ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 70 : ถามไถ่ทั่วโลกหล้า อันว่ารักเป็นฉันใด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    15 ก.พ. 60









                น่าขายหน้า...



                        ผู้ชายวัยยี่สิบแปดที่กำลังร้องไห้เหมือนเด็กน้อยเจอฝันร้ายนี่มันช่างหน้าขายหน้า ผมเหลียงจื่อซิ่นรู้สึกแบบนั้นหลังจากกอดและถูกกอดด้วยผู้ชายที่ตนเองหลงรัก ดังนั้นแม้จะคิดว่าน่าขายหน้าแค่ไหนศักดิ์ศรีและมาดไร้สาระของผีเสื้อราตรีก็ไม่จำเป็นในตอนนี้ ยอมรับว่าผมรู้สึกอ่อนแอกว่าปกติเพราะช่วงเวลาที่คิดว่าต้องจากเขาตลอดไปรวมถึงการได้พบกับคุณนายหวัง แต่ต่อให้พยายามคิดหาเหตุผลบอกกับตัวเองมากแค่ไหน ร้องไห้ก็คือร้องไห้ เรื่องกลับมาได้ยังไงขอวางไว้ชั่วคราว เรื่องใช้ร่างจวิ้นอ๋องร้องไห้ก็ช่างมันก่อน ตอนนี้ผมแค่อยากกอดเขาไว้ เพราะคิดถึงเขา คิดถึงมากเหลือเกิน



                        “อาซิ่น...เจ้าปวดหัวขนาดนั้นเชียวหรือ?”



ฝ่ามืออุ่นวางบนหลังพลางลูบเบาๆและเอ่ยถามด้วยความห่วงใยนำพาให้ขอบตาร้อนผ่าว อบอุ่นเสียจนอยากกระชากคอถามตัวเองว่าที่ผ่านมามัวทำอะไรอยู่ถึงได้เอาแต่ถือทิฐิไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง สูดลมหายใจฟุดฟิด ตั้งสติให้หัวอกซึ่งเคยเต้นเร่าด้วยความหวาดกลัวค่อยบรรเทาลง ก่อนจะซุกตัวเองลงกับอ้อมแข็งแกร่งอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปอึดใจหนึ่งหลังจากความหวาดผวาเกาะกินจิตใจจึงได้ตระหนักว่าในที่สุดผมก็ได้กลับมา



เผลอยกปลายนิ้วนวดคลึงขมับตนเองเบาๆก่อนจะนิ่วหน้าอีกครั้ง ปวดหัว..นั่นสินะ กำลังปวดหัวอยู่ ปวดหัวและรู้สึกเหมือนมีขบวนรถไฟนับร้อยวิ่งวนอยู่ไม่หยุดและยังคงเป็นเช่นนั้นไม่ยอมหาย แม้รู้สึกว่าตัวอยู่ตรงนี้ บางครั้งกลับได้ยินเสียงตะโกนของผู้คนอีกฟากฝั่ง ดังขาดๆหายๆราวกับวิทยุที่สัญญาณไม่ตรงกัน..น่ากลัวเสียจนต้องยึดเอาหลินจวินเจ๋อไว้แน่น แม้ที่นั่นจะเป็นที่ๆผมเกิดมาและอยู่มาเกือบทั้งชีวิต แต่เทียบกับที่นี่แล้วจะนับเป็นอะไรได้



เพียงคิดผมก็เงยหน้าขึ้นจากแผ่นอกของหลินจวินเจ๋อ ใช้ดวงตางดงามของจวิ้นอ๋องจ้องมองไปรอบๆอย่างคะนึงหา ห้องนอนกว้างอันแสนคุ้นตาบ่งชัดว่านี่คือวังจวิ้นอ๋อง เตียงสี่เสาขนาดใหญ่มีม่านมุ้งทอประดับนี้ก็คือเตียงที่เคยหนุนนอนในฐานะหวงเทียนหยางไม่ผิดแน่ และที่อยู่ไม่ไกลคือร่างของเหล่าไท่ซึ่งถือถ้วยยาเอาไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายเบิกกว้างฉายแววตกตะลึงเล็กน้อย มันมีอารมณ์หลากหลายพาดผ่านชวนสงสัยครู่หนึ่งแต่มันยังมีความยินดีอยู่...ใช่ไหม?



                        “ท่านพี่...”  กลืนน้ำลายช้าๆ รู้สึกได้ว่าลำคอนี้แห้งผากและปวดแปลบจนต้องไอแห้งออกมาสองครั้ง ยังรู้สึกไม่อยากปล่อยไปเลย ดังนั้นผมจึงยังไม่คลายมือออก กระพริบตาถี่กลบความรู้สึกแปลกๆยามได้สบตาเหล่าไท่เมื่อครู่แล้วนั่งนิ่งเงียบ พยายามกลั้นน้ำตาและความคิดถึงที่จุกอก หัวสมองยังคงวุ่นวายบอกตนเองว่าเป็นเพราะทำตัวไม่สมกับการเป็นจวิ้นอ๋องจึงได้รับสีหน้าตกอกตกใจเช่นนั้น



                        “ข้าอยู่นี่ เทียนหยางเจ้าเป็นอันใดมากหรือไม่?” เหตุใดถึงเรียกว่าเทียนหยาง..ผมเงยหน้าขึ้นมองหลินจวินเจ๋อด้วยสายตางวยงง เมื่อครู่เขายังเรียกผมว่าซิ่นอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นเทียนหยางไปได้ มองฝ่ามืออุ่นๆที่ลูบกอดปลอบประโลมหากฉายแววซับซ้อนปนเจ็บปวดบางอย่างแล้วยิ่งนำพาความสงสัยมามากขึ้นไปอีก..ทำไม?



                        “ข้า....” ครู่หนึ่งเกือบคิดว่าตนเองเข้ามาในร่างคนอื่นที่ไม่ใช่หวงเทียนหยาง แต่ก้มลงมองปลายนิ้วเรียวงามอันคุ้นตาและเห็นเส้นผมสีดำยาวราวม่านน้ำตกก็ทราบว่านี่คือหวงเทียนหยางเป็นแน่ นี่คือจวิ้นอ๋อง แน่นอนว่าเป็นร่างของจวิ้นอ๋อง แล้วทำไม..เพราะอะไรคนรอบข้างถึงแสดงอาการแปลกๆ



                        “ข้านอนไปนานหรือไม่?”



                        ก้มหน้าลงมองฝ่ามือตนเองแล้วถามออกมาอย่างโง่งม ในตอนนั้นเองผมถึงได้สัมผัสว่าในอ้อมกอดอันอบอุ่นของหลินจวินเจ๋อนั้นแปลกไปจากที่ผ่านมา ในความอบอุ่นกลับเจือความเหินห่างแม้เพียงเบาบางแต่ก็สัมผัสได้ แม้เสียงตะโกนเรียกชื่อของผมจะเต็มไปด้วยความห่วงใย อ้อมแขนที่กอดผมเอาไว้ทั้งตัวนั้นจะยังเต็มไปด้วยความรัก แต่แววตายามอีกฝ่ายเอ่ยเรียก เทียนหยางกลับแปลกไป ไม่สิ..มันแปลกไปตั้งแต่เรียกผมว่าเทียนหยางแล้ว



                        “นายน้อยหลับไปสองชั่วยามขอรับ”



                        “อะไรนะ”



                        คำตอบของเหล่าไท่เกินไปกว่าที่คิดมากเสียจนต้องถามซ้ำ สองชั่วยาม? เป็นสองชั่วยามได้อย่างไร? นี่ต่อให้จะบอกว่าเวลาที่ผมนอนอยู่บนเตียงพยาบาลผ่านไปเกือบอาทิตย์นั้นไม่อาจเทียบกับเวลาที่นี่ แต่จากหลายวันเป็นแค่สี่ชั่วโมงมันไม่น้อยไปหรือ? แล้วสองชั่วยามที่ว่าพวกเขาพาจวิ้นอ๋องกลับมาที่วังได้อย่างไร ผมยังจำได้ว่าก่อนจะหลับตาตัวเองอยู่บนรถม้า ตอนนั้นเองก็เป็นตอนบ่าย ค่ำนั้นเรายังต้องไปให้หยุดพักที่เมืองเฟิ่งหยาง แล้วอีกวันจึงจะถึงเมืองหลวง ยังต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แล้วยัง...



