ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 79 : สิบปีสายน้ำไหลไปทางตะวันตก อีกสิบปีไหลไปทางตะวันออก [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,783
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    9 เม.ย. 60






สตรีผู้หนึ่งในชุดขาวนั่งร่ำไห้อาลัย นางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืดบางซับผิวแก้มตนเองเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาทั้งที่ขอบตาและจมูกแดงเรื่อ แสดงท่าทีโศกเศร้าออกมาอย่างไม่ปิดบัง เบื้องหน้าคือร่างของบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ยืนมองอยู่อย่างเย็นชา แม้ด้วยตาคู่นั้นฉายแววเจ็บปวดแต่กลับไม่แสดงออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย คนผู้นี้อยู่ในอาภรณ์หรูหราสูงศักดิ์ต่างกับสตรีที่สวมเสื้อผ้าเก่าโทรมอย่างยิ่งบ่งบอกถึงฐานะที่แตกต่าง หญิงงามร่ำไห้น้ำตานองกล่าวตัดพ้อ บุรุษกลับเฉยชาหมางเมิน ละครบทบุปผามีใจแต่สายน้ำไร้ใจดำเนินอยู่พร้อมเพลงบรรเลงโศกสลดกระชากอารมณ์ แต่ไม่ทันคนงามในหน้าจอสี่เหลี่ยมกล่าววาจาจนจบ ภาพทั้งหมดก็ถูกปิดไปด้วยมือของผมที่นั่งกุมรีโมทด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง



อรุณสวัสดิ์ ผมเหลียงจื่อซิ่น สวัสดี หรืออะไรก็ช่างเถอะ



ถอนหายใจให้ยามบ่ายที่น่าเบื่อหน่ายเสียทีแล้วก็โยนรีโมทลงใกล้ตัว หันไปมองซ้ายมือก็พบว่าฝนครึ้มเหมือนจะเทมาอีกแล้วจึงตัดสินใจนอนนิ่งๆ ตามองเพดานขาวของโรงพยาบาลขณะที่ห้วงความคิดวนเวียนอยู่กับบางสิ่งซ้ำๆเหมือนคนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ผมมองนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง เคาะนิ้วลงบนขอบเตียงเบาๆราวกับรอคอยใครอยู่ ตามที่เคยคุยกันไว้ทางนั้นบอกว่าจะมา ผมเองก็รอคอย คิดว่าเดี๋ยวหล่อนก็คงก้าวปึงปังเข้ามาในห้องเร็วยังกับพายุเหมือนเคย



ปึง—



เสียงประตูห้องเปิดออกอย่างรวดเร็วซ้ำยังไม่คิดสนใจอะไรเป็นฝีมือที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ผมไม่ทันหันไปมองก็ได้เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้น จากนั้นประตูห้องก็ถูกปิดซ้ำด้วยน้ำมือของคนที่มาใหม่ ขังผมคนป่วยที่ยังง่อยอยู่บนเตียงไว้กับอสรพิษสาวนามจางเสี่ยวลี่ คุณนายหวังที่ผมกับหล่อนชังหน้ากันเป็นพิเศษคนนั้น



“คุณมาเร็วดี” ผมยกมุมปากยิ้มทักคนที่เดินสาวเท้าเข้ามาหาตามมารยาท ส่วนผู้หญิงคนนั้นสะบัดกระเป๋าในมือวางลงบนโซฟาที่ใช้สำหรับนั่งเยี่ยมคนป่วยและนั่งลง กอดอกไขว้ห้างจ้องมองผมด้วยแววตาจับผิดเพ่งเล็ง



“คุณนายหวัง?”



“อย่ามาเรียกฉันว่าคุณนายหวัง ฉันชื่อจางเสี่ยวลี่ หรือถ้าจะเรียกเป็นคุณนายก็คุณนายเจิ้ง” ริมฝีปากที่ทาด้วยลิปสติกสีแดงสดของหญิงสาวเบื้องหน้าบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเชิดหยิ่งแล้วหล่อนก็กล่าวด้วยท่าทางสบายๆ สีหน้าท่าทางราวกับจะยิ้มเย้ยผมไปด้วยในทีว่าตนเองสามารถหลุดออกจากเรื่องราวบัดซบและมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าแถมแต่งงานมีความสุขแล้วอะไรประมาณนั้น



“ยินดีด้วย” เห็นแล้วเหลียงจื่อซิ่นก็ยิ้มให้หล่อนเสียที ถ้าไม่นับเรื่องแย่งผู้ชายกันแล้วผมกับผู้หญิงคนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องอาฆาตกัน ทว่าคนกล่าวนอกจากจะไม่ทำท่ารู้สึกรู้สาอะไรกับคำอวยพรแล้วยังหรี่ตามองผมต่อไม่กระพริบ ท่าทางเหมือนกลัวว่าเหลียงจื่อซิ่นจะลุกออกจากเตียงแล้วตามแย่งสามีของหล่อนอย่างไรอย่างนั้น



“คุณ---“



“ท่าทางก็ไม่เป็นไรแล้วนี่คะ” คนพูดปรายตามองผมที่ใส่เฝือกไว้บนขาข้างหนึ่งและหน้าอีกซีกยังปะไว้ด้วยผ้าก๊อซและผ้าพันแผลอย่างสงบ “คุณก็ดูสบายดี แล้วทำไมวันนั้นถึงได้เกิดเรื่อง รู้ไหมว่าทางโรงพยาบาลโทรมาหาฉัน พวกเขาว่าหลังพบกับฉัน ฉันทำให้คุณรู้สึกสะเทือนใจหรือเป็นบ้าอะไรไม่รู้ ถึงขั้นจะไม่ยอมให้ฉันเข้าโรงพยาบาลนี้อีกเลยนะ”



