ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 71 : ปลาสิ้นแหขาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    20 ก.พ. 60







                        กลิ่นหิมะเจือสายฝนอวลไอ เวลาผ่านไปจึงรับรู้ได้ถึงความเหน็บหนาว แม้ซุกตัวอยู่ภายในอ้อมแขนของหลินจวินเจ๋อแต่ที่สุดแล้วก็ยังถูกดันออก ไม่ใช่ว่าอยากปล่อยแต่ต่างฝ่ายก็รู้ดีว่ามีเรื่องให้ต้องพูดจา เรื่องทั้งหมดที่ควรกล่าวก็กล่าวไปแล้ว ที่ออกปากยากนักก็เล่าให้ฟังจนหมดแต่ก็ยังไม่รู้ผล ไม่ทราบว่าคนฟังจะเชื่อหรือไม่ ผมผละออกจากแผ่นอกที่คิดถึงนักหนาอย่างเซื่องซึม ยกมือลูบหน้าปาดน้ำตาที่ยังคลอเอ่อเงียบๆ กริยาโศกเศร้าของคนรักคงทำให้หลินจวินเจ๋อใจอ่อนลงมากกระมัง มือหนาคู่นั้นจึงวางลงบนศีรษะแล้วลูบแผ่วเบา



                        “ข้าขอเวลาคิด”



                ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ใบหน้าอันเคร่งขรึมไร้รอยยิ้มของหลินจวินเจ๋อฉายความไม่เข้าใจออกมาอย่างเด่นชัด ผมทราบดีว่ามันยากจะเชื่อ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่เชื่อ แต่หัวใจก็เบาโหวงเพราะน้ำหนักของความลับที่ลดลงไปมาก ได้แต่กระซิบบอกตัวเองว่าไม่เสียใจภายหลังเพราะอย่างน้อยก็ได้พูดออกไปแล้ว..



                        “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเชื่อเจ้า หรือกล่าวหาว่าเจ้าโกหก หลายวันมานี้เรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เจ้าเองก็เปลี่ยนไปอย่างมากจริงๆ แต่จะให้ข้าเชื่อเลยมันคงยากอยู่บ้าง..มันออกจะ...ต้องใช้เวลาในการคิดทบทวนไม่น้อย”



                        “ไม่เป็นไร” ผมยิ้มให้กับคำตอบของหลินจวินเจ๋ออย่างเงียบงัน พยักหน้าเข้าใจ ทราบดีว่าเรื่องราวเต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เช่นนี้ออกจะเชื่อถือยากอยู่บ้าง ดังนั้นจึงยอมรับคำตอบนี้เงียบๆ ไม่อาจบอกเขาว่า เวลาที่อีกฝ่ายต้องการนั้นงวดลงจนแทบไม่มีเหลือแล้ว



                        ไม่ใช่ว่าอยากปิดบัง แต่หากเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันควรเกิดจากตัวเขา ไม่ใช่ให้อีกฝ่ายอ้าปากบอกว่าเชื่อที่เจ้าพูดเพราะเจ้ากำลังจะจากไป คำพูดที่บอกออกไปเพราะมีเงื่อนไขก็ไม่ต่างจากการบังคับ ผมยกมือนวดกระบอกตาที่ร้อนผ่าวอีกครั้ง แม้จะยังปวดศีรษะแทบบ้าก็ยังฝืนใจยิ้มออกมา ได้แต่คิดอยู่เงียบๆในใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอจึงเอนตัวไปพิงไหล่ของอีกฝ่าย ก้มหน้ารับชะตากรรมอย่างเงียบงัน



                เหลียงจื่อซินทำไมกลายเป็นคนขี้แพ้และหดหู่? ผมเองก็ถามตัวเองในใจเหมือนกันว่าทำไมไม่หน้าด้านยึดร่างชาวบ้านไปซะ แต่คงเป็นเพราะยังใจไม่เหี้ยมพอกระมัง แล้วยังไม่มีปัญญาทำซะอีก วิญญาณกลับไปกลับมาเหมือนนั่งรถไฟใต้ดินเที่ยวอยู่สองสถานีแบบนี้เกิดเพราะอะไรก็ยังไม่รู้ แล้วจะมีปัญญาอะไรทำตัวเป็นสัมภเวสีสิงสู่คนอื่น



                        “ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง..เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ” ผมมองฝ่ามืออันขาวซีดของร่างนี้ ไม่มีความทรงจำเรื่องที่ผ่านมาในสมองแล้วดังนั้นจึงออกปาก พอคิดถึงเรื่องของตัวเอง ในใจก็ลองคิดดูว่าหากตัวเองหลับไปแล้วตื่นมาพบว่าร่างกายถูกคนอื่นสิงสู่นำไปทำเรื่องตามใจจะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ของมันคือรู้สึกแย่บัดซบ..



                        หลินจวินเจ๋อเหลือบมือเสี้ยวหน้างามๆของจวิ้นอ๋องครู่หนึ่งแล้วดังมือผมไปจับไว้พลางบีบเบาๆ “ไม่มีอันใดมาก เจ้าบอกว่าจะจัดการทุกอย่างเอง ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเรื่องข้อหากบฏ เรื่องที่เราจะสนับสนุนองค์ชายสามแห่งไห่เยี่ยนก็อย่าได้กังวล เจ้าจะจัดการเอง”



                        ผมฟังแล้วยิ้ม พลางมองฝ่ามือใหญ่ที่จับมือตนเองเอาไว้ รู้สึกเบาใจอยู่บ้างที่หลินจวินเจ๋อไม่ได้โชคร้ายเพราะผม คิดแล้วถ้าเป็นตัวเองต้องสู้รบปรบมือกับคนอื่นคงจะไม่ไหว แต่เมื่อเป็นจวิ้นอ๋องตัวจริง หวงเทียนหยางอัจฉริยะผู้นั้นย่อมมีหนทางจัดการเรื่องราวต่างๆได้



                        “เจ้าบอกว่าเจ้าจำทุกอย่างได้แล้ว รวมทั้งเรื่องที่ข้าทำให้เจ้าขุ่นเคือง..” หลินจวินเจ๋อใช้ดวงตาสีดำสนิทคมปลาบคู่นั้นเหลือบมองมา แววตามีกระแสความรู้สึกหลากหลาย “เรื่ององครักษ์ลับ..ข้าคิดว่าเป็นเพราะเหตุนั้นเจ้าจึงโกรธข้าเป็นอย่างมาก และกลับไปเป็นคนเดิมก่อนหน้านั้น และยังจงใจถอดกำไลที่ข้ามอบให้ทิ้งไป”



                        หัวคิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันอย่างนึกฉงน ด้วยไม่ทราบว่าคำ ขุ่นเคืองจนกลับเป็นคนเดิมนั้นหมายถึงอะไร เพราะจากที่เห็นในความทรงจำจวิ้นอ๋องเองก็รักแม่ทัพแดนใต้จะเป็นจะตายแล้ว ผมงุนงงเล็กน้อยขณะขยับตัวเล็กน้อยเพื่อมองใบหน้าของหลินจวินเจอให้ชัดถนัดตา ประหนึ่งจะจดจำมันให้ลึกไปถึงห้วงวิญญาณ ใบหน้าคมคายสะท้อนแสงจันทร์สีเงินยวงท่ามกลางหิมะที่หล่นร่วงจากหน้าต่างเบื้องหลัง ภาพนี้ช่างน่ามองและชวนสะทกสะท้อนถอนใจอย่างยิ่ง



