ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 87 : สั่งสอนภรรยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 201 ครั้ง
    1 พ.ค. 60





                “ดูคล้ายขาเจ้าจะมีปัญหา”



                        ความเงียบอบอวลอยู่ครู่หนึ่งหลังจากฉู่เหวินได้ยินวาจาที่ข้ากล่าว สีหน้าขององค์ชายเจ็ดแห่งแคว้นไห่เยี่ยนนั้นปรากฏอารมณ์หลากหลายเมื่อถูกกล่าวเรื่องกลิ่นตัวชวนปวดประสาท คนดูคล้ายจะลุกมาต่อยกันสักชั่วนาทีหนึ่งเมื่อเห็นท่าทางกวนเบื้องต่ำของข้าแต่ก็นิ่งไปเพราะเหล่าจือแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ที่สุดคนจึงเปลี่ยนเป็นเอ่ยปากเรื่องอาการบาดเจ็บแทน



“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่นานก็คงหาย” พอได้ยินว่าเขาใส่ใจถึงขั้นทราบอาการเจ็บป่วยข้าก็ต้องทอดถอนใจ มองดูสีหน้าของฉู่เหวินด้วยต่างคนต่างทราบว่าการพูดคุยนี้จุดประสงค์ที่แท้จริงหาได้อยู่ที่อาการเจ็บป่วยใดๆไม่ มันก็แค่คำพูดเพื่อหวังจะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าให้ดีขึ้นอีกหน่อย



ข้ามองหน้าฉู่เหวิน ครุ่นคิดถึงคำพูดที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง พูดตามตรงมันก็เหม็นแต่ที่จริงเขาเองก็ทราบว่าข้าต้องการกวนใจ วาจาที่กล่าวว่าไห่เยี่ยนและองค์ชายเจ็ดมิได้โง่งมถึงขั้นนั้นทำให้อดปากไม่ไหวต้องสวนกลับไปสักหมัด แต่เอาเข้าจริงก็ทราบว่าเรื่องราวเป็นจริงเฉกเช่นที่เขากล่าวมาทุกประการ



                        คิดถึงสถานการณ์ที่ผ่านมา แม้จะทราบเรื่องราวไม่ละเอียดมากแต่พฤติการณ์ที่ดูโง่เง่าทั้งหลายนี้ย่อมไม่ควรเป็นการกระทำของแว่นแคว้นหนึ่ง ฉู่เหวินคือใคร ย่อมเป็นองค์ชายนักรบของแคว้นที่ได้รับฉายาเทพสงคราม แคว้นไห่เยี่ยนเองก็มิใช่แคว้นเล็กแคว้นน้อยแม้มีเรื่องวิวาทกันภายในแต่จะอย่างไรก็เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งของเทียนจิ้น พวกเขาหรือจะใสซื่อจนจะตกเป็นเหยื่อหรือวิวาทกันให้ผู้อื่นขบขัน ทุกสิ่งนั้นดูราวกับว่ามีบางอย่างแอบแฝง คิดถึงยามที่ตนเองอยู่ในร่างจวิ้นอ๋องและระแวงองค์ชายผู้รบทัพเพื่อบ้านเมืองท่านนี้ว่าไม่ได้เข้าหาด้วยความจริงใจ ไม่กล้าเชื่อว่าฉู่เหวินจึงมาหลงรักกันถึงเพียงนี้แล้วก็จำต้องถอนหายใจออกมา



                ข้าจ้องมองฉู่เหวิน มองสบตาคู่นั้น ครู่หนึ่งที่ทุกอย่างหยุดลงแล้วฉู่เหวินก็เอื้อมมือมาหาจับแขนข้าไว้อย่างไม่ให้ทันได้ตั้งตัวดวงตาของเราทั้งคู่ต่างก็มีเงาบางอย่างเคลือบแฝง เราต่างก็ทิ้งเงาระแวงซึ่งกันและกัน ข้าไม่คิดว่าองค์ชายประเภทบ้ารักยอมสละทุกอย่างเพื่อคนในดวงใจจะมีอยู่จริง ฉู่เหวินเองก็ไม่คิดว่าข้าจะเชื่อคำรักที่เขากล่าว



                        “เจ้าต้องการอะไรกันแน่..”



                        “เป็นความจริงสินะ ที่เจ้าไม่เคยเชื่อในคำรักของข้าเลย” คำตัดพ้อนั้นฟังดูน่าสงสารอย่างยิ่ง แต่ข้าเลือกจะเบือนหน้าหนี สงสารแล้วอย่างไรเล่า สงสารแล้วจะช่วยอะไรได้ในเมื่อข้าไม่ได้รักเขา อีกทั้งความสงสารไม่เกี่ยวกับความแคลงใจซึ่งที่มีอยู่จริง



                        “หรือท่านจะบอกว่าตนเองหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจยิ่ง?” คลี่ยิ้มอ่อนหวานมอบให้อีกฝ่ายเหมือนเมื่อครั้งเป็นจวิ้นอ๋อง ข้าปรายตามองไปยังชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามแห่งไห่เยี่ยนก่อนจะดึงมือออกสีหน้าแปรเป็นครุ่นคิดจริงจัง “ท่านเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่ามีเจตนาเคลือบแฝง จะให้มองอย่างไรได้..แม้คืนนั้นที่ท่านตะโกนรั้ง ไม่ยอมให้ข้าจากไปจะทำให้ข้าซาบซึ้งนัก ท่านทำเพื่อข้า เรียกร้องให้ข้า ข้าเองก็ดีใจ แต่ว่าเหลียงจื่อซิ่นมีหัวใจแค่ดวงเดียว ไม่อาจใส่ลงไปมากกว่านั้น ท่านเองก็ทราบดีแก่ใจ”



                        “แต่ถึงขั้นนี้แล้วเราจะมานั่งพูดเรื่องรักไม่รัก เชื่อหรือไม่เชื่อกันหรือ?” ดึงมือหลุดออกแล้ว ข้าผุดลุกขึ้นพลางยิ้มออกมา จ้องมองตาวาวๆของฉู่เหวินด้วยสายตาวาววับเช่นเดียวกัน “ข้าเคยพูดไว้แล้วว่าเรามันคนประเภทเดียวกัน เหมือนกันยิ่งนักโดยเฉพาะความอาฆาตและเรื่องที่ต่อให้เศร้าแทบตายหรือผิดหวังแค่ไหนก็ไม่ยอมละทิ้งจุดหมาย องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ท่านแค้นเทียนจิ้น ต้องการทำลายเทียนจิ้นและไม่มีทางหยุดกระทำเด็ดขาด แม้จะบอกว่ารักข้าแต่ก็ไม่มีทางหยุดเพราะข้าขอ แม้จะพูดว่ารักข้าแต่ท่านก็ประสงค์จะใช้ข้า..ไม่สิ ใช้จวิ้นอ๋องเพื่อทำให้ราชสำนักแตกแยก แล้วท่านคิดว่าเราจะสามารถพูดคุยกันได้อย่างปกติอีกหรือในเมื่อจุดมุ่งหมายหนึ่งของเทพสงครามแห่งไห่เยี่ยนคือต้องการสังหารคนที่ข้ารัก ข้าไล่ท่านไปแล้วมันแปลกที่ใด ท่านตัดพ้อข้าเช่นนี้ที่แท้ต้องการสิ่งใด?”



