นิมิตรักฟางฮวา (นิยายแปล)

ตอนที่ 23 : คัมภีร์ไร้กังวล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,778
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    15 ก.ค. 59

            


 ไร้กังวล อ่า ไร้กังวล

เรื่องที่อยากลืม...  กลับลืมไม่ลงเสียที 

ราวกับว่า... เรื่องราวเหล่านั้น สลักแน่นอยู่ในกระดูก หลอมรวมอยู่ในสายเลือดของข้า

             

              แสงไฟจากตะเกียงส่องสว่างทอแสงยามค่ำคืน

                ร่างงามของบุรุษทั้งหลายกำลังนั่งอยู่รวมกัน สองสามร่างพูดคุยอะไรบางอย่างกันเงียบๆ  อีร์กำลังเช็ดทำความสะอาดขลุ่ยหยกในมือ แต่สายตากลับไม่วางตาจากซื่อเอ๋อร์ คลี่ยิ้มดูแคลนพลางส่ายหัวไปมาให้เขา ที่แท้คุณชายกระกำลังก้มหน้าก้มตาตะไบเล็บอยู่ ด้านข้างร่างอู่เอ๋อร์กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ใบหน้าด้านข้างที่ก้มอยู่นั้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นเยียบเย็นสะท้อนอยู่ภายใต้แสงเทียน

                “เจ้าดูสิว่าข้าตะไบเล็บเป็นอย่างไรบ้าง” ซื่อเอ๋อร์ยื่นมือเข้ามาบนหนังสือใกล้แสงเทียนส่องให้อู่เอ๋อร์ดู

                อู่เอ๋อร์หยิบหนังสือของตนออกให้พ้นมือเขา ทำได้เพียงหนีไปให้พ้นร่างนั้น

                ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ชักสายตากลับมา ยกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “หลู่เอ๋อร์ วันนี้เจ้ามาห้องข้า”

                เพียงพูดจบ สายตามากมายก็ตกกระทบมาที่ข้า

          ข้ารีบก้มหน้างุดดื่มชาในมือต่อ รู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาทั้งกาย ในขณะที่หลู่เอ๋อร์ดูคล้ายคนโง่ไปชั่วพริบตา

                ข้ากลืนน้ำชาในปากลงคอ เปลี่ยนคำพูดใหม่ “ไม่งั้น ข้าไปห้องเจ้าก็ได้”

                ประโยคนี้ยิ่งดูคล้ายกับคลื่นพายุที่สาดกระหน่ำเข้าใส่ทุกคน

                คุณชายแห่งพิษเท้ามือลงบนโต๊ะหมายจะลุกขึ้น แต่กลับถูกอีร์กดลงให้นั่งตามเดิมเสียก่อน

                ข้ามองไปยังพวกเขา “วันนี้พวกเจ้าเป็นอะไรกันรึ”

                ทุกคนล้วนมีแววตาที่ซับซ้อน ผสมผสานทั้งความหวาดระแวงความสุขความสงสัยและการรอคอยปะปนระคนกัน

          ชิ แปลกคนกันจริง

                ข้าคว้าร่างที่ยังคงเย็นเยียบราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างของหลู่เอ๋อร์ ใช้แรงดึงมือเขาออกมาจากกลุ่มคุณชาย จูงมือพาเดินไปยังห้องของข้า ไม่ทันได้วิเคราะห์สีหน้าของเขา ได้ยินเพียงน้ำเสียงพ่ายแพ้ของกลุ่มคนเบื้องหลัง

                ประตูถูกปิดลง

                ข้าเดินไปตรงหน้าต่าง ชะโงกหน้าดูให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามมาก่อกวน ปิดหน้าต่างนั้นลงอย่างสบายอกสบายใจ

                ในขณะที่หลู่เอ๋อร์ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรจะทำตนเช่นไรดี

                “นั่ง”

                เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย แต่กลับถูกข้ารั้งไว้เสียก่อน “ไปบนเตียง ตรงนี้จะไม่สบายเอา”

                ใบหน้าเขาพลันแดงซ่านขึ้นทั้งหน้า ชุดสีส้มสะท้อนแสงอยู่บนใบหน้านั้น แดงซ่านยิ่งกว่าดอกท้อเสียอีก

                ข้านั่งลงข้างเขา ประชิดกายเข้าใกล้ ยกมือเขาขึ้นมากุมไว้ คลี่ยิ้มขึ้น “มาที่นี่นานแล้วซินะ”

                เขาพยักหน้ารับ

                ข้าคลี่ยิ้มขึ้น มือแตะบ่าเขา ค่อยๆเลื่อนไปสัมผัสเส้นผมนุ่มสลวยเงางามของเขา รู้สึกได้ถึงความมีน้ำหนักนุ่มละมุนราวกับสายน้ำของมัน เส้นผมของเขา คล้ายกับเส้นผมของเขาคนนั้นไม่มีผิด ทำเอาข้าทั้งรักทั้งเกลียด

            “หลู่เอ๋อร์” ข้าคลี่ยิ้มกริ่มขึ้นมองเขา “เอาคัมภีร์ไร้กังวลที่คราวที่แล้วเจ้าคัดลอกมาให้ข้าดู ให้ข้าดูอีกแวบได้หรือไม่”

                เขาทำตาโตมองมาที่ข้าอย่างไม่อยากเชื่อ

                “เจ้าดูซิ ข้าฝึกมาถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว กำลังภายในกลับถอยกลับไปเหมือนคราแรกก่อนฝึก แค่ข้าอดทนฝึกต่อไปให้ถึงขั้นที่เก้า ข้าก็จะสำเร็จบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้แล้ว”

                เขาขมวดคิ้วมุ่น ส่ายหัวไปมา

                ข้าจับไหล่เขายึดไว้ ในขณะที่เขาเบี่ยงกายหนี ส่ายหัวไปมา

                “เจ้ากลัวว่าวิทยายุทธ์นี้จะอันตรายกับข้าใช่หรือไม่ กลัวว่าถ้าข้าฝึกจะได้รับผลกระทบอะไรใช่หรือไม่” ข้าหัวเราะขึ้น เอ่ยต่อ “หรือว่า กลัวว่าถ้าข้าฝึกถึงขั้นสุดท้ายแล้วจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่เจ้าเป็นใครก็ยังลืม ชวู่ๆ ห้ามร้อง ถ้าเจ้าไม่ให้ ข้าคงต้องค้นกายเจ้าแล้วนะ”

