The Case of Silvestre คดีฆาตกรรมแห่งซิลเวสเทร

ตอนที่ 3 : สถาบันซิลเวอเรส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 พ.ย. 63

ตอนที่ 3 : สถาบันซิลเวอเรส

               

               หากถามว่า อยากได้รับสายตานับถือและชื่นชมควรทำอย่างไร? ทำอย่างไรจึงจะเป็นที่จดจำในสายตาชาวเมือง? คำตอบคือการขึ้นชื่อว่า ผ่านการฝึกฝนวิทยายุทธ์จาก ‘สถาบันซิลเวอเรส’ ซึ่งเป็นสถาบันเดียวในเมืองที่เปิดสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับชาวซิสเวสเทรผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ โดยควบคู่ไปกับหลักการแห่งคุณธรรม

               สถาบันซิลเวอเรสต้อนรับคนทุกวัย แต่ลูกศิษย์เกินครึ่งนั้นเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 8 จนถึง 15 ปี ระยะเวลาในการฝึกฝนนั้นขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละคน รวมไปถึงพัฒนาการของศิษย์ บางคนอาจใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะสำเร็จวิชา ในขณะที่บางคนอาจล่วงเลยไปถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาสถาบันเพื่อฝึกฝนและทบทวนทักษะได้ทุกเมื่อ

               สถาบันซิลเวอเรสเป็นอาคารรูปทรงครึ่งวงกลม และมีขนาดใหญ่กว่าสิ่งปลูกสร้างข้าง ๆ มากนัก พื้นที่ภายในแบ่งเป็น 6 ส่วนด้วยกัน นั่นก็คือ ลานฝึกในร่ม 3 แห่ง กลางแจ้ง 3 แห่ง และลานฝึกที่ใหญ่ที่สุดแยกออกมาอีก 1 แห่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นอายของการต่อสู้ ทุกลานฝึกฝนถูกจับจองด้วยเหล่าศิษย์ในเครื่องแบบสีน้ำเงินที่กำลังฝึกฝนท่วงท่า และตะโกนระเบิดพลังขณะเข้าคู่ฝึกซ้อม

               หลังจากการฝึกฝนยาวนานร่วม 10 ปี ลูเมนได้จบการศึกษามาแล้ว 2 ปีเต็ม แต่เธอก็ยังหมั่นกลับมาที่สถาบันฯ เพื่อลับฝีมือให้เก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอมาเยือนสถาบันฯ ที่เธอคุ้นเคย

               ยามนี้ลูเมนอยู่ในเครื่องแบบที่ไม่ต่างจากลูกศิษย์รายอื่น และกำลังเข้าคู่ฝึกซ้อมกับศิษย์ชายอีกคนในลานฝึกซ้อมในร่ม มองปราดเดียวก็รับรู้ได้เลยว่าเขากำลังเสียเปรียบ เพราะขณะนี้ถูกไล่ต้อนจนแทบจะตกจากขอบสนาม ทันใดนั้น ลูเมนก็ตามมาวาดขาเตะใส่ช่วงท้องของเขา ตามด้วยหมุนตัวถีบหลังที่จุดเดียวกันโดยไม่ให้มีจังหวะตั้งตัว ทั้งร่างที่โดนแรงปะทะแทบจะลอยละลิ่วออกนอกสนาม นอนแผ่อย่างหมดแรงอยู่บนพื้นนอกเส้นที่ขีดไว้

               “ผู้ชนะคือ ลูเมน เรนเดล!” กรรมการชั่วคราว ซึ่งก็คือศิษย์ของสถาบันฯ ตะโกน และผายมือไปทางหญิงสาวที่เหลือบนลานฝึกฝน