ยกมือนวดศีรษะที่ยังคงเจ็บร้าว ปวดหัวขึ้นมาอีกแล้วแต่ผมยังคงจับแขนเสื้อหลินจวินเจ๋อไว้แน่น รู้สึกงวยงงทั้งยังไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ดวงตาสองข้างเบิกกว้างมองผู้คนรอบกายด้วยใบหน้าซีดขาว มองดูสามีของตัวเอง มองเหล่าไท่ หลิวหลี หรือแม้แต่เสี่ยวเจี๋ยด้วยความมึนงงและสมองที่ว่างเปล่า นี่มันอะไรกัน..หลับตาลงและกลับสู่ร่างเดิม กลับมาทุกคนกลับเปลี่ยนท่าทีต่อตนเองไปเสียแล้ว ระหว่างที่ผมหลับไป มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?



“นายน้อย ดื่มยาก่อนเถิด อาการปวดศีรษะจะได้ทุเลาลง” มองเห็นอีกแล้ว..แววตาประหลาดของเหล่าไท่ที่ไม่ได้เข้ากับน้ำเสียงห่วงใยนั้น ผมมองดูข้ารับใช้คนสนิทของจวิ้นอ๋องเดินประคองถ้วยยาเข้ามา กลิ่นยาอายอวลแน่นอนว่าต้องเป็นรสชาติและสรรพคุณอันเคยคุ้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อประกอบกับเรื่องราวทั้งหมดที่มองเห็นแล้วกลัวชวนให้สะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย



“ไม่ ไม่เป็นไร ข้ายัง—“ หมดทางหนีแล้วจึงได้แต่กำเสื้อหลินจวินเจ๋อแน่นขึ้นและมองไปที่ใบหน้าคร้ามเข้มอย่างอ้อนวอน หัวใจเจ็บแปลบอีกครั้งเมื่อดวงตาคู่นั้นแม้เต็มไปด้วยความห่วงใยก็ยังเจือแววเคลือบแคลงและโทสะบางอย่าง หันไปมองทางซ้ายเหล่าไท่ก็ยืนอยู่นิ่ง มองไปข้างกายหลินจวินเจ๋อก็ยังมีแววตาเช่นนั้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?



“นายน้อย เทพโอสถกล่าวว่าควรรับประทานยาให้ตรงตามเวลา นี่ดึกแล้ว หากนายน้อยไม่ดื่มจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้”



“เหล่าไท่กล่าวถูกแล้ว เพราะก่อนไปงานเลี้ยงเจ้าไม่ดื่มยาอย่างไรเล่า หลังจากนั้นจึงอาการกำเริบขึ้นมา”



“.....งานเลี้ยงอะไร?” จ้องมองใบหน้าของเหล่าไท่สลับกับหลินจวินเจ๋อด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง ผมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจดังชัดเจนเสียจนก้องอยู่ในหู หัวสมองที่ว่างเปล่าไร้ความทรงจำไม่อาจบอกสิ่งใดได้ ทว่าคำกล่าวเหล่านั้นทำให้เริ่มรู้...เริ่มคิดว่าที่แท้นี่เกิดอะไรขึ้น



“งานเลี้ยงพระราชทานอย่างไรเล่า เทียนหยางเจ้าลืมไปแล้วหรือ?”



ผมมองหน้าหลินจวินเจ๋อซึ่งตอบคำด้วยสีหน้าสงสัยระคนห่วงใย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองเหล่าไท่ซึ่งถือถ้วยยาอยู่ด้วยท่าทีจดจ่อ มองสีหน้าแววตาของข้ารับใช้คนสนิทของจวิ้นอ๋อง สลับกับมองหลินจวินเจ๋อ ก้มดูถ้วยยากรุ่นไอร้อนในมือเหี่ยวย่นนั้นและคิดถึงแววตาอันแปลกประหลาดของเหล่าไท่ พลันเนื้อตัวสั่นยะเยือก ลางสังหรณ์บางอย่างกระซิบบอกอย่างเงียบงันว่าแท้ที่จริงเกิดอะไรขึ้น



หลับไปสองชั่วยาม สี่ชั่วโมงจากหลังรถม้ามายังวังจวิ้นอ๋อง เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ


งานเลี้ยงพระราชทานแก่ขุนศึกผู้ศึกกับไห่เยี่ยน นั่นมิใช่อีกสองหรือสามวันถัดไปหรอกหรือ


สองชั่วยาม สองชั่วยามอันใด ในสายตาของผู้อื่นอาจเป็นสองชั่วยาม แต่สำหรับผม..ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง



“ออกไปก่อน ข้าอยากคุยกับเหล่าไท่”



มือที่กำแขนเสื้อหลินจวินเจ๋ออยู่ตลอดตกลงข้างตัวแล้ว ผมบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงเบาเหมือนกับยุงขณะก้มหน้ามองผ้าห่มที่คลุมตัว รู้สึกหนาวเหน็บตั้งแต่แผ่นหลังจรดปลายเท้า ขอบตาผ่าวร้อน ศีรษะยังปวดตุบ ผมลูบแขนของตนเองที่ไม่มีกำไลหยกขาวชิ้นนั้นอีกแล้ว หัวใจปวดหนึบขึ้นมาด้วยข้อสันนิษฐานที่ไม่ทราบว่าอยากให้มันเป็นจริงหรือไม่กันแน่ ขณะแว่วเสียงหลินจวินเจ๋อกล่าวว่าหลังจากนั้นมีเรื่องอยากคุยด้วย แล้วหลังจากนั้นภายในห้องจึงเงียบกริบ



ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตาฟ้าฟางคู่นั้นแล้วยิ้มออกมาบางๆ ถ้วยยาในมือของเหล่าไท่ถูกวางไว้ขณะที่ข้ารับใช้คนสนิทของจวิ้นอ๋องยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างเตียง แม้จะกล่าวว่ายืนนิ่งรอรับคำสั่ง ทว่าแววตาคู่นั้นมันไม่ใช่แววตาของข้ารับใช้ผู้นอบน้อมพร้อมจงรักภักดีแก่จวิ้นอ๋อง ไม่สิ...นี่แหละคือแววตาของข้ารับใช้ผู้ภักดีต่อจวิ้นอ๋อง



เขาภักดีต่อจวิ้นอ๋อง ไม่ใช่ผม เหล่าไท่รับใช้หวงเทียนหยาง ไม่ใช่เหลียงจื่อซิ่น



“เหล่าไท----ไม่สิ” นิ่งไปครู่หนึ่งกว่าจะคิดออกว่าควรเรียกอะไรแล้วจึงสูดหายใจลึกๆอีกครั้ง “คุณลุง”




“จวิ้นอ๋องคนเดิมที่ท่านอยากได้ กลับมาแล้วใช่ไหม?”