                        คนเดิม...คนเดิมอะไร? ฟังแล้วผมไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่คิดซักถามเพิ่มเติม อันที่จริงแล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไมในเมื่อเหลียงจื่อซิ่นไม่อาจจะอยู่..ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเงียบๆ ครุ่นคิดแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยเช่นเดิมเมื่อได้คำตอบ ผมก็แค่อยากรู้ อยากทราบทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา ไม่ว่าอะไรก็อยากรู้ ไม่ว่าจะไร้ประโยชน์หรือไม่ก็แค่อยากทราบ เพียงอยากได้ยินได้เห็นนานขึ้นอีกสักหน่อย



                        อาการตกหลุมรักอย่างโง่งมและเงียบงันของตัวเองทำให้ผมยิ้มออกมา บีบมือหนาแน่นขึ้นก่อนจะหลับตาลง ในห้วงคิดยังมีเสียงพูดคุยและความวุ่นวายทั้งหลายก้องอยู่ในสมอง บอกให้ทราบว่าแม้จะดิ้นรนก็คงอยู่ได้ไม่นาน ทั้งที่ทำใจและพยักหน้าตกปากรับคำไว้แล้ว แต่พอคิดถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้วริมฝีปากกลับแห้งผาก แค่คิดว่าต้องกลับไปสู่โลกที่มีแค่ตัวเอง ไม่เหลือใครก็เหงาจับใจจนแทบหลั่งน้ำตา



                ผมไม่อยากไปเลย แต่จะทำอย่างไรล่ะถึงจะไม่ได้ไป แล้วจะอยู่แบบนี้ได้ยังไงในเมื่อจวิ้นอ๋องยังคงมีชีวิต เพราะคิดไม่ออกและไม่รู้จะดิ้นรนอย่างไรถึงได้ตกปากรับคำเหล่าไท่ง่ายๆ ต่อให้ดื้อรั้นไม่ยอมกินยาก็ต้องตายไปทั้งปวดหัวแทบบ้าอย่างนี้ แล้วจะมีทางอะไรให้เลือกเดิน..



                        เสียงประตูเปิดออกแผ่วเบามาพร้อมกับร่างของเหล่าไท่ที่ประคองถ้วยยา แค่เงยหน้าขึ้นมองก็รู้สึกราวในมืออีกฝ่ายนั้นคือยาพิษ แค่คิดว่ากินแล้วจะต้องจากไปก็ต้องกอดแขนหลินจวินเจ๋อไว้แน่น อาการสิ้นหวังจนอยากจะกรีดร้องร่ำไห้ยิ่งบันดาลให้ใจสั่นหวั่นไหว



                        “อาซิ่น เจ้าหนาวหรือ?” สองมือหนาประคองไหล่แล้วดึงผ้าห่มคลุมให้แน่นมากขึ้น แต่อาการหนาวกลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย ผมได้แต่จ้องมองถ้วยยาที่ถูกประคองมา สบตาเหล่าไท่ที่ได้แต่ก้มหน้าเงียบ รู้สึกเหมือนถูกกดดันอย่างไร้เสียงจนต้องหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม ความจริงที่ว่าผมไม่ใช่คนของที่นี่ ไม่เป็นที่ต้องการ แม้ทำใจได้แต่ก็ยังเจ็บจนหายใจไม่ออก



                        “อาซิ่น กินยาเสียหน่อย อาการเจ้าจะได้ทุเลาลง” หลินจวินเจ๋อหยิบถ้วยยาอุ่นร้อนออกจากถาดยาในมือเหล่าไท่และประคองส่งให้ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ถ้วยยากรุ่นไอร้อนนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่า ครู่หนึ่งหัวใจเจ็บแปลบเพียงคิดว่าคนที่ตัวเองรักหยิบยื่นยาพิษมาให้ด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น ช่างเป็นภาพที่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี



                        “มานี่มา ดื่มเสียหน่อยจะได้นอนหลับสบาย เจ้ายังปวดศีรษะอยู่มิใช่หรือ” ผมทราบดีว่าเขาไม่รู้..ดังนั้นเมื่อหลินจวินเจ๋อขยับมาโอบเอวและกอดไว้หลวมๆ ออกปากกลุกปลอบให้ผมกินยาเขาก็ทำเพราะห่วงนัก ยามถือถ้วยยาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยื่นเข้ามาใกล้มากขึ้นจนผมแทบจะร้องไห้เขาก็ทำเพราะหวังดี ทราบดีแก่ใจแต่ไม่อาจหยุดความกลัวที่ครอบงำ ทั้งที่คิดว่าตัดใจได้แล้วแต่ความจริงกลับไม่ใช่..  



                        “นายน้อย....” ฝ่ามือขาวกำแน่นจนเสื้อผ้ายับยู่ คำพูดของเหล่าไท่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อเจ้านาย....เจ้านายที่ไม่ใช่ผม



                        “อาซิ---”






                        เพล้ง!!




                        ถ้วยยาทำจากกระเบื้องเคลือบชั้นดีแตกร่วงหล่นพื้น กลิ่นยาสมุนไพรของเทพโอสถผู้ลือชื่อลอยตลบ น้ำยาซึมลงบนผืนพรมขนสัตว์ล้ำค่าจนสิ้น ขณะที่ร่างของจวิ้นอ๋องในชุดนอนตัวบางวิ่งถลาออกจากห้องนอนราวกับคนเสียสติ ใบหน้างามขาวเผือดดวงตาแดงก่ำนี้ช่างเหมาะจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า คนรับใช้ตกใจ บ่าวไพร่ตะลึงลาน ผมรู้และทราบดีว่านี่ได้ก่อเรื่องขึ้นอีกแล้ว แต่ผมไม่อาจจะทน..



                        เสียงตะโกนด้วยความตกใจของหลินจวินเจ๋อยังดังอยู่ข้างหู ยาที่ผมปัดทิ้งไปนั้นจะรดถูกขาของเขาหรือไม่ ผมเห็นท่าทางตกใจของเหล่าไท่ เขาคงคาดไม่ถึงว่าผมจะไม่ทำตามคำพูด ผมเองก็อยากจะทำตามสัญญา แต่ผมก็กลัว ผมไม่อยากไป ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ที่นี่..



                        ฝ่ามือเย็นเยียบเสียจนแทบจับแข็งเพราะในห้องนี้ไม่มีเตาอุ่น ในห้องหนังสือไม่มีแม้กระทั่งเทียนด้วยซ้ำเพราะเวลานี้ก็ดึกนัก ผมยกมือปาดน้ำตาที่ร่วงริน ที่ร้อนผ่าวคงมีแต่หยดน้ำนี้นี่เอง แต่มือก็ยังคนหาพู่กันและกระดาษไม่หยุด ผมหนาว แต่ก็ยังกระโจนไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ อยากเขียนถึงคนๆนั้นแต่ถือได้แค่พู่กันก็นึกได้ว่าไม่มีหมึก...ไอ้ความบัดซบของโลกไร้เทคโนโลยีเอ๊ย ได้แต่ด่าลมฟ้าอยู่ในใจมือที่สั่นจนแทบจับพู่กันๆไม่อยู่ก็ถูกจับไว้ ร่างทั้งร่างถูกกอดประคองไว้ด้วยร่างของหลินจวินเจ๋อ เขากอดผมแน่น แน่นมาก ขณะที่ภายในห้องก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นมา



                        “เจ้ารีบร้อนออกมาแบบนี้ได้อย่างไร ยังไม่สบายแล้วก็ระวังสุขภาพหน่อย”



                        น้ำตาร่วงลงบนกระดาษเซวียนจื่อแทนคำตอบ หนึ่งหยด สองหยด แล้วก็กลายเป็นนับไม่ถ้วนเมื่อกระพริบตามากเข้า อ้อมกอดนี้อุ่นเหลือเกิน ทุกคำพูดและการกระทำของเขาสลักแน่นประทับอยู่ในใจ ผมกลั้นสะอื้นจนตัวสั่น ได้แต่ก้มหน้าปิดบังน้ำตาอย่างเงียบงันไร้วาจาท่ามกลางความทรมารที่ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด



                        ในหัวมีความคิดร้อยพันเกิดขึ้นท่ามกลางศีรษะที่ปวดไม่หยุด รถไฟนับร้อยแล่นผ่าน เสียงพูดคุยดังอยู่ไม่ขาดหู ทั้งสับสนและเจ็บปวดแต่ไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไร ควรไปแต่ก็ไม่อยากไป รักเขาก็เลยไม่อยากไป อยากอยู่แต่ไม่รู้จะอยู่ได้อย่างไร ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้เลย



                        ผมขยุ้มขยำกระดาษในมือจนมันยับยู่เพื่อระบายอารมณ์ ในสมองโง่ๆของคนโง่ๆคิดอะไรไม่ออกอีกแล้วนอกจากดิ้นรนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดหนทาง ผมเจ็บเหลือเกิน ผมคิดอะไรไม่ออกและไม่รู้จะทำยังไง ยิ่งกลั้นสะอื้นก็ยิ่งปวดหัว แต่คิดจะร้องไห้กลับขบริมฝีปากข่มกลั้นไว้ อึดอัดทุรนทุราย เจ็บปวดทรมาร อยากขว้างปาข้าวของตะโกนด่าทอบรรพบุรุษของใครสักคนเพื่อระบายโทสะ แต่ก็ทำได้แค่ยืนนิ่งและถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนที่ไม่อาจปฏิเสธได้สักที



                        “ข้า......” ริมฝีปากแห้งผากพึมพำโง่งมขึ้นมาแล้วก็เงียบเสีย ข้า..ข้าอะไรล่ะ ข้าขอโทษที่ทำตัวเป็นคนโง่ ข้าขอโทษที่อาละวาดโวยวาย ขอโทษที่กลับมามีชีวิตอยู่ ขอโทษที่ไม่อาจหักใจกลับไปได้ ข้าอะไร จะให้พูดยังไง จะให้หักใจกลับไปได้ยังไง จะอยู่แบบไหน จะบอกยังไง จะทำยังไงถึงจะคลายปมนี้ได้



                        ผมยังคงก้มหน้า เนื้อตัวสั่นไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า เจ็บปวดและสับสนเสียจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดขณะที่แสงจากเชิงเทียนเล่มหนึ่งสาดกระทบดวงตา เสียงฝนหมึกดังครืดคราดเบาๆนั้นชัดเจนเป็นพิเศษท่ามกลางเสียงกลั้นสะอื้นราวกับเด็กน้อย หลินจวินเจ๋อเบื้องหลังได้แต่กอดผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย กลิ่นยาโชยออกมาจากตัวเขาบอกให้รู้ว่าคงถูกลวกทำร้ายไม่น้อยแต่ยังคงกอดเอาไว้ ยังให้ความสำคัญกับผมเช่นเดิมขณะที่เบื้องหน้าคือภาพของถาดหมึกและพู่กันถูกจัดเตรียมให้อีกครา



                        ฝนหมึกจนเต็มแล้ว เจ้าของปลายนิ้วเหี่ยวแห้งจึงหยุดมือและนำพู่กันขนหูจิ้งจอกสีขาววางไว้ไม่ใกล้พร้อมกับกระดาษเซวียนจื่อแผ่นใหม่ ผมมองภาพเบื้องหน้าผ่านม่านน้ำตา เมื่อจัดข้าวของเสร็จแล้วเหล่าไท่จึงถอยออกไปพร้อมกับดึงเก้าอี้ฝังมุกที่ล้มคว่ำมาจัดวางให้เป็นที่เป็นทาง



                        “ไม่เป็นไร” มือหนาช่วยกุมมือผมและดึงให้คลายนิ้วจากกระดาษแผ่นเก่าที่ยับยู่ไปแล้ว ปลายนิ้วเรียวขาวถูกจับมาเป่าลมเบาๆ ก่อนจะพรมจูบอย่างรักใคร่จนผมแทบหลั่งน้ำตา



                        “ไม่เป็นไร อาซิ่น เจ้ามีอะไรอยากเขียน อยากบอกก็ทำเถอะ”



                        ผมตัวสั่นเล็กน้อยขณะสบตาเขา หันไปมองหลินจวินเจ๋อที่จ้องมองดวงตาแดงก่ำนี้แล้วใช้มือเกลี่ยนรอยน้ำตาออกทั้งที่รอยยิ้มแฝงแววระทมจางๆ ผมทราบในนาทีนั้นเองว่าเขาเชื่อแล้วทุกอย่าง ทั้งคำพูดราวกับคนเสียสติของผม การกระทำบ้าๆบอๆของผม เขาเชื่อแล้วโดยไม่ต้องซักไซ้เอ่ยถามอะไรอีกแม้แต่ครึ่งคำ



                        อ้อมแขนหนากอดรัดแน่นขึ้นขณะที่ผมหันไปกอดเขาเต็มสองแขนอีกครั้ง กลั้นสะอื้นได้แล้วท่ามกลางความเจ็บปวดและสับสน มือเท้ายังเย็นเพราะความเหน็บหนาว แต่ยังสามารถจับพู่กันและหมึกได้ ผมส่งเสียงฟุดฟิดงี่เง่าออกมาสองสามครั้งแล้วผละออกมา คราวนี้จับพู่กันและจุ่มหมึกได้โดยมั่นคงด้วยมีผ้าห่มที่อุ่นที่สุดอย่างหลินจวินเจ๋อกอดไว้แน่นจนอุ่นไปทั้งกาย



                        เขียนอะไรลงไปบ้าง หลินจวินเจ๋อไม่ได้ถาม ไม่ได้เหลือบแลมองกระดาษผืนนี้ด้วยซ้ำ ขณะที่ผมสูดลมหายใจฟุดฟิดยามจรดพู่กันลงไปทีประโยค ใบหน้าหล่อเหลาของแม่ทัพแดนใต้ทำเพียงซุกซบแผ่นหลังขาวบางและกอดเอาไว้อย่างเงียบงัน หลายครั้งความหนาวเหน็บทำให้ปลายนิ้วขยับได้อย่างยากลำบาก คนที่กอดอยู่ก็จะดึงมือผมมาเป่าให้เบาๆและพรมจุมพิตให้อบอุ่นขึ้นจนทุเลา สลับกันไปเช่นนี้จวบจนแสงเทียนโรยราใกล้จะดับ



                        ที่จริงก็ไม่มีอะไรจะเขียนมากนัก ผมเพียงแต่ต้องใช้เวลาในการเค้นถ้อยคำออกมาจากหัวที่ปวดตุบไม่หยุดนี่ ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้หากจะเขียนๆหยุดๆเป็นระยะ เหลียงจื่อซิ่นไม่มีวาทศิลป์หรือถ้อยวลีอันสวยงาม ได้แต่เขียนไปตามใจตน ผมพับกระดาษเซวียนจื่อที่ตัวเองเขียนจนเสร็จและนำไปซุกลงบนแผ่นอกของหลินจวินเจ๋อ



                        “จะเปิดอ่านก็ได้นะ”



                        “ไม่หรอก” ฝ่ามือหนาลูบกระดาษบนอกตนเองเบาๆ เราสองทราบกันดีว่าจดหมายนี้หลินจวินเจ๋อควรจะส่งไปให้ใคร



               “ผมรักคุณ หลินจวินเจ๋อ”




