ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 73 : ไม่ยอมอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกัน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    5 มี.ค. 60








“อาซิ่นขอให้ข้ามอบให้ท่าน โปรดอ่านด้วย”



                ตอนนั้นเข้าสู่ยามเฉิน(07.00)แล้ว ข้ายังต้องแต่งตัวเพื่อเข้าประชุมขุนนาง ดังนั้นเมื่อก้าวเข้ามาในห้องอักษรเหล่าไท่ก็อดออกปากตำหนิไม่ได้ แท้จริงร่างกายนี้ยังไม่ได้นอนมาทั้งคืน สภาพร่างกายถูกพิษไม่ควรหักโหมอย่างยิ่ง แต่ข้าก็ยังรั้น ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดกันตนเองจึงอยากอ่านจดหมายที่คนผู้นั้นเขียนให้ อาจเป็นความอยากรู้ อาจเป็นเพราะใจเย็นลงมากแล้ว ลองพิจารณาดูจากหลายสิ่งจึงได้ทราบว่าเนื้อแท้อาซิ่นผู้นั้นมิได้เลวร้ายอันใด หรือเป็นเพราะอะไรดลใจก็มิทราบข้าจึงอยากทราบว่าเขาเขียนสิ่งใดฝากมา



                สวัสดี



                        ข้านั่งลงบนโต๊ะอักษร กระชับเสื้อคลุมห่อกายขณะลมกายใจที่พ่นออกมาเป็นควันขาว ยามคลี่ออกดูรู้สึกตื่นเต้นพอสมควรจนต้องเตือนตนเองให้ใจเย็นๆ ข้าเปิดดูกระดาษ พลันก็ต้องชะงักเมื่อเห็นถ้อยคำสั้นๆ เพียงหนึ่งคำ มิทราบว่ากำลังทักทายกันด้วยเหตุอันใด..



                        คุณสบายดีใช่ไหม?



                        เครื่องหมายหงิกๆงอๆนี่คือสิ่งใด? ข้าจ้องมองมันด้วยความสงสัย ปลายนิ้วเผลอลูบกระดาษเซวียนซือในมือไปมา ไม่เข้าใจนักว่ามันหมายถึงสิ่งใด แต่ที่แน่ใจคือคำที่ข้าสามารถอ่านออกเป็นคำถามชนิดหนึ่ง ข้าอยากตอบไปยิ่งนักว่าสบายดี..จะสบายดีมากกว่านี้หากไม่ถูกผู้อื่นยึดครองเอาร่างไว้



                        ที่สุดจึงคลี่กระดาษออกกว้างแล้วอ่านด้วยมิอยากให้เสียเวลา ข้าจ้องมองถ้อยคำอันไม่สละสลวยและปลายพู่กันที่สั่นด้วยเหตุที่ตนมิประจักษ์เงียบๆไม่ทราบว่าควรอธิบายความรู้สึกนี้เช่นไร การมาสื่อสารกับคนที่ยึดครองร่างตนเองอาจเรียกได้ว่าเสียสติไปแล้วกระมัง ซ้ำคนผู้นี้เป็นคนเยี่ยงไรข้าก็มิอาจคาดเดา เนื้อความจดหมายมีเพียงถามไถ่ถึงข้า ถามถึงอาการ เล่าถึงความคิดของตน และเล่าถึงห้วงคำนึงที่มีต่อผู้อื่น



                        ผมรักหลินจวินเจ๋อ



                คำรักเช่นนี้ควรหรือจะเขียนให้ผู้อื่นอ่าน ข้าจ้องมองถ้อยคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำแล้ว ในใจเกิดรสชาติแปลกประหลาดขึ้นมายามไล้ปลายนิ้วลงบนกระดาษจดหมายฉบับนี้ เห็นตัวอักษรที่คล้ายเหมือนตนเสียเก้าส่วน ทว่าปลายหางยังตวัดพลิ้วไม่พอ ลายเส้นยังขาดความหนักแน่น บ่งบอกว่าเร่งรีบทั้งยังจิตใจไม่สงบ หากกลิ่นน้ำหมึกอันสดใหม่นี้เองกระตุ้นให้ข้าลุกขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้องหนังสือ มองเห็นบทกลอนที่ตนไม่เคยแต่งเพิ่มมา เดินไปจ้องลายเส้นและลักษณะการสะบัดพู่กัน ที่สุดก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ...






“ฝ่าบาทกล่าวว่าเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย หม่อมฉันเองก็จำได้ว่าตนเองร่ำเรียนเขียนอ่านกับองค์รัชทายาทซ้ำมีพระอาจารย์คนเดียวกัน ลายมือเองก็คล้ายกันหลายส่วน ทั้งยังคัดพู่กันนำถวายเสียจนนับไม่ถ้วน แล้วเหตุใดจึงทรงจำไม่ได้ว่านี่มิใช่ลายมือกระหม่อมเล่า?”



                        สิ้นคำกล่าวของข้า ท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็บังเกิดเสียงอีกครั้ง หลายคนมีสีหน้าไม่แน่ใจ บ้างวยงง บ้างไม่พอใจ แต่เมื่อกล่าวไปแล้วไหนเลยจะปล่อยให้เป็นเพียงการโยนหินลงในบึงกว้าง ข้ามองเห็นแววตากระเพื่อมไหวของเสนาบดีจ้าวและรัชทายาทอย่างชัดเจนโดยมิคิดเหลือบแลไปยังวรองค์บนบัลลังก์ งิ้วเรื่องนี้ทรงเล่นเปิดแล้ว ที่ต้องทำคือหาข้อลบล้างให้ตัวเองพ้นผิด หากทำมิได้ข้าคงไม่อาจหวังรอดชีวิต ด้วยข้อหากบฏมีโทษตายสถานเดียว



                        “นี่ไม่ใช่ลายมือเจ้า?”



                        “ขอรับ” ข้ากล่าวพลางยิ้มน้อยๆและประสายมือไปทางกลุ่มบัณฑิต “แม้ลายมือในจดหมายจะเหมือนของข้าเสียเก้าส่วน ทว่ายังมีจุดต่างอยู่ แม้ผู้ใดมองไม่เห็น เจ้าของลายมืออย่างข้าย่อมมองเห็น กล่าวแล้วผู้เขียนจดหมายนี้คงเป็นนักเลียนแบบชั้นยอด ทว่าของเลียนแบบก็ทำได้เพียงเลียนแบบเท่านั้น..”



                        “จุดต่างของลายมือข้ากับจดหมายนี้คือการลงน้ำหนัก เช่นคำว่าเดินคำนี้ ข้ามิเคยเขียนด้วยตัวลักษณะนี้ มิได้ตวัดหางอย่างไร้เรี่ยวแรงปานหางงู หากท่านอาจารย์ผู้สอนมาเห็นข้าคงมิแคล้วถูกตำหนิ ต้องคัดประโยค อักษรที่ถูกต้องย่อมห้าวหาญดั่งมังกรโผนโจนทะยาน หนักแน่นระลึกในใจผู้คน ซ้ำเป็นพันรอบแน่ๆ ซ้ำวิธีการเริ่มเขียนยังผิดแผกไป จดหมายนี้ต้องอ่านจาก*บนลงล่าง จากหัวกระดาษลงท้ายกระดาษ หาได้อ่านไปทีละแถวไม่ จดหมายเขียนถ้อยคำแปลกปลอมพิสดารเช่นนี้ ไม่ทราบว่าท่านเสนาบดีกลาโหมได้จากที่ใดมา?”



