นิมิตรักฟางฮวา (นิยายแปล)

ตอนที่ 5 : มือที่สาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    6 เม.ย. 59

ก่อนหน้านี้ข้าคิดมาเสมอว่าข้าจะต้องอยู่ในบ้านนี้กับอาจารย์สองคนไปตลอดชีวิต 

จนกระทั่ง เขา... ปรากฏตัวขึ้น 

ข้าถึงรู้ว่า... ข้าคิดผิด


                 ช่วงนี้ฟางฮวาดูแปลกๆไป

    ใบหน้าเต็มไปด้วยพิรุธ ปกติแล้วเขาจะอยู่แต่ในบ้าน วุ่นวายอยู่กับสมุนไพรในการปรุงยาลูกกลอนของเขา ครึ่งเดือนถึงจะเข้าเมืองไปซื้อข้าวของและเสบียงอาหารซักที บางครั้งก็หิ้วเป็ดหิ้วไก่มาตัวสองตัว ให้พวกมันอยู่เองตายเอง บางครั้งยังเอาข้าวสารให้มันกิน

     ข้ารู้สึกสะท้อนในอก

     อย่างน้อยเขาก็ยังนึกถึงสัตว์เหล่านั้น รู้ว่าพวกมันกินไม่เหมือนกับเขา ไม่ได้โยนกลีบดอกไม้ให้พวกมันกิน                             

        บางครั้งข้าก็แอบคิดว่า ถ้าตอนนั้นเขาไม่ได้เก็บข้ามาเลี้ยง เขาก็อาจจะไม่ต้องออกไปนอกบ้าน วันทั้งวันก็แค่นั่งดูนั่งทำสมุนไพรและดอกไม้ของเขาไปตามเรื่องตามราวตลอดชั่วชีวิตของเขา ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายในโลกมนุษย์ ไม่ต้องเข้าไปในเมืองเพื่อต่อรองราคาสินค้ากับพวกแม่ค้าเหล่านั้น

        ข้ายังจำได้ว่า ตอนที่ข้าเพิ่งมาแรกๆ เขาพูดน้อยมาก ภายในครึ่งปีเขาพูดกับข้าแทบนับคำได้ รวมๆไม่ถึงสิบประโยค

                 ราวกับว่าเขาสูงส่งกว่าคนบนโลกและไม่อยากจะสนใจกับเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์

                 บ้านนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ห่างไกลจากผู้คน ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง ดูเรียบง่ายแต่ดูดี เป็นที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่อีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

                 แต่ก่อนข้าเคยคิดว่า การพบเขาที่วัดร้างแห่งนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิญที่ฟางฮวาเห็นข้าน่าสงสาร บังเอิญที่เขาเองก็กำลังอยากจะเลี้ยงเด็กซักคนไว้เป็นศิษย์ก็เท่านั้น

    แต่ทุกวันนี้ ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น อุปนิสัยของฟางฮวาเป็นคนรักสันโดษ ทุกครั้งที่เขาลงจากเขา เขาจะต้องมีเป้าหมาย ดังนั้นครั้งนั้นที่เราเจอกัน เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจข้าก็แยกแยะไม่ถูกเสียแล้ว

        ตอนเด็กข้าป่วยหนัก แม้แต่ตัวเองเป็นใครก็ยังไม่รู้ แล้วเขาจะมารู้อายุของข้าได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังรู้วันเกิดของข้าอีก มิยิ่งแปลกหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน ปวดหัวไปหมด เปลือกตาหนักอึ้ง สะลึมสะลือจะหลับให้ได้ ข้าหมอบกายลงกับโต๊ะ หาวออกมาสองสามที ยันศีรษะขึ้น จ้องเขม่งไปที่ประตูอย่างเหม่อลอย

                ฟางฮวาหลายวันมานี้ออกไปข้างนอกทุกวัน ทำให้ข้าอดสงสัยขึ้นไม่ได้ เมื่อวันทั้งวันข้าแทบจะไม่เห็นหน้าเขา

                เสียงประตูที่ดังขึ้นทำให้ข้าเด้งตัวลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ร่างเขาปรากฏขึ้นตรงประตู ชุดคลุมสีขาวมีคราบฝุ่นอยู่ประปราย ใบหน้าดูเหนื่อยล้า เขาเหลือบตามองมาที่ข้า ชะงักอยู่ครู่หนึ่ง

                “เสาเอ่อ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่ไปแช่น้ำสมุนไพร?