                ผมกระพริบตา สารภาพรักออกมาอย่างโง่ๆหนึ่งคำ อย่างน่าขายหน้าที่สุด



                ทำไมถึงขายหน้างั้นหรือ ในฐานะผีเสื้อราตรีเหลียงจื่อซิ่นย่อมมีร้อยพันวิธีในการบอกรักแสนโรแมนติกให้อีกฝ่ายหลงจนโงหัวไม่ขึ้นกันไปข้าง เช่นการเอาลูกโป่งใส่ไว้เต็มห้องอีกฝ่าย เขียนว่าผมรักคุณไม่ก็ขอคบด้วยวลีหวานเจี๊ยบ พาไปสวนสาธารณะตอนเที่ยงคืนแล้วจุดพลุเซอร์ไพรส์พร้อมแหวนสักวง ไม่ก็ขอร้องให้ร้านที่ไปเที่ยวบ่อยๆช่วยปิดไฟ แล้วเปิดฟลอร์ให้ผมได้สารภาพรักกับอีกฝ่ายท่ามกลางสายตาผู้คน แผนการจะต้องถูกวางเอาไว้อย่างดีไม่มีตกหล่น ทำทุกอย่างให้ออกมาดีและประทับใจอีกฝ่ายมากที่สุดเพื่อจะกำเอาหัวใจพวกเขาไว้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจู่ๆมาพูดจาบอกรักด้วยสภาพจะร้องไห้ก็ไม่ปาน มันจึงน่าอายอย่างยิ่ง..



                แต่นี่อาจจะเหมาะกับผมแล้ว..นึกถึงอดีตของตนเองก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก เคยคิดหลอกให้รักแล้วหักอก เคยคิดจะสารภาพรักอย่างอลังการหรือแม้แต่ทำอะไรมากมาย แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่พูดจาสั้นๆไม่กี่คำในห้องหนังสือมืดครึ้ม ซ้ำตัวเองก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีก ความประทับใจช่างติดลบ..ที่จริง ถ้าผมเป็นคนดีอีกสักหน่อย ผมอาจจะไม่พูดอะไร ผมควรจะไปโดยไม่บอกเขาว่ารักเช่นนี้ ไม่ควรขังหลินจวินเจ๋อไว้กับความรักของเหลียงจื่อซิ่นที่แทบไม่มีตัวตน แต่เพราะผมเป็นไอ้บัดซบโคตรเห็นแก่ตัว แย่งร่างคนอื่นก็ทำแล้ว รับปากจะไปแต่ไม่ยอมลงมือก็ทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับการแย่งชิงพื้นที่ในใจของเขากันเล่า..



                ผมมองหน้าหลินจวินเจ๋อ ยิ้มแม้ดวงตาจะยังแดงก่ำ มองเห็นดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน คนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ๆก่อนจะกอดผมเอาไว้แน่น เขาซบหน้าลงกับไหล่ผมแล้วส่งเสียงอะไรบางอย่าง มันเต็มไปด้วยความยินดีแต่ก็เจือไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เพราะเวลาของเราช่างแสนสั้นเหลือเกิน..







                        ไม่แน่ว่าอาการปวดหัวอาจจะสัมพันธ์กับปริมาณหิมะกระมัง ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ยิ่งปวดหัวมากเท่านั้น ต่อให้กลับไปที่ห้องนอนแล้วกอดผ้าผวยไว้กับตัว หรือถูกหลินจวินเจ๋อกอดซ้ำและคลุมกายด้วยผ้าห่มหลายชั้นแทบจะเป็นก้อนกลม ความหนาวก็ยังคืบคลานเข้ามาพร้อมๆกับความเจ็บปวดที่มากขึ้นเรื่อยๆ



                        เนื้อตัวยังคงสั่นเทาอยู่ภายใต้อ้อมแขนของคนรัก ในหัวเริ่มจะคิดอะไรไม่ออกเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังนึกไปถึงเหล่าไท่ว่าเขาจะจัดการเช่นไรกับเรื่องพวกนี้ ที่จริงผมรอยาที่ต้มมาใหม่อีกหม้อนึงอยู่ แต่ว่าเขียนจดหมายเสร็จจนถูกอุ้มกลับห้องนอน รอแล้วรอเหล่าจนหน้าผากของหลินจวินเจ๋อหลั่งเหงื่อออกมาก็ไม่มีใคร สุดท้ายคนที่ปรากฏตัวอีกครั้งกลับเป็นเทพโอสถไป๋จิ้งผู้มีท่าทีไม่พอใจที่ถูกปลุกออกมาจากเตียงนอน นั่นยังมีฉู่เหวินที่เศษหิมะตกลงบนไหล่ จ้องมองผมด้วยดวงตาสีฟ้าเข้ม และใบหน้าที่คล้ายเหมือนหวังอี้เสี่ยเสียแปดส่วนคนนั้น



                        ผมยิ้มให้ฉู่เหวินอย่างเป็นมิตร กลับเห็นสีหน้าเขาแปลกประหลาดอยู่มาก แล้วแขนของผมก็ถูกดึงออกจากผ้าผวย หนาวอย่างยิ่ง แต่ไม่อาจทักท้วงและได้แต่ฟังท่านหมอเทวด่าบ่นว่าเหตุใดจึงกินยาไม่ตรงตามกำหนดแล้ว ผมก็ทำได้แค่ยิ้มออกมาอย่างโง่งม เพราะจำอันใดไม่ได้แม้แต่น้อย



                        “ท่านอ๋องต้องดื่มยาตามกำหนดมิได้ขาด ขาดไปเพียงครั้งอาการจะกำเริบ พิษลุกลาม ที่ข้าเคยกล่าวยังไม่แจ้งใจหรือ?”



                        ถูกท่านหมอด่าเสียแล้ว ผมขยับปากพึมพำ ขออภัย..ขออภัย



                ดวงตาของเทพโอสถแปรเปลี่ยนไปอยู่บ้างเมื่อได้จับชีพจรและมองดูอาการ เขาใช้ปลายนิ้วตรวจดูเปลือกตาและวัดชีพจรที่ต้นคอ พลันจึงขมวดคิ้วและออกแรงฉุดผมออกจากอ้อมแขนของหลินจวินเจ๋อ แต่มันหนาวอย่างยิ่ง เห็นเช่นนั้นผมจึงพยายามสะบัดมือออก แขนอีกข้างคิดรั้งเอาตัวแม่ทัพแดนใต้มากอดเอาไว้เพราะผมหนาวเหลือเกิน แต่เสียงของเทพโอสถกลับจ่อข้างหู ดังจนต้องนิ่วหน้า “อาการหนาวสั่นนี้เป็นเพราะโรค ไม่ว่าจะห่มผ้ากี่ชั้นก็มิหายหนาว อย่าได้ดิ้นรนแล้ว!



                        ไม่หายแล้วอย่างไร ผมอยากจะกอดเขาเอาไว้ แต่ไม่ทันดิ้นรนต่อหลินจวินเจ๋อกลับใช้สองแขนกอดเอาไว้แทน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเทพโอสถ กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ตรวจเช่นนี้ก็ได้แล้ว”



                        ฉู่เหวินเม้มปากแน่น ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเรืองรองท่ามกลางแสงสลัวภายในห้องนอน วาววับราวกับดวงตาของหมาป่า เขาทำท่าไม่พอใจแต่ไม่กล้าพูดอะไร  หากไม่นับดวงตาคู่นั้นแล้วยังอุปมาเหมือนหวังอี้เสี่ยกำลังหึงหวงกลายๆ..ไม่สิ หวังอี้เสี่ยไม่เคยหึงหวงผมสักครั้ง เขายังเคยบอกผมว่าเขาเป็นผู้ชายไม่ได้เรื่อง ให้ไปหาคนดีๆได้แล้ว คนดีบ้าบออะไร ผมต้องการแค่เขา ไม่ได้ต้องการคนดีที่ไหนทั้งนั้น



                        “อาซิ่น..อาซิ่น” เหมือนจะรู้ว่าผมใจลอยไปไหน หลินจวินเจ๋อจึงกำมือของผมไว้ บีบแน่นขึ้นให้ได้สติว่าหวังอี้เสี่ยตายไป และผมก็มีเขาแทน



                        ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา และยิ้มอย่างโง่งม หากนี่เป็นคนดีที่หวังอี้เสี่ยกล่าวถึง ก็เป็นคนดีที่ดีมากพอเขาไว้ใจได้แน่ๆ แต่ผมไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าคนดีทำไมถึงไม่อาจอยู่กับตัวเองได้นาน เป็นเพราะผมเลวไปงั้นรึ สุดท้ายจึงต้องพลัดพราก จากลากันอยู่ร่ำไป..