               ลูเมนเก็บขาลงก่อนจะโค้งคำนับตามมารยาท แล้วจึงรีบไปช่วยพยุงคู่ต่อสู้ที่ถูกเธอส่งออกนอกสนามไป “เป็นอะไรไหมจีโอ?” เธอถามด้วยความเป็นห่วง จีโอเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอในสถาบันฯ แห่งนี้ ในขณะที่ศิษย์คนอื่นแทบจะไม่พูดกับเธอเลยแม้เธอแทบจะกินนอนอยู่ที่นี่มานานเป็น 10 ปีตั้งแต่เธออายุเพียง 8 ปี ในปีแรกนั้นเธอก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเพราะเหตุใด แต่ในปีที่สองเธอก็ได้รู้เหตุผล

               ประการแรก จากที่เธอแอบได้ยินบทสนทนาระหว่างศิษย์ของสถาบันฯ ที่เธอไม่รู้จักและไม่เคยคุยด้วยสักครั้ง ก็คืออาจารย์ใหญ่ยอมรับเธอเป็นลูกศิษย์ ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะได้รับเกียรติเช่นนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ อิจฉาเธอนั่นเอง ประการที่สอง เพราะว่าเธอเป็นศิษย์หญิงเพียงไม่กี่คนที่สนใจศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นเธอจึงคาดเดาว่า พวกเขาอาจคิดว่ามันออกจะ...แปลกกระมัง? น่าจะเป็นคำที่ใช้อธิบายได้ดีที่สุดแล้ว

               “ข้าไม่เป็นไร ก็แค่...ช่างมันเถอะ” จีโอว่าพลางถอนหายใจ มือข้างหนึ่งโบกไปมาส่วนอีกข้างก็กุมท้องที่ถูกเตะไว้ “แต่ว่านะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า? เหมือนเจ้ามีอะไรในใจแล้วมาลงกับลูกเตะเช่นนี้”

               ลูเมนหัวเราะ “เจ้าเดาถูกแล้ว” เธอว่า “คือว่า...”

               “ลูเมน” แต่ไม่ทันได้พูดจบ เสียงแหบทุ้มก็ขัดขึ้นจากข้างหลังเสียก่อน พอหันไปมองก็พบชายร่างสูงกำยำในเครื่องแบบสีเทาซึ่งมีตราปักรูปโล่อยู่ที่อกขวา อีกทั้งที่เอวก็มีดาบเล่มหนึ่งอยู่ เพียงแค่เครื่องแบบที่เขาสวมใส่ก็รู้ได้ไม่ยากว่าเขาคือหนึ่งในพาโทรนัส แม้ว่าเขาจะไม่ได้สวมชุดเกราะก็ตาม แต่บรรยากาศรอบกายนั้นแตกต่างจากผู้พิทักษ์รายอื่นอย่างเห็นได้ชัด เขาดูอ่อนโยนมากกว่า และเป็นมิตรกว่ามาก อีกทั้งเรือนผมสีบลอนด์ยาวประบ่าที่ถูกมัดเป็นหางม้าเล็ก ๆ นั้นก็ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนกว่าวัยแม้อายุจริงจะปาไปเกือบ 30 ปีแล้วก็ตาม

               ไม่มีใครในซิลเวสเทรไม่รู้จักเขา รองหัวหน้าของหน่วยพาโทรนัส เอลดรอน ลัสไทรน์

            “เอลดรอน” ลูเมนถึงกับยิ้มกว้าง และเธอก็ได้รับรอยยิ้มละไมกลับมาในขณะที่เขาเดินเข้ามาหา รอยยิ้มของเอลดรอนหวานและสว่างสดใสเสียจนเธออยากให้เขายิ้มบ่อย ๆ นั่นเป็นสิ่งที่เธอค้นพบในปีที่ 8 ของการฝึกฝนในสถาบันฯ เอลดรอนเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนที่ได้รับเชิญจากอาจารย์ใหญ่ เขาสาธิตวิธีการใช้ปราณภายในร่วมกับดาบในการต่อสู้จริง ลูเมนประทับใจมากเสียจนยกย่องเขาเป็นต้นแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ เนื่องจากเธอเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ เธอจึงมีโอกาสได้ประมือกับเขาในบางครั้งที่เขาว่างเว้นจากหน้าที่ของพาโทรนัส

               “ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อไร?” เธอถาม

               “ราว 5 นาทีที่แล้ว” เอลดรอนตอบ “เมื่อครู่เจ้าทำได้ดีมาก”

               “ขอบคุณ” ลูเมนยิ้มกว้าง การได้รับคำชมจากคนที่เธอชื่นชมคือทุกสิ่งจริง ๆ! “อาจารย์เชิญท่านมาสอนวันนี้หรือ?”