                ข้าอยากจะถามว่าเขาไปไหนมา แต่กลับพูดไม่ออก จึงทำได้เพียงเอ่ยตอบไปเบาๆ “น้ำเดือดแล้ว แต่ข้าลืมว่าจะต้องเติมสมุนไพรอะไรลงไปบ้าง

                เขาหัวเราะขึ้นมานิดนึง “ถึงแม้จะซับซ้อนไปนิด แต่ข้าก็บอกเจ้าไปหลายรอบแล้ว ดูความจำเจ้าซิ”

        จริงๆแล้ว ความจำข้าดีมาก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ข้าจดจำสิ่งที่เห็นและฟังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ข้ายังสามารถบรรยายสรรพคุณคร่าวๆและปริมาณที่ต้องใช้ปรุงยาของสมุนไพรทุกชนิดได้ ก็เพราะคุ้นเคยกับพวกสมุนไพรเหล่านี้เป็นอย่างดีน่ะซิ ข้าถึงรู้ว่าสมุนไพรพวกนี้ไม่ได้ช่วยข้าขับพิษอะไรได้เลย

        ข้าก้มหัวเดินตามเขาต้อยๆ ยกน้ำร้อนใส่ลงไปในถังน้ำอย่างไม่ใส่ใจ เหลือบเห็นฟางฮวาเลิกชายแขนเสื้อขึ้น หยิบสมุนไพรสองสามชนิดมารวมกันแล้วใส่ลงไปในน้ำ

                นั่นมันสมุนไพรที่มีสรรพคุณปรับสมดุลลมหายใจบำรุงเลือดลมทั้งนั้น ไม่ใช่สมุนไพรแก้พิษเสียหน่อย มีเพียงสมุนไพรสองสามตัวที่ข้าไม่รู้จัก แต่ก่อนหน้านี้ข้าได้แอบชิมไปแล้วนิดนึง รสชาติฝาดๆของมันทำเอาลิ้นข้าชาไปหมด ร่างกายภายในแปรปรวนแปลกๆ

                ไม่รู้ว่าไอ้ต้นที่มีใบอยู่สองใบนั้นเรียกว่าอะไรเหมือนกัน รู้เพียงแต่ว่าเป็นสมุนไพรหายาก

                แต่ว่า ใช้สมุนไพรพวกนี้ตั้งเยอะแยะ แช่มาตั้งหลายวันแล้ว ผิวดำๆของข้าก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงซักนิด ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งหมดอารมณ์

                ข้าปลายสายตาแอบมองฟางฮวานิดนึง เขากำลังยกแขนเสื้อขึ้น มือจุ่มลงไปในถังด้วยท่าทางตั้งใจ

    เขากำลังตรวจสอบอุณหภูมิน้ำให้ข้า

                “ร่างกายเจ้าอ่อนแอกว่าชายปกติ ใช้ยาแรงเกินไปไม่ได้ อีกอย่างพิษนี้อยู่กับเจ้ามาตั้งหลายปี ไม่ใช่ว่าแค่ทายาจะกำจัดออกได้หมด ต้องอาศัยการปรับตัวของร่างกาย เจ้าไม่มีกำลังภายในแม้แต่นิดเดียว ข้ากลัวว่าจะไม่ได้ผล ช่วงนี้เจ้าต้องแช่ยาพวกนี้ไปก่อน รอให้ลมปราณและร่างกายเจ้าแข็งแรงขึ้นกว่านี้ ข้าจะเปลี่ยนสูตรยาใหม่ให้ ตอนนั้นถึงจะเป็นการขับพิษออกมา”

        เดี๋ยวนะ เขากำลังพูดว่า ยาในถังนี้ใช้เพื่อปรับกำลังภายในของข้า?

        “จอมยุทธ์หลายคนอยากได้ยังไม่ได้ แช่คืนเดียว เพิ่มลมปราณได้ราวฝึกมาห้าปี” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ในขณะที่ข้าใกล้บ้าไปแล้ว

             แล้วก็ไม่รีบบอก ข้าว่าแล้ว ว่าทำไมช่วงนี้เวลาหลับตานอน ข้าจะรู้สึกว่าในร่างกายมีลมแปลกๆแผ่ซ่านอยู่ทั่ว ที่แท้ก็คือ ลมปราณจากกำลังภายในนั่นเอง

    เยี่ยมยอด

     คิดได้ดังนั้น ข้าก็รีบแกะผ้าที่รัดอยู่ตรงเอว เลิกเสื้อออกด้านหนึ่ง ก่อนจะหยุดมือลงทันควัน รีบปิดเสื้อกลับเข้าที่ ปรายสายตามองไปยังอีกคนที่อยู่ในห้อง

     “อาจารย์ ทำไมท่านยังไม่ไปอีกล่ะ?