                ข้าหัวเราะอยู่บนบ่าของเขา มือทำท่าจะลูบคลำลงบนร่างนั้น ในขณะที่เขากัดริมฝีปากแน่นจนเป็นสีแดงเรื่อ คว้ามือข้าเอาไว้แน่น ใบหน้าขาวซีดคล้ายอยากจะเอื้อนเอ่ย ทว่ากลับมีเพียงเสียงแหบพร่าฟังไม่ได้ศัพท์ที่เปล่งดังออกมาจากลำคอ

                ข้ารู้ ว่าเขากำลังกลัวจริงๆ

                เขากลัวว่าข้าจะเปลี่ยนไป

                ถึงแม้ว่าเขาเรี่ยวแรงเขาจะมีไม่มากนัก แต่มือเขากลับกำชายเสื้อข้าไว้แน่น ใบหน้านั้นคล้ายกับต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างออกมา

                เขาสูญเสียความสามารถในการพูดไป หลายเรื่องที่เขาไม่อาจอธิบายออกมาเป็นถ้อยคำได้ แต่ว่า ข้าล้วนเข้าใจ

                เคล็ดวิชาไร้กังวลเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมา เล่าลือกันว่าน้อยคนนักจะฝึกสำเร็จ เพราะส่วนมากจะท้อใจจนเลิกฝึกไปเอง

                ตอนแรกที่ข้าเริ่มฝึกมัน ข้าเพียงแต่ไม่อยากจะทนช่วงเวลาที่กินพิษลืมทุกข์แบบนั้นอีกต่อไป แต่มาจนถึงวันนี้จุดมุ่งหมายกลับเปลี่ยนไป

                ข้าโอบร่างเขาเอาไว้ ตบเบาๆลงบนหลังนั้น เอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้ารู้จุดของตัวเองดี มาให้ข้าดูแวบหนึ่งเถิด”

                เขาไม่ยิ้มแม้แต่น้อย ใบหน้าน้อยๆนั้นแฝงแววกังวล

                ข้าถอนหายใจออกมา นิ้วเกลี่ยผมเขาเล่น “เจ้านี่นะ ทำไมนิสัยถึงเปลี่ยนเป็นดื้อดึงถึงเพียงนี้ ดื้อเสียจนดูคล้ายไร้น้ำใจไปเสียแล้ว”

                ร่างเขาแข็งเกร็งอยู่ในอ้อมแขนอันรัดแน่นของข้า ราวกับวิตกกังวล

                ข้าอยากจะเอื้อนเอ่ยบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็กลืนบางสิ่งนั้นกลับลงไปในลำคอ

                บางทีสิ่งที่เขากังวลใจอาจจะไม่ได้ไม่มีเหตุผล เพราะทุกวันนี้ความจำของข้าไม่ดีเหมือนแต่ก่อน กำลังภายในบางทีก็ลดลงอย่างน่าแปลก และข้าจำเป็นจะต้องหาวิธีให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติก่อนที่หานจึชวนจะมาเจอเข้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นข้าคงจะเสียเปรียบเขาเป็นแน่

                ตอนนี้สถานการณ์ช่างบีบคั้นนัก ถึงแม้ว่าข้าจะไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะสามารถข้ามผ่านด่านที่แปดไปถึงด่านที่เก้าได้หรือไม่

                แต่กระนั้นก็คงต้องลองเสี่ยงดวงดู

                อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการอยู่เฉยๆรอคอยให้หานจึชวนมาพบโดยไม่ทำอะไร

                ข้าคลี่ยิ้มขมขื่นขึ้น กดสายตาลงยังร่างที่สงบสติอารมณ์ลงไม่น้อยที่พิงร่างข้าอยู่

                มือข้าเล่นผมเขาไปมาพลางเอ่ย “หลู่เอ่อ ตอนแรกข้าไม่รู้ชาติกำเนิดของเจ้า แค่เจอเจ้าบนถนน เห็นแล้วรู้สึกชอบยิ่งนัก บังเอิญที่เจ้าเองก็ยินยอมจะติดตามข้า แค่คิดไม่ถึงว่าบิดาของเจ้าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ข้านับถือ ถึงแม้ข้าจะไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ก็สามารถช่วยเจ้าหลบพวกคนในราชสำนักเหล่านั้นที่หมายจะจับตัวเจ้า” ข้าตบเบาๆลงบนหลังเขา น้ำเสียงอ่อนโยนเอื้อนเอ่ย “ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าฝึก ข้าไม่บังคับเจ้าก็ได้”

                เขากระพริบตา คลี่ยิ้มขึ้น

                “แต่ไหนแต่ไรเจ้าเป็นคุณชายที่ว่าง่ายที่สุดในบรรดาคุณชายทั้งหมด เรื่องในวันนี้ก็อย่าไปเล่าให้พวกเขาฟังได้ไหม”

                เขาประชิดกายเข้ามา มองมาที่ข้าอย่างตั้งใจ วางศีรษะลงบนไหล่ข้า

                เขาพยักหน้าอยู่หลายครั้ง ราวกับกลัวข้าไม่เห็น

                ข้าคลี่ยิ้มขึ้น จับใบหน้าเขาเชิดขึ้น “ข้าแค่เสียดายที่ไม่เจอเจ้าเร็วกว่านี้ ไม่เช่นนั้นบางทีเสียงของเจ้าอาจจะมีทางรักษา บางทีข้าอาจจะได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด”

                เขายิ้มตาหยี มือจับอยู่ตรงชายเสื้อข้าแน่น ขนตาสั่นระริก ราวกับกำลังบอกว่าเขาไม่เคยสนใจเลย

                “หลู่เอ่อ ข้ากำลังเจอปัญหา กลัวว่าจะมีแต่เจ้าที่ช่วยข้าได้” ข้าโอบร่างเขาเข้ามาในอ้อมแขน ลูบหลังเขาเบาๆ ค่อยๆเคลื่อนมือไปตรงคอเขา เลื่อนต่ำเข้าไปในเสื้อเขา

                ร่างเขาสั่นเทา

                “ได้หรือไม่?

