั้นเปิดเข้ามา แล้วร่างของใหญ่ของชายวัยกลางคนห้าคนก็เดินเข้ามา
“ว่าไง ยายตัวแสบ!”
เสียงทักที่ไม่ดังมาก แต่มีผลทำให้เจ้าของสรรพนามสะดุ้งโหยงหันขวับไปหา แล้วรอยยิ้มยียวนก็บังเกิดบนใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมมาตลอด
“ลุง!”
บรรดาผู้ถูกเรียกว่าลุงยิ้มแป้น ร่างองอาจสมชายชาติทหารที่แม้สังขารจะร่วงโรยจนต้องปลดประจำการ แต่ก็ยัง ‘เก๋า’ พอจะควบคุมดูแลทหารรุ่นใหม่ๆและมีรับตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสกันทั้งกลุ่ม
บรรดาแม่ทัพรุ่นเก่าในชุดเครื่องแบบพากันไปวางกระเช้าของเยี่ยมบนโต๊ะว่างแล้วเดินไปหาเจ้าของห้อง
“โฮ่! ไม่เจอกัน 2 ปี โตเป็นสาวขึ้นเยอะเลยนะ”
เอเฟียคลี่ยิ้ม ถึงแม้ว่าชายทั้ง 5 จะไม่ได้ร่วมสายเลือดกับนางก็ตาม แต่นางก็ (ค่อนข้าง) ให้ความเคารพพวกเขา
“ใครจะเหมือนพวกท่านล่ะ นับวันยิ่งแก่ลงๆ นี่ก็มาเยี่ยมเพราะได้ข่าวว่าข้าพาเด็กสาวๆน่ารักๆมาล่ะสิ ขืนเป็นข้าป่วยจริงๆ พวกท่านมีแต่จะมายืนหัวเราะข้า”
“ฮ่าฮ่า เจ้านี่นอกจากจะสวยขึ้นแล้วปากก็ยังเก่งขึ้นอีกด้วยนะ”
“ใครกันบอกว่าเวลาจะเปลี่ยนคน แต่ข้าว่าคำพูดนี้ใช้กับเจ้าไม่ได้เลยสักนิด!”
“ข้าพนันได้เลยว่าเจ้ายังหาคนรักไม่ได้! ฮ่าฮ่าฮ่า!!”
เอเฟียสะดุ้งเหมือนถูกของร้อน นางย่นคอลงร้องโวยวายเมื่อถูกขยี้หัว
“ใครบอกพวกท่านกัน พวกผู้ชายน่ะไม่มีบุญต่างหากล่ะ อย่างข้าน่ะหรอจะหาไม่ได้ เฮ้! อย่าขยี้หัวข้าสิ!”
เหล่าอดีตแม่ทัพหัวเราะเบาๆ เมื่อพวกเขาหันไปสนุกสนานกับการยืนล้อมเอเฟียแล้วขยี้หัวนางเล่นเหมือนเด็กๆ ก่อนหนึ่งในนั้นจะหันไปเจอกับรอสที่ราวกับเป็นอากาศธาตุมานาน
“อ้าว เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ?”
ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ “ข้ามานั่งอยู่ที่นี่นานแล้วครับ” มองแม่ทัพรุ่นใหญ่เลิกคิ้วขึ้นนิดๆแล้วพยักหน้ารับ ก่อนหันไปเล่นกับเอเฟียที่เป็นดั่ง ‘ลูกสาวตัวแสบ’ ของพวกเขาต่อไป
รอสถอนใจเบาๆ ขยับเลื่อนเก้าอี้ถอยห่างให้บรรดาลุงๆเล่นกับเอเฟียให้หนำใจ แล้วมานั่งปลงกับตัวเอง
“โฮ่! นางเป็นไข้เจ็ดวันงั้นหรือ? แย่จริงๆ แต่นางก็โชคดีนักที่เจ้าพานางมาได้ทัน”
รอยยิ้มที่เคยแป้นแล้นจางลงไป เมื่อคำพูดของ ‘เพื่อน’ ทำให้นางนึกถึงริอาที่นอนนิ่งแต่มีลมหายใจแผ่วเบาและเสียงหัวใจที่ยังคงดังแผ่วในอกทำให้รู้ว่านางยังไม่ตาย
“ข้าควรจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้ ไม่งั้นนางก็คงไม่เป็นหนัก”
“แต่มันก็ดีแล้วนี่ อย่างน้อยนางก็ถึงมือหมอทัน ไม่งั้นแม่หนูนี่ก็คงแย่กว่านี้... อืม แล้วก่อนหน้านี้เจ้าไปอยู่แถวไหนมาล่ะ ถึงได้กลับมาที่วังในเวลาวันครึ่ง?”