หิมะหล่นร่วงกระทบหลังคาพร้อมเม็ดฝน ท้องฟ้าที่ทอด้วยจันทร์กระจ่างกลับหม่นครึ้มและเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งเหมันต์ฤดู หากอากาศภายในห้องนอนใหญ่กลับยังอบอุ่นด้วยเตาถ่านอุ่นร้อนซึ่งยังมีเสียงแตกของถ่านไม้แว่วมา บนเตียงใหญ่หรูหราของผู้เป็นเจ้าของวังมีร่างระหงของจวิ้นอ๋องหวงเทียนหยางผู้ถูกกล่าวว่างดงามหาใดเปรียบนั่งนิ่ง ร่างที่สวมเพียงชุดนอนถูกคลุมไว้อีกชั้นด้วยผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีเงินงาม เบื้องหน้าคือข้ารับใช้คนสนิทซึ่งอุ้มชูมานับแต่ยังเป็นทารก ใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยล่วงผ่านวัยหนุ่มมาแล้วนั้นค้อมต่ำเล็กน้อย ปากกล่าววาจา ร่างยืนนิ่ง เอ่ยถึงสิ่งที่ตนประสบพบเจอมาอย่างไม่ปิดบัง



ผมมองถ้วยยาที่เหล่าไท่ถือติดมือมา อากาศหนาวเช่นนี้ คะเนได้ว่ามันคงเย็นแล้ว ยามีค่านี่อาจต้องนำไปอุ่นอีกครั้ง สามารถยืนเวลาของตัวเองไปอีกหน่อย แต่ก็แค่ยืดเวลา และผมเองทำได้แค่ยืดเวลาเท่านั้น..



แค่นยิ้มให้กับตัวเองและมองสบตาบุรุษเบื้องหน้า ความจริงที่รานหัวใจนี้ไม่ได้ส่งผลต่อคนเพียงคนเดียวแต่มีมากกว่านั้น ฟังคำอีกฝ่ายเล่าก็ได้แต่อุทานกับตัวเองว่าอย่างนี้นี่เองซ้ำไปซ้ำมา ผมคลี่ยิ้มมอบให้กับคนที่กล่าวอย่างหนักแน่น มองดูเหล่าไท่ทั้งวอนขอทั้งบังคับให้ผมดื่มยาเพื่อให้นายน้อยของตนเองกลับมาโดยเร็วด้วยอาการสงบ



ถามว่าแปลกใจไหม ก็คงไม่ ถามว่าผิดหวังไม่ก็คงไม่ ถามว่าเสียใจไหม...ตอบได้แค่ว่าเล็กน้อยเท่านั้น



ยกมือเสยผมพลางหัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ไม่ได้สำรวมกริยาหรือคิดระวังอีกแล้วในเมื่อเรื่องกลายเป็นแบบนี้ ผมพยักหน้ารับคำเหล่าไท่ จะทำอะไรได้ล่ะนอกจากยอมรับ ในเมื่อตัวเองเป็นผี ผีมาสิงร่างชาวบ้านแล้วยังคิดว่าเขาตาย จากนั้นก็เอาร่างเขาไปทำเรื่องไม่ดีไม่งามไปทั่ว เป็นตัวบัดซบตัวหนึ่งที่ควรกำจัดหากคิดถึงอนาคตของวังจวิ้นอ๋อง นี่หวงเทียนหยางตัวจริงกลับมาแล้วจะหงุดหงิดแค่ไหนนะ จะโกรธผมมากรึเปล่าที่ผมทำอะไรหลายๆอย่างพังเพราะความไร้สามารถของตัวเอง



จ้องใบหน้าอันมุ่งมั่นของเหล่าไท่ซึ่งขัดกับแววตาที่ฉายความเวทนายามทอดมองมาแล้วผมก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ทบทวนเรื่องราวในหัวและสงบสติอารมณ์เพื่อแยกแยะเรื่องราวไปทีละเรื่องๆ ขณะที่หัวใจปวดร้าวไม่ต่างกับศีรษะของตน...ไม่สิ ศีรษะของร่างนี้



“ขอผมอยู่คนเดียว สักครู่นึง”



เหล่าไท่ได้ยินแล้วขมวดคิ้ว มีท่าทีลังเลประหนึ่งไม่ไว้ใจบางอย่าง เห็นดังนั้นผมจึงหัวเราะออกมาเบาๆ “อย่าห่วง ไปอุ่นยาก็ได้ แค่ครู่เดียวเท่านั้นล่ะ”



คนออกไปแล้วในที่สุดจึงเหลือผมนั่งคนเดียวในความเงียบ ผ่านไปอีกอึดใจจึงลากขาออกมาที่หน้าประตู กล่าวเบาๆกับร่างของอาหงที่ผมรู้ว่าเด็กหนุ่มต้องเฝ้ารักษาความปลอดภัยอยู่ตรงนี้เสมอ



“เชิญตัวท่านแม่ทัพมา”



ผมเดินกลับไปที่เตียง นั่งลงช้าๆและรอคอยอย่างเงียบงัน




ความจริงหนึ่งที่ตนเองได้พบหลังจากลืมตาคือเรื่องราวอันน่าหัวเราะ ขอนไม้ที่ผมคว้าได้กลางสายน้ำเชี่ยวและคิดว่ามันจะพาตนเองกลับฝั่งได้แท้จริงกลับไม่ใช่เลย เป็นเรื่องตลกดีที่พบว่าตนเองกลายเป็นส่วนเกินของสถานที่ซึ่งอยากมาถึงนักหนา จะว่าเจ็บไหมก็คงตอบว่าเจ็บบ้าง โดยเฉพาะสีหน้าแววตาของเหล่าไท่ยามที่เหล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เขากลับมา..จวิ้นอ๋องที่ผมคิดว่าตายไปกลับมาแล้ว การเผากงเต๊กไปให้คงได้แต่มอบใหสัมภเวสี ไม่สิ บางทีอาจกำลังมอบให้ตนเอง เพราะคนเป็นผีคือผมต่างหาก



เหลียงจื่อซิ่นคนนี้ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดีในฐานะผู้ร้ายที่คิดว่าตัวเองเป็นพระเอก คิดว่าตัวเอง บังเอิญเข้ามาอยู่ในร่างของจวิ้นอ๋องหวงเทียนหยางผู้ล่วงลับแบบในนิยายฮิตสมัยนี้ ไม่ทราบว่าจะตีสีหน้าแบ่งความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ทุ่มเทไปแล้วมากมาย พยายามทุกอย่างเพื่อพบว่าเจ้าของร่างนี้กลับมาแล้วและตัวเองจะต้องไปไม่ว่ายอมหรือไม่ เสียใจไหม ย่อมเสียใจ ไม่อยากไป ซ้ำสันดานเสียๆมันบอกให้ทำตามใจไปเลย แย่งได้ก็แย่งสิ เหมือนที่ทำกับหวังอี้เสี่ย แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาและการปรากฏตัวของผู้หญิงคนนั้นทำให้ผมรู้ดีว่าการดิ้นรนมันช่างเปล่าประโยชน์ ที่สำคัญไม่ว่าผมจะทำสำเร็จหรือไม่ จะได้อยู่ในร่างนี้ต่อหรือเปล่า ความจริงที่ว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของโลกใบนี้และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนที่ผูกพันกับจวิ้นอ๋องก็ยังไม่เปลี่ยน