                        จ้องสบตาอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบหลังกล่าวจนจบคำ พูดในทุกสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาทั้งหมดให้คนตรงหน้าประจักษ์ ข้าเหลียงจื่อซิ่นเองก็เป็นคนเช่นนี้ ไม่นิยมมานั่งเสแสร้งแกล้งดัดพูดจาถนอมน้ำใจถ่วงเวลาหรือคิดเพ้อฝันว่าแค่ความรักของตัวเองจะเปลี่ยนใจใครได้ นี่คือชีวิตของฉู่เหวิน คือเส้นทางของฉู่เหวิน ในสายตาของข้าฉู่เหวินไม่ใช่คนเลวร้าย นับพฤติกรรมที่เขาทำแล้วยังกล่าวได้ว่าทำเพื่อข้ามากมาย เขามีบุญคุณ ข้าเองก็ทราบ เขารักข้า ข้าก็ทราบดีแก่ใจ แต่แม้จะรักข้ามากเพียงใดแล้วอย่างไรเล่า มันเกี่ยวกับเรื่องความวุ่นวายพวกนี้หรือ หากข้ารับรักเขาแล้วเขาจะหยุดเรื่องที่ก่อไว้รึ จะเลิกทำให้เทียนจิ้นวุ่นวายรึ จะเลิกหมายชีวิตหลินจวินเจ๋อได้หรือคำตอบคือไม่มีทางทั้งนั้น



ฉู่เหวินไม่คิดล้มเลิกเป้าหมาย ข้าไม่ได้มีความสามารถพอจะเปลี่ยนแปลงใจใคร เชิญมาหยั่งเชิงพูดคุยแล้วผลลัพท์ก็เป็นเช่นนี้แล้วข้ายังจะนั่งพูดคุยกันต่อได้อย่างไรอีก เชิญนั่งจิบชาถามสารทุกข์สุขดิบต่อความหวังของอีกฝ่ายให้ยืดยาวขึ้นเผื่อเทียนจิ้นล่มสลายรึไง หรือให้บอกว่า วันนี้ข้ามาพบเจ้า เพราะคิดถึงเจ้ามาก อยากบอกว่าข้าเตรียมตัวจะถล่มเมืองนี้และฆ่าคนที่เจ้ารักแล้ว ให้พูดกันแบบนี้งั้นหรือ ต่อให้ข้ามองเห็นความหวังในดวงตาคู่นั้น พบเจอความรักในสายตาของฉู่เหวินก็ไม่อาจตอบรับได้แล้วจะทำร้ายเขาอีกทำไม การกระทำของข้าให้มันไร้น้ำใจเป็นคนอำมหิตในสายตาฉู่เหวินได้เท่าไหร่ยิ่งดี



เราสองคนเดินคนละทางกันแล้ว เขาไม่เพียงแต่อยากจะฆ่าคนที่ข้ารัก ยังอยากทำลายแคว้นที่ข้าเคยอาศัยหลับนอน ทำลายเมืองถานเฟิ่ง ทำลายแคว้นเทียนจิ้น ในมุมมองของเขานี่ไม่ใช่เรื่องผิด ข้าเองก็ไม่คิดกล่าวโทษหรือด่าประณาม แต่ในเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจะมาพูดเรื่องรักเอาตอนนี้ก็ป่วยการ ที่ข้าควรทำคือปล่อยให้องค์ชายเจ็ดตาสว่างเสียต่างหาก เผื่อเวลาผ่านไปครั้งหน้าที่ได้พบอาจจะอยู่ในสมรภูมิจะได้ไม่รู้สึกผิดยามต้องมีใครสักคนถูกบั่นคอ..



ความรู้สึกผิดบางอย่างถ่วงหัวใจให้หนักขึ้นอีกครั้ง ข้ามองดูสีหน้าของร่างที่นิ่งขึง ครู่หนึ่งอยากจะขยับปากบอกว่านี่เป็นความหวังดีในฐานะสหายที่ตนพอจะให้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่กล่าวอะไร ข้าเข้าใจดีว่าสำหรับคนที่อยากได้ใครเป็นคนรัก คำพูดที่ว่าเราเป็นสหายคงเหมือนคำด่าประณามที่เจ็บแสบที่สุด หุบปากไปซะยังจะดีกว่า



                        “ที่แท้ต่อให้ไม่ใช่จวิ้นอ๋อง เจ้าก็ยังใจแข็งอย่างยิ่ง” หลังจากความเงียบผ่านไปเนินนานฉู่เหวินจึงกล่าวขึ้นช้าๆ ฟังสำเนียงแล้วคล้ายจะหัวเราะเฝื่อน



                        “ข้าก็คือข้า ท่านเคยเห็นอ๋องที่ไหนไปไล่จับเป้ากางเกงคนอื่นเหมือนข้าไหมล่ะ” ว่าแล้วก็มองไปทางฉู่น้อยหนึ่งทีให้อีกฝ่ายสะดุ้งเล่นแล้วข้าจึงถอนหายใจเบาๆ “ข้าหวังว่าท่านจะเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเพราะขอร้องไม่สำเร็จเลยไล่ไป แต่เราไม่ควรจะมานั่งคุยกันจริงๆ ข้ากับท่านอยู่คนละฝั่งแล้ว..ไม่สิ อาจจะอยู่คนละฝั่งมาแต่แรก ซ้ำที่นี่ก็เป็นจวนแม่ทัพ ถ้าคนของเทียนจิ้นมาเห็นกระทั่งข้าคงลำบากไปด้วย”



                “เจ้าเองก็รู้..”ฉู่เหวินทอดสายตามองมาอย่างครุ่นคิด



                        “ข้าขอโทษด้วย เรื่องสัญญา..” พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวก่อปัญหา หนึ่วให้ความหวังคนอื่นแล้วฉุดให้ร่วงลงมาอีกครั้งแล้วเหยียบซ้ำจนไม่มีชิ้นดี สองยังไปสร้างเรื่องให้เจ้าของร่างต้องวิ่งแก้ ข้ารู้สึกผิดไม่น้อยจึงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าหนักใจ



