[BL] Tale of the Darkness

ตอนที่ 17 : 15th Tale : ภาระที่แบกรับ [Final]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,058
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    9 ก.พ. 62

15th Tale : ภาระที่แบกรับ

 

            บรรยากาศที่เงียบงัน และสายลมที่หยุดพัดพาลเอาลมหายใจหยุดชะงัก

             เรื่องเล่าจากน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่กลับกดทับและบีบรัดหน้าอกให้หายใจไม่ออก ดวงตาสีฟ้ามองเสี้ยวหน้าที่เหม่อมองท้องฟ้า แม้จะไม่เห็นแววตา แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บปวด และแน่นอน...เคียดแค้น และโกรธเคือง

            ได้แต่มองผู้ให้กำเนิดจากไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่อาจทำอะไรได้...

            และเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะน้ำมือของศัตรู...เดอแคลร์

            ดังนั้น เซดดริกจึงไม่แปลกใจแล้วว่า เพราะเหตุใดแวมไพร์หนุ่มผู้นี้ถึงได้เกลียดตระกูลนั้นมากมายนัก

 

                “นายท่านใหญ่ และนายหญิงเสียแล้วล่ะขอรับ หลังจากที่ถ่ายรูปนี้ได้ไม่กี่วัน”

 

                 เรื่องมันเป็นแบบนี้สินะ

               ชายหนุ่มรำพึงในใจเมื่อคำพูดของพ่อบ้านเก่าแก่ประจำคฤหาสน์ย้อนกลับมาในความคิดอีกครั้ง เขาเองก็ไม่นึกว่ามันจะเลวร้ายถึงขนาดเสียทั้งบิดา และมารดาไปต่อหน้าแบบนี้

            อยากจะปลอบใจ... แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่ายามนี้คำพูดใดเหมาะที่สุด จึงได้แต่นิ่งเงียบ และเขาคิดว่าบางทีอีกฝ่ายอาจจะต้องการความเงียบแทนคำปลอบใจก็เป็นได้

            ก็อย่างที่นายรู้ ครอสเล่าต่อหลังจากที่เงียบมาได้สักพัก การจากไป        อย่างกะทันหันของบุคคลสำคัญของโลกแวมไพร์ และมนุษย์ก่อให้ความสงสัยมากมาย เพราะไม่มีหลักฐานใดบอกว่าท่านทั้งสองจากไปเพราะเหตุใด มีเพียงโลงศพ และพิธีเคารพศพอย่างยิ่งใหญ่เท่านั้น

            ทางฝ่ายแวมไพร์ก็มีข้อพิพาทกันบ้าง แต่ทางมนุษย์กลับเป็นปัญหาหนักกว่า แวมไพร์พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อยขณะชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง เจ้าพวกนั้นบอกว่าท่านพ่อ และท่านแม่ถูกสังหารโดยแวมไพร์ หึ พวกที่ปล่อยข่าวคงไม่พ้นเดอแคลร์

            หา? เซดดริกอดอุทานออกมาด้วยความแปลกใจไม่ได้

ถึงมันจะเป็นความจริงก็เถอะ แต่ว่า...

            หึ น่าขำใช่ไหมล่ะ? อีกฝ่ายแค่นหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกสมเพช จนแล้ว  จนรอดพวกมนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่เป็นแวมไพร์...ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นปัญหาแบบนี้หรอก"

            เพราะแบบนี้ก็เลยเกิดความขัดแย้งกันสินะครับ? ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามอย่างคาดการณ์ได้

            ใช่ ครอสตอบ แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าพวกมนุษย์แทบอยากจะหาเรื่องพวกเราอยู่รอมร่ออยู่แล้ว แค่ยังไม่มีชนวนก็เท่านั้น ทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากต่อสู้กัน แวมไพร์มีคมเขี้ยว และเวทมนต์เป็นอาวุธ ส่วนมนุษย์ก็มีไม้กางเขน และอาวุธเงินเป็นศาสตรา

แค่นี้ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้วสินะ? แวมไพร์ถามด้วยน้ำเสียงดูถูก แม้มันจะทำให้คนที่ฟังอดเคืองไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมทน เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่ก็ดีที่ยังมีคนใหญ่คนโตในโลกมนุษย์ที่เกิดรักตัวกลัวตายขึ้นมา และขอเจรจาสงบศึก ตัดขาดการติดต่อ ตัดเส้นทางการเชื่อมต่อกัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือตัดขาดโลกทั้งสองออกจากกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนพวกเราตกลง เพราะเห็นแก่อุดมการณ์ของบุคคลสำคัญที่เพิ่งจากไป

