นับสิบจะจูบ (Yaoi) END

ตอนที่ 36 : Special - อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40,243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,734 ครั้ง
    10 เม.ย. 62


Special อีกหนึ่งด้านของเหรียญ

น้องเอ๋ย เงินของถ่ายแบบเมื่อครั้งก่อนพี่โอนเข้าบัญชีให้แล้วนะคะ

พอได้ยินคำพูดนี้ของพี่ที่รู้จัก ผมก็สวมแมสก์ สวมรองเท้าแตะเดินหิ้วกระเป๋าสตางค์ออกจากหอโทรมๆ ไปยังเซเว่นที่อยู่เยื้องไปไม่ไกล สอดบัตรกดเช็คเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในนั้นทันที

ตัวเลขหลักหมื่นปรากฏอยู่บนจอ

“ไม่พอ...”

คิ้วตัวเองขมวดแน่น ดึงบัตรกลับมาเก็บไว้ด้วยท่าทีที่แทบจะคุมความเครียดกับความหงุดหงิดไม่อยู่

เหี้ยเอ๊ย แล้วค่าเทอมมหาลัยที่จะถึงนี่จะทำยังไงละวะ

ทั้งค่าเทอม ค่าหอพัก น้ำ ไฟ แล้วก็ค่ากินค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผมคำนวณไว้ก่อนหน้านี้หมดแล้วว่าจะต้องใช้เท่าไหร่ ปกติหากสิ้นเดือนมาเยือนทีไรความหงุดหงิดจะเข้ามารุมเร้าทุกครั้ง ต้องหยิบบิลเอาลงไปจ่ายป้าคนคุมหอ รู้ว่าก็ต้องจ่าย แต่ตอนเงินปลิวออกจากมือมันแม่งโคตรทรมาน แล้วยิ่งเป็นช่วงสิ้นเดือนเดียวกับที่จะต้องจ่ายค่าเทอมด้วยแล้วล่ะก็...

ผมหมุนตัวเดินถอยห่างจากตู้เอทีเอ็ม ไหนๆ ก็ลงมาด้านล่างแล้วเลยถือโอกาสซื้อของกินกลับไปด้วยเลย

ขึ้นมาถึงห้อง ผมก็เดินไปนั่งลงบนพื้น วางข้าวของทั้งหมดที่ซื้อมาลงบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ย

หอพักผมอยู่ชั้นสามในซอยเล็กๆ เป็นห้องไม่กว้างและไม่แคบมากนัก เหมาะสำหรับพักอยู่คนเดียวราคาต่อเดือนสามสี่พันขึ้นไป ช่วงที่ย้ายออกมาจากบ้านแล้วเดินวนหาหอ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานเลยว่าจะเอาที่นี่ หรือหอที่แม่งโทรมกว่านี้ซึ่งอยู่อีกซอย ด้านโน้นแค่สองพันกว่าๆ แต่เห็นสภาพและบรรดาแมลงแล้วผมก็ยอมเจื๋อนเงินมากกว่านั้น

ปีกว่าแล้ว...

น่าจะราวๆ ปีกว่ากับอีกสี่เดือนที่ย้ายออกมาอยู่คนเดียว วินาทีแรกไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะอยู่รอดมั้ย แต่อยู่มาได้ถึงขนาดนี้ บางครั้งก็อดจะหลงตัวเองรู้สึกว่ากูนี่มันโคตรจะน่าชื่นชมอยู่บ้างเหมือนกัน

แต่ว่า... ทุกอย่างที่ต้องแบกเอาไว้บนบ่ามันหนักเกินกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ลำพังแค่ค่าหอน้ำไฟน่ะไม่เท่าไหร่ พอมีค่าเทอมมาด้วยมันก็มากกว่าเดิมหลายเท่า งานทางด้านวงการบันเทิงครั้งหนึ่งได้เงินก้อนมาเยอะก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าได้เยอะเท่ากันทุกเดือน รอบไหนไม่มีงานติดต่อเข้ามา ก็เท่ากับว่าไม่มีเงินตามไปด้วย

ช่วงที่ถ่ายซีรีส์ให้พี่จีนน่าจะเป็นช่วงที่สบายมากที่สุดแล้ว งานมีเข้ามาเยอะ ได้ย้ายเงินเข้าไปออมอีกบัญชีสำหรับความต้องการอย่างหนึ่งของตัวเองในอนาคตหลายบาทเลยด้วย

แต่กระแสมีได้ก็ใช่ว่าจะหายไม่ได้ หลังซีรีส์จบ ผมไม่ได้รับงานอะไรคู่กับนับสิบอีกทั้งที่มันน่าจะทำรายได้ให้อีกเยอะ ไม่ใช่เพราะนับสิบ แต่เพราะพี่จีนต่างหาก จากการที่ก่อนหน้านี้ตัวเองไปแกล้งพี่เขาไว้เพราะอารมณ์ไร้สาระส่วนตัว พอเขาเดือดร้อน ดูจะเครียดกับเรื่องนี้ มีอะไรช่วยได้ก็อยากจะช่วย

ผมไม่ได้เซ็นสัญญากับโมเดลลิ่งหรือเป็นนักแสดงให้กับบริษัทไหน เพราะความจริงแล้วตัวเองไม่ได้ชอบงานแสดงอะไรพวกนี้เลยสักนิด ชอบแค่เงินจำนวนมากที่จะได้จากมันก็เท่านั้น ปกติหางานด้วยการติดต่อเข้าไปสอบถามด้วยตัวเอง พอไม่ได้พยุงคู่จิ้นกับไอ้สิบต่อ งานก็ไม่มา

หรือว่าต้องเอาเงินจากบัญชีนั้นมาใช้ก่อนจริงๆ? ...ไม่ดิ ในนั้นยังไงก็ไม่ได้

ครืด ครืด ครืด

“...!

โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ สั่นจนเล่นเอาสะดุ้ง ผมส่งเสียงหงุดหงิดเบาๆ ที่มันมากวนใจเอาตอนที่กำลังใช้สมอง แต่เมื่อมองเห็นชื่อที่เมมฯ เอาไว้ปรากฏขึ้นมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

พี่เอิร์น

ผมปล่อยให้ไอโฟนหกเครื่องเก่าสั่นอยู่นานมาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรับ

“อืม”

(เอ๋ย พี่เองนะ พรุ่งนี้กลับบ้านรึเปล่า)

“ทำไม พี่เอิร์นคิดถึงผมไง?”

