คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

[BL] Tale of the Darkness

ตอนที่ 42 : 34th Tale : ม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ [Rewrite]


     อัพเดท 19 ก.พ. 62
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/นิยายวาย
Tags: แฟนตาซี, แวมไพร์, การต่อสู้, BL
ผู้แต่ง : Xeiji / Wu Qi ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Xeiji / Wu Qi
My.iD: https://my.dek-d.com/Seiji_Ed
< Review/Vote > Rating : 95% [ 13 mem(s) ]
This month views : 53 Overall : 40,285
1,061 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1797 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
[BL] Tale of the Darkness ตอนที่ 42 : 34th Tale : ม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ [Rewrite] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 648 , โพส : 12 , Rating : 14% / 7 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


34th Tale : ม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ

 

            [ออกมาซื้อของแบบนี้...ดีขึ้นรึยัง?] เสียงหวานปลายสายลอดผ่านโทรศัพท์มือถือในมือของชายหนุ่มผมบลอนด์ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ล้วงกระเป๋าด้วยท่าทีสบาย ๆ ขณะเดินไปตามถนน


          "ออกมาแบบนี้ยังไม่หายดีหรอก” เขาตอบอย่างกวนอารมณ์ ก่อนจะหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากอีกฟากของสายโทรศัพท์


            [เป็นลมอีกฉันจะสมน้ำหน้าให้] เสียงประชดประชันของเอลิซ่าลอดออกมา


            “ครับ ๆ” อีกฝ่ายตอบรับอย่างไม่ยี่หระขณะมองหาร้านขายของที่น้าของเคลวินฝากซื้อ “แล้ววันนี้ไปไหนมาบ้างล่ะ?”


            [อืม...ก็ได้ไปเมืองข้าง ๆ พิพิธภัณฑ์ของเก่า ภูเขา แม่น้ำทั่ว ๆ ไปน่ะ แต่เห็นว่าหลังจากนี้ก่อนกลับบ้านจะไปตามล่าข่าวแวมไพร์...กันอีกแล้ว]


            “สมเป็นเคลวิน” คนไม่ได้ไปหัวเราะร่า หลังจากที่เมื่อวานเขากลายเป็นคนป่วยกะทันหัน ทั้งน้า และอาของเคลวินต่างยืนกรานให้เขาพักผ่อนอยู่ที่บ้านหนึ่งวัน แม้เขาจะย้ำแล้วย้ำอีกว่าสบายดีแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่วายยืนยำคำเดิมจนเขาใจอ่อน


            วันนี้เขาก็เลยได้ตื่นสายอีกหนึ่งวัน ตอนบ่ายก็มาเป็นลูกมือทำสวนให้เจ้าของบ้าน ส่วนตอนนี้ก็เลยกลายมาเป็นลูกมือแม่ครัว ออกมาซื้อวัตถุดิบที่ขาดไปสำหรับมื้อเย็น ในขณะที่เพื่อน ๆ ก็ออกไปเที่ยวตามแผนที่วางไว้ แม้จะเหงานิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าให้คนอื่นต้องมาเปลี่ยนแผนเพียงเพราะเขาเป็นลมหรอก


            [ฉันอยากให้นายมาด้วยจัง...] หญิงสาวพูดเสียงอ่อย


            ใบหน้าคมคายอมยิ้มเล็กน้อย พลางนึกภาพดวงหน้าของหญิงสาวปลายสาย “เอาน่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปด้วยกันแล้วไง” เขาว่าก่อนจะหยุดอยู่หน้าซุปเปอร์มาเกตที่เป็นจุดหมายปลายทาง “ไม่งั้นก็กลับมาไว ๆ สิ”


            [ไปบอกอีตาเคลวินเถอะย่ะ! นี่ขนาดเพื่อนรักไม่สบายนะ หึ] อยู่ดี ๆ เสียงหวานก็บ่นกระปอดกระแปดจนคนฟังอดหัวเราะไม่ได้


            “ฉันรู้นิสัยมันดีน่า ก็งี้แหละ” เซดริกพูดขณะเดินเข้าไปภายในซุปเปอร์มาเกต “เที่ยวให้สนุกล่ะ แล้วเจอกัน”


            [อืม] แล้วเสียงปลายสายก็เงียบไป ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าก่อนจะหยิบรายการซื้อของออกมาจากกระเป๋ากางเกง สายตาไล่ดูของที่ต้องซื้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไหวไหล่เบา ๆ


            เอาเถอะ ยังไง ๆ พรุ่งนี้ก็จะได้ไปกับทุกคนแล้ว


            ราว ๆ สี่สิบห้านาทีถัดมา ร่างสูงก็เดินออกมาจากอาคารพร้อมถุงกระดาษสีน้ำตาลสองถุงใหญ่ในแขนทั้งสองข้างโอบรอบไว้ ใบหน้าคมคายมู่ทู่เล็กน้อยเมื่อน้ำหนักของที่ซื้อมากกว่าที่คิดไว้อยู่มากโข ตอนแรกก็คิดว่าจะเดินกลับบ้านพักโดยฝ่าฝูงคนยังไงในเมื่อของเต็มไม้เต็มมือแบบนี้


            แต่กลับกลายเป็นว่าหลาย ๆ คนหลีกทางให้เขาซะนี่ ซ้ำยังมีผู้หญิงในเมืองบางคนอยากยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยซ้ำ จนเขาต้องโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันทำให้ของเกือบหล่นเลยก็มี...


            โอย หนักชะมัด ในใจบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรีบเดินกลับให้เร็วที่สุด และภาวนาอย่าให้มีใครมาทักอีกเลย


            พลั่ก!