                สิ้นคำกล่าวของข้า เหล่าขุนนางต่างส่งเสียงอื้ออึงพูดคุยกันอีกครั้ง มิต่างจากฮ่องเต้ซึ่งรับเอาจดหมายจากขันทีคนสนิทมาทอดพระเนตร ด้วยเห็นว่าเป็นดังที่กล่าวจริง สีพระพักตร์จึงเริ่มดีขึ้น ต่างหากเสนาบดีกลาโหมผู้มีสีหน้าราวกับมิอยากเชื่อคำกล่าวหา



                        “เรื่องที่ท่านอ๋องกล่าว เพียงเขียนจากบนลงล่างย่อมดัดแปลงได้ การส่งข่าวเป็นความลับกระทำเช่นนี้มิใช่ว่ายิ่งดีหรือ?” ดวงตาคู่นั้นมองตามกระดาษในมือของขันทีซึ่งนำไปให้เหล่าบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรพิจารณา “ซ้ำเรื่องการลงน้ำหนัก การตวัดพู่กัน ของเหล่านี้ไยมิใช่ปลอมแปลงได้?”



                        “ข้าเขียนจดหมายถึงบุตรชายบุญธรรมที่อายุเพียงเจ็ดขวบปี ไยต้องทำความลำบากให้ผู้เยาว์ เขียนให้พิสดารลำบากเด็กน้อยเหล่านั้น” ได้ยินคำกล่าวแก้แล้วข้ายิ้มออกมาอย่างนึกขัน คนเพียงกล่าวแก้เกี้ยวด้วยคาดไม่ถึง ข้าทราบดี ข้าเองก็ยังนึกไม่ถึงจนเมื่อได้เห็นจดหมายที่อาซิ่นผู้นั้นเขียนออกมา กลวิธีเขียนอันแปลกประหลาดนี้ ย่อมสามารถนำมาเป็นข้าอ้างคัดค้านเป็นแม่นมั่น “และที่ท่านเสนาบดีจ้าวกล่าวว่าการตวัดพู่กัน ลงน้ำหนัก สามารถลอกเลียนแบบได้ ข้าจวิ้นอ๋องก็ถามท่านเช่นกันว่าจดหมายนี้ไยมิใช่ของเลียนแบบ ลายมือนี้ไม่เหมือนลายมือข้าย่อมเรียกว่าปลอมแปลง หรือหากต้องการหลักฐาน สามารถนำลายมือจากรายงานส่งถึงราชสำนักเล่มเก่าก่อนมาเปิดเทียบดูได้ ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะอุตส่าห์ปลอมแปลงลายมือตนเองล่วงหน้ากระมัง?”



                “ทูลฝ่าบาท ตัวอักษรที่จวิ้นอ๋องเคยเขียนและในจดหมายนี้แตกต่างกันจริงพะยะค่ะ” ราชครูเกาเซิงกล่าวพร้อมพยักหน้ามาให้ข้า “ข้าน้อยตรวจสอบแล้ว แต่หากมีใต้เท้าท่านใดยังข้องใจ สามารถนำไปตรวจสอบดูได้ ”



                        “...แล้วเนื้อหาในจดหมายที่กล่าวถึงขบวนพ่อค้าเล่า จวิ้นอ๋องคงไม่กล่าวว่าตนไม่ได้จัดตั้งสมาคมพ่อค้าของทั้งสองแคว้นกระมัง” จ้าวหนิงเฉิงแม้นิ่งอึ้งไปแต่ก็มิยอมแพ้ ยังคงกล่าวถึงสมาคมพ่อค้าที่ถูกจัดตั้งมาในสงคราม..ที่ๆอาซิ่นสั่งให้คอยส่งเสบียงจากตรงนั้น ขณะที่จดหมายนั้นถูกส่งต่อกันในหมู่ขุนนาง เพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่



                “ในเมื่อจดหมายมิอาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง ไยต้องพิสูจน์ว่าที่สั่งการไปคือปลอมหรือจริง?”



                        “สมาคมพ่อค้าชาวไห่เยี่ยนและเทียนจิ้นเล่า ท่านอ๋องตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์ใด?”



                        “ข้ายังจำได้ว่าทำรายงานส่งมาที่ราชสำนัก ไม่ทราบว่าท่านเสนาบดีจ้าวได้อ่านหรือไม่” ข้าเอ่ยถามก่อนจะกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เมืองถานเฟิ่งเป็นเมืองการค้า แต่เมื่อเกิดสงครามการค้าชายแดนย่อมซบเซาส่งผลถึงรายได้ผู้คน ยามที่สงครามยังไม่ทราบว่าจะจบวันใด ต้องการให้ชาวเมืองมีชีวิตอยู่ผิดแผกที่ใด อย่าได้กล่าวว่าชาวไห่เยี่ยนที่เป็นพ่อค้าย่อมลอบเข้ามาอยู่แล้ว ในภาวะที่สงครามกำลังปะทุ ให้ผู้อื่นเข้านอกออกในโดยไม่รู้หัวนอนปลายเท้านับเป็นเรื่องเสี่ยง สู้ทำอย่างเป็นทางการ ให้คนมาลงชื่อและตรวจสอบประวัติ จะได้นับจำนวนผู้คนในเมืองและตรวจสอบสายลับไปด้วย ข้ากระทำถึงขั้นนี้มีอันใดไม่ดี หรือท่านเสนาบดีจ้าวเห็นว่าเพียงมีชื่อไห่เยี่ยนก็ถือเป็นกบฏแล้ว?”



                        “ข้าหาได้กล่าวเช่นนั้น” จ้าวหนิงเฉิงสูดหายใจลึก ด้วยมิอาจหาข้อจับผิดในคำอธิบายของข้าได้จึงเงียบไปก่อนจะถามเสียงเคร่ง “แล้วเรื่องตราประทับบนจดหมายเล่า ท่านอ๋องจะอธิบายอย่างไร?”



                        “เสนาบดีจ้าว ข้าขอถาม” ประเด็นการเขียนดูตกไปแล้ว ข้าทราบว่าตนเองได้รับชัยชนะเพราะผู้เขียนจดหมายนี้มิใช่ตนเอง การเขียนพู่กันของแต่ละคนมีเอกลักษณ์ที่ไม่อาจเลียนแบบได้อยู่ แม้อาซิ่นผู้นั้นจะอยู่ในร่างนี้แต่ก็มิอาจลอกเลียนจนเหมือนได้ทุกสิ่ง คนยังมีความต่างเช่นเดียวกับลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไป แล้วลายพู่กันไหนเลยจะเหมือนเดิมได้



                        “ท่านกล่าวว่าได้จดหมายนี้มา ข้าขอทราบว่าได้มาจากที่ใด ด้วยวิธีการเช่นไร?”



