เล่ห์รักบุหงารำไป

ตอนที่ 5 : บทที่ 2 - 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 ก.พ. 64

คลาสเรียนภาษาที่นี่ไม่ใช่คลาสใหญ่แบบที่เธอคุ้นเคย เป็นเพียงคลาสเล็กๆ มีนักเรียนประมาณสิบคนเท่านั้น นักเรียนในห้องมาจากหลากหลายชาติ โดยคลาสแรกของพวกเรานั้น นอกจากแนะนำตัวแล้ว จะมีวัดระดับความรู้ก่อนเริ่มเรียน

ชื่อของเธอดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคในการออกเสียงของเพื่อนในคลาสพอตัว หลายคนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกเสียง ซึ่งเธอสุดแสนจะสนุกในการพยายามสอนพวกเขาออกเสียง วันแรกใช้เวลาไม่นานก็จบคลาส ครูมีการบ้านแบบฝึกหัดให้พวกเราไปทำนิดหน่อย ไม่ได้ยากอะไร เมื่อเทียบกับเนื้อหาอัดแน่นแบบเมืองไทย ที่นี่ถือว่าเรียนชิวมาก

“เธอจะไปทำอะไรต่อ” ฮานะ เด็กสาวจากญี่ปุ่นเอ่ยถาม บุหงากับฮานะได้นั่งข้างกัน พวกเราเข้ากันได้ดี หลังจากได้คุยกันในเวลาไม่กี่นาที

“ว่าจะไปซูเปอร์น่ะ” แม้เธอจะมีเงินเยอะ แต่การซื้ออาหารทานทุกมื้อในต่างประเทศไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เมื่อการทำอาหารกินเองนั้นถูกกว่า และเธอเองก็มีฝีมือการทำอาหารพอตัว ต้องขอบคุณการเตรียมตัวลูกสาวให้เป็นแม่ศรีเรือนของแม่ ต่อให้ประสบการณ์ใช้ชีวิตนอกบ้านเธอติดลบแค่ไหน แต่เรื่องในบ้านเธอได้คะแนนเต็มแน่นอน

“งั้นเหรอ ฉันว่าจะไปหางานพาร์ทไทม์ทำ สนใจไหม” ฮานะเอ่ยชวนอย่างหวังดี แต่บุหงาไม่แน่ใจเท่าไหร่

เธอไม่เคยทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนมาก่อน ไม่เหมือนน้ำฝนหรือแป้ง เพื่อนเธอสองคนต้องดิ้นรนใช้ชีวิตมาตลอด ส่วนตัวเธอนั้นเลิกเรียนก็มีลุงเชิดมาจอดรถรอถึงหน้าโรงเรียนแล้ว

“งานเกี่ยวกับอะไร” บุหงาถามอย่างสองจิตสองใจ หญิงสาวไม่เคยทำงานมาก่อน กลัวจะไปเป็นภาระเขามากกว่า แต่ถ้าไม่ทำ เธอจะเรียนรู้อะไรจากที่นี่ล่ะ แค่มาเรียนหนังสือเปลี่ยนบรรยากาศในวัยเท่านี้เนี่ยนะ มันจะต่างอะไรจากการอยู่บ้านกัน

เรากำลังเดินออกมายังหน้าตึกเรียนภาษาเพื่อไปยังถนนหลักทางด้านหน้า แม้จะเป็นการเริ่มคลาสวันแรก แต่หลายคนก็จับกลุ่มคุยกันแล้ว มีบ้างที่บางคนจะแยกไปเดินคนเดียว หลายคนเป็นเพียงวัยรุ่นในวัยยี่สิบกว่า มีบ้างเหมือนกันที่อายุขนาดเธอ

“งานร้านอาหารจีน ฉันเห็นป้ายประกาศรับสมัครงานตอนเดินผ่านเมื่อวันก่อน”

ร้านอาหารจีนงั้นเหรอ เธอนึกถึงภาพบรรยากาศในร้านอาหาร หรือกล่องอาหารทรงสูงพร้อมตะเกียบแบบที่ตัวละครในหนังชอบซื้อมากินยามเร่งด่วน นี่เป็นข้อมูลทั้งหมดที่เธอรู้