                        เสียงของเทพโอสถไป๋จิ้งเอ่ยถาม หนึ่งร่างสองวิญญาณงั้นรึ เป็นเรื่องราวอันใด ข้าคือหมอรักษาคนมิใช่หมอผีดังอยู่แว่วๆ แต่ผมไม่สนใจเขา ผมไม่สนใจใครอีกแล้วนอกจากหลินจวินเจ๋อ อากาศยังคงหนาวแบบนี้ต้องขยับตัวไปเบียดชิดเขามากขึ้น ผมอยากเห็นเขาหน้าแดงจริงๆ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าสะท้อนแสงเทียนซึ่งฉายแววทุกข์ตรมเท่านั้น



                        “อาซิ่น..เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้?” ผมคิดอยากเอื้อมมือไปลูบใบหน้าที่แสนรัก สอบถามว่าทำไมถึงได้ทำหน้าแบบนั้น แต่กลับถูกฉู่เหวินดึงมือเอาไว้และถามออกมาเบาๆ กลายเป็นแบบนี้ที่เขาถามหมายถึงแบบไหน ผมปวดหัวมากจนไม่อยากคิดคำตอบแล้ว จึงได้แต่ยิ้มให้เขาอย่างโง่งม พอถูกฉู่เหวินจับมือไว้เช่นนี้จึงได้สังเกตว่าสีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีเช่นเดียวกัน น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง



                        “ข้าบอกแล้วว่าอย่าได้ทำหน้าเช่นนั้น” ผมพึมพำแผ่วเบา ไม่อยากเห็นหวังอี้เสี่ยต้องเจ็บปวด ไม่อยากพบใบหน้าที่เหมือนเขาต้องมีท่าทีเป็นทุกข์ แต่เดิมมันก็เป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้เหมือนมันจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิด เพราะเห็นว่านี่คือฉู่เหวิน อุตส่าห์ถอดหน้ากากออกแล้วทั้งที ผมจึงไม่อยากให้เขาทุกข์ใจ



                        ฉู่เหวินเม้มปาก ไม่พูดอะไร ขณะที่ผมรู้สึกว่าอ้อมแขนที่กอดตัวเองรัดไว้แน่นขึ้น อา..นี่หลินจวินเจ๋อจะต้องหึงหวงอีกแน่ๆ เจ้าถังน้ำส้มเคลื่อนที่นี่ช่าง...ผมหลุดหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปหาเขา แต่เอื้อมไปไม่ถึง ได้แต่ตกอยู่ที่ท่อนแขนแทน หนาวขนาดนี้เรี่ยวแรงยังจะไม่มีอีกหรือ แย่จริงๆ ถ้างั้นผมคลานไปก็ได้ แค่ขยับไป เบียดเข้าไปอีกนิดก็อุ่นแล้ว อีกนิด อีกนิด..



                        เจ็บจี้ดที่ปลายนิ้ว มืออีกข้างกลับถูกเทพโอสถใช้เข็มทิ่ม ผมหันไปมองหยดเลือดที่ผุดขึ้นมา ปลายนิ้วถูกเค้นเลือดหยุดลงบนถ้วยยาสีขาวขุ่น ก่อนจะได้พูดอะไรใบหน้าเหี่ยวย่นของเทพโอสถก็ชะโงกเข้ามาใกล้ แล้วเข็มอันเล็กก็ฝังลงที่ต้นคอ ผมร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ รู้สึกเหมือนเมฆหมอกหม่นครึ้มถูกปัดผ่านออกไปครู่หนึ่ง แม้จะยังปวดศีรษะแต่สติกลับแจ่มใสขึ้น



                        “อย่าขยับ!” ผมกระพริบตาปริบๆ จ้องมองเทพโอสถและองค์ชายเจ็ด คิดจะขยับแต่สะดุ้งเพราะเสียงนั้นเสียก่อนจึงได้หุบปากทันควัน ได้ ไม่พูดก็ได้ เหล่าจือไม่ได้อยากถูกเข็มเล็กๆนี่ทิ่มเข้าไปในหลอดลม



                        “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ามีสติแจ่มใสขึ้นแล้วหรือไม่?” คำถามนั้นทำเอาผมต้องคิดย้อนไปว่าเมื่อครู่ทำอะไรลงไปบ้าง แต่ก็ช่างมันไปก่อนและพยักหน้าเงียบๆและคอแข็งมากเพราะโดนเข็มจิ้มคอ



                        “แล้วเหตุใดจึงทำตัวราวกับ*ปลาสิ้นแหขาด เจ้าไม่ยอมดื่มยาจึงได้เป็นเช่นนี้ คิดแลกชีวิตงั้นหรือ?” ท่านหมอดูอาการผมแล้วกล่าวออกมาเช่นนั้น ทำให้ผมต้องนิ่งงันและคิดถึงเรื่องที่ตัวเองทำอีกครั้ง ต้องเม้มปากแน่นนิดๆเพราะคำถาม ผมไม่ได้อยากแลกชีวิต เพียงแต่..



                        “ข้า..” ผมอยากจะพูดแต่ก็นิ่งงันไปอีกครั้ง ไม่รู้จะพูดยังไงดี ให้ตอบอย่างคนดีๆคงต้องบอกว่าขอเวลาทำใจ อยากจะดื่มแต่ก็ต้องใช้เวลาหรือข้ออ้างโง่ๆสักอัน แต่ว่าผมก็รู้ดีว่าไม่ใช่แบบนั้น ที่ลังเลทุกอย่างนั้นก็ล้วนไม่อยากจากไป



                        “เจ้าเป็นเช่นที่คนผู้นั้นกล่าวจริงหรือ?” เห็นผมไม่พูด เทพโอสถก็ไม่ซักต่อ เพียงตวัดสายตามองไปยังเหล่าไท่ที่อยู่ไม่ไกล ผมไม่รู้ว่าเหล่าไท่พูดอะไร ดังนั้นเทพโอสถจึงขยายความต่อ “หนึ่งร่างสองวิญญาณ”



                        ผมเม้มปากเข้าหากัน “ถ้าบอกว่าไม่ใช่คนเดียวกับจวิ้นอ๋องเมื่อสามเดือนก่อนก็ใช่”



                        “แล้วจะเอาอย่างไร?”



                        เอาอย่างไร เอายังไงล่ะ ถ้าผมรู้คำตอบแต่แรกก็ไม่ปวดหัวแบบนี้หรอก! เหล่าจือได้แต่ถอนหายใจเฮือกแล้วส่ายหน้าไม่รู้ บางทีก็อยากให้ใครสักคนมาช่วยตัดสินเหมือนกันว่าจะเอาอย่างไรดี



                        “ยังปวดหัวอยู่หรือไม่?”



                        ผมพยักหน้า



                        “ยังอยากรักษาอยู่หรือไม่?”



                        ผมพยักหน้า



                        “แต่หากข้ารักษา เจ้าย่อมไม่อาจอยู่ที่นี่ ยังจะทำอยู่อีกหรือ?”



