นิมิตรักฟางฮวา (นิยายแปล)

ตอนที่ 1 : แรกพบฟางฮวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,496
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    16 เม.ย. 59


          ณ วัดร้าง ไร้ซึ่งคนกราบไหว้บูชาแห่งหนึ่ง

          แสงริบหรี่ส่องลอดรอยแตกผุพังของตัววัดเข้ามาตกกระทบลงบนพระพุทธรูปขนาดใหญ่น่าเกรงขามที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางวัด วัดร้างที่ผุพังจนแทบจะไม่สามารถกันแดดกันฝนได้อีกแล้ว ภายในกลับถูกใช้อาศัยเป็นที่หลบแดดหลบฝนจากเหล่าคนจรจัดไร้ที่อยู่

          ในวัดเย็นเชียบ ไร้ซึ่งแม้แต่กองไฟ

          ขอทานหลายร่างซุกตัวอยู่ในกองฟาง เลือกสรรที่ที่ตนคิดว่านอนสบายที่สุด

          ข้า… ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าอันเปรอะเปื้อนนิดนึง แอบมองรอบด้านอย่างหวาดระแวง ก่อนจะค่อยๆแกะบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเข็มขัดออกมา ข้าย่อกายลงตรงพงป่าหน้าวัด แสร้งทำเป็นกำลังทำธุระส่วนตัว อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ ฝังบางสิ่งลงไปในดิน

          การกระทำเช่นนี้นับว่าอันตรายยิ่งนัก ต้องอาศัยความเร็วเข้าช่วยเท่านั้น

          ข้ารู้ตัวว่าสภาพข้าตอนนี้คงจะดูตลกมากเป็นแน่ ด้วยเสื้อคลุมสีเขียวอมเทาเก่าซอมซ่อไม่พอดีตัวที่ข้าขุดออกมาจากศพใครซักคนที่นอนตายอยู่

          ข้าไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง

          ขอทานแก่คนหนึ่งบอกข้าว่า ในวันที่ฝนหิมะโปรยปราย ข้าถูกมารดานำมาไว้ที่วัดแห่งนี้ หญิงสาวงดงามผู้มีไฝน้ำตาตรงหางตา ทุกครั้งขอทานแก่มักจะมองมาที่ข้าเงียบๆ ส่ายหัวไปมา และเริ่มพูดขึ้นว่า ข้าสู้มารดาข้าไม่ได้แม้แต่หนึ่งในสิบส่วนของนาง

          เฮ้อ แม้แต่ยามใกล้ตาย เขาก็ยังไม่เลิกพูด

          แต่ถึงอย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงคนเดียวในวัดแห่งนี้ที่สนใจข้า แบ่งของกินให้ในยามที่ข้าหิวโหย

          “ยุคสงคราม ครอบครัวแตกซ่าน ผู้คนอดอยากยากไร้” นี่เป็นคำพูดสุดท้ายที่ขอทานแก่ทิ้งไว้ก่อนสิ้นใจ และเป็นคำพูดเดียวที่ข้าคิดว่าฟังดูมีความรู้ที่สุด ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจความหมายของมันแม้แต่นิดเดียว

          สำหรับขอทานอย่างข้าแล้ว ความรู้เป็นสิ่งไม่จำเป็น ตัวอักษรมากมายไม่ได้ทำให้ข้าหาของกินมาได้

          อยู่ไปอยู่มาข้าก็อยู่ที่วัดนี้มาถึงห้าปี  นับว่าปาฏิหาริย์ยิ่งนัก ที่ข้ายังไม่อดตาย

          โรคภัยที่เข้ามาเยือนทำให้ข้าล้มป่วยลงอย่างหนักในตอนเด็ก ข้าไม่แน่ใจอายุของตัวเองเสียเท่าไหร่ มองจากรูปร่างแล้วน่าจะประมาณเจ็ดแปดขวบได้ หรืออาจจะแก่กว่านั้น เพราะข้ารู้เรื่องต่างๆมากทีเดียว บางทีอาจจะเป็นเพราะการเจริญเติบโตของร่างกายที่ไม่ค่อยสมบูรณ์

          แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตขอทานแก่ก็ยังคงยืนกรานว่าข้าไม่ใช่เด็กกำพร้า เขายังบอกว่า ตอนที่มารดาของข้าเอาข้ามาไว้ที่นี่นั้น วัดยังไม่ทรุดโทรมถึงเพียงนี้ และเสื้อผ้าที่ข้าสวมใส่มาก็ดูราวกับลูกผู้ดีมีสกุล

          เขาบอกว่า ข้ามีแม่ และนางบอกว่าจะมารับข้าภายหลัง แต่ข้ากลับจำอะไรไม่ได้ซักนิด บางทีเขาอาจจะแค่เล่านิทานให้ข้าฟังก็เป็นได้

