[BL] Tale of the Darkness

ตอนที่ 10 : 9th Tale : ไม่เข้าใจ [Final]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    19 ก.พ. 62

9th Tale : ไม่เข้าใจ

 

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อแสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านชั้นเมฆหมอกในบรรยากาศที่ขุ่นมัว ดวงอาทิตย์สีเหลืองอ่อนยามเช้ามีริ้วสีเทาหนาของก้อนเมฆบดบัง เพราะมันไม่ค่อยเป็นที่ต้องการในสถานที่แห่งนี้เท่าใดนัก

แต่ถึงกระนั้นวันนี้ก็ยังเป็นเช้าที่ถือว่าสดใสวันหนึ่งทีเดียว เพราะนกตัวน้อยยังคงบินตัดผ่านขอบฟ้าพร้อมส่งเสียงไปตลอดทาง สอดคล้องทำนองประสานอันไพเราะให้ผู้ได้ยินเพลิดเพลิน

            เป็นเช้าที่สดใสแต่สำหรับใครคนหนึ่งกลับเป็นยามเช้าที่ไม่อยากให้มาถึง

            ร่างสูงในเสื้อยืดคอวีแขนยาวสีฟ้า และกางเกงยีนส์เดินลงมาจากบันไดอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการยื้อเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่ากระเพาะจะร้องครวญครางประท้วงให้เจ้าตัวก้าวไวกว่านี้  แต่เขาก็ไม่ใส่ใจถ้าไม่ติดว่ารับปากกับลูน่าไว้แล้วว่าจะไปร่วมโต๊ะทานอาหารเช้าทุกวันแล้วล่ะก็ เขาไม่เดินลงมาให้ตัวเองลำบากใจแบบนี้หรอก

            แม้ไม่อยากคิดถึง แต่พอเผลอทีไรก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนทุกครั้ง และ    ทุกครั้งก็ทำให้ชายหนุ่มอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้

            จะคิดอะไรนักหนาวะ แค่ทำเหมือนว่าเราหลับสนิทก็จบแล้ว

เซดดริกถอนหายใจ แล้วก็พบว่าตอนนี้มาถึงหน้าห้องอาหารแล้ว เขาจึงต้องจำใจผลักประตูบานใหญ่ให้เปิดออกก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องที่มีโต๊ะไม้ตัวยาวสำหรับหลายสิบคนทั้ง ๆ ที่ผู้ร่วมโต๊ะในวันนี้มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น

ที่หัวโต๊ะนั้นมีร่างของชายคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ ร่างนั้นไม่ขยับกายใด ๆ จนกระทั่งผู้เข้ามาใหม่ขยับเก้าอี้เพื่อนั่ง

ครอสลดหนังสือพิมพ์ก่อนจะพับวางลงบนโต๊ะอาหาร ตื่นสายนะน้ำเสียงนิ่งต่อว่านิด ๆ ทำเอาคนถูกว่าสะดุ้งเล็กน้อย

            “ผมนอนเพลินไปหน่อยน่ะอีกฝ่ายตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อน เลี่ยงมองคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว และทำตัวให้ดูปกติที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้นลูน่าที่เดินเข้ามารินกาแฟร้อน ๆ ลงถ้วยให้ทั้งเจ้านาย และผู้ร่วมโต๊ะอีกคนก็สังเกตได้ว่ามื้อเช้าก็ดำเนินไปอย่างเงียบกริบ...จนผิดปกติ

            ครอสลอบมองอีกฝ่ายที่ตักแพนเค้กเข้าปากเงียบ เพราะปกติแล้วน่าจะพูดอะไรมากกว่านี้ หรือไม่ก็ไม่ได้พยายามทำตัวปกติแบบนี้ เป็นอะไร?” เขาถามสั้น ๆ

            เซดดริกสะดุ้งอีกครั้งเมื่อถูกถาม เปล๊า ไม่มีอะไรเขาตอบเสียงสูงก่อนที่จะนึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอ และความรู้สึกอุ่นวาบจากเมื่อคืน

            หยุดคิดได้แล้วเฟ้ย!!!

ความคิดในสมองตีกันยุ่งเหยิงจนอยากจะปวดหัวตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย หรือเก็บอะไรมาคิดจนขึ้นสมองแบบนี้ แต่นี่อะไร...เผลอแค่ครู่เดียว ก็ย้อนกลับไปคิดอีกแล้ว!!

            ชายหนุ่มผมดำขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เห็นว่านายสนใจภาษาละติน?” เขาถามก่อนจะหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ

            “อ๋อ นิดหน่อยน่ะครับ...คือ อยู่ว่าง ๆ มันน่าเบื่อน่ะ อีกฝ่ายตอบรัวก่อนจะวางส้อมและมีดลงบนจานอย่างเรียบร้อย “ผมขอตัวก่อนนะครับว่าแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วจนอีกคนต้องขมวดคิ้วอีกครั้งด้วยความฉงน

            อะไรของเขา?

