นับสิบจะจูบ (Yaoi) END

ตอนที่ 18 : นับ(สิบ) 16 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91,857
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,984 ครั้ง
    23 ก.พ. 62



นับ(สิบ) 16

เดี๋ยวพี่จีนก็กลับบ้านมาบ่อยๆ อย่าทำหน้าบึ้งดิ

...

คืนนี้เดี๋ยวไปนอนห้องสิบก็ได้อ่ะ

...

งั้นมาหอมแก้มกัน

ภาพตรงหน้าผมคือเด็กผู้ชายร่างเล็กในชุดเอี๊ยมยีนส์ที่น่ารักจนแทบลืมหายใจ อีกฝ่ายพูดเสียงอ่อนพยายามง้อ ดวงตากลมโตจับจ้องมาทางนี้ วินาทีนั้นมือก็เคลื่อนไปตรงหน้า ตั้งใจจะกอดรวบร่างนั้นไว้ในอ้อมแขน แต่ก็ทำไม่ได้

รู้ดีว่าคนที่อีกฝ่ายยิ้มและเอียงหน้ายื่นแก้มให้หอมไม่ใช่ตัวผมในตอนนี้ แต่เป็นผมเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วต่างหาก

ลืมตาขึ้นมาอีกทีสิ่งที่เห็นก็ไม่ใช่ใบหน้าน่ารักของคนที่อยู่ในความทรงจำมาตลอดอีกแล้ว แต่เป็นฝ้าเพดานไม้และมุ้งผืนบางที่แขวนห่วงร้อยขึงไว้ ไม่ต้องเสียเวลาทบทวนผมก็จำได้ชัดเจนว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่บ้านชานเมืองของจีน คิ้วขยับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เอี้ยวศีรษะหันไปมองด้านข้าง แต่ก็ไม่เห็นใคร

หมอนและผ้าปูยังอยู่ในสภาพเดิม ...จีน?

ผมลุกขึ้นจากที่นอนทันที รู้สึกเวียนหัวอยู่บ้าง ตั้งใจจะนอนพักสายตาแค่ครู่หนึ่ง แต่ตอนนี้พอมองลอดหน้าต่างในห้องออกไปก็เห็นว่าไม่มีแดดแล้ว

ผลักเปิดประตูห้องเสียงเบา เป็นอย่างที่คิดเมื่อเห็นจีนนอนขดตัวอยู่บนโซฟาเล็กๆ ทั้งที่อุตส่าห์เว้นที่ข้างๆ ไว้แต่ถูกดื้อใส่แบบนี้ก็อดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ ขยับไปอุ้มร่างนั้นขึ้นมาก่อนพาเข้าไปในห้องนอน

“อืม...”

ผมสอดตัวตามเข้าไปในผ้าห่ม ดึงปลายอีกข้างที่เจ้าของห้องดึงไปกอดไว้ทันทีที่หลังสัมผัสเตียงออก แล้วดึงให้แขนขาวๆ ข้างนั้นมาโอบรอบเอวตัวเองไว้แทน

เห็นใบหน้าเหนื่อยๆ และขอบตาที่คล้ำนิดๆ ก็อดจะรู้สึกแย่ขึ้นมาไม่ได้ แต่รอยยิ้มเล็กๆ และทีท่าเหมือนกำลังหลับสบาย แนบแก้มนิ่มๆ ข้างหนึ่งไว้กับอกผมปากก็ขยับยิ้มตาม

ตามองคนตรงหน้าด้วยความหลงใหล

ได้กอดอีกฝ่ายไว้แน่นๆ เวลานอนแบบนี้เป็นครั้งแรกก็ยิ่งรู้สึกรักจนใจสั่น นึกอยากจะกอดให้แน่นกว่านี้ ให้แน่นจนจมหายเข้าไปในอก ให้สมกับเวลาหลายปีที่ได้แค่มองอยู่คนละซีกโลก แต่อีกใจก็อยากจะทะนุถนอมไม่อยากทำให้โกรธหรือไม่พอใจ สุดท้ายก็ห้ามตัวเองไม่ให้จูบริมฝีปากน่ารักนั่นแรงๆ แล้วเปลี่ยนเป็นแค่หอมแก้มเบาๆ สำเร็จ

ผมเคลื่อนริมฝีปากไปตามขมับ ก่อนไล่ลงมาที่แนวกราม ฝังหน้าตัวเองลงกับซอกคอ จมูกสัมผัสถึงกลิ่นเย็นๆ ของสบู่จางๆ ที่ยังติดผิวเนื้อ พอรู้ว่าจีนอยู่ตรงนี้ ผมก็พ่นลมหายใจแผ่วๆ

ภาพใบหน้าตอนที่จีนโมโหกับเรื่องก่อนหน้านี้โผล่เข้ามาในสมองอีกครั้ง เห็นสีหน้าเสียใจของอีกฝ่ายตัวก็เหมือนถูกบีบรัดตาม ถึงจะคำนวณอะไรหลายๆ อย่างเอาไว้ก่อนแล้ว แต่จังหวะหนึ่งที่คิดว่าถ้าจีนไม่เข้าใจและยืนยันว่าไม่อยากจะเจอหน้าผมอีกจะเป็นยังไง แค่นั้นมือมันก็เกร็งขึ้นมา

แขนข้างที่ให้อีกฝ่ายนอนหนุนก็ขยับข้อมือไปลูบหลังศีรษะเล็กเบาๆ สอดมือเข้าไปในเส้นผมนุ่มนิ่มขณะสางช้าๆ เจ้าตัวคงรู้สึกสบาย ถึงได้ครางเบาๆ ในลำคอ

ผมนอนมองกรอบหน้าเล็กอยู่พักใหญ่ๆ อาจเพราะรู้สึกสบายใจที่สัมผัสถึงการมีตัวตนของอีกฝ่ายได้ พอแทรกปลายจมูกไว้ที่ขมับคนตัวเล็กกว่า หาจุดเหมาะให้ตัวเองได้แล้วถึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงบ้าง

 

ครั้งแรกที่ได้เจอจีน ตอนนั้นผมอายุห้าหกขวบ...

ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้เด็กขนาดไหนก็ไม่มีทางลืม วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน ผมหนีอาจารย์สอนเปียโนออกมานอกบ้าน ลัดเลาะไปตามสวนขนาดใหญ่แล้วนั่งพิงรั้วสีขาวสูงชะลูด ตั้งใจจะหลบอยู่ตรงนั้นจนกว่าหมดชั่วโมงเรียน เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกแม่ดุ จำไม่ผิดตอนนั้นเอาแต่นั่งไม่ขยับแม้แต่สีหน้าก็ไม่แสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น

กระทั่ง... ได้เจอใครบางคนโผล่ศีรษะมาจากกำแพงฝั่งตรงข้าม

อีกฝ่ายมีใบหน้าน่ารัก แก้มและดวงตากลมๆ พอสบตากับผมที่นั่งอยู่ข้างล่างก็ยิ่งเบิกตาคู่โตกลมดิกเข้าไปอีก

พี่แจ๊บ มีเด็กอยู่ตรงนี้ด้วย

จีน ลงมา! ปีนกำแพงเพื่อนบ้านได้ไง

น้องๆๆ มาเล่นด้วยกันมั้ย เตะบอลเป็นป่ะ

จีน!! ไม่ลงพี่จะฟ้องแม่แล้วนะ

ตอนนั้นผมทำยังไงต่อ...? ถ้าจำไม่ผิดเหมือนว่าจะไม่ได้ตอบอะไรกลับไป หลังจากหายตกใจก็ลุกขึ้นเดินหนี เพราะจำคำแม่ได้ว่าไม่ควรคุยกับคนแปลกหน้า

แต่ว่าก็ต้องตกใจหนักกว่าเดิมเมื่อจู่ๆ ร่างของอีกฝ่ายก็กระโดดมาขวางอยู่ตรงหน้า เคลื่อนกายจากรั้วสูงไปยังกิ่งไม้ต้นใกล้ๆ ไต่ว่องไวกระฉับกระเฉงลงมาบนพื้นเขตฝั่งบ้านผมได้โดยสวัสดิภาพ

ทั้งที่ตอนนั้นตัวก็สูงใหญ่กว่าผมเยอะ แต่ท่าทางซุกซนร่าเริงเหมือนแฮมสเตอร์ตัวน้อย

พ่อแม่ผมไม่เคยให้ปีนต้นไม้ ขณะที่มองอย่างตกตะลึง อีกฝ่ายก็ดึงแขนผมพาไปทางประตูรั้วใหญ่แล้วแอบออกไปนอกบ้านด้วยกัน ในหมู่บ้านมีสวนกลางขนาดใหญ่ วิ่งเล่นกันหลายชั่วโมง

เย็นวันนั้นพอโดนแม่เจอตัวก็ถูกดุยกใหญ่ ผมยังจำภาพตอนที่จีนวิ่งมากอดตัวเองไว้แล้วบอกว่าอยากเล่นกับผม ยิ้มกว้างส่งเสียงอ้อนแม่ผมราวกับรู้ดีว่าทำแบบไหนจะทำให้ผู้ใหญ่ตกหลุมรัก

มีโอกาสทำให้อ้อนผมแบบนั้นบ้างสักครั้งก็ดีเหมือนกัน...

คิดแล้วก็เอื้อมมือไปดึงแก้มนุ่มป่องๆ ของคนที่ยังหลับสนิท ได้ยินเสียงพึมพำและหน้ายุ่งน้อยๆ

หลังจากหลับตามคนในอ้อมกอดไปอีกรอบ ลืมตาอีกทีก็หกโมงเย็นแล้ว

“จีน”

“อือ...”

“ตื่นได้แล้วครับ เดี๋ยวคืนนี้ก็นอนไม่หลับ”

อีกฝ่ายยังนิ่ง คงเพลียมาก สุดท้ายฝืนใจปลุกไม่ลง ผมเลยขยับตัวถอยห่างออกมาจากความอบอุ่นนั้น รู้สึกเสียดายนิดๆ แต่ก็ทำได้แค่ดึงผ้าห่มมาคลุมร่างจีนให้มิดชิดเนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็น

เปิดประตูออกไปด้านนอกกลับยิ่งรู้สึกเย็นกว่าด้านใน หน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นเหม็นของดอกตีนเป็ดฟุ้งมาตามลม พอปิดบานกระจกเรียบร้อยก็หยิบเอากุญแจรถเดินออกไปนอกบ้าน นอกจากไฟต้นเล็กๆ ใกล้กับบ้านไม้แล้ว ห่างไปค่อนข้างไกลถึงจะเป็นไฟอีกต้น บางจุดจึงค่อนข้างมืด

รถผมจอดอยู่หลังต้นไม้ต้นใหญ่อีกฟากหนึ่ง ...จอดมาตั้งแต่เมื่อสองวันที่แล้ว

หลังจากวันที่จีนขับรถออกจากบ้านไป นอกจากความรู้สึกผิดแล้วยังเป็นห่วงจนกังวล ต่อให้จะเป็นที่ปลอดภัยแค่ไหน หากไม่ใช่ในสายตาผมก็วางใจไม่ได้ พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าถ้าไม่กลับบ้านก็ต้องเป็นที่นี่