            แต่ด้วยอารามที่รีบร้อนทำให้เขาเดินไปชนแผ่นหลังของใครคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างหน้าเข้าอย่างจังจนถุงกระดาษในมือร่วงพื้น ของที่ซื้อมาในถุงหล่นกระจัดกระจายไปทั่ว ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ข...ขอโทษครับ” ด้วยความตกใจจึงพูดภาษาอังกฤษออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่เซดริกก็ไม่ได้มองว่าชนใคร เพราะมัวแต่รีบเก็บลูกแอปเปิลที่กลิ้งหลุน ๆ ไปคนละทาง


            ซวยล่ะสิ


                ในใจคิดอย่างร้อนรนขณะรีบใส่แอปเปิลเข้าถุง สาม สี่ ห้า ... ขณะที่กำลังนับจำนวนผลไม้เปลือกแดงอยู่นั้น ก็พบว่าลูกที่ครึ่งโหลอยู่ในมือของใครคนหนึ่งที่ยื่นมาให้ตรงหน้า


...หก...


“เอ่อ...ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือที่ช่วยเก็บผลไม้ให้


            ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีดำตัดสั้นระต้นคอ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางรับกันดีกับโครงหน้าที่ไร้ที่ติ แต่สิ่งที่ทำให้เซดริกชะงักคือ ดวงตาสีดำสนิทคมกริบที่จ้องหน้าเขาไม่กะพริบ


            และเขาเองก็มองดวงตา และใบหน้านั้นตาไม่กะพริบเช่นกัน


            ทำไม...


        ราวกับได้ยินเสียงกุญแจที่ปิดสนิทในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจสั่นไหว กริ๊ก กริ๊ก... กลอนที่ฝืดสนิมพยายามดิ้นรนจะเปิดออก แต่ก็ไม่สำเร็จ


            ...ถึงคุ้นหน้าจัง?


         ราวกับเขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้มาแล้ว... สงบนิ่ง เยือกเย็น ลึกลับ แต่มีเสน่ห์อย่างหน้าประหลาด จนไม่อาจละสายตาไปได้ มือขวาที่ยื่นไปเพื่อจะหยิบแอปเปิลลูกนั้นกลับยกสูงขึ้นคล้ายกับอยากสัมผัส...โครงหน้านั้น


            ทำไม...?


         “หน้าฉันมีอะไรติดงั้นหรือ?” เสียงห้าวที่ถามเรียบ ๆ ออกมาเป็นภาษาอังกฤษทำให้มือข้างนั้นชะงัก และสติกลับเข้าร่างคนเหม่อลอย


            เซดริกถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอายที่อยู่ดี ๆ ก็ไปจ้องหน้าเขา ยื่นมือออกไปแบบนั้นด้วย บ้าไปกันใหญ่แล้ว!


 ยอมรับเลยว่าตอนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป มารู้ตัวอีกทีก็...


            ...ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจนเขาแปลกใจ..


            “อ...เอ่อ เปล่าครับ ไม่มี...ไม่มีครับ” ชายหนุ่มผมบลอนด์ตอบเสียงตะกุกตะกักพร้อมกับหยิบแอปเปิลลูกนั้นเข้าถุงอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีฟ้าหลุบลงหลบสายตาจ้องมองมา “ขอโทษด้วยครับ..ที่...ชน”


            อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรก่อนจะช่วยหยิบของที่กระจัดกระจายเข้าถุง “ขอบคุณครับ” เซดริกที่สมองตื้อตันได้แต่เอ่ยขอบคุณ และปล่อยให้ชายแปลกหน้าช่วยเก็บของต่อไป ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งของทุกอย่างกลับเข้าถุงสีน้ำตาลจนหมด


            เมื่อกำลังจะเก็บของชิ้นสุดท้ายเข้าถุง มือขาวก็ชะงักไปอีกครั้ง ทำไม...?


       แต่เสียงรองเท้าที่กระทบพื้นปูนทำให้ความคิดหยุดลงชั่วครู่ เขาลุกขึ้นยืนตามชายหนุ่มผมดำ และพบว่าอีกฝ่ายนั้นตัวสูงมาก...สูงมากกว่าเขาราวเกือบห้าเซนติเมตรได้จนต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเวลาคุยด้วย


            ร่างสูงกว่ายื่นถุงสีน้ำตาลให้นิ่ง ๆ และเซดริกก็รับมันมาถือไว้เกร็ง ๆ “ขอบคุณ...อีกครั้งครับ” เขาเอ่ยเสียงเบา


          หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนมีเสียงกลองตีกระหน่ำในหูจนไม่ได้ยินเสียงอะไร ทำไม...?


“รีบไม่ใช่เหรอ?” ชายหนุ่มผมดำเอ่ยสั้น ๆ ทำเอาคนที่รีบอยู่สะดุ้งโหยง


“อะ จริงด้วย” เซดริกอุทานเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงขอบคุณอีกครั้งเพื่อลบความกระดากอาย แต่ก็ยังไม่กล้าสบตาตรง ๆ ว่าแล้วเขาก็เดินก้มหน้างุด ๆ ผ่านไป วินาทีที่เขาเดินผ่านไหล่ของชายแปลกหน้า ก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างสัมผัสอย่างแผ่วเบาที่ศีรษะ หัวไหล่...และลำตัว


เย็นยะเยือก หากแต่อบอุ่นอย่างขัดกันประหลาด...


เขาหันขวับกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบแต่ความว่างเปล่า... ไม่มีร่างของชายคนนั้นอยู่ตรงนั้นแล้วทั้ง ๆ ที่ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจยังคงอยู่


ทำไม...รู้สึกเหมือนเคยเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้มาก่อน?

