ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 69 : ความคะนึงหาดั่งยาพิษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,728
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    9 ก.พ. 60








"เรามิใช่คนที่มีสามัญสำนึกอย่างธรรมดาและมิอาจเป็นคนธรรมดา แม้อยากจะเป็นก็เป็นไม่ได้ ทุกอย่างสำหรับเราคือระเบียบและวินัยที่ถูกฝึกมาให้รู้จักคำว่าภาระและหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อราชบัลลังก์ นี่คือข้อแตกต่างที่ทำให้พวกเราไม่อาจเหมือนผู้อื่น เทียนหยางเข้าใจหรือไม่?"



“นี่คือตราประทับประจำตัวของจวิ้นอ๋อง มีสัญลักษณ์รูปดาบปรากฏอยู่ เพราะเราเป็นดาบที่คมที่สุดวางทาบเหนือศีรษะขุนนางทั่วหล้า เป็นปราการสุดท้ายที่คอยปกป้องราชวงศ์ ปกป้องเทียนจิ้น ปกป้องพี่น้อง ปกป้องบ้านเมือง นี่เป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจวิ้นอ๋อง..เจ้าคือจวิ้นอ๋อง หวงเทียนหยางคือจวิ้นอ๋อง มิอาจสูงกว่านี้และมิอาจต่ำไปกว่านี้ จงจำไว้ให้มั่น”



ความทรงจำบางอย่างที่ตรึงติดในห้วงคิดย้อนกลับมาหา คงเป็นด้วยคำพูดของคนผู้นั้นแน่แท้กระตุ้นให้หวนคำนึง ข้าปิดประตูห้องอักษรในตำหนักเฟิ่งเทียนที่ประทับขององค์เหนือหัว ก้าวขาออกมาก็มองเห็นจันทร์สกาวเดินทางไปครึ่งฟ้า รอบกายเงียบสงบยิ่งนัก ไม่มีแม้เสียงฝีเท้าให้รำคาญใจ ข้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตามองออกไปยังโคมแขวนขนาดใหญ่ที่ประตูหน้าพระราชวังพลางยกมุมปากคลี่ยิ้ม หากใบหน้าออกจะตึงเกินไปอยู่บ้าง เอื้อมมือไปเตะหยกพกประจำตำแหน่งที่แขวนไว้ข้างกาย ลูบไล้สัมผัสความเย็นของมันอย่างเงียบงันขณะนึกถึงถ้อยคำของเสด็จพ่อผู้ล่วงลับซ้ำๆ



ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจิตใจจะสงบ ปล่อยไว้เช่นนี้คงมิได้ ดาบทื่อจะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวได้อย่างไร ข้าคิดสยบความอ่อนแอของตนเงียบๆ หากที่ปลายสุดของขั้นบันไดยังมีร่างของเหล่าไท่ยืนฝ่าลมหนาวรอคอยอยู่ นี่ออกจะรังแกผู้มีอายุมากไป..ข้าเร่งฝีเท้าเดินผ่านหัวหน้าขันทีซึ่งก้มตัวเคารพ ราชองครักษ์ส่วนพระองค์ยืนนิ่งใต้เกราะสะท้องแสงจันทร์สกาว หิมะหล่นร่วงบนผ้าคลุมไหล่ของพวกเขา เฉกเดียวกับที่ตกลงบนเสื้อคลุมและร่มคันเล็กในมือข้ารับใช้คนสนิท



“เหตุใดไม่รออยู่ที่รถม้า” ยกปลายนิ้วปัดเศษหิมะจากไหล่งองุ้มที่สั่นไหวด้วยความหนาว ข้าห่อตัวด้วยเสื้อคลุมผืนใหญ่จากมือเสี่ยวเจี๋ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วเอ่ยตำหนิเหล่าไท่เสียที อายุมากแล้ว ทรมารสังขารตนเองเฉกนี้ไม่ดีเอาเสียเลย



“วันนี้นายน้อยยังไม่ได้รับประทานยา เวลาล่วงมาสามชั่วยามแล้ว รีบดื่มเข้าเถิดขอรับ สีหน้าของนายน้อย...ไม่ดีนัก”



 ในมือของเหล่าไท่ผู้สู้อุตส่าห์ยืนตากลมหนาวรอคอยคือกล่องไม้สำหรับใส่สำรับอาหารซึ่งสามารถรักษาความร้อนได้เป็นอย่างดี แววตาของผู้เฒ่าที่อยู่กันมาทั้งชีวิตฉายความรู้สึกบางอย่างเมื่อเห็นข้า ได้ยินคำกล่าวนั้นแล้วนึกถึงคำเตือนของท่านเทพโอสถที่ว่าต้องทานยาอย่าได้ขาด วันนี้ข้าออกจากวังมาตั้งแต่ยามเซิน (15.00) ตอนนี้ยามไห่(21.00)แล้ว สมควรรับประทานอย่างยิ่ง มิฉะนั้นใบหน้านี้อาจทำให้ผู้คนตกใจ หากร่างกายอ่อนแออาจเป็นเหตุให้ผู้อื่นมายึดครองร่างได้อีก วันพรุ่งข้ายังต้องเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงยามฮ่องเต้ออกว่าราชการ พูดคุยแจกแจงเรื่องการศึกที่ผ่านมา จัดการเรื่องข้อกล่าวหาที่ได้รับเรื่องความสนิทสนมกับองค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ข้อเสนอพันธมิตรของทั้งสองแคว้น แล้วยัง..



“จื่อซิ่นพูดคุยกับเสด็จพ่อจบแล้วหรือ?”



เสียงนี้ผู้ใดจะทำลืมเลือนไม่รู้จักไปได้ หากแต่พบเจอคราใดก็ราวกับทำให้รู้สึกปวดศีรษะไม่รู้จักจบสิ้น เหล่าไท่ผู้ส่งถ้วยยาให้ข้าแล้วรีบคุกเข่า เปล่งวาจาทำความเคารพ ควันขาวของยาในมือโชยกรุ่นหากแผ่นหลังของข้าเหน็บหนาว จำต้องสะบัดเสื้อคลุมสีเงินของตนและหมุนกายกลับไปเผชิญหน้าอย่างเชื่องช้า สบตาสีน้ำตาลคู่นั้นแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างเงียบงัน “พะยะค่ะ”



หวงไท่หยางยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลเกินห้าก้าว องค์รัชทายาทในชุดพิธีการเต็มยศเปี่ยมด้วยสง่าราศี แผ่นหลังกว้างคลุมทับด้วยเสื้อคลุมบุขนเตียวสีเทา เบื้องหลังไร้เงาผู้ติดตาม ในมือมีเพียงร่มคันหนึ่ง ร่างสูงสง่าของอีกฝ่ายยืนนิ่งท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายสะท้อนแสงจันทร์นวล ใบหน้าคมคายยามคลี่ยิ้มเจิดจ้าดูจริงใจน่าคบหายิ่งนัก หากแต่สำหรับข้าแล้วรอยยิ้มนี้มิต่างกับยาพิษขนานหนึ่ง พิษร้ายกาจที่ซึมเข้ามาในหัวใจอย่างเงียบงัน รอคอยให้ข้านั้นพลาดพลั้งแล้วจึงลงมือ



“บังเอิญได้มาพบกันตอนนี้ ข้ามีเรื่องจะสนทนากับจื่อซิ่นเล็กน้อย คุยกันไประหว่างเดินไปถึงประตูใหญ่เฉกเช่นเมื่อก่อนดีหรือไม่?” เขาทราบแล้ว..ข้ารู้ได้ในทันทีจากวาจาของหวงไท่หยาง คนไม่คิดกล่าวถึงอดีตพร่ำเพรื่อนอกจากมีจุดประสงค์ ข้าทราบดี บุรุษผู้นี้ทั้งรู้ว่าข้าเปลี่ยนไป ทั้งทราบว่าข้ากลับมาเป็นเช่นเดิม ใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดที่อาทิตย์*ดวงนี้คลาดสายตาอย่างแท้จริง



