ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 52 : ข้าเพิ่งทราบดวงจันทร์อยู่สูงเพียงใด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,870
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    28 ธ.ค. 59






        “คิดจะทำอะไร?”



         ข้าเอ่ยปากถามขึ้นทันทีที่ประตูห้องของตนถูกเจ้าเต่าตัวใหญ่ยืนทำเงาตะคุ่มอยู่ด้านนอก ใช้สายตามองหลินจวินเจ๋อซึ่งค่อยๆเดินเข้ามาในห้องด้วยอาการนิ่วหน้าเล็กน้อย หลังจากอยู่ร่วมงานเลี้ยงยามเย็นอย่างเป็นทางการสักครู่ข้าก็เอ่ยปากขอตัวมาโดยอ้างปัญหาสุขภาพ จากนั้นก็กลับมานั่งสะสางงานกุนซือทัพของตนที่ต้องเขียนรายงานขอความดีความชอบของทหารร่วมรบส่งไปให้โอรสสวรรค์พิจารณา หลังพระจันทร์ขึ้นอยู่ครู่ใหญ่หลินจวินเจ๋อจึงกลับมาจากงานเลี้ยงแล้วมายืนทำตัวน่าสงสัยที่หน้าห้องของข้าต่อ เห็นเงาตะคุ่มเช่นนั้นแล้วต่อให้ไม่อยากทักยังต้องเอ่ยปากสักคำ



          กลิ่นเหล้าโชยมาเล็กน้อย ข้าเงยหน้าขึ้นมองหลินจวินเจ๋อที่ใบหน้าแดงก่ำอยู่บ้างเพราะฤทธิ์สุรา เจ้าลูกเต่าตัวดีพยายามวางท่าสงบเสงี่ยมขณะเดินมาใกล้ คนหาได้ลากเอาเก้าอี้มานั่งคุยกัน แต่กลับมายืนอยู่ข้างหลังข้าแล้วลงมือนวดไหล่ประจบ ไม่ทราบเห็นข้าเป็นตาเฒ่าอายุร้อยปีหรืออย่างไร



          “ข้าแค่อยากมาเฝ้ายามหน้าห้อง”



          “ท่านจะแย่งหน้าที่ทหารยามทำไม ไยไม่ไปนอนพัก” ข้าไม่เห็นว่าการมายืนเฝ้าอยู่แบบนี้จะมีดีที่ใด เขาเฝ้าห้องข้าแล้วอย่างไร ก็แค่ยืนทำตัวราวกับถูกข่มเหงอยู่ข้างนอก ไม่เห็นได้ทำอะไรเป็นประโยชน์มากกว่านั้น



           “ข้าถูกภรรยาไล่ออกมานอกห้อง นอนไม่หลับ”



           คำตอบกระซิบแฝงกลิ่นสุรา คนเมามาไม่น้อยแล้วแม้ยังรักษาสติอยู่ได้ก็ใจกล้าขึ้นกว่าเดิม ข้ายิ้มมองหลินจวินเจ๋อที่เปลี่ยนจากนวดไหล่ข้าเป็นกอดไว้หลวมๆ ใบหน้าซุกลงกับลำคอขาวแล้วออดอ้อนคลอเคลีย ปีศาจสุรานี่กินเหล้าแล้วปากเปราะจริงๆ ถ้าเป็นยามปรกติคนที่มีคดีติดตัวเช่นเขาคงไม่กล้าพูดจาเรียกร้องอันใด ข้านึกถึงคดีคนเมาพูดจาน่ามีโทสะแล้วนิ่วหน้ายกมือดันแขนหนาออกไปจากตัวช้าๆ



           “ไปนอนห้องตัวเอง ไปล้างหน้าล้างตาด้วย อย่าดื่มสุราให้มากนัก”



           “ข้าเพียงขอเอาสุราราดทุกข์ชั่วคราว” คนฟังข้ากล่าวแล้วหัวเราะเฮอะ น้ำเสียงแฝงความขื่นขม ทั้งยังไม่ยอมปล่อยมือ ดื้อด้านเป็นอย่างยิ่ง



           “แล้วอย่างไร กินแล้วลืมหรือไม่ รึกินแล้วใจกล้าขึ้น คิดจะพูดจะทำอันใดให้นึกเสียภายหลังอีก” ได้ยินคนออกปากกล่าวคล้ายถูกกระทำ ยื่นหอกดาบให้ข้าแทงตัวเอง เหลียงจื่อซิ่นผู้นี้ไม่ใช่คนใจดีที่จะยอมละเว้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ไม่ผ่อนปรน เดิมทีคิดเรียกเขามายังอยากคุยเรื่องวันนี้ให้ดีๆ แต่คนเมาทำตัวเกเร ไม่ลงมือสั่งสอนสักทีย่อมไม่ใช่ข้า



            “ไม่...กินแล้วคิดถึงเจ้ายิ่งกว่าเดิม” หลินจวินเจ๋อหัวเราะขื่น น้ำเสียงยิ่งแฝงเงาขมปร่าเมื่อถูกข้าเอ่ยปากทิ่มแทงดวงใจเช่นนั้น เขาออกแรงกอดข้าแน่นขึ้นกว่าเดิม ขณะพึมพำเสียงเบา “ข้าเสียใจ..”



            “ขี้ขลาด” ข้าไม่คิดยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่าย เพียงปรายตามองเขาอย่างเย็นชาซ้ำ “มีเรื่องอันใดถึงไม่กล้าคุยยามมีสติ ข้าจำไม่ได้ว่าที่จวนจวิ้นอ๋องมีตัวขลาดเขลาเช่นนี้”



            “หากข้าอาศัยข้ออ้างว่าดื่มสุราจนขาดสติแล้วปลุกปล้ำเจ้า จะได้รับการให้อภัยหรือไม่?”



            “นั่นเป็นข้ออ้างของพวกที่คิดชั่วอยู่ก่อนหน้า เพียงเอาสุรามาบังหน้าเท่านั้น” เจ้าคิดจะทำแบบนั้นรึ..? ข้าเลิกคิ้วเนิบช้า เอี้ยวตัวไปสบตาสีดำสนิทของหลินจวินเจ๋อที่ดำมืดแปลกตา อ้อมกอดหนารัดแน่นขึ้นไปอีก   


  

         “แล้วหากข้าอาศัยข้ออ้างว่าดื่มสุราจนขาดสติ ร้องไห้คร่ำครวญ ขอให้เจ้ายกโทษให้สามีผู้นี้”   



         “ข้าไม่ได้เอ่ยสักคำว่าคิดโกรธเคือง แล้วจะให้ยกโทษที่ใด” 



         “หากข้าถามเจ้า..เจ้าโกรธเคืองที่ข้าปากพล่อย เป็นต้นเหตุให้ตนเองถูกวางยา แล้วที่ผ่านมา..ที่ข้าช่วยเหลือเจ้า เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเจ้าออกมา มีความหมายบ้างหรือไม่?”