“..........” ได้ยินหญิงสาวกล่าวถึงขั้นนั้นแล้วผมก็หุบปากฉับ กลั้นหายใจอยู่ชั่ววินาทีหนึ่งที่ห้วงความคิดย้อนไปถึงวันนั้น ผมอยากจะส่ายหน้า ขอโทษและบอกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเธอแต่สุดท้ายทำได้เพียงนิ่งเงียบ ก้มหน้าน้อยๆ ไม่ได้อยู่ในท่าทีคิดถึงหล่อนแต่กลับคิดถึงคืนวันนั้นที่ผ่านมาแล้วเป็นอาทิตย์



ตอนนั้นเรื่องราวมันเป็นอย่างไรนะ หลังจากกลับมาแล้วก็ปวดหัวแทบบ้าแถมยังพบเจอความทรงจำอันแสนสับสน ในความฝันที่อยากให้กลายเป็นความจริงยิ่งนักนั้นทั้งหวานและเจือขมในหัวอก ผมขยับมือ จำได้อย่างดีว่าได้เขียนจดหมายถึงใครคนหนึ่ง ได้ร้องไห้ซบอกคนๆหนึ่ง ได้มองเห็นใบหน้าของคนที่ตัวเองรักอีกครั้ง ได้บอกลาทั้งที่ไม่อยากบอกลาเลย..



ก่อนหน้านั้นผมคิดอย่างไรนะ ขอเพียงได้พบหลินจวินเจ๋อจะยอมทุกอย่าง ขอแค่ได้เจอแล้วบอกลากันก็พอ มาตอนนี้อยากหัวเราะใส่ตัวเองเหมือนกันที่คิดอะไรง่ายๆแบบนั้น แต่ก็เอาเถอะ ผมเข้าใจดีว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าสิ้นหวังแค่ไหน ที่สุดก็ได้พบแต่แล้วอย่างไร มนุษย์เรามีความต้องการไม่รู้จักจบ ได้เจอแล้วก็อยากเจออีก ได้พบก็อยากพบต่อไปเรื่อยๆ ใครจะทำใจได้ถ้าแค่เจอกันครั้งสุดท้ายแล้วจบ ความรู้สึกมันจบกันง่ายๆแค่ตรงนั้นได้ที่ไหน คิดว่าจะทำใจได้แล้วสุดท้ายพอลืมตาขึ้นมาเจอคุณหมอในห้องฉุกเฉินยังต้องปวดใจแทบบ้าอยู่ดี แม้ร่างกายจะไม่เป็นไร แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเมื่อมีคนกล่าวกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเรื่องในคืนนั้นก็ยังอดถอนหายใจไม่ได้



“นี่คุณเป็นอะไรไปอีกแล้วล่ะ?” เสียงกึ่งรำคาญนิดๆดังอยู่ไม่ไกล “อย่าทำเหมือนเจอหน้าฉันทีไรก็ถูกทำร้ายจิตใจอย่างหนักนะ นี่มันใส่ร้ายกันสิ้นดี”



“..ไม่ใช่เพราะคุณหรอก” ผมถอนหายใจเบาๆแล้วคลี่ยิ้ม



“ก็ไม่ใช่น่ะสิคะ ไม่ใช่ความผิดของฉัน เรื่องอะไรฉันต้องมาพัวพันอีกก็ไม่รู้” จางเสี่ยวลี่บ่นขณะทอดสายตามามองของรอบกายผม “หลังจากพบกันวันนั้นคุณจะร้องไห้เอะอะหรือกลายเป็นพวกบ้าซีรี่ส์ย้อนยุคก็เรื่องของคุณเถอะ แต่อย่าให้ฉันได้โดนโรงพยาบาลตัดสินว่าเป็นคนใจบาปบุกเข้ามาหาเรื่องคนไข้เลย คุณรีบรับๆนี่ไปแล้วก็อยู่อย่างสงบเสียที”



คำบอกว่ากลายเป็นพวกบ้าซีรี่ส์ย้อนยุคทำให้ผมอมยิ้ม ไม่ได้ปรายตามองทางซ้ายมือของตัวเองแต่ก็รู้ดีว่ามันเต็มไปด้วยกองดีวีดีภาพยนตร์ย้อนยุค ตรงตามยุคสมัยบ้างไม่ตรงบ้าง เป็นเรื่องในจินตนาการหรือบางทีก็ออกแนวแฟนตาซีเทพยุทธ์ จะเรื่องไหนก็ฝากคุณพยาบาลซื้อมาหมดเสียจนถูกกล่าวว่ากลายเป็นพวกบ้าละครทั้งที่ก่อนหน้าแค่มองเห็นฉากย้อนยุคในใจก็แทบทนไม่ไหว มันคงเป็นเรื่องความคิดถึงกระมัง ก่อนหน้าคิดถึงจนไม่อาจทนได้ ตอนนี้คิดถึงแล้วได้แต่มองหาเพื่อคลายความทุรนทุรายให้ตนเอง คนเราพอเศร้ามากๆถึงจุดหนึ่งแล้วทุกอย่างก็เริ่มกลับเป็นปรกติ ผมเองก็เช่นกัน มาวันนี้ได้แต่พยายามดำรงชีวิตต่อ หลังจากวันนั้นผมใช่จะไม่รู้ว่าตัวเองหมดโอกาสแล้ว..จำต้องทำใจว่าจะไม่มีทางได้เจอหลินจวินเจ๋ออีกชั่วชีวิต



ลอบถอนหายใจอย่างเงียบงันขณะผมเอื้อมมือรับซองจดหมายจากปลายนิ้วผ่องของจางเสี่ยวลี่ คำว่ารีบรับของไปทำให้ผมต้องเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างสงสัยครู่หนึ่ง เห็นลายมือคุ้นแสนคุ้นแล้วผมสามารถบอกได้ว่านี่คือของๆหวังอี้เสี่ยจริงๆ เขาจ่าหน้าสั้นๆว่า ถึงอาซิ่นบ่งบอกว่านี่คือของๆผม มันเป็นซองจดหมายสีขาวซองหนึ่งที่ไม่ได้หนักอะไรมาก จับดูแล้วสิ่งที่อยู่ภายในคงไม่พ้นกระดาษทำนึกสงสัย นี่เป็นอะไร จดหมายสั่งเสียเหรอ หรือจดหมายแสดงความรู้สึกที่มอบให้ผมอย่างที่ผมมอบให้ท่านอ๋องคนงาม รึจะเป็นกระดาษใส่เช็คเงินสดสิบล้านหยวนไม่ก็ฉโนดที่ดินสักแปลกที่ซื้อเป็นชื่อผม ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังผมคงไม่ขำด้วยแน่



