[AuFic] KHR [D18] - Cinderello's Revenge

ตอนที่ 19 : Chapter VIII : The Unwilling Restraint 100% + พูดคุยอัพเดท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 244
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

ดีโน่ไม่ได้แตะต้องเขาอีกเลย...

 

คำพูดของดีโน่ในวันนั้น ยังคงดังก้องอยู่ในหัว

 

 

          'ขอให้ค่ำคืนนี้ ข้าได้ทำตามความฝันของตนเอง ให้มันเป็นคืนสุดท้าย ให้สิ่งที่คอยรบกวนจิตใจข้ามาตลอดสิ้นสุดลงแค่คืนนี้เท่านั้น'

 

ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ ดีโน่ทำตามคำพูดของตนเองจริงๆ คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ดีโน่เป็นตัวเองที่สุด เผยด้านอ่อนแอออกมาหมดเปลือก และหลังจากคืนนั้นเขาก็กลับมาเป็นราชาผู้สูงส่งที่เขาไม่อาจเอื้อมตามเดิม ราชาผู้มีราชินี มเหสีอันเป็นที่รัก และกำลังจะให้กำเนิดทายาทแก่สวามีในไม่ช้า...

 

พวกเขาช่างสมบูรณ์แบบยิ่งนัก ไม่มีที่ว่างใดที่เขาจะสามารถแทรกเข้าไปได้เลย

 

 

            "ท่านช่างโหดร้ายเสียจริง ดีโน่" เด็กหนุ่มนั่งอยู่คนเดียวในห้องอันเงียบสงัด เอ่ยพึมพำกับตนเองเบาๆ มือทั้งสองกำหมัดหลวมๆวางลงบนโต๊ะ ใบหน้าหวานคมบัดนี้บ่งบอกชัดเจนว่าภายในใจนั้นสับสนว้าวุ่นเพียงใด ดวงตาสีรัตติกาลนั้นยิ่งฉายแววชัดถึงความโศกเศร้าอาลัยว่าหัวใจดวงนี้กำลังเจ็บปวด เพียงแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาก็เท่านั้น

 

            "ท่านมาให้ความหวังกับข้า...เปรียบเสมือนสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป ข้าก็เปรียบเสมือนผู้คนที่เดินไปบนท้องถนน ที่เพียงเดินสวนกันในระยะเวลาสั้นๆก่อนจะเดินผ่านไปแบบไม่รู้จักกัน..." มือบางที่กำหมัดหลวมๆนั้นค่อยๆขมวดกันแน่น ขอบตาทั้งคู่เริ่มร้อนผ่าว ประหนึ่งว่าน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้คงจะไหลออกมาในไม่ช้า

 

            "ข้านี้ช่างโง่เขลาเสียจริง จุมพิตทั้งสามครั้ง ไม่ว่าคราใดก็ทำให้ใจข้าเต้นระรัวราวกับจะทะลักออกมานอกอกจนไม่อาจลบภาพเขาออกไปจากความคิดได้ หากแต่สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด..." คำพูดของตัวเขาเองแล่นเข้ามาในหัว

 

 

          'เฉกเช่น ทรัพย์สมบัติล้ำค่ำ ที่ได้มาโดยยาก แต่เมื่อวันใดที่ของสิ่งนั้นได้มาในกำมือแล้ว สักพักก็จะเริ่มรู้สึกเบื่อและรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้มีค่าอะไร...'

 

 

เขาเป็นคนลั่นวาจานี้เอง...

 

ในเมื่อตัวเขาเป็นคนลั่นวาจานี้เอง แล้วยังจะต้องรู้สึกเสียใจไปทำไมอีก

 

 

เข้าใจแล้ว...

 

เพราะเรา...สำคัญตัวเองมากเกินไปน่ะสิ

 

ในตอนนี้ มีเพียงเราเท่านั้น มีเพียงเราฝ่ายเดียวที่รักเขา แม้จะรู้ว่าเขาไม่มีทางมารักเราได้เราก็ยังคงโง่รักเขาต่อไป...

 

 

 

ถึงแม้จะไม่มีหวัง ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องผิดบาป แต่...พระผู้เป็นเจ้า โปรดอภัยให้แก่ข้า ข้ารู้ว่ามันไม่สมควร แต่ข้าก็ไม่อาจหยุดรักเขาได้

 

ข้ารู้ ว่าการแอบรักนั้นช่างทรมานเหมือนตายทั้งเป็น หากแต่ขาดเขาไปก็ทรมานเจียนตายไม่ต่างกัน

 

เพราะฉะนั้น...ข้าขอเป็นคนเลวที่ได้รักเขาเงียบๆ มากกว่าเป็นคนดีที่ไม่มีความสุข

 

 

 

 

เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนที่ดีโน่อยู่ที่ฟลอเรนซ์ หนึ่งเดือนแล้วที่ดีโน่และฮิบาริปฏิบัติต่อกันเฉกเช่นเจ้านายและข้ารับใช้ทั่วๆไป ตัวฮิบาริเองก็เริ่มชินกับความเจ็บปวดของรักที่ไม่สมหวังนี้แล้ว เขาเองก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

ดีโน่คงจะลืมเรื่องวันนั้นไปแล้ว...เขาคิด

 

ร่างบางลอบยิ้มนิดๆให้ตัวเอง รอยยิ้มของความเจ็บปวดลึกๆที่ยังคงไม่หายไปไหน หากแต่อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ และรอยยิ้มของความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ว่าท้ายที่สุด ตัวเขาก็ยังคงอยู่ข้างดีโน่อยู่ดี

 

แต่...ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มชาวเอเชียสัญชาติยุโรปก็ยังต้องยอมรับ ว่าตนยังรักดีโน่อยู่ไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบสนองต่อความรักนี้ก็ตาม

 

 

 

            "ฮิบาริ ฮิบาริเป็นอะไรไปเหรอคะ?" เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นเรียกสติของเด็กหนุ่มให้กลับคืนมา ฮิบาริที่นั่งมองเหม่อคิดแต่เรื่องดีโน่ก็รู้สึกตัวก่อนจะหันมาคลี่ยิ้ม

 

            "เปล่า...ข้าไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีอะไรหรอก" เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยี้หัวเด็กหญิงเบาๆอย่างเอ็นดู ในช่วงนี้ตัวเขาได้ใช้เวลาอยู่กับเนร่าอยู่บ่อยๆ อนึ่งก็เพราะเป็นหน้าที่ อีกประการหนึ่งก็เพราะดีโน่มักจะใช้เวลาอยู่กับแกรนด์ดยุคกอริแทบจะตลอดเวลา

 

            "แน่ใจรึคะ? ฮิบาริไม่เหมือนวันแรกที่ข้าเจอเลย ท่านดูสีหน้าไม่สดใส ดูเหงาๆอย่างไรก็ไม่รู้"

 

            "ไม่จริงหรอก ข้าก็อยู่เล่นกับเจ้านี่ไง ข้าไม่เหงาหรอก" ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เนร่าก็ยังคงไม่ปักใจเชื่ออยู่ดี

 

            "ท่านเหงาเพราะองค์ราชาไม่ค่อยมีเวลาให้ท่านสินะ" ฮิบาริชะงัก ถ้อยคำไร้เดียงสานั้นปักเข้ากลางใจเขาอย่างจัง ใช่แล้ว...เขารู้สึกเหงา โดดเดี่ยวราวกับถูกทิ้ง ปกติดีโน่มักจะคอยมาแกล้งเขาเล่น มาคอยดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอๆ แต่แล้วจู่ๆดีโน่ก็แทบไม่พูดไม่คุยกับเขาเลย รู้สึกได้ถึงช่องว่างในหัวใจและระยะห่างที่นับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น