                        คราวนี้ผมได้แต่นิ่งงัน



                        ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดคนเหล่านี้จึงยอมรับเรื่องราวเหนือจริงที่ผมพูดถึงได้ง่ายดายขนาดนี้ ทำราวกับเรื่องที่คนหนึ่งมีอีกวิญญาณอยู่ในตัวเป็นเรื่องปรกติอย่างยิ่ง ไม่รู้เช่นกันว่าเหล่าไท่ไปบอกอะไรบ้างถึงได้ทราบอาการผมดีกว่าตัวผมเสียอีก แต่เรื่องนั้นคงต้องวางไว้ก่อน กับคำถามนั้นจะให้ตอบอย่างไร ผมเองก็ไม่อยากไป แต่ไม่รักษาก็ต้องตาย มีทางเลือกเสียทีไหน ท่านหมอท่านนี้ก็รู้ดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงเอ่ยปากมาได้



                        “ข้าตกปากรับคำช่วยอาซิ่นรักษาตัว มิได้ตกลงจะช่วยหวงเทียนหยาง”



                        ท่ามกลางความเงียบที่ทำให้ผมได้แต่ครุ่นคิด ฉู่เหวินกลับกล่าวออกมาอย่างรวดเร็วยิ่ง ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องมองข้าเขม็ง คนมีท่าทีไม่ยอมความอย่างแท้จริงจึงได้กล่าวเช่นนั้นออกมา พอเขาพูดบรรยากาศในห้องราวกับเย็นเยียบลง ผมซึ่งไม่อาจขยับคอไปมองชัดๆได้ก็ประท้วงออกมาทันที “เจ้าอยากให้ข้าตาย?”



                        “ข้าอยากให้เจ้าอยู่” ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องมองมาเขม็ง “เป็นเจ้า มิใช่คนอื่น”



แต่ผมนั่นล่ะเป็นคนอื่นในร่างนี้ ผมหลับตาลงไม่รู้จะพูดอะไร ผมปฏิเสธดิ้นรนไปแล้วก่อนหน้าแต่ส่ายหน้าไปแล้วยังจะทำอะไรได้อีกล่ะในเมื่อสุดท้ายอาการก็มากขึ้นแบบนี้ ไม่ยอมไปก็ต้องตาย ทางเลือกมีแค่นี้แล้วจะทำยังไง ต่อให้อยากให้ผมอยู่แล้วผมจะอยู่ยังไง?



ผมนิ่งเงียบ ขณะได้ยินเสียงหลินจวินเจ๋อซึ่งกอดผมเอาไว้สูดหายใจลึก เขาค่อยๆคลายอ้อมแขนลงและช่วยพยุงผมให้นอนลงบนหมอนดีๆ แม้จะหนาวมากแต่ก็ดีกว่าอยู่ในท่านั่งกึ่งนอนซึ่งเสี่ยงต่อการที่เข็มนี้จะปักเข้าลึกเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้เขาไปไกลจึงจับชายเสื้อเอาไว้ หนาวแบบนี้หลินจวินเจ๋อจะไปไหน..



                        “แล้วจะทำอย่างไร?” ผมเงี่ยหูฟังเขาพูดพลางครางงึมงำในลำคอเมื่อหลินจวินเจ๋อลุกขึ้นไม่สนใจ ดีที่เขาเพียงลุกขึ้นทำเสียงเหมือนนักเลงอยู่เหนือศีรษะ “จะอย่างไรก็ต้องรักษา หรือจะปล่อยให้อาซิ่นทรมารอยู่เช่นนี้ หรือเจ้าไม่เห็นว่าสภาพของเขาน่าเวทนาเพียงใด”



                        “อึ่ก..” เข็มเงินถูกดึงออกจากลำคอแล้ว ผมรู้เพราะความเจ็บปวดที่ลำคอและอาการปวดหัวที่มากขึ้นจนต้องส่งเสียงร้องครางออกมา เหมือนได้ยินเสียงถอนใจเบาๆของเทพโอสถปะปนอยู่ด้วย



                        “เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องถามผู้ป่วย ว่าอย่างไร จะรักษาหรือไม่รักษา?”



                        ย่อมต้องรักษาสิ ข้าปวดหัวแทบตายอยู่แล้ว คิดอยากบอกเช่นนี้อยู่หรอกแต่เนื้อตัวกลับสั่นระริกเพราะความหนาวจนต้องดึงผ้าผวยมากอดไว้ รู้สึกได้ว่าฟันตัวเองกระทบกันดังกึกๆ ผมหันไปหาหลินจวินเจ๋อทันที หนาว..หนาวเหลือเกิน



                        “ท่านเทพโอสถมีวิธีใดก็รีบรักษาเข้าเถิด”



ได้ยินแต่เสียงคนพูดกันหึ่งๆ ไม่มีคนสนใจผมสักนิด ผมเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อหลินจวินเจ๋ออย่างอ้อนวอน อยากให้เขาช่วยมากอดไว้จะได้คลายหนาว แต่มือใหญ่แค่เอื้อมมาลูบศีรษะแล้ววางลงเท่านั้น ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย



                        “ข้าไม่ตกลง!



                เสียงของฉู่เหวินบัดนี้มันแปร่งหูอย่างยิ่ง ฟังแล้วผมก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าอีกครั้ง ได้แต่เกลือกหน้าซุกลงกับหมอนเพราะความเจ็บปวดที่มากขึ้นจนแทบทนไม่ไหว อยากยกมือกุมขมับแต่ตัวกลับหนาวจนสั่นไปหมดราวกับถูกลากลงไปแช่ในน้ำแข็ง ผมรู้สึกได้ว่ามีคนจัดที่ทางให้นอนดีๆ แต่จะนอนหงายไปทำไมถ้ามันจะหนาวแบบนี้ แล้วเสียงทะเลาะหนวกหูก็ยังไม่หายทำเอาปวดหัวเป็นเท่าตัว



                        “อย่าได้มัววิวาทกันแล้ว ฝังเข็มเมื่อครู่สกัดกั้นอาการได้เพียงไม่กี่อึดใจก็กำเริบ หากไม่เร่งรักษาเห็นทีจะไม่รอด..รีบดื่มยาเสียก่อนแล้วข้าจะรีบฝังเข็ม” ยาอะไร..ผมนิ่วหน้าเล็กน้อยขณะพยายามปรือตามองถ้วยยาที่ถูกส่งมาเบื้องหน้า แต่ไม่ทันขยับปากกิน กลับพบว่าถ้วยยานั้นร่วงลงพื้นเสียแล้ว



                        เพล้ง!!




                        “ฉู่เหวิน! เจ้าทำอะไร” ใช่ ทำอะไร ตกลงจะให้ผมดื่มหรือไม่ หากไม่ให้ดื่มยาผมจะนอนแล้ว ผมอยากพูดแบบนี้เหลือเกินแต่ว่าคงไม่มีคนฟัง ก็ดูสองคนที่เอาแต่ถลึงตาใส่กันไม่หยุดนี่สิ ผมครางในลำคออย่างระทดระท้อ ทั้งหนาวทั้งเจ็บเสียจนนึกอะไรไม่ออกสักอย่าง..



                        “ข้าฉู่เหวินตกลงรักษาเพียงอาซิ่นหาใช่หวงเทียนหยาง หากนี่เป็นการรักษาหวงเทียนหยางแคว้นไห่เยี่ยนไม่มีสาเหตุใดจะต้องให้ศัตรูรอดชีวิต”



                        “บังอาจคิดปองร้ายจวิ้นอ๋อง! เป็นเพียงองค์ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นกบฏ เจ้ายังจะกล้าลงมือรึ!



