The Case of Silvestre คดีฆาตกรรมแห่งซิลเวสเทร

ตอนที่ 2 : ความตายของสโลเธีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 พ.ย. 63

ตอนที่ 2 : ความตายของสโลเธีย

 

               ช่วงสายของวันใหม่ หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษกึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าฝูงชนหนาตา ณ จัตุรัสใจกลางเมือง บุรุษผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อสาบไขว้แขนยาวปลายแคบสีน้ำเงิน และกางเกงขาวยาวสีดำ บั้นเอวคาดด้วยเข็มขัดหนังสีดำปักลายตาชั่งสีทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกองสืบสวนสอบสวน ในขณะที่สตรีข้างกายนั้นมีรูปร่างไม่ต่างกันมากนักแม้ส่วนสูงจะน้อยกว่า เสื้อท่อนบนที่เธอสวมเป็นเสื้อแขนยาวปลายแคบสีขาว สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีขาวตุ่น กางเกงเป็นสีดำซึ่งปลายซ่อนอยู่ในบูทสีดำเดียวกัน บั้นเอวรัดด้วยเข็มขัดหนังสีน้ำตาลแต่ไร้ตราปัก และแทนที่ด้วยกระเป๋าใบเล็ก ๆ ที่ถูกเหน็บไว้

               แม้เครื่องแต่งกายของทั้งสองแตกต่างกัน แต่พวกเขายังคงโดดเด่นกว่าใครในบรรดาชาวเมืองซิสเวสเทรผู้สวมเพียงเสื้อคลุมคอกลมยาวถึงเข่าในโทนสีน้ำตาลหลายเฉด และกางเกงหรือกระโปรง ไม่ใช่แค่ชุดที่สวมใส่ที่ดึงดูดความสนใจ แต่ยังรวมไปถึงโครงหน้าของทั้งคู่ที่คล้ายกัน และชื่อเสียงในเมืองที่เป็นถึงบุตรชายและบุตรสาวของผู้พิพากษาเพียงหนึ่งเดียวของเมืองซิลเวสเทร

               ลูเมน เรนเดล ปรายสายตามองพี่ชายของเธอผู้ซึ่งไม่คลายคิ้วที่แทบจะขมวดเป็นปม ไม่ยากเลยที่จะเดาว่ายามนี้เขารู้สึกอย่างไรและคิดอะไรอยู่ เพราะทุกอย่างปรากฏบนใบหน้าที่คล้ายกับเธอถึงเจ็ดส่วน เขายังคงตกใจและไม่สบอารมณ์ยามความรู้สึกหนักอึ้งไหลบ่าตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุ เธอเข้าใจดี ดังนั้นจึงไม่เอ่ยอะไรระหว่างที่พวกเขาเร่งฝีเท้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ

               อีกห้านาทีถัดมา ทั้งสองก็มาถึงคฤหาสน์สองชั้นซึ่งตั้งอยู่ถัดจากจัตุรัสของเมือง ที่ประตูทางเข้ามีบุรุษสองนายในชุดเกราะอ่อนสีดำซึ่งสวมทับเครื่องแบบสีเทาเข้มยืนเฝ้าอยู่ สัญลักษณ์รูปโล่บนชุดเกราะและดาบซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวแสดงถึงหน่วยงานของทั้งสอง

               พาโทรนัส หรือผู้พิทักษ์ของเมือง

               ลูเมนมองรอบกาย และตระหนักได้ว่าขณะที่พวกเขากลายเป็นจุดสนใจของชาวเมืองไปเสียแล้ว เธอจะว่าอันใดได้ในเมื่อซิสเวสเทรสงบสุขมายาวนานกว่าสิบปี ตั้งแต่กลอเรีย วอลเลนรับตำแหน่งผู้ครองเมือง อาจมีคดีเล็กคดีน้อยอย่างเช่น การวิ่งราวหรือลักเล็กขโมยน้อยบ้าง แต่ไม่เคยมีเหตุคนตาย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งแปลกตาเมื่อเห็นเหล่าพาโทรนัส ผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบสุขของเมืองอยู่หน้าคฤหาสน์แห่งนี้

               บางทีหากพวกเขารู้ว่าเกิดคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาคงได้ตระหนักว่า ความสงบสุขของเมืองซิลเวสเทรถูกทำลายลงไปแล้วอย่างเงียบ ๆ 

               “ลุค ข้าว่าเราต้องรีบแล้ว” ลูเมนเตือนพร้อมพยักเพยิดไปทางฝูงชนข้างหลัง

               “อืม” ลุคตอบรับก่อนจะแสดงตราประจำตัวซึ่งสลักรูปตาชั่งไว้ตรงกลางให้หนึ่งในพาโทรนัสตรวจสอบ เพียงครู่เดียวก็ได้รับการพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต “ขอบคุณ” ว่าแล้วเขาก็เก็บตราเข้าอกเสื้อแล้วจึงเดินเข้าไปภายในรั้วคฤหาสน์

