ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 63 : หมอกควันจางหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    19 ม.ค. 60







                “ดื่มยานี้แล้วอีกหนึ่งชั่วยามจะเริ่มฝังเข็ม จากนี้เมื่อเริ่มแล้วไม่อาจหยุดเด็ดขาด จะต้องดื่มยาทุกวันเป็นเวลา การรักษาครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกและจำเป็นต้องฝังเข็มอีกสองครั้ง ครั้งต่อไปคืออีกยี่สิบวัน พิษนี้มีชื่อว่านิทราสามราตรี เมื่อคนถูกพิษต้องใช้เวลาสามราตรีกว่าจะตาย ยามถอนพิษก็ต้องถอนพิษถึงสามครั้งเช่นกัน ครั้งแรกระงับอาการ ครั้งที่สองสกัดพิษไม่ให้ลุกลาม ครั้งที่สามขจัดยาพิษออกจากร่าง ขั้นตอนเหล่านี้หากไม่ทำต่อเนื่องจะไม่ได้ผล เมื่อถึงเวลาพิษจะกำเริบถึงตาย จวิ้นอ๋องโปรดจดจำขั้นตอนไว้ให้ชัดเจน”



                ยามเที่ยง หลังมื้อกลางวันเพิ่งผ่านพ้น เทพโอสถแห่งไห่เยี่ยนก็มาเคาะประตูรถม้าพลางยื่นถ้วยยากรุ่นไอร้อน ท่านหมอไป๋จิ้งเดินลูบเคราขาวสวมชุดกันหนาวรัดกุมกรุณาเดินฝ่าหิมะมาอธิบายแก่ข้าด้วยน้ำเสียงเข้มจัด ท่าทีซึ่งบ่งบอกว่าคลายโทสะแล้วพอสมควรชวนให้เบาใจไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงยิ้มแย้มตอบรับอย่างเคารพนบน้อมเช่นกัน แต่ชวนคนมานั่งพักท่านผู้เฒ่ากลับส่ายหน้า ปากกล่าวว่ายังต้องเตรียมการมากมายข้าจึงไม่ขัด ท่านหมอเพียงต้องการลู่ซุนไปเป็นลูกมืออีก ข้าก็พยักหน้าเงียบๆ



                “เด็กคนนั้นอาจคิดไม่ซื่อ เล่นลูกไม้กับการรักษา” น้ำเสียงเคร่งขรึมดังมาจากบุรุษผู้นั่งจิบชาหลังมื้อเที่ยงอยู่ข้างกาย ข้าหันไปมองหลินจวินเจ๋อเล็กน้อย ได้ฟังคำพูดของสามีก็พยักหน้าว่าไม่ใช่ถ้อยคำไร้สาระ แต่กระนั้นก็ยังยิ้มแย้ม มิได้วิตกอันใด จนเจ้าของคิ้วเข้มๆส่งแววตาดุดันมาให้



                ข้ายิ้มหวานสบตาสามีเบื้องหน้า “เทพโอสถไม่ใช่คนโง่ หากพลาดถูกเด็กน้อยคนหนึ่งตบตา นี่มิใช่ว่าน่าขายหน้าหรือ ส่วนที่ว่าคนผู้นั้นจะร่วมมือกับลู่ซุนยิ่งเป็นไปไม่ได้ ระหว่างศิษย์คนโปรดกับศิษย์คนใหม่ ความผูกพันธ์กับฉู่เหวินย่อมมากกว่า”



                “ที่แท้เจ้าก็มั่นใจว่าฉู่เหวินจะไม่ทำอันใดเจ้า” ข้ารู้สึกคล้ายได้กลิ่นน้ำส้มเหม็นฉุย เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวจึงยกมือจับติ่งหูเย็นๆของสามี



                “หรือท่านไม่มั่นใจ? ข้าคิดว่าสามีรู้ดีแล้วเสียอีก”



                “เพราะข้ามั่นใจจึงได้ริษยา” หลินจวินเจ๋อส่งเสียงเฮอะเบาๆในลำคอ กระนั้นก็ยังปล่อยให้ข้าขยี้ติ่งหูเล่น “ผู้ที่รู้จักเจ้าดีที่สุดคือศัตรู คำกล่าวนี้ไม่ได้ผิดแผกอันใด ข้ากับคนผู้นั้น รู้จักกันดีทั้งในฐานะนักรบและ....ผู้ที่ชมชอบบุรุษคนเดียวกัน”



                ข้อความจากปากของหลินจวินเจ๋อนั้นแฝงความเคร่งเครียดและไม่อาจฏิเสธได้ ฟังแล้วข้าจึงเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง เป็นความจริงที่เราสองต่างประจักษ์แล้วว่าแม้องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนจะเจ้าเล่ห์หน้าทนเพียงใด เขาก็แสดงออกว่าชมชอบข้าอย่างมากจริงๆ นึกไปถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความอ่อนโยนซึ่งตนเองรับไว้ไม่ไหวข้าก็ปิดตาลง อันที่จริงเรื่องนี้แม้จะได้รับความกรุณามาเพราะข้อตกลงของข้าและฉู่เหวิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเองก็อยากให้ข้าหายด้วยความจริงใจ คนเช่นนี้นับว่าน่านับถืออย่างยิ่ง หากไม่มองที่คุณสมบัติอื่น ฉู่เหวินก็แสดงออกว่าพร้อมทุ่มเทแก่ข้าอย่างถึงที่สุดจริงๆ เพียงแต่เรื่องหัวใจไม่ได้เอาชนะกันด้วยความดีหรือบุญคุณเท่านั้น...



                “อย่าคิดถึงเขามากเกินไป” คำพูดเบาๆดังอยู่ข้างหู เป็นน้ำเสียงของหลินจวินเจ๋อไม่ผิดแน่ ข้าฟังแล้วชะงักพร้อมกับลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าที่แฝงไว้ด้วยความอึดอัดหึงหวงชัดเจน ประกายร้าวไหวปกออดอ้อนขอความเมตตา..เห็นแล้วยากจะปฏิเสธ



                “ไม่คิดก็ได้ ยามนี้เรื่องวิธีรักษาน่าคิดกว่า” ริมฝีปากงามคลี่ยิ้มเบาบาง หากดวงตาทอแววครุ่นคิด ข้าไม่ได้กล่าวต่อ ..ว่าเราจะยังมีชีวิตถึงวันรักษาครั้งที่สามหรือไม่ แต่คิดว่าหลินจวินเจ๋อเองก็ทราบ



                “เจ้าฝังเข็มวันนี้  พรุ่งนี้ยามอิ่ว(17.00) เราก็ใกล้เข้าเขตเมืองหลวงแล้ว” แม่ทัพแดนใต้ได้ยินข้ากล่าวถึงวิธีรักษา ร่างสูงใหญ่ดั่งแท่นศิลาเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงเอื้อมมือมารั้งตัวข้านั่งเกยตัก “หิมะตกหนักขึ้นทุกที การเดินทางจึงช้าลงเล็กน้อย แต่อย่างไรที่ควรถึงก็ต้องถึง ที่ควรเกิดยังต้องเกิด...”