                เขายังคงเงียบสงบอยู่ในอ้อมแขนของข้า มือสั่นเล็กน้อยยามกำชายเสื้อข้าไว้แน่น จนข้ารับรู้ได้ถึงความกระสับกระส่ายของเขา

                ข้ายิ้มขึ้น ออกแรงเพียงนิดเดียวก็ถกเสื้อของเขาลงมากองอยู่ตรงเอว ข้าถอนหายออกมาเฮือกหนึ่ง ลุกลงมาจากเตียง เดินมาหยิบตะเกียงไฟบนโต๊ะ ก่อนจะเดินกลับมา

 ชุดของเขาถูกดึงลงมาอยู่ตรงเอว เผยให้เห็นแผ่นหลังงดงาม แท้จริงแล้วบนผิวขาวละเอียดนุ่มนวลนี้ กลับซุกซ้อนความลับเอาไว้มากมาย

มือข้าสั่นเล็กน้อยยามประคองตะเกียงเดินกลับไป

แท้จริงแล้ว ก็อยู่ที่นี่จริงๆ

“โห บนร่างเจ้ายังมีเคล็ดวิชาวรยุทธิ์อื่นๆอีกรึ? ด้านขวานี่คืออะไรกัน แผนที่รึ?

เขาดูเขินอาย หมอบกายอยู่กับเตียง หันกลับมามองข้าอย่างแปลกใจ ดูคล้ายจะลืมว่าควรจะหยิบผ้าห่มขึ้นมาบดบังร่างของตน

“ไอ้หย่า เจ้าเป็นผู้ชายนะ จะกลัวข้าทำไมกัน ข้าไม่ได้ถอดข้างล่างเจ้าเสียหน่อย หรือว่า เจ้าคิดอยากจะกลับใจ”

เขากระพริบตาไปมา ราวกับสติยังไม่กลับมาเต็มที่

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธและกังวลใจมองมาที่ข้า ในแววตานั้นแฝงความเขินอาย

ไม่ใช่ว่า เขาคิดว่า คืนนี้ข้าจะทำอะไรอะไรกับเขาหรอกนะ

ดูท่าทางราวกับอยากจะวิ่งหนีของเขา ทำให้ข้าต้องรีบยกนิ้วขึ้นมา สกัดจุดทั้งหกของเขาไว้เสียก่อน

ข้ากระแอมไอขึ้นมานิดหนึ่ง “สงสัยข้าจะยังพูดกับเจ้าไม่ชัดเจน เส้นความเป็นความตายของข้าใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ดังนั้นเรื่องมาถึงตอนนี้ มีเพียงการฝึกให้ถึงขั้นที่แปดและเก้าเท่านั้นที่จะช่วยข้าได้ วางใจเถอะ คัมภีร์วรยุทธิ์อื่นบนหลังเจ้า ข้าไม่ดูแน่นอน”

เขายังคงหมอบราบอยู่บนเตียง ไม่ขยับแม้แต่น้อย

“ถ้าเจ้าไม่อยาก ตอนนี้ก็แค่ส่ายหัว ข้าไม่ดูก็หมดเรื่อง”

เขาไม่ขยับแม้แต่น้อย

แน่อยู่แล้ว ใครโดนสกัดจุดทั้งหกทั่วร่างแล้วยังสามารถส่ายหัวได้เล่า

ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างแช่มช้า

ดวงจันทร์งดงามทอแสงอยู่เบื้องบน ดูเหมือนว่าค่ำคืนอันแสนหนาวเหน็บนี้จะมีหลายคนเหลือเกินที่ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้

ในห้องที่ปิดสนิทห้องนั้น

ร่างงดงามของบุรุษผู้อ่อนโยนราวกับดอกท้อกำลังนอนราบอยู่บนเตียง โดยมีร่างสตรีในชุดแต่งกายแบบชายยกตะเกียงเทียนขึ้นส่องพร้อมกับพินิจมองแผ่นหลังอันเปลือยเปล่าของเขาอย่างมิวางตา ปากงามพึมพำไปมา บางครั้งก็ใช้มือลากไปมาอยู่บนนั้น โดยไม่ลืมใช้ชายแขนเสื้อคอยระวังหยดเทียนที่จะหยดลงบนแผ่นหลังงาม

เคล็ดวิชาสุดยอดที่ทั้งคนในราชสำนักและยุทธภพต่างพากันแย่งชิงบนหลังอีกด้านนั้น กลับถูกนางดูแคลนด้วยการใช้ผ้าผืนหนึ่งปิดทับไว้

ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล

*********************************************************

                

                ร่างที่ซุกตัวสะลึมสะลืออยู่ในผ้าห่มรู้สึกตัวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง คล้ายกับเสียงสะเดาะกลอนประตู

                ข้าสะลึมสะลือพลิกกายมาอีกด้าน พยายามอย่างหนักที่จะเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น

                แสงอาทิตย์อ่อนโยนสาดส่องลงมาบนเตียง อบอุ่นอ่อนโยนอยู่บนเรือนร่างของใครบางคนบนนั้น ส่องสะท้อนให้เห็นแผ่นหลังงดงามและเรียวขายาวคู่สวย

                ใบหน้าเขาเอียงอยู่อีกด้าน ศีรษะหนุนอยู่กับท่อนแขน ดูคล้ายกำลังหลับสบายเลยทีเดียว

                ตาข้าเบิกกว้างในทันใด

                ไอ้หย่า หลู่เอ๋อร์ทำไมถึงมานอนในห้องข้าได้นี่ แถมยังล่อนจ้อนนอนอยู่บนเตียงข้าแบบนี้

                ข้ายกมือขึ้นปิดปากหาวไปที นึกโล่งใจเมื่อตรวจสอบว่าตนเองยังสวมชุดเรียบร้อยดี ก่อนจะหันกลับมาดันคนที่ยังนอนนิ่งนั้นลงจากเตียง

                ไม่ปกติ

                ข้าประชิดกายเข้าใกล้เขา คิ้วเรียวงามขมวดปม เมื่อสังเกตได้ถึงร่างกายที่แข็งราวกับหินของเขา

     หรือว่าจะโดนสกัดจุดทั้งหก?