ครอสเมียงมองจานอาหารที่มีแพนเค้กอีกครึ่งหนึ่งเหลือทิ้งไว้ แล้วกาแฟยังเหลืออีกเกือบครึ่งแก้ว กินแค่นี้เนี่ยนะ... เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างหน่ายใจก่อนจะเรียกสาวใช้ที่ยืนรออยู่ริมกำแพง

ลูน่า

ลูน่ารี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็ว และพร้อมรับคำสั่ง เจ้าคะนายท่าน?”

ทำของว่างไปให้เขาสักหน่อยนะเขาสั่ง คิดว่าน่าจะอยู่ห้องสมุด”

หญิงสาวพยักหน้ารับ และฉีกยิ้มกว้าง เจ้าค่ะว่าแล้วสาวเจ้าก็จรลีออกไปทางประตูหลังอย่างร่าเริง ในห้องจึงเหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงนั่งจิบกาแฟไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนแม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับท่าทางของเซดดริกที่แปลกไปจากทุกวัน

มาลองนั่งนึกดู...เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย

ไม่สิ...ทำนี่นา...

มือที่กำลังวางแก้วกาแฟหยุดชะงักเมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อคืนหวนกลับมาราวกับเล่นแผ่นซ้ำ หรือว่า...หมอนั่นจะไม่ได้หลับ?  ความเป็นไปไม่ได้ที่พอนึกออกนั้นทำเอาเขารู้สึกร้อนวูบประหลาดในอก นั่นสินะ...ถ้าตอนนั้นไม่ได้หลับอยู่ก็ต้องรู้...

            แกร๊ก...

            เสียงเซรามิกกระทบกันดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ร่างสูงจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เปลือกตาที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาหากันอย่างเชื่องช้าพร้อมกับเสียงห้าวที่พึมพำอย่างแผ่วเบา น่าอายชะมัด...

            เสียงพลิกหน้ากระดาษเรื่อยๆ ดังขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยตู้หนังสือก่อนจะตามด้วยเสียงปากกาขีดเขียนเป็นระยะ ๆ ใบหน้าคมคายก้ม ๆ เงย ๆ สลับมองระหว่างหนังสือสองเล่ม และกระดาษตรงหน้า

คิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยความสงสัย สายตาค่อย ๆ ไล่อ่านไปทีละบรรทัด แต่ก็รังจะทำให้คิ้วขมวดเป็นปมมากกว่าเดิม...

ไม่นานนักชายหนุ่มก็ต้องยอมแพ้ และวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างจำใจ     ทั้งสองมือยกขึ้นเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก อะไรว้า...ทำไมมันยากแบบนี้เนี่ยเสียงทุ้มพึมพำ พลางทำหน้าบึ้งตึงขณะมองตำราเรียน

บทเรียนมันยากมาก ขนาดเขาที่คิดว่าตัวเองน่าจะรับรู้ภาษาใหม่ ได้ง่าย ๆ แต่ที่ไหนได้...

หรือว่าต้องมีคนสอนจริง ๆ เหรอ...เซดดริกเอ่ยเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ แล้วใบหน้าของใครอีกคนหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ที่ห้องอาหารก็ผุดขึ้นมาในความคิดจนเขาต้องรีบสะบัดใบหน้าระรัวด้วยความตกใจ 

ถ้าต้องให้เขามาสอน เราเรียนเองก็ได้วะ

แม้ไม่ค่อยอยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่เขาเท่าที่จำความได้ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แม้แต่กับผู้หญิงก็ยังไม่เคยเก็บมาคิดถึงขนาดนี้ ราวกับว่าภาพใบหน้าของชายผมดำคนนั้นถูกบันทึกลงในหน่วยความจำที่ไม่อาจลบได้

            ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นก่อนที่มันจะถูกดันให้เปิดออกด้วยแผ่นหลัง  ของหญิงสาวชุดเมดที่มาพร้อมกับถาดเงินวางจานขนมไว้จนกินหลายวันก็ยังไม่หมด “ข่องว่างค่ะท่านเซดดริกเธอแอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะวางถาดบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล

             ‘ของว่างครับลูน่าเซดดริกแก้คำให้ก่อนจะเหล่มองชิฟฟ่อนนมสดชิ้นใหญ่พร้อมชาหอมกรุ่น ว่าแต่ถึงเวลาของว่างแล้วเหรอครับ?”

            หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย เปล่าร็อกค่ะ แต่นายท่านให้ฉานเอามาให้ท่านเซดดริกนาค่ะเธอตอบและคลี่ยิ้มเล็กน้อย

            อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจ

            “นายท่านเห็นว่าท่านเซดดริกทานข้าว-ช้าวนิดเดียวนาค่ะ

เซดดริกกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะก้มลงมองควันสีขาวที่ลอยเหนือปาก  ถ้วยชาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ

เอามาให้เขา...งั้นเหรอ?

ใบหน้าน่ารักเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายก็เงียบไป แล้วยังเหม่อลอยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เธอจึงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้      ท่านเซดดริกไม่ซา-บายหรือเปล่าคะ?”

            ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยจนมือเกือบปัดไปโดนถ้วยชาร้อน ๆ เปล่าครับ ผมสบายดีเขาตอบ และระบายยิ้ม ๆ กลบเกลื่อน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ ลูน่า คุณช่วยสอนภาษาละตินผมหน่อยได้ไหม?” เขาถามก่อนจะจับหนังสือตั้งขึ้นเป็นเชิงประกอบ

มีเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจน่ะ”

ลูน่าเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองนาฬิกาคุณปู่ที่ผนังห้องก่อนจะหันกลับมา ต้องขอโทษด้วยค่ะคุณเซดดริกเธอตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่ถึงกำหนดต้องไปซื้อของแล้วนาค่ะ ไปช้าอา-ฮานสดจะไม่ดี

            “งั้นไม่เป็นไรครับลูน่าเซดดริกว่า และวางหนังสือลง ระวังตัวด้วยนะครับ

            ลูน่าเงยหน้ามองใบหน้าคมคายที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น เธอชอบเวลาเห็นคนอื่นยิ้มให้ และเริ่มรู้สึกว่าเธอชอบรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้า มันอบอุ่น และจริงใจ ชั่ววูบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่า...

...ไม่อยากให้เขากลับอังกฤษ อยากให้อยู่ที่นี่ตลอดไป...

ความคิดเอาแต่ใจที่นาน ๆ จะมีสักครั้งของหญิงสาวตะโกนไร้เสียง

ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉานขอตัวก่อนนาคะว่าแล้วร่างเล็กก็เดินออกจากห้องสมุด จึงเหลือเพียงชายหนุ่มผมบลอนด์คนเดียวเช่นเดิม เพิ่มเติมคือขนมรสเลิศ และชาหอมกรุ่นส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ให้สมองปลอดโปร่ง

เซดดริกยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองหนังสือที่เปิดทิ้งไว้    คิด ๆ ดูแล้วว่าวันนี้อาจจะต้องพอแค่นี้ก่อน

ไว้ต่อวันหลังก็แล้วกันเขาพึมพำเบา ๆ แล้วก็ลุกขึ้น และเดินไปตามชั้นหนังสือเพื่อหาอะไรอ่านเล่น ๆ ฆ่าเวลา เพราะถึงจะดันทุรังอ่านไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิม

            นิ้วเรียวไล่ไปตามสันปกหนาเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ดูจากสันปกที่เรียงอย่างเป็นระเบียบแล้ว ทั้งเก่าแก่ และมีมนต์ขลังในเวลาเดียวกัน เขาจึงพอเดาได้ว่าทุกเล่มผ่านการใช้งานมานาน เขาทั้งอดชื่นชมไม่ได้ที่หนังสือทุกเล่มไม่ได้มีไว้เพียงประดับชั้น แต่มันยังถูกใช้งานตามสมควรของมัน

ต่างจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยลิบลับ...

ชายหนุ่มรำพึงอย่างระอาใจ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย J นั้นมีขนาดใหญ่ติดหนึ่งในห้าของห้องสมุดที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ อีกทั้งตำรับตำราของหลากหลายสาขาวิชารวมไปถึงสื่ออิเล็คโทรนิกส์ก็มีครบครัน แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครได้ใช้ตามวัตถุประสงค์เท่าใดนัก

แล้วดวงตาสีฟ้าก็ไปสะดุดกับสันปกสีดำที่มีตัวอักษรสีทองสว่างเด่นชัด   “ ‘D. Dephantom : ตำนานแห่งทรานซิลเวเนีย’ ...งั้นเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มพึมพำเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา

            หนังสือขนาดประมาณใหญ่กว่าครึ่งกระดาษเอสี่เล็กน้อย หน้าปกหนังสีดำสนิท และไร้ซึ่งลวดลายใด ๆ นอกจากตัวอักษรสีเดียวกับสันปก ดี ดีแฟนธ่อม...รู้สึกเหมือนเคยเห็นคำนี้ที่ไหนแฮะเซดดริกขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยายามนึกย้อนความจำ 

แล้วเขาก็นึกออกรูปวาดใส่กรอบขนาดใหญ่ตรงบันได้ทางขึ้น ตรงมุมขวาล่างสุด มีตัวอีกษรสีขาวตวัดอย่างสวยงามตามตัวเขียนของภาษาอังกฤษ 

            ‘Contribute to the D. Dephantom’

            หรือว่า...ตระกูลของครอส?