               “ถูกต้อง อีก 30 นาทีจึงจะเริ่ม”

               “ถ้าเช่นนั้น ท่านจะว่าอย่างไรถ้าข้าขอท้าประลองกับท่าน?” ลูเมนถามอย่างตื่นเต้น “ข้าไม่ได้ประมือกับท่านมานานแล้ว”

               เอลดรอนเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่เหนื่อยหรือ?” เขาถาม

               “ไม่เหลือสักนิด”

               เขากอดอกขณะมองหญิงสาวที่ยังคงดูมีกำลังล้นเหลือแม้ใบหน้าจะแดงก่ำและชุ่มไปด้วยเหงื่อ “ย่อมได้ แต่ลานใหญ่นะ” 

               ลูเมนกะพริบตาปริบ ๆ อ้าปากค้างเมื่อโดนเงื่อนไขที่ไม่คาดคิด ปกติแล้วลานใหญ่ตรงกลางนั้นมีไว้สำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบความสามารถกับผู้ดูแลสถาบันฯ ระดับสูง หรือนักสู้ผู้มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงแทบไม่ถูกใช้งาน เพราะศิษย์ส่วนใหญ่ไม่อยากทำตัวเองอับอายขายหน้าต่อหน้าคนทั้งสถาบันฯ ลูเมนก็เคยก้าวขึ้นบนลานนั้นครั้เดียวตอนที่เธอต้องประมือกับศิษย์พี่ 3 คนและอาจารย์ของเธอเพื่อจบการศึกษา ซึ่งนั่นก็ 2 ปีมาแล้ว แต่เธอยังจำได้อย่างแม่นยำเลยว่าเธอพ่ายแพ้อาจารย์อย่างหมดรูปแค่ไหนแม้เธอสามารถเอาชนะรุ่นพี่ได้ทุกคนก็ตาม

               “ว่าไง?” เอลดรอนเร่งถาม

               ลูเมนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ได้!” เธอว่าพร้อมกับพยักหน้ารับ

               “ดี” ผู้พิทักษ์หนุ่มยิ้มนิด ๆ 

               แล้วทั้งคู่ก็ก้าวขึ้นไปยืนบนลานฝึกฝน ซึ่งทันทีที่ทั้งสองประจำที่ ศิษย์ของสถาบันฯ ทุกคนถึงกับหยุดการฝึกของตนอย่างพร้อมเพรียงกัน แถมยังกระโจนมามุงรอบลานใหญ่ตรงกลางทันทีโดยไม่ต้องนัด การประลองระหว่างรองหัวหน้าพาโทรนัสและศิษย์เพียงคนเดียวในรอบหลายปีของอาจารย์ใหญ่น่าดูน้อยเสียเมื่อไร และดูเหมือนว่าพวกเขายังแอบพนันกันอย่างลับ ๆ เลยว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ส่วนจีโอนั้นยืนอยู่นอกสนามฝั่งเดียวกับฝั่งผู้ประลองหญิง แม้ว่าเขาอาจจะเป็นคนเดียวที่เข้าข้างเธอก็ตาม

               หลังจากปลดดาบออก เอลดรอนก็ตั้งท่าพร้อมโจมตี “พร้อมไหม?” เขาถาม

               หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น มือทั้งสองข้างกำหมัดอยู่ในระดับหน้าอกในขณะที่ขาทั้งสองข้างอยู่ในท่าพร้อมต่อสู้ พวกเขาจะสู้กันแบบมือเปล่า...แต่ถ้าหากพูดกันตามตรงแล้ว คงมีเพียงลูเมนเท่านั้นที่พยายามโจมตีคู่ต่อสู้เท่านั้น