           สำหรับเขาข้อเท็จจริงมีแค่นั้น แต่สำหรับข้าไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ไหนเล่าจะเอามาเปรียบเทียบกันได้ ข้ามองคนที่อยากนำบุญคุณมาลบโทษที่ตนก่อ จะคิดแยกเรื่องช่วยชีวิตเหลียงจื่อซิ่นกับคร่าชีวิตจวิ้นอ๋อง ดวงตาหม่นครึ้มลงเล็กน้อยก่อนจะตบแขนเขาเบาๆ “ไปล้างหน้า แล้วค่อยมาคุยกัน”



           “ข้าพูดไปเท่านั้น แต่ไม่กล้าทวงถามอยู่ดี”



          หลินจวินเจ๋อไม่ยอมไป คนกระทำตัวดื้อด้านยอมละอ้อมแขนออกจากร่างของข้า แต่เปลี่ยนจากยืนเป็นทรุดนั่ง เอนตัวพิงเก้าอี้ที่ข้านั่งอยู่อย่างแม้ไม่อยากรบกวนก็ยังรบกวน ข้ามองเจ้าเต่าที่วันนี้มีท่าทีประหลาดกว่าทุกวัน พลันเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ไม่ทันกล่าวสิ่งใดคนก็เงยหน้าขึ้นมามองในมุมที่ต่ำกว่า เขามองสบตาข้า เห็นเงาหม่นในดวงตาคู่นั้นก่อนที่ปีศาจสุราจะแค่นหัวเราะแฝงรอยรันทดเบาๆ



           “วันนี้ข้าได้เห็นเจ้านั่งสนทนากับรัชทายาทและองค์ชายแคว้นไห่เยี่ยน” หลินจวินเจ๋อกล่าว ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทฉาบฉายไปด้วยนัยยะบางอย่าง เขามองใบหน้าข้า จับจ้องไม่วางตาราวกับไม่เคยพบเคยเห็น นัยน์ตาดำสนิทเป็นระลอกพลิ้วด้วยอารมณ์อันแปลกประหลาดยากจะคาดเดา “เราสองคนไม่ได้นั่งห่างกันมากนัก แต่ที่นั่งของข้าถูกจัดให้ต่ำลงไปอีกขั้นหนึ่ง ..เมื่อก่อนข้าไม่เคยคิด แต่วันนี้จึงได้สังเกตขึ้นมา..ข้าเพิ่งได้ทราบว่าดวงจันทร์อยู่สูงเพียงใด”



           น้ำเสียงที่เอ่ยแผ่วต่ำเจือกลิ่นสุราและความในใจจนขุ่นข้น ได้ฟังแล้วข้าเองก็นิ่งไปเช่นกัน ดวงจันทร์ที่หลินจวินเจ๋อกล่าวถึงไม่ใช่ดวงจันทร์บนฟ้าแน่นอนอยู่แล้ว แต่ย่อมหมายถึงจวิ้นอ๋องผู้มีศักดิ์ฐานะแตกต่าง แม้เป็นขุนนางชั้นหนึ่งยังแตกต่างกับราชวงศ์ แม้ทำความดีความชอบเพียงไรก็ยังไม่อาจสูงไปกว่าเชื้อสายกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น ข้าจ้องมองเขา เห็นใบหน้าคมแฝงแววรวดร้าวเมื่อสบตา หลินจวินเจ๋อจ้องและมองมา ที่สุดจึงแนบใบหน้าหนุนตักของข้าเงียบๆ



            “ข้าเพิ่งทราบว่าหากเจ้าไม่เอื้อมมือมาหา ข้าก็ไม่อาจคว้าได้เลย วันนี้ที่ภรรยาหมางเมินโกรธเคืองข้า ข้าก็มิอาจทำสิ่งใดได้นอกจากอ้อนวอนขอให้ได้รับการอภัย สิ่งที่ข้ามีในมือ นับจากอดีตจนถึงตอนนี้ไม่อาจนำมาใช้การได้ ที่ผ่านมาข้าได้เปรียบผู้อื่นเพียงอย่างเดียวคือมีความรักที่เจ้ามอบให้..ซึ่งบัดนี้ไม่ทราบว่าเหลืออยู่หรือจางหาย หากเจ้าคิดจะไปจากข้าจริงๆ ข้าจะทำอย่างไรดี”



           ปล่อยมือที่กำพู่กันด้ามหยก จำต้องหยุดการเขียนรายงานถึงราชสำนักไว้เพียงเท่านั้นเมื่อฟังคำกล่าวของเขา ข้าถอนหายใจเบาๆ ไม่ทราบควรจะกล่าวหรือไม่กล่าวสิ่งใดเช่นกันเมื่อยินคำพูดของสามีจบสิ้น มองศีรษะที่พาดตักด้วยความรู้สึกที่ว่าควรยกมือขึ้นลูบศีรษะปลุกปลอบ แต่ข้าก็นิ่งเฉย เรื่องราวก็เป็นเช่นที่หลินจวินเจ๋อกล่าวทุกประการ คนเพิ่งมาเห็นค่าของบางสิ่งเมื่อใกล้จะเสียมันไปช่างน่าโมโหยิ่งนัก เขาเสียใจแล้ว หลินจวินเจ๋อเพิ่งรับรู้ถึงความโชคดีของตนเองอย่างที่ข้าอยากให้เป็นมาโดยตลอด ทราบในที่สุดว่าการที่จวิ้นอ๋องรักเขา เอื้อมมือมาหาเขา เป็นเรื่องที่ดีเพียงไร



           เสียแต่หวงเทียนหยางไม่อยู่แล้ว..



          ความจริงอีกข้อยังผลให้ดวงตาหม่นครึ้ม ข้าเอื้อมมือไปหาหลินจวินเจ๋อในที่สุด แต่เพื่อผลักให้ศีรษะของอีกฝ่ายหลุดออกจากตักของตัวเอง สบตาคนเมาที่แฝงแววรวดร้าวยามถูกพลักไสแล้วข้าก็ยิ้ม แต่มันคงเป็นยิ้มที่เย็นชาห่างเหิน เพราะผลคือหลินจวินเจ๋อมีสีหน้าเจ็บปวดขึ้นมา



          “หากข้าอยากจะเลิกกับท่าน ท่านก็ทำอะไรไม่ได้หรอก” สาดความจริงใส่ท่านแม่ทัพเบื้องหน้าอย่างไม่ปรานีปราศรัย คนเมาจะได้สร่างเมาเพราะคำพูดเอาก็ยามนี้ “หากอยากหย่ากับข้า ท่านทำไม่ได้ หากข้าอยากหย่าขาดจากท่าน ข้าทำได้ แม้คิดจะค้านก็ไม่มีคนฟัง นี่คือความแตกต่างของเรา ท่านน่าจะรุ้ดีตั้งแต่ถูกบังคับให้แต่งงานกับข้าแล้ว”



          “แล้วเจ้าจะ........” หลินจวินเจ๋อเอ่ยไม่จบประโยค เขาเงียบไปราวกับถูกบีบคอ เนื้อตัวแข็งค้างโดยพลัน



        “ความแตกต่างของเราสองคนคือชนชั้นที่ไม่ว่าทำอย่างไรก็มิอาจเปลี่ยน แม้คนมิใช่ทั้งสุนัขและอาชาที่ต้องมีชาติพันธ์ดีจึงนับว่าดีได้ แต่อย่างไรข้าก็เป็นผลผลิตของสกุลหวงที่ครองแผ่นดินเทียนจิ้น ท่านคิดถูกแล้ว หากข้าจะทอดทิ้งสามีไม่รักดี แค่กระดิกนิ้วครั้งเดียวทุกอย่างก็เป็นไปตามต้องการ และด้วยกำลังของตนเอง พยายามอีกสิบปีท่านก็ไม่มีทางเอื้อมถึงตัวข้า”



          ข้ายิ้มแย้มกล่าววาจาโจมตีทิ่มแทงคนไม่หยุดคล้ายกำลังสำราญใจ มองอีกฝ่ายที่มีท่าทีเหมือนถูกตบหน้าแรงๆจนไม่อาจทำอะไรได้ด้วยความพอใจในชัยชนะของตนอย่างยิ่ง ได้ลงมือเอาคืนแล้วก็มีความสุขอยู่บ้าง ดังนั้นจึงหันไปหยิบพู่กันอีกครั้ง ยกมันมาจิ้มหน้าอีกฝ่ายเบาๆและยันออกให้เลิกเกาะเก้าอี้ตัวเอง ทำราวกับการแตะต้องเนื้อตัวของท่านแม่ทัพใหญ่นั้นจะทำให้ติดโรคร้ายก็มิปาน   