 ตอนที่เหล่าไท่บอกให้ดื่มยา ผมรู้สึกอยากจะหัวเราะพอๆกับอยากจะร้องไห้ เข้าใจ..ผมเข้าใจเขา เข้าใจว่าเมื่อนายที่แท้จริงกลับคืนมา ข้ารับใช้ก็ย่อมต้องเลือกนายเป็นธรรมดา ที่ผ่านมารู้ว่าผมไม่ใช่จวิ้นอ๋องแต่ไม่เปิดโปงถือว่าเหล่าไท่มีเมตตามากแล้ว นึกถึงแววตาคู่นั้นที่มองมามีแต่ความเวทนาสงสารแล้วก็ต้องหลับตาลงและยกมือนวดขมับ ผมอาจเป็นเหล่าไท่เป็นญาติสนิทก็จริง เป็นคนที่ห่วงใยตัวเองก็จริง ที่ผ่านมายังคงซาบซึ้งและดีใจที่อีกฝ่ายจงรักภักดีมาตลอด แต่ผมก็ลืมคิดไปว่าแม้เอ็นดูเพียงไร ส่วนหนึ่งที่เหล่าไท่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผมอยู่ในร่างจวิ้นอ๋อง ความจงรักภักดี ความห่วงใย เหล่านั้นเกิดเพราะนี่คือร่างของจวิ้นอ๋องส่วนหนึ่ง..



ยามนี้ เมื่อเจ้านายตัวจริงกลับมาแล้ว แม้จะเอ็นดูเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้พบเจอเพียงไร จะอย่างไรหากต้องเลือก เหล่าไท่ก็ย่อมเลือกจวิ้นอ๋อง ความจงรักภักดีของเหล่าไท่มีไว้สำหรับจวิ้นอ๋องและผู้ที่ทำเพื่อวังอ๋อง นายน้อยของเขาคือหวงเทียนหยางไม่ใช่เหลียงจื่อซิ่น ไม่นับว่าตอนนี้สถานการณ์กำลังเลวร้าย ให้ตัวไร้ประโยชน์อย่างผมโผล่มาทำไม ควรกินยาแล้วหายไปเสีย..นั่นนับว่าดีแล้ว



แค่หัวเราะออกมาอย่างโง่งมอีกครั้งเมื่อนึกได้ถึงความจริงอันไม่น่าอภิรมย์แต่ก็ช่างยากปฏิเสธ เจ็บเหลือเกิน..ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการและกลายป็นส่วนเกินของที่นี่ ผมคิดถึงชั่วเวลาที่บอกตนเองว่าอยากกลับมา อยากกลับมาหาหลินจวินเจ๋อ อยากกลับมาที่นี่และพบเจอผู้คนที่เคยคุ้น ผมลืมคิดไปเสียสนิทว่าที่คนเหล่านี้อยู่กับผมก็เพราะผมคือหวงเทียนหยาง ไม่ได้อยู่กับผมเพราะผมเป็นเหลียงจื่อซิ่นเสียหน่อย



เจ็บ แต่จะทำอะไรได้ ผู้ร้ายไม่มีสิทธิ์เรียกร้องโดยเฉพาะผู้ร้ายในร่างผีที่มาสิงสู่ชาวบ้านอย่างนี้ น่าขันดีที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนผมยังร่ำร้องขอแลกกับทุกอย่างเพื่อจะได้กลับมา ไม่รู้เอาเสียเลยว่าสถานที่ซึ่งเหลียงจื่อซิ่นควรอยู่คือในโรงพยาบาลมากกว่าในตำหนักอ๋องเช่นนี้ ที่นี่ไม่ต้องการผมแล้ว มีหวงเทียนหยางตัวจริงกลับมา นี่ก็ไม่ใช่ที่ๆผมควรอยู่อีกต่อไป



“เจ้ากินยาหรือยัง?”



เสียงทุ้มพร่าอันเคยคุ้นดังอยู่หลังประตูเปิดออก แค่ได้ฟังก็ชวนให้หลั่งน้ำตาเสียแล้ว ผมหันไปมองเจ้าของเสียงอันแสนคิดถึง หลินจวินเจ๋อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดแม่ทัพออกแล้วเหลือเพียงชุดลำลองสีเข้ม เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอันแสนคุ้นตาก้าวเข้ามาในห้องไม่นานก็ถึงตัวผมที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าก้มต่ำ ไม่อาจยิ้มแย้มให้อีกฝ่ายเช่นทุกครั้งด้วยความกลัวบางสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ



แล้วหลินจวินเจ๋อล่ะ...?



หากเหล่าไท่ที่ตัดสินใจเลือกนายน้อยแทนตัวผมทำให้เกิดรอยแผลในจิตใจ หลินจวินเจ๋อที่เลือกหวงเทียนหยางคงทำให้ผมใจสลายและไม่อาจประกอบขึ้นมาได้อีก



“เทียงหยาง?”



“เรียกข้าว่าอาซิ่นเถอะ”



“หึ” กระแสเสียงชวนเสียดวาบในอก เจือด้วยอารมณ์ขุ่นมัวที่ไม่ได้ประสบมานานทำให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นมาอย่างลืมตน เสียงนี้ไม่ต่างกับประโยคแรกที่ได้ยินจากปากหลินจวินเจ๋อวันที่ผมเข้ามาสิงสู่ในร่างของจวิ้นอ๋องแม้แต่น้อย น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ประชดประชันนี้ไม่ได้ยินมานานเสียจนลืมไปว่ามีอยู่ หลินจวินเจ๋อรู้แล้วหรือว่าผมไม่ใช่จวิ้นอ๋อง? ความกลัวนั้นทำให้ต้องจิกปลายเล็บลงกับผ้าห่มอย่างลืมตน ขณะที่สบตาคู่คมซึ่งฉายแววรวดร้าวจางๆ



“เดี๋ยวเทียนหยาง เดี๋ยวอาซิ่น ข้าเรียกเทียนหยาง เจ้าต้องการให้เรียกอาซิ่น ยามเรียกอาซิ่นเจ้าก็ต้องการให้เรียกเทียนหยาง ยามท่านอ๋องอารมณ์ดีให้เรียกอาซิ่นยามอารมณ์ร้ายให้เรียกเทียนหยางหรือไร เรียกอย่างไรจึงจะถูกใจเจ้ากันแน่”



เงยหน้าขึ้นมองเห็นสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความสับสน ผมได้แต่นิ่งมองเขาอย่างโง่งม ริมฝีปากอ้าค้างกลับไม่มีคำใจจะกล่าว หัวใจที่เจ็บแปลบๆนี่ยังแสบด้วยความงวยงงเพราะไม่ทราบว่าตนเองได้เผลอกระทำสิ่งใดให้แม่ทัพแดนใต้เคืองขุ่น ผมไม่ทราบ ไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ใช่หรือไม่ ยามมองเห็นสีหน้าขุ่นเคืองของเขาแล้วจึงนึกถึงถ้อยคำตัดพ้อ ครู่หนึ่งนึกถึงหวงเทียนหยางตัวจริงที่เหลียงจื่อซิ่นคนนี้ไม่เคยพบเจอ พวกเราอาจเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ไม่อยากให้เขาเรียกชื่อคนอื่น ใช่ไหม?



“ตั้งแต่เจ้าเริ่มรักษากับเทพโอสถ หลังฝังเข็มวันนั้นก็มีท่าทีเฉยชามาตลอด ข้าเองก็ทำผิดแม้กระทั่งเรียกชื่อ แม้ทราบดีว่าเจ้าโกรธเรื่ององครักษ์เงาของตน แต่ข้าเองก็สุดจะคาดเดาอารมณ์ของเจ้าแล้ว เทียนหยาง เจ้าเป็นอะไรกันแน่?”