###


ราว ๆ หกโมงเย็น นักท่องเที่ยวจากอังกฤษทั้งสามคนก็กลับมาถึงบ้าน แม้ใบหน้าของพวกเขาจะดูคล้ำแดดและเหนื่อยล้า แต่ก็ดูมีความสุขดี พวกเขาซื้อของกินมาเยอะแยะคล้ายกับพยายามชดเชยเพื่อนอีกคนที่ไม่อาจไปด้วยกันในวันนี้ได้


เซดริกแสร้งหัวเราะ และยิ้มรับเพื่อไม่ให้เพื่อนเสียน้ำใจ เขาเองก็ไม่ได้เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยอะไร เพียงแต่ตอนนี้สิ่งที่กวนใจกลับมีแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา


ภาพใบหน้าของชายหนุ่มผมดำยังคงชัดเจน ช่างคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด...ทั้งโครงหน้า ดวงตา เสียง และท่าทาง


ความคุ้นเคยนี่มาจากไหนกัน?


เขาจำได้ตอนนั้นราวกับได้ยินเสียงกุญแจที่ปิดสนิทในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจสั่นไห กริ๊ก กริ๊ก... แต่ก็แค่ขยับเบา ๆ เท่านั้นประตูบานนั้นยังคงลงกลอนล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา เขาเองก็อยากรู้...เบื้องหลังบานประตูนั้นคืออะไร


ชายหนุ่มหลบออกมาจากห้องครัว และขึ้นไปยังห้องพักเงียบ ๆ ก่อนที่จะทรุดกายลงนั่งที่ข้างเตียง ข้อศอกเท้าเข่า และมือกุมศีรษะอย่างคิดไม่ตก แม้สองปีที่ผ่านมานี้เขาพยายามบอกตัวเองว่า ความทรงจำที่หายไปนั้นมันไม่สำคัญอะไรหรอก ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ คนรอบข้างเองก็เห็นด้วยเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เขาพยายามนึกถึง ก็มักจะปวดจี๊ดจนเกือบเป็นลมหลายต่อหลายครั้ง


มันก็แค่บางอย่างหายไป...เมื่อนานมาแล้ว


...ป่วยการจะนึกถึง...


แต่ความจริงแล้ว...กลับกลายเป็นว่าตัวเขานี่แหละที่อยากรู้มากที่สุด


ผู้ชายคนนั้น เซดริกวาดภาพใบหน้านั้นในใจอีกครั้ง เพราะเจอคน ๆ นั้น ความคิดที่อยากได้ความทรงจำกลับคืนมาก็หวนย้อนมา ในใจเต้นรัวอย่างปวดร้าวด้วยความอยากรู้


อยากรู้ว่าทำไม...


...ถึงโหยหา อยากเจออีกครั้งเหลือเกิน


                ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างฉงนความคิดของตน เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่อยากเจอผู้ชายด้วยกันมากถึงขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก


                ...จริงเหรอ?...


            ความคิดหนึ่งในใจแย้งขึ้นมา ดวงตาสีฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมีแสงส้มจาง ๆ ของดวงอาทิตย์ยามเย็น


            เป็นครั้งแรกที่เขาอยากให้ราตรีมาเยือนเร็วกว่านี้


            อยากเห็นแสงจันทร์...


            ...อยากเห็น...


            รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย เราคงบ้าไปแล้วจริง ๆ


         “เซดริก” แล้วเสียงหวานที่คุ้นเคยก็ดังลอดมาจากหลังประตูห้อง ดวงตาที่มองท้องฟ้าเมื่อครู่หันไปมองทางต้นเสียง “นายอยู่ในห้องรึเปล่า?”


            “เข้ามาสิ” เขาอนุญาตก่อนจะยืดตัวให้ตรง เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางเดินเข้ามา ใบหน้างามเต็มไปด้วยริ้วของความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด  “มีอะไรเหรอ?”


            เอลิซ่าทรุดกายลงนั่งบนปลายเตียงที่เจ้าของห้องนั่งอยู่ “นายเป็นอะไรไป?” เธอถามแทนการตอบ คิ้วขมวดเมื่อเอี้ยวตัวไปหาแล้วสังเกตเห็นว่าใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของอีกฝ่ายเหมือนหลบอยู่ในเงา


            แต่ไร้การตอบรับ...


            ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะกุมจิตใจของหญิงสาว เพราะมันทำให้เธอนึกถึงวันแรกที่เธอได้รู้จักกับเขาที่เป็นคนไม่ค่อยพูดค่อยจา และเก็บตัวเงียบ “เซด”


            คำเรียกชื่อนั้นทำให้ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย ราวกับว่าเสียงหวานของเพื่อนสาวซ้อนทับกับเสียงของใครบางคนที่ได้ยินตอนเห็นคฤหาสน์หลังนั้น...


            เอลิซ่าผุดลุกขึ้นยืน และเดินไปอยู่ข้างกายของชายหนุ่ม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ มือเรียวค่อย ๆ ยกขึ้น ตั้งใจจะแตะใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา


“เป็นอะไร...”


            ...เหมือนภาพบางอย่างซ้อนทับ...


            เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่สะท้อนม่านตาสีฟ้า คือใบหน้าคมคายของชายคนหนึ่ง ใครสักคนที่เส้นขอบของกรอบหน้าพร่าเลือนราวกับเครื่องเล่นไม่ทำงาน ทำให้ไม่อาจเห็นได้ว่าใบหน้านั้นเป็นของใคร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ...