               ลูเมนเดินตามพี่ชายของเธอไป แต่กลับถูกด้ามดาบขวางเอาไว้ เธอขมวดคิ้วเข้าหากันและเงยหน้ามองพาโทรนัสผู้นั้น

               “โปรดสร้างตราประจำตัวของเจ้า” เขาเอ่ยเสียงแข็งกระด้าง

               ลูเมนกลอกตา เป็นเช่นนี้อีกแล้ว! “ข้ามากับเขา” เธออธิบายและชี้ไปที่พี่ชายผู้ซึ่งพยักหน้าเป็นการยืนยัน “ถ้าเช่นนั้นแล้ว...?” ถามพลางเลิกคิ้วขึ้น

               “แต่...”

               “ไม่ต้องกังวล เธอเป็นผู้ช่วยของเขา” ลุคยืนยันพร้อมยิ้มละไม “และ...”

               “โอ๊ะ! เจ้ามาแล้ว!” แต่ก่อนที่ลุคจะเอ่ยจบประโยค เสียงร้องเรียกก็ดังขึ้นก่อนเห็นตัวเสียอีก เป็นบุรุษวัยกลางคนในเครื่องแบบไม่ต่างจากลุคที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหา แทบจะสะดุดเท้าตัวเองเมื่อพุ่งเข้าหาบุรุษผู้อ่อนวัยกว่า “เข้ามาข้างในเถอะ เจ้าก็ด้วยลูเมน ข้าคิดว่าครั้งนี้เราต้องอาศัยดวงตาหลายคู่และหลายสมองเลยทีเดียว”

               “ขอบคุณมาร์ติน” ลูเมนยิ้มกว้างก่อนจะรีบก้าวตามบุรุษทั้งสองเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้พิทักษ์เมือง มาร์ติน แคลร์ เป็นถึงหัวหน้าของลุค หรือก็คือหัวหน้าของหน่วยสืบสวนสอบสวน ดังนั้นพวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เธอเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ 

               ว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องจะง่ายกว่านี้มากหากบิดาของเธออนุญาตให้เธอเข้าร่วมการทดสอบเพื่อรบตราของหน่วยสืบสวนสอบสวน ซึ่งลูเมนมั่นใจเหลือเกินว่าเธอสามารถผ่านได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งบิดาและมารดากลับค้านหัวชนฝา ยืนยันว่าหน่วยสืบสวนสอบสวนไม่ใช่สถานที่ของสตรี

            ลูเมนอยากกรีดร้องหลายพันครั้ง! ใครกันที่ช่วยพี่ชายของเธอไขคดีปล้นร้านขายยาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน? เธอไงล่ะ! แล้วใครกันเล่าที่ช่วยลุคตามหาลูกสาวของเศรษฐีที่ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว? ก็เธออีกนั่นล่ะ! ลุคเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มั่นใจในความสามารถของเธอ และไม่เคยปฏิเสธยามที่เธอขอติดตามไปด้วยเพื่อช่วยไขคดี ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่เจ้าหน้าที่บางรายในหน่วยสืบสวนสอบสวนค่อนข้างคุ้นเคยกับเธอ

               ลูเมน ลุค และมาร์ตินเดินผ่านสวนกลางคฤหาสน์ พี่น้องเรนเดลเคยมาเยือนที่นี่ และจำได้ว่าทางซ้ายของสวนเป็นพื้นที่รับประทานอาหารซึ่งแยกจากทางเข้าด้วยฉากไม้ ตรงข้ามทางเข้านั้นเป็นพื้นที่นั่งเล่นสำหรับเจ้าของคฤหาสน์หรือแขกได้เอนกายพิงหมอนและชื่นชมสวน ส่วนขวามือนั้นเป็นบันไดขึ้นชั้นสอง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา

               “เจ้ารู้จักผู้ตายใช่ไหม?” มาร์ตินถามลูเมนและลุคซึ่งหยุดยืนที่โถงทางเดินก่อนถึงบันได เบื้องหน้าพวกเขานั้นคือร่างของผู้ตาย นอนอย่างนิ่งสงบบนเสื่อและมีผ้าสีขาวคลุมทับร่าง

               “ขอรับ” ลุคตอบเสียงเบาขณะมองร่างนั้น “เรารู้จักเขา”

               ลูเมนเหลือบมองพี่ชายของเธอผู้ซึ่งแสดงสีหน้าโศกเศร้าเสียใจอย่างเงียบ ๆ สำหรับชาวซิสเวสเทร สโลเธีย โฮลเป็นที่รู้กันว่าเป็นเจ้าของบ่อนที่ถูกกฎหมายเพียงแห่งเดียวและใหญ่ที่สุดในซิสเวสเทร สำหรับลุคและเธอแล้ว สโลเธียเป็นสหายของบิดาของทั้งสอง และเป็นหนึ่งในวีรบุรุษผู้ช่วยเหลือเมืองไว้เมื่อสิบปีที่แล้ว แต่หากว่ากันตามตรงแล้ว เธอไม่ได้ชื่นชอบสโลเธียมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้ยินดีที่เห็นเขาถูกสังหาร

