ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 82 : ร้อยพันเปลี่ยนแปร แต่บางสิ่งยังตราตรึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,935
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    11 เม.ย. 60


                        



                        “พี่ชาย พวกข้าอยากพบแม่ทัพหลิน ไม่ทราบว่าจวนของท่านแม่ทัพอยู่ที่ใด?”



                        ยามบ่ายคล้อยของวันที่สามหลังจากเดินทาง ข้าและเฉายุ่นจื่อก็มาถึงเมืองถานเฟิ่งในที่สุด อย่าได้สงสัยว่ายามเดินทัพแม้คนมากแต่เสียเวลาไปหนึ่งวันก็มาถึง ครานั้นถือว่าเป็นการเร่งเดินทางโดยที่ผู้คนพร้อมแล้วมิใช่คนหนึ่งบาดเจ็บอีกคนก็ต้องหลบหนีเช่นนี้ อย่าว่าแต่มีม้าตัวเดียวเลย ข้าและเฉายุ่นจื่อออกจากเมืองสือหลินเมื่อสามวันก่อนแล้วก็เดินทางไปพักแรมไปพร้อมอาศัยสืบข่าวไปด้วย เจ้าเด็กรับใช้ผู้นั้นกลัวว่าตนจะถูกตามล่าเพราะหนีออกมาจากวังอ๋องจึงไม่กล้าเสนอหน้านัก ได้แต่สวมหมวกคลุมผ้าปิดบังหน้าตาทำให้กว่าพวกเราจะมาถึงเมืองสือหลินก็ใช้เวลาไปหลายวัน



                        แต่มาถึงก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว ทว่าสีหน้าของยามเฝ้าประตูเมื่อข้าออกปากถามถึงจวนแม่ทัพนี่มันอะไร คนถือหอกยืนเหงื่อหยดกลางแดดก็เข้าใจว่ามันทั้งร้อนทั้งเหนื่อย แต่จะอำนวยความสะดวกให้คนมาเยือนหน่อยไม่ได้หรือ ก็แค่ถามหาบ้านท่านแม่ทัพเพื่อความสะดวกจะได้ไปดักเจอโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินวนทั่วเมือง แล้วท่าทีไร้มนุษยสัมพันธ์นั่นมันอะไร เห็นแล้วน่าคอมแพลนส่งบริษัท



                        บ่นไปในใจแบบนั้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มประจบรอคอยคำตอบ ตอนนี้นอกจากจะไม่มีเส้นอะไรให้เบ่งแล้วข้ายังกลายเป็นคนไร้ถิ่นฐานที่อยู่เสียด้วย เสื้อผ้าที่สวมอยู่นี่ก็เป็นของเฉายุ่นจื่อ อาการป่วยที่ทุเลาลงได้ก็เพราะเฉายุ่นจื่อ ตั้งแต่หัวจรดเท้ากระทั่งวิธีมัดผมก็ยังเป็นเฉายุ่นจื่อทำให้ ติดหนี้บุญคุณคนอื่นยกใหญ่แล้วถ้ายังจะมาเสียเรื่องเพราะกร่างใส่ทหารเฝ้าประตูเมืองใช้เส้นที่ตัวเองไม่มีจนโดนโยนออกไปข้าคงไม่ขำ



                        “พี่ชายท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะช่วยตอบคำถามของพวกข้าได้หรือไม่?” เสี่ยวเจี๋ยกระแอมไอพลางยิ้มแย้มให้อีกฝ่าย เป็นคนเอ่ยขึ้นบ้างหลังจากเห็นว่าทหารยามนายนั้นเงียบไปนาน



                        “...” แต่ก็นั่นแหละ อีกฝ่ายไม่ตอบ เอาแต่มองพวกข้าด้วยสายตาเหมือนมีของเหม็นมาจ่อใต้จมูกจนชักอยากจะวางมวย



                        “เขาไม่รู้จักหน้าท่านรึ พี่ชาย..ก็บอกไปสิว่าเป็นคนของท่านแม่ทัพ” เฉายุ่นจื่อเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงเอนตัวมากระซิบพูดคุยกับข้า ดวงตาที่โค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวนั้นมองมายังตัวข้าด้วยสายตาเคลือบแคลงประการหนึ่ง “..แต่ท่านนี่อย่างไร ถึงขนาดไม่รู้ที่ตั้งจวนแม่ทัพเลยหรือ”



                        อย่ามาฉลาดตอนนี้ได้ไหม เจ้าคนแซ่เฉา!



ข้าสบถก่นด่ามันสมองอีกฝ่ายอยู่ในใจขณะพยายามทำหน้านิ่งเฉยอย่างมืออาชีพ เฉายุ่นจื่อนี่สงสัยอะไรได้เป็นปัญหาจริงแท้ ตั้งแต่เรื่องที่ตั้งจวนแม่ทัพไปจนถึงเรื่องว่าทำไมไมไม่ไปหาที่ค่ายทหาร ซ้ำสองสามวันที่เดินทางกันอีกฝ่ายยังพยายามซักถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด เรื่องจวนแม่ทัพที่เมืองถานเฟิ่งข้าไม่รู้ที่ตั้งน่ะถือเป็นความผิดของเหล่าจือเอง ก็หลินจวินเจ๋อพักอยู่กับวังจวิ้นอ๋องนี่นา ใครจะได้ไปตามสืบว่าบ้านอยู่ตรงไหน ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่ไปพบสามีที่ค่ายทหารนอกเมือง คำตอบนอกจากมันไกลแถมไม่แน่ใจทางแล้วยังเป็นเพราะคนธรรมดาไม่สามารถไปที่นั่นได้ ลองใส่หมวกปิดบังหน้าตาขี่ม้าไปตะโกนโหวกเหวกหน้าค่ายสิ ลูกธนูของทหารไม่ปลิวมาใส่หัวก็นับว่าดีแล้ว ถ้ากล่าวว่ายอมโดนจับเพื่อพบคนนั่นกลับไม่สมเหตุสมผลเพราะในสภาพมึนตึงกับไห่เยี่ยน โดนสงสัยว่าเป็นสายลับแล้วหลินจวินเจ๋ออาจจะได้พบแค่หัวที่ไม่มีตัวของข้าน่ะสิ