“อย่าได้ถามฉันว่ามันคืออะไร” จางเสี่ยวลี่บอกทันทีที่ผมเงยหน้ามองหล่อนด้วยสายตาใคร่รู้ “ฉันแค่มีธุระกับอดีตแม่สามีบ้านนั้นนิดหน่อย จากนั้นท่านก็มอบจดหมายฉบับนี้ให้ เห็นว่าอยากให้คุณมากหลายปีแล้วแต่ไม่รู้จะติดต่อเจอตัวยังไง ส่วนเรื่องหลังจากนั้นฉันไม่รู้หรอก เขาไม่เคยบอกอะไรฉันเกินจำเป็นอยู่แล้ว”



ใบหน้าสะสวยหันไปมองเครื่องวัดชีพจรของผมแทนแล้วลอบถอนหายใจ ผมมองใบหน้าที่แม้เชิดรั้นแต่ยังเจือแววเศร้าจางๆของจางเสี่ยวลี่อย่างนึกเห็นใจไม่น้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงอยากหัวเราะว่าหล่อนมันก็ดีเท่านี้ มีแค่อยู่ข้างกายเขาแต่เขาไม่เคยเชื่อใจไม่เคยรักไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย แต่มาตอนนี้กลับคิดอยากตบบ่าที่บอบบางนั้นเบาๆเสียมากกว่า เรื่องราวทั้งหมดเลยผ่านไปแล้วพวกเราเองก็เป็นผลผลิตอันล้มเหลวของความรักที่เกิดจากการบังคับ ระหว่างผมกับหล่อนไม่ว่าใครจะถูกรักก็ตาม สุดท้ายก็ยังครอบครองสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ทั้งคู่



“ฉันจะไปแล้ว” ผ่านไปครู่หนึ่งที่พวกเราทั้งสองต่างไม่มีคนเอ่ยคำ  จางเสี่ยวลี่ก็สะพายกระเป๋าขึ้นมาแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ฉันจะไปรับลูกชาย เขาอายุห้าขวบ น่ารักมากเลยล่ะ ตอนนี้ฉันมีความสุขมากและฉันหวังว่าจะไม่ได้พบคุณอีก”



“จากนี้ฉันไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับคุณและเขาอีกแล้ว ฉันอยากจะมีชีวิตที่มีความสุข ฉัน..”ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววเด็ดเดี๋ยวไม่ยอมแพ้ขณะที่ท่าทีเหนือกว่าของการบอกว่าฉันมีชีวิตที่ดีนั้นเปราะบางยิ่งนัก ผมเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงนั้นเงียบไป จางเสี่ยวลี่เหมือนจะตาแดงๆขึ้นมาครู่หนึ่งแล้วหล่อนก็หมุนตัวหันหลังให้ “ฉันหวังว่าจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก คุณเองก็รีบๆหายเสียล่ะ นอนป่วยแล้วนั่งดูละครเหมือนยัยป้าข้างบ้านฉันนี่ไม่เหมาะเอาเสียเลย”



“ขอบคุณ”



ผมมองตามแผ่นหลังบอบบางในเสื้อผ้าราคาแพง คิดอยากอ้าปากพูดจำพวกคุณต้องมีชีวิตที่มีความสุขหรือขอให้โชคดีสุดท้ายก็พูดได้แค่นั้น ที่จริงถ้าไม่นับเรื่องของหวังอี้เสี่ยแล้วนิสัยเจ้าหล่อนก็ถูกใจผมไม่น้อยเลยทีเดียว หากพบกันในสถานการณ์อื่นบางทีเราอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้...



ยิ้มให้กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองแล้วไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นปากกาสีน้ำเงินที่เป็นชื่อผมบนกระดาษแผ่นนั้น จางเสี่ยวลี่ไปแล้ว หล่อนเองก็ตัดใจมีชีวิตใหม่ นี่คงเป็นผลงานของสิ่งที่เรียกว่าเวลากระมัง แต่ก่อนแม้จะเป็นจะตายแค่ไหนแต่ตอนนี้ทุกอย่างก็เหลือเพียงเศษซากของอดีตเท่านั้น ส่วนที่เหลืออยู่ในใจผมตอนนี้คือความอาลัยรักต่อคนๆหนึ่ง ความผูกพันในอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับตนเองในปัจจุบัน แล้วสักวันหนึ่งความรักที่ผมมีให้หลินจวินเจ๋อจะกลายเป็นแบบนี้รึเปล่านะ..?



เหลือบมองกองดีวีดีละครย้อนยุคทั้งหลายอีกครั้ง นึกถึงแม่ทัพผู้กล้าในหนังที่ไม่ได้สักเสี้ยวของแม่ทัพตัวจริงอย่างหลินจวินเจ๋อ รัชทายาทตัวร้ายที่ไม่ได้สักครึ่งของหวงไท่หยาง และคนงามที่ไม่ได้งามแม้เสี้ยวหนึ่งของหวงเทียนหยางแล้วก็ต้องถอนใจอีกครั้ง สักวันถ้าให้ทำใจมันก็อาจเป็นไปได้ แต่ถ้าให้ลืมคงเป็นไปไม่ได้หรอก ในเมื่อทุกสิ่งยังคงชัดเจนในความทรงจำขนาดนี้



แกะจดหมายฉบับนั้นออกมาด้วยความอยากรู้แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วอีกครา ที่เห็นคือจดหมายฉบับหนึ่งจริง แต่ไม่ได้มีเรียงความหรือบรรยายความรู้สึกยาวห้าหน้ากระดาษเอสี่แต่อย่างใด มันมีแค่กระดาษใบหนึ่งที่บอกชื่อรหัสตู้เซฟในธนาคารแห่งหนึ่งพร้อมกับใบมอบหน้าที่ให้ผมเป็นคนไปเปิดและลายเซ็นของหวังอี้เสี่ย



นี่คงไม่ได้มอบฉโนดที่ดินหรือเช็คราคาสิบล้านให้ผมจริงๆใช่ไหม อาจารย์หวัง ?