            นับจากนั้นมา สำหรับมนุษย์แล้ว พวกเราแวมไพร์คงไม่ต่างจากตัวละครในนิทานตำนานปรัมปราเท่านั้น เขาว่า แต่แน่ล่ะ พวกเราไม่ได้ทำตามสัญญานั้นไปเสียทีเดียว ก็ยังคงแวะเวียนไปในโลกมนุษย์บ้างเป็นครั้งคราว แน่นอน มันก็เพื่อชีวิตของพวกเรา

            พันธะสัญญา... เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา แต่ชายผมดำก็ได้ยินชัดเจน

            ส่วนเรื่องพันธะสัญญา...มันน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่ฉันเคยบอกไป พวกเราไม่เคยปล่อยให้ใครรอด ครอสอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนคนฟังอดรู้สึกยะเยือกไม่ได้ ก็แค่ทำให้สาเหตุการตายไม่ใช่เพราะขาดเลือดจนตายก็เท่านั้น อุบัติเหตุเอย...ดคีอาชญากรรมเอย... สาเหตุแบบนี้มีบ่อยไป

เซดดริกถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และหายใจไม่ทั่วท้อง ไป ๆ มา ๆ เขาชักอยากจะเลิกพูดเรื่องนี้ขึ้นมาตงิด ๆ จึงตัดสินใจถามเบี่ยงประเด็น ปัญหาด้านนี้จบลง แล้วในหมู่แวมไพร์ล่ะครับ? เขาถาม เพราะฟังจากที่เล่าแล้วในกลุ่มแวมไพร์เองก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วยิ่งผู้นำของฝ่ายหนึ่งจากไปแล้วแบบนี้ สถานการณ์ยิ่งล่อแหลมเข้าไปใหญ่

 “ยิ่งแย่กว่าเดิม อีกฝ่ายตอบ ดวงตาสีแดงหรี่ลงเมื่อนึกถึงอดีตที่ยังคง        แจ่มชัดในความทรงจำ พวกที่อยู่ฝ่ายเดียวกับท่านพ่อก็ตั้งขอสงสัยว่าผู้ที่สังหารผู้นำ และภรรยาก็คือ ฝ่ายที่จงเกลียดจงชังมนุษย์ เพราะถ้าหากขาดผู้นำไปแล้วก็เหมือนกับรถไฟที่ขาดหัวขบวนรถที่สุดท้ายแล้วก็จะตกรางไป

“เดิมทีแวมไพร์ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลอะไรมากมายนัก ชายหนุ่มเล่าต่อ ก็อย่างที่รู้...ทั้งประชาชน และแวมไพร์ชั้นสูงต่อสู้ และเข่นฆ่ากัน เลือดแลกเลือด เขี้ยวแลกเขี้ยว ตอนนั้นแผ่นดินโรมาเนียก็ไม่ต่างจากทะเลเลือดเท่าไหร่ เน่าเหม็น และน่าสะอิดสะเอียน

เขาจำได้ว่าพ่อบ้านประจำตระกูลที่ดูแลเขาเป็นอย่างดีประหนึ่งว่าเป็นผู้กำเนิดเลยก็ว่าได้นั้นพยายามไม่ให้เขารับรู้เรื่องที่น่ากลัวเช่นนั้น

แต่ก็อย่างที่เห็นว่ามันไม่ประสบความสำเร็จ

          จนกระทั่งทางสภาแวมไพร์ต้องออกมาไกล่เกลี่ย และตัดสินให้การต่อสู้ยุติลง หากใครไม่หยุดก็จะได้รับการลงโทษขั้นสูงสุด ซึ่งในตอนนั้นคำสั่งของสภาถือเป็นที่สิ้นสุด จึงไม่มีใครกล้าโต้แย้ง และยอมทำตามคำตัดสินนั้นแม้จะไม่เต็มใจก็ตามที ครอสเอ่ยต่อก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เวลาผ่านไป หลาย ๆ คนก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น และฉันเองก็พร้อมที่ก้าวเข้าสู่โลกของการเมือง