ได้แต่ถอนใจเบาๆ ขณะที่สาปแช่งเจ้าทหารที่ยังทำหน้าเหม็นอะไรสักอย่างตรงหน้าไปด้วยในใจอย่างดุดัน เห็นสายตานั้นแล้วใช้เวลาคิดครู่หนึ่งก็บรรลุจึงรีบดึงเอาถุงเงินจากมือเสี่ยวเจี๋ยยัดใส่มือเจ้าตัวอย่างไม่ให้เจ้าของตังค์ได้ซักถาม แล้วพอได้เงินคนจากหน้าบึ้งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่า เฮอะ ไอ้พวกที่เงินมาถึงอ้าปากได้นี่มันน่าหงุดหงิดนัก  นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าติดสินบน นี่สินะความลำบากของชาวบ้านธรรมดา นี่สินะความแตกต่างทางชนชั้น! ถ้าเป็นตอนที่อยู่ในร่างคนงามไม่ต้องขยับปากเจ้าพวกนี้ก็คุกเข่ายืนรอคอยฟังคำสั่ง ทำก้มหน้านอบน้อมเคารพแล้วเคารพอีกไม่ต่างกับเจ้าคนแซ่เฉาที่ทำหน้าเสียดายเงินอยู่ข้างๆ นี่เรียกว่าต่างคนต่างแสดงท่าทีจริงๆ ตอนอยู่ในร่างจวิ้นอ๋องว่าปวดหัวกับคนมายุ่งยากวุ่นวายแล้วยังว่าไม่เคยตัวลำบาก ตอนนี้กลับตกยากซะแล้ว ไม่ทราบว่าอย่างไหนดีกว่ากัน



“พี่ชายว่าอย่างไร” ข้าได้แต่ส่งสายตาฝากไว้ก่อนใส่ทหารเฝ้าประตูเมืองและร่างบัญชีหนี้ไว้ล่วงหน้า คิดแล้วยิ่งต้องกำหนดเป้าหมายให้ไปถึงให้เร็วที่สุดก่อนจะพบชะตากรรมอนาถยิ่งกว่านี้ ข้าจึงปั้นหน้ายิ้มน้อยๆอีกรอบแม้ในใจอยากสังหารคนแค่ไหน



“จวนของท่านแม่ทัพอยู่ถนนสายที่สอง เดินเข้าไปแล้วถามชาวบ้านแถวนั้นก็รู้” ตอบแค่นี้แล้วเอ็งก็ยังมาปั้นหน้าเหม็นเอาเงินคนอื่นเนี่ยนะ ข้าได้ยินคำพูดที่แทบไม่ได้ช่วยอะไรแล้วถึงกับคิดอยากต่อยตีผู้คน เห็นหน้ายิ้มๆนั่นแล้วคันง่ามเท้ายิ่งนัก “แต่เจ้าจะขอพบท่านแม่ทัพ ได้พบหรือไม่ยังคงเป็นเรื่องของวาสนา หลังกลับมาอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก..”



ขยับปากอยากถามว่าคนอารมณ์เสียเรื่องอะไรแต่เป็นเสี่ยวเจี๋ยมาดึงแขนไว้ บอกข้าทางสายตาให้ผละออกมาหลังถูกผู้คนที่เข้าแถวรอเข้าเมืองส่งสายตาอาฆาตใส่ บ่งบอกว่าถ้ายังชักช้าอยู่อาจจะโดนตาเฒ่าที่สะพายของเต็มหลังยัดโสมดิบใส่ปาก ไม่ก็ถูกท่านป้าที่ทำตาเขียวตรงนั้นฟาดตระกร้าผักบนหนังหน้าที่ยังปูดบวม ข้าจึงยอมความแล้วขยับเท้าเดินทางเข้าไปแต่โดยดีแม้ในใจยังจะมีคำถามเกิดขึ้นก็ตาม



เพราะเหตุใดถึงอารมณ์ไม่ค่อยดี? ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเงยหน้ามองเงาของประตูเมืองขนาดใหญ่อย่างครุ่นคิด พอได้เห็นประกาศจับคนหน้าประตูเมืองซึ่งเป็นรูปของฉู่เหวินแล้วก็หยุดเท้า อ่านคำบรรยายถึงองค์ชายเจ็ดแคว้นไห่เยี่ยนแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง คิดถึงฉู่เหวินคนที่ตนเองเคยเป็นทั้งศัตรูและมิตรด้วยแล้วทอดถอนใจ..



คำกล่าวที่ว่าเรื่องราวแปรเปลี่ยนไปได้มากมายซ้ำรวดเร็วคงเป็นเช่นนี้  ก่อนจากข้ายังมองเห็นเขาโวยวายอยากให้ข้าอยู่ต่อพร้อมกล่าวประณามหลินจวินเจ๋อ คนยังคงยึดติดกับตัวข้าอย่างเหนียวแน่นจนน่าใจหาย ผ่านไปเพียงกระพริบตาก็กลายเป็นองค์ชายที่ถูกล่าตัว ทำเอารู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายไม่น้อย



คิดถึงตอนที่ตนเองพยักหน้าตกลงเป็นพันธมิตรกับทั้งฉู่เหวินและองค์ชายสามฉู่เฟิ่งหลิว คนหนึ่งถูกจัดการไปแล้วเหลืออีกหนึ่ง ทั้งสองนั้นยากจะกล่าวว่าข้าไม่เกี่ยวข้อง คิดแล้วยังอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าบางทีข้าอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฉู่เหวินพ่ายแพ้ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลินจวินเจ๋อถูกขับไล่ออกมาจากเมืองหลวง ไม่ใช่แค่เพราะบุกรุกวังตะวันออกแต่อย่างใด