                ข้าฟังแล้วพยักหน้าช้าๆ ตอบหลินจวินเจ๋อด้วยการซุกตัวลงในอ้อมแขนแกร่ง ดวงตายังมองลอดออกจากหน้าต่างรถม้าไปยังเบื้องนอกที่มีหิมะตกเป็นละอองสีขาว นับจากเริ่มโปรยปรายเมื่อคืนที่ผ่านมา หิมะเหล่านี้ก็ไม่หยุดแต่อย่างใด มันมาพร้อมท้องฟ้าครึ้มเมฆหม่นและสายลมพัดหวีดหวิว ความหนาวเย็นยิ่งเพิ่มทวีเช่นเดียวกับหิมะที่ถมจนสูงให้ยิ่งเดินทางลำบาก ขบวนเดินทางที่แต่เดิมก็เดินทางได้ช้าอยู่แล้วยิ่งช้ามากขึ้นและเสียเวลายิ่งขึ้น เดิมทีข้ายังอยากเล่นอะไรเป็นเด็กๆ ปั้นหิมะเป็นสโนวแมนให้คนโบราณตกใจสักครั้ง แต่ความคิดนั้นเป็นอันต้องล้มเลิกไปเมื่อมองเห็นวงล้อรถม้าที่จมลงไปกว่าครึ่งเพราะหิมะเหล่านั้น เจ้านายมาปั้นหิมะเล่นสนุกสนาน ส่วนบ่าวไพร่ต้องมาเข็นรถม้า แค่นึกถึงยังละอายใจ



                “หนาวมากหรือไม่?” หลินจวินเจ๋อเห็นว่าข้าเงียบไปนานจึงเอ่ยถามพร้อมกับกระชับอ้อมแขนกอดข้าไว้แน่นขึ้น



                “ไม่มากหรอก” ยามหิมะตกไม่ได้หนาวเท่าหิมะที่มาพร้อมเม็ดฝน ข้าเคาะปลายนิ้วลงกับท่อนแข็งแกร่งในชุดเสื้อกันหนาวตัวหนา “เพียงคิดตามที่ท่านพูด...อะไรจะเกิดก็ยังต้องเกิด ท่านสืบข่าวทางไห่เยี่ยนไปถึงไหนแล้ว”



                “หน่วยธงดำรับไปจัดการ ไม่เกินพรุ่งนี้จะได้คำตอบ” นี่แสดงว่าจะทราบหลังการรักษาจบ ข้าครางรับเบาๆในลำคอ ดวงตาเป็นประกายครุ่นคิดพลางเหลือบมองสามีเล็กน้อย กำลังคิดว่าควรบอกเขาถึงเรื่องบางอย่างที่ตนเองตัดสินใจจะกระทำ



                “หากฉู่เหวินไม่กลายเป็นกบฏ เรื่องนี้จะเป็นผลดีต่อเรา”



                “ข้าทราบ” หลินจวินเจ๋อพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “จะอย่างไรก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว หากข้อหากบฏและสมคบคิดกับต่างแคว้นสามารถปัดให้พ้นตัวได้จะดีอย่างยิ่ง ยามนี้พวกเราชนะศึก ชื่อเสียงในหมู่ราษฎรณ์ยังคงยิ่งใหญ่เกรียงไกร ฝ่าบาทย่อมต้องจัดการอย่างระมัดระวัง”



                “อย่างน้อยก็ยืดเวลาตายได้นานขึ้น จะได้มีเวลารับมือ” ข้าหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะยิ้มมองหลินจวินเจ๋อที่กอดซ้อนอยู่ด้านหลัง “แต่แค่นั้นหรือจะพอ พระกรุณาของฝ่าบาทนั้นเหมือนกระแสลมที่แปรปรวนอย่างยิ่ง พัดไปทางใดไม่เจริญรุ่งเรืองก็ย่อยยับพังทลาย ท่านพี่..ท่านว่าองค์ชายสาม ฉู่เมิ่งหลิวมีโอกาสชนะศึกหรือไม่?”



                “เรื่องนี้คงต้องดูเจตนาสวรรค์” หลินจวินเจ๋อได้ยินข้าเอ่ยถามก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ “ข้าเองก็ไม่มีข้อมูลมากนัก ฮ่องเต้องค์ใหม่ของไห่เยี่ยนนั้นความสามารถยังไม่ชัดแจ้ง ศึกชิงบัลลังก์ยังไม่สงบ องค์ชายสามผู้นั้นจากที่เจอท่าทางองอาจกล้าหาญ แต่การตีชิงแผ่นดินไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น แม้จะมีกำลังทหารจากองค์ชายเจ็ดสมทบด้วยยังไม่อาจถือว่าได้เปรียบ”



                “หากให้กล่าวอย่างชัดเจน คงต้องรอสวรรค์ตัดสิน....” ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยยิ้มแย้มและถามไถ่ชายหนุ่มเบื้องหน้า ขณะครุ่นคิดบางอย่างและนิ่งไตร่ตรองอย่างเงียบงัน “อาณัติสวรรค์คนธรรมดาไม่อาจข้องเกี่ยว แต่ข้าไม่เคยคิดว่ามันจะได้ผลหากคนไม่ลงมือทำ”



                “เจ้าคิดอะไรอยู่?” หลินจวินเจ๋อจ้องมองข้าเงียบๆ อย่างระมัดระวัง เนื่องจากหลังกล่าวจนจบประโยคข้าก็ยิ้มหวานอย่างไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่สามีคนดีไม่ได้เห็นมานานแล้ว ยิ้มเมื่อข้าคิดจัดการใครบางคน ซึ่งยามนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจจากเรื่องที่ได้พูดคุยกันอยู่



                “ข้าส่งคนไปที่ไห่เยี่ยน”



                “อะไรนะ?” น้ำเสียงของแม่ทัพแดนใต้ดังขึ้น จนเกือบกลายเป็นเสียงหลง



                “การทำสงครามต้องใช้เงิน” เงียบไปพักหนึ่งข้าจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆในในที่สุด ก่อนจะก็หันไปสบตาหลินจวินเจ๋ออย่างไม่คิดจะปิดบัง ข้ากล่าวออกไปอย่างรวบรัดยิ่งเอ่ยถึงด้วยสีหน้าไม่หวั่นไหวอย่างยิ่ง ขณะที่แววตาของหลินจวินเจ๋อกลับซับซ้อนยิ่งนัก และมันถูกแทนที่ด้วยมือของข้าที่ดึงใบหน้าหล่อเหลาเข้าประชิด “ข้าทราบว่าท่านจะพูดอะไร”



                “อาซิ่น..”



                “ข้าทำไปแล้ว จวินเจ๋อ”



                “แต่ที่นั่นมีรองแม่ทัพเว่ยอยู่” ข้าไม่ได้เห็นเขามีท่าทีกังวลถึงเพียงนี้มานานแล้ว หลินจวินเจ๋อเบิกตากว้างจ้องมองข้าแล้วกระซิบอย่างเคร่งเครียด สีหน้าดุดันอย่างยิ่งขณะจ้องสบตาข้าเขม็ง “อาซิ่น อย่าทำให้ข้อหาที่ผู้อื่นพยายามยัดเยียดให้เจ้าเป็นเรื่องจริง!