“ข้าจวิ้นอ๋องมิอาจขัดราชโองการ” ยามบ่ายก่อนงานเลี้ยงคนผู้นี้เองก็ส่งเทียบเชิญมาขอพบคราหนึ่ง ข้าส่งคนไปประกาศราชโองการให้คนของเขาทราบ ยามนี้เองก็เช่นกัน



“ที่ผ่านมาพบหน้าก็ด้วยเหตุจำเป็นทั้งสิ้น ถือเป็นข้องดเว้น”



“เรื่องนี้ควรเป็นฝ่าบาทตัดสิน”



“ดีอย่างยิ่ง พวกเราอยู่หน้าตำหนักเฟิ่งเทียน ไฟในห้องอักษรยังไม่ดับ ไยมิเข้าไปสอบถามดู”



“ข้าไม่คิดรบกวนฝ่าบาทโดยไม่มีเหตุจำเป็น” ความดื้อรั้นอันไร้ที่มาเป็นผลให้ข้าสนองด้วยความเฉยชาอันเคยคุ้น เพียงมองรอยยิ้มอันไม่ไปถึงดวงตานั้นอย่างเย็นชาหากใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลด้วยหน้ากากที่สวมใส่ยามพบหน้าคนผู้นี้



“ข้าไม่คิดว่าจะเป็นการรบกวน” รอยยิ้มมากไมตรีแต่งแต้มบนใบหน้าคมคายกระจ่างท่ามกลางแสงจันทร์ “ระยะนี้จวิ้นอ๋องบางทีมีลักษณะแปลกไป บางครั้งคราวคิดเห็นแตกต่าง ข้อนี้เสด็จพ่อคงอยากทราบอาการหลานรัก”



“แปลกไป?”คนผู้นี้คิดข่มขู่ แต่ข้าหรือจะยอมความ? เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท มิยอมเปิดโอกาส “ข้าคือจวิ้นอ๋อง คือหวงเทียนหยาง เป็นเช่นนี้และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ที่ว่าเปลี่ยนแปลงองค์รัชทายาทคงมองผิดไป”



“มองผิดไปหรือไม่ ไฉนไม่ลองตรวจสอบดู?”



“ฝ่าบาทคงยินดียิ่งนักที่องค์รัชทายาทคิดตรวจสอบเรื่องเช่นนี้”



“เห็นเป็นเรื่องแค่นี้ได้ด้วยรึ?” คำถามนั้นแฝงแววประชดประชันเบาบาง ดูราวกับไท่หยางรู้สึกไม่พอใจที่ข้าเห็นความผิดปกติของตนเป็นเรื่องเล็กน้อย ช่างดูราวกับพี่น้องที่แสนห่วงใดกัน แต่ข้าก็กระทำได้เพียงคลี่ยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สา



“สำหรับข้าแล้ว...เป็นเรื่องแค่นี้เอง”



ข้ากล่าวออกไปแผ่วเบายามเปลวเพลิงในดวงตาคู่นั้นราวกับจะลุกโชนโหมแรงหากก็สงบนิ่งลง แท้จริงเป็นเรื่องแค่นี้หรือ ย่อมมิใช่ แต่แม้เรื่องราวน่าตื่นตกใจเพียงใดก็มิอาจกล่าวให้ผู้คนรู้โดยเฉพาะจื่อจิ้นผู้นี้ ข้ามิอาจคาดเดาว่าเขาจะกระทำสิ่งใดลงไปและไม่อาจเสี่ยงได้ ซ้ำนี่ยังเป็นปัญหาของข้า ข้าย่อมต้องแบกรับและแก้ไขเอง



แม้โทสะที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าจะชวนคาดไม่ถึงไปบ้าง แต่ข้ายังยืนนิ่ง เนื่องจากหน้าตำหนักเฟิ่งเทียนมีทั้งขันทีและเวรยามรักษาการณ์จึงมิอาจลงมือได้ตามใจ ข้าทราบความจริงนี้เช่นกันจึงกล้ากล่าววาจา ซ้ำยาในมือเย็นลงมากแล้ว ไม่รีบดื่มคงขมกว่าเดิม ข้าเบือนหน้าหนีเล็กน้อย คิดหันไปดื่มยามิปล่อยเวลาเลยผ่านอีก แต่ยังไม่ทันยกมือขึ้นกลับมือเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างที่หางตา คิดจะหลบแต่เมื่อปลายนิ้วเย็นเยียบแตะลงที่ข้อมือกลับต้องรีบสะบัดออกอย่างลืมตน



เพล้ง..



กระเบื้องขาวหล่นลงบนพื้นหินและแตกกระจาย น้ำยาสีเข้มซึมเปรอะบนหิมะขาว ข้อมือเปล่าเปลือยของข้าถูกหวงไท่หยางคว้าเอาไว้ ครู่หนึ่งภาพทุกอย่างคล้ายสงบนิ่ง หากหยุดลงได้เพียงครู่กระแสบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรง ความเกรี้ยวกราดเย็นชาคลุกเคล้าแววตาเจือโทสะเทียมฟ้าสะท้อนในดวงตาคมปลาบ ยิ่งจื่อจิ้นมีโทสะมากเท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าเขาจะยิ่งกดลึก ข้าทราบ..ข้าทราบดี



“เจ้าเปลี่ยนไปมากมาย..นับว่าเป็นเรื่องแค่นี้..งั้นรึ?”



ถ้อยคำแฝงกระแสอันไม่น่าไว้ใจดังขึ้น แต่ปลายนิ้วเย็นเยียบที่คว้าจับท่อนแขนเอาไว้กลับไม่อนุญาตให้ดิ้นรน ข้าฟังเขากล่าวแล้วหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง  ไม่ทราบว่าจื่อจิ้นคิดทำสิ่งใดอีก แต่แม้ต้องการต่อสู้เพียงฝ่ามือนั้นกระชับแน่นขึ้นลมหายใจกลับสะดุด แผ่นหลังเหน็บหนาว ความกลัวบางอย่างครอบงำจิตใจ ยิ่งถูกแตะต้อง ยิ่งเข้ามาใกล้ แม้พยายามยืนหยัดท้าทาย รอยยิ้มบนริมฝีปากกลับจืดจางลงเรื่อยๆ



กำลังจะพ่ายแพ้อีกแล้ว...ข้าจิกเล็บลงไปในอุ้งมืออย่างลืมตน ต่อสู้ด้วยความเงียบงันอย่างสุดความสามารถ ทว่าจื่อจิ้นเองก็ทราบดีว่าตนมีอิทธิพลต่อข้าอย่างลึกล้ำ ดังนั้นจึงจงใจไม่ยอมปล่อย สองเท้ายังขยับก้าวมาหา แม้นี่คือตำหนักเฟิ่งเทียนก็มิคิดปล่อยมือ แม้อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนก็จะไม่ปล่อย จะจับเอาไว้และบีบให้แน่นจนหายใจไม่ออก ข้าเห็นคำตอบอันบ้าคลั่งจากดวงตาคู่นั้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า



 “องค์รัชทายาท ฝ่าบาทเรียกให้เข้าเฝ้าที่ห้องอักษรพะยะค่ะ”



“.....”