อยากยกมือลูบขมับแต่ขมับอีกข้างยังปะผ้าก๊อซอยู่ทำให้ผมได้แต่ส่ายหน้า ผ่านมากี่ปีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความคิดของผู้ชายคนนั้นเท่าไหร่นัก รู้แต่ว่าเขาชอบเหลือเกินในการทำอะไรเพื่อผมลับหลังผมอีกที ช่างเป็นคนดีในเลเวลที่น่าโมโหเพราะเกือบบ้าตายเวลามารู้เข้าสักครั้ง นี่ก็คงเป็นอีกเรื่องในหลายเรื่องที่ทำให้ผมแล้วอุบเงียบ แต่ไม่ว่าหวังอี้เสี่ยจะทำอะไร ตอนนี้ผมคงไปเปิดเอามันไม่ได้หรอกในเมื่อขาข้างหนึ่งก็ใช้การไม่ได้แถมหน้าก็เป็นแผลยังรอดูผลศัลยกรรมอีกครึ่งแถบ ไม่นับว่าร่างกายที่นอนเป็นผักอยู่หลายเดือนต้องทำกายภาพบำบัดให้กลับมาเดินได้ คิดแล้วก็คงยังต้องนอนดูละครคิดถึงหลินจวินเจ๋ออยู่ตรงนี้อีกนานหลายเดือน






ศูนย์-สอง-สี่-ศูนย์-หก-หนึ่ง-เก้า-แปด-เก้า-สอง



                        ก้มหน้าลงเขียนเอกสารขออนุญาตเปิดตู้เซฟจากธนาคารแล้วแอบถอนหายใจ ตัวเลขรหัสพวกนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงอยากหัวเราะแล้วเอามือตีหลังหวังอี้เสี่ยแรงๆแก้ความเขิน แต่มาตอนนี้ที่คิดออกอย่างเดียวกลับเป็น งี่เง่า คนงี่เง่าตั้งรหัสเซฟของตัวเองเป็นวันเกิดเจ้าตัวผสมกับวันเดือนปีเกิดผมอย่างน่าไม่อายบ่งบอกถึงความน้ำเน่ายากจะแก้ไขในกมลสันดาน คนตายไปแล้วยังมีเรื่องให้ได้อมยิ้มปนทอดถอนใจอยู่อีก



                        ส่งกระดาษในมือให้เจ้าหน้าที่ธนาคารแล้วหาที่นั่งรอ ผมยืนนานๆไม่ได้เสียแล้วเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอุบัติเหตุทำให้ขาข้างขวาต้องใส่เฝือกไปหลายเดือนเมื่อถอดออกมาได้แล้วเวลาเดินยังติดๆขัดๆ แพทย์เฉพาะทางกล่าวว่าแม้กระดูกที่แตกจะผลานตัวกันได้แต่ของที่ต้องซ่อมไหนเลยจะดีเท่าของเดิมได้อีก ถือว่าเป็นเคราะห์ดีแล้วที่ถูกชนจังๆแบบนั้นไม่ต้องถึงขั้นดามเหล็กหรือตัดขา เพียงแต่จะมีปัญหาอยู่บ้างที่มันจะเจ็บและปวดเป็นระยะในช่วงฤดูหนาว ขอให้กินของดีๆบำรุงร่างกายอีกไม่นานอาการก็จะทุเลาและกลับมาเป็นเหมือนเดิม



                        ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้และรอคอยอย่างใจเย็นขณะกระชับผ้าพันคอให้ความอบอุ่น จำได้ว่าตอนที่ฟื้นขึ้นมาฮ่องกงยังอยู่ในฤดูร้อนแต่ตอนนี้เลยมาถึงฤดูหนาว นับเวลาแล้วก็เกือบสี่เดือนที่ผมกินนอนอยู่ในโรงพยาบาล ถึงแม้อาการโดยรวมจะไม่มีอะไรมากแต่ว่าเพราะนอนหลับไปนานจึงต้องทำกายภาพบำบัดและตรวจเช็คร่างกายให้ถี่ถ้วน แค่ทำกายภาพให้กลับมาเดินได้ปกติก็กินเวลาไปหลายเดือนแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่ตอนนั้นนอนจูบพื้นอย่างน่าสยอง แม้รอยแผลบนหน้าไม่ได้ทำให้ถึงขั้นกลายเป็นคนอัปลักษณ์แต่ทำไปก็ยังดีกว่า แถมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าหลังจากตัดไหมแล้วหน้าตาดีขึ้นอีกขั้นอย่างชวนให้คนออกตังค์แบบหลี่เฉียนฟึดฟัดหวงแฟนเด็กขึ้นมา



                        จำได้ว่าตอนนั้นผมยักคิ้วให้เขาอย่างกวนประสาท ปากกล่าววาจาช่วยไม่ได้ที่คนหน้าตาดีจะอย่างไรก็หน้าตาดี แต่ในใจนึกขำเพราะสำหรับตัวเองที่ได้เห็นคนงามล้ำจนอยากลงไปจูบเท้าอย่างหวงเทียนหยาง หน้าตาอย่างเหลียงจื่อซิ่นตอนนี้ก็เทียบได้แค่เศษเล็บท่านอ๋องเท่านั้น