     “ข้าช่วยเจ้าถูหลัง”

            เอ่อไม่ต้องก็ได้มั้ง

               

                ผ่านไปประมาณ1 ชั่วยาม (2ชั่วโมงในปัจจุบัน) ข้าก็เดินออกมาอย่างสบายตัว ฟางฮวากำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงโต๊ะหิน เขายกยิ้มขึ้นนิดนึง กวักมือเรียกข้าเข้าไปหา

                ข้าเดินเข้าไป หยุดลงเมื่อใกล้ถึงตัวเขา แกล้งสะบัดผมที่เปียกโชกไปมาอย่างแรงจนสะเก็ดน้ำเม็ดเล็กๆกระเด็นไปที่เขาเต็มกาย

                “ซนจริง นี่เจ้าไปแช่น้ำ หรือว่าไปสระผมกันแน่หึ ทำไมไม่รู้จักเช็ดหัวให้แห้ง ระวังจะเป็นหวัดเข้า”

        ข้ายิ้มให้เขา แค่คิดว่าเพิ่งจะเพิ่มกำลังภายในไปอีกห้าปี มุมปากก็อดฉีกยิ้มขึ้นมาไม่ได้

                 ฟางฮวาถอนหายใจเฮือกยาว เขาลุกขึ้น ไม่รู้ว่าไปเอาผ้าจากไหนมาวางบนศีรษะข้า เช็ดให้อย่างเบามือ

                 สบายจัง สบายจังเลย

                 “อาจารย์ ท่านเคยบอกว่า จะมีของขวัญให้เสาเอ่อในวันเกิดครบรอบสิบห้าปี” ข้าผ่อนกายลงสู่ด้านหลัง เอนเข้าไปในอ้อมแขนของเขา แนบหัวที่เริ่มแห้งบ้างแล้วเข้ากับอกของเขา ดึงแขนเสื้อเขาไปมาอย่างอ้อนๆ

   “ของขวัญของเสาเอ่อล่ะ?

        ฟางฮวาหัวเราะขึ้นเบาๆ มือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบบางสิ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ

                 ปิ่นปักผม?

                 ทั้งอันเป็นสีแดงเลือด จะว่าเป็นไม้ก็ไม่ใช่ เป็นหยกรึก็ไม่ใช่อีก  ลวดลายแกะสลักบนปิ่นดูเรียบง่ายแต่ทว่างดงามจับตา ข้าเอื้อมมือไปสัมผัสมันเบาๆ ความร้อนแปลกๆแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้ว เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย แต่กลับนึกไม่ออก

                “ชอบหรือไม่?

                “อืม” ลักษณะของมันดูโบราณ เหมือนเป็นงานทำมือ่ง่ง

        “เจ้าใกล้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยามปกติก็มัดผมขึ้นเสีย อย่าปล่อยลงมา ดูแล้วก็จะยิ่งน่ามอง”

        “มันทำมาจากไม้อะไรหรืออาจารย์?

        ไม้แดง? ก็ไม่เหมือน

                ไม้ไผ่? ข้าไม่ได้โง่นะ จะเป็นไปได้ไง

        น่าแปลก กลิ่นอย่างนี้ เหมือนเคยได้กลิ่นจากที่ไหนกันนะ

                “เรื่องนี้ อีกหน่อยข้าจะบอกเจ้า เลิกดมได้แล้ว”

                เขาโอบข้าไว้จากด้านหลัง รวบผมข้าขึ้น ซักพักก็หยิบปิ่นในมือข้าปักลงไปอย่างเบามือ

    เขาเงียบไปครู่ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เสาเอ่ออยู่กับอาจารย์มาตั้งหลายปี คงจะเหงาใช่ไหม”

                ข้าอึ้งไปพัก ตั้งสติแทบไม่ทัน หัวเริ่มรู้สึกปวดขึ้นมา

    ข้ายกมือขึ้นลูบผม

                อ๋าาาาาาาาาาาาา

    ผมยังไม่ทันแห้ง เขาก็มัดผมให้ข้าเสียแล้ว อากาศร้อนขนาดนี้ ผมยังไม่แห้ง จะเกิดหนอน