“เดี๋ยวนี้ พะยะค่ะ”



“จวิ้นอ๋องเดินดีๆ”



เสียงทุ้มต่ำเจือด้วยโทสะเบาบางที่พยายามสงบดังขึ้นหลังจากขันทีประจำวรองค์โอรสสวรรค์ตรงเข้ามาหา ร่างของมหาขันทีผู้นั้นยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมกล่าวเชื้อเชิญองค์รัชทายาทเข้าสู่ตำหนักเฟิ่งเทียน วาจาและสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนราวกับมองไม่เห็นภาพเบื้องหน้า แต่ข้าทราบดีว่าเขารู้และเห็น ทั้งยังจดจำมันไว้อย่างชัดเจนเพื่อบอกกล่าวแก่นายของตน จื่อจิ้นเองก็ทราบเช่นกันดังนั้นเมื่อถูกกระตุ้นเตือนเป็นครั้งที่สอง คนจึงยอมปล่อยแขนข้าในที่สุด



“นายน้อยเป็นอย่างไรบ้าง” เหล่าไท่รีบถลาเข้ามาหาข้าหลังจากไท่หยางและขันทีผู้นั้นเดินจากไป ข้าปล่อยให้ตนเองมองผ่านคำเรียกจวิ้นอ๋องของจื่อจิ้นและยื่นแขนให้เหล่าไท่สำรวจดูเงียบๆ ยังคงไม่มีแผลอันใดมากมายแต่ไม่นานมันคงเป็นรอยช้ำ ข้าทราบดีว่าร่างกายที่อ่อนแอและมีพิษอยู่นี้ช่างเปราะบางราวกับจะสลาย เหล่าไท่พลิกฝ่ามือข้าให้แบออก มีร่องรอยแดงแต่ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก..เรียกว่าดีแล้วกระมัง



ข้าเห็นแววตาพิศวงทั้งยังกริยาอ้าปากค้างของเสี่ยวเจี๋ยแล้วนึกขึ้นอยู่ในใจ ยกมุมปากขึ้นเงียบๆ “เจ้าตกใจ?”



“ขะ...ข้าน้อย..เอ่อ..”



ข้าโบกมือ ไม่คิดซักไซ้ต่อขณะปรายตามองพื้น “รีบกลับเถอะเหล่าไท่ ยานี้คงต้องไปต้มใหม่แล้ว”



เหล่าไท่รับคำอย่างรวดเร็วขณะรีบเร่งดึงเสื้อคลุมและจัดเสื้อผ้าของข้าให้เข้าที่ จากนั้นข้ารับใช้คนสนิทก็เป็นคนกางร่มให้ข้า เสี่ยวเจี๋ยถือโคมนำทาง รีบเร่งเดินออกจากหน้าตำหนักเฟิ่งเทียนก่อนจะดึกไปมากกว่านี้ แต่เมื่อเดินไปไม่กี่ก้าวข้าก็อดปรายตามองขึ้นไปยังตำหนักใหญ่มิได้ เปลวเทียนในห้องอักษรยังคงสว่างไสว แม้ข้ามิอาจทราบความเป็นไป ในหูก็ราวกับสะท้อนสุ้มเสียงบางอย่างดังขึ้นมา



“ชื่อของเจ้าสองคนมีนามคล้องจองกัน ก็ต้องคอยสนับสนุนช่วยเหลือกัน เทียนหยางคือท้องฟ้า ไท่หยางคือดวงอาทิตย์ คนหนึ่งปกป้องราชวงศ์ คนหนึ่งดูแลปกป้องแว่นแคว้น ดวงอาทิตย์และท้องฟ้าจะอยู่เคียงกันตลอดกาล เสมือนเจ้าทั้งสองร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปวงประชา เข้าใจหรือไม่?”



คงเพราะไม่ได้ดื่มยาตรงเวลากระมัง จึงรู้สึกวิงเวียนอยู่บ้างซ้ำมีอาการถูกความหลังโจมตีเช่นนี้ ข้าแค่นยิ้มอย่างเงียบงันขณะเดินตรงไปที่รถม้าโดยสารเพื่อออกจากวังหลวงและกลับวังจวิ้นอ๋องของตน ดวงอาทิตย์และท้องฟ้าอาจจะอยู่เคียงกันตลอดกาลก็จริง ทว่ายามนี้คือค่ำคืนอันมืดมิดที่มีได้เพียงแสงดาวกับพระจันทร์บางคราวเท่านั้น..




+++++++




“เป็นคุณเองเหรอ รู้จักเข้าโรงพยาบาลกับเขาด้วยรึ?”



ในสวนหย่อมขนาดใหญ่ของโรงพยาบาลกลางเมือง ท่ามกลางสายตาคนไข้และพยาบาลหลายรายที่กำลังพักผ่อน ร่างของผู้หญิงคนนั้นที่ผมเอ่ยเรียกว่าคุณนายหวังก็เดินมาหา ท่วงท่าของหล่อนยังทำให้นึกถึงเรื่องเก่าๆทุกครั้ง ท่าทางของหล่อนยังทำให้นึกถึงเขาเหมือนเคยจนต้องกระพริบตาถี่ๆมองคนที่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอที่โรงพยาบาลตรงหน้า นิ่งไปครู่ใหญ่แล้วผมก็ถอนหายใจ  เข้าใจแล้วกับคำว่าคู่แค้นทางคับแคบ  



“คุณเองก็เห็นสภาพผมแล้ว” ไม่ว่าอดีตะจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันคือคนป่วยง่อยๆคนหนึ่ง แน่นอนว่าทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเองก็อยู่บนเก้าอี้รถเข็น ซ้ำสภาพก็ไม่เต็มร้อย ดังนั้นจึงแบมือออกทั้งสองข้าง ตอบไปตามตรงเบาๆ



“ฮึ” มองหญิงสาววัยสามสิบต้นๆที่กำลังแค่นเสียงออกจากลำคอแล้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหา เหลียงจื่อซิ่นเองก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองอาจจะซวยเพราะอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมในการต่อกรกับใคร คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วยิ่งต้องนิ่วหน้า ผมเองไม่ได้สมองเสื่อมถึงจะไม่เห็นแววตาที่ปรากฏความไม่พอใจรางๆในนั้น ซึ่งทั้งผมและเธอเองก็ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะมีมันเมื่อนับถึงเรื่องราวที่ผ่าน



“สภาพแบบนี้ไปทำอะไรมาล่ะคะ ฉันเองยังนึกว่าจะเจ็บป่วยเพราะโรคในที่ลับซะมากกว่า” นี่กำลังแช่งให้เป็นซิฟิลิสอยู่เหรอ? ผมผู้ซึ่งไม่ได้ลับฝีปากกับหล่อนมานานแล้วแอบมองไปทางอื่นแล้วถอนใจซ้ำ เดิมทีที่อยากให้พยาบาลพามาก็เพราะคิดอยากจะผ่อนคลาย แต่ตอนนี้คงไม่ได้ผ่อนคลายเสียแล้ว เอาจริงๆก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจที่ได้เจอคนรู้จัก ไม่เจอก็ต้องนั่งปวดใจอยู่บนรถเข็น เจอแล้วก็ต้องมารู้สึกปวดหัวพอๆกับปวดใจในเรื่องที่ผ่านมา



“รถชน” ผมตอบหล่อนอย่างเรียบง่ายแล้วหลับตาลง ไม่สบตาคู่นั้นเมื่อเห็นแววสาแก่ใจของหล่อน



ไม่ได้นึกแปลกใจเลยที่เห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าจะพอใจ ไม่ได้ปรารถนาจะเห็นความสงสารหรือห่วงใยเลยด้วยซ้ำเพราะรู้ดีว่ามันไม่มีแน่ๆจากผู้หญิงคนนี้  คุณนายหวัง..หรือจางเสี่ยวลี่ ผู้หญิงที่เมื่อหลายปีก่อนผมเคยโกรธเธอ เกลียดเธอ ไม่ชอบเธอพอๆกับที่เธอไม่ชอบผม เราสองคนเกลียดกันและเป็นแบบนั้นอยู่นานจนกระทั่งเขาได้จากไป คิดย้อนดูแล้วตอนนั้นผมเองก็เหมือนคนบ้า เช่นเดียวกับเธอที่เป็นคนบ้า คนบ้ารักสองคนที่ไม่ยอมความกันง่ายๆเพราะผู้ชายคนหนึ่ง