                        คิดวนเวียนไปถึงเรื่องที่ทำให้ถอนหายใจอีกครั้งแล้วก็ได้แต่ยิ้มจาง ผมวางมือลงบนกระเป๋าสะพายในอกและกระชับหนังสือในนั้นเงียบๆราวกับจะบอกให้ตัวเองตั้งสติ จากวันนั้นที่ได้พบกับหลินจวินเจ๋อครั้งวันเวลาก็เลยผ่านมาจนถึงป่านนี้ทำให้ผมตระหนักดีว่าไม่มีโอกาสอีกแล้ว เรื่องปาฏิหาริย์แบบนั้นไม่มีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองซ้ำคนงี่เง่าพรรคนั้นถึงขั้นไม่มาปรากฏตัวในความฝัน  ผมก็ได้แต่ทำใจว่าทุกสิ่งไม่มีทางย้อนกลับคืนมาและได้แต่อยู่กับความทรงจำ อยู่กับหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มเพื่อคลายความเหงา



                        มองข้อความที่ยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยน จวิ้นอ๋องหวงเทียนหยางแต่งงานกับแม่ทัพหลินจวินเจ๋อ ครองคู่กันอย่างมีความสุขชั่วชีวิต แล้วไม่ทราบจะรู้สึกอย่างไร ข้อความที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ที่ออกมาไม่ว่ากี่เล่มต่อกี่เล่มทำให้ผมตระหนักว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนไป บางทีหลังจากวันนั้นหลินจวินเจ๋อและหวงเทียนหยางอาจจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หลังจากได้อ่านจดหมายที่ผมเขียนแล้วจวิ้นอ๋องอาจจะเข้าใจผมและหลินจวินเจ๋อ จากนั้นทั้งสองก็ปรับความเข้าใจกัน สุดท้ายก็ครองรักกันแบบที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ และผมที่ไปสิงร่างชาวบ้านก็ได้แค่คิดถึงเท่านั้น แม้เดิมทีว่าไม่กล้าอ่านเพราะคิดถึงจนแทบบ้า ตอนนี้กลับไล่อ่านเพราะคิดถึงจนทนไม่ไหว ส่วนผลลัพท์ของความพยายามที่ว่าจะให้หลินจวินเจอหลงรักหวงเทียนหยาง..จะทำอะไรได้ล่ะ หึงหวงเรอะ เสียใจเรอะ จะทำยังไงได้ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ผมก็ทำอะไรเพื่อเขาไม่ได้ทั้งนั้น ก็ได้แค่ขอให้ตัวเองยังถูกคิดถึงบ้าง เช่นเดียวกับที่ผมคิดถึงเขาก็แล้วกัน..



คิดเพ้อเจ้อไปเสียนานแล้วก็ลุกขึ้นเมื่อพนักงานเดินมาบอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ผมถูกเชิญให้เข้าไปนั่งด้านในเพื่อรอรับของที่ถูกเปิดออกจากเซฟ ฟังผู้จัดการธนาคารพูดอะไรสักอย่างผ่านหูแล้วจึงถึงเวลายื่นของมาให้ ในนั้นไม่มีอะไรนอกจากกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆเหมือนกล่องของขวัญใบหนึ่ง

มองเห็นสีหน้าแสดงความเสียใจเล็กน้อยเหมือนคิดว่าของในเซฟจะเป็นจำพวกทรัพย์สินมีค่าหรือฉโนดที่ดินแล้วผมก็ยิ้มให้ผู้จัดการธนาคาร เอ่ยปากขอบคุณอีกฝ่ายจากนั้นก็นำกล่องนั้นใส่กระเป๋าสะพาย เดินออกมาแล้วเข้าไปในร้านกาแฟอันเงียบสงบที่หนึ่งเพื่อหาที่นั่งและลองเปิดดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่กันแน่



ก่อนอื่นผมรู้สึกดีใจที่มันไม่ใช่ฉโนดที่ดินหรือเช็คสิบล้านหยวน เหลียงจื่อซิ่นวางข้าวของตนเองและสั่งกาแฟร้อนๆมาเสร็จสรรพก็นั่งลงเพื่อดูเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมเล็กที่ว่า คิดไปว่าบางทีมันอาจจะเป็นของขวัญวันเกิดย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงแกะออกอย่างไม่คิดอะไรมากนัก



แต่กำไลหยกแกะสลักสีขาวที่แสนคุ้นตานี่มัน...



รู้สึกเหมือนลมหายใจหยุดไปครู่หนึ่ง ขณะที่ร่างชาตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบให้สะเทือนไปทั้งตัว ผมพยายามคิดว่าตนเองตาฝาดแต่ความเหมือนนี่คืออะไร แม้จะเอื้อมมือไปหยิบแล้วมันก็ยังไม่หายไปไหน สัมผัสเย็นๆอันแสนคุ้นนี้กำลังตีกระหน่ำหัวใจจนเต้นระรัวเหมือนจะคลั่ง ลวดลายที่คุ้นเคยกำลังควักและคว้านรอยแผลเดิมให้เปิดออก กำไลหยกแกะสลักอันนี้เป็นของที่หลินจวินเจ๋อมอบให้ผมไม่ใช่หรือ สามีภรรยาชาวเทียนจิ้นจะสวมกำไลคนละข้างในวันแต่งงาน ไม่ต่างอะไรกับการสวมแหวนผมจำได้ดี นี่เป็นของที่ใส่อยู่ตลอดจนกระทั่งหลับตาลงไปและกลับมาด้วยซ้ำ ผมจำได้ว่ามันมีรอยร้าวอยู่ที่หนึ่ง เป็นรอยเพราะกำลังนี้ถูกหวงไท่หยางกำมันกระแทกกับผนังรถม้าด้วยโทสะ ผมจำได้ดีว่าเพราะกำไลหยกธรรมดาๆอันนี้ทำให้ฉู่เหวินส่งกำไลหยกนภาและหวงไท่หยางส่งกำไลสีโลหิตมาให้ จำได้ว่ามันทำให้หลินจวินเจ๋อน้อยอกน้อยใจยิ่งนัก



แล้วตอนนี้..กำไล..ทำไมมาอยู่ที่นี่?