                        “ท่านอ๋องกำลังบ่ายเบี่ยงหรือ?” ข้าเห็นมุมปากเฒ่าเจ้าเล่ห์ปรากฏรอยยิ้ม จึงยิ้มตอบกลับ



                        “หาได้บ่ายเบี่ยง ข้ากำลังถามด้วยอยากรู้ว่าท่านเสนาบดีจ้าวได้จดหมายมาจากที่ใด แล้วข้าจะตอบเรื่องตราประทับ ดีหรือไม่?”



                        “จดหมายฉบับนี้”จ้าวหนิงเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวานพลางจ้องมองมาที่ข้าอย่างเหนือกว่า “ข้าจ้าวหนิงเฉิงได้มาจากคนของข้าที่ร่วมเดิมทางกับขบวนเดินทางกลับเมืองหลวงขององค์รัชทายาท และจวิ้นอ๋อง ทุกคนสามารถสอบถามเหล่าทหารได้เลยว่าจวิ้นอ๋องสนิทสนมกับองค์ชายแคว้นไห่เยี่ยนเพียงใด ไปมาหาสู่กันใกล้ชิดขนาดไหน”



                        “คนของท่านเสนาบดีจ้าว...” เอ่ยช้าๆ ก่อนจะกล่าวคำพูดคล้ายลังเลไม่แน่ใจแล้วยิ้มน้อยๆอีกครั้ง “แม่นางจ้าวลี่เซียน อนุภรรยาในองค์รัชทายาทใช่หรือไม่?”



                        “บุตรสาวข้าหาได้เกี่ยวข้องไม่ จวิ้นอ๋องเข้าใจผิดแล้ว”



                        “เช่นนั้นจะเป็นผู้ใดเล่า?” ข้าเอ่ยถามอย่างสงกาขณะคลี่ยิ้มนุ่มนวล “ข้าจวิ้นอ๋องได้ส่งจดหมายถึงบุตรชายบุญธรรมจริง แต่จดหมายที่ส่งไปนั้นเป็นจดหมายเร่งด่วน ฝากคนของวังจวิ้นอ๋องส่งไปแล้วกลับกลายเป็นเช่นนี้ จึงเพียงอยากทราบว่าเป็นคนใดของใต้เท้าที่ลงมือ ทั้งฉกชิงจดหมาย ทั้งปลอมแปลงเอกสารหรือกระทั่งตราประทับประจำตัวข้า...”



                        “สมคบต่างแคว้นมีโทษกบฏ!” จ้าวหนิงเฉิงกล่าวอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้ “จวิ้นอ๋องจะกล่าวโทษข้าว่าฉวยโอกาสแย่งชิงจดหมายของท่านรึ ทั้งที่ท่านมีเป้าหมายเช่นนี้ไหนเลยว่ากล่าวผู้อื่นได้ ใส่ร้ายข้าทั้งเรื่องชิงจดหมายปลอมแปลงเอกสารหรือกระทั่งตราประทับปลอม ข้าเป็นขุนนางคนสำคัญของเทียนจิ้น กล่าวหาเช่นนี้หาข้าเสียหาย ท่านรับผิดชอบได้หรือไม่?”



                        “แล้วหวงเทียนหยางเป็นชาวบ้านร้านตลาดหรือ?” คนเอ่ยถึงยศศักดิ์อย่างลำพอง น่าขันที่บุรุษผู้นี้กล้ากล่าวโดยมิคำนึงถึงฐานะของข้า แต่ก็ดีแล้ว เพราะด้วยฐานะนี้สูงเทียมฟ้าเพียงใด เมื่อแตะต้องแล้วพลาดไปย่อมส่งผลร้ายแรงเท่านั้น



                        “ข้าจวิ้นอ๋องหวงเทียนหยางเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่ถูกขุนนางเช่นท่านกล่าวหาว่ากบฏ ข้าถูกกล่าวหาเช่นนี้ หากชื่อเสียงเสียหายท่านเสนาบดีจ้าวรับผิดชอบได้หรือไม่ กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีเชื้อพระวงศ์ โทษทัณฑ์นี้ดูแล้วด้อยกว่าข้อหากบฏไม่กี่ส่วน หากท่านเสนาบดีจ้าวกล้ากล่าวถึงชื่อเสียงตนเอง ข้าย่อมต้องขอเอ่ยถึงชื่อเสียงของข้าบ้าง หากข้ามิได้เป็นเช่นที่ท่านกล่าวหา ท่านจะยอมรับโทษหรือไม่?”




                        “ผิดย่อมว่ากันไปตามผิด เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ไยต้องกล่าวถึงโทษใดๆอีก”น้ำเสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานานทำให้ข้าชะงัก “ผู้ใดทำผิดย่อมต้องรับผิดที่ตนเองก่อตามที่ตรากฏหมายไว้ ทั้งสองเห็นว่าเป็นอย่างไร?”



                        “ขอบพระทัยองค์รัชทายาท” ข้ามองรอยยิ้มนั้นแล้วตระหนักว่าไท่หยางดูจะมากความมั่นใจยิ่ง



                        “ใช่แล้วพะยะค่ะ จวิ้นอ๋องโปรดกล่าวต่อเถิด อย่าได้ถ่วงเวลาอีกเลย”



                        “เช่นนั้นขอแสดงความเสียใจแก่พวกท่านด้วยแล้ว เพราะตราประทับนี้มิใช่ของจริงอีกเช่นกัน” ข้ากล่าวอย่างรวดเร็วพลางยิ้มน้อยๆ “ตระประทับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวจวิ้นอ๋องที่ได้รับพระราชทานมาไม่ผิดแน่ ทว่าก็ผิดที่ ผิดเวลา”



                        “ผิดที่ผิดเวลาอันใดรึ หรือท่านอ๋องจะกล่าวว่าได้ฝากตราประทับไว้ที่ผู้อื่นอีก” จ้าวหนิงเฉิงหัวเราะขัน



                        ข้าเองก็หัวเราะเช่นกัน ขบขันเพราะทราบว่าจากนี้คนจะยิ้มไม่ออก “ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องของวังจวิ้นอ๋อง เมื่อออกจากเมืองหลวง จะไม่นำตราประทับส่วนตนมาด้วย แต่จะใช้ตราประทับของจุดหมายปลายทางยามส่งจดหมายมา เช่นจดหมายนี้ส่งมาจากเมืองถานเฟิ่งก็ย่อมมีตราของเมืองถานเฟิ่ง เป็นขีดเล็กๆสามขีดอยู่ด้านข้างกรอบสี่เหลี่ยม..ทว่านี่กลับไม่มีแล้ว”



                        “เรื่องราวเหลวไหลเช่นนี้ข้ากลับไม่เคยได้ยิน คนชั้นอ๋องฝากตราประทับของตนไว้กันผู้อื่นนับเป็นเรื่องราวอันใด ท่านอ๋องคิดโกหกควรทำให้แนบเนียนกว่านี้” จ้าวหนิงเฉิงกล่าวอย่างรวดเร็วและไม่ยอมแพ้อย่างยิ่ง