(คิดสิ พ่อกับแม่ก็คิดถึงเธอด้วยเนี่ย ถ้าเธอจะมาพี่จะช่วยแม่ทำกับข้าว ตั้งโต๊ะเป็นของที่เอ๋ยชอบ)

ฟังมาถึงตรงนี้ผมก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ ...พ่อแม่พี่คิดถึงผม? ให้ไก่ออกลูกเป็นไดโนเสาร์ยังน่าเชื่อกว่าเลย

“ที่พูดนี่ถามความเห็นพ่อแม่แล้วเหรอครับ”

(พูดอะไร พ่อแม่ก็ต้องอยากเจออยู่แล้วสิ)

ผมส่ายหน้าอยู่คนเดียว รอยยิ้มเริ่มหายไป เอนกายไปพิงเตียง เงยหน้ามองเพดานขณะเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย (พี่เลิกพูดอะไรแบบนี้สักทีเหอะ ฟังแล้วมันดูปลอมมากอ่ะ”

(...)

“แต่เอาเป็นว่าผมจะไปก็แล้วกัน ส่วนเรื่องของที่ชอบไม่ต้องฝืนทำก็ได้ แค่นี้นะครับ”

ผมว่าอย่างรวบรัด ไม่ได้รอฟังเสียงตอบรับของอีกฝ่าย พอวางสายก็โยนมือถือให้ม้วนข้ามกายตัวเองไปตกลงบนเตียง ใบหน้ายังตั้งฉากกับเพดาน มองไฟนีออนหลอดยาวจนรู้สึกปวดตา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมองอะไรดี

พอได้รับสายจากคนที่บ้าน เรื่องเก่าๆ ก็ไหลเข้ามาในสมองเหมือนน้ำป่า

ฉันดูแลแกมา ส่งเสียแกเรียนโรงเรียนเอกชนดีๆ มาตลอด จนตอนนี้แกก็มาบอกว่าไม่ได้ลงคณะแพทย์มหาลัยที่แม่แกเลือกให้? แต่ไปสมัครคหกรรมทำขนมเฮงซวยอะไรนี่เหรอ!!?’

แต่เรื่องทำขนมนี้ผมไปหาข้อมูลมาแล้ว พี่ไทม์เขาเป็นคนแนะนำ ระหว่างเรียน...

แกไม่ต้องมาสาธยาย

พ่อ... ผมไม่อยากเรียนหมอ...

ฉันกับแม่แกให้เรียน แกก็ต้องเรียน! หัดดูพี่สาวแกเป็นตัวอย่างซะบ้าง!!’

ผมกับพี่เอิร์นไม่เหมือนกัน! ผมอยากทำขนม ผมอยากทำสิ่งที่ผมชอบ ทำไมผมถึงทำไม่ได้ล่ะครับ

สิ่งที่แกชอบมันเป็นสิ่งไร้สาระ จบมาก็ได้แต่ทำขนมอยู่ในครัว แกคิดจะทำให้ฉันขายหน้ารึไง

การที่ผมทำขนมมันทำให้พ่อขายหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ?’

เพิ่งจะรู้รึไง ถ้าแค่นี้แกยังต่อต้านไม่ทำตาม แล้วที่ฉันอบรมเลี้ยงดูแกมามามันมีปรโยชน์อะไรไอ้เอ๋ย!?’

...

ก็นั่นน่ะสิ

ผมไม่แน่ใจนักว่าเมื่อก่อนตั้งแต่สมัยเด็กๆ ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในบ้านยังไง อึดอัดมาตลอดเลยรึเปล่า ผมรู้สึกว่าพวกเขาจะยอมตามใจผม ถ้าหากว่าผมทำอะไรบางอย่างในแบบที่พวกเขาพอใจมากๆ มาแลกเปลี่ยน

ผมทำตามที่พ่อแม่ต้องการทุกอย่าง เรียนพิเศษทุกเย็น เสาร์อาทิตย์ ไม่ได้ไปเที่ยว ไม่เคยออกความเห็นหรือคิดอะไรเองเลย กระทั่งช่วงมอปลาย ผมมีโอกาสเจอพี่ชายที่ทำงานร้านขนมหวานร้านหนึ่งหน้าโรงเรียน เขาชื่อพี่ไทม์ เป็นคนอ่อนหวาน ใจดี แล้วก็ทำขนมเก่งมากๆ เลิกเรียนเย็นๆ ก่อนเวลาผมก็มักจะไปขลุกอยู่ที่นั่น

นั่งดูพี่ไทม์ทำขนม ทั้งตอนตีแป้ง อบ แต่งหน้าเค้ก เวลาที่สองมือขยับง่วนอยู่กับของหวานตรงหน้ามันดึงดูดใจจนละสายตาลำบาก ผมรู้สึกชอบกลิ่นน้ำตาลและแป้งหอมๆ พวกนั้นอย่างบอกไม่ถูก

พี่ไทม์บอกจะสอนผม พอได้ลองทำดูเองครั้งแรก ก็อยากจะทำครั้งต่อๆ ไปอีก จนถึงขนาดโดดเรียนพิเศษ...

รู้สึกว่าตัวเองสนุก แล้วก็ยิ้มออกมาได้มากกว่าตอนที่นั่งเรียนอยู่หน้าหนังสือพวกนั้น ผมใช้เวลาอยู่กับพี่ไทม์ทุกเย็น แล้วก็ไม่รู้ว่า... ผมชอบพี่ไทม์ไปได้ยังไง

ถึงพี่ไทม์จะไม่หล่อ แต่พอโดนพูดจาหยอกเย้าแกล้งใส่ก็มักจะทำหน้าเหลอหลา วินาทีถัดมาก็แก้มแดงจัด เหมือนสัตว์ตัวน้อยๆ น่ารักจนทำให้ผมยิ่งอยากแกล้งมากขึ้นไปอีก

ใช่ ผมเป็นเกย์

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก แต่ผมไม่ได้นึกสนใจผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเลย ให้พูดคือผมมักจะเจอผู้หญิงอยู่สองแบบ คนที่นึกหมั่นไส้และไม่ชอบหน้าผม กับประเภทที่ชอบผู้ชายหน้าตาน่ารักโดยเฉพาะ

ไม่เคยบอกใคร ครั้งแรกที่รู้ตัวยอมรับตรงๆ เลยว่ากลัว เรื่องพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ เป็นธรรมชาติที่ตัวเองรู้จักมาโดยตลอด อยู่ที่บ้านก็รับรู้ได้ว่าพ่อกับแม่เองก็ไม่สนับสนุนและนึกรังเกียจ