            คิดถึง และโหยหา


         \แต่เมื่อกะพริบตาภาพนั้นก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยนัยน์ตากลมสีน้ำเงินบนใบหน้าของหญิงสาว และมือเรียวของเธอที่กำลังจะสัมผัสแก้มซ้ายของเขา


            โดยที่เขาไม่รู้ตัว มือข้างซ้ายก็ยกขึ้นจับมือข้างนั้นของอีกฝ่ายไว้ก่อนจะลดมือลงช้า ๆ จนกระทั่งมือของเธอวางอยู่บนตัก เอลิซ่ามองใบหน้าที่เหมือนจะอึ้งไปชั่วขณะอย่างไม่เข้าใจ


            เซดริกเองก็ดูเหมือนงงงวยกับการกระทำของตนเช่นกัน แต่เมื่อเห็น    สีหน้าของหญิงสาว บวกกับความสับสนในใจที่กำลังทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาก็ปล่อยมือที่กุมมือขวาของเธอไว้ และลุกขึ้นยืน “ขอโทษนะเอล...ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักนะ” เสียงทุ้มพูดแผ่วเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


            เหลือเพียงสีหน้าที่เศร้าโศกจนแทบอยากจะร้องไห้ของหญิงสาว เหมือนมีมีดบางอย่างกรีดที่อก...ไม่มีเลือดไหล แต่เจ็บปวดยิ่งกว่า เธอรู้สึกได้...แม้สายตาจะมองตรงมา แต่ภาพที่สะท้อนบนแววตานั้นไม่ใช่ภาพของเธอ


                ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองเห็นเรา...


                “แล้วนาย...มองเห็นใคร?”

###

 

                “เซด...”


 

                “เป็นอะไร...”

 


                ร่างสูงเดินโซซัดโซเซออกไปที่สวนนอกบ้าน เสียงนั้นยังคงดังก้องในหู และเล่นซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เซดริกทิ้งตัวลงนั่งบนผืนหญ้าก่อนจะยกมือขึ้นกุมศีรษะที่เต้นตุบ ๆ ราวกับมีค้อนทุบอยู่เนือง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจมากที่สุดคือ ขอบดวงตาที่ร้อนผ่าวจนปวดแสบปวดร้อน


            และในที่สุด ก็รื้นด้วยของเหลวใสไร้รส


            ชายหนุ่มปาดน้ำตาออกอย่างงงงวย แต่มันกลับไหลออกมาอีกโดยไม่อาจห้ามได้ ใบหน้าหล่อเหลาก้มมองฝ่ามือที่มีหยดน้ำไร้สีหยดลงมาจากดวงตา “ทำไม...ถึงร้องไห้ล่ะ?”


            คำถามที่ไร้คำตอบ


            นัยน์ตามองขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง จ้องไปที่ดวงจันทร์เสี้ยวบนฟ้าสีเข้มด้วยสายตาที่โหยหา ไขว่คว้า...อะไร? เรา...กำลังต้องการอะไร? คิ้วเรียวขมวดมุ่น ความอัดอั้น ความสับสน และความไม่เข้าใจตีกันวุ่นจนแทบอยากจะกรีดร้อง เสียงนั้นที่ดังก้อง แม้จะทำให้ปวดหัวมากแค่ไหน แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังปรารถนาที่ได้ยิน


            ...อยากเจอเจ้าของเสียงนั้น...


            ทำไมถึงอยากเจอขนาดนี้...ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้...?


          “อยากเจอ...”


         ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ ปิดลงพร้อมกับใบหน้าที่ฟุบลงกับหัวเข่าที่ชันขึ้น เป็นครั้งแรกที่อยากได้ความทรงจำกลับมาเหลือเกิน...อยากได้จนปวดร้าวไปหมด


            สิ่งที่หายไป...คืออะไรกัน?


            ...อีกครั้งที่ไร้คำตอบ...

 

            มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน


            อยากอยู่ตรงนั้น...อยากอยู่ข้าง ๆ...อยากซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...อยากโอบกอดไหล่ที่สั่นระริก


           “อยากเจอ...”


          เสียงอันแผ่วเบาแต่เขากลับได้ยินอย่างชัดเจน เขารู้...ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเจอแต่ความเจ็บปวด การฝืนกฎมนตราอันยิ่งใหญ่อันส่งผลเลวร้ายกว่าที่คิด ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อวันก่อน

            แต่...

            ...ข้าเองก็อยากเจอ นัยน์ตาสีแดงหรี่เล็กจนแทบไม่เห็นอารมณ์ที่สั่นไหว ความอดทนมาตลอดสองปีเริ่มพังทลายลงช้า ๆ

เมื่อด้ายแดงที่ไม่ควรมีตั้งแต่แรก และควรขาดสะบั้นไปนานแล้ว กลับยังคงอยู่...หากแต่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ความรู้สึกที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้เงื่อนไข

            ความผูกพัน...ไม่อาจเลือนหายแม้อีกฝ่ายจะไร้ความทรงจำ เมื่อต่างฝ่ายต่างอยากพบเจอ...

...ทุกอย่างที่ขวางกั้นก็ไร้ความหมาย...

            ร่างสูงชะลูดค่อย ๆ เลือนหายไปกับความมืดของราตรี พร้อมกับลมพัดอ่อน ๆ ที่โบกสะบัดต้องเส้นผมสีดำ...นำพากลิ่นอายแตะจมูกของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ฟุบหน้าอยู่กับเข่า เรียกให้ใบหน้านั้นเงยขึ้น และมองไปยังยอดไม้ที่ใกล้ที่สุด

            แต่เป็นอีกครั้งที่ตรงนั้น...

            ...ว่างเปล่า...

###

 

            “อ้าว ตื่นแต่เช้าเชียวนะจ้ะเซดริก?” เสียงน้าของเคลวินทักเมื่อเห็นร่างสูงผมบลอนด์เดินลงจากบันไดในชุดลำลองสบาย ๆ แต่ใบหน้านั้นดูซีดเซียว จนเธออดเป็นห่วงไม่ได้ “สีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายรึเปล่า?”


            ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธเล็กน้อย “เปล่าครับ ผมก็แค่...นอนไม่ค่อยหลับน่ะ” แล้วก็ส่งยิ้มจาง ๆ ไปให้ ดวงตาที่ดูอิดโรย และขอบตาดำคล้ำทำให้หญิงสาววัยกลางคนปักใจเชื่อสนิท


            “งั้นกินอะไรหน่อยไหม?”


            “ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย คงหาอะไรกินข้างนอกเลย” เซดริกตอบ “รบกวนฝากบอกคนอื่นหน่อยนะครับ สาย ๆ ผมก็กลับมาแล้วล่ะ”


            “จ้าพ่อหนุ่มรูปหล่อ ระวังโดนสาว ๆ ล่อลวงระหว่างทางนะ” น้าสาวแซวอย่างอารมณ์ดี คนถูกแซวก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ ด้วยความเคยชิน เพราะโดนแซวแบบนี้จนชินไปเสียแล้ว


            แล้วเขาก็เดินออกจากบ้านพักมาสัมผัสอากาศสบาย ๆ ยามเช้าที่แสงอาทิตย์ยังอ่อน ๆ ที่จริงออกมาเดินเล่นเวลานี้กำลังดี เพราะยังไม่ค่อยมีใครออกมานอกบ้านมากนัก อย่างน้อยก็ไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาตั้งแต่ไก่โห่ เซดริกเดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อย ๆ อย่างใจลอย


            จนแล้วจนรอด...เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ


            แถมความฝันที่เคยหายไปนานยังกลับมาเยี่ยมเยียนอีก ถึงแม้จะมีแค่เสียงเหมือนเคย แต่เสียงเหล่านั้นกลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกปวดหัวตุ้บ ๆ อีกแล้ว แม้จะรู้ว่ายิ่งคิดยิ่งปวดหัว แต่ก็ไม่ยอมเลิกเสียที


            “เอลิซ่าจะเป็นยังไงบ้างนะ” เสียงทุ้มพึมพำเบา ๆ อดนึกถึงหญิงสาวที่เข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ สีหน้าของเธอเมื่อวานไม่อาจลืมได้ และเขาก็รู้สึกผิดอยู่มากโข เขาเองก็ยังไม่ได้คุยกับเธอเลยหลังจากเมื่อคืน เพราะเมื่อเขากลับเข้ามาในบ้าน สาวเจ้าก็เข้านอนไปแล้ว


            ทำไมถึงทำแบบนั้นนะ...ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเราคงยอมให้เธอแตะหน้าแล้ว


           ...ก็แค่ไม่ใช่...


            ขายาวที่ก้าวเดินอยู่หยุดชะงัก อะไรที่ไม่ใช่?


            เซดริกทำหน้ามุ่ย เมื่อค้นพบว่านานวันเข้าก็ยิ่งตั้งคำถามกับเสียงในใจมากขึ้น บางทีเขาอาจจะต้องไปพบกับจิตแพทย์แล้วจริง ๆ


            บางทีถ้าเราตั้งใจมากกว่านี้...หมอพวกนั้นอาจจะช่วยเราได้บ้างก็ได้นะ


          มือขวายกขึ้นลูบซอกคออย่างเผลอไผล นัยน์ตามองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย ถ้าจำได้...ก็ดีสิ แล้วอยู่ ๆ ภาพของชายหนุ่มที่เขาเจอเมื่อวานในเมืองก็หวนกลับมาในความคิดอีกครั้ง


            คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เราเคยเจอที่ไหนมาก่อนด้วยเหรอ? บางทีอาจจะเคยเห็นผ่านตาตามรายการโทรทัศน์ก็เป็นได้ เพราะคนหน้าตาดีขนาดนั้นมีหรือจะรอดพ้นจากแมวมอง? ชายหนุ่มสะบัดหน้าสลัดภาพในหัวออกไปพร้อมกับถอนหายใจ


“พอเถอะ...” รำพึงเสียงค่อยกับตัวเอง ก่อนที่ในครรลองสายตาจะเห็นร้านอาหารขนาดเล็ก ๆ ร้านหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร เซดริกจึงตัดสินใจหาอะไรลงท้องเสียหน่อย เผื่อว่าความคิดฟุ้งซ่านจะหายไปบ้าง


            กริ๊ง...


            เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบาหลังจากขายาวก้าวกรอบทางเข้า บรรยากาศในร้านเงียบแม้จะมีลูกค้าอยู่บางตา แต่ต่างคนต่างก็มีหนังสือพิมพ์ในมือกับกาแฟตรงหน้าให้จัดการ ลูกค้ารายใหม่จึงมีโอกาสได้เลือกที่นั่งตามใจชอบ


            ดีจังเลยน้า


         แต่แล้วศีรษะที่มองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่นั่งก็กลับหยุดชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งที่คุ้นตาอย่างประหลาด เส้นผมสีดำตัดสั้น และปกเสื้อเชิ้ตสีขาวเหนือพนักเก้าอี้สีเทาริมหน้าต่างของร้าน เซดริกถึงกับเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่ได้ตั้งใจ


            โกหกน่า...