                ดังนั้นข้าจึงอึ้งไปพักใหญ่ ลืมไปเลยว่าต้องตอบคำถามเขา

                ก่อนหน้านี้ข้าคิดมาเสมอว่าข้าจะต้องอยู่ในบ้านนี้กับอาจารย์สองคนไปตลอดชีวิต

    สรุปว่า

    ข้าคิดผิด

                จนกระทั่ง เขา ปรากฏตัวขึ้น            

    หลังจากวันเกิดครบรอบสิบห้าปีที่ฟางฮวามอบปิ่นให้ข้าได้สองวัน เขาเดินตามมาทางด้านหลังของฟางฮวา รูปร่างสูงโปร่งดูงามสง่า ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวลายดอกเหมยจางๆ ดูเหมือนจะโตกว่าข้าซักหน่อย ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ข้ามาแต่ไกล

     เขาพูดว่า เสาฮวา ข้ารู้จักเจ้า

     เสาฮวา ข้ากับฟางฮวาจะอยู่ที่นี่กับเจ้า

        แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครเรียกชื่อเต็มของข้ามาก่อน

        สายตาข้าจับจ้องไปที่จุดๆหนึ่ง มือเรียวยาวทั้งสองข้างของเขาที่จับอยู่ตรงแขนฟางฮวา ในขณะที่ฟางฮวาคลี่ยิ้มขึ้นน้อยๆ

                 ฝนโปรยปรายลงมาเบาๆ

                 ภาพตรงหน้าช่างดูละเมียดละมุนอ่อนโยน จนบางคนไม่อาจถอนสายตา

******************************************

                 ฝนเม็ดเล็กๆโปรยปรายลงมาจากฝากฟ้า ยอดหลิวเคลื่อนไหวขึ้นลงไปตามแรงลมที่พัดผ่าน ร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนถือร่มอยู่ตรงนั้น เงียบสงบ งามสง่า

                เขา ก็คือ หานจึชวน

                “ฝนเริ่มตกหนักแล้ว รีบเข้ามา” ข้าตะโกนเรียกเขาตรงประตู

                “ฟางฮวายังไม่กลับมา ข้าจะรอซักครู่”

                เชอะ! อยากรอก็รอ เปียกแล้วจะสมน้ำหน้าให้

                ข้าฮึ่มออกมาคำนึง หมุนกายปิดประตูลง บดบังภาพของชายผู้นั้นไว้เบื้องนอกไกลจากสายตา

                เขา ดูเหมือนจะโตกว่าข้าแค่ไม่กี่ปี อายุอย่างมากน่าจะ17-18 ปี แต่ข้ากลับไม่เคยรู้สึกดีกับเขาแม้แต่นิดเดียว

        ตั่งแต่วันแรกที่ฟางฮวาเอาเขาเข้ามาอยู่ในบ้าน หัวใจข้าก็ราวกลับถูกทิ้งดิ่งลงมาจากที่สูง ทุกครั้งที่กินข้าว ก็จะมีตะเกียบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคู่ แถมเขายังคีบหมูสามชั้นที่ข้าโปรดปรานไปจากข้าอีก

        ฟางฮวาตอนนี้ไม่ได้ทำกับข้าวเพื่อข้าคนเดียวอีกแล้ว

                และก็ไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาให้เฉพาะข้า

                ระหว่างเราสองคน มีคนคนหนึ่งเข้ามาแทรกกลาง

                เขาก็คือ หานจึชวน

                หานจึชวนจะเรียกชื่อฟางฮวาว่าฟางฮวา ในขณะที่ข้าเรียกเขาว่าอาจารย์

    ในอกเกิดความรู้สึกบีบรัดแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร

                ข้าหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจากโต๊ะ เทน้ำลงไป ดื่มจนหมดแก้ว วันนี้ข้ายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องทำก่อนฟางฮวาจะกลับมา

   เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ข้าก็เดินไปเปิดประตูใหญ่

    แต่สะเก็ดน้ำฝนมากมายสลัดเข้ามาเต็มหน้า ข้าหรี่ตา สูดลมหายใจยาวๆราวกับต้องการสงบอารมณ์ ลูบหน้าด้วยความโมโห

                 หานจึชวน!!!

