[BL] Tale of the Darkness

ตอนที่ 48 : Special Tale II : ข้อความถึง...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

Special Tale II : ข้อความถึง...

 

            ร่างสูงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในตัวตึกแถว มือแกร่งปิดประตูตามหลังก่อนจะเดินผ่านทางเดินตรงไปยังบันได เขาตั้งใจจะเดินขึ้นห้องไปเงียบ ๆ แต่เสียงของหญิงวัยกลางคนจากห้องนั่งเล่นก็เรียกเขาให้หยุดชะงัก


            “กลับมาแล้วเหรอจ้ะเควิน หิวไหม”


            เจ้าของชื่อหันไปมองทางต้นเสียง จึงเห็นคนเรียกกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา เขาส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ล่ะครับ” เควินตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ร่าเริงต่างจากที่เคยเป็น ทำเอาผู้เป็นแม่อดเป็นกังวลไม่ได้ และช่วงนี้เรื่องเดียวที่ทำให้ลูกชายที่เคยร่าเริงเป็นแบบนี้ได้ก็มีอยู่แค่เรื่องเดียว


            “แบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ข่าวเซดริกเลยสินะ” เธอถามอย่างรู้ทัน


            เควินลมหายใจสะดุดกึกก่อนจะคลี่ยิ้มเศร้า ๆ “ไม่เลยครับ วันนี้ผมก็ไปที่ห้องพักของเขามา แต่ก็...” ดวงตาสีทองเลื่อนมามองกระดาษแผ่นเล็กที่อยู่ในมือ “...เหมือนเดิม”


            “งั้นเหรอจ้ะ...”


            ชายหนุ่มไม่เอ่ยอะไรต่อ และเดินขึ้นบันไดไปอย่างเงียบ ๆ แต่ละก้าว...แต่ละก้าว หนักอึ้ง และตอกย้ำความผิดหวัง เขาเปิดประตูห้องนอนก่อนจะโยนกระเป๋าลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเขาก็ตรงเข้าไปที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตา หวังว่าน้ำเย็น ๆ จะช่วยทำให้เบิกบานขึ้นมาได้


            แต่ก็ไม่...


            เควินมองเห็นใบหน้า และดวงตาสีทองที่ห่อเหี่ยวจ้องตอบกลับมาจากกระจก นี่เราดูแย่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เมื่อนึกอีกทีตั้งแต่ที่โรมาเนีย วันนั้น...วันที่ชายแปลกหน้าปรากฏตัวที่บ้านของน้าเขา อาการของเซดริกที่เคยหายสนิทเมื่อสองปีก่อนกลับมาจู่โจมอีกครั้ง แถมยังไม่ทันได้หายดีก็หายตัวไปอีกแล้ว


            หายตัวไป...เหมือนกับที่เคยหายไปหกเดือน...


            ร่างสูงเดินออกจากห้องน้ำ ตรงไปยังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษโน้ตขนาดเล็ก มีทั้งที่ว่างเปล่า มีรอยเขียนแต่ขีดฆ่าทิ้ง และเขียนเสร็จแล้วหลายใบ ข้าง กองกระดาษนั้นมีกระดาษโน้ตปึกหนึ่งที่มัดไว้ เควินหยิบปึกนั้นขึ้นมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้


            เขาดึงกระดาษโน้ตออกมาทีละฉบับ ฉบับแรกที่หยิบขึ้นมานั้น เขาจำได้ว่าเขาเอามันไปเสียบไว้ที่ประตูห้องพักของเซดริกตั้งแต่วันแรกที่กลับมาจากโรมาเนีย


            “เฮ้ แกกลับมาก่อนเหรอวะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย ยังไงก็เหอะอย่าทำแบบนี้อีกนะ แล้วโทรศัพท์แกเป็นอะไรวะ โทรไม่ติดเลย ยังไงก็ติดต่อกลับมาด้วยนะ...Kevin


                สามวันผ่านไป...ก็ไม่มีการตอบกลับ เควินจำไม่ได้ว่าได้รับโทรศัพท์จากคนที่หายตัวไปสักครั้ง เขาจึงกลับไปที่ห้องพัก และพบว่ากระดาษโน้ตแผ่นเดิมยังคงอยู่ที่เก่า... เขาไม่มีทางเลือกนอกจากเก็บมันกลับมา และเสียบแผ่นใหม่ไว้