จะว่าไป เขาเองก็ไม่เคยรู้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายมาก่อน เพราะตอนที่เจอกันครั้งแรกรายนั้นก็บอกแค่ชื่อตัว เซดดริกค่อย ๆ พลิกเปิดไปที่หน้าแรก รูปถ่ายรูปเดียวกับที่โถงตรงบันไดปรากฏเด่นเป็นสง่าแม้จะเป็นภาพข่าวดำไม่ใช่ภาพสีก็ตามที ใต้รูปนั้นมีตัวหนังสือพิมพ์อย่างเป็นระเบียบ

แคนซัส ดี. ดีแฟนธ่อม  เพรย์ ดี. ดีแฟนธ่อม ครอส ดี. ดีแฟนธ่อม...เขาอ่านเสียงเบาหวิว พลันความอยากรู้ก็ไหลท่วมท้นร่างกายจนไม่อาจทนได้ เขาจึงตัดสินใจไปนั่งอ่านที่โต๊ะ อย่างน้อยก็ได้รู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับอดีตนายใหญ่เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

และที่สำคัญ...เขาเป็นคนสำคัญถึงขนาดมีคนเขียนหนังสืออุทิศให้ แสดงว่าต้องเป็นคนใหญ่คนโตในสังคมแน่ ๆ

            ร่างสูงชะงักเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาเป็น     แวมไพร์นี่นา

            แวมไพร์จะมีชื่อเสียงในสังคมมนุษย์ได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ? แถมเป็นชื่อเสียงในทางที่ดีเสียด้วย

            ...ตระกูลนี้แปลกจริง ๆ นั่นแหละ...

            เซดดริกค่อย ๆ เปิดไปทีละหน้าพร้อมกับเวลาที่ไหลผ่านไปรอบตัวอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่รู้ตัว บรรยากาศเงียบสงบ และไม่ร้อนนักราวกับเป็นใจให้ผู้ที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งหนังสือถูกเปิดมาได้ครึ่งเล่ม ชายหนุ่มก็หยุดอ่านชั่วครู่ และนึกถึงสิ่งที่ได้อ่านไป

            แม้ยังอ่านไม่จบ เขาก็รู้ว่าแคนซัส และเพรย์ ดี.ดีแฟนธ่อม สองสามีภรรยาแห่งตระกูลดี.ดีแฟนธ่อม นั้นเป็นเศรษฐีในทรานซิลเวเนียเมื่อประมาณห้าร้อยปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีจิตใจดี ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และบริจาคเงินเข้าองค์การกุศลไม่ได้ขาด อีกทั้งแคนซัส ดี.ดีแฟนธ่อมยังเป็นถึงท่านเคาท์เลยทีเดียว

            ทั้งสองมีแต่ผู้รักใคร่ และสนับสนุน เรียกได้ว่าถ้าใครไม่รู้จักสองสามีภรรยาตระกูลนี้แล้วล่ะก็...คงเป็นพวกหลังเขามากถึงมากที่สุด

แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่เสียชีวิตอย่างลึกลับ

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่เคยมีใครเห็นศพของท่านเคาท์และภรรยา   มีเพียงโลงศพสีดำเรียบแต่หรูหราเท่านั้นที่เป็นหลักฐานของการจากไปของผู้ที่เป็น   ที่รักของคนทั้งเมือง...

ตายอย่างลึกลับงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มพึมพำ เขานึกถึงเหตุผลต่าง ๆ นานาที่ฆ่าแวมไพร์ได้

อายุขัย...ไม่น่าใช่ เพราะทั้งสองจะมีอายุเท่ากันถึงขนาดจากไปพร้อมกันเลยงั้นเหรอ?

โรค...ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขานึกสภาพแวมไพร์เป็นโรคติดต่อถึงขนาดรักษาไม่ได้

งั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ?...

            แอ๊ด...

