|| Inazuma Eleven || Risou no HEROINE (OC)

ตอนที่ 2 : [Chapter One]: ณ จุดเริ่มต้นแห่งโชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,322
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    7 ธ.ค. 63


[Chapter One]




 

บทที่ 1 ณ จุดเริ่มต้นแห่งโชคชะตา

 

 


 

 

ณ โรงเรียนไรมง

 

"ทุกคน! มาซ้อมกันเถอะ!"

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีเดียวกันเอ่ยขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัดพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า มือทั้งสองข้างจับลูกฟุตบอลลูกหนึ่งเอาไว้ด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจว่าวันนี้เขาจะต้องได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆในชมรมตามที่คาดหวังเอาไว้แน่ๆ แต่ทว่า..รอยยิ้มกว้างของเด็กหนุ่มก็เป็นอันต้องถูกพับเก็บลงกล่องล็อคกุญแจไปเมื่อเห็นสภาพของสมาชิกแต่ละคนที่อยู่ในห้องชมรม

 

สมาชิกชมรมฟุตบอลไรมงคนอื่นๆจำนวนหกคนถ้วนที่สิงสถิตอยู่ในห้องตอนนี้ต่างก็ให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ตัวเองกำลังทำอยู่โดยที่ไม่สนใจกัปตันทีมที่ยืนคุยกับอากาศอยู่ตรงหน้าประตูเลยสักนิด บ้างก็เล่นเกม PSP บ้างก็อ่านมังงะ บ้างก็ซ้อมรำมวย ดูรวมๆแล้วชมรมนี้น่าจะเป็นชมรมที่มีเอาไว้เพื่อให้นักเรียนหาอะไรมานั่งทำในเวลาว่างมากกว่าที่จะเป็นชมรมฟุตบอล...

 

"นี่ พวกเราน่ะไม่ได้ซ้อมกันนานแล้วนะ"คนเอ่ยชวนยังคงไม่ล้มเลิกความพยายาม

 

'เอนโด มาโมรุ'ยังคงดันทุรังพูดชักชวนเพื่อนร่วมทีมของตัวเองต่อไปอย่างมีความหวัง

 

ซึ่งความหวังนั้นจะกลายเป็นความหวังลมๆแล้งๆรึเปล่าก็ไม่อาจทราบได้...

 

"สนามน่ะ..ยืมได้แล้วหรอ?"เด็กหนุ่มหัวเกรียนหนึ่งในสมาชิกชมรมฟุตบอลไรมงที่มีจำนวนคนน้อยกว่าเกณฑ์ไปมากโขเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ส่วนทางกัปตันชมรมที่ได้ยินคำถามของเพื่อนร่วมทีมแบบนั้นก็หยุดชะงักไป ไม่นานใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแห้งๆอย่างไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไงดี

 

"เอ่อ..ก็เดี๋ยวจะไปเจรจากับชมรมรักบี้ดูน่ะ"ว่าแล้วก็ส่งยิ้มแห้งๆปิดท้ายอีกรอบ

 

แถเข้าไปสิ.. แถเข้าไป เอาให้สีข้างถลอกกันไปข้างหนึ่งเลย

 

"ว่าอยู่แล้ว"

 

"เดี๋ยวก็ออกไปให้ขายขี้หน้าเขาอยู่ดีนั่นแหละครับ"

 

"คงบอกว่าแค่ 7 คนไปใช้สนามเทนนิสก็พอแล้วแน่เลย"

 

"ไว้รอซ้อมวันสนามว่างดีกว่า"

 

เอนโดถึงกับนิ่งค้างไปหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเหล่าสมาชิกในทีม ซึ่งล้วนแล้วแต่เปรียบเสมือนกับลูกธนูที่พุ่งเข้ามาปักตรงกลางหน้าอกข้างซ้าย ไอ้ประโยคแรกๆนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่..แต่ที่ติดใจน่ะมันอยู่ที่ประโยคหลัง ชมรมฟุตบอลบ้านใครเขาใช้สนามเทนนิสซ้อมกันเล่า!

 

ปึง!!!

 

มือของเด็กหนุ่มฟาดเข้ากับผนังห้องอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง"พวกเราน่ะอยู่ชมรมฟุตบอลนะ!!"

 

"ฟุตบอลฟรอนเทียร์ ปีนี้เราจะต้องลงแข่งให้ได้เลย!"เอนโดพูดขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัดอีกครั้งพลางกระชากแผ่นโปสเตอร์โฆษณาเกี่ยวกับฟุตบอลฟรอนเทียร์ที่ติดอยู่ตรงผนังห้องขึ้นมาโชว์ต่อหน้าเพื่อนทุกคน และแน่นอนว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นก็เป็นเพียงท่าทีเมินเฉยและเสียงถอนหายใจของสมาชิกในทีมเท่านั้น เอนโดที่เห็นท่าทีเอื่อยเฉื่อยของเพื่อนแบบนั้นแล้วก็อดที่จะรู้สึกฉุนขึ้นมาไม่ได้

 

"พวกนายเข้าชมรมฟุตบอลมาก็เพราะชอบฟุตบอลไม่ใช่หรอ!? อยู่ชมรมฟุตบอลแต่ไม่เล่นฟุตบอลแบบนี้น่ะมันมีซะที่ไหนกันเล่า!"ว่าแล้วกัปตันชมรมฟุตบอลก็เดินกระแทกเท่าตึงตังออกไปจากห้องท่ามกลางสีหน้าเหนื่อยใจของเหล่าบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน

 

จะคึกไฟลุกอะไรอยู่คนเดียวนะ...