คุณนายหวัง คุณนายหวัง เธอเป็นภรรยาของหวังอี้เสี่ย ผู้หญิงที่มีรายชื่อในใบทะเบียนสมรสของอาจารย์หวังที่ผมรักคนนั้น



ลืมตาขึ้นอีกครั้งและยิ้มมุมปากมอบให้หล่อนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า กำลังคิดในแง่ร้ายว่าจางเสี่ยวลี่จะลงมืออะไรแบบนางร้ายในละครไหมแต่ก็เลิกคิดไป บางทีให้หล่อนเข้ามาทำร้ายก็ดี ในตอนที่เหลียงจื่อซิ่นยังเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตแบบนี้ ถ้ามีคนช่วยตัดสินใจแล้วอะไรๆอาจจะง่ายขึ้นก็ได้ จะอยู่ก็ดี จะตายก็ดี ยังไงก็ไม่มีทางที่จะย้อนเวลาคืนกลับไปได้อยู่แล้ว ยังไงผมในตอนนี้จะอย่างไรก็ไม่อาจคว้าไปถึงตัวเขาได้



ครั้งที่หนึ่งเป็นหวังอี้เสี่ย ครั้งที่สองเป็นหลินจวินเจ๋อ ชีวิตนี้ผมทำได้แค่พลาด ทำอะไรโง่ๆซ้ำแล้วซ้ำล่าจนต้องเสียใจภายหลัง และไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน คนหนึ่งตายเป็นผีไปแล้ว อีกคนเองต่อให้ไม่ใช่ผี แต่ผมน่ะหรือจะมีโอกาส..อย่างผมน่ะจะทำอะไร...



“ได้เจอตัวก็ดี” เงียบไปนาน จางเสี่ยวลี่ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท คนพูดมองไปทางอื่นไม่ได้สบตา เสมือนมองน้ำมองฟ้ามองอากาศขณะที่ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีอ่อนขยับตามจังหวะ “วันก่อน ฉันกลับไปบ้านเดิมของอดีตสามี ได้ของชิ้นหนึ่งมา กำลังคิดอยู่เลยว่าจะทำอย่างไรดี”



ของอะไรล่ะ? ผมฟังแล้วมองไปยังต้นเมเปิ้ลที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มแต่ขอบตากำลังร้อนผ่าวเมื่อเผลอคิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดอีกแล้วจนต้องกำมือแน่นๆ ควบคุมสติของตนเองไม่ให้ร้องไห้น่าสมเพช



“พักอยู่ห้องอะไร? อีกสองวันฉันจะเอามาให้”



“ของผมเหรอ?” ได้ยินแล้วก็ต้องเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ที่ผ่านมาผู้หญิงคนนี้พยายามกีดกันผมทุกทาง ทำไมจู่ๆถึงกลับมาทำตัวดีขึ้นได้



“ใช่ ของคุณ เป็นจดหมายฉบับนึง” น้ำเสียงตวัดห้วนนั้นก็ไม่ได้ยินดียินร้ายนัก ร่างอรชรหมุนตัวทำท่าจะจากไปก่อนจะทิ้งสายตามองมาโดยที่มันเจือแววฉุนเฉียว “น่าจะดีใจนะคะ ขนาดก่อนตายยังมีของมอบไว้ให้ ถึงขั้นนี้แล้วฉันเองก็ไม่อยากเก็บมันไว้หรอก ยิ่งเห็นยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าฉันนี่มันโง่จริงๆ”



ที่จริง เวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้วผมก็ยังไม่รู้ว่าใครโง่กันแน่



ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆเพราะรู้สึกปวดหัว เหลียงจื่อซิ่นยิ้มโง่ๆออกมาขณะที่มองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นไปจนลับตา จางเสี่ยวลี่ก็เป็นซะแบบนี้ หล่อนยังเป็นคนที่พอใจจะพูดอะไรก็พูดอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ เหมือนกับเหลียงจื่อซิ่นที่คงความเป็นคนโง่งี่เง่าเหมือนเคย แค่คิดถึงเขาก็ยังรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา และยังไม่รู้ด้วยว่าจริงๆรู้สึกอยากจะร้องไห้เพราะอะไรกันแน่



เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ส่อแววเมฆครึ้ม ประเทศเกาะอย่างฮ่องกงอากาศแปรปรวนได้ไม่ยากอยู่แล้ว บางทีฝนอาจจะตก..ฝนคงตกลงมาเหมือนกับวันนั้น จะได้ช่วยย้อมน้ำตากลืนมันให้หายไป จะได้ไม่มีใครเห็นว่ากำลังร้องไห้ ผมเงยหน้ายิ้มอย่างคาดหวังขณะที่หัวใจปวดหนึบเมื่อนึกถึงหวังอี้เสี่ย



จดหมายอะไรกันล่ะ คุณมีอะไรจะบอกผมล่ะ อาจารย์หวัง คนอย่างคุณน่ะ...



คนงี่เง่าอย่างคุณ คิดจะทำอะไรอีก?



 “ฝนทำท่าจะตกแล้ว กลับห้องกันดีไหมคะ?” พยาบาลสาวที่เป็นคนดูแลผมถามขึ้นเบาๆ พลางเดินมาจับรถเข็นไว้ ส่วนผมก็พยักหน้าอย่างเหม่อลอย



คนเราเวลาจะเจอเรื่องปวดหัวทำไมถึงชอบประเดประดังมาพร้อมกันนะ ผมถามตัวเองแล้วอดจะหัวเราะออกมาอย่างโง่ๆไม่ได้เมื่อนึกถึง รู้สึกหงุดหงิดปนเศร้าเป็นบ้าที่แผลเก่าถูกกรีดซ้ำพร้อมกับแผลใหม่อย่างไม่ปรานี แต่กระนั้นผมเองก็ยังอยากรู้ว่าหวังอี้เสี่ยมอบจดหมายไว้ทำไม พอๆกับมีความหวังอย่างริบหรี่และโง่งมว่าจะได้เจอกับหลินจวินเจ๋ออีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง ไม่ว่าจะเป็นคนเสียสติหรือคนบ้า ขอแค่ได้เจอเขา แค่ได้พบหน้าพูดคุยกันอีกเท่านั้น ผมไม่อยากเสียใจภายหลังอีกแล้ว ผมไม่อยากทำอะไรโง่ๆจนต้องมานั่งร้องไห้เหมือนในอดีตอีก



ถูกพยุงลงไปนอนบนเตียงอีกครั้ง ผมขอให้พยาบาลปิดหน้าต่างให้แล้วนอนลืมตามองเพดานห้องอย่างเหม่อลอย ไม่ต้องการดูหนังฟังเพลงอะไรทั้งนั้น สองมือกำเข้าหากันแน่นขณะที่เอาแต่คิดถึงอดีตโง่ๆของตัวเอง และได้แต่ยิ้มขื่นเมื่อนึกถึงคนๆนั้น ยังจำได้ว่าตอนที่เพ้อเพราะยาพิษ ตอนที่เจอมู่เซินซึ่งมีใบหน้าเหมือนหวังอี้เสี่ยเหลือเกินผมยังหวาดกลัวที่จะนึกถึงเขา เจ้าของหัวใจคนแรกที่ทำให้ผมไม่คิดจะจริงจังกับใครอีก ไม่ว่าหลินจวินเจ๋อจะถามยังไงก็เงียบ ไม่ว่าจะไม่ควรคิดถึงยังคิด เพราะเรื่องนี้ทำให้คนที่ตัวเองรักต้องปวดใจไปกี่ครั้งแล้ว ย้อนคิดถึงเรื่องงี่เง่าของตัวเองแล้วผมก็นึกอยากสบถด่าเหลียงจื่อซิ่นไอ้คนงี่เง่าแรงๆ



เพราะความทรงจำมันงดงามเกินไป จึงไม่กล้าคิดถึงงั้นหรือ ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่เพราะเขาดีเกินไปหรือแย่เกินไป มันก็เป็นแค่เรื่องของความกลัว ผมกลัวจะคิดถึงเขา เหมือนกับที่ผมกลัวจะคิดถึงหลินจวินเจ๋อตอนนี้



ขอบตาร้อนผ่าวเมื่อหวนนึกไปถึงฤดูร้อนตอนอายุสิบเจ็ด สำหรับหวังอี้เสี่ยแล้วให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนั้นได้ก็ดี ให้เราสองคนอยู่แค่ตรงนั้นได้ก็ดี มันคงดีที่สุด..



