นิมิตรักฟางฮวา (นิยายแปล)

ตอนที่ 25 : ตัดสินใจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    30 ก.ย. 59

                ข้าแทบคลั่ง

                หานจึชวนเข้าห้องไหนไม่เข้า ทำไมถึงต้องเข้าไปห้องข้า

   ข้ายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงลานบ้านอีกครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆก้มหัวเดินเข้าไปในห้องโถงอย่างยอมรับชะตากรรม ท่ามกลางสายตาคมๆหลายสายคู่ที่จับจ้องอยู่

                ประตูถูกปิดลง

                บรรยากาศในห้องเยียบเย็นขึ้นมาทันใด

                คนทั้งบ้าน ต่างก็รอข้าเข้ามาอยู่นานแล้ว

                ข้าคลี่ยิ้มงดงามให้พวกเขา

                หลู่เอ๋อร์ยัดกายลุกขึ้นไปรินน้ำชาใส่แก้วยกมาให้ข้า เป่าเบาๆให้คลายร้อนก่อนจะส่งให้ แถมด้วยการยกชายแขนเสื้อเช็ดหน้าผากที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อให้ข้า

                แต่เขายิ่งเช็ด เหงื่อข้ากลับยิ่งไหล

                นี่หรือที่เรียกว่าร้อนตัว

                อีร์กำลังนั่งอยู่ตรงตำแหน่งเก้าอี้หลักของห้องโถง มือหนึ่งถือถ้วยชาไว้ ในขณะที่อีกมือหนึ่งจับอยู่ตรงฝาถ้วย คล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่

                อู่เอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้างห่างไกลที่สุด เขานั่งซุกตัวอยู่บนเก้าอี้ กอดขลุ่ยที่หักนั้นไว้ ดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดใหญ่จับจ้องมาที่ข้า

                “นายท่านหนาวหรือไม่?

                “ไม่ ไม่หนาว”

                “งั้นก็ร้อนล่ะซิ ดูซิเหงื่อออกเสียขนาดนี้ คุณชายแห่งพิษตะโกนลั่นมาจากบนเก้าอี้ ยกชายแขนเสื้อลายดอกสีม่วงไปมา “เอ้อเอ๋อร์ เจ้าพัดให้นายท่านของพวกเราหน่อยซิ พัดแรงๆเลยนะ”

                ชิ ข้าไปหาเรื่องเจ้าเมื่อไหร่กันห่ะ

   ร่างด้านข้างที่ยืนยุ่งอยู่ของซื่อเอ๋อร์กำลังใช้นิ้วชี้ลูบๆคลำๆรอยกระที่อยู่ตรงใต้ตาของตนเองไปมา หัวเราะจนตาหรี่ยามหันกลับมามองข้า ไม่ลืมหยิบเศษกระดาษที่มองไม่เป็นรูปเป็นร่างแผ่นนั้นส่งต่อให้อีร์

                กระดาษแผ่นนั้น

                ช่างคุ้นตาเสียจริง นั่นก็คือกระดาษที่หานจึชวนฉีกทิ้งอย่างนั้นรึ

                คุณชายพวกนี้เล่นกันพอใจรึยังห่ะ

                อีร์วางแก้วชาในมือลง กวาดสายตาลงบนภาพวาดในมือ เอ้อเอ๋อร์ที่อยากรู้เช่นกันยื่นหน้ามาดูจากด้านหลัง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “ไฝนี่คล้ายกลับซื่อเอ๋อร์ ตาคล้ายอู่เอ๋อร์ รูปร่างท่าทางดูสง่างามยิ่งกว่าอีร์เสียอีก ตกลงคนในภาพนี้เป็นใครกันแน่”

                ข้ายังคงก้มหน้าเงียบ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

                ในขณะที่อีร์ค่อยๆวางภาพในมือลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล กระดาษวางลงอย่างแผ่วเบา แต่ทว่าโต๊ะกลับสั่นสะท้านอย่างแรง

                “ผู้มาเยือนคืนนี้เป็นใครกัน? น้ำเสียงเขาก้องกังวาน แต่กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็น

                ข้าทำใจกล้าขึ้นมา ปรายตาค้อนเขา “ไอ้หย่า แขกก็เจ้าต้อนรับ เจ้าจะไม่รู้หรือว่าเขาเป็นใคร”

                “อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านะ เขามาพบเจ้า ไม่ได้มาพบข้า ข้าอยู่ในสถานการณ์ก็จริง แต่ก็ไม่อาจจะเอ่ยปากถามอะไรได้เยอะ”

                ไอ้หย่า งั้นเจ้าจะมาถามข้าทำไม

                เขาทำตาโตดุข้า ทำเอาข้าอ่อนยวบ ห่อกายลง มือบิดปลายแขนเสื้อไปมา ยามเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงตอม

    “ศัตรู”

                “ศัตรูยิ่งใหญ่ขนาดไหน เจอหน้ากันถึงต้องกอดรัดกันเช่นนั้น”

                “

                ข้าเย็นเยียบไปทั้งกาย

                เขาตีมือลงไปบนโต๊ะทีหนึ่ง รอจนฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายสงบลงก็พบว่าโต๊ะไม้ตัวนั้นหักเป็นสองท่อนเสียแล้ว

                “อย่าบอกนะว่า ศัตรูของเจ้าคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน” เขาโกรธจนตัวสั่นไปหมด

                “เจ้าไม่ได้ถามข้านี่ พูดอีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ามาพูดถึง”

                ข้าเดินไปยังโต๊ะไม้ที่หักนั้น ลูบคลำมันอย่างเสียดาย “เจ้าก็รู้ ทุกวันนี้โดนฮ่องเต้จับได้แล้ว วันข้างหน้าเราคงจะไม่ได้อยู่สุขสบายกันแล้ว อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด อีกหน่อยจะให้เจ้าเอาแต่ใจทำร้ายข้าวของแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ”