 

พอก้าวเท้าออกไปจากห้องได้แล้วเด็กหนุ่มก็ปิดประตูอย่างแรงจนป้ายชมรมที่แขวนเอาไว้ร่วงลงไปอยู่กับพื้น เอนโดไม่รอช้ารีบคว้าป้ายชมรมนั้นขึ้นมาแขวนไว้ที่เดิมทันที

 

เกือบไป...

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในเมื่อเข้าไปชวนกันซึ่งๆหน้าแบบนี้แล้วไม่ได้ผล..แบบนี้ก็แปลว่าเขาคงจะต้องซ้อมคนเดียวอีกแล้วสินะ ถึงมันจะเป็นแบบนี้ประจำทุกวันอยู่แล้วก็เถอะ

 

เอนโดตัดสินใจเริ่มแตะลูกบอลไปมาคนเดียวอยู่หน้าห้องชมรม ด้วยนิสัยบ้าฟุตบอลเข้าขั้นทำให้เขาไม่ได้เก็บเอาเรื่องที่สมาชิกคนอื่นๆในชมรมพูดเอาไว้มาคิด คิดมากไปก็มีแต่จะทำให้ปวดหัวเปล่าๆ อยู่ชมรมฟุตบอลก็ต้องเล่นฟุตบอลสิ ไม่อย่างนั้นเขาจะพยายามสร้างชมรมนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกันล่ะ?

 

.

 

.

 

.

 

ในขณะเดียวกัน

 

ดวงตากลมโตที่มีสีต่างกันสะท้อนเข้ากับแสงแดดยามเที่ยงวันจนเกิดประกายระยิบระยับ

 

ณ เวลานั้นเอง ร่างบอบบางของเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนมองทุกการกระทำของเอนโดอยู่บนดาดฟ้าของโรงเรียนอย่างเงียบๆ เรือนผมสีชมพูหวานราวดอกซากุระปลิวไสวไปมาตามแรงลมอย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มบางๆที่แฝงความอ่อนหวานเอาไว้ประดับอยู่บนใบหน้ารูปไข่แลดูสมส่วน

 

เด็กสาวยืนมองกัปตันชมรมฟุตบอลที่กำลังยืนคุยอยู่กับเด็กสาวผู้จัดการทีม(ที่เพิ่งจะวิ่งเข้ามา)แล้วจึงหลับตาลงเบาๆ เธอยกมือขึ้นปัดเส้นผมบางส่วนที่ตกลงมาปรกหน้าของตัวเองให้กลับไปทัดอยู่ที่หลังหูก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในตึกเรียนอย่างไม่รีบร้อน

 

วันนี้ก็ยังร่าเริงเหมือนเดิมเลยนะ..

 

.

 

.

 

.

 

#Sayori

 

หลังจากที่ฉันทะลุมิติเข้ามาในอนิเมะเรื่องนี้..เวลาก็ผ่านไปได้ราวๆ 10 ปีแล้ว...

 

ตอนนี้ฉันก็ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนไรมง..และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอนิเมะเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

 

ตอนที่ฉันทะลุมิติเข้ามาในโลกนี้ ตัวตนของฉันได้ถูกส่งเข้ามาแทนที่เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบคนหนึ่งที่มีชื่อว่า'ฮานาบิระ ซาโยริ' ซึ่งเป็นเด็กที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อของฉันในโลกก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญ..หรือเป็นเพราะความตั้งใจของใคร แต่เรื่องที่เหนือธรรมชาตินี้ก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

 

ฉันไม่รู้ว่าเด็กที่ชื่อเหมือนกับฉันคนนี้เป็นใครเพราะร่างนี้ไม่ได้มีความทรงจำในอดีตอยู่เลย ถึงจะเป็นแบบนั้น..แต่ฉันก็ตัดสินใจที่จะกลายเป็นเด็กคนนี้และใช้ชีวิตในถานะตัวแทนของเธอต่อมาเรื่อยๆ ฟังแล้วอาจจะดูเหมือนกับว่าฉันเป็นคนฉวยโอกาส แต่..นี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในตอนนี้

 

ก็..ต่อให้ฉันฆ่าตัวตายก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าเด็กคนนี้จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองนี่นา...

 

ในช่วงแรกๆที่ทะลุมิติเข้ามา ฉันยอมรับตามตรงเลยว่ารู้สึกช็อคอยู่พอสมควร ถึงตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกก่อน ฉันจะเคยอ่านนิยายแนวทะลุมิติแบบนี้มาบ้าง แต่ไม่ว่าใครก็คงไม่เคยคิดว่าเรื่องแบบนี้จะมาเกิดขึ้นกับตัวเองหรอก ใช่ไหมล่ะคะ?