                        “จวิ้นอ๋องเพิ่งมารับตราประทับจากข้าเมื่อคืนวาน”




                        สิ้นสุรเสียง ผู้คนซึ่งเฝ้าดูการตอบโต้ต่างก็ชะงักและพากันสูดหายใจลึก ไม่มีแม้ผู้ใดจะกล่าวคำ



                        จ้าวหนิงเฉิงนิ่งอึ้ง ดวงหน้าซีดเผือดปนขาว แสดงอาการคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง ขณะที่ข้าคลี่ยิ้มบางๆอย่างสุภาพมีมารยาท หากในใจเล่ากลับรู้สึกปลอดโปร่งเมื่อทราบดีแก่ใจว่าตนได้ชัย



                        ไม่มีธรรมเนียมเช่นนี้..จ้าวหนิงเฉิงกล่าวถูกแล้ว  ธรรมเนียมเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เมื่อคืนนี้เองที่ข้าได้อยู่ในห้องทรงอักษรของตำหนักถานเฟิ่ง ได้ทอดทัศนาจดหมายซึ่งมีตราประทับของตนเองเรียบร้อย ทั้งยังจำได้เป็นอย่างดีว่ายามเขียนจดหมายนั้นอาซิ่นผู้ได้ประทับตราลงไปอย่างไร ทราบดีว่าเมื่อจดหมายถูกพบย่อมเป็นหลักฐานบ่งชี้ตัวข้าอย่างมิอาจดิ้นหลุด



                        ดังนั้นข้าจึงต้องฝากตราประทับไว้..



                        ลอบมองไปยังชายเสื้อคลุมสีทองอร่ามเล็กน้อย ทันทีที่ทรงเอ่ยขึ้นข้อสงสัยที่มีต่อตัวข้าทั้งหมดย่อมหมดไปข้าทราบดี เมื่อจ้าวแผ่นดินรับรองคนผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเคยเป็นผู้ร้ายฆ่าคนวางเพลิงผู้คนยังก้มศีรษะสรรเสริญ ยามนี้ขุนนางทุกคนต่างก็กระจ่างแล้วว่าบทงิ้วทั้งหมดเป็นแค่ละครที่เอาไว้ใช้ฉุดดึงคนผู้หนึ่งลงหลุม หาได้มีไว้ลากข้าไปประหารไม่ เรื่องราวพลิกผันไปเช่นนี้ ไม่ทราบว่าคนจะคิดเช่นไร



                        กระทั่งจ้าวหนิงเฉิงคงไม่ทราบ เมื่อครู่เป็นข้าที่เกือบพลาดพลั้ง หากไม่สามารถใช้เรื่องลายมือและการเขียนจดหมาย ตลอดจนอธิบายเรื่องราวของตราหยก คนที่จะถูกฉุดลงไปจะเป็นข้าเอง หากแสดงตนว่าอ่อนแอแม้เพียงน้อย จะเป็นข้าและวังจวิ้นอ๋องจะถูกกำจัด มิใช่เขา หากเมื่อคืนข้าไม่ได้กล่าวถึงความกล้าของจ้าวหนิงเฉิงกับบุตรีที่ถึงขั้นสมคบกันวางยาลอบสังหาร ฮ่องเต้คงไม่คิดลงดาบจัดการตระกูลจ้าวที่เป็นแขนขวาของหวงไท่หยางเช่นนี้..



                        ข้าจ้องมองไปยังหวงไท่หยางซึ่งยืนนิ่ง ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มเฉกเช่นเดิม เราสองยิ้มให้กัน หากรอยยิ้มนั้นต่างไม่ได้ถึงดวงตา ข้าเองทำมองไม่เห็นฝามือที่กำแน่นของเขา เขาเองก็แสร้งไม่รู้ถึงปลายนิ้วที่จึงเข้าไปในอุ้งมือตนของข้า ยกนี้ข้าชนะ แต่ยกหน้าใช่จะชนะต่อไป หวงไท่หยางกำลังลงมือแล้ว ข้าเองก็มิอาจอยู่เฉย มิฉะนั้นเมื่อคนบนบัลลังก์เห็นว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไร้ประโยชน์ ย่อมคิดกำจัดทิ้งไม่ละเว้น อย่าได้เอ่ยถึงพี่น้อง ครอบครัว หรือบิดามารดาใดๆ



                        “เสนาบดีจ้าว มีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือไม่?” ความเงียบผ่านไปแล้ว ข้าจึงกล่าวขึ้นมาช้าๆ พลางคลี่ยิ้มอ่อนหวานมากเมตตา แต่ไม่ว่าเมตตาของข้าจะมากสักเพียงไร คงมิอาจช่วยให้เขาต่อกรกับสิ่งที่จะได้รับต่อไปนี้



                        วางยาลอบสังหารเชื้อพระวงศ์ แม้มิอาจจัดการด้วยข้อหานี้เพราะจะต้องมีการสืบสวนและสาวมาถึงหลินจวินเจ๋อ ทว่าใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์ ปลอมแปลงจดหมาย ตราประทับ ข้อนี้ก็หนักหนาพอกันมิใช่หรือ?



                “แล้วข้อหาที่ถูกกล่าวว่าคบค้าคนต่างแคว้นเล่า จวิ้นอ๋องมีข้อแก้ตัวใดหรือไม่?”



“คบค้าคนต่างแคว้น?” ข้าเอ่ยช้าๆ..มองจ้าวหนิงเฉิงผู้ทราบว่าตนจะต้องร่วลงนรกก็ยังคิดลากผู้คนไปด้วยให้มากที่สุดด้วยแววตาเยียบเย็น



“องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนเสด็จไปยังวังจวิ้นอ๋องตั้งแค่เมื่อคืนกลางดึก จนถึงตอนนี้ยังไม่ออกมา ท่านอ๋องไม่คิดว่าตนเองควรมีสิ่งใดอธิบายหรือ?”



ข้าจ้องมองเสนาบดีสกุลจ้าวซึ่งดูจะหูตากว้างไกลดี แล้วคลี่ยิ้มบางอย่างมิใส่ใจเสียงอื้ออึงนั้น ด้วยนี่เป็นสิ่งที่คาดมาแล้วแต่ต้น..



“ถูกเช่นที่เสนาบดีจ้าวกล่าว” คลี่ยิ้มน้อยๆอย่างสุภาพขณะเงยหน้าขึ้นมองไปยังบัลลังก์ทอง เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว คิดปฏิเสธความรับผิดชอบย่อมไม่อาจกระทำ เฉกเช่นเดียวกับคิดปัดเรื่องราวทั้งหลายให้พ้นตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้ มันช้าไปมากแล้วที่ข้าจะกล่าวว่าไม่ข้องเกี่ยว ด้วยตนเองมีชีวิตอยู่เพราะฝีมือเทพโอสถแห่งไห่เยี่ยนเช่นกัน



“องค์ชายเจ็ดถูกคุมตัวไว้ในจวนจวิ้นอ๋องของข้าเอง มีจวนแม่ทัพช่วยจัดเวรยามตรวจตรา เสนาบดีจ้าวมีสิ่งใดสงสัยอีกหรือไม่?”