คิดถึงเรื่องของจวิ้นอ๋องแล้วข้ายังต้องวางลงไปก่อน สามวันนี้ที่เดินทางกับเฉายุ่นจื่อใช่ว่าจะไม่เอ่ยถาม แต่เจ้าตัวก็กล่าวเพียงว่ารออยู่ที่รถม้าจึงไม่ทราบว่าเกิดเรื่องราวใด รู้เพียงเพราะแม่ทัพหลินถือดาบบุกรุกวังตะวันออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงโดนโทษหลัก บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หลินจวินเจ๋ออารมณ์เสีย ข่าวว่าท่านแม่ทัพเปลี่ยนไปตั้งแต่โดนให้ออกจากเมืองหลวงใช่ว่าจะไม่หลุดจากปากชาวบ้านร้านตลาด ที่เดินทางผ่านมาข้าและเฉายุ่นจือได้สืบข่าวกันมาด้วยต่างก็ทราบเรื่องนี้ ว่ากันว่าท่านเทพสงครามจากคนใจดีกลายเป็นจอมโหดแซ่หลิน นอกจากจะขี้หงุดหงิดแล้วยังไม่ยอมไว้หน้าใครทั้งนั้น บ้างก็ว่าเพราะเรื่องถูกขับออกจากเมืองหลวง บ้างก็ว่าเพราะถูกให้เลิกรากับจวิ้นอ๋อง บ้างก็กล่าวว่าเพราะฉู่เหวินแห่งไห่เยี่ยนยังลอยนวล ข้าแม้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรแต่คาดว่าคงเป็นเพราะหลายสิ่งประกอบกันกระมัง ข้าเองก็ไม่รู้ใจเขาและไม่ได้อยู่ร่วมกันในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายต้องเผชิญ ไม่อยากคิดด้วยว่าเปลี่ยนไปเพราะถูกจวิ้นอ๋องบอกเลิก ถ้าเป็นแบบนั้นจริงจะเจ็บตัวเจ็บใจเองเปล่าๆ



“ใบผ่านทางเล่า”



ใจลอยอย่างครุ่นคิดได้ไม่เท่าไหร่กลับลืมตาตื่นเพราะหอกสองอันกลับกั้นข้าไว้ไม่ให้เดินผ่าน คำพูดของนายทหารหน้าเหี้ยมสองรายทำเอาข้าอ้าปากค้าง เพิ่งได้ทราบว่าการตรวจยังมีอีกชั้น พอเข้าใจอยู่หรอกว่าต้องตรวจตราเนื่องจากกำลังไล่จับฉู่เหวินซ้ำที่นี่คือชายแดนเมืองถานเฟิ่งที่ติดกับไห่เยี่ยนมีโอกาสที่อีกฝ่ายจะเดินทางมา แต่ว่าขอปล่อยผ่านไม่ได้เรอะ ข้าที่เป็นคนเถื่อนไม่มีเอกสารไม่มีอะไรสักอย่างนี่จะทำอย่างไร ขอยัดเงินยังทันไหม!



“ข้าเฉายุ่นจื่อ มาจากเมืองสือหลิน หลานชายของนายอำเภอเฉา” เจ้าคนที่เคยปิดหน้าปิดตากลับยอมเผยตัวแล้วพร้อมยิ้มแย้มแจ่มใส คนวางท่าเป็นคุณชายซ้ำออกลายประจบทหารยามเสียสี่ส่วน ข้ามองเฉายุ่นจื่อยื่นใบผ่านทางมอบให้ทหารยามอย่างปรกติแล้วอ้าปากค้างอีกระลอก เริ่มสับสนแล้วว่าจะทำอย่างไรดี



“แล้วของเจ้าเล่า?” นายทหารอีกนายกล่าวเร่งย้ำ เมื่อเห็นว่าข้าเงียบไม่ตอบ



“ข้า...”



“พี่ชาย ท่านเองก็รีบนำเอกสารให้ทหารตรวจสอบสิ” ข้ามองดวงตายิบหยีของเฉายุ่นจื่อแล้วหรี่ตามองเล็กน้อยอย่างไม่ทราบจะเอาคืนอย่างไร



เจ้านี่มันรอเล่นงานข้าอยู่! นึกสบถในใจกับความแสบไม่เลิกราน่าปวดหัว เดินทางด้วยกันสามวันแล้วมีหรืออีกฝ่ายจะไม่ทราบว่าข้าไม่มีใบผ่านทางซึ่งออกโดยท้องถิ่นบ้าบออะไรทั้งนั้น ก็เหล่าจือมันคนเถื่อนโดนรถชนโครมก็ตกมาที่นี่จะให้ไปเอามาจากไหน ข้ากัดฟันกรอดๆมองเฉายุ่นจื่อที่ยิ้มแย้มรออย่างน่าต่อยแล้วเอาพู่กันกาหัวมันอีกรอบในใจ ยิ่งเห็นสีหน้าของทหารเฝ้าประตูเมืองแล้วยิ่งใจหายวาบ เมืองที่ผ่านๆมาการตรวจตราไม่เข้มงวดนักยังพอว่าหลบหลีกไปได้แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เมืองถานเฟิ่งเป็นเมืองใหญ่ซ้ำเป็นหน้าด่านสุดท้ายก่อนถึงไห่เยี่ยน ตอนนี้สถานการณ์ก็ตึงเครียดแถมเต่าบ้ายังเปลี่ยนเป็นเต่าโหดมีหรือจะยอมปล่อย



 “เจ้ามีใบผ่านทางหรือไม่ รีบเอาออกมา”



“ข้า..เอ่อ” ข้ามองทหารที่เริ่มส่งเสียงกระชากห้วนแล้วเดินอาดๆเข้ามาหาอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พยายามหาข้ออ้างอย่างเร่งด่วนไปด้วย “ข้า...”



“หรือว่าไม่มี?” คนเปรยแล้วยังทำหน้าตาเหี้ยมไปด้วย ทำเอาข้าลอบกลืนน้ำลายมองปลายหอกอย่างสยองขวัญ อย่าเอามันมาทำร้ายหนังหน้าหล่อๆนี่นะ ไม่งั้นพวกเจ้าจะเสียใจภายหลัง!