 

เมื่อ 10 ปีก่อน ตัวฉันที่น่าจะตายไปแล้วได้รู้สึกตัวขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ทำให้ฉันพอจะเดาได้คร่าวๆว่าเด็กที่ชื่อซาโยริคนนี้คงจะเป็นเด็กกำพร้า พอทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงเรื่องการทะลุมิติได้แล้ว..ฉันก็อาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นพร้อมกับเด็กคนอื่นๆมาโดยตลอด แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาขอรับอุปการะฉันไปอยู่ในการเลี้ยงดู พวกเขาพาฉันย้ายไปอยู่ที่ประเทศไทยและฉันก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาโดยตลอดจนถึงเมื่อปลายปีก่อน

 

และปีนี้..ฉันก็ได้ขออนุญาตคนที่บ้านและคนรู้จักอีกคนหนึ่งให้ทำเรื่องส่งฉันมาเรียนที่ญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลหลักๆก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องอนิเมะนั่นแหละนะ ก็แหม..ปีนี้น่ะเป็นปีที่พวกตัวละครหลักจะได้ขึ้นเรียนชั้นมัธยมต้นปีสองกันแล้วนี่นา

 

นั่นหมายความว่า..นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง...

 

ฉันอมยิ้มบางๆกับตัวเองระหว่างที่กำลังนึกถึงเนื้อเรื่องในอนิเมะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกัน ขาทั้งสองข้างของฉันก็ยังคงก้าวไปตามทางเดินที่มีเด็กนักเรียนทั้งชายและหญิงเดินสวนกันไปมา นี่ก็ได้เวลาเลิกเรียนแล้ว พวกเด็กๆคงจะเริ่มทยอยกันกลับบ้านแล้วสินะ

 

อ้ะ! นั่นมัน...

 

"อากิจัง!"ฉันยิ้มกว้าง โบกมือเรียกเด็กผู้หญิงในชุดวอร์มสีเขียวที่กำลังพยายามหอบขวดน้ำและผ้าขนหนูไปที่ไหนสักแห่งก่อนที่จะเดินเข้าไปช่วยถือขวดน้ำบางส่วนที่เธอถือเอาไว้ไม่ไหวและกำลังจะร่วงลงพื้น

 

อากิจังหรือ 'คิโนะ อากิคือเด็กผู้หญิงที่เรียนอยู้ชั้นปี 2 เหมือนกันกับฉัน อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการทีมของชมรมฟุตบอลไรมงอีกด้วย

 

พูดถึงเรื่องเรียน..ฉันได้บอกทุกคนไปแล้วรึยังนะ? ว่าที่จริงแล้วร่างนี้น่ะอายุมากกว่าตัวละครหลักประมาณ 1 ปี แต่บังเอิญว่าตอนที่ฉันจะย้ายมาเรียนที่นี่ดันเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ทำให้ชื่อของฉันถูกสมัครเข้ามาในถานะของนักเรียนชั้นปี 2 แทนที่จะเป็นนักเรียนชั้นปี 3

 

แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันแย่อะไรหรอกนะ ในทางกลับกัน..ฉันกลับชอบที่เรื่องกลายเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ ก็แหม เด็กๆในชมรมฟุตบอลที่เป็นตัวละครหลักส่วนหนึ่งก็อยู่ชั้นปี 2 เหมือนกันนี่นา แบบนี้โอกาสที่ฉันจะได้สนิทกับเด็กพวกนั้นก็ยิ่งมีมากขึ้น แถมยังช่วยตัดความเกรงใจถ้าหากพวกเขารู้ว่าฉันเป็นรุ่นพี่ปี 3 ออกไปด้วย

 

ถึงจะต้องเรียนสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนมาแล้วซ้ำไปอีกปีหนึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงข้อดีมันก็มีมากกว่านี่เนอะ^^

 

ขอบอกเอาไว้ก่อนว่า..ฉันไม่ใช่คนขี้เกียจเรียนนะคะ อย่าเข้าใจผิดกันนะ

 

อากิจังเงยหน้าขึ้นมองฉันที่มีส่วนสูงมากกว่าเธอเล็กน้อยก่อนที่จะเลิกคิ้วขึ้น"คุณซาโยริ?"

 

"แหม..คุณอะไรกัน เรียกแค่ซาโยริเฉยๆเถอะจ้ะ"ฉันส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่เราสองคนจะเริ่มออกตัวเดินไปตามทางเดินอีกครั้ง ซึ่งพอเดินคู่กันไปได้สักพักฉันก็เป็นฝ่ายเริ่มชวนอากิจังคุยก่อนตามประสาคนไม่ชอบความอึดอัด

 

"วันนี้ก็จะไปดูการซ้อมที่สนามฟุตบอลริมน้ำอีกใช่รึเปล่า?"

 

"อื้ม ไปแน่นอน"อากิจังยิ้มตอบ"แต่คนที่ไปช่วยเด็กๆซ้อมก็คงจะมีแค่เอนโดคุงคนเดียวเหมือนเดิมนั่นแหละ คนอื่นๆนี่ยังไงก็ไม่รู้ อยู่ชมรมฟุตบอลแท้ๆแต่กลับไม่ยอมเล่นฟุตบอล"

 

"พวกเขาคงจะยังไม่มีแรงบันดาลใจล่ะมั้ง ทำไมไม่ลองให้พวกเขาซ้อมแข่งกับโรงเรียนอื่นดูล่ะจ๊ะ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็พวกเขาอาจจะเริ่มมีใจอยากซ้อมขึ้นมาบ้างก็ได้นะ"

 

อากิจังหลุดหัวเราะแห้งๆออกมาทันทีหลังจากที่ฉันพูดจบ"แค่จะขอยืมสนามมาซ้อมก็ยังทำไม่ได้เลยค่ะ"

 

อ่า..นั่นสินะ...