          เขาอึ้งไปเช่นกัน รีบหุบร่มที่อยู่ในมือ เข้ามาจะช่วยข้าเช็ด “น้องเสา ขอโทษจริงๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

   “ออกไปไกลๆข้าเลย” ข้าผลักเขาออกห่าง

                ร่างนั้นผุดยิ้มขึ้นมา ไม่ได้มีท่าทีโกรธแต่อย่างใด แค่รั้งแขนเสื้อข้าไว้พลางเอ่ย “ข้างนอกฝนกำลังตก ถ้าเจ้าจะออกไปตอนนี้ก็เอาร่มไปด้วยเถอะ”

            ข้าปรายตามองเขานิดนึง “ไม่ต้อง”

   สะบัดชุดคลุมด้วยท่วงท่าองอาจเดินออกไป

       เชอะ!!! ฝนก็ไม่ได้ตกแรง ไม่เห็นมีซักเม็ดปลิวมาโดนข้า

   สักพักข้าถึงรู้สึกตัวว่า หานจึชวนกำลังกางร่มให้อยู่ข้างๆ ร่างนั้นค่อยๆเดินตามข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

               ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกนึง

               แย่แล้ว ไอ้หมอนี่บางครั้งก็ดื้อเอาเรื่องจริงๆ

  ข้าทำอะไรไม่ได้ จึงต้องยอมปล่อยเลยตามเลย

       

          ตลอดทางเดินเต็มไปด้วยความยากลำบาก พอข้ามพ้นป่าไผ่ไป แสงสว่างก็ปรากฏขึ้น ฝนเริ่มหยุดตก สภาพอากาศบนภูเขาเป็นอย่างนี้บ่อยครั้ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้

               หายจึชวนหุบร่มลง ยืนเงียบอยู่ข้างข้า

               ข้าปรายตามองเขานิดนึง ใจอ่อนยวบลงมาทันใด เมื่อเห็นบ่าของเขาอีกด้านเปียกไปซีกนึง

  ความจริงแล้วผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายเสียเท่าไหร่นัก

               “ทิวทัศน์ที่นี่ช่างงดงามนัก น้องเสาจะมาเก็บสมุนไพรรึ” หานจึชวนกวาดตามองไปรอบ คล้ายได้กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆลอยมากับอากาศ

               “ไม่ใช่” ข้าตอบเสียงห้วน

      ข้ารวบรวมสมาธิ มองลงไปยังหุบผาเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยสมุนไพร

               นานแล้วที่ข้าไม่ได้มาที่นี่ แต่ก่อนข้าเรียกที่นี่ว่าหน้าผา แต่ตอนนี้ข้ากลับเรียกมันว่าเนินดิน

               ระยะสองสามเดือนมานี้ ฟางฮวาไม่เพียงแต่ให้ข้าแช่น้ำสมุนไพรให้ร่างกายมีกำลังภายในแข็งแรงเท่านั้น เขายังสอนวิธีการกำหนดลมหายใจและสอนวรยุทธิ์ให้ข้าด้วย ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นวรยุทธ์ขั้นสูง แต่ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะลงไปด้านล่างได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

                ข้าค่อยๆไต่ลงไปยังโขดหินก้อนหนึ่งเบื้องล่าง เศษดินร่วงพรูลงไปเบื้องล่างทันทีที่เท้าเหยียบลงไป หัวใจเริ่มเต้นตูมตาม ไม่นึกว่าจะสูงขนาดนี้

                “รวบรวมกำลังลมปราณไปไว้ที่หัว ขับน้ำหนักของร่างทั้งหมดมาไว้ด้านบน ทำตัวเองให้เบา หาที่รองรับเท้าเบื้องล่างเพื่อยึดตัวลงไป” เสียงคนข้างบนดังขึ้น

                อ่า อย่างนี้นี่เอง

        “จังหวะต้องไว รักษากำลังอย่างต่อเนื่อง พลาดนิดเดียว ลมปราณตีกลับ กำลังจะตกสู่เบื้องล่าง น้ำหนักจะกลับสู่น้ำหนักเดิม”

        ข้านิ่งเพียงครู่ ไม่มีเวลาคิดเยอะ ทำตามคำสอนของเขา

                ข้าตั้งหลักอีกครั้ง รวบรวมลมปราณ เตรียมพุ่งไปเบื้องล่าง

            ภาพรอบกายหมุนวนไปหมด เมื่อเท้าข้างหนึ่งพลาดเหยียบลงไปบนเนินดินอ่อนยวบ ร่างหล่นวูบถูกฉุดลงสู่เบื้องล่าง

                โชคดีที่ไม่ตกลงมาเจ็บตัว

                ข้าแหงนหน้าขึ้นมองคนข้างบนที่เพิ่งแนะข้า ใบหน้าเขาดูซีดเผือด

                “ขอบใจนะ” ข้าโบกมือให้

   ท่าทางเขายิ่งร้อนใจ เดินไปเดินมาอยู่เบื้องบน ไม่รู้ไปหาเถาวัลย์จากไหนมาเส้น ทำท่าจะปีนลงมา

   ให้ตายซิ! หานจึชวน ทฤษฎีแน่นเป๊ะ แต่กลับไม่รู้วรยุทธ์

   ข้ารวบชายเสื้อคลุมไปอีกทาง ลอยตัวเหาะขึ้นมาเบื้องบน จับชายเสื้อคลุมเขาไว้ หิ้วปีกเขาเหาะลงมายังเบื้องล่าง

   หนักจริง!