          โลกของข้าใบนี้ เป็นโลกที่ต้องเอาตัวรอด และสิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ อยู่รอดให้ได้

          ยามนี้ คนที่ดีที่สุดกับข้าในวัดร้างนี้ได้ตายไปเสียแล้ว ความกังวลผุดขึ้นมาในความคิด โชคยังดีที่ขอทานแก่ยังทิ้งของกินไว้ให้ข้านิดนึงก่อนเขาตาย

          แขนเสื้อยาวโคร่งถูกฝุ่นจับจนสกปรกยิ่งขึ้นยามละดิน มือและเล็บที่สกปรกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเริ่มขุดดินชื้นๆ จนปรากฏห่อสีขาวที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ภายในห่อมีหมั่นโถวครึ่งลูกที่กินเหลืออยู่ภายใน

          ยามที่ข้าวปลาอาหารหายาก แม้แต่ดินสอพองก็ยังมีคนกินมาแล้ว

          แย่ง ซ่อน ขโมย กลายเป็นทางเดียวในการเอาชีวิตรอด

          ข้าแกะกระดาษที่ห่อหุ้มมันออก รีบกัดลงไปหนึ่งคำอมไว้ในปาก อาลัยอาวรณ์กลิ่นหมั่นโถวที่เหลือในมือนิดนึง ก่อนจะรีบซ่อนหมั่นโถวที่เหลือใส่ไว้ในหลุมตามเดิม ข้าล้มตัวลงนอน มือคว้าดินสอพองข้างกายยัดเข้าปากเคี้ยว อดขมวดคิ้วเสียมิได้เมื่อสัมผัสได้ถึงรสชาติของมัน ยามนี้ ขอให้อิ่มท้องก็พอแล้ว

          “เด็กผีนี่ หลบๆซ่อนๆกินอะไรอยู่คนเดียวก็ไม่รู้ ไม่คิดจะแบ่งปันให้ผู้เฒ่าผู้แก่”

          ข้าลุกขึ้นมาด้วยความตกใจ ในใจนึกอยากจัดการกับร่องรอยหลุมที่ซ่อนหมั่นโถวให้เรียบร้อยกว่านี้

          “ดูเหมือนไอ้แก่ขอทานนั่นจะเหลืออะไรไว้ให้มันกิน” พูดไม่ทันจบ ขาของใครซักคนก็ถีบลงมาบนหลังข้า ข้ารีบคลานหนีไปเบื้องหน้า ทั้งหมั่นโถวและดินสอพองที่ยังไม่ทันตกถึงท้องในปากพุ่งออกมาหมด

          น่าเสียดาย

          “โอ้ มันมีหมั่นโถว” ขอทานหลายร่างรุมกันเข้ามาแย่งหมั่นโถวที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากดินของข้า

          “บูดแล้วนิดหน่อย” เสียงใครซักคนเอ่ยขึ้น

          “แต่ยังกินได้อยู่ เหลือไว้ให้ข้านิดนึง” ข้าร้องบอก ลุกขึ้นหมายจะแย่งหมั่นโถวครึ่งลูกนั้น

          กำปั้นหลายหมัดรุมกระแทกเข้ามาที่ร่างข้า อวัยวะภายในปวดร้าวไปหมด ความรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่ายามไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันหลายเท่านัก

          เอาไงเอากัน ตายเป็นตาย ข้าพร้อมสู้ตายเพื่อหมั่นโถว

          “เจ้าพวกขอทานแก่ รุมเด็กตาดำๆเพียงคนเดียว วันนี้ข้าสู้ตาย” ข้ากระโจนเข้าไป กอดรัดขาที่ทั้งสกปรก ทั้งเหม็นเปรี้ยว กัดลงไปเต็มแรง 

          ท่ามกลางฝุ่นฟุ้งตลบจากการยื้อแย้ง มือสั่นเทาของข้าเอื้อมไปคว้าหมั่นโถวครึ่งลูกนั้น จับมันยัดเข้าปากกัดเข้าไปได้ครึ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ข้าถือคติที่ว่า ถึงจะตาย ก็จะไม่ยอมตายเป็นผีอดอยาก

          ข้ารู้สึกได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นของขอทานรอบกาย ชายคนหนึ่งหิ้วปีกข้าขึ้นมา 

          ในขณะที่ข้าหลับตาลง เตรียมรอรับการลงทัณฑ์ 

          พลัน เสียงรอบกายกลับเงียบสงบลงจนน่าแปลกใจ ข้าลุกขึ้นมา หวังจะเข้าไปเก็บหมั่นโถวที่ทิ้งอยู่บนพื้นขึ้นมากัดอีกคำ