 

ฉันยกยิ้มอ่อนใจ ยังไงปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับชมรมฟุตบอลไรมงในตอนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่สมาชิกไม่ยอมมาซ้อมกันสินะ ส่วนเรื่องสาเหตุ..หลักๆเลยก็คงจะเป็นเพราะไม่มีสถานที่ซ้อมอย่างที่อากิจังพูด อย่างน้อยถ้าสามารถใช้สนามของโรงเรียนเป็นที่ซ้อมได้ล่ะก็..บางทีพวกเขาอาจจะเริ่มรู้สึกกระตือรือร้นอยากซ้อมขึ้นมาบ้างก็ได้แท้ๆ

 

"ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวฉันจะพยายามช่วยเรื่องสนามซ้อมเองนะ เอาไว้วันหลังก็ลองไปชวนทุกคนมาซ้อมอีกครั้งก็แล้วกัน แล้วคราวนั้นฉันก็จะไปด้วย ถ้าช่วยกันพูดล่ะก็พวกเขาจะต้องยอมมาซ้อมแน่ๆ"

 

"อื้ม ขอบคุณนะ"

 

"ฉันเต็มใจจ้ะ^^"

 

คุยกันไปคุยกันมา พอรู้สึกตัวอีกทีทั้งฉันและอากิจังก็เดินมาถึงสนามฟุตบอลริมน้ำซะแล้ว พวกเราทั้งสองคนวางของที่ช่วยกันขนมาลงบนเก้าอี้ข้างสนามก่อนที่จะเมจัดเรียงข้าวของต่างๆให้เข้าที่ และแน่นอนว่าระหว่างนั้นฉันก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปโบกมือทักทายคนที่ยืนอยู่ในสนามด้วยเหมือนกัน

 

“มาโมจัง!”ฉันตะโกนเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่ดงกว่าปกติเล็กน้อย

 

“หือโอ้!..ซาโยริวันนี้ก็มาดูการซ้อมหรอ”

 

มาโมจัง..หรือเอนโด มาโมรุที่ยืนอยู่หน้าโกลด์ฝั่งหนึ่งในสนามส่งเสียงตะโกนกลับมา แล้วเสียงของเขาก็ดังพอที่จะทำให้เด็กๆที่วิ่งอยู่ในสนามได้ยิน ส่งผลให้พวกเขาพากันหันมามองฉันเป็นตาเดียวกัน เด็กๆบางคนโบกมือทักทายฉันที่นานๆจะตามมาดูการซ้อมสักครั้งหนึ่ง ซึ่งฉันก็โบกมือกลับไปอย่างเต็มใจ

 

“จ้า วันนี้ทุกคนก็พยายามเข้านะ!

 

“ครับ/ ค่ะ!

 

น่ารักมากจ้ะ!

 

ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางยกมือขึ้นท้าวคางระหว่างดูการซ้อม เด็กๆทุกคนตั้งใจกันมากเลย ถ้าหากว่าในอนาคตพวกเขายังไม่เลิกเล่นฟุตบอลล่ะก็..ประเทศญี่ปุ่นจะต้องมีนักกีฬาฟุตบอลฝีมือดีเพิ่มขึ้นอีกเยอะแน่ๆ

 

วันนี้มาโมจังก็ยังร่าเริงเหมือนเคย สมแล้วที่เขาเป็นกัปตันชมรมฟุตบอลไรมง..และในอนาคตก็ได้เป็นถึงกัปตันของทีมตัวแทนญี่ปุ่นการแข่งระดับโลกด้วย

 

ถึงตอนนี้จะยังไม่ค่อยมีคนมองเห็นและยอมรับในความสามารถของเขาก็เถอะนะ...

 

“พี่สาวคะ!

 

ฉันละสายตาออกมาจากการซ้อมเมื่อได้ยินเสียงเรียก พอหันไปมองตามเสียงก็พบกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังวิ่งเข้ามาพักที่ข้างสนามพร้อมรอยยิ้มกว้างทั้งๆที่เนื้อตัวมีแต่เหงื่อเต็มไปหมด ก็..เพิ่งจะเล่นฟุตบอลมานี่เนอะ ถ้าไม่มีเหงื่อเลยสักนิดสิถึงจะต้องเรียกว่าแปลก

 

ฉันหันกลับไปหยิบผ้าขนหนูกับขวดน้ำมาให้เด็กคนนั้นอย่างรู้งาน”นี่จ้ะ มาโกะจัง^^”

 

“ขอบคุณค่า วันนี้พี่สาวก็จะอยู่ดูการซ้อมด้วยสินะคะ ไม่ได้มาตั้งนานเลย”

 

“ใช่แล้วจ้ะ แต่ขอโทษนะที่วันนี้พี่ไม่ได้เอาอะไรมาฝากเลย..เอาไว้คราวหน้าพี่จะทำขนมมาให้เหมือนครั้งก่อนๆนะ”ฉันส่งยิ้มให้เด็กผู้หญิงตรงหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงขอโทษ ปกติแล้วทุกครั้งที่ฉันตามอากิจังกับมาโมจังมาดูการซ้อม..ฉันก็มักจะเอาขนมทำเองเล็กๆน้อยๆมาฝากเด็กพวกนี้เสมอ แต่แพราะช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีเวลาเข้าครัว ก็เลยไม่ได้ทำขนมเอาไว้เผื่อเด็กๆเลย

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่สาวเอาขนมมาฝากพวกเราตั้งหลายครั้งแล้ว หนูเกรงใจ”

 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะ พี่เต็มใจน่ะ ว่าแต่วันนี้มาโกะจังฟอร์มดีมากเลยนะ”

 

“ขอบคุณค่า!