“และท่านพร้อมรับโทษฐานใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์แล้วหรือไม่ ท่านได้จดหมายนี้มาจากผู้ใด คนของท่านคือใครบ้าง ท่านได้ตราหยกปลอมของข้ามาจากไหน ข้อสงสัยเหล่านี้หวังว่าจะสามารถตอบให้ข้าทราบได้ในเร็ววัน มิฉะนั้นชีวิตในคุกหลวงของท่านคงมิสุขสำราญนัก”



ข้าได้ยินเสียงพูดคุยอึงอลของขุนนางรอบกายอีกครั้ง ขณะดวงตาเลื่อนไปสบเนตรสีน้ำตาลอันเคยคุ้นของหวงไท่หยาง แววตาไร้ก้นบึ้งจ้องสบขณะริมฝีปากคลี่ยิ้ม คล้ายแสดงความยินดี หากก็คล้ายยิ้มเยาะ เย้ยหยัน เมื่อที่สุดแล้วข้าก็เลือกจะหักหลังและทรยศผู้อื่นเพื่อทางรอดของตน และเลือกจะตัดบางสิ่งเพื่อต่อลมหายใจเฉกเช่นที่คนผู้นี้เคยเสนอให้อาซิ่นกระทำ



กระชับฝ่ามือพลางสูดหายใจลึก ขณะที่เรื่องราวเบื้องหน้าพลิกฟื้นเปลี่ยนผัน จากท่านอ๋องผู้สุ่มเสี่ยงถูกข้อกบฏหาทรยศแผ่นดิน เป็นจวิ้นอ๋องถูกใส่ร้ายด้วยน้ำมือเสนาบดีผู้หนึ่ง จากจวิ้นอ๋องร่วมมือกับคนต่างแคว้น มีสัมพันธ์แนบแน่นกับองค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน แปรเป็นจวิ้นอ๋องควบคุมตัวองค์ต้องสาปผู้นั้นไว้ในจวนของตน เปลี่ยนจากกบฏมาเป็นผู้จงรักภักดีซ้ำมากความสามารถ ข้าคลี่ยิ้มฟังผู้คนกล่าวสรรเสริญ ใบหน้าเปี่ยมไมตรีหากในใจเย็นเยียบยิ่งกว่าสิ่งใด



“หลังจากจบการประชุม จวิ้นอ๋องมาพบข้าที่ห้องอักษร”




เห็นหรือยังเล่า จวิ้นอ๋องยังได้รับความโปรดปรานมิเสื่อมคลาย


เช่นนี้เรื่องที่ฮองเฮากับรัชทายาทลงแรงไปมิเสียเปล่าหรือรึ นี่เรียกว่าแย่งไก่มาไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ


เสนาจ้าว อยู่ดีไม่ว่าดีแล่นไปขวางทางจวิ้นอ๋อง ผู้ใดคิดลงมือกับวังจวิ้นอ๋องย่อมต้องสิ้นวาสนา ควรตระหนักข้อนี้ไว้แท้ๆ


...แล้วอนุภรรยาที่มอบให้องค์รัชทายาทนางนั้นจะเป็นอย่างไร


ชู่ว...เงียบไว้ อย่าได้กล่าวถึงอีกเลย





                        ข้าเดินออกจากตำหนักว่าราชการ แม้ใบหน้าคลี่ยิ้มแต่ก็มิได้สนใจผู้ใด เบื้องหน้าคือร่างของขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ที่จะนำตนไปยังตำหนังเฟิ่งเทียน ทุกสิ่งเกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว ข้าสามารถปกป้องวังจวิ้นอ๋องได้อีกครั้ง แม้ครานี้ถึงขนาดถูกไล่ต้อนและต้องทุ่มสุดตัว ต้องเผชิญเรื่องราวสาหัสอยู่บ้างแต่ถือว่ายังเอาตัวรอดได้ และคาดว่าจะไม่มีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกในอนาคต



                        “ท่านอ๋อง”



                        “ท่านแม่ทัพมีอะไรหรือ?”



                        “ข้าอยากหารือสักครู่ ท่านอ๋องพอมีเวลาหรือไม่?” ข้ามองหลินจวินเจ๋อซึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งขรึม แม้คนเอ่ยวาจามีมารยาทแต่ยังคงแสดงออกว่ามีโทสะ ข้าทราบดีว่าเหตุใดจึงมีโทสะ หลินจวินเจ๋อมีเหตุให้เกิดโทสะมากมาย ทั้งเรื่องลวงตาของข้าและฝ่าบาท เรื่องชะตากรรมของจ้าวหนิงเฉิง หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ข้ากล่าวว่าคุมตัวองค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนไว้



                        “ยามนี้ฝ่าบาทเรียกหา ไม่ควรชักช้า เมื่อกลับไปแล้วข้าจะให้เด็กรับใช้ไปเชิญให้พบกันที่ห้องอักษร”



                        “......” หลินจวินเจ๋อยืนนิ่ง ท่าทีไม่ยอมความ แต่เมื่อเห็นว่ามีขันทีประจำพระองค์ยืนรอจริงๆก็พยักหน้า ข้าเห็นดังนั้นจึงกล่าวลาและเดินออกมาไม่ให้คนต้องรั้งรอ



                        ข้าทราบดีว่าหลินจวินเจ๋อเป็นคนเช่นไร เขาไม่พอใจผู้ที่ใช้พวกพ้องของตนเองเพื่อหาผลประโยชน์ และเกลียดชังการถูกหลอกใช้อย่างยิ่ง สิ่งที่ข้าทำนั้นเขารู้สึกไม่พอใจ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไรข้าและเขาก็มิอาจคิดตรงกันได้ แม้เกลียดชังฉู่เหวินแต่ยังต้องการสู้กันอย่างสมศักดิ์ศรี แม้ชิงชังที่ถูกเสนาบดีจ้าวหลอกใช้ ยังต้องการให้คนรับผิดตามที่ทำมิใช่เพราะถูกป้ายสี มิใช่ถูกข้าพลิกผิดเป็นถูก พลิกดำเป็นขาว เปลี่ยนสิ่งที่เป็นให้กลายเป็นสิ่งที่ตนเองอยากให้เป็น ข้าหวงเทียนหยาง ทุกสิ่งที่ทำล้วนตรงข้ามกับเจตนารมย์ของหลินจวินเจ๋อ



                        ทว่าเพื่อปกป้องวังจวิ้นอ๋อง ปกป้องเทียนจิ้น ข้ามิจำเป็นต้องใส่ใจ นี่คือสนามการเมือง เป็นสงครามที่ไม่อาจสู้อยู่ต่อหน้าอย่างภาคภูมิได้เฉกในสนามรบ ทว่าน่ากลัวยิ่งกว่าสนามรบนับร้อยเท่า เพียงกระพริบตาสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปร้อยพันอย่าง ศักดิ์ศรีหรือคำสัตย์เป็นเพียงเรื่องราวดีงามที่ไม่มีอยู่จริง



                        หลินจวินเจ๋อในอดีตชิงชังข้าเพราะเกลียดเล่ห์กลเหล่านี้ ข้าทราบดี เพราะข้าเองก็ใช้เล่ห์กลนี้แย่งชิงความสุขชั่วชีวิตของบุรุษคนหนึ่งมาเช่นกัน..