ถ้าเรื่องของเรามันเหมือนนิยายรักพื้นๆทั่วไป ทุกอย่างคงง่ายขึ้นถ้ามันสามารถลงท้ายว่าแล้วทั้งสองก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่จริงๆมันไม่ใช่ ความรักไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมกับเขา คนที่ผมเรียกว่าอาจารย์หวัง เด็กอายุสิบเจ็ดคบหากับผู้ชายอายุใกล้สามสิบมันใช่เรื่องปกติหรือเปล่าล่ะ แน่นอนว่าไม่ใช่ ยิ่งเขาเป็นครู ผมเป็นนักเรียน สุดท้ายเราก็โดนจับได้ หวังอี้เสี่ยเองก็ถูกกัดดันจนต้องถูกไล่ออก เราสองคนถูกจับแยกกันไปคนละทาง ทุกคนบอกว่าไม่เหมาะสม คนรอบข้างบอกว่าไม่ได้ สังคมประณามว่าเขาผิด สายตาคนนอกบอกว่าเราสองคนทำผิดทั้งๆที่แค่รักกันเท่านั้น



ผมไม่คิดเลยว่าจะต้องเจอเรื่องที่เหมือนกับละครน้ำเน่ายามบ่าย แค่โดนจับแยกกันคงไม่สาแก่ใจหวังอี้เสี่ยเลยถูกครอบครัวจับแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนมีฐานะร่ำรวยและยังรักเขามาก เตรียมพร้อมในการสร้างครอบครัวในฝันกับเขา จางเสี่ยวลี่ ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจว่าที่ผ่านมาจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น และหวังอี้เสี่ยก็ขัดใจที่บ้านไม่ได้ สุดท้ายก็แต่งงาน ผมไอ้เด็กที่เพิ่งจบมัธยมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อย่างโง่งม



ผมเองจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง แต่การแต่งงานมันไม่อาจทำให้เรื่องของเราหยุดลงได้ ความรู้สึกของการเป็นชู้กับสามีชาวบ้าน การแย่งของคนอื่นได้อย่างหน้าไม่อายผมก็คงได้มันมาตอนนั้น ไม่คิดจะสนและไม่สนใจเลยสักนิดว่ามันเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ผมเอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหาย ถูกแย่งคนรัก ถูกช่วงชิงของที่ควรจะเป็นของตัวเองไป จะสนใจทำไมว่าคนอื่นจะเป็นยังไงถ้าตัวเองต้องเจ็บ บ่มเพาะนิสัยบัดซบให้ตัวเองแล้วผมกับจางเสี่ยวลี่ก็ทำสงครามกันไม่หยุด เธอทำร้ายผม ผมเองก็ทำร้ายเธอ เรายังเป็นแบบนั้นไปจนกระทั่งเขาได้จากไป



หลายคนบอกว่าเขาหลอกผม หวังอี้เสี่ยก็แค่ผู้ชายไม่มีน้ำยาที่ทำอะไรไม่ได้และไม่คิดจะปกป้องผมอย่างแท้จริง แต่ผมไม่สนใจเลยว่าเขาจะหลอกผมรึเปล่า ผมเกิดมาก็ไม่มีใคร มีแต่เขาที่ยื่นมือเข้ามา แล้วผมจะสนใจทำไมว่ามือนั้นจะเป็นมือของเทพบุตรหรือมหาโจร ผมรักเขา นี่คือเรื่องจริง เรารักกัน นี่ก็คือเรื่องจริง เขาทอดทิ้งครอบครัวตัวเองไม่ได้ และต้องแต่งงานตามใจคนอื่น ผมเองก็เข้าใจ แม้จะเจ็บมาก ผมก็เข้าใจ จนกระทั่งเขาตายไปกับคำขอโทษ ด้วยใบหน้ารู้สึกผิดต่อผม ผมก็ยังเข้าใจ



เขาไม่ได้ผิด โลกใบนี้ต่างหากที่ผิดที่พรากเขาไปจากผม สังคมต่างหากที่ผิดเพราะเอาแต่ชี้นิ้วสั่งเราและจับเราแยกออกจากกัน ค่านิยมงี่เง่าพวกนั้นต่างหากล่ะที่ผิด ทำให้เขาต้องแต่งงานตามใจครอบครัว ทั้งชีวิตนี้หวังอี้เสี่ยได้ทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ผมเห็นแต่เขาตามใจคนอื่น ทำเพื่อคนอื่น แล้วทำไมผมจะยอมโง่ให้เขาหลอกบ้างไม่ได้ล่ะ ทำไมผมจะรักเขาตลอดไปไม่ได้ ทำไมผมจะคิดถึงเขาไม่ได้ แต่ที่น่าเศร้าคือต่อให้นับจากนั้นผมจะคิดถึงเขายังไง จะเอาแต่เพ้อถึงเขาแค่ไหน คบกับคนที่มีอะไรคล้ายกับเขาเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ไม่เหมือนหวังอี้เสี่ย เพราะหวังอี้เสี่ยตายไปแล้ว ได้แต่คิดถึงอย่างโง่เขลา คิดถึงอยู่อย่างนั้นแต่ทำอะไรไม่ได้



ขอบตาร้อนผ่าว คิดถึงเรื่องของเขาแล้วผมก็ยังเศร้าจนเจ็บไปหมด แต่น่าแปลกดีที่น้ำตาไม่ไหล อาจจะเพราะมันเป็นอดีตไปแล้วกระมัง อดีตที่น่ากลัวเพราะปัจจุบันกำลังจะซ้ำร้อยอีกครั้ง ผมพลาดจากหวังอี้เสี่ยไปแล้ว และกำลังจะพลาดซ้ำไม่ต่างกัน ซ้ำยังพลาดแบบที่ผมไม่อาจจะทำอะไรได้ด้วยซ้ำ คิดถึงหลินจวินเจ๋อแล้วจะทำยังไงดีล่ะ ไปค้นหนังสือประวัติศาสตร์เหรอ? อยากเจอเขาจะทำยังไงล่ะ ไปพิพิธภัณฑ์? นอนฝัน? โดดลงให้รถชนอีกรอบ?



ยิ้มขื่นกับความคิดไร้สาระที่ไม่มีทางเป็นจริง ผมยกมือกุมขมับตัวเองที่ปวดแปลบและนวดช้าๆ ในหูยังแว่วเสียงตะโกนคล้ายเรียกชื่อตัวเองอยู่ข้างหู อาซิ่น อาซิ่น อาซิ่น เสียงของหลินจวินเจ๋อในความคิดเพ้อเจ้อยังดังซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมไปหาไม่ได้ พูดด้วยไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำผิดอะไรมันถึงต้องจบแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องของผมจะจบแบบมีความสุขบ้างไม่ได้ ทำไมสุดท้ายผมทำได้แค่นั่งคิดถึงเขา



คิดถึง คิดถึง คิดถึง ก็ทำได้แต่คิดถึงอย่างโง่ๆ



ไม่กล้าตายเพราะกลัวว่าตายแล้วจะไม่ได้พบกัน แต่ก็ไม่อยากจะอยู่แล้วได้แต่นั่งคิดถึงซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ



ข้างนอกเหมือนฟ้าร้องและฝนใกล้จะตกแล้ว ผมทราบเพราะอากาศที่เย็นลงและในห้องมืดครึ้มลงกะทันหัน แต่ฝนตกแล้วเกี่ยวอะไรกันล่ะ ผมแค่นหัวเราะออกมาครั้งหนึ่งแล้วซุกหน้าลงกับหมอน ใช้แก้มซีกที่ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บแนบลงไปขณะที่คิ้วยังขมวดมุ่นกับเสียงวิ้งๆไม่ยอมจบข้างหูตัวเอง



“อาซิ่น! อาซิ่น เจ้าเป็นอะไร?”