 

            "เห็นจะเป็นเช่นนั้นกระมัง" เด็กหนุ่มยิ้มอ่อน เขาไม่อยากจะปฏิเสธอะไรอีกในเมื่อมันก็เป็นความจริง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตัวเขาทำอย่างไรได้ล่ะ เขาไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวดีโน่ทั้งนั้น ก็จำต้องทนทุกข์ใจอยู่เช่นนี้

 

            "พระองค์เป็นกษัตริย์ที่รักบ้านเมืองเสียจริง วันๆเอาแต่ทรงงาน ไม่ทรงงานก็มักจะเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร ไม่เคยมีวันพักเลย แต่จะรักบ้านเมืองมากไปก็ไม่ดีนะ ก็ควรจะมีเวลาให้ท่านด้วยสิ" เนร่าพูดด้วยความเป็นห่วงในตัวฮิบาริ เซอร์หนุ่มได้เพียงแต่ยิ้มเศร้าๆ

 

            "พระองค์ก็ทำในสิ่งที่พึงกระทำแล้วมิใช่หรือ แล้วอีกอย่างข้าก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไรที่พระองค์จะต้องมาใส่พระทัยเป็นพิเศษนี่นา" พูดเองก็เจ็บเอง...ใช่ ตัวเขาไม่ใช่ราชินี ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ก็แค่ข้ารับใช้ธรรมดาๆ ไฉนเลยดีโน่จะมาเป็นห่วง ดีโน่ก็เคยพูดเองว่าตนรักโรเซลล่า อีกทั้งเมื่อทราบข่าวการตั้งครรภ์ของโรเซลล่าก็ดีใจมาก เขาซึ่งเป็นคนนอกจะมีสิทธิ์อะไรไปพรากครอบครัวคนอื่น

 

            "พวกท่านเป็นสหายรักกันมิใช่หรือ? จากวันแรกที่ข้าเห็น พวกท่านดูสนิทกันมากเลยนะ"

 

            "ไม่หรอก...พวกเรา...มิได้สนิทชิดเชื้ออะไรขนาดนั้น" เด็กหนุ่มเอ่ยตะกุกตะกัก ไม่อยากบอกความจริงเรื่องที่เขากับดีโน่เคยจูบกันมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ครั้นจะพูดไป ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดีโน่ นอกจากยศถาบรรดาศักดิ์แล้วก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ชนิดที่ไม่มีรูปแบบ ไม่ใช่ทั้งเพื่อน ไม่ใช่ทั้งคนรัก สำหรับดีโน่แล้วเขาเป็นอะไรนั้น ตัวเขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้

 

 

 

 

            "เมืองฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่เด่นในด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม นับตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ผู้คนต่างกล่าวขานว่าที่นี่คือหัวใจสำคัญแห่งศิลปกรรมทั้งหลาย ที่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมกรีกและโรมันดั้งเดิมเอาไว้ พระองค์ทรงดูเถิด ว่ามีศิลปินและกวีเลื่องชื่ออันมากมายได้ถือกำเนิดขึ้น อาทิ มิเคลันเจโล เลโอนาร์โดแห่งวินชี พระองค์คงจะเคยได้ยินมาบ้างสินะพ่ะย่ะค่ะ" แกรนด์ดยุคกอริกล่าวแนะนำเมืองที่ตนอยู่คร่าวๆด้วยความภาคภูมิใจ ชายหนุ่มเรือนผมสีทองคลี่ยิ้มรับ

 

            "แน่นอน...ข้ามาที่นี่ก็เพราะอยากจะมาทัศนารูปปั้นเดวิดอันเลื่องชื่อนั้นด้วยตาของข้าเอง ว่ากันว่าเป็นผลงานศิลปะที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและความงดงามในคราวเดียวกัน หากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะให้เขามาออกแบบวิหารในกรุงโรมอยู่หรอกนะ ส่วนเลโอนาร์โดเห็นทีคงจะจองตัวยากเสียหน่อยล่ะ ได้ข่าวว่าเขาอยู่ที่ฝรั่งเศสนี่" ชายผู้มีหนวดเคราคลี่ยิ้ม

 

            "กระหม่อมได้ข่าวมาว่า ศิลปินสองท่านนี้ไม่ค่อยจะถูกกันสักเท่าใดนักล่ะพ่ะย่ะค่ะ" ชายทั้งสองหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ดีโน่จะเข้าเรื่องจริงจัง

 

            "พักเรื่องศิลปะไว้ก่อน ข้าได้ยินมาว่าฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่การค้าเฟื่องฟูมากนอกเหนือจากเรื่องศิลปะวัฒนธรรม" ลอเรนโซยิ้มกว้างอย่างน้อมรับคำชม

 

            "อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่กระหม่อมขอยืนยันได้ว่าเป็นความจริง เมืองของเราเศรษฐกิจมั่งคั่ง ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ส่วนหนึ่งก็เพราะการพาณิชย์เป็นสำคัญ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยประเทศของเรามีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อันได้แก่ ปรอท กำมะถัน หินอ่อน ถ่านหิน รวมถึงการประมงเพราะลักษณะภูมิประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยทะเล ถึงแม้ว่าฟลอเรนซ์จะไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทางทะเล แต่เมืองเราก็มีแม่น้ำอาร์โนไหลผ่าน เหมาะแก่การทำเกษตรเป็นอย่างยิ่ง"

 

            "หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงจะเลือกมาได้ไม่ผิดที่แล้วล่ะ...จริงๆแล้วอิตาลีก็มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคยุโรป แต่เห็นทีคงจะไม่เพียงพอ" ลอเรนโซเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

 

            "หมายความเช่นไรรึพ่ะย่ะค่ะ?"

 

            "ก็หมายความว่า...การค้านั้น เมื่อแรกเริ่มเริ่มจากวงแคบ เมื่อคงตัวเราก็ต้องขยับขยายไปยังดินแดนที่ไกลออกไป เช่นดินแดนตะวันออก"

 

            "ดินแดนตะวันออก? พระองค์หมายถึงดินแดนใดรึพ่ะย่ะค่ะ ชาวตะวันออกมีหลายชนชาติหลายภาษา แต่หากไปทางทะเลทรายอาหรับนั้นก็ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควรนะพ่ะย่ะค่ะ"

 

            "ข้ารู้ แต่ดินแดนตะวันออกนั้น มั่งมีด้วยทรัพยากรจำพวกเครื่องเทศ ไม้ เครื่องหอมต่างๆ และหากเราเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเหล่านั้นได้ เราก็ถือโอกาสทำการค้ากับพวกเขาเสีย เจ้าไม่เห็นดีด้วยรึ?" ชายวัยกลางคนนิ่งคิดตาม จะว่าไปที่ดีโน่พูดนั้นก็เป็นความจริงอยู่

 

            "ข้าจะส่งคณะทูตไปยังดินแดนราชวงศ์หมิงและญี่ปุ่นแห่งดินแดนบูรพา เช่นเดียวกันกับคณะมิชชันนารี เพื่อเผยแผ่คริสตศาสนา โรมันคาทอลิค เจ้าเห็นดีด้วยหรือไม่?"