     เดี๋ยวก่อนนะ ขอข้าคิดแปบหนึ่ง เจ้าเด็กนี่มานอนอยู่บนเตียงข้า แถมยังโดนสกัดจุดทั้งหกไว้

     ตกลงเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

     ข้าหรี่ตาปรือ กอดหมอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่รอบหนึ่ง รู้สึกได้ถึงลมปราณร้อนๆที่แล่นจากด้านล่างขึ้นมายังสมองด้านบน รู้สึกมึนงงไปหมด

     ความรู้สึกเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอหลังจากข้าฝึกคัมภีร์ไร้กังวล มิหนำซ้ำเคล็ดวิชานี้ ยิ่งฝึกความจำกลับยิ่งลืมเลือน      

     หนำซ้ำข้า

     เดี๋ยวนะ ข้านึกออกแล้ว เมื่อคืนเพื่อที่จะฝึกเคล็ดวิชาที่เหลือ ข้าก็เลยบังคับให้หลู่เอ๋อร์ถอดเสื้อ แถมยังสกัดจุดทั้งหกของเขา แล้ว แล้วยังไงต่อล่ะ

     คงจะไม่ได้ลืมคลายจุดให้เขาทั้งคืนหรอกนะ

     นี่เขานอนท่านี้โดนไม่ห่มผ้ามาทั้งคืนรึ?!

     ข้าตบเบาๆลงบนหลังเขา รีบคลายจุดให้ คลายความกังวลใจขึ้นเมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วน้อยๆ ข้าหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างอันหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งนั้น เมื่อคืนเขาคงจะทรมานไม่น้อยเป็นแน่

     ทันใดนั้นเสียงกระแอมไอดังขึ้น พร้อมกับประตูที่ถูกผลักออกจากด้านนอก เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้น ในขณะที่ข้าสะดุ้งกายลุกขึ้นด้วยความแปลกใจ หัวชนเข้ากับราวเตียงเข้าอย่างจัง

     เจ็บ

     “นายท่าน เป็นอย่างไรบ้าง”

     ข้าหาวขึ้นมา ในตาร้อนผ่าวไปด้วยหยาดน้ำตายามมองรอบเตียงที่ถูกห้อมล้อมด้วยร่างหลายร่าง

     “รบกวนนายท่านจนได้เรื่อง” น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยขึ้น

     ข้าอึ้งไป

     พวกเขามองไปยังร่างที่นอนอยู่บนเตียงของหลู่เอ๋อร์ ก่อนจะเคลื่อนมามองร่างข้าที่กำลังทาบทับอยู่บนร่างเขาโอบกอดเขาไว้ราวกับปกป้อง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหุบลงกลายเป็นเงียบขรึม

     “ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ควรเข้ามาตอนนี้ ดูซิ นายท่านยังไม่ลงมาจากเตียงเลย” สายตาคุณชายสองยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนร่างข้า ดูคล้ายอยากรู้ว่าร่างข้าภายใต้ในผ้าห่มนั้นเปลือยเปล่าถึงขั้นไหนกัน

                “ท่านจะทับอยู่บนร่างเขาอีกนานไหม เขามีดีอะไรกันห่ะ” คุณชายแห่งพิษเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกี้ยวกราด ถ้าไม่ใช่คุณชายกระรั้งเอาไว้ล่ะก็ น่ากลัวว่าเขาคงจะดึงเอาหลู่เอ๋อร์ไปให้หนอนพิษของเขากินเล่นแล้วเป็นแน่

                ในขณะที่หลู่เอ๋อร์นั้นไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวแม้แต่น้อย เขายกมือเปลือยเปล่าขึ้นกอดผ้าห่มแน่น หันกายไปอีกทาง

                “เลิกโวยวายได้แล้ว เขาจะต้องเหนื่อยมากเป็นแน่” คุณชายห้าเอ่ยขึ้นบ้าง

                สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องมายังร่างที่ตื่นตัวเป็นอย่างดีแต่แกล้งทำเป็นสะลึมสะลือของข้าอย่างจับผิด ความรู้สึกร้อนๆแล่นปราดไปทั่วร่าง ทรมานเสียยิ่งกว่าถูกฝังเข็มเสียอีก

                ในขณะที่อีร์ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว ใบหน้านิ่งเฉยแข็งกระด้างนั้นก้าวเข้ามาประชิดร่างข้า ทำเอาข้ารีบหลับตาปี๋ลง รู้สึกได้ถึงร่างที่ถูกเขาตีเข้าให้ทีหนึ่ง

                ความรู้สึกเจ็บยังไม่ทันหาย

                อีร์ก็คว้าผ้าห่มที่คุมร่างข้าอยู่เปิดออก ปรายสายตามอง บางอย่างบนสีหน้าเขาสงบลงอย่างเห็นได้ชัด

                โชคดี ที่เสื้อผ้าข้ายังอยู่ครบถ้วน

                ร่างที่นอนหมอบกายอย่างสบายอกสบายใจของหลู่เอ๋อร์เริ่มรู้สึกตัวขึ้น เขาขยี้ตาไปมา มองผู้คนที่รายล้อมอยู่ข้างเตียง รีบคว้าชุดที่หลุดลุ่ยลงจากเตียงด้วยร่างกายอันสั่นเทา ขาอ่อนแรงไร้กำลังนั้นทำเอาเขาล้มลงไปกองอยู่กับพื้นข้างเตียงด้วยความงุนงง

                คราวนี้ดูเหมือนว่าเขาจะตื่นอย่างจริงจัง เขาหันมามองข้าด้วยสายตาต่อว่า กัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้น พยุงกายกับผนัง เดินออกไปจากห้อง

                เช้าขนาดนี้ เขาจะต้องอยากเข้าห้องน้ำเป็นแน่

                ข้ามองร่างที่สั่นเทาไปทั้งร่างของเขา สงสัยจะเป็นผลจากการถูกสกัดจุดทั้งคืนเป็นแน่ ร่างกายถึงชาไปทั้งร่างเช่นนั้น