                ดวงตางดงามของเขาถลึงใส่ข้าอีกครั้ง

                ข้าคลี่ยิ้มขึ้น “แน่นอนว่าตอนนี้ถ้าพวกเจ้าอยากเปลี่ยนใจ แยกย้ายไป พวกเราก็แบ่งสมบัติทั้งหมดในบ้าน ข้าไม่ให้พวกเจ้าไปแต่ตัวหรอก”

                ซื่อเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างหัวเราะขึ้น รอยกระจางๆตรงหางตาดูเด่นชัด “ของในบ้านเหล่านี้เป็นของที่ข้ากับอีร์หามาทั้งนั้น จะมาให้นายท่านแบ่งได้อย่างไรเล่า”

                    ||

                “บ่งแบ่งอะไรล่ะ” คุณชายพิษเอ่ยแทรกขึ้น หลังจากนั่งนิ่งมานาน “คุณชายอย่างข้าไม่เสียดายของพวกนี้หรอก”   

   เอ้อเอ๋อร์ลุกขึ้นมาหยุดอยู่เบื้องหน้าข้า มือปราดเปรียวนั้นคว้าชายแขนเสื้อข้าไว้ เลื่อนมาจับมือข้าผ่านชายแขนเสื้อที่ปกคลุมอยู่นั้น “พวกเราตกลงกันแล้ว ว่าท่านไปที่ไหน พวกข้าก็ไปที่นั่น”

                ใจข้าอ่อนยวบ

   อีร์ที่นั่งเงียบอยู่นานลุกขึ้นยืน โบกมือไปมายามเอ่ยสั่งการ “เสี่ยวเอ้อ เสี่ยวซาน วคืนนี้พวกเจ้าเฝ้าประตูหลังและประตูหน้าไว้ให้ดี ห้ามให้ใครบางคนแอบหนีออกไปยามดึกเด็ดขาด”

                เขาประสานมือไว้ด้านหลัง ทำท่าจะเดินออกไป ไม่แม้แต่จะปรายสายตามองข้า

            “เอิ่ม” ข้าอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างขึ้น แม้ว่าประโยคที่กำลังจะพูดนี้อาจจะไม่ค่อยถูกจังหวะเท่าใดนักก็ตาม แต่จะไม่ให้พูดข้าก็คงจะไม่ได้

                ข้ากดน้ำเสียงต่ำยามเอ่ย “วันนี้ข้านอนที่ไหนรึ?

                “วันนี้ถ้าพวกเจ้าใครกล้าให้นายท่านนอนที่ห้องล่ะก็จะถูกทำโทษตามกฎของบ้าน” น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยจบก็เดินออกไป

                แสงไฟริบหรี่ส่องกระทบร่างที่ค่อยๆลับสายตาไปของเขาทำเอาข้าใจหายวูบ

                ด้านข้าง เสี่ยวหลู่ดึงชายแขนเสื้อข้าเบาๆ เรียกสติข้ากลับมา คลี่ยิ้มยามหันมาหาเขา

                ถึงแม้ว่าเขาจะเอื้อนเอ่ยออกมาไม่ได้ แต่ข้าก็ดูออกถึงความกังวลใจของเขา

                มือข้าลูบเบาๆลงบนเส้นผมของเขา

                “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ไม่เป็นไร แล้วก็ไม่ต้องกังวลใจแทนข้าด้วย”

                โดนฮ่องเต้หมายหัวถึงขนาดนี้แล้ว

                จะหลบไปที่ไหนได้

                ห้าปีแล้วซินะ การท่องยุทธภพเพียงลำพังช่างโดดเดี่ยวนัก

                เพียงแค่พบเจอคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเขา ข้าก็ทนไม่ไหวต้องรับเข้ามาอยู่ข้างกาย จากหนึ่งปีหนึ่งคน จนสุดท้ายยิ่งรับก็ยิ่งเยอะ

                หานจึชวนพูดไม่ผิดจริงๆ ข้าไม่เคยลืมคนผู้นั้นได้เลย ดังนั้นจึงรับเหล่าคุณชายมาไว้ข้างกาย วันๆเฝ้ามองพวกเขา ทำให้รู้สึกราวกับได้กลับไปอยู่ที่บ้านเก่า ช่วงเวลาแห่งความสุขในอดีต ทำให้จิตใจข้าสงบลงไม่น้อย เหมือนกับฟางฮวายังอยู่ข้างกายข้า เหมือนกับเขายังคงเฝ้ามองข้าอยู่ใกล้ๆ

                ข้าบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ถึงแม้ข้าจะอยู่คนเดียว แต่ข้าก็สามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้

                คืนนี้ เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นจนข้าไม่อาจตั่งรับได้ทัน อย่างไรเสียถึงนอนข้าก็คงจะนอนไม่หลับ

                แถม ข้ายังไม่มีที่ให้นอน

            ||

                พวกเขาแต่ละคนก็ช่างใจแข็งนัก แค่เตียงเตียงเดียวก็ไม่แบ่งให้ข้า แต่ละคนง่วงเหงาหาวนอนเดินแยกย้ายไปห้องตนเอง แถมไม่พอยังลงกลอนประตูห้องโถงไว้เสียอีก

                ข้านั่งอยู่บนโต๊ะหินเย็นเยียบนั้นอยู่ครู่ใหญ่ คิดไม่ออกจริงๆว่าคืนนี้ควรจะไปนอนที่ใด พูดตามจริงห้องพักแขกในบ้านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ว่าเรียกได้ว่าเป็นห้องพักแขกจริงๆ

                ห้าปีมานี้มีใครมาเยี่ยมเยือนข้าเสียที่ไหนเล่า ห้องพักแขกเหล่านั้นไม่มีใครเข้าไปทำความสะอาดมาตั่งนานนม เตียงไม้เหล่านั้นล้วนแต่พุพังไปตามกาลเวลา 

                แต่อย่างน้อยก็คงจะพอให้ข้าซุกกายหาความอบอุ่นได้ซักคืน

                ข้ายกมือขึ้นลูบคางไปมา คิ้วคู่สวยขมวดมุ่น ยามครุ่นคิดประโยคสุดท้ายที่อีร์ทิ้งท้ายไว้

                เขาพูดว่าอย่างไรนะ คืนนี้ถ้าพวกเจ้าใครกล้าให้นายท่านนอนที่ห้องล่ะก็จะถูกทำโทษตามกฎของบ้าน”

                เฮ้ย!