เป็นอะไร? ผมนิ่งฟังคำพูดของหลินจวินเจ๋อ เริ่มรับรู้ขึ้นมารางๆว่าระหว่างที่ตนเองหายไปนั้นเกิดอะไรขึ้น เฉยชา? เปลี่ยนไป? องครักษ์เงา? ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่จวิ้นอ๋องตัวจริงทำเมื่อกลับมางั้นหรือ เขาไม่ได้โผหาหลินจวินเจ๋อแต่เลือกจะเมินเฉยงั้นรึ ดังนั้นหลินจวินเจ๋อจึงมีท่าทีโกรธเคือง..ใช่หรือไม่ แล้วจะให้ตอบอะไรเล่า ในเมื่อคนที่จะตอบควรเป็นหวงเทียนหยาง ไม่ใช่เหลียงจื่อซิ่นคนนี้?



“ข้าขอโทษ ข้าเพียงแต่หงุดหงิดไปบ้าง...” เห็นว่าเงียบไปนานหลินจวินเจ๋อจึงเป็นฝ่ายยอมอ่อนลง แววตาคู่นั้นยังคงเจือความน้อยอกน้อยใจแต่คนก็ขยับมาดึงผ่าห่มมาคลุมร่างของจวิ้นอ๋องไว้ ท่านแม่ทัพแดนใต้ถอนหายใจ มีท่าทีสับสนขณะทรุดกายนั่งลงข้างเตียงแล้วถอนหายใจซ้ำอีกคำรบ “หลายวันมานี้เจ้าแปลกไป ข้าเข้าใจดีว่าเรื่องราวเลวร้ายมีหลายสิ่งให้ต้องจัดการ แต่เจ้ามีอันใดควรบอกข้าบ้าง ปรึกษาข้าบ้าง เทียนหยาง..ให้ข้าช่วยเป็นกำลังให้เจ้าเถอะ”



ผมนิ่งฟังคำพูดของหลินจวินเจ๋อ หลังจากยิ้ม รอยยิ้มจึงบิดเบี้ยวขึ้นมา หัวใจอึดอัดร้อนรนเหมือนกำลังดิ้นอยู่ในเตาถ่านเมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้จะทราบว่านี่เป็นถ้อยคำของคนที่ไม่ทราบว่าผมกับจวิ้นอ๋องคือคนละคนกัน แต่มันก็ยังเจ็บ...เจ็บมาก



“ท่านพี่....” ผมเอื้อมมือไป กำชายเสื้อของหลินจวินเจ๋อไว้แน่น ปากกล่าวตะกุกตะกัก “ข้า...ข้า...”



“เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า” หลินจวินเจ๋อหันมาเห็นสีหน้าอันไม่สมควรจะบอกว่าร้องไห้หรือกำลังกลั้นน้ำตาอยู่แล้วถอนหายใจ ความห่างเหินในแววตาคู่นั้นเบาบางลงอย่างง่ายดายเมื่อเห็นว่าผมมีท่าทีเหมือนจะร้องไห้ อา..ไม่สิ ร่างนี้มีท่าทีเหมือนจะร้องไห้ “หลายวันนี้ เป็นหรือตายล้วนห่างกันเพียงเสี้ยวลมหายใจ เรื่องราวใหญ่โตไม่แปลกที่เจ้าจะมีท่าทีแปลกไปบ้าง พรุ่งนี้เองก็มีเรื่องในท้องพระโรงรออยู่ ข้าไม่กดดันเจ้าแล้ว ฮูหยินกินยาแล้วพักผ่อนเถอะ เรื่องของเราไว้เสร็จจากเรื่องนี้ค่อยว่ากล่าวกันก็ได้ จะอย่างไรก็สามีภรรยา หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน ข้าไม่โมโหเจ้าแล้ว”



ความกลัวผุดขึ้นมาในใจ ทำให้ผมได้แต่มองเขาอย่างโง่งมขณะถูกคว้าไปกอดไว้แน่น ฟังคำรักพร่ำรำพันห่วงใยเพียงใดหัวใจกลับยิ่งหดเกร็งด้วยความหวาดหวั่น  มือกำชายเสื้อเขาแน่นขณะเบิกตากว้างๆ ทราบดีว่าตอนนี้ตนเองรู้สึกอย่างไร ผมกำลังกลัวในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกลัว หวาดหวั่นในเรื่องที่ไม่คิดว่าตัวเองจะหวั่นไหว ที่ผ่านมามั่นใจว่าได้ครอบครองความรักของหลินจวินเจ๋อ แต่ตอนนี้กลับกลัวขึ้นมาว่าหากรู้ความจริงเขาจะทำอย่างไร



หากหลินจวินเจ๋อจะรักจวิ้นอ๋องที่รูปกาย ก็คงรักไปนานแล้ว ผมใช้ข้ออ้างนี้ปลุกปลอบตัวเอง ขณะที่ในใจก็รู้ดีว่าไอ้สารเลวเหลียงจื่อซิ่นตอนนี้กำลังทำเรื่องอย่างแย่งสามีชาวบ้านเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะมาก่อนหรือมาหลัง ไม่ว่าเขาจะรักผมหรือไม่ แต่ผู้ชายทั้งสองคนนั้นล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ของผม หวังอี้เสี่ยเป็นของจางเสี่ยวลี่ หลินจวินเจ๋อเป็นของหวงเทียนหยาง



ไม่มีอะไรเป็นของเหลียงจื่อซิ่น..



ริมฝีปากหนักราวกับถูกถ่วงด้วยลูกตุ้มนับพันชั่ง ในใจกำลังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งด้วยความรู้สึกที่ตีกันนับร้อยพันสาย ที่ผ่านมาผมใช้ข้ออ้างที่ว่าร่างกายนี้เป็นของจวิ้นอ๋องผู้รักหลินจวินเจ๋อมาตลอดจึงตัดสินใจทำอะไรตามใจตัวเอง ผมคิดว่าจวิ้นอ๋องตายแล้วจึงไม่ได้นึกถึงข้อหาแย่งของชาวบ้าน แต่ตอนนี้ที่จวิ้นอ๋องไม่ตาย เหล่าไท่บอกว่าจวิ้นอ๋องคนนั้นยังฟื้นขึ้นมาอยู่ แล้วผม...ผมมีสิทธิ์อะไรจะใช้ร่างนี้ใกล้ชิดกับหลินจวินเจ๋อโดยไม่ได้รับอนุญาตล่ะ?



“เทียนหยาง?” ไวเท่าความคิดก็ผลักอีกฝ่ายออก แต่ผลักได้ไม่ถึงครึ่งแขนมือกลับสั่นขึ้นมาดื้อๆ แค่ได้ยินเสียงเรียกเทียนหยางกลับหมดเรี่ยงแรง นี่มันบ้าสิ้นดี



อยากจะกลับไปเป็นอาซิ่นคนเก่าเหลือเกิน คนที่สามารถแย่งของคนอื่นโดยไม่รู้สึกอะไรนั่น..ผมกำหมัดแน่นขณะสูดลมหายใจลึกและขยำเสื้อหลินจวินเจ๋อจนยับยู่ ในหัวเริ่มมีแต่ถ้อยคำหยาบคายสารพัดสัตว์เลื้อยคลานจุกอยู่ที่ลำคอ ทำไมนะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ถ้าจะไร้สำนึกไปได้ตลอดก็ดี ไม่รู้สึกรู้สาได้ต่อไปก็ดี ผมไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะรักทำให้ต้องลังเลแบบนี้ หากไม่รักคงไม่ต้องรู้สึกลังเลใจ หากไม่รักคงไม่ต้องลำบากใจ ครุ่นคิดมากมายและกังวลว่าที่เป็นแบบนี้จะดีอยู่หรือไม่



เพราะคำว่ารัก คำว่ารัก คำว่ารักบัดซบ!