ข้าป่วยด้วยโรคคิดถึง กำลังจะตรอมใจตายเพราะใครบางคน ตอบแบบนี้ได้ไหม? ผมหัวเราะใส่ความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมศีรษะเพราะความหนาว ไม่รู้ว่าฝนตกรึเพราะอะไรภายในห้องถึงได้เย็นผิดปกติ



“อาซิ่น!! ลืมตาสิ ดื่มยาก่อน อาซิ่น!



ไม่เอา ข้าไม่อยากกินยาแล้ว กินไปก็เท่านั้น ใครจะรู้ว่ากินยาแล้วฝังเข็มไปครั้งนึงก็โผล่มาตรงนี้เสียแล้ว กลับมาในโลกเน่าๆใบเดิมที่ไม่มีทั้งหวังอี้เสี่ยทั้งหลินจวินเจ๋อจะกลับมาทำไม ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง แต่ขอบตากลับร้อนผ่าว ได้แต่คิดว่าตัวเองอาการหนักแล้วถึงได้เพ้อเจ้อขนาดนี้ แต่ก็ดี ต่อให้ผมจะเป็นคนบ้าหรือเสียสติก็ช่าง ได้เจอเขา ต่อให้เป็นคนบ้าก็ไม่สน เป็นคนบ้าอยู่ในโลกของตัวเองยังมีความสุขกว่าเป็นมนุษย์ปกติที่ไม่มีใครอยู่ข้างกายตั้งเท่าไหร่



“นายน้อย นายน้อยขอรับ นายน้อย!



อา..เสียของเหล่าไท่น่าคิดถึงเหลือเกิน ผมหัวเราะออกมา แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเหมือนเสียงสะอื้น รู้สึกคิดถึงทุกๆอย่างจนแทบบ้า มาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าที่นั่นไม่ได้มีแค่หลินจวินเจ๋อ ไม่ได้มีแค่คนรักที่ผมคิดถึง แต่มีหลายๆอย่างที่ผมอยากได้มาตลอด ทั้งคนที่ห่วงใย ทั้งคนที่อยู่ข้างๆ คอยดูแล คอยให้คำปรึกษา น่าแปลกดีแค่ไม่กี่เดือนผมกลับรู้สึกว่าที่นั่นเหมือนบ้าน ไม่รู้ตัวเลยว่ามันกลายเป็นสิ่งที่ผมต้องการมากกว่าที่นี่ตั้งไม่รู้เท่าไหร่



“อาซิ่น! ไปตามหมอมา เทพโอสถอยู่ไหน!!



“ท่านพี่” ปวดหัวเหมือนจะระเบิด ผมได้แต่ร้องคราวครางเรียกชื่อเขาออกมาด้วยความโหยหาแม้จะรู้ว่าไม่ได้ ในหัวเหมือนมีฝีเท้านับร้อยย่ำผ่านไม่หยุด ทั้งที่หลับตาอยู่แต่กลับเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของคนที่ตัวเองคิดถึงใจจะขาดอย่างชัดเจน หลินจวินเจ๋ออยู่ตรงหน้านี่เอง เขาอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศดูเท่ห์เป็นบ้าและกำลังทำสีหน้าร้อนใจเป็นที่สุด ผมรู้สึกเวียนหัวขึ้นวูบหนึ่งเหมือนตัวเองกำลังถูกยกขึ้นและกอดไว้ อุ่นมาก...ความอบอุ่นนี่คุ้นเคยซะจนต้องเผลอยิ้ม



ความหนาวแทรกเข้ามาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าหายไปเหลือเพียงเสียงฝนตกฟ้าร้องเบื้องนอก น่าหงุดหงิดที่สุด จะฝันดีแล้วทำไมไม่ฝันให้ตลอด ผมยินดีจะฝันตลอดกาลไม่ตื่นเสียด้วยซ้ำถ้าได้พบพวกเขา รู้สึกเหมือนมีคนเขย่าแขน มือเย็นๆนั่นชวนให้หงุดหงิดจนผมต้องดิ้นอย่างไม่พอใจ เสียงจู้จี้จุกจิกมาพร้อมกับการดึงผ้าห่มออกไปจากศีรษะ หนาวแล้ว..ความหนาวมากขึ้นจนแทบตัวสั่น



“คุณเหลียงคะ คุณเหลียง?”



อา..จะเขย่าอะไรนักหนา ผมอยากนอนแล้ว อยากนอนมากและไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเลย เกลียดชะมัดความเหงาบัดซบที่ต้องเจอทุกเช้า ผมดิ้นหนี ไม่สนใจมือที่พยายามรั้งแขนตัวเองออกจากศีรษะ ผมกำลังคิดจะบอกเธอว่าไม่ปวดหัวแต่ความรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงเหมือนมีฝีเท้าคนนับพันแล่นผ่านก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นห่างออกไปแล้ว ผมเรียกพยาบาลไม่ทันดังนั้นจึงได้แต่กุมขมับแน่น ปวดหัว ปวดใจ ปวดไปหมด



“อาซิ่น อย่าเพิ่งดิ้นสิ นอนนิ่งๆก่อน”



ก็ไม่ได้อยากจะดิ้นหรอกแต่มันปวดหัว! ผมอยากตะโกนแบบนี้นักแต่แค่คิดอ้าปากความเจ็บก็ยิ่งทวีมากขึ้น เงาดำๆที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือเงาของใครกัน ผมไม่รู้แต่ยังได้ยินเสียงตะโกนตลอด เสียงของคนที่ผมรัก เสียงของคนที่ผมไปหาไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้นอกจากฝัน ฝันงี่เง่าอีกแล้ว..ผมยกมือขึ้น อยากเห็นภาพตรงหน้าให้ชัด นึกดีใจที่ไม่มีคนมาก่อกวนแล้วดังนั้นจึงยิ้ม ปวดหัวมากก็ช่างมัน จะเป็นบ้าก็ช่างมัน



ปึง!



“หมอคะ คุณเหลียง--”



“อาซิ่น!



เสียงเหมือนประตูถูกเปิดออกอย่างแรงดังขึ้นพร้อมเสียงโหวกเหวกบาดหู ทำเอาผมหงุดหงิดจนต้องนิ่วหน้า ยิ่งเสียงดังยิ่งน่าหงุดหงิด ยิ่งโวยวายยิ่งปวดหัวมากยิ่งขึ้น ยังดีที่เงาดำนั้นไม่ได้หายไป แม้จะปวดหัวมากๆแต่ภาพใบหน้าของคนที่คิดถึงแทบตายกลับชัดขึ้นจนต้องยิ้ม หลินจวินเจ๋อทำหน้าตาเหมือนลูกหมาอีกแล้ว แต่เมื่อกี้เขากอดผมไว้ตอนนี้กลับปล่อยมือ ผมอยากกอดเขามาก ดังนั้นจึงเอื้อมมือไปหาใบหน้าคมคายที่ตัวเองคุ้นแสนคุ้น ไม่สนใจเสียงโหวกเหวกโวยวายรอบตัว นี่มันคือความฝัน ผมรู้ เดี่ยวก็ต้องตื่น ผมรู้ดีเหมือนกัน แต่ผมไม่สนใจแล้ว ถ้าเป็นความฝันก็อยากกอดเขา ถึงไม่ใช่ความฝันก็ยังอยากอยู่กับเขา จะทำยังไงก็ได้ จะแลกกับอะไรก็ได้ แค่ได้อยู่ด้วยกัน ผมไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกแล้ว ดังนั้นผมจึงเอื้อมมือออกไป และตะโกนออกไป



“หลินจวินเจ๋อ!