                แต่ว่า ในสายตาของคุณชายคนอื่นกลับคิดเป็นอย่างอื่น

                “เยี่ยมมาก ฝีมือไม่เลวนี่” อีร์สะบัดชายแขนเสื้อเพียงนิด หลุดน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งออกมาเพียงหนึ่งคำ แรงสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆของเขากลับทำเอาผนังห้องร้าวไปหมดจากกำลังภายใน ก่อนจะเดินนำเหล่าคุณชายออกไปเบื้องนอก

                มีเพียงคุณชายกระเท่านั้นที่หันกลับมามอง แถมยังทำปากบอกข้าว่า ใช้กำลังมากเกินไป จะไม่ดีต่อร่างกาย

                เออะ ข้าพูดไม่ออก

                ข้าคว้าเสื้อคลุมที่อยู่ตรงฉากกั้นมาสวม ก่อนจะหยิบกระบี่ขึ้นมา มุ่งหน้าไปยังลานหน้าบ้านเพื่อเริ่มฝึกวิทยายุทธิ์

        เงาของใครบางคนแอบซ่อนมองข้าอยู่ในดงไผ่ ชุดคลุมสีเหลืองนั้นปลิวไสว

                ในใจข้ารู้สึกโกรธขึ้นมา

                เขาช่างกล้านัก

                บนโลกใบนี้ คนที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น เห็นจะมีเพียงคุณชายแห่งพิษเท่านั้น

                เขาจะมายั่วโมโหข้าตอนนี้ เพื่ออะไรกันนะ

**********************************************

                ดูเหมือนว่าร่างในชุดเหลืองนั้นจะเจาะจงพุ่งตรงมาที่ข้า

                ข้าแกล้งหันหน้าไปอีกทาง ทำเป็นไม่เห็นเขา นึกคิดท่วงท่าเคล็ดวิชาไร้กังวลที่ดูเมื่อคืน กระชับกระบี่ในมือแน่นก่อนจะเริ่มร่ายรำกระบี่ไปมา

                ห้าปีแล้วซินะ จากวันผ่านเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ร่างกายที่อาบน้ำสมุนไพรทำให้กำลังภายในของข้าพัฒนาขึ้นไม่น้อย วรยุทธ์ในยุทธภพก็นับว่าไม่เป็นสองรองใคร

                แต่ว่านับจากเริ่มฝึกคัมภีร์ไร้กังวล ร่างกายกลับไม่ดีเหมือนแต่ก่อน กำลังภายในดูเหมือนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนเหาะเหินไปมาได้อย่างง่ายดาย แต่ยามนี้กลับต้องใช้กำลังถึงเจ็ดแปดส่วน ฝึกมาจนถึงตอนนี้จะให้ยกเลิกเสียก็กระไร แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสามารถบรรลุขั้นที่เจ็ดไปได้

                ไร้กังวล อ่า ไร้กังวล

                คิดไม่ถึงว่าความทรงจำไม่ดีเหมือนเดิม แต่เรื่องที่อยากลืมกลับลืมไม่ลงเสียที เรื่องราวเก่าๆเหล่านั้นดูเหมือนจะสลักแน่นอยู่ในกระดูก หลอมรวมอยู่ในสายเลือดของข้า

                ลมปราณแผ่ซ่านขึ้นมาอยู่ตรงหน้าอกทำเอาทั้งร่างข้าร้อนผ่าวเจ็บปวดไปหมด

                ข้าเซียวเสียนแต่ไหนแต่ไรไม่เคยกลัวใคร แถมข้างกายยังมีบรรดาคุณชายผู้มีความสามารถอีกมากมาย

                แต่ตอนนี้

                เพียงนึกถึงสิ่งที่หน่งหยู่กล่าวทิ้งท้าย ถ้าสิ่งที่เขาบอกเป็นเรื่องจริง หานจึชวนทำไมถึงต้องเพียรพยายามตามหาข้ามาจนถึงที่นี่ด้วย ผ่านมาตั่งหลายปีแล้ว เขายังไม่เลิกล้มอีกหรือ

                หนำซ้ำต้องให้ข้าเห็นกับตาว่าเขากับฟางมีความสุขหวานชื่นกันเพียงไหน

                “นายท่าน ระวัง!!!

               

        ห้วงจังหวะนั้นสมองอันว่างเปล่าของข้าเรียกสติกลับมาทันทีทันใด ข้าหันกระบี่กลับมาจากทิศของดงไผ่เบื้องหน้า พลิกกายแทงกระบี่ในมือลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยซากใบไม้แห้ง ใช้เข่าข้างหนึ่งยันกายไว้กับพื้น พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสะกดกั้นลมปราณที่พุ่งพล่านวุ่นวายอยู่ในร่างกายให้สงบลง

     ร่างในชุดเหลืองรีบลุกลี้ลุกลนออกมาจากป่าไผ่ ในขณะที่ข้าเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากทนมอง แต่เขากลับคิดเพียงรีบเข้ามาประคองข้า ไม่ทันได้สนใจอาการเหล่านั้นของข้าแม้แต่น้อย นิสัยยามปกติที่ชอบเถียงหายไป ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “นายท่าน ท่านเป็นอะไรรึ มองมาที่ข้าซิ

     ไม่มอง

     เขาดูร้อนใจ มือรั้งใบหน้าข้าเอาไว้ให้หันมาเผชิญหน้า

     ในขณะที่ข้ารีบก้มหน้าลง

     เขาออกแรงมากขึ้น ยกชายแขนเสื้อสีเหลืองปักลายดอกไม้สีม่วงๆขึ้นมาหมายจะเช็ดเหงื่อให้ข้า

     ข้ามองเขาแน่วแน่ เท้าก้าวถอยไปเบื้องหลังด้วยร่างกายอันสั่นเทา กระอักเลือดออกมาเมื่อถอยไปได้เพียงไม่กี่ก้าว 

     “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าใส่ชุดสีเหลือง ทำไมเจ้าถึงชอบใส่มาพบข้าเหล่า เจ้าทำเช่นนี้จะให้ข้าทนรับไหวได้เช่นไร”

     “ข้า ข้าเพียงแต่รู้สึกว่ามันสวยดี”

          เห็นเขาบีบบังคับเข้ามาทุกย่างก้าวเช่นนี้ ทำเอาข้าไม่อยากจะอดทนอีกต่อไป ข้าประชิดกายเข้าไปบีบไหล่เขาแน่น กระอักเลือดออกมาอีกกองใหญ่เต็มเสื้อเขาด้วยอารมณ์โมโห

                  เขาทิ้งความสนใจทั้งหมดมายังร่างข้า ยืนอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดัง “ชุดของข้า!