                ข้าตบขาตัวเองฉาดใหญ่ พวกเจ้า นั่นก็หมายความว่าไม่ได้รวมถึงเขาล่ะซิ

                ข้าบอกแล้วไง แต่ไหนแต่ไรเขาปากมีดแต่ใจเต้าหู้ (*สำนวนจีนปากร้ายแต่ใจดี) จะต้องทนไม่ได้ที่เห็นข้าตกระกำลำบากเป็นแน่ ข้าครุ่นคิดด้วยความดีใจ

                ทางเดินมืดสนิทไร้ซึ่งแสงไฟทำเอาข้าต้องคลำไปตลอดทาง

                น่าบังเอิญที่ห้องคนอื่นต่างดับไฟลงหมดแล้ว เหลือเพียงห้องของอีร์เพียงห้องเดียวเท่านั้นที่ยังมีแสงริบหรี่เล็กๆจากตะเกียงไฟอยู่

                ที่แท้ก็อยากให้ข้าไปอยู่ห้องเขานั่นเอง แล้วก็ไม่บอกตั่งแต่แรก

                ข้าค่อยๆผลักประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา

                ภายใต้แสงเรืองรองของตะเกียงไฟนั้น

                ร่างในที่สวมเพียงชุดชั้นเดียวกำลังนั่งหันหลังอยู่ตรงโต๊ะ ราวกับจ้องมองอะไรบางอย่างอยู่

                รูปร่างของเขา เค้าร่างของแผ่นหลังนี้ช่างคุ้นตานัก

                ข้ายืนอึ้งอยู่ตรงประตู

                เขาไม่ได้หันมามองข้า แต่กลับเปล่งเสียงต่ำๆออกมาประโยคหนึ่ง “เจ้ายังรู้ว่าต้องกลับมา”

                ทั้งน้ำเสียงประกอบกับอารมณ์อันโดดเดี่ยวนี้ ทำเอาหัวสมองข้าฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย เรื่องราวมากมายในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดข้ายามยกชายแขนเสื้อขึ้นมาซับตรงดวงตาที่ร้อนผ่าว ข้าเดินเข้าไปหาร่างนั้น โอบกอดเขาแน่นจากทางด้านหลัง ปล่อยหยาดน้ำตาให้ไหลรินออกมายามซุกหน้าลงบนแผ่นหลังนั้น

                “นายท่าน?

                ร่างอีร์สั่นเทาเบาๆราวกับถูกข้าทำให้ตกใจ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกข้าด้วยน้ำเสียงเคารพราวกับตนเองได้ทำความผิดเช่นนี้

                อาจารย์

                “เรียกข้าเสาเอ่อ”

                เขาเงียบขรึมลง ร่างแข็งเกร็งขึ้น ในกระจกสะท้อนภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนผสมปนเปกับความโศกเศร้าที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน

                ท่าทางเศร้าสร้อยแบบนี้ช่างคล้ายคลึงนัก เศร้าจับขั้วหัวใจ

                อาจารย์ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน เหตุใดผ่านมาตั่งหลายปีแล้วแต่ข้ากลับไม่อาจลืมท่านได้

                น้ำเสียงเคร่งขรึมของเขาเอ่ยขึ้นแผ่วเบา “เสาเอ่อ”

                ใจข้าบีบรัดแน่นขึ้น มือที่รัดร่างเขาอยู่ออกแรงรัดมากขึ้น ความอบอุ่นที่แตกต่าง ไร้ซึ่งกลิ่นหอมจากกายที่คุ้นเคย แต่ว่ารูปร่างและน้ำเสียงกลับเหมือนกันยิ่งนัก

                เขาหมายจะพลิกกายกลับมา แต่ข้ากลับยิ่งรัดร่างเขาแน่นขึ้น

                “อย่าขยับ ให้ข้ากอดแบบนี้อีกซักพักเถอะ แม้จะแค่เสี้ยววินาที”

                อีร์ ข้าขอโทษ

                นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ข้าพยายามแล้วที่จะลืมเขาให้ได้

                แต่ความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในกระดูกจะลบเลือนกันได้ง่ายๆได้อย่างไรเล่า

                ข้ารู้สึกได้ถึงลมปราณแปรปรวนอยู่ภายในหน้าอกที่แล่นปราดขึ้นไปยังสมอง ทำเอาหัวรู้สึกปวดขึ้นมาเล็กน้อย ข้าทำเพียงกอดร่างเขาไว้ กดความเจ็บปวดในร่างเอาไว้

                “เสาเอ่อ” อีร์ที่ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของข้าเอ่ยถามขึ้นเสียงแผ่ว “ศัตรูที่มาหาเจ้าในวันนี้ จริงๆแล้วมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้ากันแน่”

                “เจ้ากำลังหึงข้ารึ”

                เขาไม่ตอบ

                ดีจริงที่เจ้าหึงเป็น

                อาจารย์คนดีของข้า แต่ไหนแต่ไรกลับไม่เคยหึงข้าเลย

                เขาทำเพียงพูดว่า เสาเอ่อ ยอมให้จึชวนบ้าง

                เขาเพียงพูดว่า เป็นข้ากับจึชวนที่จะไปด้วยกัน ไม่มีเจ้า ข้าไม่สามารถเอาเจ้าเข้าไปในวังได้

                ใจข้าโหวงเหวงขึ้นอีกครั้ง กอดร่างเขาไว้แน่น กดใบหน้าเข้ากับชายเสื้อเขา “อาจารย์ บอกข้า ครั้งนี้ ข้าควรไม่ควรเข้าวัง?

                เขาคว้ามือข้า ขมวดคิ้วมุ่นยามเอ่ยถาม “ตกลงเจ้ากำลังคิดว่าข้าเป็นใครกันแน่?

                เสียงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะโบกสะบัดไปมา รูปวาดผืนนั้นงดงามจับตาอยู่ท่ามกลางแสงเทียน

                “เขา ก็คือเหตุผลที่เจ้ารับพวกเรามาอยู่ด้วยใช่หรือไม่”

                ข้าเบิกตากว้างยามคลี่ยิ้มขึ้น “ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะรับไหวไหม

                เขามองข้าอย่างพิจารณาแวบหนึ่ง หุบยิ้มลง ปล่อยมือออกทันใด

       น้ำเสียงไร้ความรู้สึกใดๆแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว

   “นายท่าน เรื่องที่ควรแก้ก็ควรต้องแก้ เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ว่าท่านไม่คิด ก็จะลืมกันได้ง่ายๆ ถ้าหากว่าเขาอยู่ในวัง ท่านก็ไปเถอะ”

******************************************

        รุ่งเช้า ฟ้ายังไม่สว่างดี

รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่หน้าบ้าน

ชายวัยกลางคน ท่าทางเป็นยอดฝีมือ น้อมกายลงอย่างนอบน้อม “คุณชายทุกท่าน ข้าน้อยได้รับบัญชาจากนายท่านให้มารับแม่นาง”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเยือกเย็นลงทันใด คุณชายแห่งพิษที่กำลังคุ้ยข้าวอย่างเบื่อหน่ายโยนตะเกียบในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง หันขวับไปมองร่างที่อยู่นอกเรือน

“พวกเจ้าไม่ต้องกินข้าว แต่ว่านายท่านของข้าต้องกิน เร่งอะไรกันนักหนา ระวังข้าจะป้อนยาพิษให้เจ้ากิน”

ข้าคุ้ยข้าวไปมา

“เสี่ยวซาน เจ้าก็อย่าทำให้คนอื่นตกใจนักเลย หลู่เอ๋อร์ตักข้าวต้มเพิ่มให้นายท่านหน่อยซิ” เอ้อเอ๋อร์ร้องสั่ง

อ๋า… ยังจะให้ข้ากินอีกเหรอ

ข้าไม่กล้าสบสายตาเหม่อลอยคู่นั้นของหลู่เอ๋อร์ ตั่งแต่เขานั่งลงมาก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย ในขณะที่มือขยับตะเกียบคุ้ยข้าวไปมา

        “นายท่าน ทานอีกหน่อยเถอะ ข้าวต้มและกับข้าวพวกนี้ข้าใส่บางอย่างลงไปด้วยนะ” เอ้อเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างเสริมมาคำ

พรวด

ข้าสำลักออกมาทันทีทันใด

        “เสี่ยวเอ้อร์นะเสี่ยวเอ้อร์ เจ้ารักษาความบริสุทธิ์อ่อนโยนมาได้ตั่งนาน เหตุใดยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้กลับไปเลียนแบบเสี่ยวซานวางยาพิษเสียแล้วเล่า”

เขาค้อนใส่ ทรุดกายลงนั่งข้างข้า แย่งชามมาจากหลู่เอ๋อร์ ยกช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาคำหมายป้อนให้ข้า “ถึงแม้ว่าช่วงหลายปีมานี้วิธีแก้พิษพวกนี้ท่านจะเป็นคนสอนให้ข้า แต่ว่าหลังจากท่านเข้าวังไปแล้ว ข้ามิอาจตามเข้าไปปรนนิบัติท่านในวังได้อีก ข้าวต้มนี้ข้าใส่ยาแก้พิษต่างๆเอาไว้หลายชนิด สามารถป้องกันได้ทั้งยานอนหลับ ยาเสน่ห์ สัตว์แมลงมีพิษกัดต่อย”

ข้าเย็นเยียบไปทั้งกาย

“ของพวกนี้เป็นยาแก้พิษ ข้าไม่ได้ถูกพิษเสียหน่อย กินเข้าไปครึ่งวันก็ไม่มีฤทธิ์ยาแล้ว เจ้านี่ช่าง…”

“แม้จะป้องกันได้แค่ครึ่งวันก็ยังดี นายท่าน ในวังเต็มไปด้วยอันตราย ฮ่องเต้นั่นดูก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก มา… ทานอีกคำเถิดนะ”

เสียงกระแอมไอด้านข้างดังขึ้น

ยอดฝีมือที่นิ่งขรึมอยู่นานดูเหมือนจะทนไม่ไหวในที่สุด 

“สายมากแล้ว เลิกป้อนได้แล้ว ให้นางไปเถิด” อีร์ยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเยือกเย็น โยนห่อผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนมาให้ข้า “ของพวกนี้ล้วนเป็นของจำเป็นที่ข้าเตรียมให้เจ้า อย่าเที่ยวนานนักล่ะ จำไว้ว่าต้องกลับบ้าน”

กลับบ้าน…

คำสองคำนี้หลุดออกมาจากปากเขา ทำเอาคนฟังรู้สึกคิดถึง โดยเฉพาะน้ำเสียงที่ช่างคล้ายกับฟางฮวายิ่งนักนี้

ข้าอึ้งไปครู่หนึ่งเงยหน้าขึ้นมองอีกด้าน เมื่อแขนอีกข้างถูกใครบางคนกดเบาๆ สบสายตาเข้ากับใบหน้าของคุณชายกระ

        “ไปครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย แต่ข้าเชื่อว่าท่านสามารถรับมือได้ ดังนั้นข้าจะไม่ห้ามท่านหรอก” รอยกระจางๆใต้ตานั้นสั่นไหวไปมายามเขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา ช่างน่าเอ็นดูนัก

“ยันต์พวกนี้เป็นยันต์ที่ข้าวาดอยู่เป็นประจำ ท่านเก็บติดตัวเอาไว้เถิดเผื่อจะได้ใช้ประโยชน์”

ข้าปรายตามองกระดาษปึกใหญ่ที่เขาส่งให้ วาดอยู่บ่อยๆเช่นนั้นรึ แต่เหตุใดอักขระบนภาพถึงยังดูชื้นอยู่ราวกับเพิ่งวาดเสร็จไม่นานเล่า