ผมรู้ว่าจีนชอบมาทำงานของตัวเองที่บ้านแถบชานเมือง แต่ไม่แน่ใจสถานที่ หลังจากโทรถามป้ารัญและโทรให้คนเอารถตัวเองมาส่งถึงขับตามมา

มองร่างคุ้นเคยผ่านกระจกรถ ตั้งแต่วันแรกก็นึกอยากเข้าไปกอดไว้แน่นๆ อยากขอโทษ อยากทำให้หายโกรธ อยากให้ยิ้มน่ารักๆ ให้ เพราะรู้นิสัยจีนดี ถ้าไม่อยากให้เรื่องบานปลายก็ต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะใจเย็นลง

เห็นตลอดแต่พูดคุยด้วยไม่ได้ คิดถึงมากกว่าไม่เห็นหน้าซะอีก

ผมเปิดไฟมือถือ ขณะปลดล็อคและเปิดฝากระโปรงหลังเพื่อหยิบเสื้อที่เคยใส่สำรองไว้จากช่องเก็บของออกมา ยังดีที่มีเผื่อสองสามตัว ต่อให้จีนอยากพักที่นี่อีกหลายคืนก็ไม่มีปัญหา

จังหวะที่ปิดฝากระโปรงกลับ มือถือในมือก็สั่น

(ฮัลโหล ไอ้สิบ? เป็นไงบ้าง ไปคุยกันเรียบร้อยยัง?)

“ครับ”

(ไอ้จีนมันหายโกรธแล้วใช่มั้ย?) เสียงพี่ตั้มดูจะมีความยินดีแฝงอยู่ ถอนหายใจโล่งอกเบาๆ (งั้นบอกให้มันเปิดโทรศัพท์มาคุยกับกูหน่อยดิ รึว่ามันยังโกรธกูอยู่?)

“จีนไม่ได้โกรธพี่ ไม่ต้องกังวลหรอก”

(ไม่โกรธกูอะไร กูเป็นคนพามึงไปพักห้องมันนะ!) ปลายสายโวยวาย

ผมพ่นลมหายใจนิดหน่อย ตั้งแต่วันที่จีนขับรถออกจากห้อง ถึงจะไม่มีอารมณ์แต่วันต่อมาผมก็มีคิวถ่ายตามปกติ จำเป็นต้องติดต่อกับผู้จัดการ พอรู้ว่าผมกับจีนไม่อยู่ที่ห้อง กลายเป็นว่าเรื่องที่จีนโกรธผมเขาก็รู้เหมือนกัน นิสัยของพี่ตั้ม ถึงจะดูค่อนข้างเกรงๆ ผม แต่บางครั้งก็ไม่มีความเกรงใจอะไรเลยเหมือนกัน

ถูกอีกฝ่ายโวยวายใส่ ถึงจะหนวกหูไม่น่าฟังอยู่บ้าง แต่มองในอีกแง่แล้วเห็นว่าจีนมีเพื่อนที่เป็นห่วงขนาดนี้ก็ดี...

(กูถามจริง วันที่ไอ้จีนมันให้ไปช่วยเลือกของฝาก มึงก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่ามันจะกลับบ้าน ทำไมไม่หาเรื่องห้ามไม่ให้กลับละวะ หรือว่ามึง...)

“...”

(มึงจงใจปล่อยให้ไอ้จีนกลับ?)

ผมไม่ได้ตอบอะไร

(ใช่รึเปล่า? รู้จักกับมึงมาปีหนึ่ง กูก็ยังไม่เข้าใจระบบสมองมึงเลย)

“ผมไม่เห็นต้องอธิบายให้พี่ฟังนี่ รู้แค่ผมรักจีนก็พอแล้ว”

(เอิ่ม อายบ้างก็ได้ มึงนี่แม่ง...)

“...”

(คอยดูเหอะ กูจะบอกไอ้จีนว่ากูก็โดนมึงหลอกเหมือนกัน กูก็ว่าอยู่ว่าปกติมึงก็ไม่ค่อยได้กลับมานอนที่ตึกโมเดลลิ่งสักหน่อย จู่ๆ พอเจ๊บอกจะใช้ห้องปุ๊บมึงก็เสือกบอกจะใช้เหมือนกันขึ้นมา แล้วเรื่องแคสติ้งซีรีส์นี่ก็อีก ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ว่าจะรับแค่งานถ่ายนิตยสารที่อยากถ่าย มึงตกลงแคสฯ เพราะรู้สินะว่าเป็นงานไอ้จีน)

“...”

ผมเดินไปเปิดประตูรถ ก้มหยิบของส่วนตัวที่ใส่เอาไว้ในช่องเก็บของออกมา

(นี่มึงฟังกูอยู่มั้ยหา? ไม่ได้ฟังสินะ... เด็กเวรเอ๊ย กูขอให้ไอ้จีนไม่รับรัก)

“หืม?”

(เปล่า! ไม่มีอะไร!)

“...”

(กูเพิ่งรู้ว่ามึงชอบไอ้จีนไม่กี่วันก่อนก็จริง แต่เพิ่งจะรู้ว่ามึงชอบมันมาตั้งนานขนาดนี้ก็ตอนเนี้ยแหละ โรคจิต)

“...” มือผมหยุดนิ่งไปจังหวะหนึ่ง

โรคจิต...? ผมนึกตามคำพูดของผู้จัดการแล้วแค่นยิ้มนิดๆ

ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครนอกจากจีน มันเป็นความรู้สึกที่สะสมมายาวนานตั้งแต่ยังเด็ก ผมยึดทุกอย่างเอาไว้กับคนคนนี้ พอโตจนยิ่งมั่นใจว่ารักจนไม่สามารถปล่อยไปได้ ถึงได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าใกล้อีกฝ่าย หลายปีที่ได้แต่นั่งมองผ่านรูป นั่งฟังผ่านเรื่องเล่าของคนอื่นมันนานพอแล้ว

ผมรู้ทุกอย่างของจีน แต่จีนที่เป็นคนประเภทใช้ชีวิตยึดติดอยู่กับปัจจุบันจะจำผมไม่ได้ก็ไม่แปลก...