 

งื้อออออ!..น่ารักอีกแล้วเด็กๆเนี่ยไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดเลยจริงๆนั่นแหละนะ

 

ฉันเองก็อยากจะมีน้องสาวน่ารักๆแบบนี้บ้างจัง.. แต่พี่น้องบุญธรรมที่ประเทศไทยก็ดันเป็นผู้ชายทุกคนเลยเนี่ยสิ เพราะฉะนั้นหลังจากที่คุณแม่บุญธรรมเสียไปแล้ว ฉันก็เลยกลายเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านเลย ถ้ามีน้องสาวน่ารักๆแบบนี้ไปอยู่ที่บ้านด้วยสักคนสองคนก็น่าจะดีเหมือนกัน...

 

พอนึกถึงพี่น้องที่อยู่ที่ไทยแล้วก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ผู้ชายกับงานบ้านเป็นของที่ไม่คู่กันอยู่แล้ว คงไม่ใช่ว่าพอฉันกลับไปแล้วจะต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ในรอบปีหรอกนะ...

 

“เฮ้ยใครเตะบอลมาโดนฉันน่ะ!?”

 

เสียงโวยวายที่ดังมาจากอีกฟากหนึ่งของสนามเสียกความสนใจให้ฉันหันไปมอง ทางต้นเสียงมาเด็กวัยรุ่นท่าทางคล้ายนักเลงสองคนยืนอยู่ เอ..จะว่าไปในอนิเมะเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยนี่นะ ถึงฉันจะเคยดูอนิเมะเรื่องนี้มาบ้างก็เถอะ แต่ก็แค่ดูแบบผ่านๆเท่านั้น ไม่ได้เป็นติ่งถึงขั้นที่จะมานั่งจับรายละเอียดของอนิเมะแต่ละตอนหรอก

 

แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกแปลกๆ..เหมือนกับว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกันนะ...

 

“เป็นอะไรรึเปล่าครับขอโทษด้วยนะครับ คือว่า..ขอบอลคืน...”

 

พลั่ก!!

 

“ว๊าย!

 

“เอนโดคุง!

 

นั่นไงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นจริงๆด้วย!

 

“บอลน่ะ..หมายถึงไอ้นี่หรอ?”เด็กผู้ชายตัวสูงที่เป็นหนึ่งในนักเลงสองคนนั้นนั่งทับลูกฟุตบอลด้วยสีหน้าหาเรื่องหลังจากที่เขาต่อยเข้าที่ท้องของมาโมจังอย่างแรง เขาเหลือบมองไปที่มาโมจังอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก”อ้าว..เด็กจากไรมงนี่นา ไม่มีคนในทีม แถมยังเล่นไม่เอาไหนอีก”

 

“ปัญญาอ่อน มาเล่นกับเด็กเมื่อวานซืนแบบนี้เนี่ยนะ”

 

ปากหรอนั่น...

 

ฉันขมวดคิ้วมองเด็กนักเลงสองคนนั้นที่สลับกันพูดจากวนประสาทพวกเราไปมาอย่างไม่ค่อยพอใจ พวกมาโกะจังออกจะน่ารัก ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนซะหน่อย

 

บ่นในใจกับตัวเองไปได้ไม่นานเด็กนักเลงตัวสูงคนนั้นก็ถุยน้ำลายใส่ลูกฟุตบอลพร้อมกับทำสีหน้ายียวนใส่มาโมจังอย่างจงใจจะกวนประสาท การกระทำนั้นทำให้ฉันที่นั่งมองอยู่ถึงกับคิ้วกระตุก แต่จะพูดอะไรออกไปในตอนนี้ก็คงไม่ดี เด็กนักเลงพวกนั้นดูจะเป็นพวกหัวร้อน..และอาจจะหัวแข็งด้วย ยิ่งมีคนไปเตือนก็จะยิ่งเป็นการราดน้ำมันลงไปบนกองไฟเท่านั้นแหละ

 

เด็กแบบนี้ไม่น่ารักเลยจริงๆ!

 

ฉันส่ายหน้าไปมาเบาๆก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นยืน เข้าไปขอโทษแล้วพามาโมจังออกมาดีกว่า ถึงจะทำตัวนิสัยเสียกับมาโมจัง แต่ถ้าเด็กผู้หญิงเป็นคนไปพูดขอโทษ..อย่างน้อยก็น่าจะมีการเกรงใจกันบ้าง...

 

พลั่ก!!

 

“ซาโยริจัง!!

 

รึเปล่า?...

 

ฉันเบิกตากว้างเมื่อหันไปเห็นลูกฟุตบอลที่กำลังพุ่งตรงมายังจุดที่ฉันยืนอยู่ ไม่..ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นมาโกะจังที่ยืนอยู่ข้างๆต่างหาก!

 

“อันตราย!!

 

ดูเหมือนร่างกายของฉันจะไปเร็วกว่าสมอง ฉันรับหันกลับไปคว้าตัวมาโกะจังเข้ามากอดแล้วเอาตัวเองเข้าไปยืนบังลูกบอลเอาไว้แทน เสียงวัตถุแหวกอากาศที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆส่งผลให้ฉันหลับตาแน่เตรียมรับความเจ็บปวด

 

ช้ำ..ยังไงก็ช้ำ โดนเตะลูกบอลใส่แบบนี้คงได้มีแผลช้ำติดตัวไปอีกหลายวันแน่ๆ...