“ข้าต้องไปแล้ว…”

ปากเอ่ยลาแต่ขากลับไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ในขณะที่มือบีบแน่นอยู่ตรงห่อผ้าในอ้อมแขน

อู่เอ๋อร์เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จาใดๆ ตรงเอวเหน็บขลุ่ยหักด้ามนั้นเอาไว้ ราวกับใกล้จะร้องไห้เต็มทน

ข้าคว้าร่างเขาเข้ามาในอ้อมแขน ตบเบาๆราวกับปลอบโยน

“รอข้ากลับมา ข้าจะต้องรักษาหน้าเจ้าให้หายดี”

“รักษาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ท่าน… ต้องกลับมานะ” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด

ข้าคลี่ยิ้มขึ้น

“พวกคนรับใช้พวกนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว อีกพักท่านขึ้นรถม้าไปแล้วคงจะทั้งหิวทั้งเมารถ ทำให้อาเจียนได้ง่ายๆ ขนมกับโจ๊กพวกนี้ข้าใส่ตะกร้าเตรียมไว้ให้นายท่านกินบนรถกลางทาง” เอ้อร์เอ๋อร์ดูคล้ายยังไม่มั่นใจในฤทธิ์ยาที่เขาใส่ลงไปในอาหารเช้า

ข้าค่อยๆเดินออกมาจากบ้าน

ลาก่อน ชีวิตในช่วงหลายปีที่นี่

ข้าน้อมกายลงเล็กน้อยเป็นการเอ่ยอำลา ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปบนรถม้า

แต่เพียงแค่เหยียบย่างขึ้นไปบนนั้น ร่างข้าก็ถูกใครบางคงดึงเข้าไปข้างใน

เกิดอะไรขึ้น

ในรถม้านี้มีคนอื่นอยู่รึ

ข้าคอยระวังตะกร้าของกินที่อยู่ในมือ พยายามตั้งหลักทรงกาย เอวบางถูกรัดแน่น ก่อนที่ไหล่อีกข้างจะถูกดึงเข้าไป ตกลงบนที่นั่งอ่อนนุ่มด้านใน

ข้าขยับกายไปมา รู้สึกสบายอยู่ไม่น้อย

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นข้างหูพร้อมกับไออุ่นที่กระทบลงมา ก่อนที่น้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบาจะดังขึ้น “อยู่นิ่งๆอย่าขยับ ข้ายิ่งหิวๆอยู่นะ”

ข้าจับชายเสื้อเขาแน่น พลิกกายหันกลับไป สานสบเข้ากับใบหน้าสมบูรณ์แบบภายใต้แสงสลัวๆที่ส่องลอดเข้ามาในรถม้า ดวงตาคู่งามของเขาทอประกายราวกับดวงดาว ริมฝีปากหยักโค้งได้รูปกำลังคลี่ยิ้ม

ข้าอึ้งไป รีบละล่ำละลักเอ่ยถาม “เมื่อคืนวานเจ้าไม่ได้นอนห้องข้าหรอกรึ”

เขาคลี่ยิ้มขึ้น เอื้อมมือมาแย่งตะกร้าของกินในมือข้าไป “มีอะไรให้ข้ากินบ้างรึ” ว่าพลางล้วงมือหยิบขนมขึ้นมากัดกิน ก่อนเอ่ยเสริม “อร่อยเทียบเคียงกับของในวังได้เลยทีเดียว แค่ไส้ออกจะรสชาติแปลกๆไปเสียหน่อย”

แน่ล่ะ ของพวกนี้มีส่วนผสมของยาแก้พิษหลากชนิด ของในวังจะมาเทียบเคียงได้เช่นไร

ข้าขยับกายไปมาหวังออกห่างเขา ได้กลิ่นยาเหล่านี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นยาลดความรุ่มร้อนที่อยู่ภายใน 

“เจ้าเขยิบไปหน่อยซิ เบียดกันเหลือกัน” ข้าปรายสายตาใส่เขา ค่อยๆคลานลงมาจากตักเขาอย่างระวัง เห็นคิ้วเขาขมวดมุ่นเข้าหากันนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร

เอ้อเอ๋อร์ช่างคิดการณ์ไกลยิ่งนัก

ยานี้ช่างวางได้ถูกจังหวะจริงๆ

    “ระยะทางจากวังมาที่นี้ก็ไม่ได้ใกล้ เจ้ามาถึงนี่ ในวังไม่มีเรื่องให้ทำหรืออย่างไร”

“เรื่องในราชสำนักไม่มีเรื่องสำคัญอะไร การมารับเจ้าเข้าวังต่างหากที่สำคัญที่สุด”

ข้าควรจะขอบคุณเขาไหมนะ ที่เห็นความสำคัญของข้าขนาดนี้

ความคิดข้าหยุดลงทันใดเมื่อรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ดูผิดปกติ

“เจ้ารีบร้อนมารับข้ากลับวังแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาหรอกนะ”

“เขา?” หานจึชวนยกมุมปาก ฝืนยิ้มขึ้นมานิดยามเอ่ยต่อ “เจ้ายังคงคิดถึงแต่คนผู้นั้นจริงๆ”

บรรยากาศเยือกเย็นลงทันใด

เขาน้อมกายลงมากระซิบข้างหูข้าเสียงแผ่วเบา “นี่คืออะไร?”