ทำไมความรักมันถึงได้ยากขนาดนี้ เพราะรักหลินจวินเจ๋อก็เลยลังเลที่จะพูดเรื่องตัวเองไม่ใช่หวงเทียนหยาง เพราะผูกพันและเกรงใจหวงเทียนหยางจึงไม่กล้าจะทำอะไรสักอย่าง ไอ้ความรู้สึกต้อยต่ำและไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเองมันน่าโมโห น่าหงุดหงิดและชวนให้มีโทสะเสียจนอยากจะร้องไห้



 “อย่าเรียกชื่อนั้นนะ” คำรามออกมาในลำคอและสูดลมหายใจลึก มือก็ลามไปที่คอเสื้อของหลินจวินเจ๋อพร้อมกับจับเตรียมเขย่า ช่างหัวบิดามารดาพวกมันสิ ทำไมคนอย่างเหล่าจือต้องมาแคร์คนนั้นสนใจคนนี้มากมายนักหนา นี่มันสุดจะทนแล้ว!



“ไม่ต้องเรียกชื่อหวงเทียนหยางเพราะข้าไม่ใช่เขา ข้าไม่ใช่หวงเทียนหยาง ข้าคือเหลียงจื่อซิ่น คืออาซิ่นของเจ้า! ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่แต่ข้าไม่ใช่เขา อยากเรียกชื่อเขา นี่ไม่ใช่ข้า ข้าน่ะ..ข้า..” อ้าปากพูดออกไปอย่างเต็มปากเต็มคำพร้อมกับสูดหายใจลึกๆ การเป็นเหลียงจื่อซิ่นมันก็ดีอยู่อย่างที่ไม่ต้องสนใจเรื่องกริยามารยาท ดังนั้นเหล่าจือจึงสามารถจับคอเสื้อท่านแม่ทัพเขย่าได้เท่าทีเรี่ยวแรงพอจะมี แต่ยิ่งพูดกลับยิ่งหมดเรี่ยวแรงจนประโยคสุดท้ายเบาลงเหมือนเสียงยุง “ข้าเป็นผี เข้าใจไหม”



“......อะไรนะ?”



“นี่เป็นสิ่งที่ข้าอยากบอกท่าน เมื่อข้าตื่นขึ้นมา” เมื่อพูดแล้วก็ต้องพูดให้จบ ผมเม้มปากแน่นขณะปล่อยมือจากคอเสื้อของหลินจวินเจ๋อแล้วถอนหายใจเฮือก เริ่มสำแดงเดชนักเลงข้างถนนเหลียงจื่อซิ่นด้วยการยกมือเสยผมท่านักเลงอย่างไม่เข้ากับน้ำหน้างามๆนี้เป็นที่สุด “หลังจากเทพโอสถฝังเข็มให้ข้า เมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่อยากพูด คือความจริงเรื่องนี้”



“ไม่ใช่เจ้าจะบอกว่าตนเองไม่คิดสนับสนุนองค์ชายสามงั้นหรือ?” หลินจวินเจ๋อถามเสียงเบา



“นั่นคงเป็นเรื่องการตัดสินใจของจวิ้นอ๋องกระมัง” ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย การทำเช่นนั้นของข้าจวิ้นอ๋องคงจะโมโหมากสินะ ข้าถอนหายใจแผ่วเบา พยายามสงบสติอารมณ์ไม่ให้หงดหงิดและก้มมองมือตนเองพลางกล่าวช้าๆ “ข้าก็เคยถามนี่ ว่าท่านสังเกตรึเปล่า เรื่องจวิ้นอ๋องแปลกไป”



“ใช่ ข้าจำได้” ดวงตาคู่คมปลาบตวัดมองอย่างใคร่ครวญมากขึ้นเมื่อได้ยิน แต่แววตายังคงความไม่เข้าใจ “แต่เทีย—อาซิ่น เจ้า...เจ้าจะบอกว่าตัวเองมิใช่จวิ้นอ๋อง?”



“ข้าชื่อว่าเหลียงจื่อซิ่นและข้าเป็นผี”



“อาซิ่น...เจ้ากินยาหรือยัง?” นี่คือคำถามว่าสติดีหรือเปล่าใช่หรือไม่ ผมมองสบตาหลินจวินเจ๋อ แล้วถอนหายใจอีกเฮือก รวบรวมสติอธิบาย



“ข้ายังไม่ได้กิน แต่อีกประเดี๋ยวคงจะ..ไปแล้ว”



“จะไปไหน เจ้าจะไปไหนอีก?” ผมมองคนที่มีท่าทีแตกตื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำว่าไป พลันรู้สึกปลื้มใจขึ้นมาพอๆกับรู้สึกใจหาย



เอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าคมคาย ผมสบตาเขาแล้วยิ้มน้อยๆได้บอกชื่อของตนเองออกมาอย่างถนัดปากเป็นครั้งแรกก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากพอสมควร  มองแววตาสับสนของแม่ทัพแดนใต้ตรงหน้า พลางสัมผัสความอบอุ่นของผิวเนื้อและใบหน้าที่แสนรักด้วยความคิดถึงเต็มหัวใจพร้อมๆกับคิดคำอธิบายต่างๆเงียบๆ แน่นอนว่าเรื่องราวเหนือจริงเช่นนี้มันยากจะเชื่อและไม่อาจเชื่อได้ง่ายๆ แต่คนเราจะแปรเปลี่ยนไปได้มากมายและรวดเร็วเช่นนั้นได้อย่างไรหากไม่ใช่คนละคนมาแต่แรก ผมรู้ว่ามันมีเรื่องให้คิดและติดใจสงสัย สำหรับหลินจวินเจ๋อที่ใกล้ชิดกันมากกว่าใครย่อมจับสังเหตุได้ถึงความเปลี่ยนแปลง หาไม่แล้ววันนี้เขาจะบอกว่าอยากคุยกับจวิ้นอ๋องหรือ คนมีเชื้อไฟความสงสัยในใจอยู่แล้ว ผมเองคงจะทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกความจริงไม่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ พร้อมทั้งสบตาเขาด้วยแววตาจริงจังเป็นที่สุด



“...ข้าเองก็ไม่รู้” ผมเองก็ไม่รู้ว่ากินยาแล้วตัวเองจะได้กลับไปไหม หรือว่าจะกระเด็นไปอยู่ที่ไหนอีก ไม่ทราบว่าจะทำอะไรได้กับชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้ “แต่จวิ้นอ๋องยังมีชีวิตอยู่...เขายังอยู่ คนที่ข้าคิดว่าตายไปแล้วนับแต่ดื่มสุราที่ถูกเสี่ยวเฉียววางยางพิษยังมีชีวิตอยู่ และเขาฟื้นขึ้นหลังจากถูกเทพโอสถรักษา....นี่คือความจริงท่านพี่ เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าเลยนะ ข้าคือผีตนนึง เป็นผีที่มาสิงสู่อยู่ในร่างคนอื่น คิดเอาเองว่าเจ้าของร่างตายไปแล้วถึงได้ทำอะไรตามใจ ข้าเป็นผีนิสัยเสีย พอเจ้าของร่างแข็งแรงแล้วข้าก็ไป...ข้าจากไป แต่ก็กลับมาเพราะว่าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน”