          เห็นคนทำหน้าเจ็บปวด จิตใจกลับรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยา ข้ารู้สึกเป็นตัวร้ายขึ้นมาอีกขั้นขณะคลี่กระดาษเซวียนซือออกมาเขียนต่อ



          “หากทราบดีเช่นนั้นก็ลุกไปล้างหน้าล้างตา ทำตัวดีๆเสีย สำนึกไว้ซะว่าท่านเป็นสามีที่จะถูกหย่าได้ทุกเวลา ที่ข้ายังไม่ไล่ให้ไปนอนนอกจวนก็นับว่าดีมากแล้ว”



        “เจ้าจะยังไม---”



         “ต่อให้คิดวอนขอเอาใบหย่า ก็ไม่ใช่ตอนนี้ ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้ว”



         ข้าตัดบทอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วไม่ให้ท่านแม่ทัพขี้เมาได้ฟุ้งซ่านต่อ หลินจวินเจ๋อผู้นั่งนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่บนพื้นได้ฟังแล้วดวงตากระจ่างวาบ ใบหน้าจากเศร้าซึมรวดร้าวเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเป็นสดใสราวบุปผาผลิบาน คนจากเหี่ยวเฉาราวตอไม้แห้งตายรีบลุกขึ้นแข็งขัน..น่าหมั่นไส้นัก



         “ข้าจะรีบกลับมา”



        “ผู้ใดคิดรอเจ้ากัน!



        ข้าส่งเสียงเฮอะไปอย่างขวางหูขวางตาในท่าทีระริกระรี้ของคนผู้นี้อย่างยิ่ง ส่งเสียงตอบไปแล้วก็นั่งเขียนรายชื่อทหารต่อ อีกไม่ถึงอึดใจถ้วยชาเย็นชืดของตนเองก็ถูกเปลี่ยนด้วยมือเหี่ยวย่นอันคุ้นเคยของเหล่าไท่ ข้ารับใช้คนสนิทเข้ามาจุดเทียนเพิ่มความสว่างและช่วยงับหน้าต่างที่เปิดกว้างมิให้ลมสอดลอดเข้ามามากนัก ดวงตาฟ้าฟางมองข้าแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ



          “สมรสพระราชทานที่ท่านอ๋องขอไม่อาจหย่าได้ง่ายๆ ไยไม่พูดเล่าขอรับ”



         “ให้เขารู้ก็ได้ใจน่ะสิ”



         ข้าตอบไปอย่างรวดเร็วพลางจุ่มพู่กันเขียนต่อ คนคิดจะหย่ากันไหนเลยทำได้ง่ายๆเฉกสามีภรรยาทั่วไป กล้าหย่าขาดจากกันทั้งที่ได้รับสมรสพระราชทานโดยไม่ถามความเห็นฮ่องเต้นี่เรียกว่าหมิ่นเบื้องสูง ไม่เห็นหัวคนบนศีรษะ ไอ้การเอาใบหย่ามาขู่ของท่านแม่ทัพในกาลก่อนเป็นแค่เรื่องราวเบื้องต้น วิธีเลิกราของข้ากับหลินจวินเจ๋อ หากจะกระทำจริงๆย่อมต้องส่งหนังสือขอพระราชทานอนุญาต แถมด้วยหนังสือหย่าและสาเหตุอีกที วุ่นวายเหลือคนานับ



        “ขอรับ จึงกลายสภาพเป็นนกหวาดเกาทัณฑ์ไปแล้ว”



          “สมน้ำหน้า” คำพูดของข้ามีแต่ความสะใจอย่างแท้จริง นิ่งคิดถึงสีหน้าร้อนรนของเขาแล้วก็เบิกบานขึ้นมาอย่างสุดแสน



          “นายน้อย ผู้รอฉกฉวยผลประโยชน์จากเรื่องขัดแย้งมีมาก” เหล่าไท่เปรยขึ้นมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด ดวงตาฟ้าฟางหันมอง ยิ่งกล่าวเสียงยิ่งเบา “บ่าวไพร่ตอนนี้แม้มีแต่คนของวังจวิ้นอ๋อง แต่ที่ฟากปีกตะวันออก ยังมีคนขององค์รัชทายาทปะปน อยู่ใกล้กันเพียงนี้ หูตาสอดส่องยิ่งมากขึ้นทวีคูณ”



           “ข้าจะระวัง” ฟังคำกล่าวแล้วมีเหตุผล ข้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะชะงักมือเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ “เหล่าไท่..พูดถึงศักดิ์ฐานะ ข้าจำได้ว่า ท่านพ่อเคยกล่าวเมื่อนานมาแล้ว..ในวันครบเดือนของข้า เสด็จปู่เคยดำริว่าอยากแต่งตั้งข้าเป็นองค์ชาย”



            “ขอรับ อดีตฮ่องเต้หวงอี้หงในรัชกาลก่อน โปรดปรานนายน้อยเหนือผู้ใด”



          “จึงอยากแต่งตั้งข้าเป็นองค์ชายที่มีสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์” กล่าวไปแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างหนักใจ “เสด็จปู่ช่าง...”



          ข้าเงียบเสีย ไม่เอ่ยปากวิจารณ์บรรพบุรุษของคนงามให้ระคายเบื้องสูง จะอย่างไรคนก็ตายไปแล้ว สาปแช่งไปให้ได้อะไรขึ้นมา เรื่องคิดจะแต่งตั้งคนงามเป็นองค์ชายนี้ข้าเพิ่งจะนึกออกหลังจากหลินจวินเจ๋อบอกเรื่องรัชทายาทกำจัดองครักษ์เงาของข้า  คนขัดแย้งกันถึงเพียงนั้น คิดแล้วจึงเทน้ำหนักไปเกี่ยวกับเรื่องราชบัลลังก์เสียเจ็ดส่วน ข้าใช้เวลาไปกับการทบทวนความสัมพันธ์ในสมองที่เริ่มเลือนๆลางๆเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนงามและราชตระกูล ก่อนจะนึกได้ว่าเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่แน่ใจจนต้องเอ่ยถามท่านผู้เฒ่าอีกที



           “นายน้อยเกิดก่อนองค์รัชทายาทไม่กี่วันขอรับ” เหล่าไท่เห็นว่าข้ามีอาการครุ่นคิด จึงเอ่ยปากเล่าเรื่องราวสมัยยังไม่รู้ความให้ฟัง “ฮ่องเต้รัชกาลก่อนถึงกับเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เอง..เมื่อวานครบรอบเดือน จึงเป็นผู้มอบพระนามว่าหวงเทียนหยาง รวมทั้งนามรองแก่นายน้อย นายท่านผู้ล่วงลับเองยังเคยเอ่ยปากบ่นกับตาเฒ่าผู้นี้ว่าบุตรชายตนเองแท้ๆ บิดากลับไม่มีสิทธิ์ตั้งชื่อ หลังจากนั้นองค์รัชทายาทก็กำเนิด ได้รับพระนามจากอดีตฮ่องเต้ว่าหวงไท่หยาง และตั้งนามรองว่าจื่อจิ้น เป็นที่คล้องจองกัน ยามนั้นทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศมงคล ต่างยินดีปรีดาที่พระองค์น้อยๆทั้งสองให้กำเนิด”



            “เรื่องแต่งตั้งนายน้อยเป็นองค์ชายนี้หยุดลงเพราะท่านอ๋องปฏิเสธไป แต่ทุกคนต่างก็ทราบดีว่านายน้อยเป็นที่โปรดปรานเหนือผู้ใด ยังทรงมีพระดำริอยากแต่งตั้งนายน้อยเป็นองค์ชายอยู่เรื่อยๆ..กระทั่งจวบสิ้นพระชนม์ อาจเพราะเหตุนี้ หลังจากนั้นนายท่านจึงถอนตัวจากเรื่องราวในราชสำนัก หันมาสนใจการค้าขายอย่างจริงจัง..”