                        แม้วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแต่ลมหนาวที่พัดพายังคงความหนาวเย็นอย่างยิ่ง ข้าผ่อนลมหายใจลงปรับอารมณ์ให้คงที่ยามก้าวเข้ามาภายในตำหนัก ทว่ายืนรออยู่เพียงครู่ก็ยังไม่มาถึง ดังนั้นข้าจึงนั่งรออย่างเงียบเชียบอยู่ด้านใน กระถางกำยานและเตาอุ่นทำให้ภายในห้องไม่หนาวเหน็บซ้ำชวนให้ผ่อนคลาย บันดาลให้ร่างกายซึ่งแทบไม่ได้พักผ่อนรู้สึกอ่อนเพลียเมื่อยล้า ข้าแทบไม่อาจทนฝืนลืมนัยน์ตา หากแต่ต้องเตือนตนเองว่ามิอาจหลับ..



                        แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามา ฮ่องเต้คงมาถึงแล้ว ดังนั้นข้าจึงลุกขึ้นหมายใจจะทำความเคารพ แต่ร่างเงาที่ยืนตระหง่านปิดบังเส้นทางที่จะออกจากห้องอักสรกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบด้วยความหวาดกลัวที่ฝังอยู่ในห้วงลึกของจิตใจ



                        “น้องสิบสองอาการป่วยหนักขึ้น เสด็จพ่อจึงไปเยี่ยมดูอาการ ข้าเห็นว่าปล่อยจวิ้นอ๋องไว้ให้รอย่อมไม่ดี...” ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงเดินตรงเข้ามาช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาเจือรอยยิ้มหากไม่ไปถึงดวงตาช่างคุ้นแสนคุ้นอย่างที่ข้าไม่อยากคุ้นเคยสักนิด ยินเสียงประตูปิด แสงสว่างจากด้านนอกหายไปดั่งบอกว่าหมดทางหนี ข้าจ้องมองแววตาที่แฝงแววโทสะ ตระหนักดีว่าจากเรื่องราวในท้องพระโรงยามเช้า ยากนักที่เขาจะอารมณ์ดีขึ้นมาได้



                        “ข้าจึงมาอยู่เป็นเพื่อนจื่อซิ่นเหมือนดั่งเคย”



                        รอบกายเงียบงัน ไร้เขาขันทีนางกำนัล ไร้เงาองครักษ์



                        “องค์รัชทายาทมีเมตตายิ่งนัก ทว่ากระหม่อมมิอยากรบกวน กลัวจะผิดจากราชโองการแล้วจะลำบากทั้งคู่”



                        “ราชโองการ...”ร่างของหวงไท่หยางก้าวเข้ามาช้าๆ ดวงตาทั้งคู่ตรึงร่างของข้าเอาไว้ไม่ยอมให้ขยับ คนแย้มรอยยิ้มรื่นเริงจนเห็นเขี้ยวเล็กๆที่มุมปาก ช่างเป็นรอยยิ้มที่งดงามและจริงใจ แต่ก็เป็นรอยยิ้มนี้เช่นกันทีข้าทราบว่าน่ากลัวเพียงใด “ราชโองการไร้สาระที่เจ้ามักยกมาอ้างเสมอ”



                        “ข้าปฏิบัติตามราชโองการ”



                        “คนขลาดเขลาทำได้เพียงหลบอยู่หลังผู้อื่น”



                        “คนกล้าหาญทำได้เพียงลักลอบเข้ามาด้านหลังผู้อื่น”



                        “คนขลาดเขลาทำได้เพียงปากต่อกร หากตัวสั่นราวกับมุสิก”



                        “คนกล้าหาญทำราวกับตนได้ชัยชนะ แต่จากนี้เจ้าจะพ่ายแพ้”



                        ฝีเท้าก้าวเข้ามาประชิดเสียจนเหลือเพียงลมหายใจคั่น ข้ารู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งกายแต่ยังฝืนเงยหน้าขึ้นต่อกรอย่างทระนงไม่ยอมแพ้ ใบหน้าเชิดรั้นและดวงตาไม่ยอมสยบเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ยังควบคุมได้ด้วยร่างกายนั้นสั่นเทา ความหวาดกลัวจากเบื้องลึกช่างแสนน่าชัง ความรู้สึกที่แม้เพียรพยายามกำจัดเพียงไรก็ไม่หมดสิ้นบ่งบอกให้เห็นถึงความพ่ายแพ้อันน่าอดสู ข้าทราบดีว่าตนเองเผลอจิกปลายนิ้วลงกับฝ่ามือจนเจ็บแปลบยามร่างสูงเข้าประชิด มองเห็นดวงตาสีน้ำตาลที่ไร้ก้นบึ้งไร้ความรู้สึกกระพริบไหว ข้าคิดว่าตนเองทนไม่ไหวแล้ว จนเมื่อผ่านไปอึดใจความอบอุ่นกลับห้อมล้อมอย่างไม่ทันตั้งตัว



 “เจ้ากลับมาแล้ว”



น้ำเสียงนั้นทอแววยินดีอย่างปิดไม่มิด ซ้ำสองแขนกอดประคองอย่างนุ่มนวลทว่าข้าทราบดีว่าทุกสิ่งคือคำลวง หลังความอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า สิ่งที่ตามมาคือความหนาวเย็นราวกับจะแช่แข็งเลือดในกายให้เหือดไป



เสียงฝ่ามือกระทบผิวแก้มดังฉาด แต่ข้าไม่สนใจ อุ้งมือเปื้อนรอยเลือดประทับลงบนใบหน้าอันสูงศักดิ์ของว่าที่ผู้ครองบัลลังก์มังกร แต่ข้ารังเกียจอย่างยิ่ง..



“ออกไป หวงไท่หยาง!!!



“ไม่”




และหวาดกลัวแววตาอันบ้าคลั่งของบุรุษเบื้องหน้ายิ่งนัก..




.................