ฉันใช้สิทธิในการเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านพ่อ และเป็นผู้นำตระกูลดีแฟนธ่อมคนปัจจุบันในการเข้าถึงพวกสมาชิกสภาแวมไพร์ชั้นสูงใช้อำนาจที่มีทั้งหมดเพื่อสืบหาผู้จ้างวานพวกนักล่ารับจ้างให้ไปสังหารท่าน ถึงตรงนี้ เค้าความตึงเครียดก็ลอยเข้ามาในบรรยากาศอีกครั้ง ใบหน้าที่เรียบเฉยยิ่งไร้อารมณ์มากกว่าเดิม

และในที่สุดฉันก็รู้ เสียงทุ้มห้วนเอ่ย และเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงทวีความเย็นยะเยือกจนแทบจะแช่แข็งคนฟังที่ถึงแม้ไม่ได้ถูกมองตรง ๆ ก็รู้สึกได้

เดอแคลร์... เซดดริกพึมพำแผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ

          เฟอร์ราดิน เดน เดอแคลร์ แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และเคียดแค้นถึงที่สุดจนชายหนุ่มผมบลอนด์เกือบสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ผู้นำตระกูลเดอแคลร์ในเวลานั้น และเป็นผู้นำฝ่ายที่จงเกลียดจงชังมนุษย์

แล้ว...คุณทำอย่างไรต่อครับ? อีกฝ่ายถามเสียงเบา แม้ว่าจะพอเดาคำตอบได้ลาง ๆ ก็ตามที

หึ ทำอะไรน่ะเหรอ? ครอสย้อนคำถามพลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ฉันก็บุกไปหาถึงที่ และมันก็ยืนรอรับราวกับรู้ว่าฉันจะไปหา

ใบหน้าเจ้าเล่ห์ และชั่วร้าย...ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนิสัย และวาจาที่เอ่ยจาบจ้วงบุพการีของเขา มันทำให้แวมไพร์หนุ่มแทบคลั่ง และอยากจะตรงเข้าไปเลาะผิวหนัง และควักหัวใจออกมาขยี้ให้เละคามือ ทำลายทุกส่วนให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ฉันไม่สนว่าสภาจะรู้เรื่องที่ฉันทำหรือจะคิดยังไง ฉันรู้แค่ว่า ไอ้เดนนั่นมันต้องชดใช้สิ่งที่ทำกับท่านพ่อและท่านแม่ โดยเฉพาะเรื่องที่มันเป็นคนฆ่าท่านแม่ด้วยมือของมันเอง ครอสพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

เขาจำได้ไม่ลืมว่าเงาสีดำปริศนาที่เป็นผู้ลงมือสังหารเพรย์ ดี ดีแฟนธ่อมในคืนนั้น คือผู้นำตระกูลเดอแคลร์นั่นเอง สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นระริกพร้อมกับบรรยากาศเย็นยะเยือกที่โรยตัวลงมาราวเป็นใจ แล้วฉันกับเฟอร์ราดินต่อสู้กัน และตอนนั้นมีคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์นี้

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มผมสีทองแซมเงินอันเด่นสะดุดรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ดวงตาสีเดียวกันเบิกกว้างด้วยความตกใจ

จนในที่สุดฉันก็เสียบทะลุอกของมัน และกระชากหัวใจของมันออกมา บดขยี้ และเผาจนกลายเป็นผุยผง หึ ฉันยังจำใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และดวงตาที่เกลือกกลิ้งด้วยความทรมานของมันได้...

สาสมแล้วก็กับที่มันทำแล้วรอยยิ้มเหี้ยมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นเขี้ยวเล็ก ๆ สีขาวที่มุมปากที่สะท้อนล้อแสงจันทร์จนวาววับ

เซดดริกกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ เขาแทบจะจินตนาการตามได้แทบทุกอย่าง เขารู้อยู่แล้วว่าแวมไพร์นั้นโหดร้าย และเลือดเย็นมากแค่ไหน และก็พอทำใจรับได้แล้วว่าคนข้าง ๆ คือแวมไพร์แบบนั้น แต่พอมาได้รับรู้ด้านมืดที่ดำมืดมากกว่าเดิมแล้ว...มันทำให้เขาเริ่มหวาดกลัว

ล...แล้วไม่มีใครสงสัยบ้างเหรอครับที่ผู้นำตระกูลเดอแคลร์หายไป? เขาถามโดยพยายามคุมเสียงให้นิ่ง