                “ทำหรือไม่ สุดท้ายยังคงถูกใส่ความ” ทราบดีว่าต้องถูกคัดค้าน หากแต่ข้าก็ไม่หวั่นไหว กำมือหลินจวินเจ๋อแน่นพลางสบตาคู่นั้น ข้ากล่าวออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่แม้แต่ตัวเองยังตกใจ “ท่านพี่ ข้าทราบดีว่าท่านในฐานะทหารกล้าย่อมต้องการสละชีพเพื่อชาติ รับใช้บ้านเมืองและชาวประชา ไม่ยินดีอย่างยิ่งที่จะก้มศีรษะให้ต่างแคว้น แต่ท่านดู..สามีข้า ท่านดูสิ่งที่เราต้องพบเจอ สิ่งตอบแทนจากการทำเพื่อแว่นแคว้น เราบอกว่าจะสู้ แต่ตอบข้าสิว่าเราควรจะสู้อย่างไร จะทำอย่างไรจึงจะต่อกรกับอำนาจที่ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้”



                “......” หลินจวินเจ๋อนิ่งเงียบ ไม่พูดสิ่งใด ไม่ได้เอ่ยคำใดหากแววตายังคงกร้าวแข็ง และแสดงท่าทีไม่อาจยอมรับ ไม่อาจทำใจ ร่างกายแข็งทื่อและอาการขบกรามแน่น ท่าทางต่อต้านทุกสิ่งนั้นข้าคาดไว้หมดแล้ว แต่กระนั้นก็ยังอดเหนื่อยใจไม่ได้อยู่ดี



                “ท่านวางใจเถอะ ไม่ได้ใช้คนในหน่วยธงดำ อีกทั้งยังไม่มีอำนาจใดสั่งเคลื่อนพลทหารของท่าน ข้าติดต่อผ่านเครือข่ายพ่อค้า..ท่านเองก็คงทราบมาบ้างว่าบิดาของข้า จวิ้นอ๋องผู้ล่วงลับนั้นกว้างขวางอย่างยิ่ง” ข้าเอ่ยปากอธิบายพลางถอนหายใจเล็กน้อย เบือนหน้าหนีไปจ้องหน้าต่างอย่างจงใจ



                “เมื่อใด?”



                คำถามสั้นๆจากหลินจวินเจ๋อทำให้ข้างวยงงไม่น้อย ดังนั้นจึงเลิกคิ้ว “ท่านหมายถึง...?”



                “เจ้าส่งจดหมายไปเมื่อใด?”



                “เช้านี้” ข้ากล่าวเสียงเรียบ “ข้าส่งจดหมายไปให้เส้าไป๋ พูดคุยสั่งสอนในฐานะบิดาของบุตรผู้หนึ่งธรรมดา หาได้มีสิ่งใดแปลกปลอม..เพียงแต่ในเนื้อความนั้นยังอยากให้เขาช่วยตรวจตราดูร้านค้าของวังจวิ้นอ๋อง เหวินเฉินรอรับคำสั่งอยู่ที่นั่น ที่นี่ข้าเองก็คุยกับฉู่เหวินแล้ว เขาเองก็ตกลงและแน่นอนว่าคงไม่แพร่งพรายความลับนี้เป็นแน่”



                กล่าวอธิบายถึงการกระทำของตนไปอย่างรวดเร็วแล้วข้าจึงเห็นว่าคนฟังมีท่าทีนิ่งอึ้ง หลินจวินเจ๋อมองข้าราวกับไม่รู้จักอยู่ครู่หนึ่ง เขาเองก็คงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ และข้าตัดสินใจเช่นนี้ แต่แล้วจะให้ทำอย่างไร ก็อย่างที่บอกกับเขานั่นล่ะ ข้าไม่มีทางเลือก พวกเราทั้งหมดเองก็ถูกบีบคั้น แล้วเหตุใดเราจึงต้องยอมทนกับการถูกกระทำเช่นนี้ วิธีนี้แม้ในสายตาคนอื่นอาจจะดูรักตัวกลัวตายและไร้ยางอายอย่างยิ่ง แต่แล้วอย่างไรเล่า ข้ามีทางใดเหลืออยู่อีก ข้ามองตาสีดำสนิทคู่นั้น จ้องตาหลินจวินเจ๋อ..อยากให้เขาเข้าใจ



                “เจ้าทราบใช่หรือไม่ ว่ารัชทายาทกำลังจับตามองพวกเรา ราชสำนักเองก็จับตามองเราเช่นกัน หากเรามีความเคลื่อนไหวอันใดผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย นั่นจะเป็นการยื่นมีดให้กับศัตรูทันที” หลินจวินเจ๋อตอบรับความคาดหวังของข้าด้วยการปล่อยแขน เขาเลิกกอดข้าแล้ว จึงรู้สึกหนาวอยู่บ้าง สามีดึงตัวข้าให้หันกลับมาสบตา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหากแต่จริงจังอย่างยิ่ง “เราอาจเดินตกหลุมพรางที่พวกเขาขุดวาง สร้างกับดักขึ้น ทราบใช่หรือไม่?”



                “ข้ารู้” ข้าตอบรับและจ้องสบตาคู่คมนั้นอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน “แต่ข้ายืนยันเช่นเดิมว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ที่ต้องลงมือเช่นนี้เพราะถูกราชสำนักบีบคั้น ข้าไม่มีทางเลือก ข้าเลือกได้ ท่านคิดว่าข้าอยากจะเสียเงินไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นหรือ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้มีภูเขาเงินทองท่วมหัวแล้วนับเป็นอย่างไร สุดท้ายก็ต้องตาย มิสู้นำมาซื้อชีวิตตัวเอง”



                หลินจวินเจ๋อไม่พูดสิ่งใด ชั่วเวลาหนึ่งใจข้าหนาวเหน็บเมื่อคิดว่าจะเห็นแววเย็นชาในดวงตาคู่นั้น แค่จินตนาการว่าเขาจะผลักไสข้าออก จ้องมองด้วยแววตาเย็นชาและยิ้มอย่างรังเกียจมาให้ กล่าวว่าช่างเป็นคนที่รักตัวกลัวตายจนยอมสละสิ้นทุกสิ่ง หรือแม้แต่เขามิอาจยอมรับการตัดสินใจนี้ ทว่าคำตอบคืออ้อมแขนแกร่งดึงตัวเข้าไปกอด และกอดแน่นขึ้นเรื่อยๆ



                “ข้าตัดสินใจแล้ว” ข้าซบแผ่นอกหนาแล้วรู้สึกปั่นป่วนอยู่ในใจ รู้สึกถึงมือใหญ่ลูบแผ่นหลังจึงเบาใจขึ้นมาบ้าง ที่จริงตัดสินใจเช่นนี้ข้าเองก็ใช่อยากจะทำแต่ก็ยังต้องลงมือจนได้ อีกทั้งอาการเคร่งเครียดและแววตาปั่นป่วนไม่เข้าใจของสามียังทำให้ความรู้สึกอึดอัดขัดข้องบังเกิด มายามนี้เมื่อคนกอดข้าไว้จึงเบาใจขึ้นมาก “หากข้าไม่ทำอะไรก็เท่ากับรอวันตาย ตอนนี้แม้การมอบเงินทองสนับสนุนองค์ชายสาม..นี่เรียกว่าข้าร่วมมือกับต่างแคว้นก่อกบฏ แต่หากปล่อยไว้เราจะมีทางรอดใด ข้าเองก็ไม่อยาก..ไม่อยากทำลายเกียรติยศของวังจวิ้นอ๋อง อยากทำเพื่อเทียนจิ้นเช่นท่าน แต่หากไม่ลงมือ แม้กระทั่งเสาเรือนคงไม่เหลือด้วยซ้ำ ข้าไม่อาจนิ่งเฉยรอตัวเองถูกจัดการ แม้นี่จะเป็นเรื่องที่เสี่ยง แต่อย่างน้อยหากสำเร็จ เราอาจจะมีหนทางรอด แม้ข้าจะไม่อยากทำ แต่ก็ไม่อาจไม่กระทำ..”