            ข้าเงยหน้าขึ้นช้าๆ ฟังคำตอบแล้วสบตาข้ารับใช้ผู้ชราด้วยแววตาครุ่นคิดที่ต่างทราบดีว่าต่างประหวั่นกับสิ่งใด เรื่องราวเป็นมาเช่นนี้แล้วหากกล่าวว่าความโปรดปรานที่ได้รับจะไม่มีอิทธิพลต่อความคิดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้ แต่คนคิดจะหมายหัวกันแค่เพราะเป็นหลานรักเท่านั้นหรือ ขนาดจวิ้นอ๋องพระองค์ก่อนถอยแล้วยังไม่วางใจ กลับยังเล็งปลายหอกมาที่หวงเทียนหยางไม่หยุดหย่อน ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดกันแน่



            “ข้าเคยสนิทกับรัชทายาทมาก” แม้ข้าจำเรื่องราวเกี่ยวกับเขาไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น



            “ขอรับ เมื่อก่อนเคยสนิทสนมกันมาก เปลี่ยนไปเมื่อครั้งนายน้อยแต่งงานนี่เอง”



            “เดี๋ยวข้าจะนอนแล้ว ท่านออกไปก่อนเถอะ”



            ข้าเอ่ยปากให้เหล่าไท่จากไป ผู้ชราเงยหน้ามองดูสีหน้าข้าเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้าเงียบๆ ข้ามองตามจนกระทั่งแผ่นหลังนั้นห่างออกจนลับตาจากนั้นจึงวางพู่กันในมือลง ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้รู้อยู่นาน หากไล่เรียงความสัมพันธ์นับจากรัชกาลก่อน การถอยหลังออกมาของบิดาร่างนี้คือการกระทำที่ถูกต้อง เพราะรู้ดีว่าความโปรดปรานที่ตนเองได้คือหอกทิ่มตาเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ เมื่อเปลี่ยนรัชกาลจวิ้นจึงอ๋องเลิกยุ่งเกี่ยวราชสำนัก หันมาทำการค้าแสดงตนว่าไม่แสวงหาอำนาจ จวบจนมาถึงรุ่นของหวงเทียนหยางก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ในความทรงจำของข้าไม่มีเรื่องของคนงามกับหวงไท่หยางแต่จากคำกล่าวของคนรอบกายแสดงว่าทั้งสองไม่ได้เป็นอริกันมาแต่แรก ทบทวนดูแล้วจวิ้นอ๋องก็ไม่ได้สนิทสนมกับองค์ชายที่ไหนอีก



         หรือแท้จริงเพราะการแต่งงานกับหลินจวินเจ๋อ ทำให้ความระแวงที่สร่างซาไปกลับมาอีกครั้ง เมื่อท่านอ๋องชื่อเสียงดีงามที่เคยเป็นที่โปรดปรานในรัชกาลก่อนจับมือกับแม่ทัพผู้เก่งกาจที่มีทหารในมือ มีเงินและกำลังคน ช่างเขย่าฐานบัลลังก์ได้ง่ายดายยิ่ง



           “ข้าสร่างเมาแล้ว”



           สุ้มเสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ประตู หลินจวินเจ๋อถือวิสาสะเดินเข้ามาอีกครั้ง ข้าไม่ตอบอะไรหากแต่มองหน้าเขาเงียบๆ จ้องวงหน้าหล่อเหลาคมคายที่ปรากฏรอยแผลเล็กน้อยจากการศึกที่ล่วงผ่าน ร่างแกร่งราวกับเทพนักรบสวมชุดลำลองอย่างง่ายสีน้ำเงินเข้ม เส้นผมมีรอยเปียกชื้นแสดงว่าอาบน้ำมาเรียบร้อย คนยืนอยู่เงียบๆยังมองเห็นรัศมีความหล่อเหลาองอาจบาดตา



         “อาซิ่น?”



           “ท่านนี่มันตัวนำเคราะห์จริงๆ”



           “ฮูหยิน”



           ข้าไม่สนใจเสียงร้องปานสุกรถูกเชือดตรงนั้น เพียงพับกระดาษที่ตนเองเขียนเรียบร้อยแล้วให้เป็นระเบียบ ท่านแม่ทัพใหญ่สร่างเมาแล้วไม่กล้ายุ่งย่ามวุ่นวาย ซ้ำถูกข้าตราหน้าว่าเป็นตัวโชคร้ายยืนทำหน้าหงอยอยู่ใกล้ประตู เห็นแล้วคันง่ามเท้าเหลือแสน ข้ากวักเรียกเขาเข้ามา พออีกฝ่ายยิ้มแย้มรีบมาหาก็เคาะพู่กันใส่ศีรษะเขาแรงๆหนึ่งที



          “เอาไปล้าง เทหมึกทิ้งด้วย”



          หลินจวินเจ๋อพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและปฏิบัติตามเคร่งครัดยิ่ง ข้าจึงลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างห้องออกจนกว้าง ให้แสงจันทร์นวลสาดเข้ามาอย่างเต็มที่จนห้องกว้างสว่างไสวมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงเดินไปที่กระจกแปดเหลี่ยมใบขนาดพอดีที่วางไว้ข้างเตียงนอน นั่งลงบนเก้าอี้ไม้หอม จับหวีหยกอันเล็กแล้วเริ่มสางผมให้คนงามเงียบๆ



          ข้าจ้องมองกระจก ดวงตาในกระจกใบนั้นก็จ้องกลับมา เนตรคู่งามที่ยากจะบรรยายด้วยคำพูดเต็มไปด้วยแววครุ่นคิดและฉงนฉงาย ขนตาดกหนาที่ล้อมกรอบดวงตาคู่นั้นหรุบต่ำ ใบหน้าเลิศล้ำเหนือผู้ใดแม้จะงามแต่ยังสามารถมองออกว่าเต็มไปด้วยความกังวลครุ่นคิด ยามนี้เมื่อมองภาพสะท้อนของคนงามข้าหาได้มีความคิดอยากชมโฉมของเขาเช่นทุกครา กลับอยากใช้มือนี่เคาะสมองน้อยๆถามหาอัจฉริยะนามหวงเทียนหยางว่าเขาคิดอันใดอยู่กันแน่



          เพื่อความรัก ท่านยอมได้ถึงเพียงนี้ เพราะหลินจวินเจ๋อ ท่านจึงยอมเสี่ยงผจญกับเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้หรือ?