แทบไม่มีใครสงสัย ไม่สิ แทบไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ ครอสตอบพร้อม ๆ กับที่รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า ก็อย่างที่บอกไป เรื่องราวระหว่างสองตระกูล  ไม่มีใครสนใจแล้ว ใครจะอยู่ใครจะตาย...ก็ช่างปะไร ถึงแม้ว่าจะเคยเป็นตระกูลเก่าแก่ก็เถอะ แต่ช่วงเวลาในการมีบทบาทในการเมืองที่ขาดหายไป ก็ทำให้เริ่มหมดความสำคัญ

 “แบบนั้นลูกหลานตระกูลนั้นไม่แค้นแย่เหรอ? เซดดริกบ่นเบา ๆ ผู้นำตระกูลตายไปแท้ ๆ แต่กลับไม่มีใครสนใจ

ถึงจะแค้น แต่ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้ อีกฝ่ายตอบ อย่าลืมว่ามีคำสั่งของสภาอยู่ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคนทำลายเองไปส่วนหนึ่งก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ได้สนอะไรอยู่แล้ว จะมาจับก็มาจับ จะทำอะไรก็เชิญ เพราะการแก้แค้นของฉันมันสำเร็จแล้ว

ครอสหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะวางแขนลงบนเข่าที่ตั้งชันขึ้น หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดปัญหาของพวกเลือดผสม...

เลือดผสม? ชายหนุ่มผมบลอนด์หยุดความสงสัยไว้ไม่ทัน จึงเผลอถามจนขัดจังหวะการพูดของอีกฝ่ายไป

 “ลูกครึ่งแวมไพร์ และมนุษย์ ผลผลิตจากการไปหาเหยื่อในเมืองบ้างเป็นบางครั้ง แวมไพร์หนุ่มอธิบาย ไม่ถือสาการขัดจังหวะโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกนั้นเชื่อว่าการได้ดื่มเลือดของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ และการฆ่ามนุษย์จะทำให้ตัวเองกลายเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์

ฆ่ามนุษย์ด้วยเหรอ? ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ

ใช่ อีกฝ่ายตอบ เหมือนกับว่าจะทำให้เลือดมนุษย์ในร่างของตัวเองหายไป...ประมาณนั้น

บ้าไปแล้ว!” ชายหนุ่มผมบลอนด์ร้อง แบบนั้นมันจะเป็นไปได้ไง!!?”

ถูกต้อง มันเป็นไปไม่ได้ ครอสว่า นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีคนยุยง และชักใยอยู่เบื้องหลัง หลอกล่อให้พวกเลือดผสมหลงเชื่อ และใช้เป็นเครื่องมือทำลายความสงบสุข  และพวกนั้นก็โง่พอจะโดนหลอกด้วยสิ...โดยเฉพาะตัวหัวหน้า

หัวหน้า?

จัสติน เบสเตอรอยด์ แวมไพร์หนุ่มเอ่ย หัวหน้าของพวกเลือดผสม   หมอนี่ควบคุมพวกเลือดผสมทั้งในโรมาเนีย และในประเทศอื่นที่ต้องการต่อสู้ให้ออกทำร้าย และเข่นฆ่ามนุษย์ และสถานที่หลัก ๆ ที่มักจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นก็คือที่ ประเทศอังกฤษ

            เซดดริกชะงักกึกเมื่อได้ยินชื่อประเทศบ้านเกิด อังกฤษ...เหรอครับ? เขาถามเสียงสั่น ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ

แบบนี้มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่นั่นตกอยู่ในอันตรายหรอกเหรอ!?

            ครอสพอเดาสีหน้า และท่าทางของอีกฝ่ายได้ จึงว่าต่อ เพราะบ้านเกิดของเบสเตอรอยด์คือ ที่อังกฤษ ดังนั้นถ้าจะทำลายที่ไหนก่อน ก็คงเป็นบ้านเกิดของตัวเองที่เกลียดนักเกลียดหนา เขาตอบ ตอนแรกพวกเราว่าจะปล่อยไปเฉย ๆ แต่เหตุการณ์ก็บานปลายหนักเมื่อมนุษย์เริ่มเห็นความผิดปกติ ทางสภาแวมไพร์จึงต้องออกมาจัดการ และจับกุมพวกเลือดผสมที่ต้องการจะทำร้ายมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า