               ลูเมนเชื่อว่าเริ่มก่อนจะได้เปรียบ เธอจึงพุ่งตัวใส่เอลดรอน และเหวี่ยงหมัดขวาไปที่ใบหน้าของเขา หากแต่มันก็พลาดเป้าเมื่อเอลดรอนหลบเลี่ยงได้ เธอหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมลมหายใจแล้วชกหน้าอกของเขาต่อทันที แต่ก็เป็นอีกครั้งที่คู่ต่อสู้กระโดดหลบถอยหลังไปได้อย่างง่ายดายพร้อมรอยยิ้มละไมบนใบหน้า

               ลูเมนขบฟันแน่น แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอรวบรวมลมปราณในกายอีกครั้ง และผลักมันลงฝ่าเท้า เพียงแค่กะพริบตา เธอก็พุ่งเข้าใส่เอลดรอน และเหวี่ยงขาขวาไปที่ช่วงท้องทันที่ก้าวไปถึง อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่ตบท่อนขาเธอลงและก้าวออกข้าง แต่ลูเมนยังไม่หยุดโจมตี ลูกเตะหมุนตัวตามมาติด ๆ และเล็งเป้าไปที่ศีรษะของเอลดรอน

               “ดี แต่ยังไม่ดีพอ” ผู้พิทักษ์หนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาไม่หลบเลี่ยงการโจมตีนั้น แต่คว้าข้อเท้าของเธอไว้มั่น และโยนร่างบางไปยังอีกฝั่งของลาน โชคดีที่ลูเมนพลิกตัวกลับกลางอากาศได้ทัน และทิ้งตัวลงพื้นได้อย่างสวยงาม วินาทีที่เท้าแตะพื้นอีกครั้ง เธอก็ถีบพื้นและพุ่งตัวเข้าหาคู่ต่อสู้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

               เธอเหวี่ยงหมัดใส่ขมับของอีกฝ่าย หมัดเสยที่ค้าง และศอกใส่ตำแหน่งเดียวกัน แต่เอลดรอนเพียงแค่ผลักทุกหมัดทุกศอกไปข้าง ๆ และเตะเข่าของเธออย่างแรงจนลูเมนทรุดลงกับพื้นดังตึง ความเจ็บปวดแล่นปร่าจากหัวเขาจนแทบจะกรีดร้อง แต่เธอทำเพียงกลืนก้อนเสียงลงคอ และหมุนตัวเตะกวาดพื้นเป็นการโต้ตอบ 

               แต่โชคร้ายที่เอลดรอนกระโดดข้ามหัวของเธอ พลิกตัวกลางอากาศก่อนจะลงพื้นอีกครั้งอย่างสวยงาม และก่อนที่เธอจะรู้ตัว หลังก็ถูกถีบอย่างแรง กระแทกร่างของเธอให้หลุดออกนอกสนาม ซึ่งนั่นคือสัญญาณของการจบการประลอง และผู้ชนะก็คือ เอลดรอน ลัสไทรน์อย่างไม่ต้องสงสัย

               ลูเมนนอนแผ่หลาบนพื้นนอกลานประลองขณะหอบหายใจอย่างหมดแรง “ข้าแพ้อีกแล้ว” เธอบ่นกระปอดกระแปด

               “แต่เจ้าทำได้ดีขึ้นมากทีเดียว” เอลดรอนเอ่ยชมขณะยืนมองเหนือศีรษะของเธอ 

               คนแพ้หัวเราะเหอะ “แต่ยังไม่ดีพอ” เธอว่าพร้อมกับหยัดกายลุกขึ้นนั่ง “ข้าอยากเก่งเหมือนอย่างท่าน”