                “ข้าเข้าใจ..ข้าเข้าใจ”



                ฟังคำพูดของหลินจวินเจ๋อแล้วจึงยิ้มออก ที่แท้ข้าอาจต้องการแค่สองคำนี้..เข้าใจ



                เรื่องนี้ที่ข้าลงมือกระทำ ผ่านกระพยายามคิดไตร่ตรองหาทางออกมาตั้งแต่วันที่ได้ข่าวจากหวงไท่หยางและพบว่าตนเองจะถูกจัดการ ข้าทราบว่าเวลาไม่เหลือแล้ว และที่เทียนจิ้นก็แทบไม่มีทางเดินให้แก่ข้าและหลินจวินเจ๋อ ที่ชัดเจนที่สุดยามนี้คือพวกเรากลับไปที่เมืองหลวงก็ต้องเข้าสู่แดนประหาร แล้วข้าจะทนงอมืองอเท้าได้อย่างไร ยิ่งถูกบีบคั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจากหวงไท่หยาง ยอมเป้นหยกแหลกลาญ ไม่ขอเป็นประเบื้องสมบูรณ์ นั่นล่ะ สุดท้ายข้าจึงตัดสินใจได้



                ข้าจะไม่คิดพึ่งพาเทียนจิ้น



                เช้านี้หลังจากตื่นขึ้นมา ข้าเกิดความคิดนี้ชัดเจนอยู่ในหัว ไม่มีทางรอดแล้วหากเดินไปในเส้นทางของแคว้นนี้ แต่แคว้นข้างๆยังมีอยู่ แม้ข้าจะทราบในหนังสือประวัติศาสตร์ว่าไห่เยี่ยนจะล่มสลายหลังจากนี้ไม่นาน แต่เรื่องอนาคตนี้ยังไม่มาถึง ที่จะมาถึงอย่างรวดเร็วยิ่งคือความตายของตนเองต่างหาก ในโลกยุคใหม่ไม่ได้รบรากันด้วยจำนวนผู้คน แต่เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธทันสมัยและการทุ่มเม็ดเงินอย่างมหาศาล ข้าไม่มีปัญหาสร้างอาวุธ แต่ข้าทราบดีว่าจวิ้นอ๋องมีเงิน และการก่อกบฏต้องใช้เงิน



                ข้ารู้จักสิ่งที่เรียกว่าสงครามตัวแทน รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ และรู้จักวิธีที่ประเทศมหาอำนาจสองประเทศหนุนหลังผู้คนสองกลุ่มในประเทศเล็กๆให้รบรากันโดยมีผลประโยชน์เช่นเส้นทางค้าน้ำมันหรือบ่อน้ำมันล่อ ข้าเองก็คิดจะทำเช่นนั้น โดยผลประโยชน์ที่จะได้รับคือทางรอดของตนเอง หากองค์ชายสามชนะ ฉู่เหวินจะไม่ใช่กบฏอีกต่อไป การคบค้ากับองค์ชายเจ็ดจะกลายเป็นการสานสัมพันธ์กับไห่เยี่ยน และวังจวิ้นอ๋องจะยังได้รับแรงสนับสนุนลับๆจากฮ่องเต้ของไห่เยี่ยน แม้ไม่อาจจะยื่นมือมาข้องเกี่ยวกับเรื่องราวภายในแคว้นอื่น แต่มีคนสนับสนุนดีกว่าไม่มี มันอาจทำให้ยิ่งถูกระแวง แต่ตอนนี้ก็ถูกระแวงอยู่แล้ว ข้ายังต้องเกรงใจผู้ใดอีก?



                หากใช้วิธีนี้ แม้จะต้องเสียเงิน แต่ข้าแทบไม่ต้องขยับตัว สามารถกระทำตนราวกับไม่เกี่ยวข้องได้ จดหมายฉบับเดียวของข้าจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดาย เครือข่ายพ่อค้าเป็นสิ่งที่ราชสำนักไม่อาจหยั่งเท้าถึง แม้ข้าจะไม่อาจไว้ใจเหล่าพ่อค้าทั้งหลายได้ แต่ข้าก็ทราบวิสัยของพวกเขา ด้วยมันก็เป็นนิสัยของข้าเอง คนค้าขายย่อมมองหาผลประโยชน์ในทุกช่องทาง หากได้ขายของ ผู้ใดจะไม่ยินดี ผู้ใดจะยอมทุบหม้อข้าวตนเองด้วยการนำข่าวไปแจ้งให้แก่ผู้อื่น ข้าวปลาอาหาร อาวุธ เสบียงมากมาย สิ่งเหล่านี้ผู้ใดซื้อให้ผู้ใด ผู้ใดนำไปรบรากับฝ่ายไหน มิใช่สิ่งที่ควรจะสอดมือเข้าไปยุ่ง แค่ข้าขายราบรื่นก็พอแล้ว



                ข้ารู้ว่าทางนี้มันเสี่ยง หากถูกจับได้ย่อมต้องโดนข้อหากบฏอย่างแน่แท้ หากองค์ชายสามพินาศข้าก็คงพินาศเช่นกัน ข้าทราบว่าวิธีนี้ช่างเป็นการเอาตัวรอดที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีและไร้ยางอายอย่างยิ่งในฐานะส่วนหนึ่งของราชวงศ์เทียนจิ้น แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นเช่นที่ข้ากล่าวกับหลินจวินเจ๋อ ข้าไม่มีทางเลือก



                หากพวกเขาเหลือทางถอยไว้ให้ข้าสักนิด..ข้าเองก็ไม่ต้องดิ้นรนอย่างสิ้นหวังถึงเพียงนี้



                “อย่าได้ทำหน้าเช่นนั้นเลย ฮูหยิน สามีเข้าใจเจ้า” นิ่งเงียบไปนาน อ้อมแขนหนาก็ผละออกพร้อมกับคำพูดนุ่มหู หลินจวินเจ๋อกอดข้าเอาไว้แล้วพรมจูบที่ข้างแก้มอย่างอ่อนโยน แม่ทัพแดนใต้ลอบถอนหายใจเบาๆแต่ก็ยังกอดข้าเอาไว้ทั้งตัว “เดิมทีข้าฟังแล้วตกใจไม่น้อย แต่เจ้าตัดสินใจถูกแล้ว พวกเราถูกบีบคั้นถึงเพียงนี้ ผู้ใดยอมก้มหน้ารับใช้อยู่ก็โง่เต็มที”



                “ท่านทำราวกับข้าจะยุยงให้ท่านไปสวามิภักดิ์ต่อไห่เยี่ยน” ข้าหัวเราะเบาๆ หากเสียงหัวเราะนั้นเจือแววขื่น ทราบดีว่าแม้ไม่ได้สวามิภักดิ์ แต่การช่วยเหลือ จะอย่างไรก็เหมือนได้ลงแรงเพื่อผู้อื่นไปแล้ว ซ้ำยังเป็นแคว้นที่เคยถือดาบ คิดรบราฆ่าฟันกันจนตกตาย..โชคชะตาช่างน่าขันยิ่งนัก “ข้าขอโทษ ท่านพี่ ใจท่านคงอยากสละชีพเพื่อชาติ ไม่ใช่ต้องมาหดหัวหนีตามข้า”