          ข้าเหลียงจื่อซิ่นผู้ไม่เคยลงทุนกับความสัมพันธ์ใดมากไปกว่าเรื่องร่างกายและที่นอนถอนหายใจช้าๆ ข้าไม่เข้าใจเขา แต่ก็ยากจะพูดว่าไม่คุ้มค่า เพียงแต่เมื่อลองนึกทบทวนว่าคนอย่างจวิ้นอ๋องจะยอมเสียสละเพราะรักมากถึงเพียงนี้ก็รู้สึกไม่เชื่อ และถึงขั้นไม่ยอมรับขึ้นมา ก็ดูสิ่งที่เขาได้รับกลับมาสิ เป็นสามีไม่รักดีผู้หนึ่ง ควรยิ้มแย้มฉลองชัยหรือไร



           “ให้ข้าช่วยหวีผมให้เถอะ”



            ตัวต้นเหตุกลับมาแล้วอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง รู้ตัวอีกทีก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหลังพร้อมรอยยิ้มนุ่มนวล ข้ามองคนอยากทำตัวเป็นสาวใช้ ยอมยื่นหวีให้เขาโดยดีด้วยมีคนคอยบริการย่อมสบายกว่า หลินจวินเจ๋อรับหวีมา จับผมดำยาวนุ่มนิ่มของคนงามมาค่อยๆสางให้อย่างอย่างเบามือ



           มองความตั้งอกตั้งใจของเขาผสมกับคิดถึงเรื่องที่จวิ้นอ๋องลงมือกระทำเพราะอยากเคียงคู่กับคนผู้หนึ่ง ข้าถอนหายใจช้าๆ จะอย่างไรก็คิดว่านี่ไม่คุ้ม แต่ไม่คุ้มในความคิดข้า อาจจะเป็นสิ่งล้ำค่าของคนๆหนึ่ง ข้าลูบปลายนิ้วเรียวงามและเลยไปสัมผัสหยกเกาะสลักของขวัญที่ได้รับจากคนเบื้องหลัง เงยหน้าจากกระจกเห็นใบหน้าหล่อเหลาหวีผมให้อย่างตั้งอกตั้งใจก็นิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง



            ความอบอุ่นสายหนึ่งวาบผ่าน ดวงตาจึงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ข้ามองเขาหวีผมจนพอใจ ก่อนจะเปรยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องที่คุยค้างคากันอยู่ “ท่านเป็นคนบอกฉู่เหวินว่าข้าอาการป่วยกำเริบ?”



            “ใช่” หวีหยกชะงักเล็กน้อย แต่หลินจวินเจ๋อก็พยักหน้า



            “ทำแบบนั้นทำไม”



            “สำหรับข้า ตอนนี้อาการป่วยของเจ้าสำคัญที่สุด”



            “คิดไถ่โทษที่ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหรือ?” เพราะคันปากทนไม่ไหวข้าจึงกัดเขาไปหนึ่งที มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะไม่น่ามองสายหนึ่ง



            “ใช่” หลินจวินเจ๋อเงยหน้ามาสบตาข้าและยอมรับแต่โดยดี “ข้าทราบว่าเขาจะต้องสนใจ ดังนั้นเมื่อตอนที่ไปต้อนรับหน้าประตูเมือง ระหว่างเดินมาจึงเอ่ยปาก ผลคือเขานำมาเป็นประเด็นพูดจาจริงๆ”



            “ไม่คิดบ้างหรือไรว่าฉู่เหวินจะเอามาใช้ประโยชน์?” หลังจากโดนเล่นงานเรื่องลู่ซุนขึ้นมา ข้าก็ไม่กล้าดูถูกองค์ชายเจ็ดคนนั้นอีกแล้ว



            “ข้าทราบว่าเขาจะใช้ แต่ก็ทราบเช่นกันว่าเจ้าจะจัดการได้” หลินจวินเจ๋อสบตาข้าผ่านกระจก ดวงตาคู่นั้นฉายแววกังวลเจือจางขณะขบริมฝีปากเบาๆ “ข้ามองดูเขาก็รู้ คนผู้นั้นชมชอบเจ้ายิ่งนัก แม้เขาคิดนำเรื่องยามาหาประโยชน์ แต่ก็จะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไป”



             “อืม...” คิดตามไปถึงคำพูดและการกระทำขององค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ข้าไม่มีอันใดคัดค้าน ดังนั้นจึงพยักหน้าแต่ก็ยังไม่วายยิ้มแล้วสบตาคมคู่นั้นดั่งเป็นคำถาม “แสดงว่าหากเขาคิดอยากได้ข้าแลกกับยารักษา เพื่อชีวิตข้าก็ไม่เป็นไร?”



            “ข้าหวังว่าเขาจะไม่กระทำตัวต่ำทรามเช่นนั้น” คนฟังกัดฟันกรอดให้ข้าได้ยินครู่หนึ่ง   



            “อย่าได้คาดหวังอันใดกับเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้าไม่คิดเชื่อว่าคนอย่างฉู่เหวินจะทำอะไรโดยไม่มีสิ่งตอบแทน” กล่าวแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ข้าจึงหัวเราะ “แต่หากเขาคิดเอาความดีที่ช่วยหาคนมารักษาข้า แลกกับความผิดที่จับข้าไปเหมือนใครบางคนก็น่าสนใจไม่น้อย”



            “เรื่องแบบนี้ไหนเล---” หลินจวินเจ๋อฟังแล้วตาลุกวาบ เขาอ้าปากจะค้าง หากแต่ก็เงียบไปเมื่อรู้ว่าใครบางคนของข้าหมายถึงตนเอง



            “เป็นอะไร..ทำความดีหักล้างความผิดก็เป็นเรื่องปกติ ท่านเองยังจะเอาเรื่องที่ช่วยข้ามาแลกกับเรื่องที่ตนเองพลั้งปาก..” สบตาคู่คมผ่านดวงตาคู่นั้น หากหลินจวินเจ๋อทำได้เพียงนิ่งเงียบ ข้าจึงระบายยิ้มบาง “ช่วยชีวิตคือช่วยชีวิต เทียบกับพลั้งปากอยากฆ่าคนนับเป็นอะไรได้ ข้าเข้าใจว่าคนเมาปากเปราะย่อมเผยความในใจออกมา ผู้ใดคิดเป็นจริงจังผู้นั้นย่อมเป็นสุกร แต่ตระกูลจ้าวยอมเป็นสุกรชั่วครู่เพื่อลาภยศสรรเสริญในอนาคต นี่เป็นการตัดสินใจของพวกเขา คนลงมือก็ไม่ใช่ท่าน เรื่องเช่นนี้เทียบกับที่ท่านไปช่วยข้าออกจากค่ายไม่ได้หรอก ข้าจึงบอกไปแล้วว่าข้าไม่ได้โกรธอันใด”



             “แต่เจ้า...”



            “ใช่ ข้าไม่เชื่อใจท่าน” ข้าตอบรับอย่างรวดเร็วมากเสียจนหลินจวินเจ๋อมีสีหน้าเจ็บปวด มองตาคู่คมที่พยายามหรุบต่ำปิดบังความรวดร้าว ครู่หนึ่งในใจก็หน่วงหนักขึ้นมา



            “ความเชื่อใจเป็นคนละส่วนกับบุญคุณความดีความแค้น หากอยากให้มันกลับมา ท่านก็มีแต่จะต้องพยายาม ไม่ใช่เอาความดีของตนเองมาหักล้าง นั่นจะมีแต่น่าโมโห”



            “ข้าขอโทษ” บุรุษเบื้องหลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเบายิ่งนัก



            “ไม่เป็นไร ข้าทราบดีว่าท่านรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา”



            ข้าใช่จะไม่เข้าใจวิธีการดิ้นรนเช่นนั้น เสมือนเห็นบางสิ่งที่เคยอยู่ในมือกำลังหลุดหายเพราะความสะเพร่าของตน หลินจวินเจ๋อยอมลดความหึงหวง ลดทิฐิไปบอกเรื่องอาการของข้าแก่ฉู่เหวินเพื่อยาข้า ข้อนี้แสดงว่าเขาร้อนใจแล้วจริงๆ ก็คงยิ่งร้อนกระมังเมื่อเห็นว่าองค์ชายผู้นั้นแปะดวงตาของตัวเองไว้ที่จวิ้นอ๋อง ซ้ำเมื่อได้ตระหนักถึงความแตกต่างของฐานะแล้ว..เจ้าเต่านี่คงพยายามคว้าเอาข้าไว้สุดชีวิต



           เห็นแก่ความพยายามของเขา ข้ามองแสงจันทร์ที่ทอดเข้ามาในห้องแล้วยกมุมปากขึ้นยิ้ม “ข้ามีอะไรจะบอก”



           “อะไรหรือ?” น้ำเสียงของหลินจวินเจ๋อเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง



           “ดวงจันทร์ไกลกว่าที่ท่านคิดได้อีกนะ เพราะข้าเกือบจะได้เป็นองค์ชายคนหนึ่งแล้ว”



           “อาซิ่น...”