แค่สารภาพความจริงทำไมต้องเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ ผมหัวเราะออกมาพลางละมือออกจากใบหน้าที่ตนเองรักใคร่และได้แต่มองผ้าห่มด้วยจิตใจหดหู่ พูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ทราบว่าจะถูกรับฟังหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า ผมซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของหลินจวินเจ๋อที่กอดเอาไว้อีกครา พอใจที่อีกฝ่ายได้ยินความจริงแล้วยังคิดจะกอดผีไม่มีที่ไปอย่างเหลียงจื่อซิ่นคนนี้อยู่ เวลาของผมเองก็เหลือไม่มากแล้วกระมัง เพราะไอ้ความรู้สึกปวดหัวแทบบ้านี่ยังคงรุมเร้า ไม่รู้กินยาแล้วจะอยู่หรือไป จะยังอยู่ที่นี่ได้หรือต้องจากไปเดียวดายในความเป็นจริง จะยังมีโอกาสได้ทำแบบนี้อีกไหมก็ไม่รู้  จะยังเป็นที่ต้องการอีกไหมก็ไม่ทราบ และไม่รู้อะไรเลย



 

++++++++++++++


คุยกันหน่อย

ตอนนี้พูดถึงเหล่าไท่สักนิด หลายคนอาจไม่พอใจที่เหล่าไท่เลือกจวิ้นอ๋องมากกว่าอาซิ่น อันนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติของคนอย่างเหล่าไท่ล่ะค่ะ เพราะนายจริงๆของเขาเองก็เป็นจวิ้นอ๋อง ไม่ใช่อาซิ่น เลี้ยงจวิ้นอ๋องมาแต่อ้อนแต่ออดจะให้เลือกอาซิ่นที่เจอกันไม่เท่าไหร่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ถามว่าเหล่าไท่เอ็นดูไหม ก็เอ็นดู แต่ถ้าให้เลือกก็รู้ว่าตัวเองต้องเลือกอะไร อาซิ่นก็เข้าใจ แต่ก็รู้สึกเจ็บรู้สึกเคว้งอยู่แล้วตามประสาเด็กขาดความอบอุ่น(?)


 ส่วนอาซิ่น ตอนนี้ค่อนข้างสับสนเพราะเป็นตอนที่รู้ว่า คนที่คิดว่าตายกลับไม่ตาย แล้วตัวเองเอาร่างเขาไปทำนั่นทำนี่อีก ไปรักสามีเขาอีก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปนๆกับความอยากได้สามีชาวบ้านกลายเป็นความสับสน แล้วเหล่าไท่เลือกจวิ้นอ๋องไปก่อนหน้าล่ะ ก็กลัวทั่นพี่จะเฉยชาใส่อีกคนเลยยิ่งกังวลไม่กล้าพูด ส่วนที่ว่าทำไมอาซิ่นถึงยอมกินยาง่ายๆ ก็เพราะรู้ว่าจวิ้นอ๋องยังไม่ตาย แค่นั้นล่ะค่ะ คือเจ้าตัวแค่ไม่อยากไปแย่งร่างชาวบ้าน แต่ดันรักสามีเขาไปแล้วเลยได้แต่วนไปวนมา เดี๋ยวเศร้าเดี๋ยวคึก เดี๋ยวมีโมโห อยากอยู่ก็อยากอยู่ แต่ก็ไม่หน้าด้านพอจะทนอยู่ แล้วก็วนลูปไป 55


ใครคิดถึงตปก.ฉู่เหวิน ตอนหน้าเจอกันค่ะ /แค่กๆ


ส่วนกลอนนี้คือที่มีของชื่อตอน 


ถามไถ่ทั่วโลกหล้า อันว่ารักเป็นฉันใด

จึงมอบให้กันและกันด้วยชีวิต

วิหคคู่เคียงจากดินอุดรฟ้าทักษิณ

เทียบปีกโผผินบินกี่ฤดูกาล

ร่วมหรรษาเริงรื่น ขื่นขมยามพลัดพรากหาย

กอปรด้วยบุตรธิดางมงาย ท่านพึงหมายจำนรรจา

ชั้นเมฆสูงหมื่นลี้ ทัศนีย์ภูผาไศล

เงาเดียวดายดำรงอยู่ได้อย่างไร

(ลี้หมกโช้ว : มังกรหยก)

แถมเพลงและไทอินขายซีรี่ย์ไปด้วย ตรงนี้เลยค่ะ

 

 

และประกาศอย่างดีเลย์ว่าปิดจองนิยายรอบแรกแล้วนะคะ รอบสองเก็บตกช่วงมีนาคมจะมาแจ้งอีกทีค่ะ
ส่วนอันนี้เป็นสรุปรายชื่อคนที่จองนิยาย เช็ครายชื่อกันได้นะคะ กันชื่อตกหล่นค่า

https://docs.google.com/spreadsheets/d/1mGquBHEgImC3ARrUJ4DZE4JMgldl0HZiJJoCP7_ckcY/edit#gid=0

 

แถมแฟนอาร์ตวันวาเลนไทน์จากคุณ วันทนาค่า ฉากนี้มันตอนไหนกันน--/ปาดกำเดา

 




เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13781 nanq (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 15:00
    อาซิ่นแบบ เฮ้อ สงสารนะแต่สงสารเทียนหยางมากกว่าร่างตัวเองแท้ๆแต่คนมาอาศัยไม่อยากคืนให้ ไม่ชอบเลยนางไม่เหมาะกับร่างเทียนหยางอะ จวิ้นอ๋องมันไม่ใช่แค่เพ้อหาความรักป้ะ หน้าที่บ้านเมืองคนในตระกูลล่ะคือเหมือนอาซิ่นคิดว่าเราสองคนรักกันพอ มันไม่ได้ไง
    #13,781
    0
  2. #13715 Amarry (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 07:34
    ใครกล้าไม่พอใจเหล่าไท่ ถ้าเหล่าไท่เลือกใครก็ไม่รู้แทนเจ้านายที่ตนอุ้มชูเลี้ยงดูมาตั้งแต่ทารกสิน่าโมโหกว่า

    สงสารมั้ยก็สงสารอยู่หรอก แต่เราเห็นด้วยกับเทียนหยางตรงที่บอกว่า โง่งมในรักจนแยกแยะไม่ได้ ตัดสินใจทำลายเกียรติยศจวิ้นอ๋องที่มีมาเป็นร้อยปีทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์ เพราะเห็นแก่ตัวคิดว่าอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าความรัก ใช่อาซิ่นเห็นแกตัวมากและแย่มาก