          แต่รองเท้าคู่งามสีขาวสะอาดตาเบื้องหน้าเหยียบลงบนหมั่นโถวที่ข้าหมายปองเข้าพอดิบพอดี

          ข้ารำพันในใจ หมอบตัวอยู่บนพื้น จ้องมองหมั่นโถวใต้เท้าเขาอย่างอาลัยอาวรณ์

          ร่างสง่างามในชุดขาวสะอาดตาย่อกายลง ข้าไม่รู้ว่าชุดของเขาทำมาจากเนื้อผ้าชนิดใด แต่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นเนื้อผ้าชั้นดี ร่างนั้นโยนบางสิ่งไปอีกมุมหนึ่ง ฉับพลันพวกขอทานก็รีบวิ่งไปรุมล้อมอยู่ที่สิ่งนั้น หมดความสนใจพวกเขาไปในทันที

          “ยังกินได้อีกหรือ” เสียงนุ่มนวลกังวานเปล่งขึ้น ดุจน้ำฝนชโลมใจ จนข้ารู้สึกว่าแม้แต่ร่างกายที่ปวดร้าวก็กลับไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป

          “ไม่กินก็ตาย” ข้าเอ่ยเสียงแผ่ว 

          “ยินยอมกลับไปกับข้าไหม อาหารสามมือ รับรองเจ้าอิ่ม”

          มือเรียวงามค่อยๆพยุงข้าขึ้นมา แผ่วเบาราวกับกลัวว่าข้าจะเจ็บ ข้ามองร่างตรงหน้าอย่างแปลกใจ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดข้าก็มิอาจลืมภาพนี้ลงได้

          ปีนั้น ย่างเข้าปีที่ห้า ของแรกฤดูใบไม้ผลิ ที่ข้าอยู่ที่วัดร้างนี้

          ข้าพบ “ฟางฮวา” เป็นครั้งแรก 

**********************************************************************

          “ยินยอมกลับไปกับข้าไหม อาหารสามมือ รับรองเจ้าอิ่ม” 

          แต่ไหนแต่ไรมีแต่คนด่าข้า ‘เด็กขอทาน’ ‘เด็กสกปรก’ ไม่มีซักคนที่จะพยุงข้าแบบเขา

          ไม่รู้ว่าด้วยความเดียงสา หรือว่าร่างสง่างามอบอุ่นที่อยู่ตรงหน้า ข้าพยักหน้ารับ ยอมให้เขาจูงไปอย่างว่าง่าย ใจเต้นตูมตามยามเดินตามเขาไป

          บนถนนไม่คึกคักนัก บ่อยครั้งที่เห็นคนเร่ร่อนมอมแมมเดินผ่านไปมา ร่างมอมแมมของเด็กขอทานตัวน้อยเดินเข้ามาขวางพวกข้าไว้

          ข้าเงยหน้าขึ้น เหลือบมองร่างสง่างามด้านข้างนิดนึง ดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจเด็กขอทานคนนี้เลยแม้แต่น้อย

          ข้าปรายตามองเด็กขอทานตรงหน้าอย่างสังเกต ท่าทางเขาดูคล่องแคล่วว่องไว ดวงตากลมโตจับจ้องมองมือของพวกข้าที่จูงกันอยู่ มิวายเดินตาม จนถึงขั้นดึงชายเสื้อคลุมของคนตัวโตข้างๆ 

          ข้าคิดว่าเขาจะเป็นคนจิตใจเมตตาอารีย์

          แต่ข้าคิดผิด ผลลัพธ์คือ เขาผลักร่างน้อยนั้นออกไปอย่างเร็ว 

          “จำไว้ ข้าไม่ชอบสัมผัสกับมนุษย์” เสียงเรียบเอ่ยขึ้น

          ข้าเงียบงันไป รู้สึกแปลกใจที่เขาเอ่ยวาจาเสียดหูด้วยท่วงท่าและถ้อยคำที่อ่อนโยนแบบนี้ได้อย่างไร ลมเบาๆพัดผ่านชุดคลุมยาวของเขาพลิ้วไหวไปมา แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนใบหน้างดงามหมดจดไร้ที่ติ ร่างงามส่องประกายราวกับมีแสงนวลสว่างตาสีขาวห่อหุ้มไว้ 

          เขาไม่พูดอะไรอีก ตั้งหน้าตั้งตาพาข้าเดินลอดใต้พุ่มดอกไม้เข้าไปในแถบป่าอันไร้ผู้คน

          ข้าเริ่มกลัว คิดอยากจะดึงมือออกจากมือเขาแล้ววิ่งหนีไปเสีย แต่มือข้าถูกเขาจับไว้เสียแน่น