เสียงประตูเปิดดัวขึ้นอย่างแผ่วเบาเรียกให้เขาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นร่างสูงของชายหนุ่มผมดำยาวก้าวเข้ามา

ครอส...เซดดริกพูดเสียงเบาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แม้ภายในใจจะร้องประท้วงว่ายังไม่อยากเผชิญหน้ากันตอนนี้ แต่เขาก็ปล่อยให้อีกฝ่ายทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามเรียบร้อย ดวงตาสีแดงคมกริบ แต่สงบนิ่งมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างไม่วางตาจนคนถูกมองอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้

มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ในที่สุดเซดดริกก็ทนไม่ไหวจนต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเหมือนทุก ๆ ครั้งที่คุยกัน

ลูน่าบอกว่านายมีเรื่องไม่เข้าใจครอสตอบเสียงเรียบก่อนจะเหลือบมองหนังสือเรียนภาษาละตินที่ปิดสนิท แต่ดูเหมือนว่านายจะเข้าใจแล้ว

อีกฝ่ายหัวเราะแห้ง ๆ ราวกับถูกนักเรียนที่ทำผิดแล้วถูกครูจำได้ ก็ยังไม่เข้าใจหรอกครับเขาตอบ ผมก็แค่หาหนังสือเล่มอื่นอ่านไปเรื่อยน่ะ

ชายหนุ่มผมดำตวัดสายตากลับมามองพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะมองหนังสือในมือของอีกฝ่าย เซดดริกหลุบสายตาลงต่ำ และครุ่นคิด...

แคนซัส และเพรย์...

เพียงแค่นั้น ใบหน้าหล่อเหลาก็ตวัดขึ้นมองเจ้าของเสียงอย่างรวดเร็วจนคนพูดแทบผงะด้วยความตกใจ คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณใช่ไหมครับ?”

ครอสเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะหลับตาลง และตอบนิ่ง ๆ ใช่

คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณเป็นแวมไพร์หรือเปล่าครับ?”

ใช่

ถ้าอย่างนั้น...เซดดริกหยุดพูดชั่วครู่ เรียกให้เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “...ทำไมพวกท่านถึงอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ล่ะครับ? แล้วยังไม่มีใครรู้เรื่องตัวตนของพวกท่านอีกด้วย

ครอสปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง และนิ่งเงียบไปนาน....นานจนคนถามชักใจเสียว่าตนดันไปถามอะไรที่มันไม่ควรอีกรึเปล่า เขาลอบถอนหายใจเบา ๆ พอจะทำใจได้แล้วว่าจะไม่ได้คำตอบ เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น

สมัยก่อน...ราว ๆ พันปีที่แล้วโลกของแวมไพร์และโลกของมนุษย์อยู่ใกล้กันมากเขาเริ่มพร้อมกับลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีแดงที่ขุ่นมัวเล็กน้อยยามนึกถึกอดีต ประชากรของแวมไพร์ และมนุษย์ก็มีจำนวนเท่า ๆ กัน พวกเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้จุดอ่อนซึ่งกันและกันดี ต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน และจะไม่ต่อสู้กันหากว่าไม่จำเป็น

แต่คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณ...คนฟังพึมพำเสียเบา

            ใช่ พวกท่านรักมนุษย์มากอีกฝ่ายยอมรับ ท่านบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเวทมนต์ และสามารถทนต่อความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียได้ แม้จะมีอายุขัยสั้น แต่ก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยี และความเป็นอยู่ได้เรื่อย ๆ ดังนั้นพวกท่านจึงตัดสินใจกำบังพลังของแวมไพร์ และใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ยามที่ต้องการ”

เซดดริกพยักหน้ารับ มิน่า พวกท่านถึงได้เป็นที่รักของชาวเมืองนัก

ครอสยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะเอ่ยต่อ แต่จนแล้วจนรอด ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ไม่ใช่กับพวกมนุษย์... แต่เป็นระหว่างพวกเราเองถึงตรงนี้ คนฟังก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แวมไพร์บางตระกูลไม่พอใจกับการอยู่ร่วมกับมนุษย์ พวกเขามองว่ามนุษย์เป็นแค่เผ่าพันธุ์ที่ดำรงชีพเพื่อเป็นอาหารของแวมไพร์เท่านั้น แต่บางตระกูลก็ไม่เห็นด้วย และผู้นำฝ่ายนี้ก็คือ ดี.ดีแฟนธ่อม...

ชายหนุ่มผมบลอนด์ทำตาโตด้วยความตกใจ เพราะเขาพอจะเดาเรื่องราวต่อจากนี้ได้ หรือว่าพวกท่าน...” 

...ถูกลอบสังหารโดยฝ่ายตรงข้าม  คำพูดที่อยากเอ่ยต่อ แต่ก็ต้องกลืนลงลำคอ เพราะรู้ดีว่าจะทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากกว่าเดิม

            ครอสเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็พอเดาความคิดออก เขาปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง อย่างที่นายคิด พวกท่านถูกลอบสังหารโดยฝ่ายตรงข้ามแม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความโกรธแค้นที่เก็บมานานเกือบพันปี เซดดริกไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะรู้สึกเช่นนั้น

            ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง และเย็นชา เขารู้ว่าภายในของเขากำลังร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นที่ไม่มีวันมอด...