            “สภาได้วางมาตรการควบคุม ตรวจตรา และดูแลเมืองใหญ่ ๆ ของพวกมนุษย์ และได้วางตำแหน่งประจำให้กับเจ้าหน้าที่ในแวมไพร์ในแต่ละพื้นที่เพื่อที่ว่าจะได้ป้องกันการเกิดโศกนาฏกรรมได้ครอสพูดพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ เมื่อนึกถึงหน้าที่อันแสนเบื่อหน่าย และฉันเองก็เลือกที่จะประจำที่อังกฤษ เพราะอย่างน้อยมันก็น่าจะมีอะไรให้ทำ แต่สุดท้ายแล้วมันก็น่าเบื่อ

            แล้วสภาก็ยื่นเงื่อนไขที่ไม่ต่างจากอะไรกับการมัดมือชกให้กับพวก           เลือดผสมว่า ถ้าไม่อยากตาย ก็อยู่อย่างสงบซะ เขาว่า เพราะเงื่อนไขนั้นทำให้    ทุกอย่างค่อยคลี่คลายลงบ้าง แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์”

                เซดดริกไม่อาจคลายความกังวลลงได้ ในใจนึกอยากจะวิ่งโร่กลับไปหา       ทุกคนที่นั่นด้วยความเป็นห่วง แต่เขารู้ตัวดีว่าทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงบังเอิญเจออีกฝ่ายในเมือง

            แล้วทำไมพวกคุณถึงต้องปกป้องมนุษย์ด้วยล่ะ?

            แวมไพร์หนุ่มหันหน้ามาเล็กน้อยก่อนจะตอบ เพราะว่ามันเป็นอุดมการณ์ของท่านพ่อ และท่านแม่ สมาชิกในสภาหลายคนที่ยังนับถือพวกท่านอยู่ก็เลยอยากจะสานต่อ แววตาสีแดงไหววูบเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงบุคคลที่จากไป และอีกอย่าง        ถ้ามนุษย์ตายหมด แล้วพวกเราจะอยู่อย่างไร...จริงไหม?

            ถึงจะเกลียดมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ตายหมด แวมไพร์ก็คงอยู่ไม่ได้เช่นกัน

            เขายิ้มแห้ง ๆ ให้กับคำตอบนั้นก่อนจะนึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้ แล้ว...พวกเดอแคลร์ล่ะครับ?

            ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะหันกลับไปทางเดิม หลังจากที่เงียบหายไปนาน ก็กลับมาปรากฏตัวในสภาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาตอบเสียงเรียบ แต่ฉันไม่คิดว่าพวกนั้นจะยอมรามือง่าย ๆ แน่ เพราะสิ่งที่พวกมันเกลียดมากที่สุด คือ มนุษย์ และฉัน...ที่เป็นดีแฟนธ่อม

            เขาหยุดพูดชั่วครู่ก่อนจะหันมามองหน้าคนข้าง ๆ อีกครั้ง นั่นคือเหตุผลที่สำคัญที่ฉันบอกให้นายระวังตัว เซดดริก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะพวกนั้นไม่เลือกวิธีการหรอก และอาจจะใช้นายเป็นเครื่องมือก็ได้ใครจะไปรู้ และนายเองคงไม่อยากเป็นเครื่องมือใช้แก้แค้นใคร

            แม้จะเอ่ยด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย และน้ำเสียงที่จริงจัง แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงลึก ๆ ที่หากไม่สังเกตดี ๆ ก็แทบจะสัมผัสไม่ได้

            แต่ว่านั่นใช่ว่าจะเป็นเหตุผลที่แท้จริง...

            ก็แค่ไม่อยากให้เป็นอันตราย เพราะการแก้แค้นที่อีกฝ่ายไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

            เซดดริกที่พอจับเค้าความรู้สึกในน้ำเสียงนั้นได้ก็รู้สึกเหมือนใบหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง ทำให้เขาต้องเบนหน้าหนี และเงยหน้ามองท้องฟ้าเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้า ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อพอสงบสติอารมณ์ได้

น่าแปลกนะครับ เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ย ไม่ว่าใครก็เป็นกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือปิศาจ ต่างก็มีความเคียดแค้น และความเกลียดชังไม่จบไม่สิ้น ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องดีเลย...แต่ก็ยังเต็มใจให้สิ่งเหล่านั้นมอดไหม้จิตใจให้หลงทางอยู่ในวงกตของการแก้แค้นไม่รู้จักจบสิ้น

            นัยน์ตาสีแดงกระตุกวูบเล็กน้อย เพราะคำพูดมันจี้ใจดำเขาอีกแล้ว พูดได้ดีนี่ เขาเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืน

            “แล้วทำไมอยู่ดี ๆ คุณถึงมาเล่าให้ผมฟังล่ะ?” ชายหนุ่มผมบลอนด์ถามด้วยใบหน้างอง้ำเล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าคำพูดเมื่อครู่มันออกจะประชดเล็กน้อย ทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไป

                ตอนที่เขาตัดสินใจว่าจะเล่าให้ฟัง ก็คิดเพียงแค่ว่า...ถึงเวลาแล้ว และ            ที่สำคัญ คือเขาแค่อยากจะหาใครสักคนที่สามารถพูดคุยได้

            ใครสักคน...ที่จะยอมรับฟังเรื่องราวของเขาอย่างจริงใจ และไม่นึกรังเกียจการกระทำของเขา

            และเมื่อรู้ตัว...ใบหน้าของคนข้าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเป็นคนแรก

“ก็แค่อยากให้รู้ไว้” เขาตอบเลี่ยง ๆ และเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว นายบอกว่าจะกลับไปอังกฤษ?

            เซดดริกชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนถามอย่างรวดเร็ว คุณได้ยินด้วยเหรอ?

            แวมไพร์หนุ่มไม่ตอบคำถามนั้น ใบหน้าคมคายไม่เรียบเฉยอีกต่อไปเพราะซ่อนเค้าความเจ้าเล่ห์ไว้ลึก ๆ แต่เหมือนฉันจำได้ลาง ๆ ว่านายบอกว่าจะอยู่ที่นี่... แล้วรอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่โน้มลง และกระซิบแผ่วเบา กับฉัน

            ชายหนุ่มผมบลอนด์สะดุ้งโหยง และถอยกรูดอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนมีไอร้อนลอยออกจากร่างกาย โดยเฉพาะที่ใบหน้า นั่นน่ะ พูดตามสถานการณ์หรอก เขาตอบเสียงแข็งพร้อมกับลุกขึ้นยืน และไม่ลืมทิ้งระยะห่างเล็กน้อย

            เพราะใครจะรู้เล่า ยิ่งเมื่อวันก่อนเล่นมือไหม้อย่างกับปลาหมึกจนไม่น่าไว้ใจขนาดไหน!

            ครอสเลิกคิ้วเล็กน้อย งั้นเหรอ? แล้วก็ยืดตัวขึ้นก่อนจะชักดาบเล่มหนึ่งออกจากเอว และโยนให้อีกฝ่ายที่เกือบรับไม่ทัน เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว แต่นายอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ดี

            หา? ชายหนุ่มที่รับดาบมาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ อุทานด้วยความสงสัย

            จะได้มีคู่ซ้อมเสียหน่อย ว่าแล้วก็พุ่งเข้าใกล้ และเหวี่ยงดาบใส่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ส่วนเซดดริกก็ยกอาวุธในมือขึ้นกันได้ทันท่วงที

            ผมใช้ดาบเป็นที่ไหน!” คนไม่เป็นดาบท้วงก่อนจะก้มตัวหลบอีกดาบที่ตามมา และถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“นายมีฝีมือ ไม่ยากหรอก”

เซดดริกยกดาบในมือขึ้นกันไว้อีกครั้งก่อนที่ใบหน้าจะซีดเผือดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหมุนตัว และเหวี่ยงขาขึ้นในระดับศีรษะอย่างรวดเร็ว ดาบกับการสู้มือเปล่าน่ะ มันห่างไกลจากความใกล้เคียงกันมากนะ!เขาร้องลั่นพร้อมกับหลบไปข้าง ๆ ทำให้   ลูกเตะนั้นพลาดเป้าไป

            ฉันจะสอนให้ คำเอ่ยสั้น ๆ แต่การกระทำช่างห่างไกลจากการสอนเสียเหลือเกิน

            การสอนบ้าที่ไหนให้สู้จริงเลยล่ะโว้ย!!” ตอนนี้เซดดริกชักอยากจะโยนดาบทิ้ง แล้ววิ่งหนีเข้าคฤหาสน์ไปเลย หรือยกมือยอมแพ้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

            ให้ปิศาจสอน จะไปเหมือนกับที่มนุษย์สอนได้อย่างไรล่ะ? แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่รอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้น...มันตรงข้ามกับชัด ๆ!! อีกดาบถูกเหวี่ยงตามมาติด ๆ และดูเหมือนว่าแรงปะทะจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

“จะสอนหรือจะฆ่ากัน ถามจริง!ถ้าคู่ต่อสู้ไม่ใช่คนที่เล่นกีฬามาก่อนอย่างเซดดริกแล้วล่ะก็ แขนคงชาไร้ความรู้สึกไปแล้ว

            จะมานึกโทษความอึดของตัวเองมันก็ตอนนี้ล่ะวะ!!