                  ก่อนจะสังเกตได้ถึงสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักของข้า “นายท่าน ไม่ใช่ว่าท่านฝึกวิทยายุทธจนธาตุไฟเข้าแทรกเสียแล้วหรอกนะ”น้ำเสียงเขาแผ่วเบาลงไม่น้อย

     “ข้าไม่เป็นอะไรมาก” ข้าโบกมือไปมา พยุงกายอยู่กับต้นไผ่

     โชคดีที่เมื่อครู่เขาส่งเสียงเตือนสติข้าไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นข้าคงจะบาดเจ็บเป็นแน่ แต่เป็นเพราะเขาตั่งใจแต่งกายเช่นนี้มาทำให้ข้าตกใจ ข้าจึงไม่คิดจะเอ่ยชมเชยเขาแต่อย่างใด

                ตอนนี้ในร่างกายราวกับดินฟ้าถล่มทลาย ทรมานยิ่งหนัก ลมปราณภายในดูเหมือนจะตีกันยุ่งเหยิงไปหมด

                ข้าปรายตามองเขา

   ใบหน้าซีดเผือดนั้นรีบก้มหน้าลงค้นหาอะไรบางอย่างในอกเสื้อ

                ข้ากดมือเขาเอาไว้ เอ่ยออกมาแกมโมโห “ช่างเถอะ ไม่ต้องล้วงออกมาแล้ว ในอกเสื้อเจ้านอกจากยาพิษแล้วก็ไม่มีอะไรดีๆอย่างอื่น ไม่ต้องคิดจะค้นหายาบำรุงกำลังอะไรออกมาหรอก เจ้าไปเรียกคนอื่นๆมารวมกันที่ห้องโถงที ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับพวกเจ้า”

                เขาอึ้งไป

                “ไปซิ ข้าเอ่ยเสียงสูงด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

                แต่เขากลับยังปรายตามองค้อนข้า

                “เจ้าไม่ไป ข้าไปเอง”

     ข้   าเดินจากไป ไม่สนใจร่างที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เบื้องหลังอีก

                แท้จริงแล้วข้าช่างไม่ดีนัก ข้าเพียงแต่หวังว่า จะมีคนกังวลใจน้อยไปคนหนึ่งก็ยังดี

                ในห้องโถงเงียบสงบ เจอข้าเล่นงานไปเมื่อครู่ ทำเอาคุณชายพิษสีหน้าไม่สู้ดีนัก ข้าคลี่ยิ้มขมขื่นขึ้น ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ ก้มหน้าลงดื่มชาในมือเงียบๆ

                แท้จริงแล้ว ที่เรียกพวกเขามาก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะประกาศให้ทุกคนทราบ นับตั่งแต่หน่งหยู่ปรากฏกายขึ้นและเอ่ยประโยคเหล่านั้นกับข้า ข้าก็ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่เนิ่นนาน

                คำเริ่มต้นช่างยากเย็นนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องพูด

                ข้าปรายสายตามองเหล่าคุณชายรอบกาย ทำอย่างไรก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี ข้าไม่สามารถรั้งพวกเขาให้ประสบอันตรายได้ กลัวว่าถ้าไม่พูดเสียตอนนี้ ไม่ช้าข้าอาจจะลืมเสียก็เป็นได้

                ข้าเหม่อลอยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าไผ่เมื่อครู่ สองมือกำถ้วยชาไว้แน่น นิ้มมือเรียวงามขยับมาอยู่บนนั้น ลองรวบรวมกำลังลมปราณดู คิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ควบคุมลมปราณ ทั้งร่างกลับอ่อนแรง ร่างกายนี้ไม่ดีเหมือนดังแต่ก่อน แม้แต่ร่างที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้ถือถ้วยชาอยู่ยังสั่นเทาเล็กน้อย

                ข้าสูดลงหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ กำหนดสติแน่วแน่ ปฏิเสธขนมที่เอ้อเอ๋อร์เลื่อนมาให้ มือบีบแน่น มองไปยังเหล่าคุณชายรอบกาย ก่อนจะเอ่ยประโยคอันแสนยากเย็นออกมา “พวกเจ้าแยกย้ายเถอะ

     “เรียกพวกเรามารวมตัว แล้วก็บอกให้แยกย้ายนี่นะ แกล้งกันนี่นา หมากข้ายังลงไปไม่เต็มกระดาน อีกแค่ไม่กี่ก้าวก็จะชนะอยู่แล้วเชียว” คุณชายกระตีเบาๆลงบนโต๊ะ ได้สติขึ้นเมื่อหลู่เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆรั้งร่างเขาไว้ให้นั่งลง เสียงแหบพล่าเอ่ยถามต่ออย่างรวดเร็ว “แยกย้าย? นายท่าน ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน”

     “” ข้าพูดไม่ออก ทำได้เพียงก้มหน้าลงกับพื้น มือกำแก้วชาไว้แน่น

     “บนพื้นมีเงินให้เก็บหรืออย่างไรกัน เงยหน้าขึ้นมาพูดกันให้รู้เรื่อง” อีร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

     สติข้ากลับมาเมื่อโดนน้ำเสียงดุๆของเขาทำเอาตกใจ “ศัตรูของข้าอีกไม่นานน่าจะตามมาจนเจอ ดังนั้นวันนี้พวกเจ้ารีบเก็บของแยกย้ายเสียเถอะ”

     “ไอ้หย่า เรื่องแค่นี้นี่นะ ง่ายจะตาย ข้าจะไปเก็บของเดี๋ยวนี้แหละ เดี๋ยวข้าไปหาซื้อรถม้าให้เอง” เอ้อเอ๋อร์พยักหน้ารับ เตรียมพร้อมจะไปจัดเตรียมรถม้า

     แต่อีร์กลับกดบ่ารั้งเขาเอาไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามเสียงแผ่ว

     “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ให้พวกข้าไป แต่เจ้าจะรออยู่ที่นี่เพียงลำพังรึ