               “บิดามาราดาเจ้าได้ร้องไห้แน่นอน” ผู้พิทักษ์หนุ่มพูดและหัวเราะเบา ๆ 

               ลูเมนเบ้หน้าทันที “พวกเขาเป็นคนส่งข้ามาที่นี่ตั้งแต่แท้ ๆ นะ” เธอว่า ความจริงแล้วคนที่ส่งเธอมาเรียนศิลปะการต่อสู้ที่สถาบันซิลเวอเรสก็คือ บิดามารดาของเธอ ด้วยความหวังที่ว่าจะช่วยเธอร่างกายแข็งแรงขึ้น เพราะตอนที่เธอยังเล็กนั้น ร่างกายของเธออ่อนแอและป่วยง่าย แต่พวกเขาก็คงไม่ได้คาดคิดว่า บุตรสาวเพียงคนเดียวจะหลงใหลได้ปลื้มในวิทยายุทธ์และดื้อรั้นมากขึ้นกว่าเดิมเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอยังเกือบเป็นลมหลังจากที่รู้ว่าเธอเองก็อยากเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนอย่างพี่ชาย

               “ข้านึกว่าเจ้าอยากเข้าหน่วยสืบสวนสอบสวนเหมือนอย่างพี่ชายเสียอีก” เอลดรอนถามขณะที่อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า “ไม่เห็นจำเป็นต้องฝึกการต่อสู้ขนาดนั้น เว้นแต่เจ้าเปลี่ยนใจแล้ว”

               “ข้ายังไม่ได้เปลี่ยนใจ” ลูเมนตอบ “ข้าแค่อยากพิสูจน์ให้บิดามารดาข้าเห็นว่า ข้าฉลาดและแข็งแกร่งพอที่จะเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน” เธอจะไม่มีวันยอมแพ้ การที่ได้เห็นพี่ชายไขคดีและบิดาในศาลในฐานะผู้พิพากษา ตัดสินผู้กระทำผิดและเหล่าอาชญกรเช่นนั้น ทำให้เธอตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้แล้ว เธออยากเดินตามรอยของพวกเขาแม้ว่าทั้งบิดามารดาพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนความคิดนี้

               ลูเมนและเอลดรอนเดินไปยังพื้นที่พักผ่อนด้วยกัน ซึ่งตั้งอยู่หลังส่วนลานฝึกในขณะที่ฝ่ายหญิงยังไม่หยุดโอดครวญ “ทำไมข้าต้องพิสูจน์ตัวเองขนาดนี้ด้วยนะ?” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ 

               ผู้พิทักษ์หนุ่มเพียงแค่ยิ้มปลอบใจขณะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวตัวที่ใกล้ที่สุด “สักวันพวกท่านจะรู้” เขาว่า “จะว่าไปแล้ว เจ้าไปที่คฤหาสน์ของโฮลมาใช่ไหม? ข้าคิดว่าเจ้าไม่พลาดแน่” 

               หญิงสาวนั่งลงข้าง ๆ และพยักหน้ารับ “เขาถูกแขวนคอและลิ้นของเขาก็ถูกตัด เหมือนกัวแมนด์” เธอโพล่งออกมา “ข้าคิดว่าลูกน้องท่านน่าจะรายงานท่านเรื่องนี้แล้ว”

               “ข้าได้รับรายงานก่อนออกมาจากศูนย์บัญชาการ” เอลดรอนตอบ “ครั้งนี้ข้าประมาทเกินไป 2 ศพแล้วซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย ข้าคงต้องเพิ่มระดับการตรวจตราโดยเริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปจนกว่าเราจะเจอตัวคนร้าย”

               ลูเมนพยักหน้าและก้มหน้าลงเพื่อพักสายตาและความคิดเหนื่อยล้า ซึ่งนั่นทำให้เธอสังเกตรองเท้าบูธของเอลดรอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบของพาโทรนัส บูธของผู้พิทักษ์ไม่มีส้นในขณะที่ดอกยางที่พื้นรองเท้าค่อนข้างลึกเพื่อไม่ให้ลื่นล้มระหว่างปฏิบัติภารกิจ ดอกยางที่ว่านั้นมีลวดลายดอกจันทน์ที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นและทนทาน บูธของพาโทรนัสจึงถูกสั่งทำเป็นพิเศษสำหรับผู้พิทักษ์เมืองเท่านั้น 