ผมอยู่ในกรอบนั่นต่อไป สุดท้าย... กรอบที่ว่านั่นกลายมาเป็นกรอบที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาบีบรัดตนเองไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่มีหนามแหลม แต่ก็คับแคบจนแทบไม่มีที่ยืน

ถ้าไม่มีการทำขนม ไม่มีกลิ่นหอมของนม เนย และแป้งที่ได้สูดเข้าปอดทุกครั้งแล้วทำให้ปลอดโปร่ง ตอนนี้ผมก็คงยังไม่กล้าออกมาจากกรอบที่ถูกตีขึ้นก็ได้

ช่วงมอหกสุดท้ายของชั้นปี ผมก็ตัดสินบอกชอบพี่ไทม์

...และนั่นเป็นสิ่งที่ผมโคตรดีใจเมื่อรู้ว่า คนที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ตอบรับไมตรีผมกลับคืนมา

ผมคบกับเขา มีอะไรก็ปรึกษาเขา เอาเรื่องที่พ่อกับแม่อยากจะให้สอบเข้าเรียนแพทย์มหาลัยชื่อดังของประเทศมาถามความเห็น บอกว่าตัวเองอยากจะเรียนทำขนมมากกว่า ซึ่งพี่ไทม์ก็แนะนำสถาบันที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ ให้ผมลองไปหาข้อมูลและสมัคร จากนั้นค่อยๆ รวบรวมความกล้าเอ่ยบอกพ่อแม่ไปตามตรง

ตัวเองคิดไปในทางบวกจากคำปลอบที่ได้จากคนรัก แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือความโกรธของพ่อแม่ คืนนั้นผมไม่กลับบ้าน แต่ไปกดกริ่งหน้าร้านขนมหวานแล้วกอดพี่ไทม์ที่ลงมาเปิดประตูเอาไว้แน่น

ทำไมครับ? ทำไม? เป็นสิ่งที่ผมถามซ้ำๆ ไม่หยุดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

ผมรู้สึกเหมือนทุกอย่างมืดแปดด้านเพราะพ่อแม่ไม่เข้าใจ คิดว่ามีแค่พี่ไทม์คนเดียวที่รับรู้ความรู้สึกจริงๆ ของผม แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ไปหาพี่เขาในคืนนั้น เพราะวินาทีถัดมา รถที่เลี้ยวเข้ามาจอดคือรถคันคุ้นตาของพ่อ แกกระชากผมออกจากความอบอุ่นที่ขอพึ่งพิง จากนั้นความชาก็ลามไปทั้งแก้ม

“...อืมม”

มือผมยกขึ้นแตะแก้มข้างเดิมเมื่อรู้สึกแปลบๆ

แปลกดี ก็นานมาแล้ว ไม่ได้มีแผลแก้มฉีกอะไรเลยด้วย แต่นึกทีไรแม่งก็ยังเจ็บ

“หงุดหงิดฉิบหาย”

ตอนนั้นพ่อรู้ว่าผมมาที่นี่เพราะพี่เอิร์นเป็นคนบอก พี่สาวผมรู้มาสักพักแล้วว่าผมโดดไม่ไปเรียนพิเศษ แต่มาขลุกอยู่ที่ร้านขนมหวานหน้าโรงเรียนทุกวัน

พ่อชี้หน้าด่าพี่ไทม์ว่าทำให้ผมกลายเป็นแบบนี้ หยิบกระเป๋าสตางค์เขียนจำนวนเงินลงในกระดาษหนึ่งใบแล้วโยนลงบนพื้น ลากตัวผมกลับขึ้นรถ

ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป... เรื่องมันอย่างกับในละคร

พ่อแม่รู้ว่าผมเป็นเกย์ พวกแกต่อต้านอย่างหนัก สิ่งไหนที่ใช้มาบังคับผมได้ก็เลือกจะเอามาทำทุกอย่าง วินาทีนั้นแหละที่ผมรู้สึกว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองถูกตีกรอบที่เหมือนกำแพงเหล็กหนารอบด้าน พอฝืนพังมันออกมา ก็ได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้ว ตลอดมาผมทำตามในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการมาตลอดเหมือนหุ่นยนต์

กระทั่งคืนหนึ่งที่ผมหนีออกไปจากบ้าน ลงจากรถแท็กซี่วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ร้านขนม กลับมองเห็นป้ายป้ายหนึ่งเขียนติดเอาไว้เด่นหรา

ไอ้เกย์นั่นมันย้ายออกไปแล้ว มันได้เช็คจากฉันไปหลายบาทนี่

...

พอมันได้เงินมันก็เปิดตูดเซ้งร้านไปเลย แกเห็นรึยังว่าไอ้พวกเกย์กะเทยมันไม่มีใครรักใครจริงหรอก

แต่ผมรักพี่เขา!’

แต่มันไม่ได้รักแก! แกก็น่าจะเห็น ถ้ายังทำตัววิปริตอยู่แบบนี้แกก็จะได้รู้ว่าไม่มีใครรักแกทั้งนั้นแหละ!’

ผมวิปริต... ไม่มีใครรักผมทั้งนั้น...

เป็นคำที่แม่งโคตรเจ็บ เจ็บมากๆ เพราะผมรักพ่อกับแม่ พอได้ยินคำด่าที่หลุดออกมาจากปากคนที่ตัวเองรัก ไม่ต้องเอามีดมาแทง เอาปืนมายิง ก็รู้สึกเจ็บเหมือนจะขาดใจได้แล้ว

สุดท้ายแล้วแม้แต่พ่อแม่ก็ไม่รักผมงั้นใช่มั้ย? ถ้าผมทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ได้ ผมก็ไม่มีประโยชน์ใช่มั้ย?