                        “เจ้าขอโทษด้วยเหตุใด ข้าต้องขอบคุณด้วยซ้ำที่ทำให้เรื่องเป็นไปด้วยดี”



                        ข้าฟังแล้วหัวเราะเฮอะ “บุกทำลายจากภายใน...นับว่าองค์ชายเจ็ดปราดเปรื่องแท้”



                        ฉู่เหวินเพียงคลี่ยิ้ม ไม่กล่าวตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ท่าทีนั้นทำให้ข้าทราบว่าเป็นไปตามที่พูดทุกอย่าง สมกับที่เขาพูดว่าไห่เยี่ยนไม่ได้มีแผนการแค่นั้น พอลองมองดูจากเรื่องราวที่ผ่านในฐานะคนนอกแล้วใช่จะคาดเดาไม่ได้ มันไม่ใช่แผนการซับซ้อนอะไร ก็แค่พยายามแทรกตัวเข้ามาจากการยื่นขอเป็นพันธมิตร ยุแยงปลุกปั่นให้เกิดการแตกแยกจากภายใน เมื่อชายแดนนี้แข็งแกร่งนักเพราะมีหลินจวินเจ๋อกับจวิ้นอ๋องประจำอยู่ก็ต้องหาทางทำลาย เมื่อทราบดีว่าถูกระแวงมาแต่ไหนแต่ไรก็เพียงสอดใส่เชื้อไฟ ก้าวเข้ามาทำให้เกิดความวุ่นวายอาศัยตัวแปรจากโรคภัยของข้าและการที่มีเทพโอสถอยู่กับตัว



                        ข้าหันไปมองหน้าต่างที่ดวงอาทิตย์ยังสาดแสง นี่อาจเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้กังขาอยู่ในใจตลอดเวลากระมัง ฉู่เหวินพูดว่ารักแต่ก็ยอมรับว่าในความรักนั้นมีผลประโยชน์และแผนการณ์ซ่อนอยู่ ข้าเองก็สัมผัสได้ถึงเรื่องราวที่ตนเผชิญซึ่งจะส่งผลดีต่อฉู่เหวินแต่ส่งผลเสียต่อวังจวิ้นอ๋องเสมอ ในสายตาขององค์ชายเจ็ดแล้วมันคงไม่ใช่ความผิดที่จะหาประโยชน์จากเรื่องราวเหล่านี้ ข้าเองก็ทราบดีว่าไม่อาจมานั่งด่าทอกล่าวโทษ ในแวดวงการเมืองระดับแคว้นคนที่พลาดย่อมตกเป็นเหยื่อ ข้าเองก็เป็นคนที่ทำให้สถานการณ์ของวังจวิ้นอ๋องย่ำแย่ลงอย่างมากมาย สุดท้ายแผนการแทรกซึมก่อความวุ่นวายของไห่เยี่ยนก็ประสบผลสำเร็จ แม่ทัพถูกไล่มาชายแดน อ๋องท่านหนึ่งก็ถูกคุมตัวไว้ คนแตกแยก ไม่มีปราการที่แข็งแกร่งคุมชายแดนอีก ทุกอย่างไยมิใช่ส่งผลดีต่อไห่เยี่ยนที่กำลังผลัดบัลลังก์ เรื่องทุกอย่างนั่นต่อให้ต้องลงทุนลงแรงมากมาย ต้องวางแผนกี่ชั้นก็ยังคุ้มค่า คนตายแล้วอย่างไร วุ่นวายแล้วอย่างไร มีคนลำบากแล้วอย่างไร แคว้นข้างเคียงวุ่นวายได้ยิ่งมากยิ่งดี



                        “เจ้าไม่ชอบใบหน้านี้แล้วหรือ..” เงียบงันกันไปครู่หนึ่งราวกับทิ้งเวลาให้ข้าได้คิด ฉู่เหวินก็กล่าวขึ้นมาเบาๆ ข้าหันไปมองตาเขา นิ่งฟังคำพูดที่คล้ายกับกำลังอ้อนวอน เหนี่ยวรั้งและร้องขอจากจากคนๆหนึ่ง



                        “ข้าไม่ได้ชอบใบหน้านี้เสียหน่อย” หัวเราะออกมาเบาๆหลังนิ่งคิดไปอึดใจ ข้ามองดูใบหน้าฉายแววสนเท่ห์ของฉู่เหวิน สบตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นและใบหน้าที่คล้ายเหมือนหวังอี้เสี่ย ความจริงเหลียงจื่อซิ่นไม่ได้ชอบหน้าตาแบบนี้เลย เคยบ่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าหวังอี้เสี่ยน่ะแม้จะหล่อแต่ท่าทางโบราณล้าสมัยเป็นที่สุด ข้าไม่เคยชอบหน้าตาของเขา แต่สิ่งที่ชอบกลับเป็นสิ่งที่อยู่ในนั้น ที่ข้ารักเขาเป็นเพราะความผูกพัน ความหวังดีที่บริสุทธิ์ใจและทำทุกสิ่งเพื่อเหลียงจื่อซิ่นราวกับคนโง่แต่ก็น่าประทับใจเป็นบ้า คิดถึงเขาแล้ว ครู่หนึ่งลมหายใจยังสะดุดไหว นึกไปถึงตอนที่ร้องไห้อยู่หน้าป้ายหินหลุมศพแล้วอยากหัวเราะใส่ว่าตัวเองเป็นคนเสียสติแท้ๆ กี่ปีต่อกี่ปีที่แล้วเหลียงจื่อซิ่นทำตัวเป็นคนโง่งมงาย เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่ก็ยังคงไม่อาจลืมไปได้และคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกชั่วชีวิต



ข้าเอื้อมมือไปแตะรอยแผลบนหน้าของฉู่เหวิน ลูบเบาๆและจ้องมองรอยขีดแต่ละเส้นอย่างเงียบงันท่ามกลางดวงตาที่สั่นไหวของอีกฝ่าย ครู่หนึ่งหัวใจเต้นกระตุกขึ้นมา ไม่ใช่เพราะหวังอี้เสี่ยอีกแล้วแต่เป็นเพราะองค์ชายเจ็ดคนนี้ล้วนๆ หากกล่าวโดยไม่โกหกทุกสิ่งที่เขาทำให้ข้าเองก็ใช่จะเป็นอิฐเป็นหินถึงจะได้ไม่รู้สึกซาบซึ้งหวั่นไหว ยิ่งในยามนี้ที่ได้นั่งนิ่งๆทบทวนเรื่องราวต่างๆแล้วในอกก็ปวดหนึบ เขารักข้า แม้รักนั้นจะมีสิ่งอื่นแอบแฝงจนไม่อาจเชื่อได้ทั้งหมด แต่หัวใจที่มีดวงเดียวไม่อาจแบ่งได้ ความรู้สึกไม่อาจบังคับได้ ฉู่เหวินอาจดีกับข้ามากกว่าหลินจวินเจ๋อ ทำเพื่อข้ามากกว่าหลินจวินเจ๋อ อยู่กับฉู่เหวินอาจจะดีกว่าหลินจวินเจ๋อ แต่มันก็เท่านั้น ระยะเวลาเกือบครึ่งปีและความทุกข์ทรมารทั้งหมดนั้นสอนข้าแล้วว่าที่แท้จริงหัวใจดวงนี้อยู่ที่ใคร