          ข้าเคยได้ยินมาว่า มีบางคนชอบจับเด็กมาทำมิดีมิร้าย มิหนำซ้ำยังชอบมายังที่ลับตาแบบนี้

          ข้ายังเคยได้ยินว่าคนรวยบางคนกินของที่เคยกินอยู่ทุกวันจนเบื่อ วันดีคืนดีก็เลยนำเด็กเล็กๆห้าหกขวบมาจับอาบน้ำให้สะอาด แล้วก็ต้มกิน แน่นอนว่าคนรวยเหล่านี้ก็ต้องมาในที่ลับตาคนแบบนี้

          ตัวข้าสั่นไปหมด ไม่รู้ว่าต้องเดินไปอีกถึงไหน สะดุดล้มลงเมื่อก้าวไม่ทันคนข้างหน้า 

          เขาย่อตัวลงมาอุ้มข้าไว้ในอ้อมแขน  

          “อย่าขยับ” เขาเอ่ยเบาๆเมื่อข้าขยุกขยิกตัวไปมา

          กลิ่นหอมแปลกๆจากร่างเขาลอยมากระทบจมูก กลิ่นหอมสบายใจอย่างบอกไม่ถูก 

          “ใกล้ถึงบ้านแล้ว” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ข้างหู

          ข้าไม่รู้แล้วว่าเขาพูดอะไรต่อ ปล่อยร่างเหนื่อยล้าซุกกายเข้าไปในอ้อมอกอบอุ่นนั้นเผลอหลับไปในที่สุด

  

          ข้าฝัน

          ในฤดูหนาวอันเยือกเย็น ขอทานแก่โอบกอดข้าไว้ กระซิบบอกเสียงแผ่ว “เด็กน้อยผู้น่าสงสารเอ๋ย ความจริงเจ้าควรจะมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ อดทนไว้นะ อีกไม่นานแม่เจ้าจะมารับเจ้า”    

          ความฝันหยุดลง เมื่อข้าลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก 

          ราวกับห้องกำลังโยกไปมา 

          ไม่! เตียงต่างหากที่กำลังโยก ที่นอนนี้ช่างอบอุ่นยิ่งนัก ความรู้สึกที่คุ้นเคย ราวกับกำลังถูกใครบางคนโอบกอดไว้ กลิ่นหอมแปลกๆลอยมากระทบจมูก 

          ลมหายใจของใครบางคนกระทบเข้าที่ท้ายทอยจนข้ารู้สึกร้อนๆหนาวๆ จั๊กจี้ไปหมด ข้าพลิกตัวกลับไปมอง ใจหายวาบเมื่อร่างของตนพลิกเข้าไปในอ้อมแขนของใครบางคนเบื้องหลัง สายตาเขาจับจ้องมองมาที่ข้าอยู่ก่อนแล้ว ใกล้กันแค่คืบ

          ตาคมเรียวยาวงดงามส่องประกายอยู่เบื้องหน้า ไฝน้ำตาเม็ดงามสีแดงปรากฏอยู่ตรงมุมตาขวาด้านล่างตัดกับผิวขาวผ่องงดงามน่าจับตา

          งามจนข้าแทบลืมหายใจ โตมาจนป่านนี้ข้ายังไม่เคยเจอใครงดงามขนาดนี้มาก่อน ยิ่งมองยิ่งหลง

          “ตื่นแล้วรึ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำน่าฟัง

          “อืม” ข้าเอ่ยตอบอย่างมึนงง ไม่เคยมองเขาใกล้ๆขนาดนี้มาก่อน ได้มองใกล้ๆแบบนี้ ยิ่งแยกไม่ออกจริงๆว่าตกลงคนตรงหน้าเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายกันแน่

          ขอทานแก่บอกว่า แม่ของข้ามีไฝน้ำตาอยู่ใต้ตา ซักวันหนึ่งนางจะกลับมารับข้า 

          ยิ่งมองหน้าของคนตรงหน้า ใจข้าก็ยิ่งเต้นรัว ความรู้สึกยินดีระคนสับสนปนเปกันไปหมด

          “หลังบ้านมีธารน้ำ เสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนวางอยู่หัวเตียง อาบน้ำเสร็จก็มากินข้าวที่ลานหน้าบ้าน” เขายันกายลงจากเตียง ลุกขึ้นเดินไปจนถึงประตู ชะงักนิดนึงก่อนหันกลับมาเอ่ยเสียงเรียบ “กลิ่นบนกายเจ้านั่นกลิ่นอะไรกัน ถ้าไม่อาบน้ำให้สะอาดไม่ต้องเข้ามาในบ้านนะ”