          ใจหนึ่งอยากเดินออกจากร้าน แต่อีกใจหนึ่ง...กลับอยากเดินเข้าไปหา แม้ความต้องการอย่างที่สองดูจะมีน้ำหนักมากว่า


            แต่ถ้าเขาเห็นเราไม่เข้าไปทัก อาจจะดูเสียมารยาทก็ได้ สุดท้ายแล้วก็หาข้ออ้างให้ตัวเองเสร็จสรรพ และตัดสินใจเดินเข้าไปทักทายเจ้าของเรือนผมสีดำนั้น


            “เอ่อ...อรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่กล้า ๆ กลัว ๆ หลังจากที่หยุดอยู่ตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นรับรู้ตัวตนของคนมาทักทาย


            “อรุณสวัสดิ์” ชายหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีเข้มเอ่ยเรียบ ๆ ขณะพับหนังสือพิมพ์ในมือหนึ่งทบ มือหนาผายไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาเป็นการเชื้อเชิญ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่อาจปฏิเสธได้ และหย่อนกายลงบนเก้าอี้อย่างเกรง ๆ


            “บังเอิญจังเลยนะครับ” เซดริกเริ่มบทสนทนาก่อนจะชะงักไปอีกครั้งเมื่อเห็นดวงตาสีดำมองกลับมาตรง ๆ เขาจึงหันไปเรียกพนักงานของร้านเพื่อสั่งอาหาร และเลี่ยงการสายตาคมกริบนั่น “คาปูชิโน่ร้อน กับแซนด์วิชทูน่าครับ” เขาสั่งกับพนักงานที่เดินมาถึงโต๊ะ “คุณกินอะไรรึยังครับ?”


            ชายหนุ่มผมดำเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเหล่มองจานขนมบนโต๊ะแทนคำตอบ คนถามถึงกับทำหน้าไม่ถูก... “เอ้อ ผมไม่ทันสัง...”


            “เอสเปรซโซ่” เสียงห้าวเอ่ยขัดประโยคของอีกฝ่ายทันทีทำเอาอีกฝ่ายกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความแปลกใจ “มีอะไรหรือเปล่า?”


         เพราะคำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์รู้สึกตัวว่าเขากำลังจ้องหน้าคนถามอยู่อีกครั้ง “เอ่อ...เปล่าครับ” แม้จะปฏิเสธไปอย่างนั้นแต่กลับรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่าง


เอสเปรซโซ่...งั้นเหรอ?


          คู่สนทนาไม่เอ่ยอะไรกลับนอกจากพยักหน้าเล็กน้อยให้พนักงานเป็นนัยว่าไม่สั่งอะไรเพิ่มเติมแล้ว แล้วเขาก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ต่างจากอีกคนที่ยังคงเก้ ๆ กัง ๆ ทำอะไรไม่ถูกจนกระทั่งอาหารที่สั่งมาถึงโต๊ะ เขาถึงได้ขยับตัวแก้อาการเงอะงะบ้าง


            “คุณเป็นคนโรมาเนียเหรอครับ?” เพราะเริ่มอึดอัดกับความเงียบของอีกฝ่าย เซดริกจึงเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเลี่ยงไม่ได้


            ชายหนุ่มผมดำพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะจิบกาแฟร้อน “นักท่องเที่ยว?” เขาถามเสียงเรียบพอ ๆ กับสีหน้า


            “ครับ” อีกคนตอบก่อนจะมองไปนอกหน้าต่างพร้อมกับรอยยิ้ม “อากาศที่นี่ดีมากจนชักไม่อยากกลับเลย”


            รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนพูดน้อย แต่เพราะมันปรากฏอยู่เบื้องหลังถ้วยกาแฟ ทำให้นักท่องเที่ยวหนุ่มที่หันกลับมาไม่ทันเห็นรอยยิ้มนั้น “คุณมาร้านนี้บ่อยไหมครับ?”


            ร่างสูงผมสีเข้มวางถ้วยกาแฟลงบนจานรองเบา ๆ “ไม่เชิง...” เขาตอบเสียงค่อย “...แต่ก็ไม่ได้กินอาหารร่วมโต๊ะแบบนี้กับใครมานานแล้ว...ก็เท่านั้น” แล้วดวงตาสีดำคมกริบก็เงยขึ้นสบนัยน์ตาสีอ่อนกว่า


            คนถูกจ้องถึงกับตัวชาวาบ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่ใบหน้า พร้อมกับเสียงเต้นตุบ ๆ ในอกช้างซ้าย จนเขาแทบหลบตาไม่ทัน...ราวกับกลัวว่าจะถูกสายตานั้นสลักลงไปในห้วงความคิด “คุณหมายถึงแฟนคุณเหรอครับ?” สุดท้ายแล้วก็ได้แต่เดามั่วส่งเดชเพื่อกลบอาการผิดปกตที่แม้แต่ตัวเขาก็ไม่เข้าใจ


            คิ้วเรียวสีดำเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนกระตุกยิ้มจาง ๆ “คน ๆ นั้นเป็นทั้งเพื่อน คนรัก คนในครอบครัว และ...” อีกครั้งที่ดวงตาสีดำสบตาสีอ่อนกว่า “...คนที่สำคัญที่สุดในชีวิต”


ราวกับมีบางอย่างไหววูบใต้อก น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล และคะนึงหาอย่างสุดซึ้งจนเกิดความรู้สึกเขินแบบแปลก ๆ และใช่...ความผิดหวังที่อยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจตัวเอง แบบนี้...ไม่ใช่แค่แฟนแล้วมั้ง?


“คุณพูดเหมือนภรรยาคุณเสียแล้ว?”


แล้วเราจะมาผิดหวังบ้าอะไรล่ะ?


            เสียงห้าวหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ทำไมถึงคิดว่าผมแต่งงานแล้ว?” เขาถามกลับเสียงนิ่งแม้ในน้ำเสียงนั้นจะระคนไปด้วยความขบขันก็ตามที


            “ผมไม่คิดว่าคนอย่างคุณจะยังโสดน่ะครับ” เซดริกเกาศีรษะแก้เขินพร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ และยังคงหลุบสายตาลงต่ำมองแซนด์วิชที่ยังไม่ถูกแตะต้อง


            “ยังไม่ตายหรอก...” เสียงห้าวหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปไกลจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังมองอะไรอยู่ “...แต่ก็แค่ไม่อยู่แล้วก็เท่านั้น”


            คำตอบนั้นเรียกให้นัยน์ตาสีฟ้าค่อย ๆ เงยขึ้นมองคนพูดด้วยความแปลกใจ เพราะน้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เศร้าโศกเสียจนบีบหัวใจ ปวดร้าวเสียจนกรีดเป็นแผลลึก...