“ข้าไม่..เอ่อ..ท่านเห็นรอยแผลบนใบหน้าข้าหรือไม่ ข้าถูกคนลอบทำร้าย พวกมันชิงเอกสาร ชิงข้าวของข้าไปหมด น้องชายผู้นี้ผ่านมาเจอจึงได้ช่วยเหลือไว้!” ข้ายึดเฉายุ่นจื่อเป็นเกราะกำบัง ส่งสายตาประเภทถ้าข้าไม่รอดเจ้าก็ไม่รอดใส่อย่างเอาเป็นเอาตาย



“ถูกทำร้าย? ที่ใด?” ทหารยามรายนั้นกล่าวถามพลางมองหน้าข้าอย่างจับผิด



“ก่อนถึงเมืองสือหลิน ข้าได้คุณชายท่านนี้ช่วยไว้ หาไม่คงกลายเป็นผีแน่แล้ว ที่มานี่ก็คิดมาพบญาติสนิทเพื่อขอความช่วยเหลือ โปรดเห็นใจข้าด้วยเถิด” ข้ากล่าวพลางยิ้มแย้มพยายามทำตนให้น่าสงสาร และหยิบเอามาดเมื่อคราววางตัวเป็นจวิ้นอ๋องผู้สูงส่งมาใช้เพื่อให้คนเชื่อถือ มือข้างหนึ่งกำแขนเฉายุ่นจื่อไว้ด้วยใจอาฆาตกึ่งๆอยากต่อยคนสักทีพลางหรี่ตามองท่าทีทหารเฝ้าประตูเมือง พบว่าอีกฝ่ายหันไปซุบซิบพูดคุยกันแล้วมองมาที่ข้าเป็นระยะอย่างชวนใจเสียเป็นที่สุด



“เจ้าผ่านไปได้”ชั่วอึดใจที่เหมือนเวลาผ่านไปชั่วกัลป์ ทหารนายหนึ่งก็กล่าวขึ้นมา



“ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณ” ได้ฟังแล้วรู้สึกดั่งรอดตายอย่างไรอย่างนั้น ข้ายิ้มแย้มมองอีกฝ่ายเต็มใบหน้าแล้วประสานมือคารวะ คิดในใจว่าจะตอบแทนอีกฝ่ายอย่างดีแล้วปล่อยแขนเจ้าคนแซ่เฉาให้ได้เดินเข้าไปก่อนด้วยความหมั่นไส้มันติดหมัด มองผู้คนในเมืองที่ยังคึกคักแล้วคิดไปถึงหลินจวินเจ๋อ แม้ตอนนี้จะลำบากก็ผ่านมาได้แล้ว ที่เหลือก็แค่พบหน้าคนแล้ว...



เคร้ง!!



เสียงสยองบางอย่างดังขึ้นพร้อมโลหะสีเงินวาววับสกัดร่างไม่ให้เคลื่อนไหวทำเอาใจหล่นวูบ ข้าหยุดเท้าโดยพลันขณะเบิ่งตากว้างมองตนเองถูกจับกุมด้วยหอกนับสิบเล่มท่ามกลางสายตาชาวเมืองที่สัญจรไปมา ในใจนึกว่าหายนะแล้วแต่ไม่อาจดิ้นรนได้ ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองคนแซ่เฉาที่หันมาทำหน้าตกใจและเลื่อนสายตาไปยังนายทหารผู้นั้น คิดขยับปากวิงวอน



“หึ คิดหรือว่าข้าจะโง่เชื่อคำพูดเจ้า ไม่ต้องพูดมาก คนไม่มีใบผ่านทางถือว่าน่าสงสัย จับมันไปขัง!



บัดซบบบบบบบบบบบบ



ข้าสบถในใจอย่างดุเดือดขณะที่ตนเองถูกถีบขาให้คุกเข่าลงแล้วยังโดนกดด้วยหอกจนไม่อาจเงยหน้าขึ้น แขนที่ยังเจ็บปวดระบมเช่นเดียวกับใบหน้าและร่างกายแต่จะทำอย่างไรได้ ข้าอ้าปากพะงาบๆคิดจะเจรจาแต่ก็คิดอะไรไม่ออกสักอย่าง ข้าไม่เคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าไม่ใช่จวิ้นอ๋องแล้วดังนั้นจึงไม่มีคนก้มศีรษะน้อมคำนับ ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงินในมือซ้ำเป็นเพียงคนไร้ถิ่นฐานที่มาจึงถูกจับเป็นผู้ต้องสงสัย แม้จะกล่าวว่าข้ามีความเกี่ยวข้องกับหลินจวินเจ๋อแต่จะให้เขาช่วยได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยังไม่เคยพบหน้าด้วยซ้ำแล้วข้าจะหาทางรอดได้อย่างไร!



ในหัวมีแต่เสียงกรีดร้องเป็นสัญญาณเตือนหายนะ แต่ขณะที่ไม่ทราบจะทำอย่างไรดีนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับผู้คนแหวกออก ข้าได้ยินเสียงอึ้ออึงของผู้คนขณะที่รู้สึกได้ว่ามันกำลังใกล้เข้ามา ในห้วงคิดที่ยังสบสนนั้นเพียงเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นผ้าคลุมไหล่สีแดงสะบัดตามจังหวะที่แทบจะเป็นเสียงเดียวกับหัวใจ แม้จะมองเห็นแค่แผ่นหลังทว่าร่างในเกราะใหญ่เงาวับนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจลืมไปได้ เงาที่คิดถึงเฝ้าคะนึงหามาตลอดมีหรือจะลบเลือนไปได้จากใจ เขาอยู่ตรงนี้แล้ว หลินจวินเจ๋อกำลังอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ ขณะที่ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว รู้สึกราวกับทุกสิ่งจะหยุดลงข้าก็มองเห็นม้าของอีกฝ่ายเคลื่อนผ่านสายตา พลันเสียงร้องในห้วงคิดก็ตะโกนบอกร่างกายที่แข็งทื่ออย่างรวดเร็วว่านี่คือครั้งสุดท้าย ไม่มีโอกาสแล้ว หากข้ายังปล่อยไปเช่นนี้อาจจะไม่มีทางเจอกันได้อีก



“หลินจวินเจ๋อ!!!



กำไลที่แขนขวากระแทกพื้นแรงจนเจ็บ ข้าอ้าปากเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงอันดังไม่หวาดกลัวสีหน้าผู้คน เศษฝุ่นจากฝีเท้าม้ากระเด็นใส่ปากจนต้องถ่มน้ำลายออกมาอย่างแรง ถุ้ย!



----------------------------



“เสียงอะไร?”