ผมลืมตาขึ้น ลืมตาตื่น ทั้งที่สัญชาตญาณส่วนลึกบอกให้รู้ว่าต้องผิดหวัง แต่มือที่ถูกจับไว้แน่จะอธิบายอย่างไรดี ใบหน้าที่เคยคุ้นซึ่งแนบชิดเพียงลมหายใจคั่นจะบอกว่าเป็นความฝันหรือความจริงดี มือที่กำมือของผมไว้ทั้งเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยเหงื่อ ในห้องนี้ทั้งอุ่นร้อนและหนาวเหน็บอย่างประหลาด บนอกผมมีผ้าห่มคลุมไว้ ที่ขมับมีหยาดเหงื่อหลั่งไหล เส้นผมดำยาวรุ่นรายไม่เป็นทรง แต่ไม่เป็นไร ทุกอย่างไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น มีเขาอยู่ตรงนี้ จับมือผมไว้ มองผมด้วยสายตาห่วงใย มีตัวตนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ทำได้แค่คอยคิดถึง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นย่อมได้ทั้งนั้น



“อาซิ่น..”



ฝ่ามือหนาเกลี่ยน้ำตาบนผิวแก้มอย่างอ่อนโยน แต่ยิ่งเช็ดมันกลับยิ่งไหล ยิ่งสัมผัสถึงไออุ่นจากตัวคนผมกลับไม่อาจกลั้นไว้ได้ หยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงรินอย่างสุดจะกลั้นเปื้อนแก้มขาว ได้แต่สะอึกสะอื้นอย่างคนโง่แล้วใช้สองแขนกอดหลินจวินเจ๋อไว้แน่นอย่างไม่สนใจสายตาใคร รู้สึกได้ว่ากำลังตัวสั่นด้วยความหวั่นไหวและหวาดกลัวว่าจะตื่นจากฝันอันแสนงดงาม ยังปวดหัวอยู่ก็ช่าง ยังไม่สบายใกล้ตายก็ช่าง ตอนนี้ผมต้องการแค่เขา แค่ได้กอดเขาไว้ก็พอใจแล้ว




+++++++++++++++


*ไท่หยาง  () หมายถึงพระอาทิตย์

 


เวลคัมแบ็คเหล่าจือ เช็ดน้ำตานะ ขวัญผวามั้ยคะซิส---/โดนต่อย

แต่ถามว่าทั่นอ๋องไปแล้วไปลับเหรอ ไม่หรอก เทียนหยางยังไม่ไปไหน ยังไม่ตายด้วยค่ะ 

 (ถึงกับต้องกลับมาอีดิท(....)
เรื่องของพระอาทิตย์กับท้องฟ้าเพิ่งเริ่มเผยปมเอง


ว่าแต่ฉู่เหวินเป็นใครคะ ครุ่นคิ้สสส #ฉู่ฟาดด้วยหน้ากาก

 

และขายตรงต่อไป วันศุกร์นี้จะปิดจองรอบแรกแล้วน้า ใครสนใจนิยายดูได้ที่ลิงค์นี้เลยค่ะ

ค่ะ >>  https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13780 nanq (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 14:50
    เรารักเทียนหยางอะ เค้าต้องฝ่าฟันอะไรมาขนาดไหนเสียทั้งคนที่รักแถมเกือบทรยศบ้านเมือง เห็นคนที่เรารักทำอะไรกับตัวเราแต่ไม่ใช่เรานี่เจ็บอะอยากกอดปลอบ
    #13,780
    0
  2. #13714 Amarry (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 06:37
    สำหรับช่วงหลังของตอนนี้ เราผิดหวังกับการเขียนของไรท์มากกกกกกกก มากจนใส่ ก.ไก่ต่อท้ายไม่ไหว

    ในกรณีของ.หวังมันยากที่จะบอกว่าอาซิ่นแย่งสามีเจ๊คนนั้นรึเปล่าเพราะเจ๊มาแต่งทีหลัง

    แต่กรณีเทียนหยางคือ อาซิ่นแย่งทั้งร่างกาย แย่งทั้งสามี รับไม่ได้จริงๆ สำหรับเราแย่งสามีอย่างแม่ทัพยังไม่เลวเท่าแย่งร่างกายนะ เราคิดว่าเทียนหยางพร้อมจะปล่อยมือแม่ทัพแน่ๆหลังจากเรื่องราชสำนักจบลงด้วยดี เพราะคงไม่ทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รักตัวเองอีกแล้ว เดาว่านอกจากเทียนหยางรักแม่ทัพแล้ว แม่ทัพยังเป็นหมากตัวสำคัญที่ต้องดึงให้อยู่ห่างจากไท่หยางด้วย การขอสมรสฯ.จึงเกิดขึ้นแบบไม่สนว่าผู้คนจะพูดยังไง แต่เมื่อประจักแล้วในตอนที่กลับมาว่าแม่ทัพไม่ได้รักตัวเองจริงๆแต่รักอีกคน ด้วยนิสัยของเทียนหยางมั่นใจว่ายอมปล่อยมือหลีกทางให้แน่ๆ แต่ไม่ใช่ในกรณีที่ถูกแย่งร่างกาย

    ไรท์ควรเขียนให้อาซิ่นมีร่างเป็นของตัวเองในสมัยโบราณคืนร่างกายให้เทียนหยาง เพราะเทียนหยางไม่ได้ทำอะไรผิดเลยกับโดนแย่งร่างแบบนี้ รับไม่ได้อย่างแรง น่ารังเกียจสุดแสนเลยล่ะ

    อีกอย่างเราอยากให้อาซิ่นได้นั่งมองการใช้ชีวิตของเทียนหยางเวลาเผชิญหน้ากับศัตรู จะได้รู้วิธีเอาตัวรอดไม่ให้ถูกจับได้ ถึงจะไม่เนียนเหมือนตัวจริงแต่ก็ไม่หลุด ooc จนเกินไป ดีกว่าฝนตกฟ้าร้อนอีกฝ่ายไม่ได้กินยาแล้วฉวยโอกาสแย่งร่างกายเทียนหยางแบบนี้