“องค์ชาย..ไม่สิ ฉู่เหวิน ข้าว่าเจ้าเข้าใจผิด” นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับจะซึมซับและสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่ายให้ตราตรึงเข้าไปในหัวใจ ข้าก็กล่าวขึ้นมาและละปลายนิ้วออกจากใบหน้าหล่อเหลาคมคายขององค์ชายเจ็ด ซึ่งสำหรับเหลียงจื่อซิ่นมันไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อย



“ขอบอกกล่าวในฐานะสหายหรืออาซิ่นคนธรรมดา ข้าไม่เคยชอบหน้าแบบนี้แม้แต่น้อย ถ้าเรียกด้วยภาษาของตัวเองคงจะเป็น ไม่ใช่สเปก” หัวเราะหึหึกับหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นเพราะคำว่าสเปกนั่นแล้วก็ยักไหล่ ข้านั่งลงบนโต๊ะอีกครั้ง ยกขาข้างหนึ่งมาพาดตักแล้วหยิบชามาจิบ ภาพที่ปรากฏกลายเป็นคุณชายห่ามๆคนหนึ่งไม่ได้เรียบร้อยหรือสง่างามแบบจวิ้นอ๋อง ทำท่าเป็นเหลียงจื่อซิ่นจอมอันธพาลนิสัยเสียตัวตนจริงๆของตนเองให้อีกฝ่ายได้เห็นชัดๆเต็มตาแล้วรินชาให้องค์ชายเจ็ดอีกครั้ง ก่อนจะใช้ถ้วยชาที่ตัวเองดื่มจนหมดเคาะเบาๆที่โต๊ะด้วยท่าทางเหมือนตอนนั่งร้านเหล้าข้างทางแล้วเมาแอ๋อย่างหมดสิ้นคำว่าความสง่างาม “ข้าก็เคยบอกแล้วว่าหน้าเหมือนคนอื่นไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันทำให้ข้ายิ่งจำเขา ยิ่งคิดถึงเขา ไม่ใช่ตัวเจ้า ไอ้หน้าตาแบบนี้ก็ไม่ใช่รสนิยม ถามว่าข้าชอบแบบไหนน่ะรึ..โน่น คนงามอย่างจวิ้นอ๋อง ถ้าข้าได้มาเป็นของตัวเองล่ะก็จะนั่งจูบซ้ายป่ายขวาทุกวันไม่ให้ห่างตัว”



“แต่แล้วอย่างไร สุดท้ายแล้วข้าก็ไม่ได้รักจวิ้นอ๋อง เรื่องแบบนี้หน้าตามันไม่เกี่ยวกัน ถ้ารักแล้วต่อให้หน้ามีรอยแผล ตาสีประหลาด หรือดูคล้ายคนรักเก่าที่ตายไป ข้าก็ยังรัก แต่ฉู่เหวิน เจ้าก็รู้...ข้าอาจจะหวั่นไหว ข้าอาจจะรู้สึก..อะไรนะ..อ้อ สะเทือนใจตอนที่เห็นหน้าเจ้า แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป เหมือนที่ทุกอย่างมันกำลังผ่านไป เจ้าลองคิดดูสิ บอกว่าเจ้าชอบข้า แล้วจวิ้นอ๋องตัวจริงทำไมเจ้าไม่รักเขาล่ะในเมื่อข้าก็อยู่ในร่างนั้นแต่แรก นั่นไม่ใช่ว่าหนักกว่าคนหน้าเหมือนอีกเรอะ ไม่มีใครแทนใครได้ใช่ไหม เจ้าก็รู้นี่ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนี้..” เลื่อนนิ้วไปชี้ตรงใบหน้าตัวเอง จากนั้นข้าก็เลื่อนไปที่ศีรษะแล้วเคาะมันเบาๆ “ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้”



ข้าใช้นิ้วจิ้มลงไปที่อกตัวเองแรงๆเหมือนจะย้ำกับคนตรงหน้าเช่นกัน “แต่มันอยู่ที่ตรงนี้”



“ดังเช่นที่ไม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ทำอย่างไร เจ้าก็ไม่รักข้าเช่นเดิม” ฉู่เหวินนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วคลี่ยิ้ม อันเป็นรอยยิ้มซึ่งข้าไม่อาจคาดเดาความรู้สึก คนพูดจาประโยคทำร้ายความรู้สึกตนเองออกมาอย่างคล่องปาก ดวงตาสีฟ้าเข้มกวาดมองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า นัยน์ตาเจือประกายรวดร้าวจางๆขณะยกชาขึ้นจิบ



“ใช่” หมดเวลาถนอมน้ำจิตน้ำใจ พูดหรือไม่พูดความจริงก็คือความจริง ข้าเลิกพาดขาลงบนหน้าตักแล้วจ้องกลับดวงตาคู่นั้น มองใบหน้าที่คล้ายคลึงกับหวังอี้เสี่ยที่ตัวเองคงไม่อาจสลัดให้หลุดไปจากความทรงจำแล้วยิ้มออกมา “แต่ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าทำหน้าเศร้าเช่นกัน”



ใบหน้านี้ไม่เหมาะกับแววตาและสีหน้าที่เจ็บปวด ไม่เหมาะที่จะหลบซ่อนจากสายตาผู้อื่นที่หาว่าน่ารังเกียจไม่น่าดู ใบหน้านี้ไม่ใช่ใบหน้าอัปลักษณ์ดั่งภูตผีแต่คือใบหน้าขององค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ดวงตาคู่นั้นไม่ว่าใครจะว่าเป็นดวงตาต้องสาปแต่สำหรับข้าคือดวงตาที่สวยงามคู่หนึ่ง ไม่ว่าเขาจะก่อสงครามหรือฆ่าคนไปกี่คนแต่เขาก็ยังเป็นผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้ายังนับเขาเป็นสหาย นี่เป็นความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสุดท้ายเรื่องทั้งหมดจะจบลงเช่นไร นี่คือสิ่งที่ข้าสามารถมอบให้เขาได้ แม้ไม่อาจตอบแทนคำว่ารักและหนี้ที่ติดค้างอีกฝ่ายไว้แต่มันก็เป็นสิ่งเดียวที่สามารถมอบให้ได้