          ข้ามองร่างคล้ายเซียนในชุดขาวพลิ้วไหวงามสง่าที่เดินห่างออกไปอย่างงุนงง

          นึกแปลกใจว่าทำไมในบรรดาคนตั้งมากมาย เขาถึงเลือกข้า หรือว่าเขาจะเป็นคนมีจิตใจเมตตาต่อคนตกทุกข์ได้ยาก ทนเห็นข้าถูกรังแกไม่ได้ หรือว่าเขาจะชอบทำมิดีมิร้ายกับเด็กหรือว่ากินเด็กจริงๆ

          แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง เด็กขอทานที่รั้งเขาเอาไว้กลางทางก็น่าสนใจกว่าข้าเป็นร้อยพันเท่า เด็กนั่นดูเฉลียวฉลาด หน้าตาก็จัดว่างดงามได้รูป มิหนำซ้ำยังเข้ามาหาเขาเสียเอง ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะเลือกข้า ไม่เลือกเด็กนั่น


          ร่างของข้าปรากฏอยู่ในกระจกเบื้องหน้าหลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างผอมติดกระดูกราวกับเด็กขาดสารอาหารอยู่ในชุดคลุมตัวใหญ่โคร่ง ผมบนศีรษะราวกับกอหญ้าแห้ง ใบหน้ายังคงดูมอมแมมแม้ว่าข้าจะพยายามขัดถูซักเพียงใด 

มองยังไงก็ดูคล้ายเด็กผู้ชาย ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเอาชุดเด็กผู้ชายให้ข้าใส่ แต่ช่างเถอะ ยามนี้มีชุดใหม่ให้ใส่ก็นับว่าดีมากแล้ว


          ร่างงามนั่งรออยู่ก่อนแล้วตรงหน้าบ้าน ข้าวสวยหนึ่งชาม หัวหอมผัดเต้าหู้หนึ่งจาน กับหมูตุ๋นจานใหญ่ตั้งหอมกรุ่นอยู่ตรงหน้าข้า

          “กินซิ” เขาชี้นิ้วไปยังอาหารบนโต๊ะ

          เนื้อ! เนื้อเนื้อเนื้อเนื้อเนื้อ!

          ข้าเกาะอยู่บนโต๊ะ ตื่นเต้นกับอาหารตรงหน้า ละล่ำละลักถามคนตรงหน้า “แล้วท่านไม่กินเหรอ”

          “ข้าไม่ชอบกินอาหารพวกนี้” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นไปล้างมือ เดินจากไป

          แปลกคน คนที่ไหนไม่กินข้าว อย่าบอกนะว่าอาหารทั้งหมดนี้เขาตั้งใจทำให้ข้ากินโดยเฉพาะ

          ข้าหรี่ตาลงยิ้มกว้าง ดูเหมือนว่าการอยู่นี่ก็ไม่เลวนะ

**********************************************************************

          ข้านั่งกุมความสงสัยมาตลอดสามวันที่ผ่านมา 

          ในช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาได้แต่นั่งมองข้ากินข้าว ซักพักก็เดินออกไปนอกบ้าน กว่าพักใหญ่ก็กลับเข้ามาด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ ต่อจากนั้นก็ใช้เวลาตลอดบ่ายไปกับการงีบหลับอยู่บนเตียงไม้ไผ่สาน

          เขาไม่คิดจะแบ่งงานอะไรให้ข้าทำทั้งสิ้น และเขาก็ไม่ค่อยคุยกับข้าเช่นกัน คล้ายกับว่าลืมไปเสียแล้วว่าบ้านนี้ยังมีข้าอยู่อีกคน แต่กระนั้นเขาก็ยังจัดอาหารให้ข้าวันละสามมื้อ ให้บริการข้าอย่างสุขสบาย

          ราวกับว่าข้ามาเสพสุข ไม่ได้มาช่วยเขาทำงาน

          เขา ช่างเป็นคนที่แปลกเหลือเกิน

          เที่ยงของวันนี้ เขายังคงทำดั่งเช่นทุกวัน จัดวางสำรับอาหารและตะเกียบไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย ก่อนเดินออกไปจากบ้าน ไม่แม้แต่จะหันมามองข้าเสียด้วยซ้ำ

          ข้ายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปากหลังจากคุ้ยข้าวไปได้สองสามคำ รีบลุกขึ้นแอบเดินตามร่างนั้นไป

          บ้านหลังนี้สร้างอยู่โดดเดี่ยวลับตา ไม่มีเพื่อนบ้านซักหลัง หลังบ้านมีสวนสมุนไพรเขียวชอุ่มทอดตัวอยู่กลางแสงอาทิตย์ยามฤดูร้อน ข้างๆสวนสมุนไพรสายน้ำเย็นเชียบในลำธารไหลรินกระเซาะหิน

          น่าแปลกที่เขาไม่ได้อยู่ในสวนสมุนไพรนี้

          ข้าวิ่งฝ่าแดดเปรี้ยงเข้าไปเรื่อยๆ แนบตัวเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าทันควัน แหงนหน้าขึ้นมองบางสิ่งด้านบน