 

แต่ว่า...

 

พลั่ก!

 

“อั่ก!!...”

 

คนที่ร้องออกมากลับไม่ใช่ฉัน...

 

ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะพบว่านักเลงคนที่เตะบอลมากลับกลายเป็นฝ่ายที่ล้มลงไปนอนดีดดิ้นอยู่กับพื้นพร้อมกับรอยลูกฟุตบอลบนใบหน้าแทน

 

ด้านหน้าของฉันมีเด็กผู้ชายคนฟนึ่งยืนอยู่..ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะอายุพอๆกันกับฉันแล้วก็พวกมาโมจัง ดวงตาสีดำสนิทตวัดกลับไปมองนักเลงสองคนนั้นอย่างน่ากลัวจนพวกเขาทั้งสองพากันถอยกลับไป

 

ฉันอาศัยช่วงเวลานั้นก้มลงสำรวจร่างกายของเด็กผู้หญิงในอ้อมแขน พอเห็นว่ามาโกะจังเองก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร..ฉันก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

 

ค่อยยังชั่ว...

 

ฉันเงยหน้าขึ้นมองเด็กผู้ชายตรงหน้าที่ยืนมองฉันอยู่ก่อนแล้วก่อนที่จะส่งยิ้มไปให้อย่างเป็นมิตร

 

“ขอบคุณมากนะ”

 

รอยยิ้มบางๆถูกส่งกลับมาให้แทนคำตอบ ฉันลอบมองใบหน้าของเด็กคนนั้นก่อนที่จะหยุดชะงัก ความทรงจำเกี่ยวกับอนิเมะแวบเข้ามาในหัว ใบหน้าแบบนั้น..รู้สึกว่าเขาเองก็เป็นตัวละครหลักของอนิเมะเรื่องนี้เหมือนกันสินะ

 

เอ..แต่จะว่าไปแล้วเขาชื่ออะไรนะ?...

 

...ฉันจำไม่ได้อ่ะT^T

 

“เดี๋ยวสิลูกเตะของนายน่ะสุดยอดมากเลยนะ เล่นฟุตบอลด้วยหรอ”มาโมจังที่ตอนนี้ดุเหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้วรีบวิ่งเข้ามาทักทายเพื่อนใหม่(ที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นเพื่อนอยู่ฝ่ายเดียว//ผิด) ดวงตาที่เป็นประกายของเขาทำให้ฉันที่ยืนมองอยู่รับรู้ได้เลยว่าเขากำลังดีใจแค่ไหน”นี่นายอยู่โรงเรียนอะไรน่ะ ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็มาซ้อมด้วยกันกับพวกเราไหม?”

 

คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาทำเพียงปรายตามองไปที่มาโมจังแวบหนึ่งก่อนที่จะเดินแยกตัวออกไปทันที มาโมจังพยายามที่จะรั้งเขาเอาไว้แต่ก็ไม่ทัน เด็กผู้ชายคนนั้นเดินออกไปซะแล้ว

 

“ว้า..ไปซะแล้วสิ”

 

ฉับลอบขำเบาๆกับเสียงบ่นของคนข้างตัว ดูจากท่าทางแล้วคงจะเสียดายมากจริงๆ

 

ว่าแต่...

 

ฉันหันกลับไปมองตามแผ่นหลังของคนที่เพิ่งจะเดินออกไปจากสนามก่อที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย สิ่งที่ฉันมองเห็นจากตัวเขา..ทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย

 

สีของเขา..หม่นหมองเกินไปรึเปล่า...

 

จริงสิ..รู้สึกเหมือนเด็กคนนั้นจะมีปมอะไรสักอย่างเกี่ยวกับฟุตบอลด้วยนี่นะ...

 

คงจะเป็นเพราะเรื่องนั้นล่ะมั้ง

 

ฉันยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะส่ายหน้าไปมาเพื่อปัดความคิดมากที่อยู่ในหัวของตัวเองทิ้งไป ยังไงในอนาคตเด็กคนนั้นก็จะสามารถก้าวข้ามปัญหานั้นไปได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

 

“อากิจัง มาโมจัง ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะนะ”ฉันหันกลับไปส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทั้งสองคนที่ถูกเรียกชื่อหันมามองฉันพร้อมกันก่อนที่มาโมจังจะเป็นคนพยักหน้ารับ

 

“อ่า นั่นสินะ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย”

 

ฉันโบกมือลาเพื่อน(ที่อายุน้อยกว่า)และเด็กๆทุกคนก่อนที่จะเดินแยกตัวออกมา ฉันเดินขึ้นมาบนสะพานอินาสึมะก่อนที่จะพบกับรถหรูสีดำคันหนึ่งที่จอดรออยู่ กระจกสีทึบค่อยๆเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าของคนที่นั่งอยู่ข้างใน

 

“นี่น่ะหรอ..ธุระของเธอน่ะ?”