(เฮ้ย เงียบทำไม โกรธเหรอ กูล้อเล่นหรอก ล้อเล่นๆ)

“หืม?” ผมเลิกคิ้ว “เปล่านี่ครับ คิดอะไรนิดหน่อย”

(สัด... เอาเหอะ ฝากบอกมันให้เปิดเครื่องด้วยนะ พรุ่งนี้ไม่มีคิวถ่าย มึงจะได้ไม่ต้องเทียวมาเทียวไปละ)

“โอเคครับ”

(แล้วได้นอนบ้างยัง โทรมมากกว่านี้เดี๋ยวช่างแต่งหน้าจะเพ่นกบาลกูเอา หาว่าไม่ดูแลมึงให้ดี)

“พี่ไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”

(อืม งั้นก็ดี ดูแลเพื่อนกูดีๆ ล่ะ กูไปกินข้าวก่อน)

หลังจากวางสาย ผมก็มือหนึ่งถือเสื้อผ้าอีกมือส่องไฟฉายโทรศัพท์ไปตามพื้นหญ้ารกครึ้ม กระทั่งกลับมาถึงบ้านไม้หลังย่อม ตอนเงยหน้าก้าวขึ้นบันไดตาก็มองเห็นร่างเล็กที่สวมเสื้อคลุมยืนหน้ายุ่งอยู่หน้าประตู

น่ารัก...

ผมยิ้ม “ตื่นแล้วเหรอครับ”

“ไปไหนมา”

มือที่ถือเสื้ออยู่ขยับให้ดู “เอาเสื้อครับ”

กรอบหน้าเล็กยังคงบึ้งตึง คิ้วมุ่นชนกันแน่น “ข้างนอกมืดจะตาย จะออกไปไหนก็บอกก่อนดิ รอบๆ ไม่มีบ้านคนก็จริง แต่ฝั่งนู้นมันเป็นสวน มีคนทำงานอยู่เยอะแยะ อันตราย”

“เป็นห่วงเหรอ?”

พอถามแบบนี้ คนฟังก็นิ่งไปเล็กน้อย ตาคู่กลมที่จ้องมองผมกลอกไปทางนั้นทีทางนี้ที สุดท้ายหมุนตัวสะบัดหนีเดินเข้าไปในบ้าน ทันเห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างกับแก้มสีระเรื่อ ผมนึกอยากจะพูดแกล้งอีกสักนิด ตอนที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ได้เห็นท่าทีแบบนั้นชัดๆ ศีรษะก็ยื่นโผล่ออกมานอกกรอบประตูอีกครั้ง

“ยืนทำไรอยู่ได้ รีบๆ เข้ามา”

“...” ผมไม่ได้ตอบอะไรนอกจากเดินตามเข้าไปในบ้าน

แค่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วง ในใจก็มีความอบอุ่นขนานใหญ่ไหลท่วมท้นเข้ามาแล้ว

“คุณจีนตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“ฉันได้ยินเสียงเปิดประตูบ้านแว่วๆ พอเดินออกมาดูก็ไม่เห็นนายแล้ว นายพาฉันไปนอนในห้องใช่มั้ย”

ผมเอาเสื้อผ้าที่ไปหยิบมาพาดไว้บนโซฟา ระหว่างนั้นก็ตอบคำถามเสียงเรียบเรื่อย “ครับ ผมอุ้มไปเอง แถวนี้อากาศเย็น นอนกอดกันจะได้อุ่นกว่า”

“...” ปากเล็กของจีนเผยอค้าง ทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง แต่ก็เหมือนจะคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าตอบโต้ตัวเองจะยิ่งอาย เลยมุบมิบแก้มพองอยู่คนเดียว

“แล้วตอนนี้หิวรึยังครับ”

“ก็อืม... นายล่ะ”

“ถ้าคุณจีนหิวจะกินเลยก็ได้ อยากกินอะไรครับ”

“ร้านข้าวร้านเดิมป่านนี้ปิดแล้ว ถ้าจะซื้อกินก็ต้องขับออกไป" พอพูดแบบนี้แล้วนัยน์ตาสีดำสนิทก็ขยับขึ้นบนเหมือนใช้ความคิด “ออกไปก็ได้ มันมีตลาดเล็กๆ อยู่ด้วย แต่ไกลนิดหนึ่ง นายจะได้แวะซื้อผ้าขนหนูด้วย”

“คุณจีนให้ผมค้างด้วย?”

“ก็นายเล่นถือเสื้อมาขนาดนี้ฉันบอกให้กลับแล้วจะกลับเหรอ”

ผมยิ้มมุมปาก มองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู พอตอบกลับว่าน่ารักไปตรงๆ คนฟังก็รีบเปลี่ยนเรื่องบอกว่าจะไปล้างหน้าล้างตาแล้วเดินหายเข้าไปในห้อง ผมยืนรออยู่ที่เดิมไม่นานนัก เจ้าตัวก็กลับออกมาอีกครั้ง วงหน้าเล็กๆ ยังมีแว่นกรอบดำตั้งอยู่บนดั้ง คงเพราะคิดว่าจะออกไปไม่นาน เลยไม่ได้จัดการอะไรมาก