 

            "พ่ะย่ะค่ะ ดินแดนราชวงศ์หมิงเป็นที่ลือเลื่องเรื่องเครื่องลายคราม หยกและผ้าไหมมาช้านาน ส่วนดินแดนญี่ปุ่นนั้นก็มีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก กระหม่อมเห็นดีด้วย" ดีโน่คลี่ยิ้มบางๆ พึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ

 

            "ดินแดนแห่งราชวงศ์หมิงนั้น มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้ดินแดนอารยธรรมแห่งยุโรป ได้ยินมาว่าภาษาที่ใช้นั้นแลดูซับซ้อนยิ่งนัก มิใช่เป็นตัวอักษรเฉกเช่นภาษาในตระกูลยุโรป แต่เป็นภาษาที่ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติ เป็นภาษารูปภาพ ฉะนั้น ทูตที่จะต้องไปพำนักอาศัยอยู่ที่นั่น จะต้องเป็นผู้ที่มีไหวพริบปฏิภาณที่ฉับไว แตกฉานในด้านภาษา และมีความอดทน มุมานะสูง ท่านพอจะรู้จักใครที่มีคุณสมบัติเหล่านี้บ้างหรือไม่?" ราชาหนุ่มหันมาถามแกรนด์ดยุควัยกลางคน ลอเรนโซเอามือลูบเคราของตนอย่างใช้ความคิดก่อนจะเอ่ยตอบ

 

            "กระหม่อมคิดว่าหามิได้ยากเลยพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวกระหม่อมจะให้คนไปสอบถามแล้วคัดเลือกหาผู้ที่เหมาะสมที่จะร่วมเดินทางไปยังดินแดนเหล่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ" เนตรสีอำพันสบมองอีกฝ่ายที่ให้คำมั่นไว้นิ่ง แววตานั้นช่างดูจริงจังเสีย เช่นเดียวกันกับคำบัญชาในประโยคถัดมา

 

            "นอกจากจะมีสติปัญญาอันเฉียบแหลมแล้ว ยังจะต้องมีทัศนคติอันกว้างไกล ไม่คิดดูถูกชนชาติอื่น ข้าต้องการคนที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มิใช่ผู้ที่มีทัศนคติอันคับแคบ ยึดมั่นถือมั่นว่าตนเองนั้นดีเลิศประเสริฐศรี และดูหมิ่นดูแคลนชนกลุ่มอื่นที่มิใช่พวกพ้องตนเอง" ชายหนุ่มกล่าวกำชับอีกครั้ง อีกฝ่ายก็โค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างรับคำ

 

            "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...เอ้อ...แล้วสำหรับคณะที่จะเดินทางไปยังเกาะญี่ปุ่นล่ะพ่ะย่ะค่ะ? จะต้องเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือเปล่า?" ใบหน้าคมของราชาหนุ่มแสยะยิ้มมุมปาก ราวกับมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นขยับเอื้อนเอ่ยคำตอบออกมา...

 

 

 

            "ไม่จำเป็น ก็ในเมื่อมีคนจากดินแดนนั้นอยู่ที่นี่แล้วนี่นา...

 

 

 

ฮิบาริ เคียวยะนั่นอย่างไรเล่า"





"ท่านฮิบาริ ฝ่าบาทเรียกท่านไปหา" หญิงรับใช้ในปราสาทเข้ามาเรียกเจ้าของห้องผู้กำลังง่วนกับการอ่านหนังสืออยู่ เด็กหนุ่มละสายตาจากหนังสือ พลางหันไปมองทิศทางของห้องบรรทมดีโน่ด้วยความสงสัย เพราะเป็นเวลานานเหลือเกินกว่าที่ทั้งสองจะได้กลับมาคุยกัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น


คงไม่ได้เรียกเราเพราะคิดถึงแน่ล่ะ...


ก๊อกๆๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้น


"เชิญ"


เมื่อได้รับอนุญาต เซอร์หนุ่มก็เปิดประตูเข้าไปหา ดีโน่ยืนหันหลังให้กับเขาอยู่ที่หน้าต่าง วินาทีนั้นชวนให้ฮิบาริหวนนึกถึงครั้งแรกที่เขามาเคาะประตูห้องนอนเพื่อมาปลุกคุณชายให้ตื่น ณ ตอนนั้น ดีโน่ยังเป็นเพียงคุณชายเท่านั้น


เขายังจำได้ดี ช่วงเวลาที่ดีโน่หยอกเขาเล่น ราวกับจะเกี้ยวเขาก็ไม่ปาน


เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำหลุบตาลงต่ำด้วยต้องการย้ำเตือนว่า อดีตก็คืออดีต ปัจจุบัน อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว


บางครั้งเขาก็นึกสงสัย ว่าหากดีโน่ไม่ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง พวกเขาทั้งสองจะสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ บางทีมันอาจไม่ต่างกันเลย


ว่าพลางสะบัดหน้าเพื่อไล่ความคิดนี้ออกไป ถึงอย่างไร ในสังคมตะวันตก ความรักระหว่างชายทั้งสองย่อมเป็นเรื่องผิดจารีตประเพณีอยู่ดี


"พระองค์เรียกหม่อมฉัน มีเรื่องอันใดให้รับใช้รึพ่ะย่ะค่ะ?" ดีโน่ไม่หันกลับมามอง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับมีทิวทัศน์น่าสนใจไปเสียอย่างนั้น


"เคียวยะ เจ้าเป็นผู้เฉลียวฉลาด เจ้าเรียนรู้หลายภาษาได้อย่างรวดเร็ว เจ้านับเป็น 1 ในขุนนางชั้นดีที่ทั้งข้าและโรเซลล่าให้ความไว้วางใจ" ชายหนุ่มหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ฮิบาริมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย แต่ก็ตัดสินใจกล่าวขอบคุณเพื่อทำลายความเงียบอันแปลกประหลาดนั้นลง


"เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ"


"ภาษาญี่ปุ่นของเจ้า ลืมเลือนไปมากน้อยแค่ไหนแล้วล่ะ?" ฉับพลันที่ดวงตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ขึ้นมา เหตุใดดีโน่จึงพูดเช่นนี้? ร่างสูงค่อยๆหันกลับมาแล้วพูดต่อเพื่อคลายข้อสงสัยในใจของเด็กหนุ่ม


"ข้าจะส่งคณะทูตและคณะมิชชันนารีไปญี่ปุ่น ข้าอยากให้เจ้าไปด้วย"



ร่างบางยืนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง



ญี่ปุ่น...ดินแดนบ้านเกิดของเขา ดินแดนที่เขาจากมาไกลเหลือเกิน เขาเคยนึกฝันว่าอยากจะกลับไปใจจะขาดเพราะการที่เขาจากบ้านมาก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ด้วยแม่เลี้ยงใจร้ายและพี่สาวทั้งสองคนที่คอยโขกสับเขาเป็นนิจ



แต่...ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป เมื่อดีโน่ก้าวเข้ามาในชีวิต



เมื่อเทียบกับชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่ดีโน่เข้ามาในชีวิต ชีวิตของเขานั้นดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เขาไม่ใช่เด็กรับใช้ธรรมดาที่โดนโขกสับ แต่ ณ ตอนนี้ เขาเป็นผู้รับใช้กษัตริย์ มีทั้งตำแหน่ง ทั้งเงินเดือน กินอยู่สบายผิดกับแต่ก่อนอย่างยิ่งยวด ทั้งตัวราชินีก็เอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อย ส่วนพระราชานั้นเล่า แม้จะชอบแกล้งเขาให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีโน่คือผู้ที่ช่วยเหลือเขาให้ออกจากขุมนรกนั้น



กว่าจะรู้ตัวอีกที...ชีวิตของเขาก็ขาดดีโน่ไปมิได้เสียแล้ว



"เหตุใดจึงต้องเป็นหม่อมฉันรึพ่ะย่ะค่ะ?"


"เจ้าเป็นชาวญี่ปุ่น ถึงภาษาอาจจะลืมเลือนไปบ้างแต่ก็คงฟื้นมันได้ไม่ยาก ไม่มีใครอีกแล้วที่เหมาะกับหน้าที่นี้ไปมากกว่าเจ้า" ดีโน่เอ่ยตอบโดยไม่สบตาฮิบาริเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นช่างดูน่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่ยิ้ม ซ้ำยังดูเย็นชาและไร้อารมณ์ ราวกับเจอเรื่องชวนหงุดหงิด จนเด็กหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า...นี่โกรธอะไรเขาหรือเปล่า?