   ทั้งข้าและเขากระแทกลงกับพื้นเบื้องล่างเข้าอย่างจัง โชคดีที่เขากองอยู่ด้านล่าง ส่วนข้าทับอยู่ด้านบน

   ข้ายันกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นตรงชุดออกนิดนึง  กวาดตามองไปรอบตัว ก่อนจะหยุดสายตาลงตรงเนินดินสีเหลืองผืนนั้น ใบหน้าเงียบขรึมลง มุ่งตรงไปทางนั้น โดยมีหานจึชวนค่อยๆเดินตามมา

   เป็นตรงนี้แหละ ไม่ผิดแน่

   ข้าย่อกายลงไป คลำหาอะไรบางอย่างในดิน

   เอ๋ ทำไมถึงไม่มีแล้วนะ

   “เสาเอ่อ เจ้ากำลังหาอะไรรึ อ่า ใบหน้าสบายๆยามเดินข้ามเนินดินนั้นไปอีกด้านหนึ่งของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ถอยหลังไปสองสามก้าว เอาตัวบังมุมสายตาของข้าไว้ เหมือนไม่อยากให้เห็นอะไรบางสิ่ง

                 ในขณะที่มือข้า

    ดูเหมือนจะควานเจออะไรซักอย่างใต้ดินพอดี

*******************************


         นิ้วมือที่เปื้อนไปด้วยดินเหลืองดูสกปรก ภายใต้กองดินที่ถูกขุดคุ้ยจนเป็นหลุมเล็กๆนั้น ด้านหนึ่งของกลองป๋องแป๋งปรากฏขึ้น ไม่ใช่แบบปกติที่เคยเห็นมีสองด้าน แต่อันนี้มีสี่ด้าน เมื่อเขย่าจะมีเสียงสูงต่ำไพเราะจับใจ

        ไม่รู้เพราะเหตุใด น้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุด

                    ข้าก้มลงขุดต่อ รู้สึกราวกับว่ายังมีบางอย่างอีก

                    เป็นอย่างที่คิด ใต้ดินเหลืองนี้ ยังมีอีกสิ่งที่ทำจากไม้ไผ่ถูกฝังอยู่ ข้าหยิบขึ้นดู จำได้ว่ามันเรียกว่าคงจู๋ หรือเรียกอีกอย่างว่า โต้วเวิง เชือกที่ใช้เล่นขาดกร่อนจนหมดแล้ว (ของละเล่นอย่างหนึ่งของจีน ลักษณะคล้ายลูกข่าง)

                    ของพวกนี้ล้วนแต่เป็นของเล่นพื้นบ้านของเด็ก

                    ตอนข้าเป็นขอทาน แม้แต่ข้าวยังไม่มีให้กิน ไม่ต้องพูดถึงของเล่นพวกนี้หรอก

                    ข้าก้มหัวลงมองของในมือ นิ้วลูบไล้ไปมาที่ของเหล่านี้ รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

           สัมผัสและความรู้สึกแบบนี้คล้ายกับตอนที่ข้าสัมผัสกับปิ่นที่ฟางฮวามอบให้ รู้สึกราวกับตนเองหลงลืมอะไรไปบางสิ่ง บางสิ่งที่สำคัญมากสำหรับข้า

                     แต่มันคืออะไรกันแน่นะ

            ข้าจมลึกลงไปในห้วงความคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นใบหน้าซีดเผือดตกใจของหานจึชวนที่กำลังมองไปอีกทางนึง อะไรบางอย่างทำให้เขาตกใจ

                     ข้าเอาของเล่นเหล่านั้นฝังไว้ตามเดิม ลุกขึ้นไปหาเขา กะจะผลักเขาออกไปให้พ้นทาง “เป็นอะไรนิ ทำยังกับเห็นผี”

                     เขาอึ้งไปพัก มองมาที่ข้า สองมือจับไหล่ข้าไว้แน่น ราวกับไม่อยากให้ข้าเห็นบางสิ่งเบื้องหลังเขา

            ยิ่งห้ามข้าก็ยิ่งสงสัย พยายามมองผ่านไหล่เขาไปทางด้านหลัง

                     เขาดูร้อนรน มือข้างหนึ่งหวังจะยกชายแขนเสื้อขึ้นมาบังสายตาข้า

                    “น้องเสา อย่ามอง”