               ทันใดนั้น เธอก็นึกออกแล้วว่าเคยเห็นรอยเท้าในห้องนอนของสโลเธียที่ไหน มันคือรอยรูปดอกจันทร์ที่ดอกยางของรองเท้าบูธ...ของพาโทรนัส

               คลื่นความตกใจไหลบ่าอย่างแรงเสียจนเธอแทบลืมหายใจ ถ้าหากมันบังเอิญเป็นรอยเท้าของหนึ่งในพาโทรนัส เธอจะเชื่อใจเอลดรอนได้อย่างไร...แม้ว่าเขาจะเป็นคนสุดท้ายที่เธอจะสงสัยก็ตาม

               เธอหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อซ่อนความตระหนกที่ก่อตัวขึ้น “ข้าหวังว่าลุคจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากชันสูตรศพของสโลเธียนะ” เธอเอ่ย

               “เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญไหม?” เอลดรอนถาม “เจ้าก็รู้ว่าทั้งแลเนจและโฮลเคยเป็นสมาชิกกลุ่มเอ็กซ์ทริเคทก่อนกลอเรียเป็นเจ้าเมือง”

               “บอกตามตรงว่าข้าไม่รู้เลย” อีกฝ่ายตอบและวางศอกกับเข่าทั้งสองข้าง “ข้ายังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าทำไมพวกเขาถึงถูกสังหาร ข้าหมายถึง...สโลเธียน่ะไม่ใช่คนที่เป็นที่รักและเป็นที่เคารพเท่าไรถึงเขาจะเป็นหนึ่งในเอ็กซ์ทริเคทก็เถอะ แต่กัวแมนด์น่ะ...” เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เขาเป็นคนก่อตั้งตลาดกูร์เมต์ และให้ชาวซิลเวสเทรนำผลิตผลทางการเกษตรและสินค้าต่าง ๆ ไปขายได้ แถมค่าเช่ายังไม่แพงอีกด้วย

               “อีกอย่างนะ ทุกคนก็ดูชื่นชอบเขากันทั้งนั้น ข้านึกไม่ออกจริง ๆ เลยว่าจะมีใครอยากให้เขาตาย”

               เอลดรอนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ขณะยกมือขึ้นกอดอก “เมื่อเป็นที่รักก็เป็นที่ชังเช่นกัน” เขาเอ่ยอย่างสงบ “กัวแมนด์อาจจะเป็นผู้ช่วยชีวิตใครคนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นวายร้ายในสายตาคนอื่นก็ได้”

               ลูเมนมองผู้พิทักษ์ด้วยความประหลาดใจ เธอพอเธอกำลังจะเอ่ยตอบความคิดของเขา ลุคก็มาถึงพอดีโดยใช้ประตูหลังของสถาบันฯ พี่ชายของเธอยังคงอยู่ในเครื่องแบบของหน่วยสืบสวนสอบสวน

               “สวัสดียามเย็นลัสไทรน์” ลุคทักทายพร้อมรอยยิ้มประจำตัว

               เอลดรอนลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยทักกลับ “สวัสดียามเย็นเช่นกันเจ้าหน้าที่เรนเดล นานแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน”

               “ข้าเห็นด้วย” อีกฝ่ายพยักหน้ารับ “ได้ยินมาว่าเจ้าช่วยน้องสาวข้าฝึกอีกแล้ว คราวนี้เธอเก่งขึ้นหรือแย่ลงล่ะ?”

               “ลุค!” ลูเมนโอดครวญ ก่อนจะลุกขึ้นและตีแขนพี่ชายตัวเองแรง ๆ ที่หนึ่ง

               ผู้พิทักษ์หนุ่มหัวเราะเบา ๆ “เธอเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ข้าได้ประมือด้วย” เขาตอบ “เจ้าควรภูมิใจ”

               “แน่นอน” ลุคหัวเราะก่อนจะหันไปหาน้องสาว และตบบ่าเธอเบา ๆ “กลับกันเถอะลูเมน ข้าเจอบางอย่างน่าสนใจทีเดียว

 

To Be Continued

 

#คดีฆาตกรรมซิลเวสเทร

Xeiji

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น