นับแต่นั้นมาถ้อยคำพวกนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัว กลายเป็นว่าเส้นทางรอบตัวทุกทางของผมกลายเป็นสีดำมืดสนิท แต่ต่อให้มันมืดยังไง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เดินกลับเข้าไปในกรอบเหล็กหนาเฮงซวยนั่นอีก ถึงจะเข้ามหาลัยเกี่ยวกับทำขนมที่ตัวเองชอบไม่ได้ แต่ผมก็เลือกจิ้มคณะเกี่ยวกับธุรกิจมาคณะหนึ่ง

แน่นอนว่าก็ยังชอบผู้ชายในแบบของตัวเองต่อไป ไปเที่ยว อยากทำอะไรก็ทำ ให้พ่อให้แม่รู้ว่าผมจะไม่ทำตามในสิ่งที่พวกเขากำหนดแต่ตัวเองทรมานแบบนั้นอีกแล้ว

จากนั้นถึงย้ายออกมาอยู่คนเดียว เหมือนถูกตัดหางปล่อยวัด ค่าเทอม ค่ากินค่าอยู่ก็ไม่ได้รับจากที่บ้านสักบาทเดียว

ช่วงแรกที่ย้ายออกมา ที่ไหนมีรับสมัครงานผมก็ไปกรอกใบสมัครเอาไว้แทบทุกที่ แต่ไม่ผ่านระยะเวลาโปรสักที่ เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ล้างจาน กวาด เสิร์ฟ ถึงพยายามทำแล้วแต่มันก็ทุลักทุเล เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจนผู้จ้างส่ายหน้า ผมพยายามให้เหตุผลแล้วว่าอยากจะใช้เวลาให้ชินสักหน่อย ถึงพวกหัวหน้าจะสงสาร แต่งานสำหรับพวกเขาก็มาก่อนอยู่ดี

จนกระทั่งหางานที่คิดว่าโอเคกับตัวเองได้ นั่นคืองานด้านวงการบันเทิงนั่นแหละ...

“...”

ผมละสายตาจากไฟ รู้สึกการมองเห็นพร่าไปหมด

ผลจากการที่สมองคิดเรื่องเก่าๆ จะทำให้อารมณ์ดิ่งลงทุกครั้ง คิ้วขมวดกันตลอดเวลาจนปวดกล้ามเนื้อตรงหน้าผาก ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ตัวเองนึกถึง เพราะมองว่า นึกถึงไว้ก็ดี จะได้มีอะไรตอกย้ำ

เท้าขยับยันกายลุกขึ้นจากพื้น เตรียมจะหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำ แต่ว่ามือถือที่โยนทิ้งไปทีแรกสั่นอีกครั้ง

ครืด ครืด ครืด

“...”

หน้าผมไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่พอพลิกมันขึ้นมาแล้วเห็นว่าคนที่โทรไม่ใช่พี่สาวตัวเองก็ยิ้มออกมา

“ครับพี่จิ”

(คือ... ทำอะไรอยู่) ได้ยินเสียงแผ่วๆ เหมือนขัดเขินดังลอดมาผมก็ยิ่งยิ้มกว้าง

“ตอบว่าคิดถึงพี่จิจะมีคนเขินมั้ย”

(บ้า คิดถึงอะไร พี่ว่าเอ๋ยน่าจะอยู่กับหนุ่มๆ คนอื่นมากกว่า)

พอติดสายผมก็เปลี่ยนใจยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำ “พี่จิอย่ามองกันแย่แบบนั้นสิ ถ้าผมคุยกับใคร ผมก็คุยกับคนนั้นคนเดียวเนี่ยแหละครับ ตอนนี้ผมมีพี่จิคนเดียวเลยนะ”

(จริงเหรอ...)

“มาหาดิ เดี๋ยวรู้เลย”

เสียงจากปลายสายเงียบไป เท่านั้นผมก็รู้ว่าเขาต้องเขินหน้าแดงอยู่แน่ๆ คิดภาพแก้มขาวๆ ขึ้นสีแดงเรื่อๆ ก็อดจะขำออกมาอีกไม่ได้ นึกอยากเห็นหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาทันตา

(จริงด้วย เอ๋ย เรื่องงานถ่ายแบบชิ้นหนึ่งพี่ติดต่อต้นสังกัดไว้ให้แล้วนะ)

“ขอบคุณนะครับ น่ารักจังเลย อยากกอดพี่จิเลยอ้ะ”

(บ้าอีกแล้ว แล้วนี่... ช่วงนี้ลำบากอะไรรึเปล่า)

“...”

(เงินล่ะพอมั้ย บอกพี่ได้นะ)

รอยยิ้มผมค่อยๆ จางลง สายตาก้มมองปลายเท้าเปล่าเปลือยของตัวเอง “เปล่าครับ ปกติดี”

(นี่ เอ๋ย พี่เต็มใจให้นะ มีอะไรบอกมาเถอะ อย่าทำเสียงหงอยอย่างนี้)

“ผมไม่อยากรบกวนพี่จิ ไม่ต้องคิดมากหรอก”

(เธอไม่ได้รบกวนอะไรพี่เลย เอ๋ยเองก็อยู่เป็นเพื่อนตอบแทนพี่หลายครั้งแล้ว ไงเดี๋ยวพี่โอนไปให้นะ แล้วเดี๋ยวถ้าวันไหนพี่ว่างานเมื่อไหร่จะโทรนัดมากินข้าวด้วยกัน นะ)

“...ขอบคุณนะครับ ถ้าไม่มีพี่จิผมคงไม่รู้จะพึ่งใครดี”

เราคุยกันอีกพักหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นผมที่หาคำพูดมาหยอกเย้าให้อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายพี่จิก็ขอตัวกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ผมถึงได้ยอมวางสายอย่างเสียดาย ยืนจ้องจอมือถืออยู่พักหนึ่ง ไลน์ก็เด้งแจ้งเตือนเป็นภาพโอนเงินผ่านแอพฯ จากพี่จิ เห็นจำนวนเงินนั่นผมก็ยิ้มมุมปาก

พี่จิติดต่อมาพอดีกับที่ต้องการใช้เงินจริงๆ รักพี่จิชะมัด

พี่จิเป็นเกย์รับ ปีนี้อายุเฉียดสามสิบแล้ว ทำงานในบริษัททางด้านวงการบันเทิงเช่นกัน แต่ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไรขนาดนั้น หลายๆ ครั้งผมได้งานเพราะพี่จิช่วยเอาชื่อไปแนะนำเสนอต่อกลุ่มลูกค้าหรือบรรดาโปรดิวเซอร์ นอกเหนือจากนี้ พี่เขาก็โอนเงินเป็นค่าตอบแทนมาให้ผมในบางครั้งบางหน

เรามีอะไรกัน แต่ไม่ได้เป็นอะไรกันไปมากกว่าคนคุย...