                “อย่าได้ขอโทษ เจ้าทำเต็มที่แล้ว” หลินจวินเจ๋อจับมือข้าไว้  ใบหน้าคมคายยังคงฉายแววยุ่งยากเล็กน้อยแต่ก็ยังยิ้มให้ข้า “ความจงรักภักดีจนไม่ยอมลืมหูลืมตานั้นไม่เป็นผลดีต่อตนเอง ข้าเองก็ทราบดีว่าราชสำนักไร้น้ำใจต่อพวกเรา จะดึงดันไปไย..ภาษิตว่าท้องทะเลรองรับร้อยธาร ยอมเปิดกว้างจึงยิ่งใหญ่ ที่หลินจวินเจ๋อรับใช้คือแว่นแคว้นและปวงประชา หาใช่ราชวงศ์เทียนจิ้น”



                “ท่านพี่...” ข้าจ้องมองเขาเงียบๆ หัวใจที่เต้มตื้นพลันอึดอั่นสั่นไหวมาครู่หนึ่งเมื่อคิดว่าตนเองทำให้วีรบุรุษของแว่นแคว้นจำต้องมาพบความอดสูเช่นนี้ “ข้า..”



                “ที่ข้าแค้นใจ มีเพียงเรื่องเดียวคือหลินจวินเจ๋อไม่อาจช่วยเหลืออันใดเจ้าได้อีกแล้ว” ดวงตาสีดำคู่นั้นหม่นครึ้ม ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความอดสู ข้ามองใบหน้านั้น ลูบใบหน้าที่มีไรหนวดสากระคายก่อนจะเลื่อนมือลงไปยังแผ่นอกหนาที่อยู่ใต้เสื้อหนาวตัวใหญ่ ลูบมันเบาๆ แม้จะหนานักจนไม่อาจรู้ว่าดวงใจดวงนั้นเป็นเช่นไร แต่ในห้วงคิดข้ากลับอุปมาว่าได้สัมผัสแล้ว ดังนั้นรอยยิ้มจึงอ่อนหวานอย่างยิ่ง



                “ตรงนี้ของท่านมีข้าอยู่ แค่นั้นก็พอแล้ว”



                หลินจวินเจ๋อมองข้าด้วยแววตาอ่อนหวาน เขายิ้มโง่งมออกมาก่อนจะรั้งตัวข้าเข้าไปในอ้อมแขน ได้ยินคำหวานแล้วจึงอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย แต่แม้อารมณ์ดีอย่างไร ข้ายังมองเห็นว่าดวงตาคู่นั้นฉายแววกังวล เช่นเดียวกับดวงตาของข้า เราสองคนสู้ฝืนความคิดความว้าวุ่นใจมากมายเพื่อมากอดกกให้กำลังใจกันและกัน ทั้งยังตระหนักอย่างเงียบงัน




...หลังจากนี้ ไม่มีทางถอยอีกแล้ว   



                หิมะยังคงหล่นร่วงลงจากฟากฟ้าไม่หยุดทับถมกันชั้นแล้วชั้นเล่า แต่รถม้าของจวิ้นอ๋องกลับหยุดแล้ว ขบวนรถม้าถูกแยกออกและรั้งอยู่ท้ายด้วยเหตุผลว่าคนกำลังเริ่มการรักษาจากการถูกวางยาพิษ การฝังเข็มจำต้องใช้ความแม่นยำ แน่นอนว่าไม่อาจกระทำตอนรถม้ากำลังเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงได้แต่บอกกล่าวให้ขบวนของรัชทายาทและขุนนางทั้งหลายนำหน้าไปก่อน ล่วงหนึ่งชั่วยามให้หลังเมื่อฝังเข็มเสร็จแล้วจะรีบเดินทาง



                รถม้าขนาดใหญ่จอดพักอยู่ใต้ร่มไม้ โดยรอบมีขบวนของบ่าวไพร่และคนคุ้มกันกระจายตัวกันอยู่เพื่อรักษาความปลอดภัยและรอดูสถานการณ์ ข้าจวิ้นอ๋องนั่งอยู่ในนั้นพร้อมกับเทพโอสถไป๋จิ้งผู้รักษา ซ้ายมือคือฉู่เหวิน ขวามือมีหลินจวินเจ๋อ และที่กำลังตั้งท่าจะเดินออกไปคือเหล่าไท่ซึ่งคิดว่าบุรุษตัวใหญ่ๆสี่ห้าคนอยู่ในรถม้าเดียวกันนั้นช่างเป็นภาพชวนอึดอัด



                ข้าเองก็อึดอัด...



“ถอดเสื้อออก”



                ลอบถอนหายใจขณะที่เทพโอสถสั่งให้เริ่มถอดเสื้อผ้าอย่างไม่สนสถานการณ์อย่างยิ่ง ข้าแตะปลายนิ้วลงบนคอเสื้อหากก็ต้องถอนใจใส่สามีและองค์ชายเจ็ดอีกคำรบ เมื่อไม่คิดจะลุกกัน ให้ข้ามายืนถอดตรงนี้เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวอย่างยิ่ง



                “ท่านหมอ ไม่ใช่ข้าไม่อยากถอด แต่รถม้าข้ามิอาจรับแขกได้มากมายถึงเพียงนี้” ข้าพยายามกล่าวอ้อมๆ ไม่กล้าเอ่ยไล่โดยตรง



                “พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ ข้าจะเริ่มทำการรักษา ออกไป” แต่เทพโอสถไป๋จิ้งกลับไม่สนใจมารยาทอันใดแล้ว ดวงตาอันแจ๋มใสคู่นั้นกวาดมองทางลูกศิษย์ตนทีและแม่ทัพผู้เกรียงไกรที เสียก็แต่คำพูดนั้นไม่อาจทำให้กำแพงไหว



                “ข้าช่วยเป็นลูกมือให้ท่านอาจารย์” คนใช้ความเป็นลูกศิษย์หาประโยชน์แล้ว ข้ากรอกตามองเพดานรถม้าแล้วถอนหายใจ



                “ข้าอยู่ดูอาการภรรยา มีอันใดไม่ได้” นี่ก็ใช้ศักดิ์ฐานะของตนเองเช่นกัน ข้าถอนใจเฮือก ก้มหน้าไม่กล่าวคำ



                “จะออกไปหรือจะให้ข้าเลิกรักษา เลยเวลามานานแล้ว” เทพโอสถผู้ชรากล่าวพลางตวัดสายตาข่มขู่ไปยังคนที่เป็นศิษย์และมิใช่ศิษย์ทั้งคู่ ก่อนจะมองมาที่ข้าด้วยแววตากล่าวหา..ข้ายังไม่ได้ทำอันใดเลยสักนิด



                “ไปสิ หรือพวกท่านอยากให้ข้าตาย”



                หลินจวินเจ๋อได้ยินแล้วจึงขยับตัวเป็นคนแรก แม้คนวางท่าทำเป็นหงุดหงิดฮึดฮัดเพียงไรก็ยังเห็นว่าความปลอดภัยของข้าสำคัญกว่า ดังนั้นจึงลุกขึ้นอย่างอิดออด ไม่ต่างกับฉู่เหวินที่ทำท่าลุกๆนั่งๆ คล้ายไม่ยอมจากไปเสียใจ



                “ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า” แววตาขององค์ชายเจ็ดเต็มไปด้วยความครุ่นคิด มองแล้วคาดว่าต้องเป็นเรื่องที่ข้าคิดสนับสนุนองค์ชายสามเสียแปดส่วน แต่เมื่อกำลังรักษาตัวข้าก็ไม่สะดวกกล่าวว่า



                “ข้าเองก็มี แต่รอข้ารักษาก่อนได้หรือไม่?”