=================== 50%



ลูกตากลมสีดำสนิทชำเลืองมองมา ตอนเดินนำออกไปนอกบ้านแล้วล็อคประตูก็ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยเข้าใจได้โดยปริยายว่าจีนจะให้ผมเป็นฝ่ายขับ

จุดที่ผมจอดรถทิ้งไว้ค่อนข้างมืด ก้าวถึงบันไดขั้นสุดท้ายก็เอื้อมมือไปจับมือของคนข้างๆ เอาไว้ รู้สึกได้ถึงปฏิกิริยาตกใจในชั่วแว้บหนึ่ง แต่ต่อมาก็ผ่อนคลายลง

เห็นจีนไม่ดึงมือออกไม่ต่อต้าน รอยยิ้มก็ยิ่งพึงพอใจมากกว่าเดิม

“ไอ้นี่รถนายเหรอ”

“ครับ”

ได้ยินแล้วคนข้างๆ ก็หน้าบึ้งนิดๆ พึมพำเสียงเบา “ว่าแล้ว วันที่ไปรับฉันที่โรงแรมก็เอารถตัวเองไปสินะ”

ผมไม่ได้ตอบอะไร ดึงมืออีกคนเบาๆ แล้วพาไปประจำด้านที่นั่งข้างคนขับ พอปิดประตูให้เรียบร้อยก็ตามขึ้นไปบ้าง

“บอกทางผมด้วยนะครับ”

“อืม ตรงไปเรื่อยๆ นั่นแหละ มันมีโรงเรียนกับหมู่บ้านอยู่... เดี๋ยวบอกอีกทีก็ได้”

ผมพยักหน้า

ถนนค่อนข้างโล่ง เป็นเส้นสำหรับใช้เดินทางออกต่างจังหวัดมากกว่า สองข้างทางเป็นป่ารกครึ้ม บางจุดก็มีแผงขายของที่ติดไฟส้มดวงเล็กและป้ายเขียนมือขนาดใหญ่เรียกลูกค้า ขับตรงไปอีกพักใหญ่ๆ จีนถึงชี้บอกให้เลี้ยวเข้าทางด้านซ้ายมือ

เป็นตลาดนัดขนาดย่อมที่พวกพ่อค้าแม่ขายนัดกันมาขายช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงเรียนเด็กประถมมัธยม ถัดไปอีกหน่อยเป็นร้านอาหารและเซเว่น คนพลุกพล่านพอสมควรเลย

“นิวแอสตัน มาร์ตินแวนเทจกับตลาดนอกเมือง... ล็อครถดีๆ ล่ะ”

...เหมือนจะเคืองเรื่องรถผมไม่หายง่ายๆ

“ถ้าหายเดี๋ยวผมอุ้มกลับเองครับ”

“ฉันมีขา” คนพูดเบ้ปาก “แล้วนายนั่งกินที่นี่ได้มั้ย รึอยากซื้อกลับไป”

“ที่นี่ก็ได้ครับ”

“อยากกินอะไร บะหมี่หมูแดงมั้ย”

ผมหัวเราะเบาๆ จีนก็ยังคงเป็นจีนที่ผมมองว่าน่ารักอยู่ตลอด จะเอาแต่ใจมากกว่านี้เท่าไหร่ก็ได้ แบบนั้นแหละยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าจีนอยากพึ่งพาและต้องการให้ผมคอยตามใจ ถึงจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

“นายจะเอาอะไร”

หลังจากเดินมานั่งตรงโต๊ะพับสีแดงคลุมป้ายไวนิลยางโฆษณาโค้ก อีกฝ่ายก็ถาม ทีท่าเหมือนเป็นฝ่ายคอยดูแลผมชวนให้นึกมันเขี้ยวขึ้นมาอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เอ่ยให้อีกฝ่ายดูแลต่อไป “สั่งให้ผมแล้วกันครับ”

“อืม ป้าครับ เอาบะหมี่หมูแดงไม่ใส่เกี๊ยวธรรมดา แล้วก็... เส้นหมี่พิเศษให้น้องผมคนละถ้วยครับ” กวาดสายตาไล่อ่านเมนูที่เขียนอยู่ใต้รถเข็นครู่เดียว ร่างโปร่งก็ยกมือตะโกนบอกคนขายที่ยืนลวกเส้นอยู่หน้าเตา

ฟังแล้วคิ้วผมก็ขยับชนกันทันที

“...”

“ทำหน้างั้นมองฉันหมายความว่าไง ไม่ชอบเส้นหมี่เหรอ”

“น้องผม?”

คนตรงหน้ากะพริบตาปริบๆ “อือ ทำไม ก็นายเป็นน้องนี่”

ผมหรี่ตาลงนิดๆ แต่ว่าปากยังยิ้มอยู่ “ผมบอกแล้วนี่ครับว่าไม่อยากเป็นน้อง”

“อ้าว ไม่เป็นน้องแล้วจะให้เรียกว่าไงอ่ะ”

“ไม่เห็นต้องถามเลย...”

“...”

“ผัวไงครับ”

“บ้านนายดิ!

ครู่ต่อมาผมก็ต้องหัวเราะยิ้มๆ กับประโยคที่โพล่งตามขึ้นมาติดๆ เห็นคนตรงหน้าหันซ้ายหันขวาเหมือนกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยิน “นายอายุห่างกับฉันตั้งสี่ห้าปี จะเรียกน้องมันก็ถูกแล้ว”

ตามองนิ้วเรียวน่ารักที่ยกขึ้นมาชูเลขประกอบ เห็นแล้วนึกอยากดึงมางับเล่น

“ถูกไม่ถูกไม่รู้หรอกครับ แต่ถ้าเรียกอีกผมจะทำโทษ”

“ทำโทษ?”