           ได้เห็นสีหน้าถูกรังแกของสามีนี่สบายตาดีจริงๆ ข้ายิ้มอย่างพอใจ หัวอกปลอดโปร่งขึ้นเมื่อคิดว่าในหายนะยังมีคนให้พอกลั่นแกล้งเล่นได้บ้าง จากนั้นจึงดึงหวีออกจากมือใหญ่ บุ้ยใบ้ให้คนหยุดแล้วหรี่ตามองหลินจวินเจ๋อที่ทำตนเป็นคนรับใช้ผู้ยืนสงบอยู่เบื้องหลังด้วยสีหน้าอันขอความกรุณาอย่างลึกซึ้ง



          เขาต้องการอะไร? แน่นอนว่าข้าทราบ แต่เตียงของข้าหากจะให้ปีนไปนอนอีกครั้งง่ายๆ คงจะทำให้เคยตัวไปหน่อย



          “เพราะคนของรัชทายาทคงจะจับตาดูอยู่ ข้ายอมให้ท่านนอนด้วยก็ได้ ไหนๆที่เคยบอกว่าร่วมเตียงสองอาทิตย์ยามข้าตกลงเป็นกุนซือ นับดูก็ยังเหลืออีกสองสามวัน” ในการศึกคิดแล้วไม่ได้ใกล้ชิดกันทางกายมากเท่าที่คาด เป็นเพราะข้าถูกจับไปอีกหลายวันเรื่องที่เคยออกปากพูดนั้นนับแล้วจึงยังมีเวลาอยู่ ข้าชี้ไปที่เตียงให้หลินจวินเจ๋อยิ้มกว้าง ทำสีหน้ายินดีอย่างที่สุด ชวนให้ฝ่าเท้าสั่นระริกอีกครา



           “เดี๋ยว” ข้าส่งเสียงเข้ม หยุดสามีที่จะก้าวไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว



           “มีอะไรอีกหรือ” หลินจวินเจ๋อหันมาถามเสียงเบาราวกับแมลงหวี่



           “ต้องถอดทั้งบนทั้งล่างอย่างที่ข้าเคยบอกสิ และนอนเฉยๆด้วยนะ”



           “อาซิ่น...”



           “โอดครวญอะไร ข้ายอมให้คนที่เคยคิดจะฆ่าตัวเองนอนร่วมเตียงก็ดีแค่ไหนแล้ว!



           กล่าวแล้วจึงสะบัดชายเสื้อลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้าไม่สนใจสีหน้ากึ่งร่ำไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออกของสามี กระทำเพียงถอดเสื้อผ้าจนเหลือชุดนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง เห็นสีหน้าจำยอมจำทนของหลินจวินเจ๋อซึ่งค่อยๆเดินไปเป่าเทียนและงับหน้าต่างด้วยความสำราญใจอย่างยิ่ง อะไรจะทรมารเท่ามีเนื้อน่ากินวางยั่วน้ำลายต่อหน้าแต่กินไม่ได้ อะไรจะน่าเจ็บใจเท่าได้แต่มองไม่อาจแตะต้อง ข้อนี้ข้ารู้ดีที่สุดจากการได้แต่นั่งจ้องเงาคนงามอยู่ในกระจก แล้วทำไมจะไม่คิดแบ่งปันประสบการณ์นี้กับสามีไม่รักดีบ้างล่ะ หึ!



 

++++++



แล้วขบวนการกลั่นแกล้งสะมีย์ก็ยังดำเนินต่อไป

/////


เมื่อวานไม่ได้มาเพราะบรีฟปกอยู่จนดึกเลยปั่นไม่ทัน วันนี้เลยมาแบบยาวหน่อย 

ขอแปะรูปปกแรกอวดนะคะ



 


รูปนี้เป็นไกด์สี ร่างคร่าวๆพอให้เห็นว่าจะวาดออกมาแบบไหนและอย่างไรค่ะ เนื่องจากสีน้ำทำแล้วแก้ไม่ได้

 ดังนั้นก่อนจะลงมือวาดรูปจริงลงบนกระดาษ มีการเทสต์ให้ออกมาตรงกับแบบที่ต้องการจึงนับว่าดีที่สุด

และรูปนี้เป็นรูปปกสีน้ำปกแรก ซึ่งจะเน้นตัวฉากและบรรยากาศไม่เน้นคน ปกในอีกปกถึงจะเป็นรูปตลค.ค่ะ 