“สนใจไหม” ฮานะหันมาถาม ยามเราเดินใกล้ถนนหลักเข้าไปทุกที

“เอาสิ ลองสมัครดู ไม่เสียหายอะไร” เธอยักไหล่ ยิ้มกับฮานะ ฮานะเด็กกว่าเธอสี่ปีได้ ระดับภาษาของฮานะถือว่าดีพอตัว แต่หญิงสาวต้องการเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ภาษาตัวเองแข็งยิ่งขึ้น จะได้ไม่มีปัญหาการสื่อสารยามเข้าทำงานในบริษัทที่นี่

รัฐเทกซัสเป็นรัฐที่ร่ำรวยจากการค้นพบน้ำมัน และช่วงหลังมานี้บริษัทไอทีมาตั้งอยู่หลายบริษัท ซึ่งฮานะเองที่จบมาทางสายคอมพิวเตอร์มีเป้าหมายในการเข้าทำงานบริษัทเหล่านี้ด้วย

ดูเหมือนเพื่อนใหม่คนนี้ของเธอยังมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนกว่าเธอด้วยซ้ำ

 

การสมัครงานร้านอาหารจีนนั้นง่ายกว่าที่เธอคิดมาก เดินเข้าไปสมัครและสัมภาษณ์ตรงนั้นเลย ร้านคงต้องการพนักงานจริงๆ และด้วยความที่เธอไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารมาก่อน ต่างจากฮานะที่เคยผ่านงานมาแล้วในประเทศตัวเอง ฮานะเลยได้ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ส่วนเธอนั้นไปประจำอยู่ที่ส่วนล้างจาน

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากแม้กระทั่งตัวเธอเองยังรู้สึกกะทันหันไปหมด แถมยังต้องเริ่มงานวันนั้นเลย บุหงายังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ เธอหันไปมองเพื่อนร่วมชะตากรรมหน้าตาตื่น ฮานะส่งยิ้มปลอบใจเธอ ก่อนจะพากันไปยังล็อกเกอร์สำหรับพนักงานเพื่อเก็บข้าวของ

“ปกติสมัครงานมันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” เธอกระซิบถามอีกฝ่ายระหว่างที่เรากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าหันหน้าตู้ล็อกเกอร์ เห็นแก่หน้าใครสักคนเถอะ เธออายแทบตายเมื่อต้องถอดเสื้อต่อให้เป็นเพื่อนผู้หญิงก็เถอะ แม้จะพยายามเก็บซ่อนสีหน้า แต่ดูเหมือนจะปิดไม่มิด เมื่อฮานะยิ้มขำใส่เธอ

“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก แต่ดูท่าพนักงานจะขาด” ฮานะพูด พลางชะเง้อคอมองไปทางประตู พยายามไม่สนใจบุหงามากนัก ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเขินอายแค่ไหน กระนั้นก็ยังคันปากมากพอจะถามออกไป

“เธอไม่เคยเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนหรือไง”

“ไม่” บุหงาตอบทันควัน ก่อนจะเม้มปาก กับคนอื่นอาจจะเคย แต่กับเธอนี่

“งั้นเหรอ อย่างคาบพละก็ไม่เคยงั้นสิ”

“ไม่ล่ะ ปกติเราใส่ชุดพละไปตั้งแต่เช้า” บุหงาอมยิ้ม เธออ่านและดูการ์ตูนญี่ปุ่นมามากพอจะเข้าใจทำไมฮานะถึงถามอย่างนั้น

“แปลกจัง”

“ความต่างของวัฒนธรรม” บุหงาอมยิ้ม เธอปิดล็อกเกอร์หลังจากเปลี่ยนมาใส่เสื้อยูนิฟอร์มของร้าน รวมถึงผ้ากันเปื้อน เธออดจะสอดส่องมองไปรอบๆ ไม่ได้ ร้านนี้ดูท่าคนจะทานเยอะน่าดู แต่ก็ยังน่าแปลกอยู่ดีที่รับคนเข้ามาทำงานง่ายๆ