                    มีอะไรที่ดูไม่ได้ อย่างมากก็แค่ศพคนตาย

                    ข้าออกแรกผลักเขา

            ผลออกมาว่า

        ข้าเดาถูกจริงๆ ไม่ใช่แค่ศพคนตาย แต่เป็นโครงกระดูกคนตาย ร่างนั้นพิงอยู่อีกด้านของเนินสุสาน ชุดที่สวมดูมีราคา เพราะยังคงทนแดดทนฝนได้ในสภาพนี้แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว

                    ทั้งข้าและหานจึชวนอึ้งอยู่พักใหญ่

                   “เจ้าว่ามันอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่แล้ว” หานจึชวนเอ่ยถามเบาๆ

                   “ข้าไม่รู้” ข้าส่ายหัว

                  บางทีอาจจะอยู่มานานแล้ว

                  ตอนเด็กที่ข้าแอบตามฟางฮวามา ตอนนั้นข้ายังไม่มีความสามารถจะลงมาที่นี่ได้ จึงไม่เห็นมัน

                 “สุสานดินเหลืองนี้ดูเหมือนจะมีคนมาทำความสะอาดอยู่บ่อยๆ” หานจึชวนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด มองไปรอบกายอย่างพิจารณา หยุดสายตาอยู่ที่โครงกระดูกร่างนั้น นิ่งไปครู่ก่อนเอ่ยขึ้นเบาๆ “ดูเหมือนเขาจะรักคนที่ฝังอยู่ในหลุมนี้มาก ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่มาดูแลสุสานถึงไม่เอาพวกเขาสองคนฝังไว้ด้วยกัน”

                  เรื่องนี้คงต้องถามฟางฮวา

                  เพราะข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกัน

                  ข้าเดินวนดูรอบๆโครงกระดูกนั้นด้วยท่าทางเคร่งขรึม ยิ่งมองก็ยิ่งเกิดความสงสัยบางอย่างในใจ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ย่อกายลงข้างๆร่างนั้น มือยังไม่ทันจะยื่นออกไป ก็ถูกคนข้างหลังตีเข้าให้ทีนึง

     “นี่ น้องเสา เจ้าจะทำอะไร ไปรบกวนคนตายแบบนี้ ถือว่าลบหลู่นะ”

        “บ่นอะไรนี่ มาช่วยกันหน่อย” ข้าตะโกนใส่ ปรายสายตาค้อนใส่เขา

                  คนคนนี้ รู้อะไรบ้างนิ คนที่ตายในที่ลับตากลางป่ากลางเขาแบบนี้ ดีไม่ดีบนร่างกายอาจจะมีคัมภีร์วรยุทธ์หรือไม่ก็ของมีค่าบางอย่างทิ้งไว้

     ข้าพินิจมองท่าทางของโครงกระดูกนี้ สังเกตว่าถึงแม้ว่าเขาจะนั่งพิงอยู่กับสุสาน แต่มือข้างหนึ่งกลับล้วงเข้าไปในเสื้อ คล้ายกับกำลังจะหยิบบางสิ่งออกมา

         ข้าตั้งสติ เลิกชายแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของร่างนั้น

                  หานจึชวนที่ได้แต่เดินไปเดินมา รีบปรี่เข้ามาคล้องใต้รักแร้ข้า เตรียมจะดึงร่างข้าออก “อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะ เจ้ายังเด็กนัก ไม่ค่อยรู้ประสา”

          สรุปร่างสองร่างอยู่ในท่าฉุดกระฉากกันไปมา อีกคนรั้ง อีกคนยื้อ

                   ในที่สุดหานจึชวนที่แรงมากกว่าก็ชนะ เมื่อสองร่างล้มไม่เป็นท่าลงไปด้านหลัง

                   ข้าอึ้งไป เมื่อเห็นมือที่อยู่บนอากาศ มีบางสิ่งอยู่ในนั้น

       มันเป็น ผ้าผืนนึง

                   ข้าอึ้ง

                   หานจึชวนก็อึ้ง

********************************************

วันนี้วันหยุด เราเลยมาเร็ว ดึกๆถ้าอีกตอนนึงเสร็จอาจจะตามมานะคะ ^_^

ได้อ่านคอมเม้นหลายๆคอมเม้น แบบว่าน่ารักมาก ตลก อ่านแล้วฮาอ่ะ ชอบๆ

งานมโน งานวาย งานจิ้น งานฟิน มาหมด เค้าชอบอ่านคอมเม้น 55 ขออีกๆเยอะๆนะ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นน่ารักๆของคนอ่านทุกคนนะคะ 