            “แกไม่ได้โน้ตฉันหรอ อย่าบอกนะว่าแกไปโรงพยาบาลน่ะ? อาการกำเริบอีกแล้วเหรอวะ?...Kevin


                ดวงตาสีทองไล่อ่านจนจบแผ่นที่สอง โรงพยาบาล...น่าจะเป็นสถานที่ที่เซดริกไปเมื่ออาการเก่ากำเริบ ดังนั้นเควินจึงไปโรงพยาบาลที่เพื่อนรักเคยพักรักษาตัว แต่เซดริกก็ไม่ได้ไปที่นั่น


            “ฉันไปหาแกที่โรงพยาบาลมาแล้วนะ แต่ที่นั่นก็บอกว่าแกไม่ได้ไป... หรือว่าป้ากับลุงแกติดต่อมาคุยเรื่องเก่า ๆ อีกเหรอ? ... Kevin

                เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ได้รับการตอบกลับ ความคิดที่ว่าเซดริกกลับไปหาป้ากับลุงเป็นสิ่งท้าย ๆ ที่อีกฝ่ายน่าจะเลือก เควินจึงตัดสินใจไปที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เซดริกเคยอยู่ และพบว่าเพื่อนรักก็ไม่ได้กลับไปที่นั่น เขาจึงถามเบอร์ติดต่อป้ากับลุงจากผู้ดูแล

            และตามที่คาด...พวกเขาไม่ได้รับการติดต่อจากเซดริกเลย

            “ฉันไปหาแกที่บ้านเด็กกำพร้าก็ไม่เจอ เลยขอเบอร์ป้ากับลุงแกและโทรไปหาแล้ว พวกเขาบอกว่าแกไม่ได้ติดต่อกลับไปหาพวกเขาเลยสักครั้ง ให้ตายเหอะเซด นี่แกไปไหนของแก? ... Kevin

                เควินหยิบกระดาษโน้ตอีกแผ่นขึ้นมา เขาจำได้ว่าตอนนั้นเขาและเพื่อน ๆ เริ่มเป็นกังวล และกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปนาน ๆ เหมือนครั้งก่อน แต่ความรู้สึกลึก ๆ ในใจแล้ว...

            “เซดริก แกหายไปไหนวะ? ทำไมแกไม่ติดต่อกลับมา หรือตอบโน้ตฉันบ้าง? ทุกคนเริ่มเป็นห่วงแกแล้วนะเว้ย ... Kevin

                ...เขากลับรู้สึกว่า อาจจะไมได้เจอเพื่อนรักคนนี้อีกแล้ว...


            ชายหนุ่มเม้มปากแน่นเมื่อความคิดเดิมกลับเข้ามาอีกครั้ง ในขณะที่มือยังคงหยิบกระดาษโน้ตแผ่นต่อไปออกมาอ่าน


            “อย่าทำแบบนี้ดิวะ เห็นแก่พระเจ้าเถอะ ติดต่อกลับมาหน่อย ... Kevin


                มือที่จับกระดาษไว้เริ่มสั่นเทา ความรู้สึกอ้างว้าง และหม่นหมองเริ่มจู่โจม การที่เพื่อนหายไปครั้งแรกมันทำให้ตกใจพออยู่แล้ว แต่พอหายไปอีกเป็นครั้งที่สอง มันทำให้เขากลัว และตระหนกมากกว่าเดิม ทุกคนต่างก็ไม่อยากจะรู้สึกเลวร้ายแบบนั้นอีกแล้ว จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหาตัวเพื่อนรักคนนี้


            เควินหยิบกระดาษโน้ตแผ่นถัดไปขึ้นมาอ่าน ทำให้รู้ว่าเซดริกหายไปอีกครั้งได้เดือนกว่าแล้ว...


            “หนึ่งเดือนแล้วนะ แกหายไปไหนอีก? ฉันติดป้ายประกาศตามหาแกเหมือนที่เคยทำแล้ว เผื่อใครจะหาแกเจอ หรือแกจะได้รู้ว่าพวกเราตามหาแกกันแทบตายแค่ไหน ... Kevin


                ดวงตาสีทองมองกองป้ายประกาศตามหาคนที่มีรูปของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอยู่บนนั้น แต่ความพยายามของพวกเขา...กลับคว้าน้ำเหลว ไม่มีใครติดต่อมาว่าเห็นคนในภาพเลย


            ไม่อยากเชื่อว่า...จะต้องมารู้สึกแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง


            แววตาสั่นระริกขณะอ่านกระดาษโน้ตแผ่นล่าสุดที่เขาเพิ่งไปหยิบมาจากหน้าห้องพักที่ไร้คนอาศัย


            “เซด ขอร้องล่ะ ติดต่อกลับมาหน่อยเถอะ”


                เกระบอกตาร้อนผ่าว ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษเริ่มพร่าเลือน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจฟุบหน้าลงบนท่อนแขนที่ทอดยาวบนโต๊ะ นัยน์ตาค่อย ๆ ปรือปิดลงอย่างอ่อนล้า


            คิดถึงแกเป็นบ้า...