“มาเถอะ” ฮานะกวักมือเรียกให้บุหงาตามออกไปข้างนอก เพื่อเรียนรู้งานฉบับเร่งด่วนก่อนร้านเปิดในช่วงเย็น

เราเดินเข้ามาในครัวที่ผู้จัดการพ่วงเจ้าของร้านยืนรออยู่ เธอเป็นหญิงชาวจีนสวมใส่เดรสลายดอกไม้สีเขียวอ่อน กำลังมองพวกเธอผ่านแว่นตาทรงเหลี่ยมด้วยสายตาประเมินลูกจ้าง บุหงาขยับตัวอย่างอึดอัด หญิงสาวไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน เธอไม่แน่ใจว่าจะรู้วิธีรับมือเจ้านาย

“เธอไปให้เบญจี้สอนงานหน้าร้าน” พนักงานส่วนใหญ่ในครัวเป็นชาวเอเชียเชื้อสายจีน เบญจี้เป็นหนุ่มชาวจีนร่างบางที่ยืนประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ฮานะรับคำและเดินไปยังเบญจี้อย่างไม่อิดออด เหลือแต่บุหงา

“ส่วนเธอไปหามาร์ค” เธอมองไปอีกด้าน มาร์คเป็นหนุ่มหน้าตาดีและมีรอยยิ้มกว้างมีเสน่ห์เหลือร้าย ในชุดพนักงานและกางเกงสามส่วนสีเข้ม เขาทำให้ใจบุหงาเต้นผิดจังหวะ

“เฮ้” เขาโบกมือทักทาย ซึ่งบุหงาก็ทักทายกลับในแบบเดียวกัน

 

ชาลส์ คาเทอร์ เป็นลูกครึ่งไทย แม่ของเขาเป็นคนไทยที่มาทำงานจนได้ดิบได้ดีและสร้างครอบครัวที่อเมริกา เราใช้ชีวิตส่วนมากที่นี่ นั่นทำให้ความใกล้ชิดกับญาติทางเมืองไทยนั้นน้อยมาก กระนั้นก็ยังยกเว้นอรรถพงษ์ไว้คนหนึ่ง เพราะอรรถเป็นนักธุรกิจ หลายครั้งมักจะบินมาเมืองที่ชาลส์อยู่และแวะมาเยี่ยม เราคุยกันถูกคอ นั่นทำให้เราติดต่อกันเรื่อยมา

เขาไม่เคยสงสัยในการกระทำใดๆ ของอรรถเลย อรรถเป็นคนรอบคอบ มีหัวคิดฉลาด ในวัยสี่สิบกว่า มีภรรยาเด็กที่สวยงามและ ในไม่ช้าก็คงจะมีลูกน้อย ชาลส์แปลกใจพอควร เมื่อเพื่อนพ่วงญาติสนิทอย่างอรรถขอร้องฝากฝังให้ดูแลสาวน้อยจากเมืองไทยคนหนึ่ง โดยแจ้งว่าเป็นเพื่อนสนิทของภรรยา บอกว่าเธอมีปัญหากับที่บ้าน และขอร้องไม่ให้บอกภรรยาตัวเอง

นั่นแปลกมาก

ถึงอย่างนั้นชาลส์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายด้วยถือว่าไม่ใช่เรื่องของตน แต่ดูอรรถจะเป็นห่วงมากพอควร จากการส่งข้อความมาคะยั้นคะยอให้แวะไปหา ‘บุหงา’ เป็นชื่อที่ออกเสียงยากพอควรกับคนที่พูดไทยแค่ปีละไม่กี่ประโยค ทำไมต้องห่วงขนาดนั้น เขาทำหน้าไม่เข้าใจอยู่คนเดียว ท่ามกลางเสียงพิมพ์แป้นพิมพ์ของห้องทำงานที่กินพื้นที่ทั้งชั้น มันเป็นห้องเปิดโล่ง มีโต๊ะทำงานหลากหลายแบบตั้งตามมุมต่างๆ รวมถึงโซฟาขนาดใหญ่ โต๊ะปิงปอง มุมขนม