พี่จิใจดี แต่เขาไม่ได้รักผม พี่จิเป็นคนขี้เหงา เขาถูกแฟนทิ้ง และเพราะนิสัยหัวอ่อนบางครั้งทำให้รักไม่เคยจะยืดยาวไปรอด แต่ผมกลับชอบพี่จินะ ความหัวอ่อนนั่นเวลาแกล้งพูดจาเย้าหยอกมันทำให้เขาดูน่ารักขึ้นมา

คนที่ทิ้งพี่จินี่มันไอ้โง่ชัดๆ ถ้าพี่จิยอมคบกับผม ผมก็จะคบให้อยู่หรอก

ผมไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องรักกับคนที่คบกัน ไม่เคยขวนขวายหาสิ่งนั้นด้วย

...ยังไงซะก็ไม่มีใครอยากรักผมอยู่แล้ว

 

เช้าวันอาทิตย์

ผมตื่นมาด้วยอารมณ์มึนๆ เล็กน้อย เดินลงไปซื้ออาหารเช้าไข่ดาวไส้กรอกและชาร้อนที่แม่ค้าเปิดเพิงขายอยู่ตรงหัวมุมซอยถัดไปขึ้นมาทาน จากนั้นออกไปเดินเล่นดูหนังทำอะไรชิลด์ๆ ด้านนอก จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น ถึงได้ออกไปเบียดเสียดแออัดกับผู้คนบนรถปอ.ที่ต่อสายตรงกลับไปที่บ้าน

รถประจำทางจอดที่ประจำที่เดิมของมัน เมื่อก่อนผมไม่เคยได้ใช้ และเพิ่งจะเริ่มมาหัดใช้บริการรถโดยสารสาธารณะบ่อยๆ เอาตอนที่ย้ายออกมาอยู่คนเดียวนั่นแหละ

จากป้ายรถเมล์ตรงนี้ ไปจนถึงหน้าบ้านผมยังเป็นระยะทางอีกไกล ผ่านป้อมยาม แล้วเดินลัดเลาะสวนเล็ก ตึกสระว่ายน้ำ ไปจนถึงรั้วบ้านคุ้นตาหลังใหญ่

ผมไม่มีกุญแจ จึงกดกริ่งแล้วยืนรอ ไม่นานนักก็มองเห็นเด็กวัยรุ่นชาวพม่าที่แม่คงรับเข้ามาเป็นสาวรับใช้วิ่งออกมา

“ขุ...คุณเอ๋ย”

เห็นท่าทีของเธอ ผมก็รีบคลายสีหน้าหงุดหงิดเป็นรอยยิ้มน่ารัก “หวัดดี มาทำงานใหม่เหรอ”

“ข่ะ ค่ะ! หนูเห็นคุณเอ๋ยบนนิตยสาร ตัวจริงน่ารักมากเลย” เธอมีท่าทีตื้นเต้น แม้น้ำเสียงที่ใช้พูดจะไม่ชัดอยู่บ้าง

“ขอบใจนะ ดีใจจัง แล้วนี่โต๊ะอาหารตั้งรึยัง”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

ผมพยักหน้า เดินเข้าไปด้านในทันที

บ้านผมก็ยังเหมือนทุกที มีสวน มีโรงจอดรถ มีพื้นที่ใหญ่โตสมเป็นบ้านของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และคุณหญิงภรรยาของเขา อ้อ... ส่วนลูกสาวก็เป็นถึงว่าที่แพทย์หญิง

ตอนนั้นริมฝีปากก็อดจะแสยะไม่ได้ แต่เมื่อเหยียบเทอเรซขึ้นไปด้านบนผมก็ต้องปรับสีหน้าใหม่อีกครั้ง

“กลิ่นอาหารหอมไปถึงหน้าปากซอยเลยนะครับเนี่ย”

“...”

สายตามองเห็นเหล่าคนที่นั่งล้อมหน้ากันอยู่บนโต๊ะชะงัก

พ่อกับแม่นั่งอยู่อีกฝั่ง ก่อนหน้ากำลังหัวเราะพูดจากันอย่างมีความสุข แต่พอได้ยินเสียงผมทุกอย่างพลันกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ได้มีแค่พ่อกับแม่ เพราะอีกฝั่งคือพี่สาว กับไอ้สายหมอกเพื่อนสนิท

ใบหน้าของพ่อบึ้งตึงขึ้นมา “แกมาทำไม”

“อ้าว พี่เอิร์นไม่ได้บอกพ่อเหรอว่าผมแวะมากินข้าวด้วยน่ะ”

“...”

ผมเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นสงสัยทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดี “ทั้งจานทั้งอะไรก็ไม่มีเตรียมไว้ให้ โอเค ไม่เป็นไร” ผมหันหน้าไปทางสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ “ช่วยเอาจานมาให้ผมหน่อยได้มั้ย ตักข้าวมาให้ด้วยนะ ขอสามช้อนใหญ่ๆ เลย”

บรรยากาศมื้อเย็นกลายเป็นอึดอัดทันควัน และแน่นอนว่ามันก็เป็นเพราะผมนั่นแหละ

เห็นอย่างนี้แล้วรอยยิ้มก็จุดขึ้นอยู่ภายใน แต่อย่าไปถามเลยว่ามันเป็นรอยยิ้มประเภทไหน สีหน้าของผมที่แสดงออกยังรื่นเริง พอได้รับจานพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ก็หยิบช้อนหยิบส้อมพร้อม

“ไม่กินต่อกันเหรอ? งั้นผมกินละนะ”

เคร้ง!

พ่อวางช้อนลงกับจานเสียงดัง “เงินหมดรึไงถึงได้ซมซานกลับมาอาศัยใบบุญกินข้าวที่นี่”

ผมเคี้ยวข้าวอย่างไม่รีบร้อน พอกลืนแล้วถึงได้โบกมือ “ซะที่ไหนล่ะครับ งานมี เงินผมก็ยังมี พ่อก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าผมมีคนเลี้ยงน่ะ ใช้จ่ายสบาย ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

“ฉันไม่ได้เป็นห่วงแก”

“...” ผมยักไหล่

ก็รู้อยู่แล้ว...