“จูบ”

เท่านี้ตาคู่กลมก็ยิ่งเบิ่งโต “นายไม่กล้าหรอก”

“งั้นก็ลองเรียกดูสิครับ”

“น้องสิบ”

ฝ่ามือผมยกขึ้นทันควัน แต่ยังไม่ทันเอื้อมไปจับมือขาวๆ ของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเพื่อดึงเข้ามาใช้ปากตัวเองเม้มปากดื้อๆ นั่นแรงๆ สักที ถ้วยก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ สองถ้วยก็ถูกวางลงบนโต๊ะซะก่อน ร่างอวบของคนขายเป็นฝ่ายเดินเอามาให้เอง พอเห็นพวกเราก็เอ่ยเสียงร่าเริงค่อนข้างดัง

“เถียงอะไรกันอยู่จ๊ะหนุ่มๆ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยที่สุดในโลกมาแล้ว”

ผมนิ่งไปเล็กน้อย ส่วนจีนที่เบิกตาโตจ้องมองท่าทีของผมอยู่ก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน เหมือนอยากจะเอาคืน ปากเล็กนุ่มๆ นั่นเลยแย้มรอยยิ้มเป็นต่อ

“น้องชายผมมันดื้อครับป้า เอาแต่เถียง”

“...”

“พี่น้องก็อย่างเนี้ยแหละนะ แต่เราเป็นพี่ก็ต้องลงให้น้องหน่อย พี่ชายต้องรู้จักเสียสละ รู้มั้ย”

คราวนี้ผมยิ้มมุมปากบ้างเมื่อสีหน้าเป็นต่อน่ามันเขี้ยวของจีนเปลี่ยนเป็นหน้าเหวอๆ

“แต่บางทีเวลาเด็กมันดื้อเราก็ต้องด่าดิครับ”

“ดุด่าน่ะได้ แต่มันต้องให้พอประมาณ เขาก็น้องชายเรา จะไปอะไรมากไม่ได้หรอก ต่อไปถ้าเขาเบื่อเรามีอะไรก็ไม่พูดกับเรา นั่นแหละถึงจะเป็นปัญหา”

“ป้า น้องชายผมอ่ะมันนิสัยไม่ดี...”

“ต่อให้ดีรึไม่ดี เราก็ต้องตักเตือนเขาให้ถูกวิธี ถ้าจะมาเถียงไปเถียงมา คนเป็นน้องจะ...”

“ไม่เป็นไรครับคุณป้า ผมเป็นผัวพี่เขา ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ” ผมยิ้มเล็กๆ มุมปาก เอ่ยตัดปัญหาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หยิบตะเกียบไม้ที่ปักรวมกันอยู่ในตะกร้า ให้คนตรงหน้าหนึ่งคู่ และบนถ้วยตัวเองอีกคู่ กระทั่งคนที่นั่งอยู่ฟากตรงข้ามขึ้นเสียงเข้มเรียกชื่อผมเสียงห้วนถึงได้เลิกคิ้วมอง

“นับสิบ!

“ว่าไงครับ?”

จีนชำเลืองตามองตามหลังป้าคนขายที่เดินหน้างงถอยห่างไป จากนั้นหันมาขึงตาทำหน้าดุใส่ “หยุดพูดผัวๆ เมียๆ นี่ได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเอาตะเกียบแทงนาย” คนขู่พยายามทำให้ดูน่ากลัวแต่ไม่รู้ทำไมถึงกลายเป็นน่ารัก “เราไม่ได้เป็นอะไรกัน นายเอามาพูดแบบนี้คนอื่นก็เข้าใจผิดหมด”

“ไม่ผิดหรอกครับ อีกเดี๋ยวก็เป็น เรียกไว้ก่อน”

“มั่นใจอะไรขนาดนั้น”

“คุณจีนเคยบอกชอบผม แค่ยอมรับก็เป็นแล้วครับ”

“...”

 

“นายไปอาบน้ำก่อนเลย ผ้าก็ซื้อมาแล้ว ฉันจะเปิดคอมฯ แป๊บหนึ่ง” พอกลับมาถึงบ้าน คนตัวเล็กกว่าก็ชี้เข้าไปในห้อง เอื้อมมือมาดึงถุงอาหารและพวกผักสดจากในมือผมแล้วเดินไปทางโซนครัว

“จะพิมพ์ต่ออีกเหรอครับ”

“เปล่าๆ เช็คที่พิมพ์ไปเมื่อกลางวันนิดหน่อย”

ผมพยักหน้า หลังจากช่วยอีกคนเก็บของเข้าตู้เย็นเรียบร้อยแล้วก็หยิบผ้าขนหนูที่ซื้อมาใหม่เข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ครู่หนึ่งพอทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็กลับออกมา เห็นร่างคุ้นเคยนั่งอยู่ตรงโซฟา โน้ตบุ๊คเครื่องประจำย้ายจากโต๊ะกลมใกล้หน้าต่างมาเป็นโต๊ะเตี้ยตัวเล็กๆ โน้มตัวก้มลงไปจ้องจอสว่างอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ได้รู้เลยตัวว่าผมอยู่ใกล้ๆ

เวลามุ่งมั่นทำอะไรก็ไม่สนใจรอบข้างจนน่าเป็นห่วง...

ผมเดินเชื่องช้าไปทิ้งกายนั่งลงข้างๆ ขนาดนั่งชิดจนสัมผัสอุณหภูมิของกันและกันก็ยังคงไม่รู้สึก

“...สิบ?”

“...”