คราวนี้นางถึงกับยิ้มค้าง... เอเฟียหันขวับไปหารอสที่กำลังนั่งมองหน้านางเพลินๆจนชายหนุ่มสะดุ้งโหยง “รอส!”
“ครับ!”
ร่างบางลุกพรวด แหวกกลุ่มลุงๆออกแล้วเดินตรงไปหาเขา ดึงมือใหญ่แล้วลากไปกับนาง “มากับข้าแปบ!”
ชายหนุ่มเดินตามออกไปด้วยความงุนงง แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะหึๆลอยตามสายลมของบรรดาแม่ทัพรุ่นใหญ่ที่ดังไล่หลังมาเหมือนจะรู้ทันความรู้สึกของเขา
แม่ทัพหนุ่มยืนงงๆเมื่อเอเฟียลากเขาออกมานอกห้องแล้วสั่งให้ปิดประตูก่อน แต่แล้วนางก็กลับยืนหันหลังให้เขามือกอดอกแล้วก้มหน้าก้มตาราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง “มีอะไรหรือ เอเฟีย?” เขาร้องถาม แต่นางก็ยังคงเงียบ เงียบไปจนเกือบหนึ่งนาทีนั่นแหละ ร่างระหงโปร่งบางจึงค่อยหันกลับมาหาเขา...ด้วยแววตาลำบากใจ
และเพราะนางทำสีหน้าเช่นนั้น ชายหนุ่มก็เลยยิ่งร้อนใจ แต่ก่อนแต่ไรนางไม่เคยทำสีหน้าแบบนั้นเลย
“เกิดอะไรขึ้น??”
แล้วชายหนุ่มก็ยิ่งตกใจเมื่ออยู่ๆนางก็ยกมือไหว้ทูนหัวที่ก้มลงอย่างรวดเร็ว
“รอสสสส!!! ข้าขอโทษ!!!”
แม่ทัพหนุ่มเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ “ขอโทษอะไรกัน?? ลุกขึ้นๆ! อย่าก้มหัวให้ข้า มันไม่ดี!”
สาวผมแดงเงยหน้าขึ้น แต่สีหน้าของนางยังคงไม่คลายความลำบากใจ ซ้ำยังหน้าแหยมากกว่าเดิมอีก
“เจ้าจำสร้อยอัญมณีเพลิงที่ไคลน์ฝากเจ้ามาให้ข้าได้ไหม?”
ชายหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่งแล้วค่อยพยักหน้า “จำได้สิ” สร้อยที่นางได้เป็นของขวัญเมื่อตอนอายุครบ 17 ปี
“นั่นล่ะปัญหา!” นางเน้นเสียง ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนเขาเริ่มติดใจ
“ข้าขายมันไปแล้ว!! เพราะว่าตอนนั้นข้าไม่มีเงินจริงๆ แล้วริอาต้องมาถึงที่นี่ก่อนสองวันไม่งั้นนางจะตาย แล้วทีนี้...ข้าเลยต้องซื้อม้า แต่...แต่ ม้าธรรมดาต้องใช้เวลาสองวันกว่าจะถึงที่นี่ ข้า...ก็นึกได้ว่าเจ้าบอกว่าหินสร้อยอัญมณีเพลิงที่ไคลน์ให้ข้าราคาแพง ข้าเลยจำเป็นต้องเอามันไปขาย ข้ารู้ว่ามันแพงเพราะเห็นเจ้าของร้านเครื่องเพชรทำตาโต แล้วก็จากถุงเงินที่เขส่งมาให้ มันหนักอึ้งพอดู แล้วข้าก็รีบไปซื้อม้าเลย”
พอเล่าถึงตอนนี้ นางก็ยิ่งก้มหน้าลงเหมือนเด็กๆที่ถูกดุ
“ที่ร้านขายม้า ข้าก็บอกเขาว่าขอม้าที่เร็วที่สุดแล้วก็ยกถุงเงินทั้งถุงให้ บอกว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายหินอัญมณีเพลิง เจ้าของร้านก็เลยรีบจูงม้ามาให้ข้าตัวหนึ่ง เขาบอกว่ามันเป็นพันธุ์ควิกซิลเวอร์ ข้ารู้แค่ว่ามันเป็นม้าหายากข้าเลยไม่สนราคามัน รีบคว้าบังเหียนแล้วพาริอามาที่นี่เลย...ข้า...ข้า เจ้าต้องเข้าใจข้านะ! เพราะตอนนั้นข้ารีบจริงๆ ไม่งั้นข้าคงไม่ขายมันแน่ๆ!!...เอ่อ เพราะฉะนั้น ข้าเลยอยากให้จ้า...ช่วยไปขอโทษไคลน์ให้ข้าที นะนะนะ!”