          ร่างงดงามเบื้องหน้าลอยอยู่กลางอากาศเหนือสระน้ำสีมรกต ชุดสีขาวปลิวไสวตามแรงลมกลายเป็นภาพงามตา ข้าแทบหยุดหายใจ เมื่อร่างนั้นโน้มตัวลงยังแอ่งน้ำเบื้องล่าง ปลายเท้าแตะลงบนผิวน้ำเบาๆ มือเรียวคว้าออกไปเบื้องหน้าคล้ายคว้าอะไรซักอย่าง ก่อนจะลอยกลับมายังพื้นดินอย่างสง่างาม ในมือมีดอกบัวดอกหนึ่งปรากฏอยู่

          อากาศร้อนขนาดนี้ เขายังมีอารมณ์สุนทรีเก็บดอกไม้ 

          ร่างเบื้องหน้างดงามจับตาทุกท่วงท่าอิริยาบถ ผมยาวสลวยพลิ้วไหวไปตามสายลม ดอกท้อเบื้องบนร่วงหล่นลงมาเมื่อต้องสายลม ดังฝนโปรยปรายเป็นสายธาราดอกไม้คล้ายภาพวาดของจิตกรเอก มือเรียวงดงามค่อยๆเด็ดกลีบดอกบัวชื้นน้ำนั้นออกทีละกลีบ ทำในสิ่งที่ข้าไม่คาดคิด เมื่อเขาจับมันใส่เข้าไปในปาก เคี้ยวอย่างมีความสุข 

          ข้าจิกต้นไม้แน่น กลัวว่าตนเองจะเป็นลมล้มไปเสียก่อน ได้แต่ยืนตาค้างจ้องมองการกระทำของเขาอย่างประหลาดใจเฝ้ามองร่างคล้ายเซียนของคนเบื้องหน้าลอยไปลอยมาเก็บดอกไม้ชนิดอื่นมากิน 

          ท่วงท่าของเขาช่างดูสง่างามนัก ริมฝีปากบางได้รูปสวยดูน่าหลงใหล

          นี่ถ้าเขากำลังกินข้าวหรือธัญพืชอย่างมนุษย์ ข้าคงจะหลงยิ่งกว่านี้ มีอย่างที่ไหนอาหารดีๆมีไม่กิน มากินของที่คนอื่นไม่กินกัน

          หรือว่า! ข้าฉุกคิดขึ้นได้อย่างหนึ่ง โบราณว่าไว้ว่า พวกจอมยุทธ์หรือนักพรตขั้นสูงจะประพฤติตนไม่เหมือนกับคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ วรยุทธ์เขาสูงส่งถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับอาหารการกินเป็นแน่ ดอกไม้พวกนี้จะต้องมีสรรพคุณช่วยเสริมกำลังภายในเป็นแน่

          ใช่ จะต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน

          คิดได้ดังนั้น ข้าก็รีบวิ่งเข้าไปหาเขา ทำหน้าอดอยากปากแห้ง คุกเข่าลงเบื้องล่างเขา ก้มหัวลง เหลือแค่ยังไม่ได้กระดิกหาง

          เขาก้มลงมองข้าอย่างงุนงง ไม่เอ่ยวาจาใดๆ มีเพียงสายตาที่ส่งมาเป็นคำถามว่าข้ามาที่นี่ได้อย่างไร

          ข้ายังคงทำหน้าซื่อ จ้องมองไปที่เขาด้วยแววตานับถือ

          เขาเอียงคอมองข้านิดนึง ในที่สุดก็เอ่ยถามขึ้น “อยากกินรึ” 

          ข้าพยักหน้าน้อยๆ แววตาเปล่งประกายฉายแววดีใจ

          เขาช่างเป็นคนโอบอ้อมอารี ข้ายังไม่ทันยื่นมือไป เขาก็ส่งกลีบดอกไม้มาให้เต็มมือ ข้าก้มลงสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ในมือ แต่ก่อนไม่มีอะไรกิน แม้แต่เปลือกไม้ข้าก็กินมาแล้ว แต่ข้าไม่กินดอกไม้ ประการแรกคือข้าแยกไม่ออกว่ามีพิษหรือไม่ ประการที่สองที่สำคัญที่สุดคือ รสชาติที่ไม่ได้เรื่องจากที่เคยลองชิมมา

          แต่ว่าดอกไม้พวกนี้ บางทีอาจจะไม่เหมือนกับที่ข้าเคยกินมา

          ข้าเลียนแบบท่าทางของคนตรงหน้า ยัดกลีบดอกไม้ในมือเข้าไปในปาก กลั้นใจเคี้ยว รสชาติขมๆฝาดๆแผ่ซ่านอยู่เต็มปาก รู้สึกเสียใจ เมื่อรสชาติในปากไร้ซึ่งความอร่อย 