            ...และเพลิงแค้นนั้น สักวันจะย้อนกลับมาเผาผลาญตัวเขาให้มอดไหม้ไปเช่นกัน...

เขาอยากพูดไปแบบนั้น แต่ก็รู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ และเขาเชื่อว่าครอสก็รู้ดีถึงความจริงข้อนั้นดี

ช่วงชีวิตของแวมไพร์ช่างยาวนานกว่ามนุษย์มากนัก บางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้วแต่อมนุษย์เช่นแวมไพร์ยังคงจำได้ดีราวกับว่าเพิ่งเกิดเมื่อวาน

ความทรงจำที่เจ็บปวด...แม้ไม่อยากจำ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...

แล้ว...ผู้นำฝ่ายตรงข้ามล่ะครับ?” น้ำเสียงที่คุ้นหูถามขึ้นแผ่วเบาราวกับกลัวเกรงต่อคำถามที่เพิ่งถามไป เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นก่อนที่เนตรีแดงจะจ้องมองใบหน้าคนถาม แม้ไม่ได้จ้องด้วยสายตาที่เย็นชา แต่เขากลับรู้สึกราวกับถูกเชือกล่องหนแห่งความกลัวตวัดรัดเกี่ยวพันทั้งร่างไม่ให้ขยับได้

เดอแคลร์...เดน เดอแคลร์ครอสตอบเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ และ    เฉียบขาดทำเอาอีกฝ่ายเหงื่อตกโดยไม่รู้ตัว

เดน เดอแคลร์...เหรอครับ?”

เจ้าพวกนั้นปลุกระดมประชาชน ใช้เล่ห์เหลี่ยม เล่ห์กลเพทุบายล่อหลอกให้ชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาให้เข้าข้างฝ่ายตัวเองเขาเล่าต่อ แน่นอนว่าไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะหลงกลพวกมัน ดังนั้นจึงเกิดการต่อสู้ขึ้น นายลองคิดดูแล้วกันว่าการสู้กันระหว่างแวมไพร์น่ะเป็นยังไง

ครอสเว้นช่วงให้อีกฝ่ายนึกภาพตาม ร่างขาวซีดแยกเขี้ยวก่อนจะกระโจนเข้าใส่กัน และฉีกกระชากผิวเนื้อด้วยฟัน ใช้เล็บยาวแหลมกรีดแทงอย่างดุร้าย กลิ่นเลือดคาวคละคลุ้งพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน ซากศพเกลื่อนทาง พร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า

เพียงแค่นึก เซดดริกก็อยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้!

เพราะการต่อสู้ระหว่างพวกเรากันเอง ทำให้ประชากรแวมไพร์ลดลงไปกว่าครึ่ง ครอสเอ่ยต่อ และหลังจากการตายของผู้นำ ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้าย ความสัมพันธ์ระหว่างแวมไพร์ และมนุษย์ร้าวฉานถึงขั้นแตกหัก โลกของทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงถูกตัดขาดนับแต่นั้น

เป็นเช่นนี้เอง...ช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 18 ถึงมีความเชื่อเกี่ยวกับแวมไพร์เซดดริกเข้าใจตรงนั้น แต่เขารู้ดีว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่อีกฝ่ายไม่บอก โดยเฉพาะเรื่องราวทั้งหมด จบได้อย่างไร

            แต่พอมาคิดอีกที...มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขา

เรื่องมันจบมานานแล้ว เป็นเรื่องของบรรพบุรุษในอดีต...ไม่เกี่ยวกับลูกหลานในปัจจุบันอีกต่อไป

ถึงโลกระหว่างแวมไพร์ และมนุษย์จะถูกตัดขาดกัน แต่คุณก็ยังไปที่โลกของมนุษย์ได้...ไม่ใช่หรือครับ?” เซดดริกถาม ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางได้พบกันหรอ

แวมไพร์หนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ มนุษย์เองไม่ใช่หรือที่ทิ้งความเชื่อพวกนั้นไป และทำให้มันกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราหลอกเด็กไปวัน ๆเขาว่า เขี้ยวเล็กสีขาวปรากฏขึ้นที่มุมปากยามเอ่ยถ้อยคำเสียดสี ริมฝีปากเหยียดยิ้มราวกับเย้ยหยัน มองเรื่องราวของบรรพบุรุษเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ

เซดดริกสีหน้าเปลี่ยนทันที คุณจะบอกว่าหากพวกเรา ‘เชื่อ’ ก็จะมองเห็นโลกของพวกคุณหรือไง?” เขาด้วยความไม่พอใจเล็ก ๆ

ใช่ แต่ไม่มีทางที่มนุษย์จะคิดแบบนั้น

            คุณเอาอะไรมาตัดสิน?”

ครอสถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อมาถึงบทสนทนาโต้แย้งที่ไม่น่าอภิรมย์ ฉันอยู่มานานจนเห็นว่าเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร เซดดริก เอเลนอฟ...ชีวิตของนายตั้งแต่เกิดมายังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตฉันด้วยซ้ำ

มนุษย์น่ะไม่เคยเปลี่ยนแปลง โง่เขลาเบาปัญญา คิดว่าตัวเองมีพลังเหนือธรรมชาติ มองอนาคตข้างหน้า แต่ไม่หันมามองพื้นฐานของปัจจุบัน ยิ่งอดีต ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คิดเหรอว่าจะเก็บมาใส่ใจ?”

มนุษย์คู่สนทนาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างอดกลั้น อยากเถียงใจแทบขาดรอน ๆ แต่ก็รู้ดีว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็นจริงทุกประการ

แต่น่าแปลกที่เรายังหวัง

คุณนี่ต่างจากพวกท่านน่าดูเลยนะเขาพึมพำเสียงเบา แต่อีกฝ่ายก็ได้ยินชัดเจน ดวงตาสีแดงคมกริบตวัดมองใบหน้าที่จ้องมองตรง ๆ โดยไม่หลบสายตาเชือดเฉือนนั่น

            ฉันเกลียดมนุษย์ครอสตอบเสียงเรียบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องทำร้ายมนุษย์

“พูดตรงมากเลยคุณ”

ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะออกมาเป็นแบบนั้นแท้ ๆ

ดวงตาสีแดงยังคงนิ่งเฉย “ฉันก็แค่พูดความจริง” เขาว่าเสียงเรียบ

เซดดริกสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทีหนึ่ง “ก็จริงนะ มันเป็นความจริง” เขาเปรยเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง  

            “...” ไม่มีคำตอบใด ๆ ตอบกลับมา มีเพียงดวงตาสีแดงที่จ้องมองมาแทนคำตอบที่อีกฝ่ายไม่ภาวนาให้เกิดขึ้น แม้ไม่ต้องพูด เขาก็รู้ว่าคำตอบนั้น...คือสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาจะได้ยินมากที่สุด

“เฮ้อ โดนพูดแสกหน้าแบบนี้ เตรียมใจไว้แค่ไหนก็จุกแฮะ...เสียงทุ้มพึมพำพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ให้กับตัวเอง

ความรู้สึกเจ็บแปลก ๆ ทิ่มแทงก้อนเนื้อที่อกซ้ายให้เต้นอย่างหนักหน่วงราวกับถูกก้อนหินถ่วงให้จมน้ำ ดวงตาหันมองออกไปอีกทางเพื่อกลบสีหน้ากระอักกระอ่วน

แม้แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย ทำไมถึงรู้สึกเจ็บขนาดนี้ ทำไมถึงไม่กล้าจ้องสายตาที่เรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่พูดออกมา

            ...ไม่เข้าใจเลยสักอย่าง...

            ทำไม?” ครอสถาม เริ่มสังเกตท่าทางที่แปลกไปของคนคุ้นเคย วินาทีก่อนที่ดวงตาสีฟ้านั้นจะเบนออกไป เขาเห็นประกายตาที่วูบไหวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เปล่าครับ ก็แค่...กำลังย่อยข้อมูลแล้วชายหนุ่มผมบลอนด์ก็ลุกขึ้น “ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ ผมว่าผมอยากไปพักแล้วล่ะ อ่านหนังสือมาทั้งวันเลย”

ว่าแล้ว เขาก็ก้าวยาว ๆ ผ่านร่างสูงไปโดยไม่ชายตามองเลยแม้แต่น้อย ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ได้มองตามไปเช่นกัน จนกระทั่งแผ่นหลังหายไปหลังบานประตู ครอสจึงได้ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

เขาเกลียดมนุษย์...มนุษย์ที่ช่างโง่เขลา และอ่อนแอ...

เขาข้าเคยคิดเช่นนั้นมาตลอด...

แต่ตอนนี้ทำไมข้า...ถึงรู้สึกผิดที่พูดออกไปแบบนั้น





To be continued... 
 