 

น้ำเสียงเชิดๆสไตล์คุณหนูผู้ถือตัวของเด็กสาวที่คุ้นเคยทำให้ฉันหลุดยิ้มแห้งๆออกมา ถึงจะได้ยินน้ำเสียงแบบนี้บ่อยจนชินแล้วก็เถอะ แต่แหม..ถ้าเลือกได้ฉันก็อยากได้ยินน้ำเสียงหวานๆมากกว่าน้ำเสียงแบบนี้นา

 

ฉันเอื้อมมือไปเปิดประตูก่อนที่จะเข้าไปนั่งในรถ พอปิดประตูเสร็จแม่คุณหนูที่นั่งอยู่ข้างๆก็ส่งแก้วน้ำขนาดเหมาะมือที่บรรจุน้ำปั่นสีเขียวอ่อนอยู่มาให้ทันทีราวกับกำลังรออยู่แล้ว

 

”ขอบใจจ้ะ^^”

 

นมปั่นเมล่อนแก้วนั้นถูกฉันคว้ามาดื่มอย่างรวดเร็ว ความหวานฉ่ำชวนให้รู้สึกชื่นใจของตัวเครื่องดื่มทำที่ชอบให้ฉันหลุดยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก

 

“เคยมีใครบอกรึเปล่าว่าเธอยิ้มเก่งมาก?”

 

“อืม... ก็มีหลายคนอยู่นะ และแน่นอนว่านัตจังเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”

 

นัตจัง..หรือไรมง นัตสึมิ เธอเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการโรงเรียนไรมงและมีอายุน้อยกว่าฉัน 1 ปี คุณพ่อของเธอเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของคุณพ่อบุญธรรมของฉัน พวกเราสองคนรู้จักกันมานานมากแล้ว เราเคยเจอกันครั้งแรกเมื่อประมาณ..หลายปีก่อน ฉันจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปี จำได้แค่ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฉันเพิ่งทะลุมิติเข้ามาใหม่ๆเท่านั้น

 

แต่รู้จักกันได้มานานก็ต้องแยกกันเพราะฉันต้องย้ายตามคุณพ่อไปอยู่ที่ประเทศไทย ถึงอย่างงั้นพวกเราก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์เรื่อยมา

 

อ้อ แล้วก็..ถ้าใครยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาเรียนชั้นปี 2 ใหม่อยู่ล่ะก็สามารถมองตรงไปยังเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆฉันตอนนี้ได้เลยค่ะ เพราะสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นก็คือเด็กคนนี้นี่แหละ

 

ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนสมัครชื่อฉันเข้าเรียนที่ไรมง นัตจังกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะในสายตาของฉัน..เด็กคนนี้ไม่น่าจะใช่คนที่ทำงานสะเพร่าถึงขนาดกรอกข้อมูลของนักเรียนแลกเปลี่ยนผิด

 

แต่เอาเถอะนะ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไปแบบนั้นแหละ ยังไงฉันก็ไม่เคยโกรธน้องสาวของตัวเองลงอยู่แล้ว^^

 

เคยมีใครหลายๆคนบอกว่านัตจังเป็นคุณหนูที่มีทิฐิสูง แต่สำหรับฉันแล้วเด็กคนนี้ก็เป็นแค่น้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งเท่านั้น ถึงจะเป็นน้องสาวที่ปากไม่ค่อยจะตรงกับใจสักเท่าไหร่ก็เถอะนะ

 

แบบนี้เขาเรียกว่าซึนเดเระ..ใช่รึเปล่านะ?

 

“เฮ้อ..ฉันล่ะเบื่อกับนิสัยเสียของเธอจริงๆ พอเอ็นดูใครก็เปลี่ยนชื่อคนนั้นคนนี้ไปทั่ว เลิกเรียกฉันด้วยชื่อแปลกๆแบบนั้นสักทีเถอะ ขอล่ะ”

 

“แหม..ก็ชื่อนี้มันน่ารักกว่านี่นา แถมตอนเด็กๆนัตจังก็ชอบให้ฉันเรียกแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรอ?”

 

“นะ..นั่นมันเรื่องตั้งแต่สมัยไหนกันล่ะ!?”

 

แกล้งคนวันละนิดจิตแจ่มใจ แกล้งนัตจังน่ะสนุกที่สุดแล้ว จริงๆนะ^^

 

ฉันยิ้มบางๆกับท่าทีของคนที่ตัวเองนับว่าเป็นน้องสาว ไม่คิดที่จะเก็บเอาคำพูดห้วนๆของเธอมาถือสาแต่อย่างใด น้ำปั่นในมือพร่องลงไปจนเกือบจะถึงครึ่งแก้วถูกวางลงบนตัก..เป็นเวลาเดียวกันกับตอนที่หางตาของฉันเหลือบไปเห็นเอกสารปึกหนึ่งที่วางอยู่บนเบาะรถข้างๆตัวอีกฝ่ายพอดี

 

“นั่นใช่เอกสารที่ฉันเคยขอไปก่อนหน้านี้รึเปล่า?”

 

นัตจังมองตามสายตาของฉันไปก่อนที่จะพยักหน้ารับ”อืม”

 

เธอเอื้อมมือไปหยิบเอกสารปึกที่ว่าขึ้นมาให้ฉันดูพลางอ่านออกเสียงชื่อหัวข้อที่เขียนอยู่ตรงกลางกระดาษให้ฉันฟังแบบเสร็จสรรพ”เอกสารเกี่ยวกับการซ้อมแข่งกับโรงเรียนทย์โคคุ”

 

ได้ยินดังนั้นริมฝีปากของฉันก็ถูกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างอีกครั้ง นัตจังวางเอกสารลงบนเบาะตามเดิมก่อนที่จะยกมือทั้งสองข้างขึ้นทำท่ากอดอก

 

“เธอแน่ใจหรอว่าจะทำแบบนี้จริงๆ ถ้าพวกเขาแพ้..ชมรมฟุตบอลจะถูกยุบทันทีเลยนะ”

 