*อาซิ่นเขียนจดหมายแบบที่ถนัดคือการเขียนแบบสากลค่ะ จากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา แต่ในสมัยก่อนจะเขียนจากขวาไปซ้าย เป็นแถวเรียงกันไป ตามรูปคืออาซิ่นเขียนแบบซ้าย แต่ปกติในสมัยนั้นเขาเขียนแบบขวากันค่า



 



ตัดเลยตัดเลยฉับๆ /โดนชก มาสองตอนแต่เป็นตอนชวนค้างกว่าเดิม ฮ่า



ตอนนี้ศึกวีโต้จบลงแล้วด้วยความพ่ายแพ้ของเสนาบดีจ้าว บัยยย /สะบัดผ้าเช็ดหน้าบอกลา


ตอนที่เถียงๆกันนี่แก้บ่อยมาก /ซับ ที่ต้องการจะสื่อคือความลอบบี้ยิสต์อย่างแท้จริง--/เดี๋ยวนะ



ตอนนี้คือเทียนหยางทำคริติคอลโม้เหม็นหลายเรื่องรวด แถมด้วยการใช้ผลประโยชน์จากทุกอย่างที่ขวางหน้า ถามเรื่องศักดิ์ศรีความถูกต้องนี่โนสนโนแคร์กันไปนานแล้ว(...) จริงๆถ้าเลือกได้ ท่านอ๋องคงไม่ทำแบบนี้ แต่ด้วยระยะเวลาจำกัด +ดูหลักฐานที่อีกฝ่ายงัดมาแต่ละอันมันก็ยากจะปฏิเสธจริงๆ(แล้วดันมีอาซิ่นทำเองอีกต่างหาก555) จวิ้นอ๋องจึงต้องทำให้ตัวเองรวดด้วยการทำตัวให้เป็นประโยชน์กับฝ่าบาท ในเมื่อไม่อยากถูกกำจัดก็ต้องสอยเสนาจ้าว(ที่จริงๆโดนหมายหัวคดีลอบฆ่าจวิ้นอ๋อง) ลงมาแทนตัวเองซะ ในแวดวงการเมืองไม่มีถูกผิดไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร สุดท้ายทุกคนก็ลงลุยน้ำครำด้วยกันทั้งนั้น สกิลโลกสวยของหลินจวินเจ๋อนี่ถ้าไม่มีจวิ้นอ๋องเป็นกำแพงให้ละก็ไม่รอดนาจา


ส่วนทั่นพ่อฮ่องเต้ก็นั่นล่ะข่ะ แกรักลูก แต่ก็ใช้ลูกเป็นเครื่องมืออยู่ดี เล่นใหญ่อีกต่างหาก(...) เพราะแบบนี้ลูกถึงไม่ชอบไง้ฝ่าบาทททท /แคะขี้มูกป้ายเสื้--


 

ส่วนตอนท้าย พี่น้องคู่นี้กำลังเข้าสู่สถานการณ์เอสเอ็มแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไป

 



และมาประกาศกันอีกอัน(..) /เคาะไมค์รัว



 ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายไปนาน(มาก/ซับ) เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพรุมเร้า หลายคนอาจทราบแล้วว่าตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่วินน์ป่วยกระเสาะกระแสะบ่อยๆเรียกว่าเป็นอาการของโรคยาวๆมาจนต้องเข้ารพ.จริงจังรอบนี้ล่ะค่ะ ทำให้ขาดการติดต่อไป และเพิ่งได้ออกมาก็เย็นวันอาทิตย์นี้ ดังนั้นขอโทษด้วยนะคะที่หายไปไม่ได้มาแจ้ง


 ตอนนี้อยู่ในช่วงพักฟื้น สามารถอู้งา--/แค่กๆ สามารถลางานมาลั้นลาได้อีกอาทิตย์ ดังนั้นอาทิตย์นี้เราจะขยันนะคะ และขอโทษจริงๆที่หายหน้า /กราบบบบบ



มาเรื่องสำคัญเลยคือวันส่งนิยาย วันนี้วันที่ห้าซึ่งแต่เดิมเป็นกำหนดส่งนิยายสองเล่มแรก แน่นอนว่าไม่ทันฮระ /โดนตบ จึงต้องเลื่อนออกไปก่อนและตั้งใจจะส่งต้นฉบับเข้าโรงพิมพ์วันที่ 7 นี้ค่ะ แต่เนื่องจากสอบถามสนพ.แล้ว ระยะเวลาในการพิมพ์นิยายต้องใช้เวลาสามสี่สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ (ตามที่แนบรูป) 





หากทำตามกำหนดการณ์นี้ +วันแพ็คของ ส่งของ จะส่งได้ช่วงสิ้นเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน ซึ่งจะตรงกับกำหนดการณ์ของเล่ม 3-4 พอดี ดังนั้นจึงอยากสอบถามความเห็นทุกคนค่ะว่าอยากได้นิยายแบบไหน จะเอาเล่ม 1-2 ก่อนเหมือนเดิมหรือจะรับพร้อมกันสี่เล่มตอนช่วงสิ้นเดือนเมษา ทำโพลไว้ให้แล้วตามลิงค์นี้เลยค่ะ



https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdqjhVyVrS84-mHaocnlLZPAuChily5Vqd4Jrh8l4eft1lyaw/viewform


 กำหนดปิดรับผลวันที่ 7 มีนาคมนี้นะคะ




และเรื่องสุดท้ายที่สำคัญมาก สำหรับผู้ที่จ่ายสอง - จองสี่ และรอจองรอบสอง โดยเฉพาะ


แต่เดิมวินน์ได้วางกำหนดการณ์ให้วันที่ 1-20 มีคมนี้เป็นช่วงโอนเงินสำหรับคนที่จ่ายสอง - จองสี่ และผู้ที่สนใจรอบเก็บตก แต่เนื่องจากสถานการณ์การส่งหนังสือเปลี่ยนแปลง ดังนั้นขอแจ้งรายละเอียดใหม่ดังนี้ค่ะ


 สำหรับผู้ที่ จ่ายสอง - จองสี่ สามารถโอนเงินจ่ายที่เหลือได้ในช่วง 1-20 มีนาคมนี้ เหมือนเดิม


แต่คนที่จะรอจองรอบเก็บตก ของดเว้นไว้ก่อนนะคะ จะขอปิดรับยอดหนังสือชุดแรกเพียงเท่านี้ก่อน วินน์จะทำนิยายชุดแรกให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดจองอีกครั้งค่ะ






และปิดท้ายด้วยรูปบ็อกเซ็ทฉบับร่าง(แน่นอนว่ายังมีการแก้หน้าตลค. สีชุด 

และอื่นๆ แต่คอนเซปต์คร่าวๆก็ประมาณนี้ค่ะ)


เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

ทวิต @Secrate_Wind

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13718 Amarry (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 19:54
    เทียนอย่างควรเป็นพระเอกแล้ว เก่งมาก สงบนิ่งสยบทุกอย่าง ถึงจะต้องมาตามเก็บกวาดตามเช็ดก้นความหายนะที่อาซิ่นทำเรื่องโง่ๆไป แต่เพราะความสุดยอดทำทุกทาง ชอบนิสัยแบบนี้มาก อัญเชิญขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรต่อจากพระบิดาเลยเพคะ และจัดการสกุลจ้าวสักที