               พวกเขาไม่ได้เอ่ยอะไรมากไปกว่านี้ และตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

               พื้นที่ครึ่งหนึ่งของชั้นสองเป็นห้องนอนของสโลเธีย และอีกครึ่งนั้นเป็นห้องประชุม เมื่อพวกเขาไปถึงชั้นสอง พื้นที่เกือบทุกตารางนิ้วก็กำลังถูกสำรวจและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนสอบสวนห้านาย โดยเฉพาะห้องนอนที่ซึ่งเป็นสถานที่พบศพ

               ลูเมนก้าวเข้าไปในห้องนอนของผู้ตาย และทักทายหนึ่งในเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งกำลังรวบรวมหลักฐานที่ตู้เสื้อผ้า เธอกวาดตามองรอบตัวอย่างครุ่นคิด ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนย้ายสิ่งของใด ๆ ตั้งแต่เมื่อคืน เธอเดินไปที่เตียงนอนที่ซึ่งผ้าปูนั้นมีรอยย่นยับและมีเลอะเปรอะเปื้อนด้วยกองเลือดขนาดใหญ่ ผ้าห่มถูกร่นไปที่ปลายเตียงในขณะที่หมอนน่าจะอยู่ตำแหน่งที่ยามเอนกายลงนอนสามารถรองรับศีรษะได้พอดี ลูเมนเงยหน้าขึ้นมองเพดาน และเห็นขื่อที่ปกคลุมด้วยฝุ่นจนหนาเตอะ จนสังเกตเห็นรอยคาดเหมือนเชือกที่ตรงกลาง

               “เราเชื่อว่า สาเหตุการตายของสโลเธียคือการขาดอากาศหายใจจากการถูกแขวนคอจากขื่อนั่น” มาร์ตินอธิบาย “เชือกที่ฆาตกรใช้สามารถหาได้ทั่วไปในตลาด และไม่ว่าใครก็สามารถมีในครอบครองได้”

               “แล้วเลือดมาจากไหนขอรับ?” ลุคถาม

               “ลิ้นของเขา” หัวหน้าตอบและชี้ที่ปากของตน “ลิ้นของสโลเธียถูกเฉือนน่ะสิ”

               “เหมือนกัวแมนด์” ลุคพึมพำเบา ๆ

               ในขณะนั้น ลูเมนผู้เดินไปยังหน้าต่างข้างเตียงอดไม่ได้ที่จะเม้มปากเข้าหากัน กัวแมนด์เพิ่งตายไปเมื่อสองวันก่อน และจนกระทั่งวันนี้ หน่วยสืบสวนสอบสวนยังไม่สามารถหาหลักฐานเพิ่มเติมหรือระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้เลย และตอนนี้สโลเธียก็ถูกสังหารอีก แม้ว่าเขาไม่ได้เลือดออกจนตาย แต่เขาก็ถูกตัดลิ้นไม่ต่างกัน

               หรือว่าจะเป็นฆาตกรรายเดียวกัน?

               ลูเมนพิจารณาหน้าต่างที่ไม่ได้ลงกลอนไว้อย่างถี่ถ้วนก่อนจะหันไปถามเจ้าหน้าที่ที่เธอเพิ่งทักทายเมื่อครู่ “หน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ตอนท่านมาถึงหรือเปล่า?”

               “ถูกแล้ว แต่ก็แค่แง้มไว้เท่านั้น” เจ้าหน้าที่ตอบ “ห้องนี้อาจจะร้อนเกินไปและโฮลอยากได้อากาศเย็นกระมัง”

               ร้อนงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้หรอก ฤดูหนาวมาเยือนแล้ว สโลเธียไม่มีทางเปิดหน้าต่างกลางดึกที่อากาศเริ่มหนาวเช่นนี้หรอก ลูเมนย่อตัวลง และสังเกตพื้นที่ระหว่างเตียงกับหน้าต่างอย่างถี่ถ้วน แต่เธอก็ไม่เห็นความผิดปกติใด เธอจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งและก้าวอย่างเชื่องช้าไปยังปลายเตียง และตรงนั้นเองที่ทำให้เธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

               เป็นรอยเท้าเล็ก ๆ ของรองเท้าคู่หนึ่ง ลูเมนย่อตัวลงเพื่อสังเกตมันใกล้ ๆ ...น่าจะเป็นรอยโค้งของรองเท้าบูธ รู้สึกคุ้นเคยมากแต่เธอกลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