        ห่อผ้าห่อหนึ่ง ด้านในมีแผ่นยันต์อยู่ปึก แถมยังมียาเม็ดกลมๆสีดำอีกสองสามเม็ด

ยันต์พวกนี้เป็นของที่ซื่อเอ๋อร์เตรียมไว้ให้ข้า แต่ยาพวกนี้ล่ะ

หานจึชวนขมวดคิ้วเป็นปม เขาใช้ผ้าที่อยู่ใกล้มือหยิบเม็ดยานั้นขึ้นมา ไม่กล้าจะหยิบมันขึ้นมาด้วยมือโดยตรง จับจ้องสายตามาที่ข้าอย่างสงสัย เงียบไปครู่ก่อนเอ่ย “เจิ้นจะช่วยเจ้าเก็บรักษาไว้ก่อน”

เขาคงจะคิดว่านี่เป็นยาพิษเป็นแน่

แท้จริงแล้ว ตอนนี้สูตรการทำยาพิษมากมายข้าล้วนลืมไปหมดแล้ว อีกอย่างใครจะโง่ขนาดทำยาพิษเป็นยาลูกกลอนเม็ดใหญ่ขนาดนี้กันเล่า โดนน้ำก็ละลายยาก และถึงแม้ว่าจะอยากวางยาคนอื่นแต่ก็ไม่แน่ว่าคนผู้นั้นจะต้องยอมกินอย่างว่าง่าย

ข้าคลี่ยิ้มขมขื่นขึ้น พิงกายเข้ากับพนังรถม้า ขดกายอยู่บนเบาะนั่งอ่อนนุ่มนั้น เบือนหน้าไปเสียอีกทาง

ไม่รู้ว่าซื่อเอ้อร์เห็นอะไรในคำทำนายเข้า ยาพวกนี้สงสัยจะเป็นเขาอีกเช่นกันที่แอบใส่เข้ามา หวังเพียงแต่ว่าเขาจะคิดมากไปเองเท่านั้น ยานี้สุดท้ายไม่ต้องใช้คงจะดีเป็นที่สุด

ใบไม้น้อยใหญ่ริมทางสั่นไหวไปมา

ภายในรถที่ไม่ได้กว้างขวางนักสะท้อนเสียงพลิกกระดาษไปมา ทำเอาข้าต้องชำเลืองตามอง

หานจึชวนเลิกม่านไม้ไผ่ตรงหน้าต่างขึ้นนิดหนึ่งพอให้แสงสว่างส่องลอดลงมา พิงกายอย่างสบายอกสบายใจ ยามพิจารณาแผ่นยันต์ที่อยู่ในมือไปมา

ข้าหาวขึ้นมาที ไม่มีอารมณ์จะสนใจเขาอีก

ในขณะที่เขามองมาที่ข้า คลี่ยิ้มขึ้น “คิดไม่ออกจริงๆ ว่าอย่างเจ้านี่จะท่องยุทธภพมาตั่งห้าปีได้อย่างไร แถมยังสร้างชื่อขนาดนี้”

เรื่องที่เจ้าคิดไม่ถึงยังมีอีกเยอะนัก

ก็อย่างเรื่องที่ฟางฮวาชอบเจ้า แต่เจ้ากลับมัวแต่สนใจข้านั่นไง

ที่ข้ายอมให้เจ้า ไม่ใช่ว่าข้ากลัวเจ้า แต่ข้าทำเพื่อฟางฮวาต่างหาก

รถม้าโคลงเคลงไปมา หานจึชวนรีบเกาะพยุงกาย คิ้วขมวดปมยามเอ่ยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวตามแบบฉบับฮ่องเต้ “เสี่ยวหลินจึ ไม่ต้องรีบร้อนจนรถม้าโคลงเคลงเสียขนาดนี้”

“นายท่าน ท่านจับให้ดี ดูเหมือนว่าข้างหน้าจะไม่ชอบมาพากลขอรับ”

มือเขากำม่านไม้ไผ่ไว้แน่น เอ่ยน้ำเสียงเย้ยหยันลอดริมฝีปาก “สงสัยว่าจะเป็นการลอบทำร้ายอีกแล้ว เจ้าแค่ฝ่าออกไปก็พอ ปกป้องรถม้าคันนี้ไว้ ไม่ต้องสนใจคนอื่น”

ข้าชะงักไปนิด เงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาปิดม่านไม้ไผ่นั้นลงมา มองไปยังเบื้องหลังร่างที่กำลังบังคับม้าเบื้องนอกอย่างกังวล ที่น่าตกใจก็คือร่างขององครักษ์หลายร่างที่นำขบวนปกป้องอยู่เบื้องหน้าที่บัดนี้ล้วนหายไปหมด เสียงอาวุธกระทบกระแทกกันดังก้องไปทั่วป่า

     น่าแปลก

     ผู้ใดกันช่างอาจหาญดักซุ่มโจมตีรถม้าของฮ่องเต้

     ไม่รักชีวิตแล้วหรืออย่างไร

     หานจึชวนหันมาคลี่ยิ้มให้ข้านิดหนึ่ง เคลื่อนกายมานั่งเคียงข้าง กุมมือข้าไว้แน่น “อย่ากังวลไป มีข้าอยู่”

     พูดยังไม่ทันจบคำ เสียงของอะไรบางอย่างดังแล่นผ่านอากาศพุ่งตรงมา ข้าหรี่ตาปรือ คว้าชายแขนเสื้อหานจึชวนไว้ ออกแรงกระชากเขาหมอบลงบนเบาะอ่อนนิ่มเบื้องล่าง

      ม่านไม้ไผ่เบื้องหลังถูกบางสิ่งแทงทะลุเข้ามาอย่างแรง ความเย็นเยือกแผ่ซ่านกำจายอยู่รอบกาย เมื่อธนูแหลมคมเล่มหนึ่งปักเข้ามามาอย่างจังตรงตำแหน่งที่หานจึชวนนั่งอยู่เมื่อครู่

     ช่างอันตรายนัก

     ช้าอีกเพียงนิด เจ้าของเล่นนี่คงจะทะลุร่างหานจึชวนไปเสียแล้ว

     “นายท่าน ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ” คนขับที่อยู่ด้านนอกหันกลับมามองอย่างร้อนใจ

     “ไม่เป็นไร พยายามสลัดพวกมันให้พ้น” ใบหน้าหานจึชวนเขียวคล้ำไปหมด รถม้าสั่นโคลงอย่างแรงอีกครั้ง

     ข้าหมายจะออกไปดู แต่กลับถูกเขารั้งให้กลับมานั่งที่เดิม รวบข้าเข้าไปในอ้อมแขนราวกับปกป้อง