ลูบผ่านรอยร้าวเดิมๆสามสี่ครั้งด้วยปลายนิ้วสั่นไหว ทั้งที่คิดทำใจและไม่จมอยู่กับความโศกเศร้าและแต่ของสิ่งนี้กลับโจมตีให้น้ำตาร้อนๆคลอเอ่อนัยน์ตา รอยแผลที่ถูกเปิดออกอีกครั้งทำให้หยดเลือดหลั่งรินจนเอ่อท้นนัยน์ตาแล้ว ผมจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อกลับไปครั้งสุดท้ายนั้นจวิ้นอ๋องสวมมันไว้หรือเปล่า แต่ที่จำได้ดีคือหลินจวินเจ๋อและผมให้ความสำคัญกับมันมากแม้นี่จะเป็นกำไลแกะสลักราคาถูกในสมัยนั้น แต่ว่ามันก็สำคัญเพราะเขาเป็นคนสวมให้ผมเอง มันสำคัญมากเพราะผมเลือกจะใส่กำไลของเขาไม่ยอมถอดออกไป



ขบริมฝีปากกลั้นหยดน้ำและความรู้สึกที่ตีตื้นในหัวอก ผมมองผ่านม่านน้ำตาไปในกล่องเพื่อหาข้อความหรืออะไรสักอย่างของหวังอี้เสี่ย คิดว่ามันต้องมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นเรื่องจำพวกว่าจวิ้นอ๋องสั่งให้คนเก็บไว้ให้ผมสืบต่อมาจนถึงรุ่นเขาหรอก มันอาจจะเป็นแค่ของที่หวังอี้เสี่ยซื้อมาจากร้านขายของเก่าแล้วเอาให้ผมก็ได้ เขาคนนั้นน่ะมีรสนิยมย่ำแย่ในการเลือกของขวัญอยู่แล้วแถมยังชอบของเก่าจะตาย ขนาดแต่งตัวก็ยังแต่งตัวออกมาเห่ยๆ ชอบปั่นจักรยานสีเหลืองแก่ๆไปไหนมาไหนพร้อมรอยยิ้มน่าโมโหนั่นอยู่เรื่อย



ตะปบคว้ากล่องของขวัญมาเมื่อเห็นว่ามีกระดาษพับอยู่ใต้กล่อง จากหางตาเห็นว่าพนักงานในร้านเริ่มมองมาแล้วผมจึงรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อท้น แล้วหยิบเอากระดาษมาอ่านอย่างรีบร้อนปนอยากรู้อยากเห็น



สุขสันต์วันเกิดครบรอบ 23 ปี ก็เป็นของขวัญวันเกิดจริงๆด้วย ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตากับข้อความที่ถูกเขียนอย่างง่ายๆด้วยลายมือของเขา ของขวัญวันเกิดอายุยี่สิบสามที่เพิ่งมาได้ตอนผมอายุยี่สิบแปดแล้วมันน่าขำชะมัด แล้วยังเป็นของเห่ยแสนเห่ยจนอยากจะร้องไห้ ซื้อกำไลหยกของเก่าให้ผู้ชายเนี่ยนะ จะมีใครที่ไหนใส่กัน จะมีใครดีใจเหรอ จะมี..



เผลอทำหน้าบิดเบี้ยวเมื่ออ่านข้อความในบรรทัดถัดไป ไม่มีอะไรนอกจากหวังอี้เสี่ยจะบรรยายความไร้ประโยชน์ในแต่ละปีของตัวเองซ้ำๆ เขาบอกว่าปีนี้เขาทำอะไรเพื่อผมไม่ได้อีกแล้วและยังทำให้ผมเสียน้ำตาอยู่เรื่อย เขาขอโทษผมที่ไม่ได้บอกว่าตัวเองป่วยหนัก เขาบอกว่าใกล้วันเกิดผมแล้วไม่รู้จะเอาอะไรให้ดีที่สุดจึงเลือกกำไลนี้จากร้านขายของเก่ามา เขาบอกว่าแม้คิดว่าผมไม่น่าจะชอบแต่ก็ยังอยากให้



ไม่รู้เพราะอะไรฉันถึงคิดว่ากำไลอันนี้เหมาะกับเธอมาก ต่อให้จะรู้ดีว่าเด็กน้อยของฉันไม่มีทางใส่ก็เถอะ แต่ช่วยชอบมันหน่อยนะ เจ้าของร้านบอกว่าเป็นของเก่าอายุหลายร้อยปีที่เพิ่งได้มาวันนี้ ใครสวมแล้วจะโชคดี มีอายุยืนยาว สมปรารถนา.. ผมอ่านข้อความแล้วยิ้มขื่น อยากจะบอกเสียจริงๆว่าเขาโดนหลอก ตาแก่หวังอี้เสี่ยนี่เป็นไก่ให้เขาหลอกต้มแท้ๆ อะไรคือใส่แล้วจะโชคดี โชคดีบัดซบอะไรล่ะ ผมจำได้ว่าใส่แล้วก็มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน แถมบอกว่าอายุยืนยาว ทั้งที่จวิ้นอ๋องโดนพิษจะตายแหละไม่ตายแหละน่ะหรือ แล้วยังสมปรารถนา..



ถ้ามันทำให้สมปรารถนา ทำไมผมถึงยังอยู่ตรงนี้ล่ะ?