เจ้าของม้ากระตุกบังเหียนย้อนกลับ ฝีเท้าม้าเข้ามาใกล้เสียจนสามารถมองเห็นพวงหางสีดำสนิทของเจ้าเฮยจื่อแกว่งไกวเบื้องหน้า น้ำเสียงทุ้มกังวานแสนคุ้นหูดังอยู่เหนือศีรษะ เจ้าของประโยคนี้ช่างแสนเคยคุ้นเสียจนแทบทำให้ต้องหลั่งน้ำตา แต่ข้าก็ทำไม่ได้ กระทั่งจะอ้าปากร้องเรียกซ้ำอีกครั้งก็เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะผ้าที่อุดปากไว้ ทำได้เพียงเบิกตามองแทบถลน ทั้งในปากและจมูกได้กลิ่นเหม็นของเหงื่ออัดเข้ามาเต็มที่จนแทบจะสลบมันตรงนั้น นี่อยากบอกนะว่าถุงเท้า!? ต่อให้ข้าในร่างนี้เป็นแค่คนเถื่อนไม่มีอะไรเลยแต่เจ้าเต่าของข้าก็เป็นนายพวกเจ้า นี่จะทำให้ความประทับใจแรกในการพบกันระหว่างข้ากับหลินจวินเจ๋อคือสภาพหน้ายับ คลุกฝุ่น แถมกินถุงเท้าเนี่ยนะ!



ข้าคำรามในใจอย่างดุเดือดขณะที่พยายามเงยหน้าขึ้นอย่างสุดชีวิตเพื่อได้มองหน้าหรือสบตาคนที่คิดถึง เสียก็แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือท้องของเจ้าม้าตัวนั้น ข้ายังไม่อยากเห็นไข่เจ้าเฮยจื่อ! ข้าสบถในใจอย่างดุเดือดขณะพยายามดิ้นรนและสะบัดหน้าไปมาเพื่อถ่มเศษผ้านี่ออกจากปาก ในหูก็ได้ยินชาวบ้านร้านตลาดกำลังซุบซิบพลางจ้องมองมาอย่างสนอกสนใจ คนคงอยากรู้ว่าข้าขวัญกล้าเทียมฟ้าแค่ไหนถึงได้มาตะโกนเรียกชื่อท่านเทพสงครามแห่งเทียนจิ้นอย่างไม่หวาดเกรงเช่นนี้ ข้าเองก็อยากบอกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ข้าทำไม่ได้เพราะไอ้ผ้าเน่าๆนี่



“เกิดอะไรขึ้น?”



“เรียนท่านแม่ทัพ พวกเราจับคนต้องสงสัยได้ขอรับ จึงคิดจะพามันไปคุมขัง” ข้าได้ยินทหารนายนั้นคุกเข่าตอบอย่างนอบน้อมชวนให้กัดฟันกรอดๆในความแตกต่าง แต่ยังก่อน ข้ายังพยายามดิ้นรนเรียกร้องความเป็นธรรมและความสนใจจากหลินจวินเจ๋ออย่างสุดความสามารถเผื่อเอาชีวิตรอดต่อไปได้ อยากลุกขึ้นมายืนแต่จนใจเพราะด้ามหอกกดไว้จึงทำได้แค่ผงกหัวขึ้นมาอย่างยากลำบาก



“ท่านแม่ทัพ”



ตัวช่วยมาแล้ว ข้าลอบถอนใจอย่างยินดีเมื่อได้ยินเสียงของเฉายุ่นจื่อ เจ้าเสี่ยวเจี๋ยตัวแสบที่ยังพอมีมโนธรรมไม่ได้ทอดทิ้งข้าไปไหนกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา คนรีบปรับสีหน้าจากคุณชายผู้หนึ่งมาเป็นข้ารับใช้ผู้นอบน้อมน่ารักแห่งวังจวิ้นอ๋องชวนให้ฝ่าเท้าข้าคันยิบ แต่แม้จะนึกอย่างไรตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังเป็นทางเลือกเดียวที่เหลือ ดังนั้นข้าจึงมองดูเฉายุ่นจื่อคุกเข้าลงเบื้องหน้ากล่าวเสียงดังกังวานอย่างคาดหวัง



“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเสี่ยวเจี๋ยจากวังจวิ้นอ๋อง ท่านแม่ทัพจำเสี่ยวเจี๋ยได้หรือไม่ขอรับ ข้า----” ไม่ทันที่เสี่ยวเจี๋ยจะเอ่ยวาจาจนจบคำ หลินจวินเจ๋อก็ยกมือขึ้น ข้ารู้สึกได้ว่าเจ้าเฮยจื่อถอยหลังออกไปสองเชี๊ยะจากนั้นภาพตรงหน้าก็ชัดเจนมากกว่าเดิม เป็นหลินจวินเจ๋อในชุดเกราะใหญ่องอาจของแม่ทัพประจำแคว้น สวมผ้าคลุมไหล่สีแดงส่วนในมือก็กำบังเหียนอาชาสีดำสนิท ทั่วทั้งร่างประกอบไปด้วยกลิ่นอายดุดันเข้มแข็ง เพียงได้มองก็กระตุ้นความห่วงหาในอกอย่างรุนแรงจนแทบหลั่งน้ำตา ข้าขยับปากอยากจะพูดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่เตือนตัวเองว่าอย่าร้องไห้ขณะจ้องมองเขาตาไม่กระพริบ หากดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาทีข้า นัยน์ตาที่เคยทอแววอุ่นหวานกลับจ้องไปยังเฉายุ่นจื่ออย่างเยือกเย็น



“เจ้ามีธุระอันใด?” มีหรือคนจะลืมไปได้ว่าเฉายุ่นจื่อมาจากไหน ด้วยเจ้าเด็กคนนี้เป็นเหตุให้หลินจวินเจ๋องอนข้าเอาครั้งหนึ่ง ข้าพยายามดิ้นรนให้เฉายุ่นจื่อช่วยเหลือขณะที่เจ้าเด็กคนนั้นทำราวไม่รู้ตัวซ้ำกำลังคลี่ยิ้มอ่อนหวานมองหน้าคนของข้าอย่างเทิดทูน นี่อย่าบอกนะว่าปีนเตียงจวิ้นอ๋องไม่สำเร็จเลยจะมาปีนเตียงเจ้าลูกเต่าของข้าต่อน่ะหา?