 
กำลังจะเปิด Pre-Order นะคะ รอติดตามรายละเอียดน้า :)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,070 ความคิดเห็น

  1. #1042 bluetomorrow999 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 18:24
    ชอบอารมณ์ของทั้งสองคนตอนนี้จังบีบแน่น หน่วงไปหมด ฟินด้วย
    #1,042
    1
    • #1042-1 Seiji(จากตอนที่ 10)
      9 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:23
      มันก็จะหน่วงนิดๆ
      #1042-1
  2. #1020 NamKudos (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 12:39
    "น่าอายชะมัด" กรี้ด เขินอะ
    #1,020
    0
  3. #823 Fronztear (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2557 / 20:49
    อ้าว ทะเลาะกันแล้ว ไม่ดีนะไม่ดี เดี๋ยวครอบครัวขาดความอบอุ่น 555+
    #823
    0
  4. #805 braben (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 02:14
    แน่นอนแม่หมอไม่บอกก็รู้เหอะ ว่ามันไม่ใช่ความรักใสๆแฮปปี้ดี้ด้าแน่นอน.....เฮ้อ!
    #805
    0
  5. #728 sasame (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2556 / 11:16
    เรื่องนี้สนุกมากเลยจ้าไรเตอร์
    #728
    0
  6. #656 Angelprimo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2555 / 22:12
    นายเกลียดมนุษย์แต่ไม่ได้เกลียดเซดไม่ใช่รึไง TT
    #656
    0
  7. #625 เนอเวย์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2555 / 21:59
    เซดคุงแอบหวังว่าครอสจะตอบไม่ซินะ
    ครอสคุงก็สับสนกับชีวิต - -;;
    #625
    0
  8. #493 HanChul Forever (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2555 / 08:39
     คลอสไมพูดเเบบนี้อ่ะ กลับมาง้อเลยนะ
    #493
    0
  9. #434 รัตติกาลลมหนาว (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 21:29
     ครอสรีบมาง้อเลยนะ
    #434
    0
  10. #414 Doll_lucky (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 17:41
     เริ่มเข้ามาในจิตใจไม่รู็ตัวอะดิ 
    #414
    0
  11. #367 กริฟฟินไร้เงา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2555 / 22:48
     โอ้ยยย บรรยายความรู้สึกไม่ถุูกกก  มันซึ้ง เศร้า เหงา หวาน ปนกันลงตัวมากกก
    ไรต์เตอร์เก่งมากค่ะ สุโค่ย
    #367
    0
  12. #263 S___P (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 15:29
    like like like
    #263
    0
  13. #198 กระจั๊วบิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2554 / 02:10
    สรุปอินโนเซ้นทั้งคู่ปะนี่=3=
    #198
    0
  14. #186 Qbec. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 23:53
     กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

    เพราะคุณครอสรักคนตรงหน้าอยู่นี่ไงคะ><
    #186
    0
  15. #162 Yร้าย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2554 / 23:04
    หันกลับมาคุยกันใหม่เร็ว ๆ นะ...

    จะได้เข้าใจกัน...
    #162
    0
  16. #155 kwan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2554 / 18:27
    อ่าาาาาาาาาาาาาาา



    ปรับความเข้าใจกันเร็วๆๆนะค่ะ
    #155
    0
  17. #143 zzz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2554 / 21:48
    สนุก สนุก สนุก



    ^_^
    #143
    0
  18. #135 mingmingzz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2554 / 18:15
    ก็แปลว่าไม่ได้เกลียดมนุษย์ยังไงค่ะ
    อีกไม่นานอาจจะมีพัฒนาการ ก็ รัก  มนุษย์ไงค่ะ
     
    #135
    0
  19. #131 Taonoi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2554 / 00:26
    เย้ๆ มาอัพแล้วววว รออีก50จ้า~
    #131
    0
  20. #130 arthen (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2554 / 17:55
    ไม่ได้มาอ่านสะนานเลย เกือบลืมเรื่องไปเลยอ่ะ ฮ่ะๆๆๆ
    #130
    0
  21. #127 kassa*noritz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2554 / 00:43
     ห้ามดราม่านะน้องเซรออัพทุกวันเลย
    น้องเซสู้ๆ
    #127
    0
  22. #126 DrGN (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2554 / 23:47
    อ๋าาาาาาา รู้สึกเจ็บลึกๆไปด้วยTT-TT
    ครอสจ๋าาาาา คิดก่อนตอบบ้างก็ได้นะT^T

    เซห้ามดราม่านะ!! =3=
    ปล.อัพตอนต่อไปไวๆนะ^^
    #126
    0
  23. #125 I'm Rainchan (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2554 / 22:51
    มาต่อเร็วๆนะคะ >o<;
    #125
    0
  24. #116 r-coon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2554 / 22:00
    สิ่งแรกที่คิดตอนเห็นชื่อตอนคือ



    ทำไมมันไม่ครบ อ้ากกกกกก

    #116
    0
  25. #115 {๑๘}- `Diez♦ocho™ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 17:43
    อ๊ากกกก!!~

    จะเกิดอะไรขึ้น ><
    #115
    0