ร่างสูงขององค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนลุกขึ้นช้าๆ สีหน้านั้นมองดูแล้วแปลกประหลาดน่าดูเพราะมันปนเปด้วยอารมณ์หลากหลาย ฉู่เหวินดูทั้งเศร้าใจทั้งปวดใจแต่ในความรู้สึกด้านลบทั้งหลายใบหน้านั้นกลับยังมีรอยยิ้มแต้มมุมปาก องค์ชายเจ็ดแสดงท่าทีเหมือนละวางเรื่องทั้งหมดแล้วและคิดจะจากไป ทว่าเบาใจได้ไม่ถึงครึ่งนาทีอีกคนกลับเอื้อมมือมาหา ระดับความเร็วของคนเป็นนักรบกับคนที่ใช้ชีวิตไปกับการหาของตกแต่งบ้านนอนตะแคงคิดยังทราบเลยว่าใครจะชนะ ดังนั้นก่อนจะได้ทำอะไรองค์ชายเจ็ดก็คว้าไหล่ข้าไว้แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากอย่างรวดเร็ว



                        ข้าหลับตาลงหลังนั่งนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากนุ่มๆของอีกฝ่ายทาบบนหน้าผากจนร้อนผ่าว ข้ากำมือที่วางไว้บนตักจนแน่นกลั้นใจไม่สัมผัสตัวอีกฝ่าย ไม่ตอบอะไรแต่ก็ไม่ดิ้นรนไม่ยอมรับ สัมผัสเบาๆหน้าผากนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและความอาลัยรักมากกว่าจะเป็นความคั่งแค้นหรือมีโทสะ ฟังเสียงที่ทั้งทอดถอนใจและเจือความโศกเศร้ายังทำให้หัวใจเต้นหนึบจนเจ็บขึ้นมา ขุดเอาความอ่อนไหวลึกๆมาทำให้ต้องอยากถอนหายใจเฮือกๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิดหรือความเสียใจ แต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่ชอบให้เขามีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย



                        “ข้าชอบเจ้า อาซิ่น ข้าชมชอบเจ้าจริงๆ”



                        “ข้ารู้”            


 

               ข้ารู้..ข้ารู้แล้ว..





                        “แต่เจ้าไม่ควรอยู่ใกล้เขา ทราบเช่นกันใช่หรือไม่?”



                        น้ำเสียงคุ้นแสนคุ้นเจือความกระด้างและโทสะดังขึ้นนอกประตู ไม่ต้องหันไปมองยังเดาออกว่าใคร ไอ้สถานการณ์เหมือนละครน้ำเน่ายามบ่ายที่พระเอกกลับมาเจอนางเอกอยู่กับพระรองแล้วเกิดเรื่องเข้าใจผิดนี่มันคุ้นแสนคุ้นจนข้าต้องลอบสบถออกมาในใจ รีบผละออกจากตัวฉู่เหวิน กำลังคิดว่าควรขยับปากพูดประโยคคลาสสิคอย่าง มันไม่ใช่แบบที่คุณคิดดีรึเปล่าแต่ก็เลือกจะหุบปากเงียบ โดยเฉพาะเมื่อฉากหลังจากนั้นคือทหารในชุดเกราะองอาจหลายนายผลักประตูเดินเข้ามารุมล้อมรอบกายข้าและเทพสงครามแห่งไห่เยี่ยน ดาบคมกริบยกขึ้นจ่อไปยังองค์ชายเจ็ดอย่างไม่มีลังเลแม้แต่น้อย



                        ไม่ต้องให้ใครบอก แค่หลินจวินเจ๋อขยับริมฝีปากข้าก็ถอยหลังออกมา ฉู่เหวินเองก็ยืนนิ่งยอมจำนนไม่ได้คิดบุกฝ่าออกไปหรือรั้งตัวข้าไว้เป็นตัวประกันเพื่อหลบหนี ทั้งที่การจับกุมผู้ต้องหาของแผ่นดินเป็นไปด้วยดีแต่สีหน้าของหลินจวินเจ๋อกลับไม่ได้น่ามองแม้แต่น้อย ดวงตาคุโชนราวกับไฟลุกนั้นจ้องข้าเขม็งราวกับจะพ่นไฟออกมาเสียด้วยซ้ำ



                        ไม่ต้องให้คาดเดาก็ทราบทันทีว่าข้อกล่าวหาของสามีคืออะไรที่คล้ายๆนอกใจ ซ้ำตอนนี้ฉู่เหวินซึ่งเคยมีท่าทีน่าสงสารน่าเวทนากลับยิ้มแย้มอย่างท้าทายยิ่งเหมือนจะยั่วโทสะให้บางคนจุกอกตาย ข้ามองภาพเบื้องหน้า คิดจะพูดอะไรแต่ก็ต้องเงียบเสียแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จู่ๆก็นึกปวดหัวขึ้นมา คนที่เกลียดขี้หน้ากันนี่ไม่ว่าอย่างไรก็เกลียดอยู่ดีจริงๆ



----------------



                “เจ้าทราบความผิดของตนหรือไม่?”



                        หลังจากจับเอาตัวองค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนได้ไปแล้วภายในบ้านก็กลายเป็นเงียบกริบเหลือเพียงเราสองสามีภรรยานั่งเอาเข่าชนกันเงียบๆ ซึ่งเป็นความเงียบที่น่าสะพรึงอย่างยิ่งเมื่อหลินจวินเจ๋อได้กล่าวคำนั้นออกมา เอาล่ะ ข้าได้บอกรึยังว่าเกลียดประโยคนี้มาก รู้สึกเหมือนจู่ๆถูกจับไปยืนพิพากษากลางถนนโดยไม่รู้ว่าตนเองทำความผิดอะไร แม้ครั้งนี้จะทราบดีแก่ใจว่าความผิดของตนคือการติดต่อพูดคุยกับคนในประกาศจับเช่นฉู่เหวินก็เถิด ทว่าภาพที่สามีนั่งกอดอกจ้องมองมาเงียบๆในห้องหอของเราสองคนนั้นช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย โดยเฉพาะเมื่อเขาใช้ดวงตาคู่นั้นมองมาไม่กระพริบด้วยใบหน้าเคร่งขรึมไร้รอยยิ้ม ทุกอย่างประกอบกันเป็นสถานการณ์ที่ข้าคงต้องกล่าวว่า ข้าน้อยผิดไปแล้ว



                “ข้าไม่ได้มีอะไรกับฉู่เหวิน..” เป็นข้าที่ทำผิดจริง แต่ก่อนจะกล่าวถึงความผิดข้อใหญ่สุดก็เอ่ยถึงความผิดแรกของตน ข้ามองสบตาสามีเบื้องหน้าอย่างพยายามอธิบายเผื่อสีหน้าบูดบึ้งนี่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความหึงหวงทุกอย่างจะได้ทุเลาลงบ้าง “เรื่องก็อย่างที่ท่านเห็น ข้าไม่ได้คิดอะไร อย่างน้อยเขาก็มีบุญคุณ..”