“มานั่งอะไรตรงนี้ ไม่เข้าห้องไปนอนอ่ะ”

เกือบชั่วโมงเต็มๆ ถึงมีเสียงถามดังขึ้นแผ่วๆ พอเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ไปมองก็เห็นว่าวงหน้าเล็กของคนข้างตัวกำลังยุ่งเหยิงมองมา ในนั้นแฝงความเป็นห่วงที่ผมสัมผัสได้ชัดเจน

ปากเลยขยับเป็นรอยยิ้ม “รอคุณจีนไงครับ”

“รอทำไม...” อีกฝ่ายบ่นพึมพำ แต่ก็พับจอแม็คบุ๊คแล้วลุกขึ้นยืน จังหวะนั้นก็ดึงแขนให้ผมยืนด้วย “ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว ปิดไฟข้างนอกแล้วนะ”

“ครับ”

ไฟสีส้มนวลดวงข้างนอกดับลง บรรยากาศมืดน่ากลัวต่างจากตอนกลางวันอยู่บ้าง แต่ก็สบายและเงียบเชียบ

ทีแรกผมคิดว่าจีนจะให้ผมนอนหนาวบนโซฟาตัวเล็กด้านนอก แต่กลับผิดคาดเมื่อเจ้าตัวกลายเป็นคนเร่งให้ผมเข้าห้องนอนมาด้วยกันซะเอง

ใจดีน่ารักจนผมนึกกลัวใจ...

“ปิดไฟละ”

หลังจากเดินตัวหอมฟุ้งกลิ่นสบู่ออกมาจากห้องน้ำ มือขาวก็เลิกผ้าห่มขึ้นแล้วสอดกายเอนตัวลงนอนอีกฝั่ง ถึงเตียงจะไม่ใช่คิงส์ไซซ์ แต่ก็กว้างพอที่จะทำให้เหลือเนื้อที่ตรงกลางระหว่างเราอยู่ดี

“ห้ามเลยตรงกลาง ถ้าเบียดระวังโดนถีบตกเตียงไม่รู้ด้วย”

เหมือนจีนจะเห็นแววตาผม ถึงได้เอ่ยขู่ แต่ผมฟังแล้วทำสีหน้าเศร้าหยอกเย้า

“กอดกันไม่ได้เหรอครับ”

“ถ้านายขยับมา ฉันจะฟ้องป้าอร”

พูดแค่นั้น สวิตช์ไฟข้างหัวเตียงก็ถูกกดปิดตามด้านนอก ทุกอย่างมืดสนิททันที แสงไฟจากด้านนอกก็แทบไม่มี ผ่านไประยะหนึ่ง สายตาถึงเริ่มปรับเข้ากับความมืดได้ ยังมองเห็นทุกอย่างสลัวๆ จากแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามา มันทาบเงากระจกเป็นแนวยาวดูน่ากลัว แต่ผมกลับไม่ได้สนใจ

“สิบ”

“...ครับ”

“วันนี้ตอนนอนกลางวัน ฉันนึกเรื่องนายตอนเด็กๆ ขึ้นมาได้”

คิ้วผมเลิกขึ้น “...”

“ที่จริงก็จำไม่ค่อยได้แล้ว หลายปีแล้วนี่ แต่ฉันนึกออกอย่างหนึ่ง ตอนนั้นที่นายโกรธฉัน...” พูดถึงตรงนี้ คนที่นอนหันหลังให้ในทีแรกก็หมุนตัวหันกลับมา ดวงตาคู่กลมน่ารักจ้องมองผมในความมืด

ฟังน้ำเสียงของจีนที่เอ่ยเรื่องสมัยเราเรายังเด็กๆ ผมก็ยิ้มตาม

“นายคิดว่าป้าอรรักฉันมากกว่า ก็เลยโมโห ตอนนั้นไม่ให้ฉันไปนอนค้างห้องนายด้วย โคตรเด็ก”

“เหรอครับ”

“อะไร ทีงี้จำไม่ได้?”

“ผมจำได้แต่ตอนที่คุณจีนเคยบอกว่าอยากจะแต่งงานเข้าบ้านผม”

“หือ?” ปากคนฟังเผยอค้าง “ตอนไหน ไม่มีเหอะ”

“จำไม่ได้เหรอครับ?”

“ที่ฉันจำไม่ได้เพราะมันไม่มีไง”

“มีสิครับ คุณจีนบอกถ้าโตขึ้นจะเป็นเจ้าสาวให้ผม”

“ตอนเจอนายครั้งแรกฉันก็อยู่ปอห้าแล้วเว้ย ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องไปพูดอะไรมั่วซั่ว”

“จูบได้มั้ยครับ”

“หะ?”

“ตอนนี้”

“...” ขณะที่อีกฝ่ายมองมาด้วยสีหน้ายังสับสนตามไม่ทัน ผมก็ขยับเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งที่วางอยู่บนผ้าปูผืนสะอาด สัมผัสได้ว่ามันเย็นเล็กน้อยจากอากาศ เพราะฉะนั้นเลยลูบและถูเบาๆ ให้ความร้อนจากฝ่ามือตัวเองกระจายไป

สุดท้ายก็สอดนิ้วผสาน

ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้วงหน้าเล็ก รู้ว่าทุกครั้งที่ยิ้มและจ้องสบตาด้วยแบบนี้จะทำให้คนมองคิดอะไรไม่ออก ขยับริมฝีปากแตะทาบทับกับปากนุ่มนิ่มของคนใต้ร่าง

ต่อให้จีนจะอยู่ตรงนี้ แต่ถ้ายังไม่เป็นของผมทั้งหมด ก็รู้สึกยังวางใจไม่ได้อยู่ดี...