     เสียงสู้รบภายนอกสะท้อนก้อง ข้าเงยหน้าขึ้น พินิจมองใบหน้าอันงามสง่าของเขา คิ้วคู่สวยแฝงแววกังวล แต่ทว่าในแววตานั้นกลับมีแววแห่งความกราดเกรี้ยวอยู่เจือจาง

     เขา กำลังปกป้องข้าอยู่อย่างนั้นรึ

     ข้าเบือนหน้าไปอีกด้าน รู้สึกขบขันขึ้นมา

“ใครกันบังอาจลอบทำร้ายรถม้าคันนี้”

รถม้าโคลงเคลงไปมาอย่างเห็นได้ชัด เลือดสีแดงสดกองใหญ่สาดกระเซ็นเต็มม่านไม้ไผ่ ก่อนที่ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของใครคนหนึ่งจะพุ่งทะลวงเข้ามาในรถม้า ยกดาบในมือกวัดแกว่งไปมาราวกับขู่

“ตายซะเถอะ”

หานจึชวนที่มีสติดีกว่ารีบคว้าดาบที่อยู่ข้างกายเขาขึ้นมาถือไว้แน่น เบี่ยงกายเข้ามาขวางหน้าข้าไว้ ใบหน้าและแววตาจริงจังยามกระชับดาบในมือแน่นราวกับกลัวว่าจะหลุดมือ

ข้าอาศัยจังหวะที่มันเผลอ ยกมือขึ้นซัดไปที่ร่างนั้นเต็มแรง แต่ร่างนั้นไม่เพียงแต่ไม่สะทกสะท้าน กลับหันมามองข้าด้วยสายตาอาฆาต ยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดมุมปากราวกับไม่สะทกสะท้านใดๆ

ข้าอึ้งไปครู่

มองฝ่ามือของตนเองไปมา

เมื่อครู่ข้าใช้กำลังสิบส่วนซัดออกไป ถ้าเป็นแต่ก่อน คงจะทำเอากระอักเลือด แต่มาถึงวันนี้ ไม่เพียงแต่ศัตรูไม่เป็นอะไรเลย หนำซ้ำยังดูเหมือนลมปราณนั้นจะสะท้อนกลับมาสู่ร่างกายข้าจนปั่นป่วนไปหมดเสียอีก

หนำซ้ำ พลังที่เหลืออยู่ตอนนี้ของข้า แม้แต่สามส่วนก็ยังไม่ถึงรึ

“ระวัง!!!"

หานจึชวนตะโกนลั่น เรียกสติข้ากลับมา สายตาจับจ้องมองคมมีดที่กำลังจะฟันลงมา

ให้ตายซิ รู้งี้ไม่น่าเข้าไปยุ่งด้วยเลย เจ้าอยากจะฟันใครก็ฟันไปซิ เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า

ข้าเบี่ยงกายหลบคมดาบนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยพื้นที่ในรถม้าที่มีจำกัด ทำเอาข้าจนมุมลงไปกองอยู่บนที่นั่งในที่สุด ข้ากัดฟันแน่น ควานมือสะเปะสะปะไปรอบด้าน สัมผัสถึงห่อผ้าอ่อนนุ่มนั้น

ในช่วงเวลาคับขันนั้น ข้าคว้ายันต์ปึกหนึ่งออกมา สองนิ้วคีบมันกางออก ร่ายคาถาไปมา

ในขณะที่คนเบื้องหน้าเงื้อมดาบในมือขึ้นหมายจะฟาดฟันลงมา

ข้ายกยิ้มเยือกเย็น สะบัดแผ่นยันต์ในมือที่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวไฟไปเบื้องหน้า พุ่งทะยานกลายเป็นลูกเพลิงใหญ่คล้ายมังกรพุ่งเข้าหาชายผู้นั้น ปะทะรุนแรงจนเขากระเด็นลอยออกไปนอกรถม้า

ข้ายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตรงชายเสื้อไปมา ดูคล้ายกับว่าข้าจะใช้ยันต์เยอะเกินไปกว่าที่จำเป็น

มือหนึ่งคว้าผนังรถม้าที่ยังโคลงเคลงพยุงกายไว้ยามเข้าไปช่วยประคองหานจึชวนที่ยังคงกองอยู่บนพื้นขึ้นมานั่งบนที่นั่ง เลียนแบบท่าทางเขา ตบเบาๆลงบนบ่า พลางเอ่ยเสียงแผ่ว “อย่ากังวลไป มีข้าอยู่”

เขาส่งสายตามองมาที่ข้าอย่างงุนงง ในขณะที่ข้าคลี่ยิ้มส่งให้

        จึชวน เจ้าคิดว่าห้าปีมานี้ข้ามัวแต่ตะลอนไร้สาระอยู่ในยุทธภพรึ ข้ามีคุณชายตั่งมากมาย เรียนรู้จากพวกเขามาไม่น้อย

        หลังจากที่เรียนวิชานี้กับเสี่ยวซื่อมา ยามปกติจุดฟืนก็ไม่ต้องผ่าฝืนอีกต่อไป เพียงใช้ยันต์หนึ่งแผ่นก็จุดได้แล้ว จะย่างมันก็สะดวกรวดเร็ว

คราวนี้ เพียงใช้ยันต์ปึกนึงที่มีอยู่ พวกนักฆ่าก็ไม่รอดแล้ว

ลมพัดกระโชกเข้ามายังหน้าต่างที่ถูกทำลาย ภาพป่าไม้ด้านนอกเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พวกนักฆ่าถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ข้าขมวดคิ้วมุ่นยามครุ่นคิด

วิธีการนี้ไม่เลว

แต่ดูเหมือนว่าข้าจะทำให้ม้าตกใจเข้าเสียแล้ว

หานจึชวนค่อยๆทรุดกายลงนั่งบนเบาะ เงียบขรึมไปครู่ก่อนเงยหน้าขึ้นมา 

        เจ้ารู้สึกไหมว่า เสี่ยวหลินจึที่บังคับม้า... ตกม้าตายไปเสียแล้ว”