                        “ข้าทราบดีว่าเขามีบุญคุณต่อเจ้า” หลินจวินเจ๋อตัดบทเสียงเฉียบ คนบอกว่ารู้แล้วแต่สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความมึนตึง ร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะหนาทั้งตัวดูคล้ายรูปสลักจากแท่งศิลาเข้าไปทุกทีชวนให้ข้ารู้สึกประหวั่นไม่น้อย



                        “เพราะเป็นเช่นนั้น ข้าจึง...”



                        “จึงทำอันใด?” สีหน้าคล้ายกำลังซักถามนักโทษทำให้คนถูกถามหน้าหดเหลือสองนิ้ว



                        “อย่างที่เราเคยวางแผนกันว่าหากแพร่ข่าวเรื่องข้าออกไปฉู่เหวินย่อมสงสัย ในที่สุดเขาก็มา ที่ข้าให้เขามาที่จวนแม่ทัพเพราะอยากสนทนาด้วย ข้าคิดว่าต่อให้ไม่เชิญเขามาฉู่เหวินก็คงต้องตามมา ข้าเองก็มีเรื่องค้างคา อยากพูดคุยกับเขาบางอย่างและเผื่อว่าฉู่เหวินจะเปลี่ยนใจ...”



                        ข้าได้ยินเสียงแค่นหัวเราะออกมาจากลำคอของหลินจวินเจ๋อขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองมาด้วยสีหน้าเผยความขบขัน “แล้วสำเร็จหรือไม่?”



                        “ไม่” นี่ก็เป็นความจริง แต่ให้กล่าวตามตรงข้าก็ทราบผลดีแต่แรกแล้ว คนอย่างฉู่เหวินไม่มีทางล้มเลิกแผนการเพราะคำพูดของข้าหรอก ต่อให้จะได้พบกันก็ตาม จริงๆข้าก็แค่..



                        “เจ้าไม่ได้พูดความจริง อาซิ่น” หลินจวินเจ๋อพ่นลมหายใจแรงๆขณะกอดอกแน่นขึ้นแล้วจ้องหน้าข้าเขม็ง “เจ้าไม่ได้กล่าวตามจริง เจ้าทราบดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจใครมาแต่แรกแล้ว ทว่าที่ยังดึงดันก็แค่อยากพบหน้าใช่หรือไม่?”



                        “ใช่” โดนรู้ทันซะแล้ว ก็สุดแต่จะหาข้ออ้างมาได้ข้าจึงถอนหายใจเฮือก “จริงอย่างที่ท่านบอก แม้สาเหตุที่ฟังขึ้นจะเป็นเพราะเขาตามมา เพราะอยากให้เปลี่ยนใจ แต่จริงๆข้าก็แค่อยากคุยกับฉู่เหวิน อยากเห็นหน้าและขอบคุณผู้มีพระคุณ อีกทั้งในสายตาข้า ข้าเองก็เห็นเขาเป็นสหาย---”



                “สหายแล้วอย่างไร!



                        เสียงฝ่ามือฟาดลงบนโต๊ะสุดแรงทำให้ข้าสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมามองคนทำแทบไม่ทันเสียงตะโกนที่ไม่คิดว่าจะออกมาจากปากของหลินจวินเจ๋อทำเอาแทบขวัญหาย ข้าตกใจและคาดไม่ถึงอย่างมากว่าเขาจะมีโทสะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ตะโกนและระบายออกแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ ทั้งท่าทางและอากัปกริยาซึ่งบ่งบอกว่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจนั่นโจมตีข้าเสียจนได้แต่นิ่งบ้าใบ้สมองไม่ทำงาน ในขณะที่หลินจวินเจ๋อหันไปมองออกนอกหน้าต่าง แต่มือที่ขยับเข้าๆออกๆกำบานหน้าต่างแน่นนั้นไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกดีมีแต่น้อย



                        แต่ข้ายังไม่เข้าใจ..ถูกต้องล่ะข้าทำผิด ข้าไม่ควรเชิญเขามาที่นี่เผื่อว่าจะเกิดเรื่องฉุกเฉิน การกระทำที่ไม่ผ่านการวางแผนอาจจะส่งผลเสียถ้าหากอีกฝ่ายคิดจับตัวหรือใช้ประโยชน์ มันเป็นความผิดของข้าเอง แต่ว่า..



                        “เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าการกระทำเอาแต่ใจของเจ้าส่งผลเสียเพียงไร” หลินจวินเจ๋อหันกลับมา น้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบไม่เจือโทสะเป็นไปได้ยากยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเขายังหายใจเข้าหายใจออกแรงๆเช่นนี้ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความหึงหวงรักใคร่ของเราสองคนแล้ว! ข้าไม่ปฏิเสธว่าข้าหึงหวงแทบอยากกระชากดาบออกมากดหัวฉู่เหวินให้ตายไปเสียเมื่อเห็นเจ้าถูกมันโอบกอดอยู่ แต่สาเหตุที่ทำให้ข้าโกรธเคืองยิ่งนักมิใช่เพราะเรื่องของเจ้ากับมัน แต่เป็นเจ้าที่ทำตัวเช่นนี้ อาซิ่น...เหตุใด้เจ้าจึงทำอะไรไม่คิดเช่นนี้



                        “หา..? ข้า..อะไร..” ข้าขยับปากพะงาบๆ ตะลึงกับสิ่งที่ได้ฟังจนได้แต่เงียบกริบ



                        “เจ้าได้สำนึกในสถานะของตนเองหรือไม่?” หลินจวินเจ๋อจ้องหน้าข้าเขม็ง



“..ข้า..” ข้าเป็นอะไรล่ะ คนธรรมดา คนหน้าเหมือนจวิ้นอ๋อง เหลียงจื่อซิ่น หลินจวินเจ๋อหมายถึงอะไร



“เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย” สามีกล่าวด้วยอาการถอนใจระงับอาการหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มเคร่งเครียดสายหนึ่งยามจ้องมองมาที่ข้าเขม็ง “ข้าไม่คิดกล่าวถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ข้าทราบว่าเจ้าเองก็เป็นคนธรรมดาผู้หนึ่งที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ตนเองไม่ได้เลือก ยามเป็นจวิ้นอ๋องเจ้าเลือกไม่ได้ แต่ตอนนี้เจ้าเป็นเหลียงจื่อซิ่น เป็นคนรักข้า เจ้าเป็นเมียข้า ข้าเรียกเจ้าว่าฮูหยิน เจ้าคิดว่านี่เป็นเพียงตำแหน่งลอยลมหรือชื่อเรียกหนึ่งงั้นหรือ จึงกระทำตนไม่รู้จักคิด เจ้าพบฉู่เหวินแทนที่จะเรียกทหารกลับพามันมาพูดคุยกันเงียบๆในบ้านของข้างั้นรึ..เจ้าคิดถึงบุญคุณแต่เก่าก่อนแต่เจ้าเคยนึกถึงสถานะของข้ายามนี้บ้างหรือไม่ ความใจอ่อนของเจ้า สิ่งที่เจ้ากระทำลงไปจะส่งผลเสียอย่างไรต่อข้าและเทียนจิ้น เจ้าเคยคิดบ้างไหม?”



“ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นสหาย เป็นผู้มีบุญคุณ เป็นบุรุษที่หน้าตาคล้ายคลึงอดีตคนรักของเจ้า ตอนนี้มันก็คือนักโทษในประกาศจับ คบค้าคนเช่นนี้มีโทษอย่างไร พามันมาแล้วให้ที่พักพิงหมายความเช่นไร หากเจ้าถูกจับตัวไปเล่า หากฉู่เหวินคิดเอาตัวเจ้าเป็นตัวประกันให้ข้าต้องไปตามหาเล่า หากเจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเล่า เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดถึงเรื่องนี้ก่อนจะตัดสินใจทำอันใด เจ้ามองว่ามันเป็นสหายจึงได้พามางั้นรึ แล้วเจ้าคิดถึงสถานะของตนเองที่เป็นคนรักของข้าบ้างหรือไม่ การทำอะไรตามแต่ใจตนของเจ้าจะส่งผลอย่างไรได้คิดไว้บ้างหรือไม่!



นี่มัน...



ข้าเม้มปากแน่น ก้มหน้าลงอย่างเงียบเชียบเมื่อได้ยินสิ่งที่สามีกล่าวครบทุกถ้อยกระบวนความ ความรู้สึกหนักอึ้งปนชาทั้งร่างทำให้ข้าได้แต่นั่งนิ่งอย่างอับจนถ้อยคำ ความรู้สึกที่โดนต่อว่าไม่ได้เจ็บเสียจนต้องร้องไห้ทว่าเป็นความจุกและอึดอัดในหัวอก ตนเองที่เคยปากกล้านักกลับไร้คำจะว่ากล่าวถกเถียงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อยามเจอหน้าฉู่เหวิน..ข้าไม่ได้คิดถึงหลินจวินเจ๋อจริงๆ



ทำอะไรตามใจงั้นรึ..พูดแบบนั้นก็ถูกแล้ว ข้าทราบดีว่าตัวเองเป็นคนเอาแต่ใจ พบฉู่เหวินได้คุยกันแล้วจะไล่อีกฝ่ายไปสุดท้ายก็ไม่ทันไล่ ทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่ได้แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้ทุกข์ใจอะไรนักหนา ต่อให้จะบอกว่าไม่ควรนั่งคุยกันต่อแต่ก็ไม่ได้ต่อต้านอย่างจริงจัง ข้าเห็นเขาเป็นเพื่อน ข้ารู้สึกผิดต่อเขาจึงยอมลงให้ง่ายๆ แต่ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรการกระทำเหล่านั้นข้าไม่ได้นึกถึงหลินจวินเจ๋อ ข้ามีเขาในใจก็จริง รักเขาก็จริงแต่ไม่ได้คิดถึงอีกฝ่ายในฐานะสามีที่ร่วมใช้ชีวิตด้วยกัน มีอะไรต้องพูดคุยต้องปรึกษา ลงมือทำตามใจตัวเองไปทั้งอย่างนั้น



ข้าเงยหน้ามองหลินจวินเจ๋อซึ่งมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจแรงๆเพื่อระงับความหงุดหงิด หัวใจแสบปร่าเมื่อคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายทำให้เขามีสีหน้าเช่นนี้ สามีภรรยาที่มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมตาน รวมใจเป็นหนึ่งเดียวงั้นหรือ..ดูแล้วข้าที่ทำเป็นแต่การตกแต่งบ้านกับทำอาหารเมนูแปลกๆจะสอบไม่ผ่าน



“ท่านพี่..”



“มีราชโองการ” ไม่ทันให้ข้าได้เอ่ยปากขอโทษหรือคิดแก้ตัว หลินจวินเจ๋อก็กล่าวขึ้นพลางคลายกอดที่อก ที่แท้บนอกแกร่งยังมีกระบอกผ้าสีเหลืองอร่ามประทับตราราชสำนักอยู่ ตัวหนังสือบนผ้าที่ไม่เคยเป็นเรื่องดีสักครั้งทำให้ข้าขมวดคิ้วแน่น “เรียกตัวข้าเข้าเมืองหลวง ได้ตัวฉู่เหวินแล้วก็ดี จะได้นำตัวกลับไปพร้อมกัน”



“.....ท่านจะพาข้าไปด้วยหรือไม่?” ข้าถามเสียงเบา ตอนนี้ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเรียกร้องอะไรได้จริงๆ



“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”หลินจวินเจ๋อมองข้าที่นั่งนิ่งครู่หนึ่งแล้วตอบสั้นๆ คำตอบนั้นทำให้พอใจชื้นขึ้นมาบ้างว่ายังได้รับการให้อภัย แม้จะมองดูสีหน้าของสามีแล้วยังพบว่าเขาบูดบึ้งหงุดหงิดอยู่หลายส่วน กระนั้นก็ยังเอื้อมมือไปดึงชายอาภรณ์อย่างใจกล้า คลี่ริมฝีปากยิ้มนิดๆ



“ท่านพี่..ข้า..”



“ข้ายังโกรธอยู่” รอยยิ้มของข้าเจื่อนลงเมื่อได้ยินเสียงเข้มๆตัดบทไม่ให้อ้าปากพูดจามากความ หลังสั่งสอนกันไปด้วยการต่อว่ายาวเหยียดและการระเบิดอารมณ์แล้วดูเหมือนอาการเหนื่อยใจจะเข้ามาเกาะกุมทำให้คนที่เคยยอมความอยู่เสมอมีท่าทีนิ่งงันเฉยชาชวนให้ใจหาย เงียบไปครู่อย่างที่ข้าไม่กล้าจะพูดอะไรและส่งสายตาอ้อนวอนเงียบๆ หลินจวินเจ๋อจึงวางมือลงบนศีรษะข้า สัมผัสหนักๆโยกหัวขยี้ผมสองสามทีให้เงยหน้าไปสบตา ก่อนเขาจะถอนหายใจเบาๆ



“อย่าทำแบบนี้อีก มิฉะนั้นข้าจะล่ามเจ้าไว้ในห้องนอนไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย”



อื้อหือ...เอสเอ็ม


ฟังแล้วทำไมจู่ ๆรู้สึกอยากปาดน้ำลายก็ไม่รู้




.......................