"หม่อมฉันขอเวลาคิดใคร่ครวญดูสักหน่อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"


"ไม่ได้!" ร่างสูงเอ่ยตัดบทเสียงแข็ง ดวงตาสีอำพันที่ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาก็ไม่คิดจะหันมาสบตาอีกฝ่ายเลยสักนิด บัดนี้กลับจ้องเขม็งมายังดวงตาสีรัตติกาลนิ่ง ร่างเล็กถึงกับสะดุ้งไปด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้น


"พระอาญามิพ้นเกล้า...หม่อมฉันแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะหม่อมฉันเองก็ไม่ได้เดินทางไกลมานาน อีกอย่างผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการพูดหลายภาษา รวมถึงภาษาตะวันออกก็มีมากมายนอกจากหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่เคยทำหน้าที่ในฐานะทูตมาก่อน จึงอยากขอกลับไปทบทวนดู และเตรียมใจให้พร้อมเท่านั้น มิได้ต้องการจะขัดคำสั่งพระองค์แต่อย่างใด" ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุดันและเย็นชา ไม่เหลือแววเมตตา ทะเล้น หยอกเล่นเหมือนเคยเลยสักนิด


"ขอเวลาทำใจก็ไม่ได้ ข้าจะให้เจ้าไปให้เร็วที่สุด เจ้าก็ใช้เวลาขณะเดินเรือในการเตรียมใจเสีย คณะทูตย่อมช่วยเจ้าได้แน่ ในระหว่างนั้นเจ้าก็พอมีเวลาที่จะฟื้นภาษาญี่ปุ่นได้อีกด้วย ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาเตรียมการอะไรมากมาย ภายใน 7 วัน พวกเขาก็จะเตรียมตัวไปแล้ว เจ้าก็จงรีบเก็บข้าวของ ตามไปสมทบกับพวกเขาที่โรมเสียเถิด"


"7 วัน? เหตุใดจึงปุบปับถึงเพียงนี้? พระองค์มีเหตุด่วนอันใด จึงต้องเร่งไปรึพ่ะย่ะค่ะ?" มันช่างเป็นคำสั่งที่กะทันหันเสียเหลือเกินเพราะตัวเขาเองก็ต้องเดินทางไปยังท่าเรือที่โรม แล้วยังต้องเตรียมของสำหรับระยะเวลาหลายเดือนเพื่อเดินทางไปยังดินแดนบูรพาอีก จะว่าดีโน่สะเพร่า ก็ดูสะเพร่าเกินเหตุหรือเปล่า เพราะตามปกติ เมื่อทำงานจริงจัง ดีโน่ก็ไม่เคยทำผิดพลาดเลยสักนิด


"เจ้าต้องการให้ข้าพูดความจริงอย่างนั้นหรือ?" ตอบคำถามด้วยประโยคคำถาม ฮิบาริเริ่มเห็นท่าไม่ดี คำตอบที่ดีโน่มีอยู่ในใจ จะต้องไม่ถูกใจเขาอย่างแน่นอน แต่อีกฝ่ายใช้น้ำเสียงเช่นนี้เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่า 'ข้าไม่อยากพูด แต่ในเมื่อเจ้าสงสัยนัก ข้าก็คงไม่มีทางเลือก' จนต้องตอบในที่สุด


"นี่เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้อยู่ห่างกันสุดหล้าฟ้าเขียวนะ เคียวยะ..."



ร่างเล็กตกตะลึงไปอีกครา



เหตุผลส่วนตัวงั้นหรือ?



ดีโน่เอางานมาอ้าง มอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้ แต่ลึกๆแล้วคือเหตุผลส่วนตัวงั้นหรอกหรือ??



ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะเขาเก่ง มีความสามารถ หรือเป็นคนญี่ปุ่นหรอก แต่เพราะอยากกำจัดเขาไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตาสินะ...



จู่ๆความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นเข้ามาในอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เด็กหนุ่มรู้สึกตัวชาไปทั้งตัว พยายามควบคุมอารมณ์ของตนอย่างสุดความสามารถ แต่ถึงกระนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามอีกฝ่ายไปตรงๆ



"พระองค์...รังเกียจหม่อมฉันมาก ขนาดถึงต้องขับไล่ให้หม่อมฉันกลับประเทศเชียวรึพ่ะย่ะค่ะ?" ประโยคคำถามที่ซื่อสัตย์นั้นเปรียบเสมือนมีดเล่มเล็กที่ลอยมาปักกลางใจชายหนุ่มเช่นกัน ใบหน้าของเด็กหนุ่มส่อออกมาชัดเจนว่านั่นคืออาการน้อยใจ เจ้าตัวจะรู้ไหม...ว่านั่นทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ต้องทำใจแข็งเพื่อเจตนารมณ์ของตน


"หากนั่นเป็นความประสงค์ของฝ่าบาท และฝ่าบาทก็ยังคงยืนกรานเช่นนั้น...เช่นนั้น หม่อมฉันจะไปก็ได้พ่ะย่ะค่ะ" เมื่ออีกฝ่ายตกปากรับคำเป็นอย่างดี ก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว ดีโน่ถอนหายใจ กำลังจะหันกลับไปที่หน้าต่าง



"แต่หม่อมฉันจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย"



เสียงทุ้มต่ำที่เจือความน้อยใจในประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลังยิ่งนัก ร่างสูงหันกลับมาทันที ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินออกจากห้องไป


"ข้ายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ" ร่างบางชะงัก หันกลับมามองด้วยสายตาทั้งน้อยใจ หงุดหงิด และสงสัยปนๆกัน


"แล้วฝ่าบาทยังมีเหตุผลอันใดที่จะเหนี่ยวรั้งข้าไว้อีกเล่า?" ชายหนุ่มเดินสาวเท้าเข้ามาประชิดร่างอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วก่อนที่มือหนาจะคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่น ราวกับจะรั้งไม่ให้ไปไหน


"เจ้า...เป็นผู้ติดตามของข้านะเคียวยะ" ฮิบาริที่ไม่เข้าใจท่าทีของร่างสูงมองใบหน้าอีกฝ่ายสลับกับแขนที่โดนรั้งไว้ พลางพยายามสะบัดออกให้หลุด


"ข้าจะบอกให้เจ้ากลับเมื่อไหร่ เจ้าก็ต้องกลับ เจ้ากล้าที่จะขัดขืนคำสั่งของข้างั้นหรือ?" นอกจากจะไม่หลุดแล้ว ยังบีบแน่นขึ้นอีกต่างหาก ทั้งสีหน้า แววตาของดีโน่ ฉายแววอารมณ์โกรธอย่างชัดเจน ร่างเล็กนิ่วหน้า


"หามิได้พ่ะย่ะค่ะ... แต่พระองค์บอกเองว่าอยากให้หม่อมฉันไปให้ไกล หม่อมฉันก็เลยกะจะไปแล้วไปลับ จะได้ไม่ต้องกลับมาให้พระองค์ต้องรู้สึกขุ่นข้องหมองใจอีก ไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ประโยคตัดพ้อราวกับคนรักที่ประชดประชันก็ไม่ปาน แววตาของร่างเล็กดูราวจวนเจียนจะหลั่งน้ำตาเต็มทน ดีโน่ชะงัก ค่อยๆคลายมือที่กำแขนอีกฝ่ายแน่น เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดเช่นนี้ แค่อารมณ์พาไปด้วยกลัวจะเสียอีกฝ่ายไปตลอดกาล เขาไม่ได้ต้องการเช่นนั้น