ถ้าได้แล้วเราจะนำมาอัพเดทกันต่อไปป 


และขายตรงจองนิยายเช่นเดิม

 https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นะยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13773 nanq (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 01:04
    เทียนหยางต้องหยุดประชดบ้างอะ นี่รู้สึกว่าคนที่น่าสงสารที่สุดคือแม่ทัพอยู่ดีไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ เผลอๆจวิ้นอ๋องนั่นแหละแต่งเพราะมีแผนรึป่ะ ฉันสงสารอะเขาอดทนเก่งมากเลยนะโดนแซะทุกตอนก็ไม่เถียง
    #13,773
    0
  2. #13656 DARA T. (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:14
    ถ้าจะให้วิเคราะห์จริงๆนะ จวิ้นอ๋องที่ตายรักพ่อแหละ และเพราะรักจึงได้ขอแต่ง เพราะรู้ว่าพ่อต้องเจอกับอะไรตามแผนการผัวพี่ไท่หยาง (ดูไม่ออกเลยว่าเชียร์ใคร) จวิ้นอ๋องก็คงรักพ่อจนยอมผิดใจกับผัวพี่ไท่หยางมันซะเลย โดนจับไปข่มขู่แล้วก็ยังมิหวั่น เพราะเชื่อว่าการทำแบบนี้คุ้มกว่า คาดว่าผัวพี่ไท่หยางมันต้องสุดจัดนายอำเภอรวมหัวกับปลัดบอกแน่นอน แม่ แม่เชื่อหน่อง แม่ทำได้ไหม ดั้ยมั้ยแม่!
    #13,656
    0
  3. #13655 DARA T. (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:09
    แม่ เลิกพูดทำร้ายจิตใจสักทีแม่! สงสารพ่อบ้าง จะตายแล้วนั่น รู้สึกผิดจนหน้าเ-่ยวหมดแล้วมั้ง ใจเย็นนน
    #13,655
    0
  4. #13568 ununchuahong (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 15:24
    ร้ายกาจ5555
    #13,568
    0
  5. #13439 ploybrf2 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 16:55
    ร้ายมากกกด
    #13,439
    0
  6. #13265 lakkee (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 21:18
    ขอบคุณ
    #13,265
    0
  7. #13027 Rera-Rey (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 03:53
    เอิ่มมมมม อันนี้คือมโนนะ! ..เมื่อเราอ่านมาจนถึงตอนนี้ก็อดมีความคิดเกี่ยวกับเนื้อเรื่องต่อไปไม่ได้ ..ประมาณว่า '..จวินอ๋องนี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้รักท่านแม่ทัพจริงๆ แต่แต่งเพราะต้องการผลลัพธ์บางอย่างจากองค์รัชทายาทและอื่นๆที่จะตามมาหรอกนะ?' อารมณ์แบบในเรื่องนี้นางร้ายที่สุดแล้ว ที่ทำๆมานี่ก็เป็นแผนนาง(อาจสะดุดตรงที่โดนวางยา) ..ไม่รู้สิ ก็เหมือนที่อาซิ่นบอกอ่ะ ..นางเหมือนไม่ใช่คนที่จะยอมขนาดนี้กับแค่รักที่มีแต่ผลเสียรัวๆแบบนี้อ่ะ???????????? ความรู้สึกตอนนี้คือจวินอ๋องนี่ ..หมาป่าห่มหนังแกะป่าวไรงี้เลย!
    #13,027
    0
  8. #12909 มูตี้ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 20:32
    ^_____^
    #12,909
    0
  9. #12256 manabi kaminaga (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 04:34
    เรื่องที่บอกให้เอาความดีมาลบความผิดไปนี่เรารู้สึกว่าคงให้ทำงั้นไม่ได้เหมือนที่เหยียนจื่อซิ่นคิดอ่ะ คือถึงจะค่อยช่วยเหลือปกป้องก็จริงแต่นี่มันคือตอนที่เหยียนจื่อซิ่นมาอยู่ในร่างคนงามแล้วอ่ะ แล้วคือความผิดมันอยู่ที่พลั้งปากพูดไปถึงจะพลั้งปากแต่คนงามก็ตายไปแล้วเหลือแค่ร่างให้เหยียนจื่อซิ่นมาเข้า มันเลยแบบคือเอาความดีที่ค่อยช่วยเหลือมาลบล้างความผิดที่เหมือนฆ่าคนงาม(วิญญาณคนงาม)มันเลยให้ไม่ได้มั้งเราคิดแบบนั้น
    ที่คนงามดูทำตัวน่ารำคาญ บอกจะปล่อยวางแต่ก็ยังมีการแอบกัดอยู่ เราคิดว่าเหมือนสับสนว่า คือเหยียนจื่อซิ่นคิดอยากให้อภัยแต่คือเหยียนจื่อซิ่นก็มาคิดอีกทีว่ามันดีแน่หรอที่จะไปคิดแทนคนงามก็เลยสับสนว่าควรคิดแบบเหยียนจื่อซิ่นหรือคิดแบบคนงามมั้ง เลยอยากปล่อยวางแต่ก็มีแอบกัดเหมือนเป็นนิสัยของเหยียนจื่อซิ่น ประมาณนั้นมั้ง
    #12,256
    0
  10. #8575 KTsung (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 21:26
    กร๊าก พ่อลูกเต่าน่าสงสารจัง อดทนต่อไปนะท่าน คริคริ
    ว่าแต่เรื่องคนงามนี่มีเงื่อนงำจริงๆ ยิ่งเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจ ทำไมอาซิ่นมาอยู่ร่างคนงามด้วยแหะ - -"
    #8,575
    0
  11. #8367 maprang101918 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 07:20
    ไท่หยาง แอบชอบนายเอกของเรารึป่าว? ประมาณพอรู้ว่านายเอกจะสมรสกับคนอื่นก็หึงหวง จับนายเอกขังไว้กับตน ทรมานให้รู้ว่าตนเสียใจแค่ไหน ฆ่าคนรับใช้ ฆ่าองครักษ์เพื่อปิดปากหรือทำให้นายเอกเสียขวัญ...ก็เป็นไปได้...หรืออาจจะเป็นเพราะนายเอกของเราเป็นที่โปรดปราณเลยอิจฉา ตลอดที่ผ่านมาจึงแกล้งสนิทเป็นมิตรไรงี้ แล้วพอรู้ว่าจะแต่งกับพระเอกเพื่ออำนาจงี้ก็ทำร้ายข่มขู่นายเอก..ก็เป็นไปได้
    .
    .
    .....ข้ามเม้นนี้ไป
    .....มโนได้น้ำเน่าเกินไป 555555
    #8,367
    0
  12. #7974 kavasarew (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 00:31
    ตอนเราอ่านช่วงองครักษ์เงา ทำไมเรารู้สึกเดาว่าโรคแพ้ไท่หยางเกิดจากอะไร
    ถ้าเอาองครักษ์มาทรมานฆ่าทีละคนให้คนงามเห็น นางต้องผูกใจเจ็บจนกลัวไม่กล้าตั้งขึ้นอีกแน่ๆ
    แต่ทั้งเรื่องรู้สึกเดาทางไท่หยางยากสุดและ
    บางทีก็ช่วยบางทีก็ฆ่า เอาไงกันแน่พ่อคูณณ
    #7,974
    0
  13. #7967 Past- Zeit (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 22:42
    ในความเป็นจริงเเล้ว องค์รัชทายาท อิจฉาจื่อซิ่นมาตลอดไง เเบบ ฮ่องเต่องค์ก่อน ก็สนใจ หน้าตาก็ดี ไรงี้ เเต่ก็เป็นเพื่อนรักกันมาตลอด
    เเต่ไม่มีใครเคยรู้เลยว่า องค์รัชทายาทอ่ะ แอบชอบท่านเเม่ทัพมาตลอด(!!!!!!!??) ทำให้ พอคนงามไปขอสมรสพระราชทาน เลยเกิดอาการเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด(!!?) เลยทำให้ถูกเรียกไปทำร้ายจิตใจก่อนแต่งงานด้วยประการฉะนี้
    #ถ้าเรื่องเป็นแบบนี้จะพีคมาก55555 ล้อเล่นนะคะ ไม่งั้นองค์รัชทายาทก็จะน่ากลัวเกินไปเเล้ว เสียวสันหลังเเทนจื่อซิ่นเเละเต่าน้อยเลย ติดตามน้าาา
    #7,967
    1
  14. #7965 eeyorepink (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 22:24
    ทั้งขำทั้งสงสาร ถถถ สู้ๆนะเจ้าเต่า!
    #7,965
    0
  15. #7927 newexo (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 14:20
    อ่านตอนนี้แล้วเข้าใจว่าเอาความดีแลกความผิดไม่ได้ ช่วยก็ส่วนช่วย ตอนมานั่งเกาะเก้าอี้ท่านแม่ทัพดูอนาทเหลือเกิน อ้อนวอนไปก็เสียเปล่าค่ะ คนใจแข็งอย่างเหล่าจือ ต้องแสดงให้เห็นเท่านั้น พูดไปก็โดนจิกกัดกลับอย่างเดียวแหละหนาเต่าน้อย คิดได้ช้าก็ยังดีกว่าคิดไม่ได้เลยนะคะ สู้ต่อไป ทีมท่านแม่ทัพไม่เปลี่ยนแปลง ยอมรับว่าลำเอียง วอนอาซิ่นอย่าด่า