“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยมาจากเมืองหล--อ่ะ” คนพูดไม่ทันจบข้าก็สะบัดผ้าใส่อย่างทันท่วงที อย่างน้อยความพยายามในการเอาผ้านี่ออกก็จากปากก็สำเร็จผล แม้จะแลกมาด้วยความบัดซบของกลิ่นที่อวลขึ้นจมูกอย่างชวนร่ำไห้ ข้าไอเบาๆขณะที่รู้สึกถึงสายตาของเฉายุ่นจื่อและหลินจวินเจ๋อจึงรีบเงยหน้าขึ้น เจ้าคนแซ่เฉาเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าข้ารออยู่จึงยิ้มหวาน “ท่านแม่ทัพ ได้โปรดปล่อยพี่ชายคนนี้ด้วย เขาเป็นคน..”



“เจ้าเป็นคนของวังจวิ้นอ๋องงั้นหรือ?” ก่อนที่เฉายุ่นจื่อจะได้บอกสิ่งใดจนจบอีกครั้ง หลินจวินเจ๋อก็แทรกขึ้น คราวนี้น้ำเสียงจำเพาะเจาะจงว่ากำลังคุยกับข้าแล้ว ดังนั้นข้าจึงรีบเงยหน้าขึ้น กระซิบบอกตัวเองว่าให้รีบพูดคุยอย่างรวดเร็วที่สุด



“...........”



บางสิ่งที่คาดหวังกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เดิมทีอาจเป็นเพราะข้ามัวแต่ฟันเพ้อเกินไปจึงไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับสายตาเย็นยะเยือกเช่นนั้น ข้ามองสบตาหลินจวินเจ๋อ มองดูแววตาและใบหน้าที่ตนเองคิดถึงเป็นที่สุด สามารถบอกได้ว่าระยะเวลาไม่กี่เดือนไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไปสักกี่มากกี่น้อย ดวงตาคู่นั้นยังเป็นดวงตาคู่เดิม ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาเช่นเดิม แต่ทว่าบรรยากาศเยือกเย็นเจือโทสะบางอย่างกลับไม่ใช่สิ่งที่ข้าคาดหวัง หัวใจเจ็บแสบขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่อาจจดจำ รูปลักษณ์นี้ไม่ใช่ใบหน้างามล่มเมืองแบบเดียวกับหวงเทียนหยาง แม้หลินจวินเจ๋อจะนิ่วหน้าเล็กน้อยยามมองเห็นข้า แต่ความเย็นเยือกในแววตานั้นไม่เปลี่ยน มันทั้งเย็นและเจือความเกรี้ยวกราดอย่างชวนสะท้าน แม้ก่อนหน้าจะเป็นเสี่ยวเจี๋ยที่เจอแววตานี้แต่ข้าก็ไม่ได้คิด ไม่ได้เตรียมใจไว้เลยว่าถ้าตนเองเจอบ้างจะเป็นอย่างไร หากต้องมองเห็นแววตาที่ไร้ความรักความอบอุ่นอย่างคนไม่มีใจให้กันแล้วจะทำอย่างไรให้เขารู้ว่าคนๆนี้คืออาซิ่น



หยาดเหงื่อหลั่งลงข้างขมับ ข้ากลับตาลงเพราะมันทำให้แสบร้อนจนต้องเบือนหน้าหนีหัวใจบีบรัดขมวดเข้าหากันแล้วคลายสลับเช่นนั้น ริมฝีปากขยับอย่างไร้เสียงด้วยไม่รู้จะพูดสิ่งใด เดิมทีก่อนเจอหน้ามีร้อยพันคำอยากจะบอกอยากจะเล่าขาน แต่มาตอนนี้ทุกอย่างกลับตื้อตันไปหมด ในหัวตอนนี้มีแต่หัวใจที่ตะโกนคำว่ารักอย่างโง่งมสลับกับความมึนงงปนซึมเซาว่าจะทำอย่างไร ข้ามองเห็นเสี่ยวเจี๋ยขยับริมฝีปาก อีกฝ่ายคล้ายกำลังตำหนิว่าข้ามิใช่คนของหลินจวินเจ๋อหรอกหรือ เห็นคนทำท่าแบบนั้นจึงหลุดยิ้ม



ข้าไม่ใช่คนของเขา ข้าไม่ใช่คนของใครเลย..



กลั้นหายใจเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พยายามขุดเอาความดันทุรังก่อนหน้านี้มาเพื่อจะพูดคุยกับอีกฝ่าย ข้าบอกตัวเองว่าถ้าไม่คุยคงไม่มีโอกาสอีกขณะสูดลมหายใจเฮือก เงยหน้าไปมองดวงตากร้าวแข็งฉายแววเย็นชาของหลินจวินเจ๋อซึ่งบัดนี้ฉาบไปด้วยความรำคาญจางๆ แล้วละสายตาหันไปคุยกับนายทหารผู้ดุแลประตูเมืองแทนที่



“หากเป็นคนของวังจวิ้นอ๋องก็ปล่อยไปเสีย”



“แต่ท่านแม่ทัพ คนผู้นี้ไม่มีใบผ่านทาง ตามกฎแล้ว...”



“ไม่เป็นไร มากับคนของจวิ้นอ๋อง คงเป็นคนอื่นไปไม่ได้” กล่าวแล้วเจ้าของวลีนั้นจึงหันมามองข้าอีกครั้งด้วยแววตาเฉยชา ความเย็นชานั้นไม่รู้ว่าได้มาจากที่ใดแต่กลับทอดมองเอาราวกับฝากแค้นไว้ที่ข้าอย่างไรอย่างนั้น เพราะคำสั่งของหลินจวินเจ๋อทำให้ข้าสามารถลุกขึ้น จึงยกมือเช็ดหน้าเช็ดปากที่ต้องงับผ้าเน่าๆนั่นเสียที หูแว่วเสียงเสี่ยวเจี๋ยคุกเข่าขอบคุณ แต่ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น ยังคงมองหลินจวินเจ๋อตาไม่กระพริบจนกระทั่งอีกฝ่ายซึ่งคุยอยู่กับขุนพลข้างกายหันมาให้ความสนใจ



“ปล่อยตัวก็ปล่อยไปแล้ว มีธุระอันใด”



“ข้า...ข้าน้อยมีธุระอยากสนทนากับท่านแม่ทัพ” ข้าขยับริมฝีปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางกลืนก้อนสะอื้นตื้นๆในลำคอ