                “ได้” ฉู่เหวินตอบรับง่ายๆ เขามองข้าด้วยแววตาห่วงใยอีกครั้ง ดวงตาคมตายมองทั่วร่างก่อนจะหยุดอยู่ที่กำไลหยกขาวบนแขนข้า “กำไลร้าวแล้ว อาซิ่นเปลี่ยนใหม่ได้แล้วกระมัง”



                นี่ก็ยังไม่เลิกยั่วโทสะคนอื่นเสียที ข้าเห็นกำลังออกไปเช่นสามีชะงักเท้าและหันกลับมาด้วยแววตาวาววับแล้วอดหนาวสันหลังไม่ได้ ดังนั้นจึงเผยกำไลที่ข้อมือให้เขาเห็นด้วยท่าทีปลอดโปร่งเป็นที่สุด “ร้าวไม่เป็นไร ข้าไม่เปลี่ยนหรอก”



                “ได้ยินคำตอบของภรรยาข้าแล้วใช่หรือไม่?” ท่านแม่ทัพแดนใต้ยิ้มออกมาด้วยท่าทีภูมิใจอย่างน่าหมั่นไส้เป็นอย่างยิ่งแล้วหัวเราะ “องค์ชายเจ็ด เชิญลง!



                “หึ  เป็นเพีย---”



                “ลงไป”



                “ขอรับ”



                ข้ากลั้นหัวเราะกึกๆเมื่อเห็นฉู่เหวินถูกท่านอาจารย์มองด้วยแววตาคมกริบแล้วเจ้าตัวนิ่งงันก่อนจะยอมไปแต่โดยดี รู้สึกขบขันทั้งยังพอใจไม่น้อยที่ทำให้เขาออกไปได้ คิดดังนั้นจึงแตะมือลงกับต้นคอ เตรียมถอดเสื้อผ้าอีกครั้ง ในรถม้าอุ่นขนร้อนด้วยกระถางไฟที่ถูกนำมาวาง ดังนั้นข้าจึงไม่กังวลเรื่องความหนาวแต่อย่างใด แต่เมื่อกำลังจะถอดเสื้อนอกตัวแรกออก ความคิดบางอย่างก็แล่นวาบอีกครั้ง ดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว



                “ท่านพี่” เสียงเรียกหวานๆของข้าทำให้ท่านเทพโอสถซึ่งกำลังตรวจดูเข็มของตนมองมาด้วยดวงตาวาววับ คล้ายจะถามว่าเจ้าจะรักษาหรือไม่



                “จ๊ะ ฮูหยิน” หลินจวินเจ๋อหันมาทำเสียงหวานและตาหวานซ้ำอย่างไม่ใส่ใจสีหน้าแววตาท่านผู้อาวุโสที่มองอยู่แม้แต่น้อย ข้าได้แต่ขอภาวนาผู้เฒ่าไป๋จิ้งผู้นี้ในใจและขอให้เขาไม่แกล้งฝังเข็มผิดที่จนข้าพิการด้วยความหมั่นไส้เกินกำลัง จากนั้นจึงยิ้มให้สามี



                “หลังจากฟื้น ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน”



                “ข้าจะรอ” หลินจวินเจ๋อฟังแล้วชะงักเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววกังขาก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย คำตอบนั้นและแววตาของเขาทำให้ข้ายิ้มออกมาอย่างพอใจ ปล่อยให้สามีเดินออกไปส่วนตนเองก็เริ่มถอดเสื้อผ้าชิ้นบนออกเพื่อให้ท่านหมอได้ฝังเข็มรักษาอาการป่วย



อีกฝ่ายคงไม่ทราบว่าสิ่งที่ข้าจะพูด คือความลับที่สำคัญที่สุดของข้า เป็นสิ่งเดียวที่ข้าไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากบอกใครที่ไหน ความลับที่หากพูดออกไปไม่แคล้วคงโดนมองว่าเป็นคนสติไม่ดี แต่ข้าเองก็ไม่อาจทนได้อีกแล้ว ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงยามนี้จึงได้ตระหนักว่าชีวิตสั้นนัก หลินจวินเจ๋อเองก็จริงใจต่อข้า มายามนี้ข้าถึงขั้นหาวิธีให้ตัวเองรอดด้วยการช่วยเหลือคนต่างแคว้น ไม่ต่างกับนำพาให้เขาทรยศชาติทรยศแผ่นดิน กระทั่งเรื่องนี้เขายังยอมรับได้ เช่นนี้แล้วจะปิดบังกันต่อเพื่ออะไร ข้าไม่อยากปิดบังแล้ว ไม่อยากปิดเขา และอยากให้หลินจวินเจ๋อเรียกชื่อข้าโดยเข้าใจว่านี่คือข้าจริงๆบ้าง..



“คว่ำหน้าลง”



เสียงของเทพโอสถดังขึ้นทำให้ข้าละจากภวังค์ เมื่อถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็ยอมคว่ำหน้าลงบนพรมขนสัตว์แสนนุ่ม เผยแผ่นหลังงดงามสูงค่าของจวิ้นอ๋องเพื่อให้รักษาแต่โดยดี ข้าได้ยินเสียงถอนหายใจ กำลังคิดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น นิ้วมือเย็นๆนั้นกลับจิ้มเข้าที่ลำคอเบาๆ



“รอยช้ำนี้เกิดขึ้นเมื่อใด?”



“เอ่อ...เมื่อวาน” ออกจะขัดเขินอยู่บ้างเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าถูกถามเรื่องอะไร รอยนี้เป็นร่องรอยที่เกิดจากการหื่นคลายเครียดของข้ากับหลินจวินเจ๋อ ก็อย่างที่ทราบกันว่าเจ้าเต่ายักษ์มีนิสัยชอบกัดคน แม้จะพยายามห้ามตัวเองแต่จะทนไหวหรือ ยามอยากจนหน้ามืดก็ยังรังแกข้าไปกัดคอข้าไปอยู่ดี บางทีเขาอาจจะมีรสนิยมชอบความรุนแรงอยู่ลึกๆ..