            น้ำเสียงแบบนั้น สายตาแบบนั้น...มันอะไรกัน?


         แม้นัยน์ตาสีเข้มจะไม่ได้มองใบหน้าของคู่สนทนาอยู่ แต่ครอสก็รู้สีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เขาทำผิดไปหรือเปล่านะ? อยากบอกจนใจแทบขาด แต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะ คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาจะเป็นอันตรายได้


            แต่ถึงอย่างนั้นก็อดหวังไม่ได้


หวังว่าจะจำข้าได้...


          เพราะรักมาก คิดถึงมาก อยากเจอหน้า อยากสัมผัส... ถึงได้มาหา ถึงได้พูดคุย เพราะอย่างนั้นถึงอยากเชื่อมด้ายแดงที่หลุดลุ่ยอีกครั้ง


            “ทำไมทำหน้าแบบนั้น?” ชายหนุ่มผมดำถามเสียงเรียบเมื่อหันมามองสีหน้าที่ราวกับต้องมนต์สะกด


            เซดริกถึงกับสะดุ้งสุดตัว และก้มหน้างุดอีกครั้ง “ไม่มีอะไรครับ ไม่มี...” เขาตอบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แล้วอยู่ดี ๆ ก็โพล่งขึ้น “คุณชื่ออะไรครับ?”


            “หืม?”


            “อ...เอ่อ ไม่มีอะไรครับ คิดซะว่าผมไม่ได้ถามก็แล้วกันนะ” คนถามหัวเราะแห้ง ๆ พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะแก้เขิน “ตื่นเช้าไปก็งี้แหละครับ อย่าถือสาเลยนะ”


            เพราะน้ำเสียงที่พูดกับเขานั้นทำให้เขาแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง น้ำเสียงนั้นราวกับเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งไกลแสนไกลดังก้องจากก้นบึ้งที่ปิด และล็อคกุญแจไว้แน่นหนา กลอนประตูสั่นไหวอย่างรุนแรงจนไม่อาจยั้งคำพูดไว้ได้ทัน


            “ครอส”


            “ครับ?”


            “ชื่อของผมคือ ครอส” น้ำเสียงห้าวตอบเรียบ ๆ พร้อมกับประสานมือไว้บนตักอย่างสงบ ตรงข้ามกับคนที่ได้รับคำตอบ


            ครอส...


         ครอส...


        ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าเล็กน้อย แต่แล้วสมองก็เริ่มเจ็บจี๊ด และปวดร้าวอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน “โอ๊ย!” เผลออุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด สองมือกุมขมับที่เต้นตุ้บ ๆ ดังก้องในหู ริมฝีปากอ้ากว้างพร้อมกับหอบหายใจรัวทั้งที่นั่งอยู่กับที่ เหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้าอย่างรวดเร็ว


           เจ็บเป็นบ้า ปวดชิบ


            “เซดริก!!” ครอสอุทานลั่นด้วยความตกใจก่อนจะผุดลุกขึ้นรับร่างที่แทบจะคว่ำลงกับโต๊ะ สองมือจับไหล่ที่สั่นระริกไว้แน่น เปลือกตาที่ปิดแน่นเพราะความเจ็บปวดค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองเจ้าของมือที่จับไหล่ของเขาอยู่


            เซดริกเห็นโครงหน้าได้รูป ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ แต่แล้วก็เริ่มพร่าเลือน ที่รู้สึกได้ก็มีเพียงเสียงที่เรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมา และสัมผัสหนัก ๆ บนไหล่ ทั้งสองสิ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่ก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใย และความอบอุ่นจากใจ


            จริงใจเสียจนวางใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางคิดร้ายต่อตนแน่นอน


            ...ทั้ง ๆ ที่คิดว่าเป็นคนแปลกหน้าแท้ ๆ...


            “ช่วย...”


...ด้วย... หวังจะเปล่งเสียง แต่ลำคอแห้งผากจนคำสุดท้ายเลือนหายไป แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มผมดำจะรู้ได้ทันทีโดยไม่ไร้คำบอกใด ๆ


            ครอสโอบไหล่ที่ไหวขึ้นลงอย่างรุนแรงให้เจ้าของลุกขึ้นยืน และรีบพาออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไร้สายตาใด ๆ มองตามมาราวกับพวกเขาไร้ตัวตน “อดทนหน่อยนะ” เขาเอ่ยเสียงเครียดก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากของคนป่วย


            เปลือกตาที่อ่อนล้าปรือขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องปิดปากด้วย แต่ในสติสัมปชัญญะที่เลือนราง เหมือนกับว่าอวัยวะในช่องท้องกระตุกวูบจนเกือบร้องออกมาด้วยความตกใจ


            ถึงอย่างนั้น...ก็ไม่มีแรงรับรู้อะไรอีกแล้ว



TO BE CONTINUED...