ตัวเขาเองนั้นยืนทำงานอยู่บนโต๊ะใหญ่ มีจอคอมมากกว่าสองจอบนโต๊ะนี้ เขายกมือขึ้นมาขยี้ผมสีน้ำตาลเข้มให้ยุ่งเหยิงกว่าเก่า คนในห้องนี้ไม่มีใครสภาพดีไปกว่ากัน หลังจากทำงานโต้รุ่งกันมาหลายวันติด และหลายคนกำลังถึงขีดจำกัดแล้ว ใบหน้าของชาลส์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเอเชียกับฝรั่ง ในแบบที่ถ้าอยู่เมืองไทยคงไปเป็นพระเอกได้สบาย ขนาดสาวฝรั่งที่นี่หลายคนยังทอดสะพานให้เขา แน่นอนแต่ไม่ใช่ที่นี่ในตอนนี้ ที่ที่แทบจะเป็นโรงเรียนชายล้วน กวาดตามองบรรดาชายโสดบ้างไม่โสดบ้าง มีแต่ความอึมครึมแผ่ออกมา

กลับมาเรื่องของอรรถที่เขาเกือบลืมเรื่องผู้หญิงตัวน้อยนั่นไปแล้ว ทำไมเขารู้ว่าตัวน้อยน่ะเหรอง่ายนิดเดียว อรรถจัดการส่งรูปมาให้เขาดูเรียบร้อย ใบหน้าเรียวเล็ก ตาสองชั้น ผิวขาวผ่อง ปากอิ่ม ชาลส์ถึงกับส่งข้อความกลับไปถามอีกฝ่ายให้แน่ใจนี่ว่าคือคนอายุยี่สิบแปด ไม่ใช่สิบแปด แม้จะรู้ดีคนเอเชียมักจะดูเด็กกว่าอายุจริงเสมอ แต่นี่ยี่สิบแปดแล้วเหรอ

และใช่เธอายุยี่สิบแปดแล้ว มีอะไรต้องห่วงกัน อย่างน้อยเธอต้องผ่านการทำงานและผู้คนมาอย่างโชกโชนในช่วงหลังจากเรียนจบ ซึ่งนั่นเป็นคำถามที่ผิดพลาด ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยทำงานเลยหลังจากที่เรียนจบ! เห็นแก่พระเจ้าเถอะ ต่อให้รวยขนาดไหน แต่การไม่ทำงานนี่ มันออกจะเกินไปหน่อยไหม

นั่นทำให้เขาต้องเจียดเวลาอันน้อยนิดพิมพ์ข้อความส่งไปหาบุหงา เพื่อทักทายให้เธอรู้ว่ายังมีเขาอยู่บนโลก แทนการไปหา เพราะงานของชาลส์ในตอนนี้ ทำให้เขาไม่สามารถเจียดเวลาแม้แต่กลับบ้านได้ด้วยซ้ำ นอกจากแนะนำตัวแล้ว เขายังไม่ลืมทิ้งท้าย ข้อความเป็นการเองไปอีกด้วย

“เฮ้! ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกผมได้เลยนะ ผมยินดีช่วยคุณเสมอ หวังว่าคุณจะพอใจบ้านหลังน้อยนั่น”

มันอาจจะดูเป็นข้อความที่ไม่จริงใจเท่าไหร่ ในเมื่อผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว หลังจากเธอแลนด์ดิ้ง

“Sh*t! ทำไมไอ้ตัวรับสัญญาณห่าเหวนี่มีปัญหาตลอดเลยวะ!” เสียงโวยวายดังมาจากที่ไหนสักแห่ง ตามด้วยเสียงโอดครวญเพราะต้องนั่งแก้ไขวงจรกันอีกรอบ ชาลส์เองก็สมควรเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องโวยวายออกมาดังลั่น เขากดส่งข้อความและโยนโทรศัพท์ไว้แถวๆ นั้น กลับเข้าสู่สังเวียนนรกอีกครั้ง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น