แม้ข้าจะมีท่าทีราวกับคนมากความหลังเช่นนั้น หลินจวินเจ๋อยังไม่คิดสนใจและพ่นลมหายใจด้วยท่าทีรำคาญยิ่ง “ชายแดนมีกิจธุระมากมาย ไม่ว่านายเจ้าจะใช้มาทำการใด ข้าไม่ว่าง”



“ไม่มีใครสั่งข้ามา”



“เช่นนั้นเจ้ายิ่งไม่ควรมา คิดว่าตนเองเป็นใครถึงมาคุยกับท่านแม่ทัพ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” คนที่เอ่ยปากแทรกขึ้นมานี้ก็คุ้นแสนคุ้นเสียจนต้องหันไปมอง ข้ามองแม่ทัพโม่ โม่เยี่ยนเฉวียนที่ขี่ม้าเข้ามาร่วมวงหลังรออยู่สักพักและคงบังเอิญได้ยินบทสนทนา ดวงตาคู่นั้นมองข้าด้วยอาการตำหนิทำเอาอยากสั่งให้ไปท่องกฎทัพกับคนแซ่หวงนั่นอีกรอบ



“ข้ารู้ว่าข้าไม่มีสิทธิ์แต่...” คิดหันรีหันขวางไปครู่หนึ่งจึงนึกได้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ ข้าก้มลงไปแกะกำไลหยกจากแขนข้างขวาของตนเองซึ่งยังอยู่ในท่ามัดคล้องไหล่ยื่นไปตรงหน้า “ข้ามีของสิ่งนี้!!



“นี่มัน....”



“เจ้าไปได้มาจากไหน!! โม่เยี่ยนเฉวียนยังไม่ทันแสดงความสงสัยใด หลินจวินเจ๋อก็เบิกตาโพลงมองข้าด้วยแววตาคาดคั้น ท่าทางเหมือนคนเจอของสำคัญของท่านแม่ทัพแดนใต้คงสะกิดใจใครหลายคนแน่แล้ว จึงต่างมองมาที่ข้าอย่างสงสัยใคร่รู้ ข้ามองสบตาเขาท่ามกลางเสียงฮือฮา คิดอยากเผยตัวว่าเป็นใครแต่การบอกท่ามกลางคนหมู่มากนี่มันฆ่าตัวตายชัดๆ ดังนั้นจึงยืนให้มั่นคงขึ้นและพยายามยิ้มหวานออกมาอย่างที่เคยเป็น



“ของนี้เป็นสิ่งที่ข้าได้รับมา แต่ข้าทราบว่าสำคัญต่อท่านแม่ทัพ ไม่ทราบว่าเราสองคนพอจะคุยกั----”



“ไม่ว่าเจ้าจะได้มันมาจากผู้ใด นี่คือของๆข้า ปล่อยมือจากมันเสียหากไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่า”



ดาบใหญ่พาดลำคอ ขณะที่แสงอาทิตย์ร้อนแรงสาดเข้าตา น้ำเสียงของหลินจวินเจ๋อเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นเสียจนข้าหนาววูบ ร่างสูงใหญ่บนหลังม้าชักดาบออกมาตอนไหนข้าไม่ทราบหากที่รู้ชัดคือความขุ่นเคืองในแววตาอีกฝ่าย กราดเกรี้ยวและไม่เหลือแม้กระทั่งเยื่อใยใดๆยามเอ่ยปากอย่างหนักแน่นและกดปลายดาบลงมาเป็นการข่มขู่ ข้ารู้สึกถึงความเจ็บชาที่ลำคอ ขณะที่ฝ่ามือสั่นระริก มองอีกฝ่ายอย่างคาดไม่ถึงและไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงลงมือกับตัวเองได้ แม้เขาจะไม่รู้ว่านี่เป็นข้า แต่ไอ้ความน้อยเนื้อต่ำใจที่แล่นเข้าจุกอกนี่จะทำยังไงให้หาย



“ไม่ปล่อย” ข้าสูดลมหายใจลึกๆ พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็นลงขณะที่ในมือแทบอยากปากำไลทิ้ง แต่เพราะมันสำคัญมากนั่นล่ะจึงทำไม่ลงและได้แค่คำรามอย่างต่อต้านดื้อรั้น ในหัวที่ว่างเปล่าลืมไปแล้วสิ้นเรื่องควรพูดไม่ควรพูด ควรสนไม่ควรสนทั้งหลาย ข้าสุดอุตส่าห์พยายามแทบตายกว่าจะได้เจอ โดนรถชนเกือบง่อยแถมยังต้องติดสอยห้อยตามเจ้าคนงี่เง่าเฉายุ่นจื่อ ทุกอย่างที่ทำไม่ได้ทำเพื่อให้มาโดนดาบพาดคอแบบนี้!!



ข้ารู้ว่าไม่ควรหงุดหงิด ไม่ควรโมโห ข้ารู้ว่าเขามีเหตุผล แต่ตอนนี้ยังไม่อยากฟังเหตุผลเพราะข้ากำลังน้อยใจโว้ย!!



แทบอยากตะโกนขึ้นฟ้าขึ้นที่ดาบใหญ่กดลงแรงขึ้นจนได้กล่นเลือดเพราะคำกล่าวอย่างโอหังของตน ข้ากัดฟันกรอดๆมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่ายแล้วชูกำไลในมือขึ้นเหมือนคำขู่พลางดันดาบอีกฝ่ายออก ข้ารู้หรอกว่าเขาทำไม่ลง ถ้าคิดฟันคอข้าก็ให้มันขาดพร้อมกับดาบนี่ไปสิ



“เจ้า!!” หลินจวินเจ๋อจ้องมองข้าอย่างมีโทสะ เขากัดฟันกรอดและต้องเอาดาบออกอย่างไม่มีทางเลือก



“เจ้าอะไร ข้ารู้ว่าเจ้าไม่กล้า ข้ารู้!!” แหกปากอย่างลืมสิ้นแล้วซึ่งทุกอย่าง จากนั้นข้าจึงยัดกำไลใส่แขนตัวเองอีกครั้งต่อหน้าอีกฝ่ายอย่างวอนหาเรื่องตายเป็นที่สุด “นี่เป็นของๆข้า ข้าไม่ให้แล้วจะทำไม เจ้าไปเอาที่ไหนมาบอกว่าเป็นของๆเจ้า สามีข้าให้มาไม่ใช่ไอ้หมาบ้าอย่างเจ้า ไอ้คนบ้าแซ่หลิน ไอ้ลูกเต่าเฮงซวย ไอ้ตัวนำเคราะห์ ไอ้XXXX!!