               ลูเมนเหยียดกายขึ้นเต็มความสูงก่อนจะหันหน้าเข้าเตียง เมื่อยืนตรงนี้แล้ว เธอสามารถจินตนาการได้เลยว่าภาพที่ฆาตกรเห็นสโลเธียนั้นเป็นอย่างไร เขา...หรือเธอ อาจแค่ยืนมองบุรุษผู้นั้นพยายามยื้อชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ก็เป็นได้

               “นายท่านสโลเธียเข้านอนเร็วกว่าปกติได้สองวันแล้วเจ้าค่ะ” หนึ่งในบ่าวสตรีให้ปากคำกับลุค เสียงของเธอดังมากพอที่ลูเมนจะได้ยินแม้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม “นายท่านบอกว่านอนไม่หลับ จึงสั่งให้พวกเราห้ามรบกวนจนกว่าจะเช้า”

               “เจ้ารู้สาเหตุไหม?” ลุคถาม

               “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าไม่ทราบเลย นายท่านไม่บอกอะไรพวกเราเลย”

               สองวันก่อนหน้านี้คือวันที่พบว่ากัวแมนด์เสียชีวิต

               “แต่เมื่อวานนี้ตอนที่ข้าไปตลาดกับนายท่าน เขาซื้อผงสมุนไพรบางอย่างจากพ่อค้าที่นั่นขอรับ เห็นว่าสามาถช่วยให้นายท่านหลับได้ดียิ่งขึ้น” บ่าวชายที่ยืนอยู่ข้างกันเอ่ยบ้าง 

               ผงสมุนไพรงั้นหรือ? ลูเมนขยับเข้าไปใกล้ลิ้นชักเล็กข้างเตียงเพื่อพิจารณาเตาเผากำยาน จานบนเตาเผานั้นยังคงมีขี้เถ้าจากก้านธูปและผงสีดำหลงเหลืออยู่ เธอก้มหน้าเข้าไปใกล้เพื่อสูดดมกลิ่นที่คาดว่าน่าจะยังหลงเหลืออยู่ เป็นกลิ่นหอมหวานนิด ๆ แต่ปลายกลิ่นคล้ายกลิ่นไม้

               “เจ้าเป็นคนพบศพเขาใช่ไหม? เล่าให้ข้าฟังหน่อย”

               ลูเมนเดินออกจากห้องนอนและเอนกายพิงกำแพงเพื่อฟังการให้ปากคำแทนที่จะขยับเข้าไปใกล้ เพราะเมื่อมองจากมุมนี้ เธอสามารถพิจารณาภาษากายของบ่าวรับใช้ได้

               “หน้าที่ของข้าคือการเตรียมมื้อเช้าก่อนเรียกนายท่านในเวลาสิบนาฬิกาเจ้าค่ะ” บ่าวหญิงอธิบายขณะกุมมือที่สั่นระริกเข้าหากัน “วันนี้ข้าเคาะประตูในเวลานั้นไม่ขาดไม่เกิน แต่ไม่ได้ยินเสียงนายท่านตอบรับใด ๆ ดังนั้นข้าจึงรออีกประมาณห้านาทีแล้วค่อยเคาะเรียกอีกครั้ง ครั้งนี้ข้าลองออกแรงมากขึ้นเผื่อนายท่านหลับลึก แล้วก็...แล้วประตูก็เปิดออกเล็กน้อยเจ้าค่ะ” เสียงของเธอสั่นขึ้นทุกที “ข้าประหลาดใจที่นายท่านไม่ลงกลอน ดังนั้นข้าจึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไป และเห็นนายท่าน...”

               ลูเมนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน ทั้งหน้าต่างและประตูไม่ได้ลงกลอนเมื่อคืนนี้ ถ้าเช่นนั้นแล้วฆาตกรเข้าห้องจากทางใดเล่า? ถ้าเป็นหน้าต่างอย่างน้อยก็น่าจะเหลือรอยเท้าที่กรอบหน้าต่างบาง หรือไม่ก็ร่องรอยที่พยายามปีนขึ้นมาชั้นสอง แต่เธอกลับไม่พบอะไรเลย และหากฆาตกรเลือกเข้ามาทางประตู เช่นนั้นเขา...หรือเธอ ผ่านเวรยามรอบคฤหาสน์เข้ามาได้อย่างไร?

               “เจ้าได้ยินเสียงอะไรไหม?” ลุคถาม

               บ่าวหญิงส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” เธอตอบ

               “แล้วเจ้าล่ะ? บ่าวรายอื่นด้วย?” ลุคถามและเหลือบมองบ่าวชาย คำตอบที่ได้รับนั้นไม่ต่างกัน นั่นก็คือ ‘ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ’ ซึ่งทำให้ลูเมนงงงวยยิ่งกว่าเดิม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครได้ยินเสียงดิ้นรนขัดขืนกลางดึกที่เงียบสงัดเช่นนั้น

               “เจ้าคิดอะไรอยู่?” ลุคที่เห็นน้องสาวของตนนิ่งเงียบไปหันมาถาม

               “เยอะแยะไปหมด” ลูเมนตอบ และมองกลับไปที่สถานที่เกิดเหตุ “อย่างไร ฆาตกรเข้าห้องของสโลเธียทางใด เพราะทั้งหน้าต่างและประตูไม่ได้ลงกลอนไว้ อย่างที่สอง...”