นอกจากจะอ้อนวอนแล้ว เอเฟียก็ยังประสานมือ ทำดวงตาให้น่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจจากรอส ซึ่งนางรู้ว่าเขาใจอ่อนทุกครั้งที่นางไหว้วาน
คำขอของนางทำให้รอสยิ่งกว่าอึ้ง... มันไม่ใช่เรื่องยากลำบากเลยที่จะไปบอกไคลน์ว่าเอเฟียขายสร้อยนั้นไปแล้ว แต่ที่ทำให้เขายิ่งกว่าหนักใจนั่นก็คือเรื่องที่นางขายสร้อยไปต่างหาก...
นางจะรู้ไหมว่าสร้อยอัญมณีเพลิงน่ะราคาเท่าไหร่?
สร้อยอัญมณีเพลิงเป็นสร้อยธรรมแต่มีจี้ที่ไม่ธรรมดา... อัญมณีเพลิงเป็นสีแดงทับทิมแวววาวเหมือนสีผมของนาง ลักษณะเป็นรูปวงรี แต่สิ่งที่ทำให้อัญมณีนี้มีราคาไม่ธรรมดาเพราะผลึกสีแดงสดข้างในซึ่งจะเหลือบประกายแวววาวแม้ไม่ถูกขยับเหมือนลักษณะของพระเพลิงที่ลุกโชติช่วงข้างใน มันจึงถูกจัดอยู่ในอัญมณีล้ำค่าที่แสนจะหายาก จึงมักพบเป็นของกำนัลกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์...
ส่วนม้าพันธุ์ควิกซิลเวอร์ก็จัดเป็นม้าหายากและเลี้ยงดูได้ยากพันธุ์หนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงมักจะพบม้าพันธุ์นี้อยู่ในวังสำหรับเชื้อพระวงศ์ แม่ทัพที่มีผลงานดีเด่น หรือถูกขายในตลาดมืดให้กับเศรษฐีที่มีปัญญาจ่ายเงินเพื่อมันและเตรียมใจสำหรับการพยศรุนแรง
เช่นนั้นแล้ว ราคาของม้าพันธุ์นี้ก็อยู่ที่ราวๆ 300,000 เหรียญ ในขณะที่เอเฟียผู้ไม่รู้เรื่องอัญมณีและม้ากลับขายสร้อยอัญมณีเพลิงที่มีราคาซื้อที่ 600,000 เหรียญ และขายคืนในราคาประมาณ 450,000 เหรียญและซื้อม้าที่มีราคาต่ำกว่าโข
รอสถอนใจเฮือก บอกกับนางที่ดูจะลำบากใจอย่างหนักด้วยความสงสาร
“เจ้าไปขายที่ร้านไหนล่ะ? เดี๋ยวข้าไปซื้อกลับมาให้ เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวลอีก”
เอเฟียตาวาวขึ้นแทบในทันที นางคงดีใจมากจนถึงขนาดจับมือเขาแล้วเขย่าแรง
“จริงๆนะ! ข้าขอบใจเจ้ามากจริงๆ! ข้าจะรีบคืนเงินให้เจ้าให้เร็วที่สุดเลย!!”
รอสยิ้มแหยๆ แต่นางคงไม่สังเกตเพราะมัวแต่ดีใจจนกระโดดเล่นเหมือนเด็กๆ
สำหรับเขาน่ะ ที่บ้านเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงินอยู่แล้ว และมีเงินพอจะซื้อหินอัญมณีเพลิงรวมถึงม้าพันธุ์ควิกซิลเวอร์ได้อีกเป็นสิบๆตัวเลย เพราะตระกูลเขาก็ร่ำรวยมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่บรรพบุรุษที่รับราชการมานมนานจนเป็นที่รู้จักกันทั่ว และญาติอีกหลายๆฝ่ายที่เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี ตลอดจนพ่อของเขาที่เป็นเศรษฐีชื่อดังและแม่ที่เป็นลูกสาวของแม่ทัพใหญ่ ตระกูลผู้ดี... เช่นนั้นแล้ว ทำไมจะไม่มีเงิน?