“รอยช้ำกลายเป็นสีม่วงคล้ำ..พิษกระจายถึงสี่ส่วนแล้ว” ถ้อยคำของท่านหมอทำเอาข้าขนลุกขึ้นไม่ได้ นี่แสดงว่าอาการของข้าหากไม่รักษาคงอาจตายวันตายพรุ่งได้เลยหรือไม่ “ข้าทราบดีว่าหนุ่มฉกรรจ์อารมณ์ร้อนแรง แต่ยั้งมือไว้บ้างก็ดี”



“แค่ก...ทะ ทราบแล้วท่านหมอ” พยายามอย่างยิ่งที่จะยิ้มและวางมาดเช่นจวิ้นอ๋อง แต่เจอคนทักเช่นนี้ทำได้เพียงยกมุมปากกระตุก จะอย่างไรคนก็ไม่เห็นเพราะคว่ำหน้าดังนั้นข้าจึงมุดหน้าลงกับหมอนนุ่มแก้อาย



แว่วยินเสียงถอนหายใจเฮ้อของเทพโอสถ ก่อนที่น้ำเสียงนิ่งๆจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง “เอาล่ะ ข้าจะฝังเข็มแล้ว จวิ้นอ๋องโปรดปล่อยตัวตามสบาย”



“ขอรับ” ขาติก่อนเคยมีประสบการณ์ไปฝังเข็มคลายเส้นมาแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่ตื่นกลัวนัก เพียงผ่อนลมหายใจเบาๆ คลายกล้ามเนื้ออย่างที่บอก



“การฝังเข็มครั้งนี้ทำเพื่อระงับอาการ” เสียงของท่านเทพโอสถดังขึ้นราวกับจะกล่อมให้ข้าไปสวรรค์ คนอธิบายวิธีการรักษาเสียงเรียบนิ่ง “หลังจากนี้ เวลามีเรื่องอันใด จะไม่ปวดหัวหรือสะเทือนอารมณ์จนเพ้อไข้ล้มป่วยอีก แต่พิษยังคงกระจายต่อไป ต้องดื่มโอสถที่ข้ามอบให้ทุกวันอย่าได้ขาด จากนั้นจึงฝังเข็มครั้งที่สองและครั้งที่สามต่อไป”



!!



อาการเจ็บแปล๊บบางอย่างเกิดขึ้นที่แผ่นหลัง ข้าสะดุ้งเฮือก ความรู้สึกปวดหนึบๆกำลังแผ่กระจายอย่างช้าๆ..เจ็บยิ่งนัก



“เจ็บอยู่บ้าง จวิ้นอ๋องโปรดอดทน จะรักษาพิษนี้ทำได้ไม่ง่าย” เทพโอสถกล่าวขึ้นแล้วข้าก็รู้สึกถึงความเจ็บที่แผ่นหลังอีกครั้ง ครานี้ยิ่งมากขึ้นจนต้องหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆ ขณะที่ในใจข้ากำลังเริ่มสาปแช่งจ้าวลี่เซียนแม่นางคนนั้นอยู่ในใจ โดนพิษก็ลำบาก ถอนพิษก็เจ็บตัว ข้าต้องจัดการนางสักทีให้ได้จริงๆ



“ข้าจะฝังเข็มที่จุดนิทรา ท่านนอนเถอะ” เสียงของเทพโอสถดังขึ้นอีกท่ามกลางความเจ็บปวดที่ทำเอาสติเริ่มพร่าเลือน พอคิดว่าจะได้หลับแล้วดีอย่างยิ่ง “แต่อย่าได้หลับลึกนานเกินไป เมื่อตื่นขึ้นมาอาจ...”



เสียงของเทพโอสถอยู่ห่างไกลไปแล้ว ไม่อาจได้ยินเขาจนจบประโยคด้วยซ้ำเพราะข้าง่วงงุนเกินจะทน ความเจ็บปวดทั่วแผ่นหลังค่อยๆหายไปขณะที่ความคิดยังคงติดค้างอยู่กับความจริงของตน ได้แต่คิดว่าอีกไม่นานจะได้บอกให้หลินจวินเจ๋อทราบ และคาดหวังไปร้อยพันอย่างว่าคนจะมีปฏิกริยาอย่างไร แต่ในใจข้ากลับมีสิ่งหนึ่งที่ยึดไว้อย่างมั่นคง นั่นคือไม่ว่าเขาจะตกใจมากพียงไร ไม่ว่าจะส่ายหน้าไม่เชื่อหรือด่าทอข้าหรือไม่ คนๆนั้นยังคงต้องบอกว่ารักข้าเช่นเดิม..







 

เสียงบางอย่างดังขึ้นข้างหู มันเป็นเสียงที่ไม่คุ้นเคยนัก ข้านึกถึงเสียงนกร้องหรือความเงียบยามค่ำคืนที่คุ้นเคยขึ้นมาจึงปรือตาขึ้น สมองยังรวบรวมลำดับความคิดไม่ชัดเจนนักและยังมึนเบลออยู่มาก ข้าส่งเสียงครางเบาๆในลำคอตามสัญชาติญาณ จากความคุ้นเคยที่ผ่านมา ทราบว่าเพียงขอแค่มีความเคลื่อนไหว บ่าวไพร่ผู้จงรักเช่นเหล่าไท่ก็จะเดินเข้ามาไถ่ถาม ความคิดเริ่มปะติดปะต่อมากขึ้นแล้วแต่เสียงบางอย่างที่ไม่คุ้นหูกลับยังดังไม่หยุด รบกวนการนอนอย่างยิ่ง ดังนั้นแม้เกียจคร้านและง่วงงุนอย่างไรก็ต้องค่อยๆลืมตาขึ้น เปิดออกรับแสงจ้าจนชวนแสบตาของยามกลางวัน



วันนี้คงอากาศดีไม่น้อย ข้าใคร่ครวญเช่นนั้นเมื่อลืมตาขึ้นกลับพบว่าแดดจ้าเสียจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง นึกแปลกใจที่อากาศไม่หนาวจนเกินทนทั้งที่หิมะตกอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องดีก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครา เป็นยามกลางวันควรอยู่ในรถม้า แต่รอบกายกลับไม่มีเสียงล้อเคลื่อนไหวหรือแม้แต่เสียงม้าเสียงคน มีเพียงเสียงครางของบางอย่างดังเป็นจังหวะอย่างชวนคุ้นหู..นี่ข้าถูกผู้คนหักหลัง ลอบลักพาตัวหรือไม่



อะไรบางอย่างกระซิบให้ลืมตาขึ้นอีกครั้งประกอบกับนึกถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลได้จึงระแวดระวังตัวขึ้น สิ่งแรกที่คิดในหัวคือเล่ห์กลหวงไท่หยาง ต่อมาคืออุบายของฉู่เหวิน ยังคิดไปว่าแผนการที่จะสนับสนุนองค์ชายสามของไห่เยี่ยนถูกมองออกแล้วหรือไม่ ทว่าสิ่งที่ข้าพบเมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างสามารถปรับตัวได้คือเพดานสีขาว ไม่ใช่เพดานโค้งของรถม้าใหญ่โตหรูหราเช่นทุกครา มันมีสีขาวมากจนเกินไปซ้ำยังมีหลอด...หลอดไฟอยู่สองดวง



ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นผ่านจากหัวจรดเท้า เย็นเสียจนแผ่นหลังและมือไม้สั่น ข้ารู้สึกถึงหัวใจตนเองที่เต้นโครมครามอย่างหยุดไม่อยู่ ลางสังหรณ์บางอย่างแล่นวาบพร้อมกลิ่นยาอันไม่เคยคุ้น เหลียวมองไปทางขวามือ บางสิ่งที่ส่งเสียงครางอย่างน่ารำคาญจนต้องลืมตาตื่นนั้นคือเครื่องมือสี่เหลี่ยมซึ่งหน้าจอมีสัญลักษณ์ตัวเลขและเส้นชีพจรขึ้นอยู่ ตัวเลขอารบิคที่ปรากฏคือเก้าสิบหกและแปดสิบ อีกช่องมีเส้นหยักๆที่ข้าทราบว่ามันคือเส้นบอกอัตราการเต้นของหัวใจ ในหัวบอกตัวเองว่านี่คือเครื่องมอนิเตอร์สำหรับตรวจวัดเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยหนัก ยังมองเห็นสายระโยงระยางพ่วงมาที่เตียงคนไข้ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ทำจากไม้หวงหลีหรือไม้ล้ำค่าใด มันเป็นเตียงผู้ป่วยที่เย็นเยียบอันทำมาจากโลหะสีเงินวาวที่เรียกว่าเหล็กและอะลูมิเนียม ดวงตาทั้งสองข้างยังสามารถสำรวจได้ถึงต้นแขนในชุดสีขาวลวดลายเฉพาะ ข้อมือและข้อพับมีทั้งสายระโยงระยางทั้งเติมเลือดเติมน้ำเกลือ บนอกยังมีผ้าห่มสีน้ำตาลอ่อนปักตราสัญลักษณ์ภาษาจีนซึ่งสะกดได้ว่าโรงพยาบาลตงหวา