    ผิดหวังกับช่วงท้ายของตอนนี้มาก็จริงๆ มีแต่คำว่า รับไม่ได้ น่ารังเกียจเต็มไปหมด วิธีแก้ความน่ารังเกียจนี้คือหาวิธีให้อาซิ่นมีร่างเป็นของตัวเองไม่ต้องมาแย่งร่างกายคนอื่นแบบนี้
    #13,714
    0
  3. #13668 DARA T. (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 04:06
    แม่ ไปกินยาก๊อนนรนรนนนนน
    #13,668
    0
  4. #13316 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 00:22
    ฮืออออ น้องง อยู่ด้วยกันให้หมดเลยเถอะไม่ต้องสลับกันแล้ว มีวิธีเอาร่างอาซิ่นจากปจบมาบ้างมั้ยแงงงงง /จะมีมั้ยล่ะ
    #13,316
    0
  5. #13036 เมมฟิส (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 22:59
    สลับไปสลับมาแบบนี้ไม่ดีเลย อยากให้อาซิ่นคู่แม่ทัพลูกเต่า แต่ก็อยากให้จวิ้นอ๋องยังอยู่ด้วย
    #13,036
    0
  6. #13000 มูตี้ (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 21:37
    ^_______^
    #13,000
    0
  7. #12888 แม่เอง (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 21:14
    ทั้งอยากให้นางกลับมา แต่ก้ยังอยากให้เทียนหยางอยู่เลยอะะะะ
    #12,888
    0
  8. #12854 Lolipop (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 00:35
    ไม่อยากให้อาซิ่นกลับมาเลยอ่ะ สงสานเทียนหยาง นางกำลังจะแก้ปัญหาที่อาซิ่นเป็นคนก่อไว้ แล้วคือร่างตัวเองแต่ตัวเองต้องเห็นคนอื่นมาใช้ร่างนี่คือไร แต่ยังไงก็เชียร์พระอาทิตย์กับท้องฟ้านะ ชอบมากๆ
    #12,854
    0
  9. #12792 ploypoiza (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 19:23
    อาซิ่นทำเรื่องวุ่นวายซะแร้ว แม่ลูกเข้าขากันดีเหลือเกิน
    #12,792
    0
  10. #12515 ClouDy.M (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 02:17
    โอ๊ยยยย ถ้าบอกว่าไม่อยากให้อาซิ่นกลับมาทำทุกอย่างพังจะผิดมั้ย ???? คือทุกอย่างมันผิดที่ผิดทางไปตั้งแต่แรกแล้วไง /แอบปักธงพระอาทิตย์กับท้องฟ้า ตอนยังเป็นอาซิ่นจะปักก็ปักได้ไม่เต็มร้อย แต่มาตอนนี้ อื้อหืออออ พระอาทิตย์กับท้องฟ้าค้าาาา 55555

    จริงๆอ่านประโยคแรกของตอนนี้คือแบบ ยิ่งปวดใจแทนคนงาม มันคือความจริง คือหน้าที่ คือทุกอย่างที่คนงามต้องแบกรับไว้อ่ะ มันมากมายจนเกินกว่าที่จะให้อาซิ่นมาทำลาย ถึงจะเห็นใจอาซิ่นกับแม่ทัพก็เถอะ แต่ตอนนี้เชียร์คนงามมากค่ะ 555
    #12,515
    0
  11. #12070 OverOzone (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 13:32
    อีกใจก็ปวดใจแทนอาซิ่น แต่อยากให้เทียนหยางจัดการเรื่องที่อาซิ่นทำให้เสร็จก่อน. /คว่ำโต๊ะ
    #12,070
    0
  12. #11520 Fukii03 (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 เมษายน 2560 / 20:03
    สรุปคือโกงหรอคะ? นิยายสนุกดีนะคะ แต่คนแต่งไม่น่าทำแบบนี้เลย ยังไม่รู้ความจริงเป็นยังไง มีแต่งคนบอกว่าโกง โกงๆ ตกลงคือโกงจริง?

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 เมษายน 2560 / 00:11
    #11,520
    0
  13. #11100 luknamalotte (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 11:42
    ดีนะที่ฝ่าบาทช่วยกันรัชทายาทออกมาได้
    คนอะไรโหดเป็นบ้า เจอทีท่านอ๋องก็เจ็บตัวที เฮ้อ..
    ได้รู้เรื่องของอาซิ่นแล้ว จะว่าสงสารก็ไม่ พูดยังไงดี
    อาจารย์หวังไรนั่นดูเป็นคนไม่ดีอ่ะ แบบว่าขัดครอบครัวไม่ได้
    ก็น่าจะเลิกกับอาซิ่นซะ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมากขนาดนี้
    ตอนหน้าขอให้ได้กลับมาหาท่านแม่ทัพทีเถอะ
    #11,100
    0
  14. #11061 สาววายไร้ผัวนะเออ (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:26
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #11,061
    0
  15. #10950 ยอลฤดี (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:14
    อาซิ่น ข้าปวดใจแทนเจ้าเหลือเกิน
    #10,950
    0
  16. #10946 chaaimmeme (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:07
    ไม่อยากให้อาซิ่นกลับมา
    #10,946
    0
  17. #10943 "KiHae129" (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:03
    โอยยยยย อ่านไปอ่านมา เรารักเทียนหยาง ไม่ค่อยปลื้มอาซิ่นที่มาทำทุกอย่างพังแล้วอ่า คือเข้าใจอารมณ์ของคนที่เป็นเชื้อพระวงศ์ทะทุกอย่างเพื่อชาติแล้วอยู่ๆจะมาช่วยเหลือศัตรูกบฎเลย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องท่านแม่ทัพ เราก็ไม่ชอบที่เทียนตไางปฏิบัติอยู่ดี แต่ยังไม่อยากให้อาซิ่นกลับมาเลย
    #10,943
    0
  18. #10918 แกงส้ม (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:08
    กลับมาแล้วเหรอ อาซิ่น
    #10,918
    0
  19. #10851 มากิริจัง (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:49
    เอาไม่หยางมาแก้ปัญหาปุ๊บ เสร็จเรื่องส่งกลับปั๊บ

    ลุ้นมาก ดีใจทึ่เป็นอาซิ่น เจ้าเต่าทนเฉาอยู่นานแล้ว
    #10,851
    0
  20. #10850 E๐Ben (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:34
    มีความลุ้นหนักมาก สลับภพสลับชาติกันไปมา 


    #10,850
    0
  21. #10848 nattanitinpao (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:58
    เวลคัมแบคอาซิ่นนนนนนน แต่ก็แอบอยากให้เทียนหยางตัวจริงจัดการพวกรัชทายาทก่อนจัง แล้วงี้อาซิ่นจะทำไง สถานการณ์แบบนี้บอกตามตรงไม่อยากให้อาซิ่นกลับมาเลยเพราะต้องให้เทียนหยางจัดการ//วงวารคนงามนางต้องมาคอยแก้ปัญหาอีกแน่ๆ #อาซิ่นรีบบอกรักบอกความจริงเจ้าเต่าสะนะ พอสลับร่างอีกทีจะได้ไม่เครียด อ๊ากกกค่อดลุ้น #ทีมท้องฟ้าพระอาทิตย์ #ทีมเจ้าเต่ากับผีเสื้อราตรี55555555
    #10,848
    0
  22. #10846 memo_creeper:) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:07
    ขยี้หมอนขยำผ้าห่ม กว่าจะกลับมาา อาซิ่นน โอ้ยยย
    #10,846
    0
  23. #10844 -FOLY03- (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:12
    น้ำตามาเต็มจอค่ะ:-;//ขอบคุณไรท์นะค่ะแต่งสนุกมากอ่านจนไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงขั้นนั่งอ่านไปเครียดตามไปเลยที่เดียว-เป็นเอามากนะเรา-ขอบคุณไรท์ที่แต่งนิยายสนุกๆให้อ่าน เป็นกำลังใจให้แต่งต่อไปค่ะ:-;
    #10,844
    0
  24. #10843 rinriko (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:38
    ขอบคุณ
    #10,843
    0
  25. #10840 นกฮูกกลางคืน (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:11
    โอยยย เครียดมาก คือสาเหตุของการสลับร่างไปมานี่คืออะไรรรรรร สงสารทั้งคนงามที่ต้องต้องแก้ปัญหาลและเห็นสามีตัวเองรักคนอื่น แต่ก็สงสารอาซิ่นที่ถูกส่งมาร่างนี้ให้เจอกับความเจ็บปวดเดิมๆ แถมยังโดนคนงามไม่ชอบหน้าที่มาแย่งร่างอีก อยากให้อาวิ่นกับคนงามได้เจอกันแล้วคุยกันจัง เป็นแบบนี้คนอ่านอาจเครียดตายได้ ยิ่งอาซิ่นบอกว่าปวดหัว คนอ่านก็ยิ่งปวดหัวตามค่ะ ฮืออออออ
    #10,840
    0