ได้ด่าจนสมใจแล้วข้าจึงลากตัวเองออกมาอย่างหงุดหงิด ไม่ให้เดินเข้ากำแพงเมืองก็เดินออกซะมันจะทำไม ถ้าเป็นแบบนี้ข้าไม่มีธุระที่เมืองถานเฟิ่งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องอยากเข้าเมืองอีก คิดดังนั้นจึงสาวเท้าเข้าไปในหมู่ฝูงชนที่ยังยืนอึ้ง แต่ตรงหน้ากลับมีผู้คุมอีกนายซึ่งเคยได้เงินจากข้าไปหลายอีแปะขวางไว้ ไม่ทันจะกล่าวอะไรก็รู้สึกถึงแรงกระชากเบื้องหลัง ฝ่าเท้าหยุดชะงักไปเพราะแขนซ้ายถูกพันธนาการ แผ่นหลังรู้สึกถึงสัมผัสของเกราะใหญ่ขณะหูแว่วเสียงกระซิบสั่นพร่าเจือความยินดี



“อาซิ่น”



ข้าถลึงตาให้เขาแทนคำตอบ ไอ้ลูกเต่าเวรนี่ ต้องให้เหล่าจือด่าถึงจะจำได้เหรอฮะ!!

 



-------------



ร้อยพันเปลี่ยนแปร แต่บางสิ่งยังตราตรึง เช่นคำด่าของเมีย

//ชื่อตอนที่แท้จริง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13724 Amarry (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 06:52
    ด่าอีกๆๆๆ -ลูกเต่าซื่อบื้อ
    #13,724
    0
  2. #13677 DARA T. (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:04
    แม่! หน่องจะร้องแล้วนะ ฮืออออ
    #13,677
    0
  3. #13624 Kankao94 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 19:49
    หลีกทางค่ะทุกท่าน อาซิ่นของอิชั้นคัมแบ็คคคคแล้ว
    #13,624
    0
  4. #13617 YohloveHao (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 21:06
    โอ้ยย น้ำตาไหล อาซิ่นกลับมาแล้ววว ในที่สุดก็กลับมาาาา TwT ซึ้งยิ่งนัก
    #13,617
    0
  5. #13599 VKK42 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 16:15
    55555555 บัดซบบบบบบจริงๆ
    #13,599
    0
  6. #13488 Ladavanh (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 23:14
    น้ำตาไหล...ดีใจในที่สุดก็ได้พบกัน
    #13,488
    0
  7. #13379 Plankton J (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:49
    ในที่สุดดดด
    #13,379
    0
  8. #13117 deary9 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 12:01
    5555555ต้องให้ด่าถึงจะจำได้ เฮ้อออ
    #13,117
    0
  9. #13114 mommommae (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 07:36
    อาซิ่น กรี๊ดๆๆๆ
    #13,114
    0
  10. #13056 เมมฟิส (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 22:13
    แม่ทัพลูกเต่าจำได้แล้ว เป็นห่วงฉูเหวิน ขอให้ปลอดภัยน่ะค่ะ
    #13,056
    0
  11. #13045 มูตี้ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 16:03
    ^_____^
    #13,045
    0
  12. #12981 khaeg smo (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 22:38
    ชื่อเต็มของตอนนี่แบบ ดับความซาบซึ้งมาก 555
    #12,981
    0
  13. #12894 แม่เอง (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 23:10
    โอ้ยยยยย นางกลับมาแล้วว่ะะะะ นางคัมแบ็คคคค รักกกก
    #12,894
    0
  14. #12853 ploypoiza (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 23:54
    -ลูกเต่า ไอ็ตัวนำเคราะห์ ต้องให้เหล่าจือด่าใช้มั้ย
    #12,853
    0
  15. #12829 PuingSama (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 16:23
    แงงงงงงงงงง ฮือิอออออ ลูกเต่าจำอาซิ่นได้แล้วใช่มั้ย ??
    #12,829
    0
  16. #12755 Archora (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 22:00
    รักชีวิตอย่าคิดสู้เมีย กร้ากกกกก
    #12,755
    0
  17. #12748 Fa_black (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 05:00
    ฮรือออออออออออออออ อาซิ่นนนนนนนนนนนน โถ่ววววววววววว
    #12,748
    0
  18. #12669 แบ้กฮายอน (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 22:30
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดกกกกดดดดด
    #12,669
    0
  19. #12633 อาโอฮิเมะ ซึนเดระ (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 12:13
    เกือบร้องไห้ละพอเจอนางด่าขำทั้งน้ำตาเลยโอ๊ยยย ด่าทีจำได้เลยอ่ะ55555555
    #12,633
    0
  20. #12597 LaZyBonEs.. (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 08:39
    บางสิ่งยังตราตรึง... คำด่าสินะ
    #12,597
    0
  21. #12538 ClouDy.M (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 19:51
    ฮือออ ตอนท่านแม่ทัพเอาดาบพาดคอทำตัวเย็นชาใส่นี่ปวดใจแทนอาซิ่นจริงๆ ต้องให้เมียด่าก่อนสินะ 555
    #12,538
    0
  22. #12411 OverOzone (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 00:16
    วาจาช่างศักดิ์สิทธิ์นักอาซิ่น.
    #12,411
    0
  23. #12403 katekate (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 19:55
    กรี๊ดๆๆๆ เค้าจำกันได้ ฮืออออ ดีจายยยยยจุงงง
    #12,403
    0
  24. #12394 Sarun Yok (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 16:21
    ที่แท้ ที่จำได้คือคำด่าของเมีย ฮ่าๆๆๆๆๆ ในที่สุด!!!! สิ่งเราทนอ่านมา ก็เพื่อตอนนี้!!!!! เย้~!!!!!
    #12,394
    0
  25. #12291 luknamalotte (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 23:51
    อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ ลุ้นมากๆด้วในที่สุดเจ้าเต่าก็หายโง่ 555
    #12,291
    0