“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก”ฉันว่าพลางหลับตาลงเบาๆ”ก็ชมรมฟุตบอลของเรามีเขาอยู่นี่นา”

 

นอกจากนั้นก็มีสกิลของทีมพระเอก..ที่ต่อให้อีกฝ่ายจะเก่งแค่ไหนก็ยังชนะผ่านไปเรื่อยๆด้วยนี่นะ แต่เรื่องนี้ฉันขอละเอาไว้ในฐานที่เราเข้าใจกันเองก็แล้วกัน

 

ถ้าเป็นเขา..ถ้าเป็นมาโมจังล่ะก็จะต้องไม่เป็นไรแน่ๆ ถ้ามีเขาอยู่ชมรมฟุตบอลของเราจะต้องผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปได้ ฉันเชื่อแบบนั้น

 

และอีกเรื่องนึง..ที่ฉันช่วยเพราะนี่เป็นเพียงทางเดียวที่ฉันจะสามารถช่วยพวกเขาได้ ฉันไม่ค่อยได้ดูอนิเมะเรื่องนี้ ทำให้จำเนื้อเรื่องทั้งหมดได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ สิ่งที่ฉันจำได้แบบค่อนข้างละเอียดก็มีแค่เนื้อหาในช่วงเริ่มเรื่องเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วเนื้อหาส่วนอื่นๆในอนิเมะที่หลงเหลืออยู่ในหัวของฉันก็มีแค่ว่า พวกมาโมจังจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ชนะทีมคู่แข่งไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้เป็นแชมป์ระดับโลก แค่นั้นเอง

 

...ถ้าหากว่าฉันไม่ช่วยพวกเขาตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตฉันก็จะไม่มีโอกาสได้ช่วยพวกเขาอีกแล้ว เพราะฉันจำไม่ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน...

 

เอาล่ะ..จุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่างๆได้เริ่มขึ้นแล้ว กงล้อแห่งโชคชะตาของพวกเขากำลังหมุนวน หลังจากนี้พวกเขาจะต้องเจอเหตุการณ์อีกหลายๆอย่างซึ่งจะเป็นตัวขัดเกลาความสามารถของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆจังเลยนะ...

 

 


 


[Talk with writer]

 

ตอนแรกจบไปแล้วค่า~ ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรมากเพราะเพิ่งเริ่มตอนแรก รับรองว่าตอนต่อๆไปจะยิ่งสนุกกว่านี้แน่นอนค่ะ!

 

ถ้ารีดเดอร์ลองอ่านดูดีๆจะสังเกตเห็นได้ว่าน้องมักจะหลุดเรียกพวกเอนโดว่า'เด็ก'เป็นบางครั้ง(หลายครั้ง) นั่นเป็นเพราะถึงแม้ว่าอายุร่างกายของน้องจะพอๆกับพวกเอนโด แต่อายุสมองของน้องนั้นเรียกได้ว่านำหน้าพวกตัวละครหลักไปไกลแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นในสายตาของน้อง..พวกเอนโดจึงเป็นเหมือนกับเด็กๆที่น้องต้องคอยตามดูแลนั่นเอง

 

ปล. ถ้าหากว่ารีดเดอร์คนไหนอ่านแล้วเจอคำผิดก็สามารถคอมเมนต์บอกไรท์ได้นะคะ จะรีบแก้ไขให้ในทันทีเลยค่ะ

 

*อย่าลืมคอมเมนต์และเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

76 ความคิดเห็น

  1. #58 honeyBee179 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 09:22
    สนุกมากค่ะสู้ๆค่ะพี่ไรท์
    #58
    1
    • #58-1 Secret__HERIONE(จากตอนที่ 2)
      5 สิงหาคม 2563 / 14:01
      ขอบคุณค่า รอตอนต่อไปด้วยน๊า
      #58-1
  2. #57 honeyBee179 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 09:22
    สนุกมากค่ะ สู้ๆค่ะพี่ไรท์
    #57
    1
    • #57-1 Secret__HERIONE(จากตอนที่ 2)
      5 สิงหาคม 2563 / 14:01
      ขอบคุณมากค่ะ
      #57-1
  3. #24 254827238 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:59

    คำบรรยายดีมากคะ ชอบมากเลย สู้ๆนะะะะ
    #24
    1
  4. #4 SirinunRaksawan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 20:44

    สนุกมากค่ะไรท์ สู้ๆน้า จะติดตามต่อไป
    #4
    1
    • #4-1 Secret__HERIONE(จากตอนที่ 2)
      15 ตุลาคม 2562 / 22:06
      ขอบคุณค่ะ จะพยายามลงตอนต่อไปให้เร็วที่สุดนะคะ อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง ไม่นานเกินรอแน่นอนค่ะ
      #4-1
  5. #3 SirinunRaksawan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 20:44
    ซาโยะจังน่าร้ากกก
    #3
    1
    • #3-1 Secret__HERIONE(จากตอนที่ 2)
      15 ตุลาคม 2562 / 22:05
      ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ^^
      ความจริงแล้วไรท์พยายามสร้างคาแร็คเตอร์ของซาโยริให้ออกมาเป็นแนวของพี่สาวที่คอยตามดูแลน้องๆ แต่เพราะนี่เป็นนิยายเรื่องแรกก็เลยไม่มั่นใจว่าทำออกมาได้ดีรึเปล่า ยังไงก็ฝากติดตามตอนต่อๆไปด้วยนะคะ
      #3-1