แต่สำหรับเอเฟียน่ะสิ... นางออกเดินทางตลอดไม่พอ พอมีเงินก็เอาไปถลุงเล่นจนหมดแล้วค่อยเริ่มหาเงินใหม่... เมื่อไหร่นางจะใช้เงินเขาครบล่ะ? แต่ไม่ว่ายังไง ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะให้นางคืนเงินอยู่แล้ว...
แค่ได้เห็นรอยยิ้มของนางก็พอแล้ว...
รอสคลี่ยิ้มให้กับเอเฟียที่กำลังดีใจ เขาชอบเวลาที่นางยิ้มจัง
แต่เวลาดีๆมักจะสั้นนัก...
“เอเฟีย...”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มอ่อนโยนทำให้รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อครู่หุบลง รอสมองเอเฟียที่ยิ้มค้างกับเขาวูบหนึ่งก่อนนางจะหันขวับไปหาต้นเสียง แล้ววิ่งจากเขาไป
“ไคลน์!!!”
น้ำเสียงหวานนั่นเจื้อยแจ้ว มันเป็นเสียงของผู้หญิงที่มีความสุขอย่างยิ่ง...
รอสก้มหน้าลงเพราะใจที่เจ็บแปลบและวูบโหวง แต่ก็จำใจหันไปมองเอเฟียกับผู้ชายคนใหม่ที่มาเยือน
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดขาว ยืนอยู่เบื้องหน้าเอเฟีย รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนดวงตาสีม่วงฉายแววอ่อนโยนหลังแว่นตาส่งให้กับหญิงสาว ผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว ใจเย็น และมักมีรอยยิ้มเสมอๆคือผู้ชายที่เป็นพี่ของเขา
แม่ทัพหนุ่มไขว้มือที่กำแน่นไปเบื้องหลัง มันอดไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นนางยืนกับไคลน์หรือไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ตาม... แต่แม้ว่าจะเจ็บเพียงใด อยากเดินหนีภาพบาดตาบาดใจขนาดไหน แต่เขาก็ต้องทนอยู่... ให้นางอยู่ในสายตาดีกว่าการที่เขาต้องเดินจากไปแต่กลับไม่อาจอดคิดเรื่องของนางไปไกลไม่ได้
ทุกอย่างที่นางแสดงออกต่อไคลน์... ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มทะเล้นหยอกล้อแต่กลับจริงใจ หรือแม้แต่ดวงตาที่ฉายแววหวาน อบอุ่น คิดถึง และ ‘รัก’ หมดใจ...
แต่รอสก็รู้ว่าเอเฟีย ‘หยุด’ ความสัมพันธ์ที่นางพยายามแสดงออกว่าเป็นแค่ ‘เพื่อน’ ของไคลน์... นั่นก็เพราะ หัวใจของผู้ชายคนนี้มอบให้กับเจ้าของแหวนทองวงงามที่มีคำสาบานรักสลักไว้ข้างใน...หญิงสาวผู้อ่อนหวานและงดงามสมนาม ‘ลิลี่’
มันเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน แม้ว่าลิลี่จะตายไปตั้งแต่ 2 ปีกว่าๆแล้วก็ตาม แต่ไคลน์ก็ยังรักนางอยู่ และเช่นกัน ไคลน์เองก็รู้ว่าเอเฟียรักเขาแต่นางก็พยายามปกปิดมันเอาไว้ด้วยรู้ว่าเขาไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่ๆ... แต่นางคงไม่รู้ว่ารอส ‘รัก’ นางขนาดไหน
“เจ้าเป็นไงบ้าง สบายดีไหม?”
เอเฟียเปิดฉากถาม แม้ว่าจะหลังจากที่นางได้สังเกตจนเต็มตาแล้วว่า ‘รักแรก’ ที่ไม่มีทาง ‘สมหวัง’ ของนางยังคงสบายดี
ไคลน์ยิ้ม มันเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่รอยยิ้มนั้นจะพลอยทำให้ผู้ที่มองเห็นรู้สึกอบอุ่น...