ตอนนี้ถือว่าเคลียร์เรื่องคสพ.ของอาซิ่นกับชายฉู่ เป็นอย่างที่เหล่าจือกล่าวไว้คือเห็นเป็นเพื่อน สงสารในชะตากรรมก็สงสาร บุญคุณก็บุญคุณไปอีก ที่อ่อนไหวก็มีบ้างนิดๆ(ก็เขาทำดีด้วยขนาดนั้น) แต่เพราะความรักของฉู่เหวินมาพร้อมกับความระแวงเลยไม่สนิทใจสักที สุดท้ายเลยไม่อาจได้มากกว่านั้น อาซิ่นเองก็สลัดเรื่องคนหน้าเหมือนหวังอี้เสี่ยพ้นเสียที..

ในส่วนของท่านพี่ที่องค์ลง ถ้ามองในมุมสามีนี่อาซิ่นก็ไม่ควรจริงๆ เป็นสามีภรรยากันก็ต้องปรับตัวล่ะค่ะ ที่ผ่านมาอาซิ่นคิดเองทำเองอยู่เองมาตลอดเลยทำอะไรไม่สนคนข้างหลัง สมควรโดนสามีจับเอสสะเอ็ม(..)

 

  


//แปะรูปหนังสือ ห่างหายไปเพราะเจอโปรเจกต์งานใหญ่ที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน เพิ่งจะฟื้นคืนชีพวันเสาร์นี่เองค่ะ แต่ตอนนี้นิยายอยู่ในขั้นเปิดโรงงานแพ็คเล่ม 1-2 แล้ว พรุ่งนี้วันหยุดพอดี (เฮฮฮ) ส่วนนิยายเหลืออีกสิบเอ็ดตอนสุดท้ายเน้อ 


/กลิ้งไปแพ็คของ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 201 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13769 melon (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 15:40
    มีอีบุ๊คไหมคร้า
    #13,769
    0
  2. #13763 Y knight (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 16:34
    ไรท์ยังมีเล่มอยู่มั้ยคะ อยากได้มากๆเลย ซื้อทางไหนได้บ้าง
    #13,763
    0
  3. #13754 namtiplove2547 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 10:10
    ยังรออยู่น้าาา
    #13,754
    0
  4. #13748 pundow (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 17:55

    อยากอ่านต่อ
    #13,748
    0
  5. #13728 Amarry (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 22:57
    ไรท์จะมาต่อมั้ยยยยยย อยากอ่านต่อค่าาา
    #13,728
    0
  6. #13692 ฟักทองซึน (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 17:15
    ฉันยังต้องรออีกนานไหม ต้องรอเธออีกนานไหมม ฮือออ
    #13,692
    0
  7. #13680 DARA T. (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:10
    ร้องไห้เลยอะแม่ น้ำตาแบบซึมเง้ เจ่บแทนแม่ พ่อก็คือปากร้ายมากแม่ อะไรเบอนั้น ด้วยที่มีนิสัยไม่ชอบให้คนมาด่าแม้จะผิดก็ตามของหน่อง เจองี้ก็คือเจ่บบบบบ
    #13,680
    0
  8. #13608 feemmiee (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 18:22
    รอไรท์มาต่ออยู่นะคะ อย่าทิ้งกันน้าา
    #13,608
    0
  9. #13525 Fujiwara no Fushiki (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 18:00

    คงไม่มาต่อแล้วเห็นบอกว่าเบี้ยวการส่งนิยายบางส่วนยังไม่ได้จ่ายเงินคืนจริงเปล่าค่ะ!!นิยายเรื่องนี้แต่ดีจริงๆแต่ตอนไปอ่านในเพจของคุณวิน???(นักเขียนเรื่องนี้)ก็รู้สึกเสียใจจริงๆ!!


    #13,525
    0
  10. #13523 KTwang (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 11:35
    ไรท์หายไปปปป จะไม่มาต่อแล้วหรอคะ จะทิ้งกันหรอ TT
    #13,523
    0
  11. #13494 ++Boommi++ (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 10:43
    แอบรอเธออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย แอบมาส่องอยู่นิดๆ แต่เธอช่างดูเฉยเมย เอาล่ะเตรียมใจไว้หน่อย ไรท์อัพตอนไหนต้องเสี่ยงกัน เย~อีเยอีเย~
    #13,494
    0
  12. #13485 jupiteralist (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 12:07
    ไรท์หายไปไหนนน แงงงงง
    #13,485
    0
  13. #13476 guzzto (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 23:42
    ไรท์ๆๆๆกลับมา
    #13,476
    0
  14. #13463 Cordelia Rose (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 18:54
    งื้ออออ ตอนอาซิ่นโดนว่านี่แบบจำละร้องไห้แทนอะ เอาจริงๆถ้าเป็นเราเองก็คงลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเหมือนกัน ด้วยความเคยชินอะ
    #13,463
    0
  15. #13385 honeylovely541 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:14
    ไรท์กลับมาได้มั้ย? 😭
    #13,385
    0
  16. #13384 ayowhatsup (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:25
    ยังอยากให้รัชทายาทคู่กับจวิ้นอ๋องอยู่นะ5555
    #13,384
    0
  17. #13382 Plankton J (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:40
    ยังรออ่านต่อจ้า
    #13,382
    0
  18. #13305 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 22:28
    จริงๆยังอ่านไม่ถึงตอนนี้ แต่อ้อนวอนไรท์มาลงให้จบเลยเถอะ ใครจะว่ายังไงก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถือว่าได้ลงให้ครบแล้ว ฮือออออออ
    #13,305
    0
  19. #13271 น้องโอ๋ เขาชานหมาก (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 19:34
    รอๆติดเรื่องนี้หนักมาก
    #13,271
    0
  20. #13244 biewl2 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 22:43
    มาต่อหน่อยนะคะ รออ่านอยู่ค่ะไรต์เตอร์ที่รัก
    #13,244
    0
  21. #13234 Tasanee Buram (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 08:39
    นิยายสนุกมาก มาต่อหน่อยนะค่ะ รออยู่
    #13,234
    0
  22. #13230 panida19841 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 22:20
    รอตอนต่อไปค่าา
    #13,230
    0
  23. #13227 oilbamx2 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 21:23
    รออออออ
    #13,227
    0
  24. #13224 ลิงน้อยสุดเอ๋อ (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 / 23:02
    เมื่อไหร่จะมาต่อค่ะ คิดถึงอาซิ่น
    #13,224
    0
  25. #13223 The Moon2027 (จากตอนที่ 87)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 22:21
    รอๆเมื่อไหร่จะต่อ
    #13,223
    0