                เพราะมัวแต่คิดทำให้เพิ่งเห็นว่า อีกฝ่ายกำลังจะส่งอีกหนึ่งปะทะมา ทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ ผมยังไม่ได้ขอให้คุณสอนเลยนะ!!”

            แต่โดยที่ไม่รู้ตัว เขาก็จับดาบเป็น รับแรงปะทะเป็น และบุกเป็นเสียแล้

            เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั้งสวน สอดคล้องกับเสียงสายลมหวีดหวิวเป็นจังหวะพอดีกับการปะทะราวกับนัดกันมา จนกลายเป็นเสียงบทเพลงที่แปลกหู แสงจันทร์ส่องกระทบคมดาบของอาวุธให้เปล่งประกาย และกระทบใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองคนที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว

            ดวงตาทั้งสองสีเป็นประกายวาววับราวกับเด็กที่เจอเพื่อนเล่นที่ถูกใจ...

            สายลมพัดพาใบไม้ให้ปลิวไสว และเรียงรายราวกับเถาวัลย์ที่ถักทอสายสัมพันธ์ให้เกี่ยวพันกันมากขึ้น

            ...ดั่งเส้นด้ายเด่นชัดขึ้น...

            ดวงตาสีแดงซีดลอบมองจากหน้าต่างภายในคฤหาสน์ แววตาสั่นระริก ไหววูบ และปริ่มด้วยหยาดน้ำใสแห่งปรีดา ภาพของนายน้อยในอดีต และเติบโตขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม และเพียบพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ปรากฏชัดในดวงตา

            รอยยิ้มที่หายไปนาน กลับคืนสู่เจ้าของของมันแล้ว...

            นายท่านยิ้มด้วยล่ะท่านเอเกิล เสียงหวานดังขึ้นข้างกายของพ่อบ้านชรา เจ้าของเสียงฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

            ใช่แล้ว ลูน่า เอเกิลตอบรับ และขยับยิ้มจาง ๆ

            ข้าชอบจังเลย หญิงสาวเอ่ย และยกทั้งสองข้างขึ้นประสานที่หน้าอก อยากให้นายท่านเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ เลย

            ชายชราลอบปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ข้าก็เหมือนกัน น้ำเสียงเอ่ยเบาหวิว แต่ท่วมท้นด้วยความสุข

นายท่านใหญ่ นายหญิง ท่านทั้งสองเห็นหรือไม่ขอรับ? บัดนี้รอยยิ้มกลับคืนสู่ท่านครอสแล้วนะขอรับ.

แล้วนัยน์สีแดงซีดก็ทอดมองอีกร่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะเก้ ๆ กัง ๆ กับการจะดาบ แต่ตอนนี้กลับเริ่มสู้ได้อย่างสูสีกับอีกฝ่าย เรือนผมสีบลอนด์พลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว และบางส่วนก็เปียกเหงื่อ และลู่ติดใบหน้า

ขอบคุณมากขอรับ ท่านเซดดริก...

 


To be continued...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,070 ความคิดเห็น

  1. #830 Fronztear (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2557 / 21:42
    ปลื้มเเทนเอเกิลกับลูน่า ที่รอยยิ้มของครอสกลับคืนมา
    #830
    0
  2. #794 P a я m ' m (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 / 19:22
    ถ้าขัดๆตรงสูงทั้งคู่ ลองเป็นคำว่า ร่างโปร่ง .. จะดีไหมนะ
    #794
    1
    • #794-1 ไรโกะมารุ (จากตอนที่ 17)
      16 ตุลาคม 2559 / 17:59
      ร่างโปร่งกับร่างหนาหรือเปล่าค่ะ?
      #794-1
  3. #662 Angelprimo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555 / 18:03
    แบบยาวอ่านแล้วงุนงงเล็กน้อยแต่ที่แน่ๆ...สนุกมาก ><
    #662
    0
  4. #631 เนอเวย์ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2555 / 08:28
    คนในครอบครัวยอมรับหนูเป็นลูกสะใภ้แล้วนะ เซดคุง ฮ่าๆๆ
    #631
    0
  5. #420 Doll_lucky (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 18:52
     ดีใจด้วยย 