มองรอยยิ้มบิดเบี้ยวให้จดหมายขณะที่น้ำตาซึ่งกลั้นไม่ไหวหล่นร่วงลงไปในกระดาษใบน้อย ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ความต้องการเดียวของผมคือการกลับไปไม่ใช่หรือ อยากกลับไปเจอคนที่ตัวเองรัก แต่ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้วยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่มันสมปรารถนาบ้าอะไรกัน อยากเจอแต่ไม่ได้เจอ รักแต่ทำอะไรไม่ได้ ถ้ากำไลนี่ทำให้ผมได้เจอหลินจวินเจ๋อตามความต้องการจริงไอ้คำอธิษฐานนับร้อยครั้งของตัวเองคงต้องเผาทิ้งไปได้แล้ว



ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็อยากให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข ผมมองถ้อยคำสุดท้ายบนกระดาษแผ่นน้อย หัวเราะทั้งน้ำตากับคำอวยพรและของขวัญที่มาช้าไปห้าปี หัวใจทั้งเจ็บปวดและมีความสับสนปนเปกันจนแทบบ้า ได้แต่ระบายความรู้สึกเป็นน้ำตาและกอดของขวัญไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่สนสายตาใครอีกต่อไป



ผมหยิบกำไลขึ้นมาสวม ไม่อยากคิดแล้วว่าที่ได้มาสวมมันอีกครั้งจะเป็นเพราะอะไร จะช่วยให้อายุยืนหรือสมปรารถนาไหม จะเข้ากับชุดหรือสีเสื้อที่ตัวเองใส่หรือเปล่า เพราะสุดท้ายมันก็เท่านั้น ดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรคนที่ผมอยากจะให้เห็นก็ไม่มีทางเห็นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหวังอี้เสี่ยหรือหลินจวินเจ๋อก็ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว



น้ำตาร่วงรินนับร้อยนับพันสาย ผมรีบหยิบเอาจดหมายใบน้อยที่เขียนถึงผมใส่ไปในกระเป๋ากางเกงจ่ายเงินแล้วเดินออกมาก่อนจะตกเป็นเป้าสายตาไปมากกว่านั้น พอออกมาหลังจากยืนบื้อใบ้โง่เง่ากลางอากาศหนาวอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปซื้อดอกไม้และเบียร์อีกสองขวด สุดท้ายก็โบกแท็กซี่ชี้ทางไปสุสานเพื่อไหว้หลุมศพของหวังอี้เสี่ยทั้งที่ไม่เคยไป



“คนตายก็ตายไปแล้ว หักห้ามใจบ้างนะคุณ” คนขับแท็กซี่เห็นผมตาแดงก่ำแถมยังบอกให้ไปสุสานจึงพูดออกมาเบาๆ



“แล้วถ้ายังไม่ตาย แต่อยากเจอกลับไม่ได้เจอล่ะครับจะทำยังไง?”



ถามไปแต่รู้ว่าไม่ได้คำตอบอยู่แล้ว ผมก็แค่อยากจะระบายความรู้สึกอึดอัดท่วมท้นนี้เท่านั้น คิดแล้วก็ยังต้องยิ้มเย้ยเยาะให้กับการกระทำงี่เง่าของตนเอง เขายังอยู่ตรงนั้นไหม เขายังจำผมได้ไหม หลินจวินเจ๋อจะลืมทุกๆอย่างแล้วมีความสุขกับจวิ้นอ๋องรึเปล่า ความหวาดกลัวปนกับความรู้สึกเจ็บปวดยอกแสยงทำให้ผมหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด เปรอะเปื้อนทั้งฝ่ามือกำไลหรือว่าชุดแต่ใครจะสนใจมันอีกเล่า



ผมนึกถึงคำพูดของหวังอี้เสี่ย เขาที่ตายไปแล้วแต่ยังหวังให้ผมมีความสุข ก่อนจะนึกถึงหลินจวินเจ๋อ อยากรู้ว่าเขาคิดแบบนั้นไหม อยากรู้ว่าถ้าความสุขของผมคือการได้อยู่กับเขาแล้วเราจะได้มีโอกาสเจอกันอีกรึเปล่า



แต่ถามไปก็ไม่ได้คำตอบอยู่แล้ว...



ยิ้มขื่นๆมองสองมือตัวเองแล้วสูดลมหายใจลึก ไอ้หน้าไหนบอกว่าถ้ารักกันต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนก็ยังรักกันและรับรู้ถึงกันได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่จำเป็นต้องพบหน้าแต่ยังมีความสุขได้ ความสุขกับผีน่ะสิ เพ้อเจ้ออะไรกัน สำหรับผมไอ้คำพูดเพ้อเจ้อที่มีดีแต่จินตนาการมันไม่ตลกแม้แต่น้อย ลองพวกมันมาพบว่าตัวเองไม่อาจกลับไปเจอกับคนที่รักอีกสิ ลองได้รู้ว่ามีชีวิตอยู่ไม่ต่างกับตายแบบนี้บ้างสิ ลองต้องเสียคนที่ตัวเองรักไปอีกครั้งแบบผมบ้างสิ ต่อให้จะรู้ว่าขอแค่รักก็ดีแล้วมันก็ยังเจ็บไปหมดแถมยังเจ็บใจ เจ็บใจเป็นบ้า!



ยกมือทุบหน้าขาตัวเองเบาๆอย่างสุดกลั้น ในหัวมีแต่คำถามเดิมๆซ้ำๆ ทำไมคนอื่นเขายังมีความรักที่ดีกันได้แต่ผมไม่มี ทำไมคนอื่นมีความสุขกันได้แต่ผมไม่มี ทำไมเป็นผมที่ต้องร้องไห้ ต้องคิดถึง ต้องทรมารอยู่อย่างนี้ ความหวังที่คิดว่าสักวันจะได้เจอกันนั้นไม่มีทางอยู่แล้ว ผมรู้ดี แต่การต้องรับรู้ว่าไม่มีหวังแล้วยังต้องพยายามมีชีวิตอยู่โดยเอาแต่คิดถึงอีกฝ่ายทุกวันๆมันช่างทรมารเหลือเกิน..