    อย่างที่เคยบอกไปก่อนแล้ว เทียนหยางเหมาะจะเป็นพระเอกมาก และจะเปลี่ยนมาเป็นนายเอกได้ก็ต่อเมื่อพระเอกคือไท่หยางอ่ะ คู่นี้พอฟัดพอเหวี่ยง ออร่าเมะไท่หยางแรงกว่าเทียนหยางด้วย เลยยอมให้ไท่หยางสักคน
    #13,718
    0
  2. #13040 เมมฟิส (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 12:08
    อยากให้กำจัดพ่อลูกตระกูลจ้าวไวๆจัง
    #13,040
    0
  3. #13039 เมมฟิส (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 12:06
    จวิ้นอ๋องเหมาะกับองค์รัชทายาทมากๆ อยากให้อาซิ่นคู่แม่ทัพลูกเต่า แต่ให้จวิ้นอ๋องยังอยู่ด้วย
    #13,039
    0
  4. #13013 มูตี้ (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 15:56
    ^______^
    #13,013
    0
  5. #12833 ploypoiza (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 18:11
    ฉันว่าแล้วเชียว รัชทายาท แกเป็นใช่มั้ย??
    #12,833
    0
  6. #12651 แบ้กฮายอน (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 18:30
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดด รอฉากนี้มานานอ่ะฮื่อ รักแรงเกลียดแรง เราคิดว่าคู่นี้ม่างเหมาะสมกันสุดแล้วอ่ะฮื่อ
    #12,651
    0
  7. #12522 ClouDy.M (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 11:00
    ไม่แปลกใจที่เทียนหยางจะทำแบบนี้ คือเอาจริงๆก็เหมือนอาซิ่นมาป่วนทำเละไว้หมดจนเหลือทางรอดเดียวอ่ะ 55555
    แต่เรื่องนั้นยังไงก็ไม่สนแล้วค่ะ ความเอสเอ็มคู่พี่น้องนี่สิของจริง -.,-
    #12,522
    0
  8. #11245 Nutthamon Ping (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 23:40
    ขอให้หายป่วยไวๆ
    ไท่จื่อ ต้องมีซัมติงกันแน่
    รอความจริงเปิดเผย
    อดีตเคยทำไรกันมา
    #11,245
    0
  9. #11211 Banim (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 14:14
    มีความฟินนนน รอSM พี่น้องท้องชนกัน
    #11,211
    0
  10. #11210 Frang Na (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 13:57
    รอsmอยู่ตรงนี้นะคะ^,.^
    #11,210
    0
  11. #11209 Ice_Iris (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 22:30


    ลึกลับ

    ซ่อนเงื่อน

    รอขอรับ


    #11,209
    0
  12. #11208 luknamalotte (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 22:02
    กรี๊ดดด มาตัดฉับอะไรตรงนี้ล่ะคะเนี่ย ค้างมากมาย เอสเอ็มมาเต็มใช่ไหมคะ สงสารคนงามจริงจริ๊ง ยังสงสัยเรื่องคืนนั้นของท่านอ๋องและรัชทายาทไม่หายเลยค่ะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่

    ฉากงิ้วที่จบลงท่านอ๋องรอดแบบหวุดหวิดนะคะเนี่ย เกือบไปแล้วจริงๆ นับถือความฉลาดเฉลียวของท่านอ๋องมากๆค่ะ ขอคารวะเลย ไม่ว่าเสนาบดีจะซัดอะไรมา จวิ๋นอ๋องฟาดกลับรัวๆเลยค่า 

    ตอนต่อไปเทียนหยางจะได้คุยกับฮ่องเต้และแม่ทัพไหมคะเนี่ย หรือจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับรัชทายาทต่อ ลุ้นสุดๆค่ะ รอติดตามนะคะ
    #11,208
    0
  13. #11205 Sarun Yok (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 11 มีนาคม 2560 / 18:02
    กรี๊ด รอปมคู่นี้เฉลยค่ะ
    #11,205
    0
  14. #11203 monster G. (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 23:31
    Omg คู่นี้มัน sm มากค่ะะะะ ปูเสื่อรออออออ
    #11,203
    0
  15. #11201 เต่าหมุน^0^ (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 22:35
    แคะขี้มูก ปั้นเป็นก้อน ดีดใส่ฝ่าบาทกับรัชทายาท เล็งให้เข้าปากไปเลย หมั่นค่ะ!!
    #11,201
    2
    • #11201-1 • • • นฤปนาท • • •(จากตอนที่ 73)
      12 มีนาคม 2560 / 16:23
      ช่างร้ายกาจและลงมือได้โหดมยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะหนึ่งจอก
      #11201-1
    • #11201-2 • • • นฤปนาท • • •(จากตอนที่ 73)
      12 มีนาคม 2560 / 16:24
      ช่างร้ายกาจและลงมือได้โหดมยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะหนึ่งจอก
      #11201-2
  16. #11199 sany sanny (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 18:35
    สรุปไท่หยางนี่คิดอะไรกันเทียนหยางจริงๆ สินะ
    #11,199
    0
  17. #11196 E๐Ben (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 11:20
    โอ้วว ได้เวลาตัวจริงเค้าเจอกันแล้ว


    sm มาเลย


    #11,196
    0
  18. #11193 Daysy_hinagiku (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 16:11
    แอบเบื่อท่านพี่กับอาซิ่นเล็กน้อย โลกที่อยู่ต้องการคนแบบเทียนหวางมากกว่า ฉลาด เด็ดเดี่ยว

    รอตอนหน้าไม่ไหว กลิ่นเอสเอ็มลอยมา อ๊ายยย >.<
    #11,193
    0
  19. #11192 nattanitinpao (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 14:13
    ชอบคู่รัชทายาทจัง โหมดเอสเอ็มมาไวๆข้ารออยู่555555555
    #11,192
    0
  20. #11190 ๐Eunice๐ (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 09:54
    คำอธิบายเรื่องเรื่องวิธีเขียนนี่ เขียนสลับ ไม่ใช่ภาพสลับใช่ไหม เราอ่านตั้งนานกว่าจะเข้าใจ สากลคือเขียนเป็นแถวซ้ายไปขวาแบบไทยสินะ
    #11,190
    0
  21. #11188 Aonppb (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 23:34
    เคยรักกันใช่ไหม สารภาพมาสิ
    #11,188
    0
  22. #11187 do-pinpcy (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 22:51
    ว่าแล้ว!!!!! พี่น้องคู่นี้ต้องมีอะไรมากกว่านั้น! อารมณ์เหมือนรักแต่ก็เป็นศัตรูสินะ
    #11,187
    0
  23. #11186 chanchan123 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 22:43
    เทียนหยางกับไท่หยางคืออันใด
    #11,186
    0
  24. #11185 Hanami (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 22:40
    โอยตาย โลกของการเมือง อาซิ่นมาอยู่ตลอดกาลนี่มีหวังตายกันหมดแน่ ท่านพี่ก็ซื่อตรงเกิน ควรอยู่ให้ไกลจากศูนย์กลางของอำนาจ ฮือออ สรุปแล้วจากคราวก่อนที่ตัดพ้อแทนเทียนหยางว่าทำไมเป็นตัวเองแล้วถึงไม่เหลือใคร จริงๆก็ต้องพูดว่ายังเหลือสินะ แต่คนที่เหลืออยู่นี่ก็พาเข้าพาร์ทเอสเอ็มเหลือเกินค่ะ แต่ชอบนะคะ 5555 สองคนนี้เขามีอะไรกันคะ พอเคลียร์กันได้มั๊ย ยังไงก็ตามนี่ว่าตอนต่อไป ต้องมีคนเป็นลมแน่เลยค่ะ ดูมีความพักผ่อนไม่พอ
    #11,185
    0
  25. #11184 Noonittaya (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 22:24
    ยังไงก็ทำใจชอบเทียนหยางไม่ลงจริงๆ
    #11,184
    0