               “และทำไมถึงไม่มีการต่อสู้หรือเสียงใด ๆ แม้สโลเธียถูกแขวนคอ ใช่หรือไม่?”

               “ถูกต้อง” น้องสาวตอบพลางถอนหายใจ “อย่างน้อยเขาก็น่าจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือห้องถูกบุก หรือตอนที่ถูกทำร้าย แต่อย่างที่เจ้าเห็น ไม่มีบ่าวคนไหนได้ยินเสียงอะไรเลย”

               “บางทีฆาตกรอาจเป็นคนคุ้นเคย”

               “จริงหรือ?”

               ลุคทำเพียงไหวไหล่ “ข้าแค่เดา แต่มันก็เป็นไปได้ใช่ไหมล่ะ? บางทีสโลเธียอาจมีนัดลับ ๆ กับใครที่กลายเป็นฆาตกรของเรา”

               ลูเมนนึกถึงรอยเท้าที่เธอพบที่ปลายเตียง มันอาจจะเป็นรอยเท้าของคนคุ้นเคยของผู้ตายก็เป็นได้ “ลุค” เธอเรียก

               “ว่าไง?”

               “ข้าเจอรอยเท้าที่ปลายเตียง” เธอบอกพร้อมกับพยักเพยิดไปทางห้องนอน “ข้ารู้สึกคุ้นมาก แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเคยเห็นที่ไหน”

               ลุคดูประหลาดใจ “ข้าขอดูหน่อย” เขากระซิบก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องเกิดเหตุ จากนั้นก็ย่อตัวลงที่ปลายเตียงตามที่น้องสาวบอก เขาเห็นรอยเท้าอย่างที่ลูเมนว่า “มันเล็กมาก ข้าไม่แปลกใจเลยที่เจ้าจะนึกไม่ออก แต่ใช่ มันอาจเป็นของคนรู้จักของเขา หรือฆาตกร แต่ถ้าเจ้ามั่นใจว่าเคยเห็นมันมาก่อนก็ค่อย ๆ นึกนะ”

               ลูเมนพยักหน้ารับ “เจ้าคิดว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีของกัวแมนด์ไหม?” เธอถามอย่างเป็นกังวล “พวกเขาถูกตัดลิ้นไม่ต่างกันเลย”

               ลุคยืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะกอดอกอย่างครุ่นคิด “เป็นไปได้ แต่ก็อาจบังเอิญได้เช่นกัน”

               “แต่ทำไมต้องเป็นลิ้นด้วยเล่า? พวกเขาทั้งคู่เลย” ลูเมนขมวดคิ้วมุ่น การทำให้เลือดไหลจากทวารทั้งเก้าและแขวนคอนั้นเพียงพอทำให้ตายได้แล้ว แต่ฆาตกรก็ยังตัดลิ้นของพวกเขาอีกด้วย “หรือว่าแก้แค้น?”

               “นั่นเป็นข้อสันนิษฐานแรกของเรา” พี่ชายของเธอดีดนิ้วดังเปอะ “กรณีของกัวแมนด์ จากหลักฐานแล้วเหตุจูงใจไม่ใช่การหวังทรัพย์สิน พราะไม่มีอะไรในห้องที่ถูกขโมยเลย ทั้งเงิน ของโบราณยังอยู่ครบ แต่ในกรณีของสโลเธีย เรายังต้องรอผลการรวบรวมหลักฐานก่อน อาจจะอีกวันสองวันจนกว่าห้องของเขาจะถูกตรวจสอบทุกซอกทุกมุม”

               ระหว่างนั้น มาร์ตินที่เพิ่งสอบปากคำบ่าวชายเพิ่มเติมเสร็จก็เดินมาหาสองพี่น้องเรนเดล และส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชา “บ่าวของสโลเธียบอกข้าว่าเจ้านายของเขาไม่มีศัตรูที่ไหน ยกเว้นก็แต่อันธพาลสองรายนี้ที่พยายามก่อความวุ่นวายในบ่อนเมื่อสามวันก่อน” เขาว่า “ข้าจะไปทักทายพวกเขาที่บ้านเสียหน่อย เจ้าจะไปกับข้าหรือจะกลับหน่วยไปชันสูตรพลิกศพ?”