ทั้งกายและใจเศร้าหมองจนอยากปิดตัวหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง ในที่สุด...เควินก็ผล็อยหลับไป


เข็มนาฬิกาเดินอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีพร้อมกับแสงสว่างที่ลับไป ภายในห้องนอนจึงเหลือเพียงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ให้ความสว่าง ทำให้เห็นเงาสะท้อนของเจ้าของห้องบนกระจกหน้าต่างที่ปิดสนิท และลงกลอนไว้


แต่ทว่ากลอนที่ล็อคไว้กลับค่อย ๆ เลื่อนออกโดยไร้การสัมผัสจนเกิดเสียงดังกริ๊กเบา ๆ แล้วบานหน้าต่างเปิดขึ้นช้า ๆ พาเอาลมเย็นจากภายในเข้ามาพร้อมกับเงาดำที่พัดวูบเข้ามาภายในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่หากเมื่อเพ่งมองดี ๆ จะพบว่าเงาดำนั้นกลายเป็นรูปร่างสูงชะลูดของคน ๆ หนึ่ง


ร่างสูงเดินไปยังโต๊ะทำงานที่เจ้าของห้องหลับสนิทก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นกองป้ายประกาศคนหาย และกองกระดาษโน้ตที่กระจัดกระจาย สายตาที่กวาดมองทั่วโต๊ะหยุดลงที่กระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกหนีบอยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางของคนกำลังหลับ และเขาก็อ่านข้อความบนนั้นในใจ


เซด ขอร้องล่ะ ติดต่อกลับมาหน่อยเถอะ


“เควิน...” เสียงแหบพร่าแผ่วเบาและสั่นเครือหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้าของห้องสะดุ้งตื่น เปลือกตาเปิดครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะอาการสะลึมสะลือ แต่เงารูปร่างมนุษย์ทำให้เขาอดขยี้ตาตัวเองไม่ได้


ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น คนที่เขาตามหามาเป็นเดือน...


...ยืนอยู่ตรงนั้น... แถมยังยิ้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียด้วย!!


“ซ...เซด?” แต่เจ้าของชื่อไม่ตอบใด ๆ “นั่นแก...ใช่ไหม?” เควินถามซ้ำพร้อมกับลุกขึ้นยืน และยื่นมือไปข้างหน้าหมายจะจับไหล่เพื่อนรัก แต่อีกฝ่ายกลับถอยหลังไปในเงามืด ชายหนุ่มผมทองขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่เพราะอีกฝ่ายไม่เอ่ยอะไร จึงกลายเป็นโอกาสให้คนที่ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วรัวคำถามใส่ไม่ยั้งราวกับเขื่อนแตก


“เฮ้ย แกหายไปไหนมาวะ โทรศัพท์ก็ไม่ติด อลิซเป็นห่วงแกมากนักรู้ไหม ทำไมแกไม่บอกก่อนวะว่าจะกลับอังกฤษมาก่อน แล้วที่ผ่านมาแกอยู่ที่ไหน รู้ไหมว่าฉันโทรหาแกแทบจะพลิกแผ่นดิน แต่แกก็ไม่ตอบโน้ตฉันเลย ไอ้บ้านี่ จะคายมาได้รึยังว่าหายไปไหน ห้ะ?”


เซดริกหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทาง และคำตอบที่พ่นมารัวเร็วราวกับกระสุนของเพื่อนรัก “ฮ่า ๆ ใจเย็นเพื่อน ไม่ต้องรีบ” เขาว่าด้วยน้ำเสียงขบขัน “แต่โทษที ฉันตอบคำถามแกไม่ได้สักข้อ”


เควินขมวดคิ้ว “ทำไมวะ? ไม่รู้เหรอว่าทุกคนเป็นห่วงแกมากแค่ไหนน่ะ?” ยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งขุ่นเคืองขึ้นเรื่อย ๆ  “แล้วยังมาบอกว่าตอบคำถามฉันไม่ได้สักข้อเนี่ยนะ?”


เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ก้าวถอยหลังเข้าไปในเงามืดมากกว่าเดิม ทำเอาเขาอดหงุดหงิดไม่ได้ “แล้วแกจะถอยหลังไปอีกทำไมเนี่ย?”


แต่น่าแปลกที่ถึงแม้เขาแทบจะไม่เห็นสีหน้าของเพื่อนรัก เขากลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าลำบากใจ การที่อีกฝ่ายไม่ยอมออกมาจากเงามืดนั้น...แสดงว่าต้องมีอะไรปิดบังแน่ ๆ


และเหตุผลที่ยังไม่รู้นั่นแหละ...ที่ทำให้เขาเริ่มกลัว และหงุดหงิดกว่าเดิม


“หะ ๆ นั่นสินะ...ความผิดของฉันเองที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง” เซดริกเอ่ยพลางหัวเราะแห้ง ๆ ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้ามได้ แต่ความรู้สึกผิดนั้นเขาก็เตรียมใจรับอยู่แล้ว


“ก็แล้วทำไม...”


“แต่ฉันคงไปไหนมาไหนกับพวกแกไม่ได้แล้วล่ะ” ชายหนุ่มในเงามืดเอ่ยขัด ทำเอาอีกฝ่ายชะงักกึก คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นปม


“หมายความว่าไง?”


“ที่มาวันนี้ก็แค่จะมาทักทาย...” แล้วร่างในเงามืดก็ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว “...แล้วก็บอกลา”


เควินยิ่งงงหนักมากกว่าเดิม แต่น้ำเสียงนั่นทำให้เขาเริ่มใจไม่ดี แถมบรรยากาศรอบกายเริ่มเย็นลงมากกว่าเดิมราวกับสอดรับกับคำพูดของอีกฝ่าย “แกพูดอะไรน่ะ?”


“ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”


“เฮ้ย นี่แกพูดเรื่องอะไร...” ไม่ทันได้พูดจบ เมฆที่ลอยบดบังดวงจันทร์ก็เคลื่อนออก ปล่อยแสงจันทร์ให้สาดส่อง พร้อมกับสายลมแรงและเย็นยะเยือกที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา จังหวะนั้นเองที่ทำให้เจ้าของห้องได้เห็นเพื่อนรักที่ซ่อนอยู่ในเงามืด


แม้โครงหน้าบางส่วนจะยังถูกเงาในห้องบดบัง แต่เขาก็เห็น...ดวงตาสีแดงฉานส่องประกายวาววับ และยามอีกฝ่ายค่อย ๆ คลี่ยิ้ม คมเขี้ยวสีขาวแปลกตาก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นเขาเห็นเงาเรือนรางสีดำของปีกขนาดใหญ่เบื้องหลังคนตรงหน้า ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกใจ “โก...หกน่า...” ลำคอแห้งผากจนเปล่งคำพูดขาด ๆ หาย ๆ


เซดริกยิ้มฝืด ๆ เพราะคาดเดาปฏิกิริยาตอบกลับได้ เขายื่นมือขาวซีดออกไปหาเพื่อนรักพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้จนพ้นเงามืด ก้อนเนื้อในอกเจ็บปลาบเมื่อเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก ถึงแม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่มันก็อดเศร้าใจไม่ได้


เขาดึงคนที่ตัวแข็งทื่อเข้ามากอดอย่างรวดเร็ว “ที่ผ่านมาขอบใจมาก”


เควินถึงกับนิ่งอึ้งเพราะไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ  จะถูกกอด แถมอุณหภูมิของร่างกายที่แตกต่างกันทำเอาเขาสะดุ้ง แม้สิ่งที่เขาเพิ่งรู้เมื่อครู่จะน่าตกใจมากแค่ไหน แต่อ้อมกอดของเพื่อนคนนี้...ก็ยังเหมือนเดิม ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลใจที่จะยกมือขึ้นกอดตอบ “เห็นแกสบายดี...ฉันก็ดีใจ ถึงแม้แกจะ เอ่อ...ก็นะ...”


เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ เป็นการตอบกลับ แต่เสียงหัวเราะนั้นก็ตามมาด้วยลมหายใจที่รดต้นคอ ทำเอาเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ตำนานปรัมปราที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก อยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาในความคิด


แวมไพร์น่ะกินเลือดเป็นอาหาร รู้ไหม?