ครั้งก่อนที่ผมเคยกลับมาที่บ้านหนหนึ่ง อาจเพราะความอยากรู้ เส้นสาย พี่สาว ไอ้หมอก รึใครก็ตามเอาเรื่องผมที่ได้เงินจากผู้ชายมาบอกให้รู้ วันนั้นถึงได้โดนถากถางด้วยถ้อยคำประมาณว่ามีพวกเกย์เฒ่าคอยส่งเสียเลี้ยง น่าไม่อาย

ถ้าพูดถึงกรณีนี้ สำหรับคนอื่นมันก็อาจจะดูน่าไม่อายจริงๆ นั่นแหละ

แต่สำหรับผมและคู่นอนในช่วงเวลานั้น พวกเราต่างมีข้อแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ผมอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา ให้ความสุขเรื่องบนเตียงแก่กันและกัน ส่วนเรื่องงั้น หากพวกเขาให้ ผมก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งนับตั้งแต่ย้ายบ้านออกไป ไม่ใช่แค่พี่จิที่ผมรู้จักและแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์อย่างนี้ ...พ่อกับแม่คงมองว่าผมทุเรศเกินจะรับแล้วละมั้ง

“ทะนงตนไปเถอะ แกอย่าคิดนะว่าไอ้เงินจากการทำงานนั่นจะพอทำให้ไปฝรั่งเศสได้”

“...”

มือผมที่กำลังตักข้าวชะงัก

“ตอนนี้แกไม่มีแม้แต่ครัวไว้ทำขนมนั่นด้วยซ้ำ”

ฟังที่พ่อพูดไปพูดมา สรุปแล้วผมก็กำช้อนแน่นมากถึงขนาดข้อนิ้วซีดขาวโดยไม่รู้ตัว ถึงอย่างนั้นปากก็ยังยิ้ม “ผมบอกแล้วว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วง อย่าซีเรียสพูดจากันแบบในละครเลยครับ กินข้าวดีกว่า”

เรื่องนั้น... ต่อให้ต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินทั้งชีวิต ผมก็จะทำให้ได้

ทำขนมกลายเป็นความฝันทั้งหมดของผม ผมเลือกมันแล้ว ผมจะไม่ทิ้งมันแน่

 

ปี๊น!

เสียงเตรรถทำให้ผมที่เดินลากเท้าอยู่ริมถนนเทปูนหันกลับไปมอง

รถเก๋งสีขาวคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทใกล้ๆ ไม่ต้องรออีกฝ่ายลดกระจกลงผมก็รู้ดีว่าใคร

“ขึ้นมา เดี๋ยวกูไปส่ง”

ผมถอนหายใจ สีหน้าเซ็งอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ใช่ว่าก่อนหน้ามึงคุยกับพี่เอิร์นอยู่รึไง”

“กูขอเอิร์นออกมารับมึงก่อน นั่งเมล์มาไม่ใช่รึไง รีบขึ้นมา”

“ไม่ต้องมามีจิตใจเมตตาอารีย์หรอก มึงจะยิ่งทำให้กูเหนื่อยซะเปล่าๆ”

“...”

คนฟังไม่ตอบ เหมือนมันเองก็รู้นั่นแหละว่าผมเสียดสีเรื่องอะไร

พี่เอิร์นคิดว่าไอ้หมอกชอบผม น้ำเน่าซะไม่มี ถึงไอ้หมอกจะไม่ได้มีทีท่าพิศวาสหรือเบี่ยงเบนทางเพศใดๆ ทั้งนั้น แต่การกระทำและการแสดงออกของมันทุกครั้งทำให้พี่สาวผมเข้าใจผิด และความเข้าใจผิดนั่นก็ทำให้เธอบ้าๆ บอๆ ทำเหมือนหวังดีกับผม แต่อีกด้านก็ไม่พอใจผม ...อย่างวันนี้ก็นัดไอ้หมอกไปกินข้าวที่บ้าน แต่กลับนัดผมไปด้วยเพื่อให้โดนพ่อถากถางเล่น

โอ๊ย โดนพ่อด่าต่อหน้าไอ้หมอก อายจริงๆ เลย

เข้าใจผิดได้น่าปวดหัว ไอ้หมอกมันไม่ได้ชอบผม มันแค่สงสารสังเวชผมมากกว่า ซึ่งนั่นแหละที่เกลียดมากที่สุด

มันชอบทำท่าเหมือนเข้าใจผม ชอบคอยกำหนดกะเกณฑ์เหมือนตัวเองเป็นพี่ชายผมอีกคน

“ขึ้นมาเหอะ มึงอยากจะเดินรึไง กว่าจะถึงป้ายรถเมล์รถก็หมดหมดแล้ว”

ผมปรายตามอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิทไปนานแล้ว ผมนั่งทอดสายตาออกไปนอกกระจกรถ ไฟริมถนนสาดวูบวาบเข้ามาเป็นระยะ

“งานมึงเป็นไงบ้างล่ะ”

“...อะไรคืองานกูเป็นไง”

“มีงานเข้ามาบ้างมั้ย?”

“ก็มีเรื่อยๆ”

“เงินไม่พอสินะ ดูจากสีหน้ามึงกูก็รู้แล้ว”

“...”

เหอะ

“ยืมกูก่อนก็ได้”

“ไม่ต้อง พี่จิให้กูมาแล้ว”

“พี่จิ?” มันเลิกคิ้วนิดหน่อย ต่อมาก็ส่ายหน้า “มึงเปลี่ยนผู้ชายอีกแล้วเหรอ”

“...”

“เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว”

“เรื่องของกู”

หูได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากเบาะข้างๆ “ถึงจะเป็นการพูดซ้ำๆ แต่กูก็อยากให้มึงทบทวนตัวเอง หยุดทำตัวเป็นเด็กขาดความรักแล้วคุยกับลุงภพเขาดีๆ เถอะ”

“...”

ผมไม่ตอบ มองบานประตูเหล็กและบังตาสีชมพูคุ้นเคยของอาคารพาณิชย์ที่อยู่หน้าปากซอยตึกหอพักของตัวเอง ขับไปอีกนิดเดียวก็จะถึงที่หมาย

“เอ๋ย กูเข้าใจมึง มึงอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจ เลยอยากจะหาสักคนคอยอยู่กับตัวเองตลอดเวลา ปากก็บอกว่าแลกเปลี่ยนกัน แต่ใจมึงก็ไม่ใช่อย่างนั้น”

“มึงไม่ต้องมาทำเป็นรู้จักกูดี ชอบพูดว่าเข้าใจกูๆ หยุดทีเหอะ อยากจะอ้วก”

“แล้วมันจริงมั้ยล่ะ?”

“ไม่จริง! แม่ง เจอกูแล้วไม่สอนมีสักวันมันจะตายมั้ย?”

“...”

“ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู กูจะทำยังไง นอนกับใคร เป็นเด็กใครมันก็เรื่องของกู!” ผมส่งเสียงออกไปอย่างหงุดหงิดคุมอารมณ์แทบไม่อยู่ เปิดประตูรถก่อนจะก้าวลงไปแล้วสะบัดมือปิดตามหลังอย่างแรง

หมุนตัวก้าวเข้าไปในตึกหอพักโดยไม่เหลียวหลัง ไอ้หมอกเองก็ไม่ได้เปิดกระจกเอ่ยต่อหรือก้าวตามลงมา

 

ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองไปเจอพ่อแม่และเรื่องหงุดหงิดมาก่อนหน้านี้รึเปล่า อารมณ์ตลอดช่วงสองสามวันนี้เลยไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่นัก ผมเอาเงินจากพี่จิไปจ่ายค่าเทอมเรียบร้อย ส่วนค่าหอพักน้ำไฟของเดือนนี้ก็กำลังเร่งทำงานเพื่อเคลียร์ให้หมดเช่นกัน ...ยังดีที่งานที่พี่จิแนะนำเขาตอบรับช่วยผมไว้ทันเวลา

ผมไม่อยากเอาเงินที่ออมไว้อีกบัญชีหนึ่งมาใช้ เพราะว่าในนั้นคือเงินทั้งหมดที่ผมตั้งใจจะเก็บไว้เพื่อไปฝรั่งเศส หลังจากเรียนจบเมื่อไหร่ เป้าหมายที่ตั้งไว้คือออกเดินทางทันที เพราะฉะนั้นก่อนจะถึงวันนั้น เงินที่ออมเอาไว้จะต้องเพียงพอ

...ต้องมากกว่านี้

ทำงานให้มากกว่านี้ เก็บให้มากกว่านี้

“น้องเอ๋ย!

“...!” เสียงตะโกนของลุงตากล้องหน้าหนวดทำให้ผมที่เผลอเหม่อสะดุ้ง “คะ...ครับ”

“ตั้งใจหน่อยสิครับ เหม่อรอบที่สองแล้วนะ”

“ขะ...ขอโทษครับ ผม...ผมนอนไม่ค่อยพอเมื่อคืน”

“รู้ว่าจะมาทำงานแล้วทำไมนอนไม่พอ?” คิ้วที่เริ่มขมวดกันพร้อมสีหน้าไม่พอใจเริ่มฉายชัด

ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย กะพริบตาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นๆ “ผม...ผมตื่นเต้นไปหน่อย ขอโทษนะครับ”

แบบนี้ใช้ได้ผลทุกครั้ง

อารมณ์โมโหเกรี้ยวกราดของตากล้องหน้าหนวดลดฮวบฮาบลงฉับพลัน สีหน้าไม่พอใจก็กลายเป็นแค่ถอดถอนใจปะปนเอ็นดูหน่อยๆ พออีกฝ่ายโบกมือบอกให้ลองใหม่ ผมก็ส่งยิ้มกว้างน่ารักไปให้ เลยได้เห็นแก้มแดงก่ำของเขาแทน

ชั่วโมงต่อมา การถ่ายแบบก็เสร็จสมบูรณ์ ผมเดินออกมาจากฉาก

“น้องเอ๋ยๆๆ น้องเอ๋ยคะ”

จังหวะที่รับขวดน้ำเย็นเฉียบมาจากพี่กะเทยคนหนึ่ง พี่เขาก็ขยับกระแซะเข้ามาใกล้ ใช้ศอกกระแทกสะกิด

ผมรู้สึกรำคาญทีท่าแบบนั้นนิดหน่อย แต่ภายนอกเลือกจะยิ้มหวานเอียงคอถาม

“อะไรเหรอครับ?”

“นู่นแน่ะค่ะ”

“...”

“คุณโรมมาอีกแล้ว ตลอดสามวันที่น้องเอ๋ยมาถ่าย คุณโรมแวะลงมาที่ห้องสตูฯ นี้ทุกครั้งเลย”

“...”

ตาผมมองไล่ไปตามใบหน้าและสายตาของพี่กะเทย แล้วก็พบว่า...

ตรงประตูห้องสตูดิโอมีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่

ผู้ชายคนนั้นสวมสูทราคาแพง นาฬิการาคาแพง และมีเครื่องหน้าหล่อเหลาดูแพง ไม่ว่าจะยืนอยู่จุดไหนก็ดูเด่นสะดุดตาออกมาจากบรรยากาศหลายๆ อย่างอวลอยู่รอบร่างนั้น ทันทีที่ผมมองตรงไป ก็เห็นว่าสายตาคู่คมคู่นั้นจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสบกัน อีกฝ่ายก็ไม่ได้หลบ ชวนให้รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

...เชี่ยอะไรวะเนี่ย

ผมเกลียดผู้ชายที่ดูเข้มแข็งมีออร่าเป็นผู้นำแบบนี้มากที่สุด เวลาอีกฝ่ายมองมาเหมือนควบคุมฝั่งตรงข้ามได้ มันชวนให้รู้สึกอยากจะอัดสักหมัดแล้วทำให้ล้มลุกคลุกคลาน

“คุณโรมต้องถูกใจน้องเอ๋ยแน่เลยค่ะ ฮุๆ” พี่กะเทยแกยิ้มมุมปาก สายตาที่ใช้ส่อแววประหลาด

ผมพอจะอ่านออกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำเป็นกะพริบตาใสซื่อไม่เข้าใจ

“คุณโรมเขาเป็นใครเหรอครับ”

“ต๊าย ไม่รู้จักได้ยังไง” เธอยกมือตีไหล่ผม “ก็คุณโรม เจ้าของบริษัทอาร์เอ็ม เอนเตอร์เทนเมนต์ที่นี่ยังไงละคะ”

“เจ้าของ?”

“ค่า หล่อ รวย จบนอก ครบสูตรมากๆ!

“...”

รวย...