     “อะไรนะ

     หลายร่างต่างพากันลุกขึ้นยืน เขม็งมองมาที่ข้าไม่วางตา

     ในขณะที่ข้าได้แต่กำแก้วในมือไว้แน่น อยากพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ช่วงเวลานี้ข้ากลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใดออกมาดี

     พูดว่าตอนแรกข้าคิดว่าภายในข้ามคืนจะสามารถข้ามผ่านด่านเจ็ดของคัมภีร์ไร้กังวลได้ก่อนที่หานจึชวนจะมาพบเข้า เพื่อที่จะได้ฟื้นฟูวรยุทธ์ให้กลับมาดังเดิม แต่กลับขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวไปหนึ่งกำมือ(偷鸡不成蚀把米สำนวนจีนที่หมายถึงอยากได้อะไรมาแต่กลับไม่สำเร็จแถมยังทำให้ต้องสูญเสียไปอีก ร่างกายนับวันกลับยิ่งอ่อนแอ วันนี้ตื่นขึ้นมาเกือบจะจำไม่ได้เสียแล้วว่าร่างที่นอนอยู่ข้างๆของเสี่ยวหลู่เป็นใคร

     ข้าจะพูดได้หรือ

     จะทำให้พวกเขายิ่งกังวลใจมากขึ้นเท่านั้น แท้จริงแล้วบนโลกนี้คนที่รับมือยากไม่ใช่คนในยุทธภพ แต่เป็นคนในราชสำนักต่างหากเล่า มีทั้งกำลังและอำนาจ ให้มีความสามารถมากเพียงใด ก็หนีไม้พ้นเงื้อมมือของพวกเขา มิหนำซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นถึงเจ้าเหนือหัวของประเทศ ข้ายิ่งไม่สามารถดึงพวกเขามาตกกระไดพลอยโจรไปกับข้าด้วย

                ร่างกายของข้ายามนี้ ไม่นานคงจะกลายเป็นตัวถ่วงให้พวกเขา ทุกวันนี้กำลังภายในสามส่วนจะถึงหรือเปล่ายังไม่รู้ ข้านิ่งเงียบ ก้มศีรษะลงกับพื้น

   ทันใดนั้นรู้สึกได้ถึงร่างกายที่ผิดแปลกไป ลมปราณที่วุ่นวายอยู่ในร่างแผ่ซ่านขึ้นไปยังศีรษะ ชาแปลบไปทั้งหัว รู้สึกราวกับว่าความทรงจำค่อยๆถูกดึงออกไป ร่างกายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ได้แต่พยุงกายอยู่บนเก้าอี้นั้น คลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย 

           ดูเหมือนว่า ไม่เพียงแต่อนาคตกำลังภายในจะสูญหายไปกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ สูญเสียความทรงจำก็เป็นเรื่องไม่ไกลเสียแล้ว

           พวกเขาติดตามข้า ยังจะมีอนาคตอันใด

           ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เอ่ยเตือนเสียงแผ่วเบา “ข้าอยู่ที่นี่เพียงลำพัง พวกเจ้าแยกย้ายกันไปเถิด เรื่องนี้ข้าคิดมานานแล้วถึงตัดสินใจได้ ทุกอย่างก็เพื่อพวกเจ้าทั้งนั้น ข้าพูดเพียงเท่านี้ พวกเจ้าลองเก็บไปคิดดูแล้วกัน”

        มือหนักๆข้างหนึ่งกดลงบนบ่าข้า

     อีร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงเรียบ “ตั่งแต่แรกข้าก็บอกแล้วว่าจะดูแลเจ้า เจ้าไปที่ไหนพวกข้าก็ไปที่นั่น”

     ข้าอึ้งไปครู่ กระพริบตาปริบๆไปมา สติยังคงกลับมาไม่สมบูรณ์ ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้น “ศัตรูของข้าคนนี้เป็นคนร้ายกาจมาก พวกเจ้าไม่ใช่คู่มือของเขา”

                “ไม่ต้องกังวล”

                “ข้าเองก็อยากจะรู้หนักว่าคนที่จอมยุทธิ์เซียวเสียนไม่อาจรับมือได้ แท้จริงแล้วเป็นใครกัน” คุณชายกระเอ่ยพลางคลี่ยิ้มกว้าง

                ข้ายกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่งามคลี่ยิ้มทอประกาย

                แท้จริงแล้ว

                พวกเขาไม่รู้หรอกว่า คนที่ข้าไม่อาจรับมือได้มีอยู่ตั่งเยอะแยะ 

                ในบ้านนี้ก็มีอยู่ หนึ่ง สอง สามหกคน

****************************

100% จร้า

ช่วงอาทิตย์นี้ยุ่งมากจริงๆ โอทีทุกวันเลย เลยมาช้าหน่อยน้า อย่าว่ากันน้า

แต่ยังไงเค้าก็สัญญาว่าจะมาให้ได้อาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างต่ำนะ


ตอนหน้าจะมีคนมาหาเสาเอ่ออีกแล้ว

รอติดตามกันต่อไปนะคะ


สุดท้าย ขอบคุณผู้ใจดีของเราอีกคน คุณนิมิตสีน้ำเงิน

ใจดีเขียนคำนิยมให้นิมิตรักฟางฮวาด้วยอ่ะ น่ารักมากเลย ขอบคุณคร้า ^_______^ จุ๊บๆ


ขอให้มีความสุขกับการอ่านคร้า :)