    เอเกิลร้องไห้เลย 55555 
    #420
    0
  6. #381 MooK_KunG_Zaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 เมษายน 2555 / 22:39
    แก้ปัญหาด้วยการใช้ ร่างสูงให้น้อยลงแล้วแทนด้วยชื่อตัวละครให้มากขึ้น หรือไม่ก็ไปแทนด้วยสิ่งเด่นๆสิ่งอื่น เช่นเจ้าของนัยน์ตาสีแดง  เจ้าของเรือนผมสีดำ หรือ รู้สึกจะมีครั้งนึงที่ไรเตอร์เขียนประมาณว่า ร่างสูงที่ตัวเตี้ยกว่า น่าจะแทนว่า คนที่ตัวเล็กกว่า ประมาณนี่มากกว่า หรือแทนว่าร่างโปร่งไปเลย^^ หรืออาจจะแทนอีกคนว่า คนตรงหน้า ตรงๆไปเลยก็ได้ จ้า  (มีให้ใช้อีกเยอะแยะเลย)

    แต่เราอ่านรู่เรื่องนะ แต่ถ้านะแก้ก็ตามที่แนะนำเลยจ้า 

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวสนุกๆชวนโฮกฮากหัวใจเน้อออ
    #381
    0
  7. #373 กริฟฟินไร้เงา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มีนาคม 2555 / 17:55
    ครอสเท่ห์อ่ะ  555
    ยิ่งอยู่ยิ่งร้ายนะพีะเอกเรา  เจ้าเลห์กับเซดขึ้นเรื่อยๆและ  
    #373
    0
  8. #357 DolF (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 มีนาคม 2555 / 18:48

    กรีีดดดดดดดดด ชอบมว๊ากกกกกกกกกกกกก

    #357
    0
  9. #351 นักอ่าน...lnwcool (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มีนาคม 2555 / 13:04

    อ๊ายยยยยยน่ารักจริงๆ...ตอนนี้ออกเเนวซึ้งแหะ><

    #351
    0
  10. #319 ... (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2554 / 14:13
    ร่างหนาให้อารมณ์แบบนักเพาะกายไปนะเราว่า
    #319
    0
  11. #301 *..ไม่เเคร์..* (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 / 15:29
    ทำไมไม่เเต่งให้ครอสตัวใหญ่กว่าเซดริกล่ะคะ ร่างสูงกับร่างสูงมันเหมือนเพื่อนกันมากกว่า มันอ่านเเล้วเหมือนตัวเท่ากันน่ะค่ะ

    ลองเปลี่ยนเป็นร่างหนาดูมั๊ย? เพราะพระเอกต้องตัวใหญ่กว่านายเอกอยู่เเล้ว ไม่งั้นจะจับเซดริกกดได้ไง(=/////=อุ๊ย!!)

    ในที่สุดครอสก็ยิ้มหล่อได้สักที >w<
    #301
    0
  12. #300 Yร้าย (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 23:10
    ท่านเซดดริกฝึกไว้จะได้ช่วยท่านครอสรับมือกับฝ่ายตรงข้าม....

    ร่วมมือแล้วต้องร่วมใจกันด้วยนะเจ้าคะ
    #300
    0
  13. #297 mayjung_za (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 15:26
    โอ้ ดุเดือดดด 555
    #297
    0
  14. #296 Ika Analis Sarasa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 10:42
     อัพต่อเร็วๆน้า......
    #296
    0
  15. #295 "::I-TIM (E-TIM) ::" (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 20:48
    เราคนหนึ่งที่ไม่งงจ้าาาา ชอบด้วยซ้ำ แบบนายเอกพระเอกตัวสูงอ่ะ ><

    สนุกๆ
    #295
    0
  16. #294 S___P (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 17:49
    สนุกมากเลยค่ะ

    สู้ๆค่ะ
    #294
    0
  17. #293 blanchet (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 14:41
    อ่านแล้วซึ้งจัง555 เอเกิลกับลูน่าน่ารักจัง

    เป็นห่วงครอสมากๆเลย

    เซดดริกกับครอสน่ารักกกก

    อยากรู้เรื่องพันธะสัญญาเหมือนกัน



    สู้ๆนะคะ^^
    #293
    0
  18. #292 ต้นไผ่ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 / 20:11
    โอ้มาต่อแล้ว แต่ยังไม่รู้เรื่องพันธะสัญญาเลย จะรออ่านต่อ
    #292
    0