          กินยังไงก็เหมือนกับดอกไม้ธรรมดาทั่วไปไม่มีผิด นี่เขาคิดจะแกล้งข้าใช่ไหม

          “อร่อยไหม” เขายกยิ้มถาม 

          “ให้ตายซิ ของแบบนี้คนจะกินเข้าไปได้ยังไงกันล่ะ” ข้าเอ็ดตะโรใส่เขาอย่างโกรธๆ ทั้งคอทั้งลิ้นยังคงขมฝาดจากกลีบดอกไม้ที่กลั้นใจกลืนลงไปในคอจนหมด

          “ถูก” เขาไขว้มือข้างหนึ่งเกยศีรษะไว้ โน้มกายลงพิงบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเบื้องบน สายตางามพุ่งตรงมาที่ข้ายามเอ่ยต่อ “ก็ไม่ใช่ให้คนกินนะซิ”

          ไม่ใช่ให้คนกิน แต่เขากลับกิน 

          เขาหันหน้ามามองข้าด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นไม้ หยุดลงบนพื้นเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยกลีบดอกท้อสีแดงที่โปรยปรายลงมาเต็มลาน

          อย่าบอกนะว่าเขาโกรธข้าเข้าให้เสียแล้วนะ ข้าเริ่มนึกกลัวอาหารสามมื้อที่กำลังจะจากไป และการต้องกลับไปใช้ชีวิตอดอยากแบบเก่าอีก

          คิดได้ดังนั้นข้าก็รีบวิ่งไปหาเขา สองแขนโอบกอดเขาไว้จากทางด้านหลัง 

          ความรู้สึกอบอุ่นที่รอคอยมานานปกคลุมแผ่ซ่านอยู่รอบกาย ทั้งอบอุ่นทั้งหอมละมุน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้ข้าหลุดปากร้องเรียกคนตรงหน้าออกไปคำหนึ่ง คำที่ทั้งข้าและฟางฮวาไม่เคยลืมเลือน

          “ท่านแม่”

          เขาตัวสั่นนิดนึง คงถูกข้าทำให้ตกใจอยู่ไม่น้อย ทำท่าจะผลักข้าออกจากกาย

          ในขณะที่ข้าเองก็ชะงักงัน ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด รู้สึกขายหน้าอย่างบอกไม่ถูก คิดเช่นนั้นแขนเล็กๆของข้าก็ยิ่งรัดคนตรงหน้าแน่นกว่าเดิม

          ดูเหมือนเขาจะทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน จึงแค่เอื้อมมือขึ้นลูบหลังข้าเบาๆ ปล่อยให้ข้ากอดอยู่อย่างนั้น รอจนข้าสงบสติอารมณ์ได้จึงค่อยๆดันข้าออกจากกาย เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าข้า แววตาสองดวงสานสบในระดับเสมอกัน ในแววตานั้นมีทั้งความโกรธและความสงสารระคนกัน 

          “ฟังให้ดีนะ เจ้าสามารถเอาที่นี่เป็นบ้านของเจ้าได้ แต่ว่าข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น…” เสียงเขาต่ำลงราวกับกระซิบ “ข้าเป็นผู้ชาย ข้าไม่เหมือนกับมนุษย์อย่างพวกเจ้า ข้าเป็นโซ้ว (สัตว์โบราณในร่างแปลงของหงส์) เจ้าสามารถเรียกข้าว่า “ฟางฮวา” ห้ามเรียกข้าว่าแม่”

          ข้ากระพริบตาปริบๆ แหงนหน้าขึ้นมองเขา แวบหนึ่งที่แววตาแห่งความโศกเศร้าฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นก่อนจะจางหายไป

          เสียดายที่ตอนนั้นข้ายังเด็กเกินไป ไม่ประสีอะไร หลายปีต่อมาข้ากลับนึกเสียใจ

          เพราะว่าหลังจากวันนั้นข้าก็เรียกชายผู้นี้ว่า

          “อาจารย์”

                                                  **********************************************************************


*** อัพเพิ่มแล้วนะคร้า

 ตัดสินใจว่าจะอัพตอนใหญ่ตอนหนึ่งแยกเป็นสองตอนย่อยค่ะ

 เพื่อไม่ให้มีหลายตอนจนเกินไป เรื่องนี้มีทั้งหมด 40 ตอนใหญ่ค่ะ แต่แบ่งอัพออกเป็นตอนย่อย 2 ตอนนะคะ

ขอคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ผู้แปลหน่อยนะคะ เห็นแล้วมันใจชื่น มีกำลังใจแปลต่อค่ะ