--------------------------------

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13722 Amarry (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 04:48
    ผ่านมาหลายเดือนขนาดนี้ทางโน้นนนนนน เทียนหยางเป็นเมียไท่หยางไปแล้วมั้ง #พายเรือบาปอย่างมุ่งมั่น
    #13,722
    0
  2. #13675 DARA T. (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:08
    แม่ หน่อยคิดแม่มาก กลับมาเถอะ แท้หน่อยจะทีมองค์รัชทายาทก็ตาม55555555
    #13,675
    0
  3. #13167 ten_only19 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 20:33
    ยังไงก็ปักธงไท่หยางกับเทียนหยางค่ะ
    #13,167
    0
  4. #13042 มูตี้ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 13:14
    ^_____^
    #13,042
    0
  5. #12892 แม่เอง (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 22:49
    ตอนได้กำไลมา อีนี่แทบกลั้นหายใจเลยค่ะ อินไปอีกกก
    #12,892
    0
  6. #12265 luknamalotte (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 12:45
    ตอนแรกแอบคิดว่าอาซิ่นใส่กำไลแล้วจะย้อนอดีตได้ 5555
    อยากให้เป็นแบบนั้นมากเลยแต่มันออกจะดูมหัศจรรย์ไป
    สงสัยว่ากำไลนี้มันมาได้อย่างไรหนอ ของตั้งเป็นร้อยพันปี
    แต่ก็ขอให้ใส่แล้วเกิดสิ่งดีๆต่ออาซิ่นแล้วกัน
    ที่อาซิ่นรำพึงรำพันว่าท่านแม่ทัพจะลืมตนหรือเปล่า
    เราว่าท่านแม่ทัพยังคงคิดถึงโหยหาเหมือนที่อาซิ่นเป็นอยู่เช่นกัน อย่าได้น้อยใจไปนะคะ

    #12,265
    1
    • #12265-1 แม่เอง(จากตอนที่ 79)
      28 เมษายน 2560 / 22:48
      แอบคิดอย่างงั้นเหมือนกันเลยค่ะะะ
      #12265-1
  7. #12076 chanchan123 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 15:11
    รู้สึกมีความหวังว่าอาซิ่นจะได้กลับไปหาท่านแม่ทัพอ่ะ ฮือ ขอให้เป็นจริง ไท่หยางกับเทียนหยางก้อขอให้มีความสุข อาซิ่นกับท่านแม่ทัพด้วย
    #12,076
    0
  8. #12034 Preawwwwwwwww (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 01:52
    สงสารอาซิ่นสุดเรื่องนี้ฮือออออ
    #12,034
    0
  9. #11940 May_conan (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 17:01
    แม้งงง ปวดร้าว
    #11,940
    0
  10. #11914 xวาuxวาu (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 09:11
    เศร้าอ่ะ
    #11,914
    0
  11. #11911 ไอแอมอะก้อย (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 08:59
    ขอกำไล จงพาไปหา แม่ทัพที
    ตะเตือนไต เกิดเป็นอาซิ่น สมหวังในรักบ้างเถอะ
    #11,911
    0
  12. #11883 Fukii03 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 01:56
    คิดว่ากำไลหยกขาวอันนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ หรือว่าจะเป็นวาร์ป พอทำอะไรกับสักอย่างแล้วจะวาร์ปกลับไปหาจวินเจ๋อได้5555555
    #11,883
    0
  13. #11870 อัลฟินด์ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 00:45
    อาซิ่น ฮือ อย่าร้องนะอย่าร้อง ไม่เอา ไม่ร้องนะคับ เจ็บปวดไปหมด T_T
    #11,870
    0
  14. #11861 Aonppb (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 00:00
    สงสารคนดีของเราอ่ะ
    #11,861
    0
  15. #11843 ma_jung (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 12:38
    สงสารอ่า
    #11,843
    0
  16. #11840 Blueheart (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 10:32
    คือได้อารมณ์มาก
    #11,840
    0
  17. #11836 Falling in love. (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 09:26
    ความรู้สึกตอนนี้คือ...คือแบบ...คือ...อธิบายไม่ถูก ไม่รู้จะพิมพ์แบบไหนถึงจะอธิบายได้ โอยยยย ประทับใจนิยายเรื่องนี้สุดๆ
    #11,836
    0
  18. #11834 เอ๋ (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 08:48
    กี้ดดดดดดดดดด กำไลลลล งง งง งงงงงงงงง มาได้ไงงงง โหดีใจเปิดมาเห็นอัพสองตอน เดี๋ยวรีบไปอ่านต่อก่อนนนนนน
    #11,834
    0
  19. #11820 PuiPui--r (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 00:03
    สงสารนางมากใจจะขาดตาม ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งฟุ้งซ่านตอนอาซิ่นเปิดกล่องมาเป็นกำไลหยกที่ท่านลูกเต่ามอบให้นี่น้ำตาไหลเลย
    #11,820
    0
  20. #11815 Keeree Nawa (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 23:38
    ตั้งแต่อ่านนิยายมา นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายทำให้เราเสียน้ำตามากที่สุดเลย
    #11,815
    0
  21. #11813 mod_kadjeb (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 23:34
    ตอนนี้เศร้าจัง เมื่อกี้เห็นตอนที่80อยู่เลย อ่าน79จบ ก็หายไปซะงั้น รอก่?อนก้ได้ อิอิอิ
    #11,813
    0
  22. #11806 Lili405 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 23:11
    กำไลนี่จะช่วยให้อาซิ่นข้ามภพได้มั้ย กรี๊ดดด อ่านต่อแปป
    #11,806
    0
  23. #11798 gunwonw (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 22:58
    จื่อซิ่นอย่าร้องไห้เลยนะ....ตามประวัติก็บอกแล้วว่า...หลินจวินเจ๋อครองรักกับหวงเทียนหยางไงช่วยกันอธิษฐานให้เปผ้นจริง^^
    #11,798
    0
  24. #11797 pps4146 (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 22:52
    คำผิดค่ะ
    โฉนด
    ตายแหล่ไม่ตายแหล่
    มอบรอยยิ้มบิดเบี้ยว
    ทรมาน
    #11,797
    0