มือที่บีบแขนอีกฝ่ายแน่นค่อยๆเปลี่ยนมาเกลี่ยเส้นผมบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ฮิบาริมองอีกฝ่ายด้วยแววตากระวนกระวาย ด้วยเดาอารมณ์ไม่ถูก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จะมาไม้ไหนกันแน่


นิ้วเรียวค่อยๆไล้ไปตามใบหน้าของร่างเล็กจนอีกฝ่ายสะดุ้งกับสัมผัสอันอ่อนโยนแต่ชวนให้ใจเต้นระรัว ค่อยๆเบือนหน้าหนีเล็กน้อย แต่ก็มิได้ปฏิเสธสัมผัสนั้น


เด็กหนุ่มหลับตาลง ไม่กล้าขัดขืน เพราะตนเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน อยากจะปฏิเสธ แต่อีกใจก็รู้สึกโหยหา แม้จะผ่านไปหลายวัน แต่รสจูบนั้นยังตราตรึงไม่เลือนหาย ปล่อยให้อีกฝ่ายไล้มือต่ำลงมาจนถึงลำคอระหง แล้วมือก็หยุดแค่นั้น


"เจ้าอย่าทำให้ข้าลำบากใจนักเลย เคียวยะ" ร่างสูงเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงแหบพร่า เขาเองก็ต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไว้มากไม่ต่างกัน เด็กหนุ่มร่างเล็กได้ฟังก็ลืมตาขึ้นมา ก่อนดวงตาคู่นั้นจะเบิกโพลงเพราะจู่ๆอีกฝ่ายก็สวมกอดเข้าเสียดื้อๆ


"องค์ราชา..."


"ดีโน่...เรียกข้าว่าดีโน่ แค่ตอนนี้เท่านั้น" ฝ่ายที่โดนกอดยืนนิ่งด้วยความงงงวย แต่ก็ยอมเรียกตามคำสั่ง


"ดีโน่..." สิ้นเสียง เขารู้สึกได้ว่าอ้อมกอดนั้นกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม ดีโน่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากกอดเขานิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังชัดด้วยระยะประชิด เสียงหัวใจของตนเองดูเหมือนจะเต้นดังยิ่งกว่าเวลาไหน ทั้งสองยืนอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งแล้วจึงคลายอ้อมกอดออกมา


"ความรู้สึกนี้...มันไม่ถูกต้อง เจ้าก็รู้ใช่ไหม?" ดีโน่สบตาฮิบาริ น้ำเสียงนั้นคลายความแข็งกร้าวในตอนแรกไปเสียหมด ฮิบาริหลุบตาต่ำ ไม่พูดอะไร แต่ก็ชัดเจนในคำตอบ


"ข้าหวัง...ว่าในยามที่เจ้ากลับมา เจ้าอาจจะได้พบรักกับหญิงชาวญี่ปุ่น เจ้าอาจจะมีครอบครัวที่นั่น หรืออย่างน้อยๆ เมื่อเจ้ากลับมา ทั้งเจ้าและข้า ความปรารถนาเหล่านี้จะมลายหายไปหมด... ถึงเวลานั้นบุตรของข้าคงโตในระดับหนึ่ง ถึงเวลานั้น...เราอาจจะกลับมาเป็นปกติ อย่างที่ควรจะเป็น" ฮิบาริไม่ตอบอะไร แต่ก็เห็นด้วยในทุกคำพูด ใช่แล้ว...ถึงเวลานั้น ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไป ความรู้สึกทั้งหลายที่มันไม่ถูกต้องอาจหายไป เมื่อถึงตอนนั้น ดีโน่และโรเซลล่าคงกำลังมีความสุขกับทายาทของพวกเขา โดยที่เรา...ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ตัวเราเองก็อาจจะได้พบเจอใครใหม่ ได้รักหญิงสาว เหมือนที่ชายหนุ่มทั่วไปพึงกระทำ


"หมดธุระแล้ว เจ้าไปได้แล้วล่ะ" ฮิบาริมองอีกฝ่ายก่อนจะก้าวถอยหลังแล้วโค้งคำนับลา ทางด้านดีโน่ เมื่อฮิบาริเดินออกไปแล้ว เขากำหมัดแน่น ก่อนจะทุบลงไปยังกำแพงทันที



ตึง!



หากฮิบาริออกช้ากว่านี้ หรือเขาไม่สามารถดึงสติกลับได้ทัน เขาอาจทำอะไรมากกว่ากอดก็เป็นได้


ตัวเขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ ว่าเพราะเหตุใด เขาจึงไม่อาจลบภาพฮิบาริออกไปจากใจได้ง่ายๆ ทั้งๆที่ตัวเขามีทุกอย่างเพียบพร้อม ทั้งฐานะ เงินทอง ภรรยาที่กำลังจะมีลูกซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ทั้งๆที่เขามีทุกอย่างที่ชายคนหนึ่งพึงจะมีแล้วแท้ๆ แต่ เหตุใดเขากลับรู้สึกขาดจนต้องโหยหาสิ่งสิ่งนี้อยู่เสมอ


มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม? มันจะหายไปจริงๆใช่ไหม? ดีโน่ถามตัวเองซ้ำๆตลอดเวลา


เพราะเหตุใด...เด็กหนุ่มนาม ฮิบาริ เคียวยะ ผู้ที่สะกดใจเขาไว้แต่แรกเห็น ตัวเขาก็หลงฮิบาริเพราะรูปลักษณ์ลวงตา พาให้เขาเข้าใจไปเองว่าเป็นหญิงงาม แต่ทว่า เหตุใดเมื่อรู้ความจริง ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังคงไม่หายไป ไม่ว่าตัวเองจะพยายามดึงสติให้คิดถึงหน้าลูกเมียที่ถูกต้องสักเท่าใด ก็ไม่อาจลบภาพชายผู้นี้ออกไปได้เลย


แล้วยิ่งรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายก็คิดเหมือนกันกับเขา ก็ยิ่งรู้สึกทรมานราวกับมีไฟสุมอก ทั้งที่อยู่ใกล้เพียงแค่นี้ ได้สัมผัส แต่ก็ไม่อาจรักกันได้


จุมพิตเพื่อหยุดความปรารถนา กลับยิ่งทวีความปรารถนาให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก


แต่ถึงกระนั้น เขาก็มีความมั่นใจว่า การที่ส่งฮิบาริไปยังดินแดนไกลเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้ความรู้สึกบ้าๆเหล่านี้ซาลงได้ เวลาผ่านไป ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน


เซอร์หนุ่มทำการเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับโรม ในขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับสัมภาระเหล่านั้น แกรนด์ดัชเชสอเลสซ่าได้พาเนร่ามายังห้องพักของฮิบาริ เนร่ารีบวิ่งเข้าห้องไปหาฮิบาริทันทีด้วยประตูไม่ได้ปิด


"ฮิบาริ! ท่านจะกลับแล้วจริงๆ หรือ?" เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงใสในขณะเข้ามาขัดจังหวะการจัดของ เด็กหนุ่มยิ้มละไมให้อย่างอ่อนโยน


"ถูกแล้ว ข้ามีภารกิจสำคัญที่จะต้องไปจัดการน่ะ" เด็กหญิงสีหน้าสลดลงเมื่อรู้ว่าเพื่อนเล่นของเธอกำลังจะจากไป


"เราจะได้เจอกันอีกไหมคะ?" รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มหุบลงเล็กน้อยไปกับคำถาม เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ


"ข้าไม่อาจรู้ได้ แต่เจ้าเชื่อในพรหมลิขิตไหม? หากชะตากำหนดให้เราต้องพบกัน เราก็คงได้พบกันอีก" ประโยคปลอบใจดังกล่าวเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าเด็กหญิงกลับมาอีกครั้ง เธอเข้าไปสวมกอดเขาทันที ฮิบาริตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ผละออก


"เดินทางปลอดภัยนะคะ ฮิบาริ" ฮิบาริยิ้มบางๆ ให้กับเนร่า เมื่อเอ่ยลากันแล้วเธอก็วิ่งกลับไปหาผู้เป็นมารดาที่คอยท่าอยู่ที่ประตู เมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง ฮิบาริก็ทอดถอนใจออกมา



เขาไม่ได้รู้สึกใจหายที่จะต้องจากเนร่าไป



แต่เพราะเขาจะไม่ได้พบหน้าโรเซลล่าและดีโน่ไปอีกนานแสนนาน



สามวันต่อมา ฮิบาริเดินทางพร้อมคณะกลับมาถึงพระราชวังในโรม บรรดาข้ารับใช้ต่างก็พากันมาต้อนรับ รวมไปถึงบุคคลผู้หนึ่งที่รีบร้อนออกมาต้อนรับ... โรเซลล่านั่นเอง


หญิงสาวในตอนนี้มีน้ำมีนวลขึ้น เป็นผลจากการได้เสวยอาหารที่เพรียบพร้อมสำหรับทารกในครรภ์ แต่ความงดงามของเธอก็ไม่ได้จางหายไปเลยสักนิด


"ฮิบาริ เจ้ากลับมาแล้ว" หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตอันเปล่งประกายมีท่าทีตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษกับการกลับมาของเด็กหนุ่มคนสนิท ดวงตาสีรัตติกาลคู่คมเองก็ทัศนาราชินีของตนที่รูปร่างเปลี่ยนไปจากการตั้งครรภ์ และดูเหมือนท้องของนางจะนูนออกมาเล็กน้อย


"ค่อยๆ นะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงพระครรภ์อยู่" เมื่อเห็นท่าทีรีบร้อน กุลีกุจอออกมาเช่นนั้น เขาก็กลัวว่าเด็กในครรภ์จะได้รับอันตราย หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ในขณะเดียวกัน แม่เลี้ยงและพี่สาวน้องสาวทั้งสองก็ออกมาต้อนรับ แต่เมื่อชะเง้อมองดูไม่เห็นดีโน่ก็พากันหน้านิ่วคิ้วขมวด


"ดีโน่ไปไหน?" เบนเนตต้าเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ฮิบาริหลุบตาต่ำ ถอนหายใจ


"องค์เหนือหัวยังไม่มีกำหนดการกลับแน่นอน แต่ที่หม่อมฉันกลับมาก่อนนั้นเป็นเพราะพระองค์ได้มอบภารกิจสำคัญ นั่นคือ เป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับดินแดนบูรพา" จบประโยค สี่สาวที่อยู่ ณ ตรงที่นั้นก็เบิกนัยน์ตากว้างด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะโรเซลล่าที่ดูตกตะลึงยิ่งกว่าใคร


"อะไรนะ? ทูต? ดินแดนบูรพา??" แอนนาลิซ่าร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ส่วนโรเซลล่าขยับเข้ามาแล้วดึงมือของฮิบาริเอาไว้ นัยน์ตาสีมรกตสั่นระริก


"เจ้าต้องไปนานเท่าใด?" เนตรสีรัตติกาลค่อยๆช้อนมองใบหน้าของหญิงสาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล


"ราวสองปีพ่ะย่ะค่ะ" หญิงสาวปล่อยมืออีกฝ่ายแทบจะทันทีพลางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับระยะเวลา สองปี...เหตุใดจึงนานเช่นนี้


"ไปดินแดนตะวันออกก็ดีเหมือนกันนะคะท่านแม่ ซินเดอเรลโล่เขาก็ได้กลับไปอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่อย่างไรล่ะคะ" จิเซลล่าพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมอย่างเอาใจผู้เป็นแม่ เบนเนตต้ายิ้มกริ่มขึ้นมาทันที เพราะจะได้ไม่ต้องเห็นใบหน้าที่เธอเกลียดแสนเกลียดถึงสองปี


"นั่นสินะ ดีโน่ช่างใจดีเหลือเกินที่ให้ซินเดอเรลโล่ได้กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของเขา อันที่จริง อยู่ที่นั่นไปเลยก็น่าจะดีนะ ที่นั่นผู้คนก็เหมือนกับเจ้า ไม่เหมือนที่นี่" สามแม่ลูกหัวเราะคิกคักกันอย่างสะใจ โรเซลล่ายืนกำหมัดแน่น ก่อนจะหันไปตวาดใส่แม่ลูกทั้งสามทันที


"ซินเดอเรลโล่อะไรกัน ให้เกียรติคนของข้า-- ของสวามีข้าหน่อยสิ ไม่ว่าเขาจะเคยเป็นใครก็ตาม ตอนนี้เขาเป็นคนของหลวง ส่วนพวกท่านเป็นแค่ผู้อาศัย ท่านหมิ่นเกียรติเขา ก็เท่ากับไม่ไว้หน้าข้าและดีโน่ด้วย! เราไปกันเถอะฮิบาริ" เมื่อโดนด่า สามแม่ลูกถึงกับอ้าปากเหวอไป ไม่คิดว่าจะโดนตอกหน้าหงายเช่นนี้ ส่วนโรเซลล่า เมื่อด่าเสร็จ นางก็รีบดึงแขนเสื้อฮิบาริออกไปทันทีโดยไม่สนใจใคร



โรเซลล่าลากฮิบาริมาที่ห้องรับแขก ท่าทีฟึดฟัด นางปล่อยแขนเขาก่อนจะกอดอกด้วยความหงุดหงิดใจ เด็กหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงเอ่ยขึ้นมา


"องค์ราชินี อย่าได้ถือสาพวกเขาเลยนะพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว" สิ้นเสียง หญิงสาวรีบหันขวับไปจ้องหน้าอีกฝ่ายทันที ไม่พอใจ


"เขากำลังดูถูกเจ้าอยู่นะ ฮิบาริ แล้วจะให้ข้ายืนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรกัน?" เซอร์หนุ่มผู้เสียหายกลับมิได้แสดงท่าทีขุ่นเคืองใดๆ ออกมา ซ้ำยังยิ้มอย่างอ่อนโยนเพื่อให้หญิงสาวใจเย็นลง


"หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรบุญธรรม อีกทั้งยังมิใช่คนในดินแดนนี้ การที่พวกเขาจะรังเกียจหม่อมฉัน ก็คงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจสักเท่าไหร่ อีกอย่าง...หม่อมฉันก็ชินแล้วด้วย" โรเซลล่าทอดถอนใจออกมากับท่าทีของฮิบาริ


"ข้าไม่อยากจะนึกเลยว่าก่อนที่เจ้าจะเข้าวัง เจ้าต้องผ่านอะไรมาบ้าง ดีโน่ได้ปกป้องเจ้าบ้างหรือไม่?" พอเอ่ยถึงชื่อนี้ สีหน้าฮิบาริก็เปลี่ยนไปทันที


"เอ่อ...หม่อมฉันก็ตอบไม่ถูกพ่ะย่ะค่ะ เพราะช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ณ ตอนนั้นช่างสั้นนัก"


"ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าได้อย่างแน่นอน" หญิงสาวคลี่ยิ้ม พาให้เด็กหนุ่มเผยอยิ้มตามไปด้วยอย่างอุ่นใจ


"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก" ยิ้มได้ไม่นาน ก็หุบลงอีก โรเซลล่าหลุบตาต่ำ รู้สึกใจหายเมื่อคิดเรื่องที่ฮิบาริจะต้องเดินทางไกล


"นี่ ฮิบาริ... เจ้าไปอยู่ที่นั่น ก็อย่าลืมข้านะ ซื้อของมาฝากข้าบ้าง หรือไม่ก็..." โรเซลล่าเว้นช่วงไว้ครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองฮิบาริ


"ดอกซากุระ...ข้าอยากเห็นมันเหลือเกิน" ดวงตาสีมรกตเป็นประกายขึ้นมาเมื่อเอ่ยชื่อดอกไม้ ฮิบาริตะลึงไปเล็กน้อย เอ่ยทวนซ้ำ


"ซากุระรึพ่ะย่ะค่ะ?"