    นี่อยากให้ปกแจ็คเก็ทเห็นหน้าคนค่ะ เราว่าคนตัวเล็กไปหน่อย แล้วไรท์พอจะมีธนาคารอื่นไหมคะ นี่ไม่ถนัดโอนไทยพาณิชย์ ถ้ากสิกรพร้อมโอนออก24ชม.เลยค่ะ โอนต่างบัญชีก็เสียดาย25บาท..... วอนไรท์พิจารณาด้วย TT
    #7,927
    0
  16. #7895 ✚ADAM (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 11:16
    อูยย เห็นเม้นล่างดุเดือดกันนาดู แต่นี่ยังไม่รู้สึกอะไร เรื่องของความไว้ใจเสียไปแล้วมันยากจะกลับมาเหมือนเดิมนี่เข้าใจนะ
    เพราะงั้นให้เวลากับการกระทำช่วยเยียวยาเถอะ ส่วนท่านแม่ทัพก็ทำตัวดีๆน้า
    #7,895
    0
  17. #7819 whitepig (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 03:57
    นายเอกเริ่มเยอะไปและ เราว่าปกติฟื้นมาในร่างใครก็ไม่รู้ ก็คงไม่เอาใจไปผูกติดไว้กับความรู้สึกเจ้าของร่างขนาดนั้นมั้ง อยากแรกเลยต้องคิดว่า เฮ้ยจะอยู่รอดต่อไปได้ยังไงยิ่งสถาณการณ์ตอนนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจ แต่นี่คือเริ่มเอาใจตัวเองไปผูกกับคนงามมากไปละ คิดวนอยู่แต่คนงามจะรู้สึกยังไง ปากบอกตัดสินแทนไม่ได้ แต่แบบทั้งจิก ทั้งกัดเลยอ่ะ แล้วเหมือนตอนแก้เผ็ดสามีจะพาเมียน้อยเข้าจวนดูเป็นคนไม่ยอมใครคิดแผนการได้เยอะแยะ แต่พอกับคนอื่นอย่างองค์รัชทายาทดันอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร รอเค้าไล่บี้เอาอย่างเดียว ทั้งๆที่น่าส่งคนออกไปสืบหาเรื่องราวว่าเป็นมายังไงแท้ๆ ต้องเอาตัวรอดก่อนหรือป่าวอ่ะ หาทางหนีทีไล่ด้วย ตัวเองได้เปรียบที่กำลังทรัพย์แท้ๆ



    อินไปหน่อย อิอิ
    #7,819
    0
  18. #7780 THELEnin (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 22:12
    ปากบอกว่าเขารักตัวไปแล้ว แต่พอตอนเขาทำเจ็บตัวกลับบอกไปตั้งความหวังกับหวังอี่เสี้ยก็ได้ แน่ๆ เลยยยย เอาใจๆปไว้ที่ท่านแม่ทัพแล้วแน่ พอจะให้โกรธเกลียดเลยทำไม่ได้
    #7,780
    0
  19. #7751 [Artom] (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 20:04
    ไม่รู้จะเห็นใจใครดี สงสารเห็นใจทั้งคู่
    #7,751
    0
  20. #7665 ศิริรัตน์ ไชยรัตน์ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 15:19
    รออออออ
    #7,665
    0
  21. #7664 doremefaseol (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 14:35
    ท่านแม่ทัพโดนเล่นงานแล้วน่าสงสารจังค่ะ ท่านอ๋อง
    #7,664
    0
  22. #7660 allmysecret (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 12:20
    เราไม่คิดไรมากอ่ะ
    อยากได้ฉากสวีทเยอๆ 555555
    #7,660
    0
  23. #7659 ทามามะ (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 12:09
    ขอบคุนค่า อาซิ่นรักแม่ทัพแล้วละถึงปล่อยวางไม่ลงเนี้ย555
    #7,659
    0
  24. #7657 xxserein (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 10:59
    เอาจริงๆนะ อาซิ่นฟื้นมาในร่างคนที่ตายไปแล้วอะ



    อยู่มาจากตอนแรกแกล้งสามี จนผ่านมาเรื่อยๆ



    หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้สึกผูกพันกันมากขึ้น



    แต่พอมารู้ว่าสามีที่เคยจะแต่งเมียรองเข้าบ้าน



    เคยหลุดความคิดฆ่าตอนเมาให้ว่าที่เมียรองได้รับรู้



    มันเป็นความรู้สึกแบบเหมือนคนที่เราเริ่มรู้สึกดีกับเขายิ่งขึ้น



    มีความผูกพันมากขึ้น จากหลายเหตุการณ์



    เหมือนเขาพาเราขึ้นไปอยู่ที่สูงๆแล้วถีบให้ตกลงมา



    ลองถามตัวเอง ถ้าแต่งงานกับสามี



    ละรู้ว่าสามีเคยพูดเรื่องแบบนี้ให้เมียน้อยฟัง



    ตัวเองเป็นเมียหลวงจะรู้สึกดีหรอ? แอบเสียใจนะ



    ความรู้สึกมันเสียไปแล้วต้องใช้เวลาเยียวยา



    และการแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน



    บางคนไม่พูดแต่เก็บ บางคนตัดปัญหาด้วยการตีจาก



    บางคนให้อภัยทันที



    บางคนพยายามให้อภัยแต่จิกกัดทุกเม็ด



    ซึ่งเราเป็นแบบนั้นอะ



    เข้าใจอาซิ่นนะ เราก็เป็นอะ 555555



    คนแต่งบรรยายความรู้สึกในใจอาซิ่นเยอะ



    บางคนอาจจะลำคานนะ แต่เรานึกถึงตัวเอง



    เคยโกรธ เคยเสียใจมากๆ ในหัวนี้แบบคำด่าเพียบบบ



    พูดออกมาได้แค่หนึ่งส่วนสี่ 555555555555
    #7,657
    0
  25. #7656 PollyisCurious (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 10:57
    ไม่ได้อยู่ทีมไหนเป็นพิเศษนะ แต่เริ่มสงสารลูกเต่าอ่ะ
    อาซิ่นนี่การกระทำสวนทางกับสิ่งที่เคยพูดไว้มากๆ
    ตอนฟังคำจากเหล่าไท่บอกว่าจะปล่อยวาง และก็ดูเหมือนจะทำได้ แต่ยังไม่เห็นปล่อยวางได้เลย 
    แอบคิดเหมือนความเห็นอื่นๆที่ว่า ถ้าลูกเต่าทำอะไรลับหลังตอนเป็นอาซิ่นคนใหม่ก็ว่าไปอย่าง
    แต่นั่นมันเรื่องในอดีตของคนงาม(ที่มีรัชทายาทเข้ามาเกี่ยว) ซึ่งอาซิ่นเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลย 
    จะให้ว่าลูกเต่าฝ่ายเดียวก็เริ่มจะเกินไปซักนิดหนึ่งแล้ว
    จริงอยู่ว่าตอนที่เข้าร่างใหม่ๆ อาซิ่นอาจจะยังไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเท่าตอนนี้
    แต่ถ้ามองนิสัยลูกเต่าตั้งแต่เป็นอาซิ่นคนใหม่ ลูกเต่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ จริงอยู่คนงามน่าสงสาร โดนวางยา
    แต่ถ้าเราจะเอาอดีตของคนงาม มาตัดสินกับลูกเต่าคนปัจจุบัน มันก็ดูไร้เหตุผลเกินไป
    แถมขัดกับนิสัยพื้นเพอาซิ่นเกินไปหรือเปล่า ที่ยังไม่ปล่อยวางขนาดนั้น
    อาซิ่นต้องไม่เยอะนะ  ไม่งั้นจะลำไยแล้ว 555555555555


    #7,656
    1
    • #7656-1 มินมิน (จากตอนที่ 52)
      29 ธันวาคม 2559 / 12:22
      จริง ช่วงนี้เรารำคาญอาซิ่นมาก นึกว่าคิดได้ตั้งแต่ตอนบอกปล่อยวาง

      ที่ไหนได้ เดี๋ยวจิก เดี๋ยวกัด ไม่เห็นปล่อยวางตรงไหนเลย

      ศัตรูอยู่รอบด้าน ก็ยังจิกดัดลูกเต่าไม่เลิก ปากบอกปล่อยวาง พฤติกรรมตรงกันข้าม

      เราว่าอาซิ่นช่วงนี้ลำไยแล้วนะ ไม่ใช่กำลังจะลำไย

      #7656-1