สุ่ยจิง 16 July 2016

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,532 ความคิดเห็น

  1. #1460 BB oi (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 16:35
    ขอบคุณจ้าา
    #1,460
    0
  2. #1228 Tangmoja (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 23:46
    รอค่าาาาาาาา
    #1,228
    0
  3. #1213 mewkounsana2 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 02:19
    สนุกมาก รออยุ่นะคะ????
    #1,213
    0
  4. #1211 DragonEyEs (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 12:53
    แต่ก็งงเสาเอ่อร์นะ นางคิดว่าหานจึชวนจะทำอะไร
    ทำไมจะต้องต่อกร ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น
    งงมาก
    ว่าแต่เมื่อไหร่ฟางฮวาจะโผล่มา
    คิดถึงงงงง
    #1,211
    2
    • #1211-1 Shui Jing(จากตอนที่ 23)
      17 กรกฎาคม 2559 / 14:37
      ตามความเข้าใจนะคะ 1.เสาเอ่อไม่อยากกลับไปทนเห็นภาพบาดตาบาดใจ ระหว่างหานจึชวนกับฟางฮวา 2. นางยังไม่เข้าใจหานจึชวนเลย บอกรักนาง แต่การกระทำกลับเหมือนรักฟางฮวาด้วย และหานจึชวนพยายามตามหานางมาตลอดห้าปีที่ผ่านมา ตามหาเพื่ออะไร? เพราะรักเหรอ? หรือเพราะอยากจะให้กลับไปอยู่ด้วย ให้เห็นภาพบาดตาบาดใจ ที่นางพยายามฝึกวิชาต่อ ไม่ใช่เพื่อต่อกรแบบเอาเป็นเอาตายกับหารจึชวนหรอกนะคะ แต่แค่นางกลัวว่าจะต้องกลับไป แล้วนางไม่มีวิทยายุทธ จะขัดขืนอย่างไร?
      #1211-1
    • #1211-2 Shui Jing(จากตอนที่ 23)
      17 กรกฎาคม 2559 / 14:43
      อันนี้คือเหตุผล จร้า :) ส่วนฟางฮวา ทนคิดถึงไปก่อนน้า เดี่ยวพอมา ก็จะมาจนเบื่อขี้หน้ากันไปเลยทีเดียว ปล. เค้าก็คิดถึงนะ ไม่มีฟางฮวาเลยไม่ค่อยมีอารมณ์แปลเลย อิอิ
      #1211-2
  5. #1210 PIP'3 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 09:16
    ขอบคุณค่าาาาา
    #1,210
    0
  6. #1209 WEEWA (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 21:06
    ขอบคุณคะไรท์

    อัพอีกน้าๆๆๆๆๆๆ

    สนุกมากๆ
    #1,209
    0
  7. #1208 Alize_ Alizia (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 20:38
    มาแล้วววววววววววววว กรี๊ดดดดดดดด มาวันหยุดด้วย ดีมากอ่าาาาาาาา
    เสาเอ่อหนอเสาเอ่อเมื่อไหร่จะได้รักกับฟางฮวาซ้ากที แอบชอบคุณชายทั้งหลายมากอ่ะ กรี๊ดดดด
    #1,208
    0
  8. #1207 octoberpui02 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 19:11
    รอแล้วรอเล่า ขอบคุณมากมายนะคะ
    #1,207
    0
  9. #1206 ผมเป็นเจ้าชายนะฮะ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 16:28
    ขอบคุณค่ั
    #1,206
    0
  10. #1205 TiNa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 15:30
    ขอบคุณค่ะ สู้ๆนะคะ รีดไม่รีบ รอได้ค่ะ
    #1,205
    0
  11. #1204 Ppearl (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 14:24
    ยังเข้ามารอไรท์ทุกวันนะคะ สุสุ .... คิดถึงฟางฮวาจัง
    #1,204
    0
  12. #1203 Chanjaokha (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 11:12
    มาต่ออีกนะไรท์ พลีสส
    #1,203
    0
  13. #1202 Chanjaokha (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 11:12
    สงสารนางเอกแฮะ
    #1,202
    0
  14. #1201 ทิพย์เกสร (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 10:24
    คิดถึงฟางฮวา สงสารเสาเอ่อ
    #1,201
    0
  15. #1200 APRIL (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 06:33
    โอยยยย สงสารเสาเอ่อสุดใจจริงๆ
    #1,200
    0
  16. #1199 Moo-fatZ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 01:37
    สงสารเสาเอ่อร์มากเลยง่ะ 
    ทำไมนางคิดว่าฝึกจนจบแล้วจะได้ความทรงจำกับวรยุทธ์คืนมา เราว่านางจะตายมากกว่าน่ะสิ
    เพราะคนตายแล้วไม่มีทุกข์ ไร้ทุกข์ก็ไร้กังวล 
    ดูจากพลังที่เริ่มหายไปกับความทรงจำ ถ้าฝึกจบเราว่าไม่รอดแน่
    หรือว่านางรู้อยู่แล้วแต่อยากหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ
    #1,199
    0
  17. #1198 แคปพลีส (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 00:40
    คิดถึงฟางฮวาจัง หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ฮาเร็ม ไม่ชอบเหล่าคุณชายเล้ย
    #1,198
    1
  18. #1197 bapala555 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 00:21
    สนุกมากกก อา.นี้มาอีกสักครั้งได้ไหมคะ? ค้างสุดๆเลย
    #1,197
    0
  19. #1196 poomlming (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 01:31
    สนุกคาบอ่านไม่หยุดเลย
    #1,196
    0
  20. #1189 Chanjaokha (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 12:23
    สนุกากๆเลยค่ะ
    #1,189
    0
  21. #1187 bapala555 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2559 / 08:41
    สนุกมากกกก อ่านรวดเดียวเลยค่า
    แปลดีมาก ภาษาลื่นมากเลยค่ะ
    อยากอ่านต่อสุดๆเลยค่า
    ขอบคุณที่ช่วยแปลมาให้อ่านกันนะคะ
    #1,187
    1
  22. #1186 Lady Lilac (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 21:05
    ไปไกลกันใหญ่แล้ว 55555
    #1,186
    0
  23. #1185 cocozyrup (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 14:31
    เนื้อเรื่องทำให้อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ฮือ อยากรู้ปมทั้งหมดจัง
    #1,185
    1
  24. #1184 deta-z (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 11:43
    คิดถึงฟางฮวาอีกคนค่ะ เหมือนกับทิ้งลูกหมาเอาไว้ให้อยู่ตัวเดียว
    #1,184
    0
  25. #1182 ตากวาง428 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 10:56
    รอฟางฮวา นางน่าสงสาร นางคิดตลอดว่านางไม่เคยได้ความรัก ฮืออออออ ฟางฮวาจงสมหวังซะทีเถอะ ง่อวว
    เสาฮวาเริ่มแล้วค่ะ หลง ๆ ลืม ๆ โฮ~~~~
    #1,182
    1