               “ข้ากลับหน่วยดีกว่าขอรับ” ลุคตอบหลังจากอ่านชื่อสองชื่อบนกระดาษแผ่นนั้น “ข้าอยากตรวจสอบร่างของกัวแมนด์เพิ่มเติม ข้ามีความรู้สึกว่าคดีทั้งสองนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อย”

               “ถ้าเช่นนั้นข้าไปกับท่านได้หรือไม่มาร์ติน? อย่างไรเสียข้าก็เข้าห้องชันสูตรพลิกศพไม่ได้อยู่แล้ว” ลูเมนถาม แม้ว่าเธอยากช่วยพี่ชายมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องนั้นเนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการ แต่ใช่ว่าเธอไม่เคยลักลอบเข้าไปสองสามสามครั้งเพื่อดูว่าลุคทำงานอย่างไร ซึ่งครั้งล่าสุดนั้นเธอถูกจับได้คาหนังคาเขา และพี่ชายของเธอก็ถูกลงโทษ ถึงแม้เป็นโทษสถานเบา แต่ลูเมนก็ไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อนเพราะเธออีก

               “ดียิ่ง!” มาร์ตินยิ้มกริ่ม “เจ้าช่วยข้าจดบันทึกและสังเกตพวกเขาได้ สี่ตาสี่หูย่อมดีกว่าสอง ใช่หรือไม่?”

               ลูเมนยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะหันไปหาพี่ชาย “อย่าลืมเล่าให้ข้าฟังล่ะว่าเจ้าได้อะไรมาบ้าง” เธอว่า

               “แน่นอนอยู่แล้ว” ลุคให้สัญญาและตบบ่าน้องสาว “เจ้าเองก็ด้วย และระวังตัว อันธพาลพวกนั้นอาจไม่ให้ความร่วมมือ”

               “ไม่ต้องห่วง” ลูเมนว่าพร้อมกับตบอกตัวเองเบา ๆ ด้วยความมั่นใจ “เจ้าก็รู้ว่าข้าดูแลตัวเองได้”

 

***

 

               หลังจากมาร์ตินเอ่ยปากขอสมุดบันทึกเล่มเล็กและถ่านอัดแท่งจากผู้ติดตาม เขากับลูเมน รวมไปถึงพาโทรนัสอีกสองสายก็ออกไปจากคฤหาสน์ไปในขณะที่ลุครีรอเจ้าหน้าที่ของหน่วยเพื่อเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณของสโลเธียกลับไปที่หน่วย ลูเมนเดินตามหัวหน้าของพี่ชายไป ฝ่าจัตุรัสของเมือง และตรงไปยังพื้นที่ที่อยู่อาศัย

               ทิวทัศน์สองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาคารหลายชั้นเป็นความร่มรื่นและสีเขียวของต้นไม้ บ้านเรือนละแวกนี้สร้างจากไม้และหลังคามุงด้วยฟาง เรียงรายอย่างเป็นระเบียบแต่ไม่หนาแน่นเท่าสิ่งปลูกสร้างในใจกลางเมืองที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า รวมไปถึงเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีฐานะร่ำรวยมากพอจะเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่เฉกเช่นกัวแมนด์ สโลเธีย รวมไปถึงครอบครัวเรนเดลด้วยเช่นกัน

               ถัดไปจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยนั้น ก็เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและผืนดินโล่งกว้างที่มีบ้านเรือนไม่กี่หลังวางตัวอยู่อย่างกระจัดกระจายใกล้กับกำแพงเมือง

               พวกเขาใช้เวลาราว 15 นาทีก็มาถึงบ้านหลังแรกในรายชื่อ ทั้งห้าคนเดินผ่านรั้วบ้านและแผงตากสมุนไพร แล้วเป็นสโลเธียที่เป็นคนเคาะประตู “วอลท์ เทอเรส! อยู่หรือไม่?” เขาตะโกนเสียงดัง

               ไม่นานเกินรอ ประตูก็แง้มเปิด แล้วบุรุษวัยกลางคนในชุดสีน้ำตาลอ่อนคอสี่เหลี่ยมถลกแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกก็ก้าวออกมากจากช่องว่างของประตู แรกเริ่มเขาดูมึนงงก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ “เจ้าหน้าที่แคลร์ มีอะไรหรือ?” เขาถาม 

               “วอลท์ เทอเรส?” มาร์ตินถาม

               “นั่นชื่อข้า” วอลท์พยักหน้ารับ “มีอะไรให้ข้าช่วยงั้นหรือ?”

               “มีแน่นอน” เจ้าหน้าที่มาร์ตินยิ้มนิด ๆ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับเพื่อนของเจ้าไปบ่อนของโฮลเมื่อสามวันก่อน และดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนะ”

               วอลท์แค่นเสียงหัวเราะพร้อมกับกอดอก “ท่านได้ยินมาถูกแล้ว” เขายอมรับ “รู้ไหมว่าทำไม? คืนนั้นมีแขกพิเศษ ไม่ต้องถามชื่อนะเพราะข้าจำไม่ได้หรอก เจ้านั่นโกงเงินพวกเรา! แล้วพอข้าเอาเรื่องนี้ไปบอกพนักงาน สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ ไม่ทำอะไรเลย! ไม่เพียงแค่นั้น โฮลยังสั่งให้พวกเขาเตะเราออกจากบ่อนและขึ้นบัญชีดำพวกเรา ท่านคิดว่ายุติธรรมแล้วงั้นหรือ?”