                        “ข้าย่อมกล้า หาใช่ตัวเจ้าที่ยินยอมให้เขาต้องจากไปเช่นนี้!



                “ยินยอม? หรือจะให้เป็นเช่นเจ้าที่คิดให้อาซิ่นต้องทรมารไม่หยุด สุนัขแคว้นไห่เยี่ยนไสหัวไป! เมียข้า ข้าย่อมตัดสินใจเอง!



                “หยุดปากหยุดมือเสีย! ข้าเทพโอสถตกลงใจรักษาแล้ว อย่าได้มาทะเลาะวิวาทกันที่นี่ ข้าจะฝังเข็ม!



                        “ท่านอาจารย์!



                        เสียงเอะอะโวยวายดังอยู่เหนือศรีษะไม่ได้ขาดยิ่งทำให้อาการปวดศีรษะทบทวี ผมครางออกมาเบาๆด้วยความเจ็บปวดขณะได้กลิ่นยาต้องจมูก ทั้งคนทะเลาะกันทั้งยาขมๆนี่ไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งที่ผมหนาวและปวดหัวขนาดนี้กลับไม่มีใครสนใจไยดี หลินจวินเจ๋อไม่เห็นมากอดเลย เอาแต่ทะเลาะกับหวังอี้เสี่ยที่หน้าไปเป็นแผลมาจากอะไรไม่รู้แถมยังใส่คอนแท็กเลนส์เสียด้วย นี่เรียกว่าแฟนหนุ่มสองคนทะเลาะกันรึเปล่า แต่ทำไมมัวแต่ทะเลาะกันไม่สนใจผมที่หนาวแทบตายอยู่แบบนี้เล่า อา..ยานี่ขมมากด้วย แต่ดื่มแล้วอุ่นขึ้นจริงๆ ทำเอาง่วงจนต้องหลับตาและปล่อยให้เสียงคนทะเลาะกันไม่หยุดห่างออกไปจากหัว ได้หลับไปอย่างน้อยก็ไม่ปวดหัวแล้ว..



++++++++++++



ปลาสิ้นแหขาด – สู้จนตกตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย 

(กรณีนี้เทพโอสถหมายถึงอาซิ่นจะรั้นไม่ยอมกินยาจนตายกันทั้งคู่เลยเหรอ)

 


ตอนใหม่มาแล้ว ช่วงนี้ขอโทษที่อัพช้านะคะ 

กำลังวุ่นอยู่กับการทำเล่มเพราะกลัวไม่ทันกำหนดการณ์ค่ะเลยมาแบบหลายวันที/ซับ



ส่วนตอนนี้ เหล่าจือบอกรักสะมีแล้วนะ เฮฮฮ(....) แต่เป็นการบอกรักแบบเศร้าหน่อย/ซับ ช่วงหลังก็จะมึนเบลอไปกับอาซิ่นค่ะ เพราะไม่กินยาอาการเลยหนักขึ้น ทั้งปวดหัว หนาวสั่นและเพ้อๆเบลอๆ จนคนเห็นรู้สึกปวดใจ ส่วนที่ว่าทำไมอาซิ่นไม่ยอมกินทั้งๆที่ตกลงกับเหล่าไท่แล้ว ก็อย่างที่เจ้าตัวบอกน่ะค่ะ แม้จะตกลงแล้วแต่ก็ยังขี้ขลาด ไม่กล้าจากไปเพราะกลัวจะไม่ได้กลับมา พออาซิ่นถูกท่านพี่ที่ไม่รู้เรื่องราวยื่นยาให้เลยยิ่งสติแตกไปกันใหญ่ แต่หลังๆคืออาการไม่ไหวแล้วแถมเบลอๆด้วยเลยไม่มีการต่อต้าน ต่อให้เทพโอสถพยายามทำให้คืนสติมาถามก็ยังอยากจะรักษาอยู่ดี เลยยอมรับสภาพไป


ส่วนฉู่เหวิน อย่างที่เราทราบกันอยู่ว่าฉู่เหวินค่อนข้างยึดติดกับอาซิ่น ในเมื่อนี่เป็นกรณีที่อาซิ่นต้องไป ตัวฉู่เหวินดิมทีก็ไม่ชอบหวงเทียนหยางที่เป้นคนต่างแคว้นแถมทำให้แพ้ศึกอยู่แล้ว มารู้สึกถูกใจก็ตอนอยู่กับอาซิ่นเลยยอมช่วยเรื่องนี้ แต่พอมารู้ว่าจริงๆเป็นอาซิ่นแยกกับหวงเทียนหยาง เขาเลยอยากได้อาซิ่น 

แต่ไม่สนเทียนหยาง ตายไปก็โนสนโนแคร์ เลยไม่อยากให้รักษา


ในขณะที่หลินจวินเจ๋อ ก็ต้องข่มใจพยักหน้า แม้จะไม่อยากให้อาซิ่นไปแต่ก็ไม่อยากให้หวงเทียนหยางตาย จริงๆตอนนี้ความรู้สึกหนุ่มๆในพาร์ทหลังจะบรรยายออกมาเบลอๆเพราะเหล่าจือกำลังเบลออยู่นั่นล่ะค่ะ เลยไม่ชัดเจนว่าใครรู้สึกแบบไหน งานนี้ต้องจับเอาจากคำพูดมากกว่าเพราะอาซิ่นก็เอาแต่บ่นปวดหัว หนาว เพ้อหาสะมีวนไป 555

แน่นอนว่าตอนหน้าคนงามมาแล้ว ซียูวเน็กซ์ไทม์ค่า

 

 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13716 Amarry (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 08:29
    อืมมมมมทั้งหมดของตอนนี้ ปรบมือให้เทพโอสถ หยุดทะเลาะกัน ข้าจะรักษาแล้ว เจ้าพวกโง่ไม่ดูสถานการณ์ 55555
    #13,716
    0
  2. #13669 DARA T. (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:14
    แม่ อย่าดื้อเลยนะแม่ สงสารจวิ้นอ๋องเถอะ รายนั้นน่าสงสารสุดแล้ว
    #13,669
    0
  3. #13037 เมมฟิส (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 23:31
    อยากให้อาซิ่นคู่แม่ทัพลูกเต่า แต่ก็ให้จวิ้นอ๋องอยู่ด้วย งั้นแยกร่างๆ ให้จวิ้นอ๋องมีฝาแฝดๆ
    #13,037
    0
  4. #13003 มูตี้ (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:43
    ^______^
    #13,003
    0
  5. #12816 PuingSama (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 11:38
    น้ำตาร่วงเผาะๆ แง
    #12,816
    0
  6. #12723 }.ρrince (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 17:00
    อยากให้อาซิ่นอยู่นะ รักและทีมอาซิ่นมาก แต่ว่านั่นมันร่างคนอื่นนะอาซิ่น... ไปสร้างตัวละครแล้วเพิ่มเข้าวังจวิ้นอ๋องซะ(?) //อ้าวลืมไปนี้ไม่ใช่ The sims
    #12,723
    0
  7. #12712 AnnyElf (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 01:22
    เหอะ อาซิ่นกลับไปโลกที อย่าเห็นแก่ตัว #fcท่านอ๋อง
    #12,712
    0
  8. #12385 pqrst (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 13:37
    ร้องไห้หนักมาก
    #12,385
    0
  9. #11171 แกงส้ม (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 14:03
    จะเอายังไงกันดี
    #11,171
    0
  10. #11158 19112511 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 07:55
    4p ไปเลย เอารัชทายาทไปอีกคน
    #11,158
    0
  11. #11110 khunjued (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 02:30
    ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่าน มาต่อเถอะค่ะ
    #11,110
    0
  12. #11104 Zevaress (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 20:33
    ฮือออ อ่านแล้วน้ำตาไหล เข้าใจทุกฝ่ายเลยอ่ะ คนเรา พอถึงเวลาจริงๆ อะไรๆมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ โอ้ยยย เข้าใจหมดเลยอ่ะ เลือกไม่ถูกพอๆกับอาซิ่น แต่ถ้าเป็นนี่ก็จะยอมไปเหมือนอาซิ่น อย่างน้อย ก็ได้บอกไป ทุกอย่างแล้ว จริงๆ.... /บรรยายเสียงเศร้าๆ
    #11,104
    0
  13. #11103 Lujetta (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 13:14
    เอาง่ายๆนะ ให้เทียนหยางไปอยู่ร่างอาซิ่นแล้วก็ไปรักกับคนในยุคนั้น ไม่ก็ให้อาซิ่นมาอยู่ในร่างของคนในยุคนี้ซะ บอกเลย ต่อให้เป็นร่างของใคร หลินจวินเจ๋อและฉู่เหวินก็ต้องรักอาซิ่น เพราะดูจากคำพูดก็รู้ ยามที่เทียนหยางยังไม่ตายนั้นไม่มีใครสนใจ แต่พอเป็นอาซิ่นพวกเขากลับมาหลงรัก ดูแค่นี้ก็รู้ว่าเพราะนิสัยของเทียนหยางเองที่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้น
    #11,103
    0
  14. #11102 luknamalotte (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 11:54
    ฮือออ อ่านตอนนี้แล้วสงสารทุกคนเลยค่ะ
    เข้าใจเหล่าไท่ที่อยากช่วยนายตัวเองให้กลับมา
    ฉู่เหวินก็ไม่อยากให้อาซิ่นไป แม่ทัพก็ปล่อยให้ทรมานไม่ได้
    ยังไงก็ต้องรักษาสินะคะ ไม่งั้นทั้งอาซิ่นทั้งเทียนหยางแย่แน่
    ที่สงสารสุดก็อาซิ่น อยากอยู่กับท่านแม่ทัพแต่ก็ทำไม่ได้
    จะจบแบบไหนสงสัยจริงๆค่ะ รอลุ้นตอนหน้าค่ะ 😁