"ใช่ ก็ข้า...เคยได้ยินจากคำบอกเล่าของเจ้า ว่ามันงดงามเพียงใด ข้าอยากเห็นมันเหลือเกิน" ที่ฮิบาริเป็นกังวลนั้น เป็นเพราะการเดินทางอันแสนยาวนาน หากเขาต้องนำมันมาทั้งต้น เห็นทีก็คงจะเป็นไปไม่ได้ หากจะเด็ดมาเพียงช่อของมัน ก็เกรงว่ามันจะแห้งเหี่ยวก่อนกาลอันควร ครั้นจะนำมาปลูกที่นี่ ก็เกรงว่าสภาพดินฟ้าอากาศจะไม่เอื้ออำนวย แต่ถึงจะเป็นกังวล เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของนาง ก็ยากจะปฏิเสธได้


"พ่ะย่ะค่ะ...หม่อมฉัน จะนำกลับมาให้พระองค์ดูจงได้" หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความดีใจราวกับเด็กตัวน้อย ในขณะเดียวกัน ลึกๆ ภายในใจของเด็กหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความสับสน ความรู้สึกผิดต่อองค์ราชินีที่เขาเคารพรัก



บางที...อาจจะจริงดังที่ดีโน่ว่า นี่อาจจะเป็นการดีที่สุด ให้ระยะทางและเวลาลบล้างความรู้สึกอันมิชอบนี้ออกไป โรเซลล่าไม่สมควรได้รับสิ่งสิ่งนี้ นางควรได้รับสิ่งดีๆ ได้เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกอย่างที่สมควรจะเป็น เรา...เป็นเพียงคนนอกเท่านั้น


แม้ว่าจะทุกข์ทรมานใจเพียงใด แต่สองหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกที่จะฝืนใจตนเอง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง หวังให้กาลเวลาและระยะทางพัดพาเอาความรู้สึกอันผิดบาปนี้ไป ให้มันเป็นเพียงความทรงจำหนึ่งเท่านั้น แล้วกลับสู่วิถีเดิมอย่างที่ควรจะเป็น


มันคือการยับยั้งชั่งใจที่ไม่เต็มใจของทั้งสองหนุ่มที่จะไม่สานต่อความรักต้องห้ามนี้ต่อไป


เขาเองก็จะเก็บรักแรกนี้ไว้ในห้วงลึกของจิตใจ ฝังมันเอาไว้ และหวังว่าในอนาคตจะมีรักใหม่เข้ามาแทนที่ มาเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำจากรักที่ไม่สมหวังนี้เสียที



**พื้นที่ชี้แจง** วันที่ 5 สิงหาคม 2018

สวัสดีค่ะ ยังมีคนอ่านอยู่มั้ยคะ? คิดว่าไม่น่ามีคนเข้ามาแน่ๆเพราะดองยาวมาก

โรคุอยากบอกคนอ่านทุกคนว่า โรคุหายไปแต่งนิยาย(ออริ)มาแล้วเจอกับความเฟลหนักๆเลยค่ะ หนักขนาดไหน ก็โรคุไม่แต่งนิยายหรือฟิคต่ออีกเลยเป็นเวลา 3 ปีเลยค่ะ

เรารู้สึกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ ไม่มีทักษะ ไม่มีอะไรดี เอาดีทางนี้ไม่ได้แน่ๆ เราจิตตกไปพักใหญ่ๆ ก่อนที่เราจะเลิกเขียนเพื่อไม่ให้จิตตกค่ะ แล้วเราก็ไม่จิตตกจริงๆ (เพราะเราไม่ได้เขียนต่อ)

เรื่องออริ คิดว่าจะยอมแพ้ล่ะค่ะ คิดว่ายังไงก็ไม่รุ่ง แต่ฟิคนี่โรคุยังลังเลมาตลอดค่ะว่าจะต่อดีมั้ย เพราะฟิคนี่คิดว่ายังไงก็มีคนอ่าน อีกอย่าง เพราะมันเป็นฟิครีบอร์น มันเลยแต่งเพื่อความสนุก เพื่อสนองนี้ดมากกว่าแต่งนิยายออริ

วันนี้โรคุกลับมาเด็กดีอีกครั้งแล้วลองมาดูฟิคเก่าๆอ่านค่ะ อ่านแล้วก็ทำให้คิดถึงวันเก่าๆ

โรคุจึงคิดว่า...อยากกลับมาเขียนต่อค่ะ

แต่คงไม่อัพบ่อยมาก เพราะยิ่งโตยิ่งยุ่งค่ะ

และคิดว่า คนจะเข้ามาอ่านหรือไม่ ก็ช่างมัน จะมาต่อให้จบ จะแต่งเวลาที่มีไอเดียและไฟค่ะ เราอยากทำเพราะเราสนุกกับมันมากกว่าเรียกยอดวิวหรือยอดเม้น

ปล.ถ้ายังมีคนอ่าน อย่างน้อยสักคนที่ติดตาม โรคุจะรีบปั่นทันทีค่ะ ขออภัยที่หายไปนานนะคะ

------------------------------------------------------------

***อัพเดท*** วันที่ 9 มกราคม 2019

ในที่สุดก็มาต่อตอนนี้จนจบได้สักที มีอะไรหลายอย่างเลยที่เป็นอุปสรรคในการเขียนต่อ ทั้งการเรียนเอย ทั้งหมดไฟเอย แต่เราตัดสินใจแล้วว่าจะเขียนต่อ เราก็จะเขียนต่อค่ะ คนอ่านยังมีอยู่มั้ยเนี่ย

รู้สึกโล่งอกที่เรายังพอกลับมาเขียนได้ สำนวนภาษาอะไรยังไม่หายไป แต่คนอ่านคงจะหายๆ กันไปเยอะเนอะ มันไม่ใช่ช่วงพีคแล้ว T T แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม คู่ D18 จะยังคงเป็นคู่ในดวงใจเราเสมอล่ะ

สำหรับตอนนี้ รู้สึกว่ามันสั้นกว่าตอนอื่นๆนะ แต่เราอยากให้มันอยู่ในกรอบตามชื่อตอน นั่นคือ "The Unwilling Restraint" แปลตรงตัวว่า การยับยั้งชั่งใจที่ไม่เต็มใจ ก็ตามที่เขียนไว้ในย่อหน้าท้ายๆ ว่าดีโน่และฮิบาริต่างก็รักกัน แต่ก็รักกันไม่ได้ เพราะมันจะผิดต่อโรเซลล่า และจารีตประเพณี จึงต้องยับยั้งชั่งใจแบบไม่เต็มใจและทนทรมานค่ะ

เรื่องนี้ยังไม่จบเด้อ อีกยาว เราวางพล็อตเอาไว้แล้ว ยังต้องกินมาม่าอีกยาว และอีกสักพักกว่าหนูฮิจะทำการ 'แก้แค้น' ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