               มาร์ตินไม่ตอบคำถามนั้น “เราได้รับแจ้งว่าเจ้ากับเพื่อนของเจ้า โคลิน ไดรฟ์ พยายามทำลายทรัพย์สินของโฮลก่อนจะถูกไล่ออกมา” เขาเอ่ยพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง 

               “สมควรแล้ว!”

               ลูเมนพิจารณาบุรุษที่กำลังโมโหคนนั้น ใบหน้าของวอลท์ เทอเรสแดงก่ำ วิธีการที่เขาขยับหยาบกระด้าง และฝีเท้าของเขาก็ดังเกินไป ดูเหมือนคนผู้นี้กำลังมึนเมาได้ที่แม้ยามนี้จะเพิ่งเที่ยงวันก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ฟังจากที่น้ำเสียงและคำพูดที่ใช้แล้ว วอลท์ต้องเป็นพวกโมโหร้ายอย่างแน่นอน และโคลิน ไดรฟ์ก็คงไม่ต่างกัน

               “เจ้าดูโกรธมาก” มาร์ตินตั้งข้อสังเกต

               “เป็นท่าน ท่านจะไม่โกรธงั้นหรือ?” วอลท์แทบจะตะเบ็งเสียงใส่ กายสูงหนาก็ดูแทบจะล้มแหล่มิล้มแหล่ยามอารมณ์เดือด “รู้อะไรไหม? บ่อนของโฮลน่ะให้สิทธิพิเศษกับพวกลูกค้ากระเป๋าหนักตลอดถึงแม้พวกนั้นจะไม่ทำตามกฎ แค่ให้เงินพนักงาน ติดสินบนโฮล เรื่องก็จบ ส่วนชาวบ้านอย่างเราน่ะรึ? หึ! ไม่ปรับก็โยนพวกเราใส่บัญชีดำ หรือไม่ก็ทำสองอย่างเลย”

               “...”

               วอลท์ถึงกับทุบประตูด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “วีรบุรุษงั้นรึ? เหอะ สำหรับข้า เขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนหลอกลวง!”

               มาร์ตินไม่เอ่ยอะไรในขณะที่ลูเมนจดทุกคำพูดและท่าทางของผู้ที่ถูกสอบปากคำรายแรก “ถ้าเช่นนั้น เมื่อคืนเจ้าอยู่ที่ไหน?” เขาถาม

               “โรงเหล้าราเชด”

               “พยานล่ะ?”

               วอลท์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นเจ้าหน้าที่แคลร์? ทำไมอยู่ดี ๆ ท่านมาถามข้าด้วยคำถามพวกนี้?” 

               ลูเมนถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากข้อความที่ตนบันทึกค้างไว้ “โฮลถูกพบเป็นศพในห้องนอนของเขาเมื่อเช้านี้” เธอเฉลย

               ดวงตาของวอลท์เบิกกว้างด้วยความตกใจ “อะไรนะ!?” เขาโพล่งเสียงดัง มองใบหน้าของมาร์ตินสลับสตรีข้างหลัง “เดี๋ยวนะ ท่านคงไม่คิดว่าข้าสังหารเขาหรอกนะ?”

               “เรายังไม่ได้สรุปเช่นนั้น แต่เพราะเจ้ามีปัญหาและมีความแค้นต่อเขา ทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ต้องสงสัย และแน่นอนว่ารวมไปถึงโคลิน ไดรฟ์ด้วย” มาร์ตินว่าด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไร้ท่าทางคุกคามใด ๆ “ดังนั้นกรุณาตอบคำถามตามสัตย์จริง”

               ดูเหมือนวอลท์อยู่ในภาวะตกตะลึงครั้งใหญ่จนมาร์ตินต้องดีดนิ้วแรง ๆ เพื่อปลุกอีกฝ่าย “เทอเรส ตอบคำถามข้า ไม่เช่นนั้นข้าต้องพาเจ้าไปยังศาล เข้าใจหรือไม่?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น

               วอลท์พยักหน้ารัวเร็วอย่างตื่น ๆ “ข้าไปที่โรงเหล้าราเชดกับโคลิน และพวกเราก็อยู่ที่นั่นทั้งคืน” เขาตอบรัวจนลิ้นแทบพันกัน “ท่านถามพนักงานที่ร้านได้เลย เขาเห็นพวกเราดื่มเหล้าและคุยกันอยู่ที่นั่นจนกระทั่งปิด”