เควินถึงกับทำหน้าไม่ถูก... แต่ไม่ทันได้คิดอะไรต่อ คนกอดก็ผละออกไป “ฉันไม่กัดหรอกน่า ฮ่า ๆ” เซดริกหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นสีหน้าที่เหมือนจะกลัวก็ไม่เชิงจะหัวเราะก็ไม่เชิงแบบนั้นของเพื่อนรัก


เพราะอีกฝ่ายผละออกไป จึงเป็นครั้งแรกที่เควินได้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมาตลอด โครงหน้าที่คุ้นเคย แต่สีผิวกลับขาวขึ้นมากจนแทบเรียกว่าซีดเลยก็ว่าได้ ดวงตารูปทรงเดิม แต่นัยน์ตานั้นกลับกลายเป็นสีที่เขาเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนไหนมีแน่นอน...สีแดงสดราวกับเลือดแบบนั้น ทุกครั้งที่อีกฝ่ายขยับปากพูด เขาก็เห็นเขี้ยวสีขาวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ที่มุมปาก


ถ้าไม่นับสีตาล่ะก็...ก็ดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่อาจละสายตาจากใบหน้านั้นไปได้เลย ราวกับว่ามีมนต์สะกดบางอย่างตรึงสายตาของเขาไม่ให้หันไปไหน


สิ่งมีชีวิตลึกลับอย่างพวกแวมไพร์น่ะ มักมีรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหล และสะกดดวงตาของมนุษย์เสมอ


คำบอกเล่าดังก้องอีกครั้ง


...นี่สินะ รูปลักษณ์ที่ร่ำลือกัน...


น่าหลงไหล...อย่างที่ว่ากันจริง ๆ


“แกคงไม่คิดว่าฉันจะดูดเลือกแกจริง ๆ หรอกนะ?” เสียงทุ้มเรียกให้  เควินหลุดจากภวังค์ และทำให้เขารู้ตัวว่ากำลังจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ


“เอ่อ…ที่จริงแล้วก็แอบคิดน่ะนะ หะ ๆ” ชายหนุ่มผมทองหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อนความกระดากอาย


“นั่นสิน้า” เซดริกหัวเราะเบา ๆ “ที่จริงก็อยากกอดนานกว่านี้นะ แต่ไม่งั้นฉันคงซวยแน่”


“หา?” เควินเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่แล้วตอนนั้นเองที่หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาปีกสีดำอีกคู่หนึ่งนอกหน้าต่าง อย่าบอกนะว่า... เขาพยายามกลืนก้อนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ รู้สึกว่าวันนี้เขาจะเจออะไรแปลก ๆ เยอะน่าดู


แวมไพร์หนุ่มเหลือบไปเห็นเงานั้นพอดี เขาจึงส่ายหน้าเบา ๆ อย่างระอาใจ และรับรู้ว่า...ถึงเวลาแล้ว “ต้องไปแล้วล่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ”


เควินถึงกับชะงักเมื่ออยู่ดี ๆ บทลาก็มาถึงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว “งั้นเหรอ...” เขาพึมพำแผ่วเบา ไม่นึกเลยว่าเขาต้องบอกลากับเพื่อนรักมากที่สุดคนนี้จริง ๆ “...ดูแลตัวเองเหมือนกันล่ะ ยังไงก็พอฉันตาย อย่าลืมมางานศพฉันล่ะเพื่อน”


เซดริกหัวเราะ เขารู้ดี...ว่าอีกฝ่ายก็แค่ไม่อยากทำให้การจากลาครั้งนี้ต้องเศร้าจนเกินไป “ไม่ลืมหรอก” เขาตอบทีเล่นทีจริงกลับไปก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง และหันกลับมาอีกครั้ง “ลาก่อน”


กระบอกตาร้อนผ่าวอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มผมทองก็พยายามสะกดความรู้สึกไว้ “อือ ลาก่อนว่ะ” แล้วภาพสุดท้ายที่เขาเห็น คือรอยยิ้มที่มักทำให้เขาสบายใจมากที่สุด...จากเพื่อนที่รัก...มากที่สุด


เมื่อกะพริบตาอีกที ลมจากภายนอกก็โบกพัดแรงจนต้องยกมือขึ้นบังใบหน้า ท่ามกลางเสียงลมที่กรรโชกแรง เขาก็ได้ยินเสียงปีกขนาดใหญ่โบกสะบัด แล้วอยู่ดี ๆ ทุกอย่างก็เงียบสงบ เควินจึงลดมือที่บังหน้าไว้ลง แล้วก็พบว่าตรงที่ที่เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่...มีเพียงแต่ความว่างเปล่า