 

ห้อง 312

ชื่อผู้ป่วย เหลียง จื่อซิ่น

ตึกอุบัติเหตุ ผู้ป่วยใน

โรงพยาบาลตงหวา เขตเซ็นทรัล ฮ่องกง

 



ข้าจ้องมองป้ายชื่อของตัวเองที่ติดอยู่ด้านซ้ายมือข้างๆเตียงอย่างโง่งม มองแล้วมองอีกจนดวงตาพร่าเบลอภาพทุกอย่างที่ปรากฏก็ไม่หายไป พลันรู้สึกลำคอแห้งผาก สมองมึนเบลอ เหมือนได้ยินเสียงบางอย่างสะเทือนเลือนลั่นในห้วงคิด รู้สึกราวกับเม็ดทรายที่กุมไว้ร่วงผ่านง่ามนิ้วจนไม่มีเหลือ ยังผลให้หนาวเหน็บตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า..




 

++++++++++




นั่งยันนอนยันว่าจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แค่ตอนนี้ขอวิ่งก่อน—/ชาวบ้านรุมตบ


จริงๆเป็นเซอร์ไพรส์(?)ที่พยายามบิวท์อย่างหนักเพื่อวันนี้ /ทำมินิฮาร์ตใส่ทุกคน #พอ



 

มาขายตรงต่อไปแม้ทำตัวน่าตบเพียงไรก็ตาม(...)


เปิดจองนิยาย สนใจดูรายละเอียดตรงนี้ได้เลยค่ะ >>  https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นิยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13662 DARA T. (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:35
    แม่ใจสลายไปแล้วแม่ คาดว่าถ้าได้กลับไปคงกอดพ่อแน่นอะแม่เจ้า
    #13,662
    0
  2. #13597 VKK42 (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 11:00
    ม่ายยยยยยยยยยยย
    #13,597
    0
  3. #13389 พญานก T^T (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 16:51
    กลับยังไงลาะทีนี้ อย่าทิ้งน้องเต่าา ฮืออออ
    #13,389
    0
  4. #13310 จ้าวแมวน้อย (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 14:04
    แล้วจะได้กลับร่างท่านอ๋องตอนไหนล่ะ หนุ่มๆขาดใจตายพอดี ฮืออออออ
    #13,310
    0
  5. #13134 Park K. (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 06:29
    นี้เย็นวาบตามท่านอ๋องเลยค่ะ ตายแล้ววว กลับยังไงอะทีนี้TwT
    #13,134
    0
  6. #13102 mommommae (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 00:47
    ไม่นะ อาซิ่น แล้วเมื่อไหร่จะกลับละเดี๋ยวลูกเต่าคิดถึงนะ
    #13,102
    0
  7. #13030 เมมฟิส (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 18:27
    อาซิ่นกลับร่างเดิม
    #13,030
    0
  8. #12991 มูตี้ (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 15:56
    ^______^
    #12,991
    0
  9. #12883 แม่เอง (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 20:09
    อ่าวเห้ย นางกลับมาอ่อ แสดงว่าร่างนั้นก้ตายแล้วอะดิ เห้ยยยยย
    #12,883
    0
  10. #12763 xmlove.exo (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 23:34
    จะเป็นยังไงล่ะเนี่ย
    #12,763
    0
  11. #12648 ningthanaporn (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 17:29
    น่าดีใจหรือน่าสงสารนะ
    #12,648
    0
  12. #12363 pqrst (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 10:40
    พอท่านหมอพูด เรานี่คิดขึ้นมาเลย. แล้วก็จริงด้วย
    #12,363
    0
  13. #11789 tongta_xx (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 12:28
    เฮ้ย ไม่นะ...
    #11,789
    0
  14. #11785 2543135790 (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 04:34
    เอ้า!อารายหว้าา555
    #11,785
    0
  15. #10713 Moonmoni (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:09
    อ่านจบแล้วถึงกับร้องลั่นว่าชิบหายแล้ว!!!!!
    #10,713
    0
  16. #10252 noeell (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 07:18
    อ่าวเห้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า
    #10,252
    0
  17. #9903 kai_yyy (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 09:41
    เอาอาซิ่นคืนมา
    #9,903
    0
  18. #9884 bb.smile (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 08:43
    อยากจะกริ๊ดดังๆ ให้ตายสิๆๆๆ
    #9,884
    0
  19. #9814 D_Dell520 (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 03:26
    แล้วจะกลับไปร่างจวิ้นอ๋องยังไงตอนไหน-?-
    #9,814
    0
  20. #9813 Mkarn (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 23:22
    เข้ารีเฟรชบ่อยๆ ทั้งที่ fav ไว้ ไรท์ทำได้แสบทรวงมาก แถมยังค้างไว้อีก คารวะสามจอก(ไฟลุกในดวงตา;บ้านยุไหนว่ะ สบถในใจ) ฮ่าๆๆๆ
    #9,813
    1
    • #9813-1 Lili405(จากตอนที่ 63)
      22 มกราคม 2560 / 01:05
      โห... เหมือนกันเลยค่ะ 555555555
      ไรท์นะไรท์ทิ้งระเบิดปุ๊บหายไปเลย 555
      #9813-1
  21. #9812 khaeg smo (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 23:02
    นางละเมอหรือป่าว เมายาไหม.....

    ไม่จริงนะ พานางย้อนไปหาท่านแม่ทัพ
    #9,812
    0
  22. #9811 ATOMMii'z V.i.P (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 22:28
    ช็อค!!!!! อ้าปากกว้างมากกก เรื่องอื่นไม่ทีกลับมาปัจจุบันนะ เรื่องนี้แหวกแนวมากก ทุกอย่างงง! ยังไง จะกลับไปไหม หรือให้คนงามกลับไปแทน ยังงั้ยยย ต่อด่วนค๊า ค้างงงงงง แงๆๆๆ ????????????????
    #9,811
    0
  23. #9809 Izen (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 21:18
    คนอ่านช็อคไม่พอ

    เชื่อว่าฝั่งเจ้าเต่าคงช็อคมากๆแน่

    รีบกลับไปนะอาซิ่น!!!
    #9,809
    0
  24. #9808 [Artom] (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 20:53
    แง่มมมมๆๆ อย่าทิ้งท่านแม่ทัพนะ อาซิ่น
    #9,808
    0
  25. #9807 YaoiYaoi (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 18:33
    ช็อคคคคคคคคคค กลับมาแล้วต้องกลับไปนะะะะ เจ้าเต่ารออยู่ !!!!! ????????????????????????
    #9,807
    0