คอมเม้นและยอดแฟนคลับของทุกคนเป็นกำลังใจอย่างดีในการแปลนิยายของผู้แปลค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งคร้า 

สุ่ยจิง 

6 April 2016


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,532 ความคิดเห็น

  1. #1445 BB oi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 11:39
    ผ้าอะไร
    #1,445
    0
  2. #1323 SAOW (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2559 / 15:53
    หางจิชวน อะไรยังไงคะ??? อย่ามาแย่งฟางฮวาอยากเสาฮวาน้าา
    #1,323
    0
  3. #879 jib-john (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2559 / 00:04
    ปมเยอะไปหมดดดดด
    #879
    0
  4. #848 TiNa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 00:17
    เง้อออออออ ใครอะ
    #848
    0
  5. #449 Penguin[G] (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 20:19
    ตอนนี้อึ้งกันคนละหลายตลบมาก555555
    #449
    0
  6. #265 Alize_ Alizia (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 10:58
    ถูหลังให้ข้าบ้างงงงง
    #265
    0
  7. #163 9namfon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 20:54
    เสาเออร์
    #163
    0
  8. #137 กุ้งนาง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 21:29




    ไรท์ ยังไม่บอกเลย



    หน้าอกบวม แล้ว อาจารย์ฝังเข็มให้ เสาเออร์ยังไง 555



    มีแบบ ฝังแล้ว บึ้มขึ้น หรือ เล็กลงอ่ะ
    #137
    0
  9. #104 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 01:34
    นางเอกเราฉลาดนะคิดได้ นับว่านางไม่ธรรมดาตั้งแต่ชาติกำเนิดแล้ว
    #104
    0
  10. #103 Zhan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 00:05
    แปลสนุกจังเลย อ่านแล้วตลกอาเสาจัง55 ^^
    #103
    0
  11. #98 XinSin_SERA (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 18:40
    ฟางฮวาเป็นพระเอกใช่มั้ย
    #98
    0
  12. #97 t_g_k (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 18:05
    หานจึชวนก็น่ารักนะ...
    แต่ฟางฮวาคงเป็นพระเอก-.,-
    #97
    0
  13. #96 PIP'3 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 14:39
    ชอบจังเลยยย ไรท์สู้ๆน้าาาา
    #96
    0
  14. #95 9286 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 23:12
    มาอัพไวๆน้าาาา ชอบๆ น่ารักจัง
    #95
    0
  15. #94 Janjira Nui Uea-aree (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 22:01
    ฟางฮา เราทีมนายนะ
    #94
    0
  16. #92 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 20:05
    แก่แดดนะเราสาวน้อย 555
    #92
    0
  17. #91 t_g_k (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 19:45
    อืมๆ มีหวงฟางฮวากับผู้ชายเสียด้วย...
    #91
    0
  18. #90 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 18:59
    โอ๊ะโอ..ศัตรูหัวใจปรากฎแล้วหรือ
    #90
    0
  19. #87 t_g_k (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 13:56
    รัชทายาทมาแล้ว โอ้ว จะมีดราม่ามั้ย ;_;
    #87
    0
  20. #84 Nusda (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 08:46
    เสาเอ่อน้อยกำลังจะกลายเป็นตัวประกอบแล้วคนที่เข้ามาก็กลายเป็นคนรักของฟางฮวา (-0-;)#จบจากมโนศาสตร์
    #84
    0
  21. #82 Radermac (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 01:06
    ไม้สีแดงเลือด...ไม้ฟางฮวาโซ้วรึเปล่านา หรือเสาเอ่อจะเป็นลูกโซ้ว #งานมโนก็มา ><
    #82
    0
  22. #81 giggyconman (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 01:00
    ดราม่าเเว้วอะหืออออ
    อย่าพึ่งมาเหอะดราม่ส
    #81
    1
    • #81-1 Shui Jing(จากตอนที่ 5)
      5 เมษายน 2559 / 22:04
      ดราม่าที่แท้จริงยังไม่มาคร้า ^^
      #81-1
  23. #80 XinSin_SERA (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 00:12
    ...เริ่มดราม่าแล้วใช่มั้ย รู้สึกหน่วงมากเลย
    #80
    0
  24. #79 jinjing (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 23:54
    รอนะค่ะ ไรท์ ชอบมากค่ะ วายไม่วายรุ้กัน ฮ้า
    #79
    0
  25. #78 MissShindo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 23:14
    รอรอ ปูเสื่อเลย 555
    #78
    0