ไปแล้ว...สินะ ร่างสูงเดินช้า ๆ ไปยังหน้าต่างบานนั้น ทอดมองสายตาออกไปอย่างไร้จุดหมาย อย่างน้อยก็เผื่อเห็นปีกสีดำที่อาจอยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากท้องฟ้ายามราตรี และดวงดาวที่ทอแสงริบหรี่แข่งกับดวงจันทร์


“โหดร้ายชะมัด ไปซะแบบไม่เหลืออะไรไว้เลยนะแก” เควินพึมพำเสียงเบาก่อนจะถอยกลับมาที่โต๊ะทำงาน แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตใบหนึ่งที่วางอยู่บนปึกประกาศตามหาคน เขาหยิบมันขึ้นมาดู และพบว่ามีลายมือที่คุ้นตาของใครคนหนึ่งเขียนเอาไว้


ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าของใคร


เควินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเมื่ออ่านข้อความนั้นจบก่อนจะหยิบหมุดอันหนึ่งขึ้นมา และใช้มันปักกระดาษโน้ตแผ่นนั้นไว้กับบอร์ดเตือนความจำเหนือโต๊ะทำงาน สมกับเป็นแกจริง ๆ เซด


แล้วเขาก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ดวงตาสีทองทอดมองกระดาษโน้ตแผ่นนั้นพร้อมกับคลี่ยิ้มจาง ๆ เมื่อนึกถึงข้อความบนนั้น


“ตัวจริงฉันดูดีกว่าในรูปนี่ตั้งเยอะ เอาไปติดแบบนั้นนี่ฉันเสียหายนะ”


รู้ทันแผนฉันหมด เควินคิดอย่างขัน ๆ ขณะที่เปลือกตาค่อย ๆ ปรือลงช้า ๆ แล้วในที่สุดก็ปิดสนิทพร้อมรอยยิ้มที่กลับคืนมาอีกครั้ง


END



ตอนนี้เป็นตอนพิเศษ ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายที่จะลงออนไลน์นะคะ

ในเล่มจะมีตอนพิเศษอีก 2 ตอนค่า

นุ้งเซดจะประกาศศักดาความเป็น "คนของดีแฟนธ่อม" และ "ความแซ่บ" ให้ทุกคนได้รู้กันล่ะ :)

sds



⚠️Pre-Order ไม่ทันไม่เป็นไรค่ะ ⚠️

เพราะยังสามารถซื้อตัวเล่มได้ที่งาน Gen Y Trade Area#8 บูธ A8 (mwix) นะคะ

วันที่ 3/มีนา/2562 ที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า ค่า

sds


โดยในบูธเราแชร์กับเพื่อน ๆ อีก 3 ท่านค่ะ

ใบเมนู A8 mwix

sds



มองหาปกรูปปราสาทได้เลยค่า ^_^

sds


** หลังจบวันงาน Gen Y เราจะทยอยส่งไปรฯ ให้กับรอบพรีออเดอร์นะคะ

**ทุกตอนที่ลงออนไลน์ เราจะไม่ลบนะคะ :)

** สำหรับรอบไปรฯ หลังวันงาน Gen Y / รีปริ๊นท์ (อาจจะ) / e-book จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งค่า


สุดท้ายนี้ ใครไปงาน Gen Y เจอกันนะคะ เรามีของขวัญพิเศษให้ด้วยค่ะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,070 ความคิดเห็น

  1. #1069 Kyy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 06:30

    ไม่รู้ทำไม แต่กลับชอบตอนนี้ที่สุดในเรื่อง แบบเพื่อนที่เป็นเด็กกำพร้าหายไปยังมีเพื่อนที่คอบคิดถึงและไม่ล้มเลิกที่จะตามหา ยังดีที่ได้มาลา ชอบความสัมพันธ์มิตรภาพของทั้งคู่

    #1,069
    0
  2. #1068 สวัสดีนะเราเองงง (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 18:11
    เศร้าเลยอะ รู้สึกน้ำตาจะไหลแงงง เป็นความรู้สึกของคนที่ทำได้แค่รอแบบที่ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาไหม ช่วยเพื่อนก็ได้ ทำอะไรไ่ม่ได้เลย โอ๋ๆนะเควิน เราจะปลอบเธอเองแง
    #1,068
    0