 ขอบคุณมากคร้า ^^ **

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,532 ความคิดเห็น

  1. #1499 Zero1596357 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 18:34
    ผมเบื่อมากอ้ะคนแปลแบบนี้ 
    #1,499
    0
  2. #1442 BB oi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 03:23
    เค้าไปเอานางมาเลี้ยงเพระเหตุใด
    #1,442
    0
  3. #1319 SAOW (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2559 / 15:05
    น่าสนใจมากค่ะ แปลได้สวยงามน่าติดตามยิ่งนัก
    #1,319
    0
  4. #1188 Chanjaokha (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2559 / 19:58
    แปลดีมากจิงๆคะ
    #1,188
    0
  5. #1177 cocozyrup (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2559 / 04:17
    เพิ่งได้มาเริ่มอ่าน แปลดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ
    #1,177
    0
  6. #1137 gt-gtd (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 16:42
    ติดตามอ่านอยู่นะค่ะ ขอบคุณที่เสียสละเวลาแปลนะค่ะ เนื้อเรื่องดี สนุก น่าติดตาม แปลได้เยี่ยมมาก อ่านไม่สะดุดเลย 
    #1,137
    3
    • #1137-2 Zero1596357(จากตอนที่ 1)
      23 กรกฎาคม 2560 / 18:37
      ทันต้นฉบับหรอครับ ทำไมนานขนาดนี้?
      #1137-2
    • #1137-3 Zero1596357(จากตอนที่ 1)
      23 กรกฎาคม 2560 / 18:37
      ทันต้นฉบับหรอครับ ทำไมนานขนาดนี้?
      #1137-3
  7. #844 TiNa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 17:45
    ดูลึกลับ ปนเศร้าจังเลยค่ะ
    #844
    0
  8. #829 Nannaphat Premsuriya (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 01:44
    ขอบคุณค่ะ สู้ๆนะคะ^^
    #829
    0
  9. #789 jib-john (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 01:45
    ชอบยยยยยยบบยบ มาม่าเยอะๆเลยนะ
    #789
    1
  10. #668 firstloveDavill (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 02:13
    เพิ่งเจ้ามาอ่านคะติดตาม
    #668
    0
  11. #576 ขอบคุณครับ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 04:31
    เพลงประกอบเพราะมาก
    #576
    0
  12. #567 Sinei (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 16:25
    หน้าใหม่เพิงเข้ามาอ่านค่ะ ฝากแปลให้อ่านจนจบน่ะค่ะ  ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
    #567
    0
  13. #496 ★◆C•H•A◆★ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 / 01:38
    แปลน่ารักมากเลยค่ะ ได้กลิ่นอายเข้ากับเนื้อเรื่องสุดๆ ขอบคุณมากค่า
    #496
    0
  14. #446 Penguin[G] (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 19:46
    สุดยอดเลยค่ะ ภาษากับสำนวนสวยมาก แปลลื่นไหล ขอคารวะท่านผู้แปล
    #446
    0
  15. #436 Bee_FanFan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 05:51
    สู้ๆนะคะ แปลดีค่ะใช้สำนวนเข้าใจง่าย สู้ต่อไปนะคะจุ้บๆ
    #436
    0
  16. #399 mebleblue (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 19:16
    ชอบค่ะ เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คนแปล
    #399
    0
  17. #354 reader57 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 11:47
    แปลได้สละสลวยมาก น่าอ่าน เนื้อเรื่องสนุกค่ะ
    #354
    0
  18. #292 Benjr_bk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 เมษายน 2559 / 12:35
    สนุกค่ะ แปลดีด้วย สู้ๆนะคะ จะรออ่านค่ะ
    #292
    0
  19. #255 jerdeesina (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 เมษายน 2559 / 16:24
    สนุกค่ะ สำนวนดี ขอบคุณที่แปลให้ได้อ่านกันนะคะ
    #255
    0
  20. #241 1964 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 00:18
    ขอบคุณค่ะแปลดีมากค่ะ อ่านสนุกเลยไม่ติดไม่ขัด รอติดตามอยู่ค่ะ
    #241
    0
  21. #158 9namfon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 20:03
    แม่ ใครกันนะ คนรักเก่าของอาจารย์หรืออะไรกัน เกี่ยวข้องกันมั้ย
    #158
    0
  22. #140 กระต่าย (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 21:53
    แปลดีมากเลยค่ะ

    จะคอยติดตามมม
    #140
    0
  23. #83 relis (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 08:09
    ท่านแม่. คำที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องอึ้ง

    แล้วแม่นางเอกคือใครกันน้า
    #83
    0
  24. #45 t_g_k (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 10:47
    ตามค่าาา เรื่องน่าสนใจดี
    #45
    0