“อืม ข้าสบายดี เจ้าล่ะ”
“ข้าสบายดี!” เอเฟียตอบ น้ำเสียงของนางเจือด้วยความยินดีเป็นที่สุดที่ได้คุยกับไคลน์... รอสรู้...
หญิงสาวเริ่มยิ้มกริ่ม เดินวนรอบเขาแล้วฉีกยิ้มทะเล้นรื่นเริง ก่อนจะตบเบาๆลงบนไหล่ของชายหนุ่ม
“ไม่ได้เจอกันสองปีนี่เจ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะ...นอกจาก จะหล่อขึ้น...ฮ่าฮ่าฮ่า!”
นางกระเซ้าแล้วหัวเราะออกมาเมื่ออีกฝ่ายเริ่มหน้าแดงขึ้น...ส่วนหนึ่งนางชอบที่แกล้งเขาแล้วสนุกดี
“อ่า...ไม่ขนาดนั้นล่ะมั้งเอเฟีย ข้าน่ะแก่ลงๆทุกวันต่างหากล่ะ”
“ม่ายหรอกน่า~” หญิงสาวลากเสียงยาว เท้ามือกับเอว แล้วแหงนหน้ามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า “แพทย์ประจำพระองค์น่ะ งานน้อยเป็นที่สุด เจ้าไม่เห็นหรือไงว่าแพทย์ประจำหน่วยอื่นที่อายุเท่ากับเจ้าถึงได้ดูแก่กว่าเจ้า”
เป็นที่รู้กันว่าไคลน์รับตำแหน่งแพทย์ฝึกหัดประจำพระองค์ตั้งแต่อายุ27 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว...
“นั่นก็ดีสิ” เขารับคำ ยิ้มละไม “ยิ่งข้างานน้อยก็ยิ่งหมายความว่าองค์เหนือหัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง”
“นั่นก็นับเป็นโชคดีของเจ้าล่ะนะ” นางยักไหล่ว่า
“ถ้าเจ้าอยากถามว่าสบายดีไหมน่ะ ข้าว่าเจ้าไปถามคนนู้นดีกว่านะ” แพทย์หนุ่มว่า พลางชี้ไปทางรอสที่ยืนหน้าเฉยเมยอยู่ “คนนู้นน่ะงานเยอะกว่าแถมหนักกว่าด้วยต้องออกนอกพื้นที่ตลอด นี่ก็พึ่งกลับมาได้สองวันเอง เห็นว่าอีกไม่นานก็จะออกไปอีกแล้ว”
เอเฟียเหลียวกลับไปมองนิดหน่อยแล้วพยักเพยิดหน้าให้กับรอส กระตุกยิ้มมุมปากหน่อยๆ... รอยยิ้มที่ไม่ใช่แบบเดียวกับยิ้มที่นางให้ไคลน์ “คนนั้นน่ะ ข้าคุยก่อนหน้าเจ้ามาไปเยอะแล้ว”
เจ้าคุยกับข้าแค่ไม่กี่คำเอง... รอสแย้งในใจ รู้สึกน้อยใจนิดๆ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมากนัก
ไคลน์พยักหน้าร้อง “ออ...” เขาว่า แล้วจึงหันกลับมาหาเอเฟียอีกครั้ง “เออ พูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าองค์เหนือหัวบอกให้ข้ามาดูอาการเด็กของเจ้าที่เป็นโรคไข้เจ็ดวัน แล้วก็ให้มาตามตัวเจ้าไปเข้าเฝ้าพระองค์”
หญิงสาวนิ่งไป สีหน้าบางอย่างเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจสังเกตทัน
“งั้นหรือ...งั้นเดี๋ยวข้าไปเข้าเฝ้าพระองค์ก่อนนะ ฝากดูแลริอาด้วย”
แล้วเอเฟียก็หมุนกายไป แต่เพียงสองก้าว นางก็หันกลับมา
“ฝากบอกไรเด็นด้วยว่า ให้ไปสำรวจพระราชวังก่อน จะได้ไม่หลงทางเวลาข้าตามตัว”
นางทิ้งท้าย จากนั้นก็เดินตรงไปวังในโดยไม่หันกลับมาอีกเลย
ขออภัยที่ลงช้าอย่างแรงค่ะ ><
ปิดเทอมมันสบายเกินไป + ใช้ชีวิตชดเชยช่วงที่อ่านหนังสือมากเกินไป แหะๆ
จากนี้จะไม่อู้อีกแล้วจ้า
ความคิดเห็น