269 ความคิดเห็น

  1. #269 rores (@rores) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 19:13

    รอออออออออออ

    #269
    0
  2. #268 Rucksuda Ziizii (@choom-poo) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 19:50
    เรายังอ่านอยู่นะ สู้ๆนะคะ
    #268
    0
  3. #267 ลมมรณะ (@wayuwayo1214) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 17:19
    ฮือ...อยากให้พวกเขาอยู่ด้วยกันได้รักกันเเต่ก็สงสารโรเซล่าเบาๆ
    #267
    0
  4. #266 เปงคนสวยมากๆ (@Palmmy21) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 10:09
    โอ้ยยย หนักหน่วงใจเหลือเกิน อยากรักกันแต่รักไม่ได้ โรเซลล่าก็เป็นคนดีเหลือเกินนน ถ้าน้องเคียวยะสานต่อความสัมพันธ์ก็คือกลายเป็นมือที่สามไปเลยอะ เศร้าาา ฮืออออ นุเจ็บแทน
    #266
    0
  5. #265 ลมมรณะ (@wayuwayo1214) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 00:47
    สู้ๆนะคะไรท์ เราเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ รอได้ค่ั
    #265
    0
  6. #264 เปงคนสวยมากๆ (@Palmmy21) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 10:07
    สนุกมากๆ เลยค่ะ ติดตามอยู่นะคะะะ ไรท์สู้ๆ ค่า <3333
    #264
    0
  7. #263 Rucksuda Ziizii (@choom-poo) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 22:29
    รออยู่นะคะ
    #263
    0
  8. #262 natthasmile (@natthasmile) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 22:59
    สู้ๆๆนะคะไรท์ สนุกมากเลย แล้วก็ขอบคุณนะคะที่ยังเเต่งคู่นี้ต่ออยู่ ทั้งๆที่กระเเสของตัวการ์ตูนน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #262
    0
  9. #261 qhanb (@vedeegunempross) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 02:54
    เราตกใจแจ้งเตือนมากเลยค่ะที่เรื่องนี้อัพ เราอ่านตั้งแต่ตอนเราม1มอ2จนตอนนี้เราปี2แล้ว55555 เรานับถือใจมากเลยค่ะที่คนเขียนยังกลับมา ถึงแม้ว่าเราจะเลิกอินรีบอร์นไปแล้ว แต่เข้ามาเป็นกำลังใจให้ว่ายังมีคนที่เฟบ เห็นแจ้งเตือนนี้ และรับรู้ถึงความตั้งใจของคนเขียนนะคะ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งไป ครั้งหนึ่งเราเคยชอบเรื่องนี้มากๆพอเห็นแจ้งเตือนความรู้สึกเก่าๆก็กลับมาอีกครั้งเหมือนกัน การกลับมามีไฟเป็นเรื่องที่ดีนะคะ ยิ่งกับอะไรที่เราเคยมีแพชชั่นด้วยจะยิ่งฮึกเหิม55555 เอาเป็นว่าเป็นกำลังใจให้ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ทำให้เรารู้สึกดีๆกับรีบอร์นอีกครั้ง
    #261
    1
    • #261-1 Rokugatsu Giugno (@Senji) (จากตอนที่ 19)
      5 สิงหาคม 2561 / 04:22
      ดีใจมากค่ะที่เห็นอย่างน้อยก็มีคนนึงกลับเข้ามาแสดงความคิดเห็น เรื่องออรินี่คิดจะเลิกแต่งถาวร (แต่งแล้วเฟลนี่มันเฮิร์ทมากนะ) จะว่าอ่อนไหวหรืออะไรก็ได้ แต่มันส่งผลให้เราไม่มีความกล้าและความมั่นใจที่จะกลับมาเขียนนิยายอีกเลยค่ะ จริงๆเราก็คิดแล้วคิดอีก คิดมาตลอดหลายปีว่าเราจะกลับไปเขียนดีมั้ย จนวันนี้แหละค่ะที่ตัดสินใจได้ว่า เอาวะ...เขียนก็เขียน รู้สึกทิ้งไม่ลงค่ะ พอกลับมาอ่านทวนก็ยังรู้สึกว่านี่เป็นฟิคเรื่องนึงที่เรายังรักมันเหมือนเดิม ส่วนเรื่องอื่นๆก็อาจจะมาต่อเหมือนกัน เราเองก็เลิกบ้ารีบอร์นไปแล้วเหมือนกันค่ะ แต่ก่อนมายไอดีนี่เป็นรีบอร์นหมดเลยนะ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสตาร์วอร์หมด(ฮา) แต่ว่าเราก็ยังคงชิปพี่โน่น้องฮิเหมือนเดิม ถึงยังไงซะมันเป็นคู่วายคู่แรกที่เราอ่าน ชิป และเป็นใบเบิกทางให้เราเข้าสู่วงการยาโอยเลย เรียกได้ว่า...จะผ่านไปนานแค่ไหน หลายๆอย่างเปลี่ยนไป แต่ความรักที่มีต่อพี่โน่น้องฮิก็ยังเหมือนเดิมค่ะ

      เอาเป็นว่า แจ้งเตือนว่าเขียนจบเมื่อไหร่ก็แวะมานะคะ รักคนอ่าน
      #261-1
  10. #259 0617736916 (@0617736916) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 17:56
    มาอัพเร็วๆๆๆๆๆๆน่ะะะะะะะะะะะขอระ!!!!!!!!
    #259
    0
  11. #256 ลมมรณะ (@wayuwayo1214) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 มกราคม 2559 / 02:41
    เค้ารออยู่น๊าาาาา
    #256
    0
  12. #255 mirror mirror (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 21:48
    สนุกมากๆเลยค่ะมาอัฟไวๆน่ะ^v^
    #255
    1
    • #255-1 Rokugatsu Giugno (@Senji) (จากตอนที่ 19)
      21 มกราคม 2559 / 02:37
      โรคุมีไอเดียนะคะ แต่ยังไม่มีไฟเขียนเลยค่ะ ยุ่งๆด้วยแหละ แต่ยังไงก็จะอัพนะคะ
      #255-1
  13. วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 01:47
    ต่อนะๆ
    #254
    0
  14. วันที่ 30 มิถุนายน 2558 / 20:58
    ไรต์อย่าลืมต่อ *^* รักเรื่องนี้จริง
    #253
    1
    • #253-1 Rokugatsu Giugno (@Senji) (จากตอนที่ 19)
      30 มิถุนายน 2558 / 23:24
      ขอบคุณมากค่าที่มาเม้นให้ทุกตอนเลย ที่ดองไว้ไม่ใช่อะไรนะคะ แต่พอดีแต่นิยายในเล้าเป็ดอยู่น่ะค่ะเลยพักฟิคไว้ก่อน แล้วก็ไม่ได้แต่งแนวนี้มานานพอสมควร ฝีมือชักสนิมเกาะ ยังไงมาต่อแน่ค่ะ แต่คงช้าหน่อย

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 มิถุนายน 2558 / 23:26
      #253-1
  15. #243 parn parn indy (@parn2545) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 00:19
    หุ...หนูฮิเริ่มจิตตกแล้วสิ...-.,- มาต่อเร็วๆนะคะ!^^
    #243
    0
  16. #242 Pakky (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 16:58
    /สไลด์มาเร็วมาก



    ยังอยู่ค่ะ! ยังอ่านอยู่! ฮือออ นึกว่าจะไม่มาต่อแล้ว ฟฟฟฟฟฟ

    #242
    1
    • #242-1 Rokugatsu Giugno (@Senji) (จากตอนที่ 19)
      26 พฤษภาคม 2558 / 21:11
      มาต่อแน่ค่ะ แต่อาจจะช้าหน่อยเท่านั้นเอง
      #242-1