    #11,102
    0
  15. #11094 blood cross111 (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 2 มีนาคม 2560 / 00:57
    อ่านไปร้องไห้ไป แงง
    เศร้ามาก
    #11,094
    0
  16. #11087 benzvryt (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:09
    พึ่งอ่านจบ สนุกมากกกกกค่ะ
    #11,087
    0
  17. #11084 ..miran.. (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 03:19
    ทำไมรู้สึกลำไย เข้าใจว่าอาซิ่นรักหลินจวินเจ่อมากแต่การคิดถึงแต่เรื่องตัวเองอย่างเดียวไม่สนใจคนอื่นหรือสถานการ์ณบ้านเมืองมันก็ไม่ใช่นะ
    เห็นใจเทียนหยางที่ต้องมาแก้สถานการ์ณแล้วละ

    /จะจบดีใช่ไหมไรท์ TT
    #11,084
    0
  18. #11082 RainChan (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:27
    เห็นใจทั้งสองคนเลย เทียนหยางไม่ผิด เพราะเป็นร่างของตัวเอง อาซิ่นก็ไม่ผิดเพราะอาซิ่นไม่ได้ตั้งใจจะมาเข้าร่างเทียนหยาง มันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ยิ่งมาหลงรักคนที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ยิ่งทำใจลำบาก คิดว่าอาซิ่นไม่ได้อยากจะยึดร่างเทียนหยางหรอกก็แค่รักท่านแม่ทัพมากจนไม่อยากจากไป อาซิ่นคงไม่อยากเป็นเงาของเทียนหยางหรอก ใครจะอยากจากคนที่ตัวเองรักล่ะ
    #เข้าใจท่าทางตอนลนลานของอาซิ่นเลยเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะเหลือเวลาเท่าไหร่
    #อ่านแล้วปวดหัวตามเลย T_T
    #อยากให้จบแฮปปี้อยากให้อาซิ่นกับแม่ทัพอยู่ด้วยกัน เห็นคนเขียนบอกว่าเรื่องนี้จวิ้นอ๋องเป็นตัวเอก แต่จะเป็นคนใหนไม่รู้ แปลว่าต้องมีคนนึงหายไปสินะ ???
    #11,082
    1
    • #11082-1 เมมฟิส(จากตอนที่ 71)
      4 พฤษภาคม 2560 / 23:35
      เห็นด้วยกับคห.RainChan
      #11082-1
  19. #11081 NON-SHUGAR (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:30
    ทุกครั้งที่กินยาจะมีการสลับร่าง ไรท์บอกว่าจบเเฮปปี้เเสดงว่าเจ้าเต่ากับอาซิ่นได้คู่กันเเน่ เเต่จะได้คู่กันในชาติภพไหนอันนี้ก็ไม่รู้ เหมือนจะต้องมีฝ่ายที่เสียสละ อ่านตอนนี้เเล้วรู้สึกหน่วงๆเข้าใจความรู้สึกทั้งอาซิ่นเเล้วก็ท่านอ๋อง ต่างฝ่ายต่างก็อยากเคลียร์ปัญหาของตัวเอง เชื่อว่าหลังจากนี้ทั้งเจ้าเต่าทั้งฉู่เหวินคงน่าจะเยกได้ระหว่างท่านอ๋องงกับอาซิ่นเเล้ว เนื้อเรื่องคงจะเข้มข้นขึ้นมาก เห็นใจทุกฝ่าย รอติดตามค่ะไรท์
    #11,081
    0
  20. #11079 ยอลฤดี (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:51
    เป็นการอ่านฟิคที่ลุ้นมาก
    #11,079
    0
  21. #11075 P'oil (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:51
    นี่ก็ลุ้นจนเกร็ง เดาทางไม่ได้เลยค่ะไรค์ ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้สงสารทุกคนเลยจ้า
    #11,075
    0
  22. #11073 zazoith (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:51
    เฮ้อ สรุปคือทุกครั้งที่กินยาจะเปลี่ยนวิญญาณกันใช่มั้ย
    #11,073
    0
  23. #11069 ปีศาจรัตติกาล (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:03
    เรื่องนี้จะแฮปปี้เอนด์ดิ้งจริงๆใช่ม้าย(;_;
    #11,069
    0
  24. #11067 AlasterAmoody (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:21
    อยากเจอคนงามแล้ววว อยากเห็นฉากต่อไปปปป อยากเห็นนิยายของคุณวินนน จวิ้นอ๋อง ท่านเป็นยังไงบ้างง คิดถึง
    #11,067
    0
  25. #11066 Jessica-a >< (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:10
    ขอโทษอาซิ่นแต่ทีม#เทียนหยาง เห็นใจที่ต้องมองร่างของตัวเองแล้วทำไรไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเทียนหยางเลย ที่ผ่านมาก็รู้ว่าไม่มีความสุข เเล้วเมื่อไหร่ที่เทียนหยางจะมีความสุขกัน?
    อาซิ่นก็ต้องเข้าใจเพราะไม่ใช่ร่างของตัวเองเหมือนกัน ถ้าเขาจะรักก็ต้องรักที่ตัวตนของอาซิ่นไม่ใช่ร่างกายของเทียนหยาง#สงสารอาซิ่นเเต่ก็มองตามความเป็นจริงก็สงสารเทียนหยางมากกว่า
    #11,066
    2
    • #11066-1 Jessica-a ><(จากตอนที่ 71)
      23 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:17
      เชื่อว่าเทียนหยางก็รักจวินเจ๋อ อาซิ่นคืนร่างเขาไปเถ้ออออ ขอให้เทียนหยางมีคู่เถอะคะ สงสารเกิน
      #11066-1