               เจ้าหน้าที่หนุ่มพยักหน้ารับรู้ “ขอบคุณในความร่วมมือ เทอเรส” เขาว่าและยิ้มนิด ๆ “อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องจับตามองเจ้าจนกว่าเราจะยืนยันคำให้การของเจ้าได้” จากนั้นก็โคลงหัวไปทางผู้พิทักษ์เมืองทั้งสองนายที่ก้าวออกมาข้างหน้า ภาพลักษณ์ของพวกเขา ทั้งใบหน้าที่เครียดขึงและชุดเกราะเป็นประกายล้อแสงอาทิตย์นั้นทำให้วอลท์เกรงมากพอที่จะรูดซิบปากไม่ให้โอดครวญ

               เมื่อเห็นผู้ต้องหารายแรกไม่มีคำโต้แย้งใด ๆ มาร์ตินก็ยิ้มกว้างและหันมาหญิงสาวข้างกาย “เยี่ยม เช่นนั้นแล้วเราไปหาไดรฟ์กันเลยดีไหม?”

               อย่างไรก็ตาม หลังจากสอบปากคำโคลิน ไดรฟ์ที่เพิ่งกลับมาจากการทำสวน พวกเขาก็ได้รับคำตอบไม่ต่างกัน เขาด่าทอโฮลที่ทั้งลำเอียงและดูถูกพวกเขา และทั้งคู่ก็อยู่ที่โรงเหล้าราเชด เต้นรำและเมามาย นอกจากนี้ พนักงานที่โรงเหล้าก็ยืนยันว่าวอลท์กับโคลินอยู่ที่นั่นจนกระทั่งร้านปิด ด้วยหลักฐานยืนยันที่อยู่ที่แน่นหนาขนาดนี้ มาร์ตินกับลูเมนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากตัดพวกเขาออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัย

               “ข้าล่ะสงสัยเหลือเกินว่าพวกเขาเป็นสหายกันได้อย่างไร” ลูเมนพึมพำขณะเดินฝ่าตลาดอันแสนวุ่นวายที่ใจกลางเมือง 

               “เจ้าหมายถึงเทอเรสกับไดรฟ์งั้นหรือ?” มาร์ตินถาม

               หญิงสาวพยักหน้า “พวกเขาต่างกันมาก ในขณะที่วอลท์ขี้เมา โคลินกลับขยันแข็ง ท่านก็เห็นว่าโคลินเพิ่งกลับมาจากสวนตอนที่เราไปถึงบ้านของเขา แต่วอลท์ เขากลับหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ดื่มเหล้าจนเมามายแต่หัววัน” เธอตอบ สายตาก้มลงอ่านคำพูดที่ตนจดมาอีกรอบ “แต่พวกเขามีความเห็นเรื่องสโลเธียเหมือนกันเลย”

               “ในขณะที่ชาวเมืองคนอื่นชื่นชมเขา” มาร์ตินต่อให้ “ต่างคนต่างความคิดก็เป็นเช่นนี้” 

               ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงประตูทางเข้าหน่วยสืบสวนสอบสวน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของซิลเวสเทร เมื่อมองผ่านประตูที่หัวหน้าหน่วยผลักให้เปิดออกเล็กน้อย เธอเห็นอาคารสูงสองขั้นรูปร่างโค้งคล้ายเกือกม้า ซึ่งมีสวนคั่นกลางระหว่างตัวตึกกับประตูหลัก

               มาร์ตินเหลือบมองหญิงสาวที่ดูเหมือนกระตือรือร้นอย่างเข้าไปข้างใน แต่ที่เธอทำได้มีเพียงแค่มองเท่านั้น “อยากเข้าไปไหม?” เขาถาม

               ลูเมนส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไรมาร์ติน” เธอตอบก่อนจะยื่นกระดาษที่เธอจดข้อความให้อีกฝ่าย “ข้าจะไปฝึกที่สถานบันเสียหน่อย ท่านช่วยบอกลุคว่าข้าจะรอเขาที่นั่น ได้ไหม?

               “แน่นอน” มาร์ตินตอบและยิ้มอย่างอ่อนโยน “ขอบใจเจ้าสำหรับวันนี้ ลูเมน หากเจ้ามีความเห็นเพิ่มเติมเรื่องคดีนี้ บอกลุคหรือข้าได้เลย เพราะยิ่งปิดคดีได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น”

               “ข้าทราบแล้ว” เธอว่าก่อนจะเป็นฝ่ายผละไปก่อน ด้วยหมอกแห่งความสับสนที่ปกคลุมความคิดอยู่เช่นนี้ การเคลื่อนไหวทางร่างกายน่าจะช่วยให้ความคิดของเธอกระจ่างแจ้งได้บ้าง

.

.

To Be Continued

.

ศพที่สองถูกพบ แต่จะเป็นศพสุดท้ายหรือไม่?

#คดีฆาตกรรมซิลเวสเทร

Xeiji

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น