    และมองมุมกลับสิ เราโดนแย่งร่างกายไปน่าตาเฉยจะรู้สึกยังไง จะอินแต่กับความรักอย่างเดียวไม่ใช่แล้ว อยากให้รักสมหวังก็หาร่างใหม่ซะ (อันนี้บอกไรท์)
    #13,715
    0
  3. #13317 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 00:42
    ฮืออออออ สงสารน้องอ่ะ จะร้องตาม
    #13,317
    0
  4. #13138 Park K. (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 18:22
    ปวดใจมาก เข้าใจความรู้สึกของอาซิ่นอะ นางเข้มแข็งมากยอมรับเลย ถ้าเป็นเราที่ตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างมันหายไปหมด จะกลับไปเจอก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่เหลืออะไร เราคงใช้วิธีโง่ๆอย่างกรีดข้อมือตัวเองไปแล้วอะ คงไม่มีสติพอเท่านาง ชอบตัวละครตัวนี้อย่างแรง
    #13,138
    0
  5. #13107 mommommae (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 03:26
    บางทีอาซิ่นอาจเป็นเจ้าของร่างก็ได้นะไม่งั้นจะกลับมาเข้าร่างตลอดได้ไง
    #13,107
    0
  6. #13002 มูตี้ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 22:09
    ^______^
    #13,002
    0
  7. #12711 AnnyElf (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 01:04
    ทำไมอยากให้อาซิ่นกลับไปโลก ไม่ต้องกลับมานี่อีก
    #12,711
    0
  8. #12517 ClouDy.M (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 02:48
    แล้วก็แอบขัดใจและสงสารอาซิ่นไปพร้อมๆกันที่เห็นแก่ตัวไม่ยอมกินยา ก็รู้ทั้งรู้ว่าถ้าไม่กินถึงจะได้อยู่ต่อไปแต่ไม่นานร่างนี้ก็ต้องตาย ???? แงงงง ทำไมบีบใจขนาดนี้
    #12,517
    0
  9. #12516 ClouDy.M (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 02:34
    ถามว่าสงสารอาซิ่นมั้ยก็สงสารนะ แต่ตอนนี้บอกตามตรงคือรำคาญ จริงๆก็คงเป็นอีกความต่างของเทียนหยางกับอาซิ่น คนนึงพอกลับมาก็พร่ำเพ้อแต่เรื่องความรัก อ่อนแอ ฟูมฟาย ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กไร้ที่พึ่ง แต่อีกคนพอได้กลับมาเราชอบนะที่เทียนหยางไม่ได้เอาแต่ฟูมฟายโง่งมเรื่องความรักบ้าบอ คือเข้าใจว่าสำหรับอาซิ่นไม่ได้สนหรอกเรื่องบ้านเมืองอะไร แต่คือแบบก็นั่นแหละ ก็แอบรำคาญนิดๆ ???? สงสารอาซิ่นแต่ถ้าให้มายึดร่างไปเลยก็คงไม่ได้ใช่มั้ยอ่ะ เพราะเทัยนหยางยังไม่ตาย และแน่นอนผู้คนรอบข้าง(ไม่นับแม่ทัพกับองค์ชายเจ็ด) ก็อย่างที่ว่า พวกเค้ารับใช้จงิ้นอ๋อง ไม่ใช่เหลียงซื่อจิ่น
    #12,516
    0
  10. #12382 pqrst (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 13:18
    สงสาร T_T
    #12,382
    0
  11. #11204 katekate (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 23:59
    ฮือออ พล็อตเรื่องดีสุดๆเลยค่ะ ชอบมว๊ากกกก
    #11,204
    0
  12. #11101 luknamalotte (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 11:48
    สงสารอาซิ่นจังเลยค่ะ ทำยังไงดีหนอถึงจะอยู่กับแม่ทัพได้
    เข้าใจเหล่าไท่ด้วย ที่อยากให้อาซิ่นกินยา
    เพราะยังไงท่านอ๋องก็ต้องกลับมา
    ปล่อยให้คนอื่นมายึดร่างแบบนี้ไม่โอเคมากๆ ใครจะยอม
    แต่ก็สงสารอาซิ่น โอ้ย ทำไงดีคะเนี่ย ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ
    คือเรื่องนี้จบแฮปปี้ใช่ไหมคะ คาดเดาไม่ถูกเลยค่ะ

    คนเขียนใช้ภาษาดี๊ดีค่ะ อ่านไม่สะดุดเลย ข้อมูลก็แน่น บรรยายดีจนเห็นภาพเลยค่ะ สำนวน การเลือกใช้คำก็ดี ชื่นชมค่ะ :)
    #11,101
    0
  13. #11074 P'oil (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:29
    สงสารอาซิ่น
    #11,074
    0
  14. #11068 ๐Eunice๐ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:33
    เราเข้าใจเหล่าไท่ก็ตอนที่ท่านอ๋องฟื้นมา อาจมองแง่ร้ายไปหน่อยแต่เราเข้าใจว่า อาซิ่นก็เป็นเหมือนตัวแทนมาตลอดเฉยๆ ทำอะไรไม่ได้ถึงต้องเลยตามเลย มีก็ดีกว่าไม่มีไรงี้ อาซิ่นก็ไม่ได้เอาร่างไปทำเสเพลอะไร อ่อยสามีเฉยๆ จนตัวจริงกลับมาย่อมเป็นเรื่องดีที่สุดอยู่แล้ว ก็ต้องโดนเขี่ยทิ้งตามระเบียบ
    #11,068
    0
  15. #11065 Jessica-a >< (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:59
    ทำไมชอบหวงเทียนหยาง5555+++ชอบความเด็ดขาดนี้ เคะราชินีจริงๆ
    #11,065
    0
  16. #11062 สาววายไร้ผัวนะเออ (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:43
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #11,062
    0
  17. #10992 Gexus The ripper (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 05:56
    ปวดหัวแทนไรต์จริงๆค่ะ
    #10,992
    0
  18. #10956 Mai (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:33
    ทำไมแอบคิดว่า เหลียงจื่อซิ่นมีสิทธิ์ในร่างกายจวิ้นอ๋องโดยสมบูรณ์ จะเป็นฝาแฝดหรือเทียนหยางเองต่างหากที่เป็นผี ??? เงิบไปทีแล้วที่เป็นจวิ้นอ๋องเป็นลูกลับ ๆ ของฮ่องเต้ รอลุ้นอยู่นะคะคุณไรท์
    #10,956
    0
  19. #10952 SeeTheRain (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:54
    สงสารอาซิ่นทำไมรันทดขนาดนี้ T T
    #10,952
    0
  20. #10951 ยอลฤดี (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:40
    อาซิ่นไม่มีใครแล้วจริงๆ ชายที่หมายปองก็เป็นของคนอื่น 



    ได้บอกความจริงไปแล้ว แล้วท่านแม่ทัพจะว่ายังไง



    อ่านไป ลุ้นไป เครียดไป 
    #10,951
    0
  21. #10949 thewitch_rainny (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:50
    เศร้ามากกก สงสารทุกคนอาซิ่น ท่านอ๋อง ท่านแม่ทัพ รู้ความจริงกันหมดแล้ววว แล้วจะทำยังไงต่อ รอไรท์มาอัพตอนหน้าน้าา
    #10,949
    0
  22. #10948 Joker Mask (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:48
    ต้างมากเลย  เศร้ามากๆด้วย 
    จะเป็นยังไงต่อไปนะ

    #10,948
    0
  23. #10947 chaaimmeme (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:17
    น่าสงสารสุดคือท่านแม่ทัพอะ
    #10,947
    0
  24. #10945 "KiHae129" (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:20
    สงสารอาซิ่นนะ แต่รักเทียนหยางมากกกก ขอร่างเดิมคืนให้คนงามเถิด แล้วอาซิ่นก็ไปอยู่ร่างใหม่ รักกับท่านแม่ทัพ ชอบคู่นี้มากนะ แต่เรารักเทียนหยางมากมายยยยย
    #10,945
    0
  25. #10944 "KiHae129" (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:19
    สงสารอาซิ่นนะ แต่รักเทียนหยางมากกกก ขอร่างเดิมคืนให้คนงามเถิด แล้วอาซิ่นก็ไปอยู่ร่างรัก รักกับท่านแม่ทัพ ชอบคู่นี้มากนะ แต่เรารักเทียนหยางมากมายยยยย
    #10,944
    0