คนข้างกายผมยังทำสีหน้าเพ้อฝัน ขยับเข้ามาใกล้ผมอีกนิดแล้วก้มลงมากระซิบ “มีข่าวว่าคุณโรมได้ทั้งชายทั้งหญิง ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นสมภารกินไก่วัดรึเปล่า แต่ถ้าใครขึ้นเตียงให้เลี้ยง รับรองมีเงินอู้ฟู่ให้ใช้สบายตลอดระยะเวลาแน่นอนค่ะ อ๊ายย พูดแล้วพี่เองก็อยากถูกคุณโรมถูกใจบ้าง”

“งั้นเหรอครับ”

ผมรับคำคนพูด ส่วนสายตาก็ยังจ้องไปทาง คุณโรมคนนั้น

แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยังจ้องผมมานิ่งๆ แบบนั้นเช่นกัน

ก็ดูหล่อดีอยู่หรอก แต่ไม่ใช่สเป๊กของผม ผู้ชายที่ผมชอบจะต้องน่ารักเหมือนสัตว์ตัวน้อยๆ ขี้อายแต่ก็ปากแข็งนิดๆ เวลาพูดจาหยอกล้อหรือเย้าแหย่แล้วจะเบิกตากว้าง

แบบพี่จีน... อะไรแบบนี้

ในตอนที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เสียงตะโกนเรียกของทีมงานอีกคนก็บอกให้ผมรีบไปเปลี่ยนชุดเพื่อนำเสื้อที่สวมอยู่กลับไปคืน จังหวะนั้นเองถึงได้ละสายตาออกห่างเพื่อหันไปตอบรับ

ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อ ผมก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกครั้ง

สุดท้ายสิ่งที่เลือกจะทำคือคีปคาแร็กเตอร์ของตัวเอง ส่งยิ้มน่ารักไปให้ตามมารยาท แค่ไม่ถึงวิฯ ก็หันกลับไปอีกทาง

ความจริงเป็นยังไงก็ไม่รู้แหละ แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ควรรู้อันดับแรกเลยคือ ...กูเป็นรุกอ่ะนะ


====================== จบ

พาน้องเอ๋ยเด็กนิสัยไม่ดีมาพบปะทุกคนค่ะ 5555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.734K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8,590 ความคิดเห็น

  1. #8579 Ninan (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 14:53
    น้องเอ๋ยเป็นรุกกกกก อ้าววววว ในซีรี่ย์เหมือนจะไม่หรือเปล่าหว่า
    #8,579
    0
  2. #8578 belmut (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 มีนาคม 2564 / 22:08
    เอ๋ยยย 555555 พี่จีน เกือบแล้ว
    #8,578
    0
  3. #8563 AAAAA (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 12 มีนาคม 2564 / 17:31

    กรี้ดดด น้องเอ๋ยเป็นรุกกกกกกกก

    #8,563
    0
  4. #8559 enjoy116677 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 10:38
    อยากอ่านเรื่องเอ๋ยนะคะ
    #8,559
    0
  5. #8513 MarsJust (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 19:38
    อยากอ่านเรื่องเอ๋ยเลย
    #8,513
    0
  6. #8504 Tk0954519300 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 14:48
    พีคคคึคึคคึคคคคคคคคคคคค
    #8,504
    0
  7. #8487 mimiine (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 01:03
    รอเรื่องของเอ๋ยเลยยย
    #8,487
    0
  8. #8456 singsamoud (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 21:04
    อยากอ่าน
    #8,456
    0
  9. #8397 Liracu (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:28
    เดี๋ยวนี้มีแต่เด็กร้ายๆแล้วใช่มีมั้ย , สตอรี่ของเอ๋ยน่าติดตามมาก
    #8,397
    0
  10. #8376 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:18
    โอ้ย น้องเอ๋ยแมนมากลูกพ่อรุกคนแมน55555 ตอนแรกนึกว่าหมอกจะคู่กับเอ๋ยซะอีกแต่จริงๆแล้วมีพระเอกอีกหรอเนี่ยยยยย อยากอ่านเรื่องน้องเอ๋ยอ่ะ
    #8,376
    0
  11. #8343 ojay2 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 16:58
    เอ๋ยเป็นรุกกกก ชอบบบ แมนๆ 5555555
    #8,343
    0
  12. #8327 MB-krD (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 14:04
    เขินน้องเอ๋ยอะ เป็นรุกที่น่ารักมาก ชอบ 55555555
    #8,327
    0
  13. #8281 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 23:09
    เอ๋ยลูก;-;
    #8,281
    0
  14. #8264 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 16:43
    มาแนวนี้แต่งต่อแน่นอน5555555 จะรอนะคะ น่าหนุนอ่ะ
    #8,264
    0
  15. #8229 phapha087bw (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 10:02
    เอ็นดูน้องเอ๋ยยยยยยยยยยยยยยย
    #8,229
    0
  16. #8167 MyUniverseOSH (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 18:52
    อ้าว เอ๋ยกับคุณโรมนี่ยังไง แล้วสายหมอกล่ะ สรุปน้องเอ๋ยจะคู่กับใครเนี่ย งงแน้ว
    #8,167
    0
  17. #8151 ต้อม (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 15:54

    ลงน้องเอ๋ยกับโรมมั่งดิคะ..จะรุกรับว่าใครกัน

    #8,151
    0
  18. #8150 mookmimook (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 21:43

    อยากอ่านเรื่องของเอ๋ยจัง
    #8,150
    0
  19. #8144 BiimBybenchita (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 08:03
    อยากอ่านน้องเอ๋ยย😘😘
    #8,144
    0
  20. #8127 เว่ยอิง (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 16:30
    อยากอ่านของเอ๋ยอ่ะ~~~~
    #8,127
    0
  21. #8125 neaghr (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 23:55
    แงงงงง อยากอ่านเรื่องราวของเอ๋ยจังเลย อยากเป็นกำลังใจให้น้องเอ๋ย ก็บ่นลอยๆเฉยๆนะเนี่ย ไม่ได้จะกดดันไรท์เลยจริงจริ๊งงงง 555555555
    #8,125
    0
  22. #8095 ส้มโอ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 14:20

    555555555555 โอ้ยยยยยย ไรท์ทำช๊อกมากอ่ะ เอ๋ยเป็นรุก!!!!!!!!!!

    #8,095
    0
  23. #8043 M1WMIRACLE (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 21:02
    สงสารเอ๋ยมากเลย ทำตามความฝันให้ได้นะลูก
    #8,043
    0
  24. #7996 priyatida_tt (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 12:01

    อยากให้คุณไรท์แต่งเรื่องน้องเอ๋ยเป็นเรื่องยาวจังเลยค่ะ อยากเห็นน้องรับ555555555555 โรมเอ๋ย แงงงงงพี่ขอโทษนะน้องเอ๋ย
    #7,996
    1
    • #7996-1 priyatida_tt(จากตอนที่ 36)
      17 สิงหาคม 2562 / 12:03

      อยากให้น้องมีความสุขสักทีทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องความฝันเรื่องทำอาหารของร้อง//กราบคุณไรท์ให้เห็นใจแงงงงงง
      #7996-1
  25. #7995 Apoptosis (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 10:55
    อยากอ่านเรื่องเอ๋ยเลยยยยย เปิดเรื่องยาวไหมอ่าาาา
    #7,995
    0