=================== 100%

(22/2/2019 - 100%) <3


(19/2/2019 - 50%พาร์ทสิบมาและ อย่างที่บอกไปว่านานหน่อยเพราะต้องรอเฉลยเคลียร์ค่ะ

จริงๆ แล้วเนื้อหาในพาร์ทของสิบบางจุดเราก็ไม่ได้เขียนให้ตัวนับสิบบรรยายพวกแผนหรือเรื่องต่างๆ ที่ตัวเองวางไว้มามากเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าถ้าแฉน้องมากเกินไปจะทำให้น้องดูหมดเสน่ห์ (กลัวคาแร็กเตอร์แตกมากกก) บางจุดเลยเลือกที่จะให้ตัวละครอื่นเปิดประเด็นแทน

ช่วงที่เริ่มเขียนพาร์ทนี้ เราเขียนไปหลายแบบมาก ทั้งแบบบรรยายเองเหมือนทัพ รึให้ตัวสิบเองบรรยายแบบพี่กาจ พี่กาจว่ายากแล้ว สิบยากกว่าอีก 5555


แฮชแท็ก #นับสิบจะจูบ

วาฬกลิ้ง

FB > https://www.facebook.com/rosewankling/

TW > https://twitter.com/rose_wankling

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.984K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8,590 ความคิดเห็น

  1. #8573 Cho19888 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มีนาคม 2564 / 21:18
    จูบอีกแล้ววววว อุดปากกรี๊ดดดดด ในซีรี่ย์จะจูบเยอะแบบนี้ไหมมม นึกถึงตอนน้องเก้าจูบน้องอัพแบบดูดดื่มมมม หื่มมม ตายซ้ำตายซากไปดิ สั่นระริกๆๆๆๆเลยจร้าาาา
    #8,573
    0
  2. #8553 วิไล ยอดอินทร์ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มีนาคม 2564 / 14:11

    อยากได้หนังสือหาซื้ได้จากใหนค่ะ

    #8,553
    0
  3. #8550 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:28

    นับสิบนายเจ้าเล่ห์ว่ะ 55555

    Take care คับ

    #8,550
    0
  4. #8526 Tomakunk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 07:16

    มาแล้ว นับสิบ คนเจ้าเล่ห์ รุกคุณจีนใหญ่เลย... น่ารัก...

    #8,526
    0
  5. #8510 JH-JN (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 00:01
    ส่วนตัว พอเฉลยอะไรแล้ว สิบยิ่งดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมอีกค่ะ หมาป่าเจ้าเล่ห์มากกก
    #8,510
    0
  6. #8463 Nanny_Nannaphat (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 01:28
    มาแอบดูเขาบนรถแล้วกลับไปทำงาน ไปกลับไปกลับ นับสิบแกอบอุ่นมาก
    #8,463
    0
  7. #8362 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:41
    น่ารักอ่ะ เนี่ยพอนับสิบเปิดเผยตัวตนคือรุกหนักมาก ฮืออออออออ ชอบบบบบบบ
    #8,362
    0
  8. #8325 ojay2 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 10:45
    เด็กมันร้ายยยยเว้ยยยยย
    #8,325
    0
  9. #8304 MB-krD (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 12:43
    เป็นทั้งหมดคือยังไงงงงง โอ้ยยยเอะอะก็จะจูบ สมกับชื่อเรื่องจริงๆ
    #8,304
    0
  10. #8246 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 15:38
    'ลง'ให้น้องมันหน่อยนะคะพี่จีน 5555555555
    #8,246
    0
  11. #8212 phapha087bw (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 22:52
    ไม่ไหวแล้วนะ รักพี่จีนอะไรขนาดนั้นอ่ะ เราเขินจนตายแล้วๆๆๆๆๆๆๆ
    #8,212
    0
  12. #8191 theskyandsea (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 14:16

    นับสิบนี่เอะอะก็จะจูบพี่เค้าย่างเดียวเลยนะ
    #8,191
    0
  13. #8181 blueeyes111 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 16:17
    ออกตัวแรงมากนับสิบ
    #8,181
    0
  14. #8113 hello_gik (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 00:41
    เด็กขี้หวง
    #8,113
    0
  15. #8078 oiLL (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 11:41
    ตามไม่เคยทัน สมองจะชะงักตอนได้ยินคำว่าจูบ อิอิ
    #8,078
    0
  16. #8060 12311232123312 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 12:27
    แงงงงงงง
    #8,060
    0
  17. #8052 Foniiz Kanokwan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 11:05
    พบเด็กขี้หวง1อัตรา​
    #8,052
    0
  18. #8012 M1WMIRACLE (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 08:17
    นับสิบร้ายกาจมากกกก เขินนนน จีนก็น่าร้ากมากกกก
    #8,012
    0
  19. #7985 loveseriesY (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 11:35
    นี่มันหมาป่ากลายร่างงง
    #7,985
    0
  20. #7959 crzoldyck7 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 14:12
    ตอนสิบบอกไม่ให้เรียกน้อง..ให้เรียกผัว..อินี่กินเตี๋ยวอยู่เกือบพุ่งจ้าาาา5555
    #7,959
    0
  21. #7951 soul_hyukjae (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 04:29
    ร้ายกาจ
    #7,951
    0
  22. #7895 Earn0624 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 21:06
    นับสิบถือว่าเป็นคนที่มีเป้าหมายมากค่ะ ประทับใจ
    #7,895
    0
  23. #7854 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 15:09
    สิบร้ายมากกกก กัวแร้ววว
    #7,854
    0
  24. #7813 wonnybum (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:04
    ไม่น่ารู้ความลับเลยคุณจีนเอ๊ยยยยยย ยิ่งพอรู้แล้ว เด็กมันยิ่งได้ใจ555555
    #7,813
    0
  25. #7812 wonnybum (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 00:57
    โอ้ยยยยยยยยยยยยคนเขาก็รักของเขามาตั้งนานแล้วเนอะ
    #7,812
    0