สำหรับตอนอื่น ๆ ที่เซปิดการอ่านไว้ เพราะว่ากำลังทยอยรีไรท์อยู่นะคะ

เมื่อรีไรท์เสร็จแล้วจะเอาลงให้อ่านเหมือนเดิมค่า ^^


เอาหน้าปกมาให้ดูค่ะ ชอบมากๆเลย ><



ตอนนี้ยังเปิดพรีออเดอร์อยู่นะคะ


>>Pre-Order<<

Bloody Bond พันธนาการเขี้ยวราตรี (ชื่อเดิม Tale of the Darkness)

*** วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ ***


sds

ผู้เขียน : Xeiji / อู่ชี่


ภาพปก : Kon


ภาพประกอบ : Mr.x


จำนวนหน้า : 450+


ราคา : 439 บาท


สิ่งที่มีเพิ่มเติมในรูปเล่ม : ตอนพิเศษ และ Uncut


ของแถม : ที่คั่นหนังสือแฮนเมดลายคาแรคเตอร์พระ-นาย (มีจำนวนจำกัด)

sds

สั่งจองได้ที่นี่เลย >> https://goo.gl/forms/pw78JhDWpccygxF62

*** วันนี้ - 21 กุมภาพันธ์ ***


และเจอกันได้ที่งาน Gen Y Trade Area 8 วันที่ 3 มีนาคม บูธ A8 mwix ค่า

sds


sds


มาพูดคุยกันได้ใน

FB : https://www.facebook.com/xeijiandwuqi

หรือ twitter : Seiji_18 (แต่ทวิตเตอร์จะออกแนวบ่นไปเรื่อยเปื่อยมากกว่า5555)

และหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในเรื่องถัดๆ ไปนะคะ :)



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
[BL] Tale of the Darkness ตอนที่ 42 : 34th Tale : ม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ [Rewrite] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 648 , โพส : 12 , Rating : 14% / 7 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 12 : ความคิดเห็นที่ 1007
คนขียนอ่าาาา
ไม่เอาไม่เล่นแบบนี้น้าา
ไม่ลุ้นนนนน น
ฮืออออออ


PS.  ฝากผลงานเรื่อง LoVe StylE--เจ็บแลกรัก [Yaoi]]
Name : เด็กหญิง น่วมเนี่ยม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เด็กหญิง น่วมเนี่ยม [ IP : 103.26.23.211 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 มิถุนายน 2560 / 21:52
# 11 : ความคิดเห็นที่ 909
สนุกมากอัพนะอัพน้าาาา
Name : กุมารีกานต์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กุมารีกานต์ [ IP : 124.121.24.105 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 มีนาคม 2558 / 15:17
# 10 : ความคิดเห็นที่ 908
ไรต์มาอัพต่อที ค้างมากกกก!!
PS.  ผมเป็นเด็กใสซื่อนะเออ
Name : Lifeลั้นลา < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Lifeลั้นลา [ IP : 27.55.167.82 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 มีนาคม 2558 / 00:07
# 9 : ความคิดเห็นที่ 907
ไรต์กลับมาอัพตอนใหม่หน่อยย~~~
PS.  รักแล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็รักต่อ นี้คือวัฏจักร สินะ
Name : Near_ty < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Near_ty [ IP : 27.55.17.98 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 มกราคม 2558 / 20:58
# 8 : ความคิดเห็นที่ 906
ไรต์ห้ายยยยยยยย~~~~~ กลับมาก้อนนนนนนนน~~~~~
Name : องค์ซีอิง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ องค์ซีอิง [ IP : 171.96.183.7 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 มกราคม 2558 / 23:26
# 7 : ความคิดเห็นที่ 900
โฮยยย ลุ้นจนตัวโก่ง
จะได้เจอกันแล้วสินะ;-;?
Name : แมวน้อย [ IP : 171.99.137.113 ]

วันที่: 17 ตุลาคม 2557 / 11:05
# 6 : ความคิดเห็นที่ 899
จะเข้าไปแล้ว
Name : pppp [ IP : 27.55.46.73 ]

วันที่: 16 ตุลาคม 2557 / 15:31
# 5 : ความคิดเห็นที่ 898
ใกล้แล้วสินะใกล้จะจำกันได้แล้วสินะคะ และแล้วทั้งสองคนก้กลับมาตกหลุมรักกันและกันอีกครั้งหนึ่ง//ผิดๆ55 บางทีไรท์ก้แต่งเก่งไปนะคะโปรยได้น่าติดตามมาก
Name : ..BBooKK.. < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ..BBooKK.. [ IP : 27.55.70.34 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 ตุลาคม 2557 / 17:45
# 4 : ความคิดเห็นที่ 897
เซดเล่นเข้ามาขนาดนี้ ถ้าจำไม่ได้ ถ้าไม่เจอก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ;^;
PS.  ฉันไม่เคยกลัวในสิ่งที่ฉันทำ...เพียงแต่ฉันกลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา...
Name : MASTER●LucisChol● < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ MASTER●LucisChol● [ IP : 49.230.219.6 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 ตุลาคม 2557 / 11:34
# 3 : ความคิดเห็นที่ 895
อ๊ากกกกก ไรต์ทำคนติดตามลงเเดง. อยากอ่านต้อออ~~ ลุ้นสุดๆ ติดตามตอนต่อปาย~~~
Name : องค์ซีอิง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ องค์ซีอิง [ IP : 1.47.1.58 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 ตุลาคม 2557 / 08:43
# 2 : ความคิดเห็นที่ 893
เข้าไปแล้วววววววว
จะเป็นยังไงนะ เดาไม่ถูกเลย
ขอให้แฮปปี้เถอะนะคะ T^T~
PS.  ~*Kalo Wanebli , Alice + Zax Raft , Kaoz Romanov , Leonard Ladelure , Victor Krevent , Zilvia Karminot And Leo Francesca 4ever*~ นิยายแฟนตาซีจงเจริญ!!!
Name : ^ice^ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ^ice^ [ IP : 110.168.229.86 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 ตุลาคม 2557 / 01:04
# 1 : ความคิดเห็นที่ 892
กรี๊ดดดด คิดถึงเป็นที่สุดเลยยยย รีบๆได้รักกัน้เร็วๆน้าาา อยากให้เซดจำได้และกลายเป็นแวมไพร์ จะได้อยู่กับครอสตลอดไปปปป>3<
Name : sailomdaodri < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ sailomdaodri [ IP : 61.90.93.70 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 ตุลาคม 2557 / 00:52
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android