*********************************************


เค้าขอโทษ ที่หายไปเสียนาน TOT ขอโทษจากใจจริง รู้สึกผิด

ไถ่โทษด้วยการอัพทีเดียว 100% จนจบเลยสำหรับตอนนี้ ^^

งานยุ่งมากจริงๆคะ ไม่ค่อยมีเวลาแปลเลย พอเริ่มว่างกลับมานั่งแปลแล้วก็รู้สึกมันติดๆอยู่ สงสัยไม่ได้แปลนาน ก็เลยไม่กล้าเอามาลงเสียที ทิ้งเอาไว้จนตกตะกอนซักอาทิตย์สองอาทิตย์ค่อยกลับมาทวน

ขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่ยังติดตามเหนียวแน่น ไม่ทิ้งกันไปไหน

เค้าสัญญาแล้วว่ายังไงก็จะอัพเรื่องนี้ให้จบ ไม่ผิดคำพูดแน่จร้า


แต่บางทีก็มีเรื่องอื่นที่ต้องทำอ่ะ บางครั้งก็ไม่มีอารมณ์แปล ห้าห้า 

แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามมาอัพให้ได้ตามที่สัญญาไว้อาทิตย์ละครั้งนะคะ 

(ถ้าไม่ติดอะไรจริงๆ มนุษย์เงินเดือน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ว่าด่าอย่าว่าเค้าเลยนะ หุหุ)


ยังจำกันได้ใช่ไหม ช่วงนี้หานจึชวนทำคะแนน 

ยังคงคิดถึงฟางฮวาเสมอ TOT ฟางฮวาไม่อยู่ คนแปลก็เลยไม่มีอารมณ์แปลไปด้วยเลย ห้าห้า

เมื่อไหร่ฟางฮวาจะออกมา คิดถึงนะรู้ไหม


สุดท้าย ขอบคุณที่ยังคลิ๊กเข้ามาอ่าน และยังติดตามคอยตามนิมิตรักฟางฮวาแม้ว่านังคนแปลจะดองไปนานขนาดไหนนะคะ ห้าห้า 

รักทุกคนเสมอค่ะ จุ๊บๆ

สุ่ยจิง 

30 September 2016


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,532 ความคิดเห็น

  1. #1501 byeee2 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 21:37
    รออยู่นะคะ เรื่องนี้สนุกมากกลับมาอ่านหลายรอบเลย//อย่าลืมกลับมาน้าาาTT
    #1,501
    0
  2. #1421 Distress (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 13:01
    ขอบคุณคะ รออ่านนะค่ะ สนุกดี
    #1,421
    0
  3. #1420 youlovesike (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 14:47
    คิดถึงฟางฮวาจัง พระเอกแน่ใช่มั้ยฟางฮวา # ดราม่าสุดๆอ่ะ~~~~~~ กระซิก กระซิก หวังว่าจะจบแบบแฮปปี้แอนดี้
    #1,420
    0
  4. #1418 Bunny goddess (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 00:13
    ขอบคุณค่ะ
    #1,418
    0
  5. #1417 Rie44 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 17:41
    รออยู่นะไรท์รีบๆกลับมา
    #1,417
    0
  6. #1416 เน็ตจัง (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 01:05
    รออยู่น้าา รีบมาไวๆ อยากเจอฟางฮวาแล้วว
    #1,416
    0
  7. #1414 Dpiiz (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 18:47
    รอค้าาาาา
    #1,414
    0
  8. #1413 แคปพลีส (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 15:06
    เฮ้อ เสียดายความสามารถของเสาเอ่อ
    #1,413
    0
  9. #1412 Kuppa Jang (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 01:41
    รอนะจ๊ะ สนุกกกกก
    #1,412
    0
  10. #1411 Kuppa Jang (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 01:40
    รอนะะะะะ
    #1,411
    0
  11. #1410 รินหัวใจใส่ลาเต้ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 21:38
    ลืมไปแล้วนะเนีย รอต่อไป
    #1,410
    0
  12. #1409 9namfon (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 21:02
    ฮวาน้อย
    #1,409
    0
  13. #1408 Alize_ Alizia (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 19:30
    มาแล้ววววววววววววววววว><
    หานจึชวนถึงนายจำทำคะแนนยังไง เราก็ทีมฟางฮวาอยู่ดี เชอะ
    สู้ๆน้าาาา รอค่าาาาา
    #1,408
    0
  14. #1407 jinjing (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 14:04
    ไรท์กลับมาแล้ววว มาจุ้บเหม่งที 5555 ขอบคุณมากค้า
    #1,407
    0
  15. #1406 P42213042 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 13:41
    ขอบคุณค่ะ
    #1,406
    0
  16. #1405 PIP'3 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 13:00
    รออยู่น้าาาาา
    #1,405
    0
  17. #1404 Chanjaokha (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 12:11
    ขอบคุณนะคะที้แปลให้อ่าน
    #1,404
    0
  18. #1403 Chanjaokha (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 12:11
    แต่ไปๆมาๆเค้าก็ชอบหานจึชวนเฉยเลย 5555
    #1,403
    0
  19. #1402 Pickii777 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 11:13
    ขอบคุณค่ะ ชอบมากค่ะ รอเสมอนะคะ
    #1,402
    0
  20. #1401 kiim.u (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 10:17
    รอค่ะ ยังไงก็รอ ไรท์สัญญาแล้วนะว่าจะไม่ทิ้งกัน สู้ๆ ค่ะ
    #1,401
    0
  21. #1400 birumu (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 10:06
    ทำไมรู้สึกฮาประโยคสุดท้ายของหานจึ
    #1,400
    0
  22. #1399 ทิพย์เกสร (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 09:27
    ขอบคุณที่ไม่ทิ้งรีดไว้กลางทางนะคะ ดีใจจังที่กลับมาแปลให้อ่าน คิดถึงฟางฮวามากๆค่ะ
    #1,399
    0
  23. #1398 katty (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 09:26
    all ways miss you
    #1,398
    0
  24. #1397 reader57 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 09:02
    ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันค่ะ
    #1,397
    0
  25. #1396 LuCk GaL (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 07:09
    ขอบคุณค่า รอตอนต่อไปนะ
    #1,396
    0