ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 29 : ดวงตาต้องสาปขององค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,712
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 239 ครั้ง
    27 พ.ย. 59

           



          ฐานที่มั่นที่หนึ่งซึ่งบัดนี้กลายเป็นที่ตั้งทัพใหญ่ของเทียนจิ้น ภายในกระโจมของแม่ทัพใหญ่หลินจวินเจ๋อ บนโต๊ะเขียนหนังสือมีร่างบุรุษผู้หนึ่งนั่งอ่านจดหมายอยู่ ร่างเพรียวในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงประกอบด้วยใบหน้างามล้ำสะดุดตาผู้พบเห็น ดวงตาเป็นประกายคู่นั้นเพ่งมองสารส่งข่าวในมือ เจ้าตัวนิ่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับกองกระดาษพลางขมวดคิ้วน้อยๆ คร่ำเคร่งไม่รับรู้ความเป็นไปภายนอก สิ่งที่ปรากฏทำให้ดวงตาของหลินจวินเจ๋อทอประกายลึกล้ำ นิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่คล้ายอยากเก็บภาพที่เห็นไว้ในความทรงจำก่อนจะเดินตรงเข้าไป
          

          “เหล่าไท่ส่งข่าวมาแล้ว” ได้ยินเหมือนมีใครเข้ามา..ข้าหันไปตามเสียงฝีเท้าของคนสวมเกราะ โบกกระดาษมือให้ท่านแม่ทัพใหญ่ซึ่งเดินเข้ามาแล้วยื่นไปให้เจ้าตัวรับ
           

          “ว่าอย่างไรบ้าง” คนนั่งลงข้างๆก้มตัวถอดเกราะเอ่ยปากถามโดยไม่รับจดหมายไปอ่าน เห็นว่าอีกฝ่ายไปตรวจกำลังพลเตรียมการศึกและเพิ่งมาถึงพบเหงื่อเต็มหน้าข้าจึงรินชาหอมให้
          

          “ไม่ใช่” ข้อมูลที่ได้รับน่าปวดหัวกว่าใช่ไม่น้อยข้าจึงยิ่งขมวดคิ้ว จ้องจดหมายในมือพลางถอนใจไปด้วย “ข้าได้แต่สั่งให้ระวัง ตราบใดที่ยังไม่เผยพิรุธ ยากจะจัดการ”
          

          “ยากจัดการหรือไม่อยากจัดการ”
          

          “ท่านจะหาเรื่องข้าหรือ?” ฟังคำพูดไม่ถูกหูแล้วข้าขมวดคิ้วแทบเป็นปมใส่เขา มองคนนิ่งถอดเกราะอย่างไม่พอใจนัก
         

          เหล่าไท่ส่งจดหมายกลับมาแล้วแจ้งว่ามู่เซินไม่ได้ไปไหน ซ้ำแนบด้วยจดหมายจากเส้าไป๋ กล่าวว่าวันนั้นตนเองและเสี่ยวเจี๋ยนั่งดวลหมากอยู่ในร้านกับเถ้าแก่มู่ทั้งวัน ดังนั้นไม่มีทางที่มู่เซินจะเป็นองค์ชายฉู่เหวินคนนั้นไปได้ แต่ความเกี่ยวข้องย่อมต้องมี ข้าเขียนกำชับให้จับตาคนผู้นี้ไว้อย่าได้คลาดสายตา ผลสืบสวนมาเช่นนี้จะให้ข้าทำอะไรได้อีก ไม่เกี่ยวเรื่องเขาคือมู่เซินเสียหน่อย


           ส่วนอีกเรื่องนั้นน่าลำบากใจยิ่งกว่านั้นและต้องพักไว้ก่อน นั่นคือใครเป็นคนเผยเรื่องข้าถูกพิษ วงค้นหาถูกจำกัดแคบลงยิ่งชวนให้คิดหนัก และข้าเองก็ไม่อยากเจอกรณีแบบเสี่ยวเฉียวอีกเป็นครั้งที่สอง


           “ข้าถามเผื่อฮูหยินกลัวกระทบการค้า”


           ข้ามองคนหน้าตึงมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วยิ้มมุมปาก หลินจวินเจ๋อผู้กำลังผลิตทะเลน้ำส้มเพราะเรื่องข้าออกปากจะรับองค์ชายเจ็ดเป็นสาวอุ่นเตียง ยังออกอาการบึ้งต่อไปอย่างไม่นำพาเรื่องที่ข้าบอกว่าเพียงล้อเล่น ซ้ำหงุดหงิดมาถึงตอนนี้ กระทั่งเรื่องมู่เซินยังมองขวาง คนผู้นี้นี่ช่าง…


           “คนจ่ายเงินมาแล้วยังไม่ได้ของ เขาสิต้องร้อนใจ”


             เงินเข้ากระเป๋าแล้วข้าไม่นำพามากนักหรอก มู่เซินเป็นสายลับจริงคิดค้าขายปกปิดจริงข้าก็ยึดเงินยึดร้านเสียเลย แม้บอกว่าค้าขายกับวังจวิ้นอ๋อง ข้าก็ไม่กังวล แต่คนขี้หวงนี่กลับคิดว่าข้าละเว้นเพราะเรื่องเขาหน้าตาเหมือนอาจารย์หวัง ไม่คิดหรือไรว่าสำหรับข้าก็เป็นได้เพียงคนหน้าเหมือน ตัวลอกเลียนแบบเท่านั้น เขาไม่ใช่หวังอี้เสี่ยตัวจริง ข้าไม่ใจอ่อนกับเขาหรอก


            “อีกอย่าง ที่เขาค้าขายด้วยคือร้านที่ท่านลงทุนถ้าเป็นเช่นนี้กำไรอาจลดลงเล็กน้อย ท่านคงต้องใช้เวลาอีกหน่อยจึงจะปลดหนี้สินได้”


           “เป็นหนี้ทั้งชีวิตข้าก็หาได้กังวล” สามีทำหน้าไม่พอใจ ตอบเสียงออกห้วนขณะที่ข้าหัวเราะ


           “ท่านถามเจ้าหนี้อย่างข้าด้วย” ข้าไม่อยากมาตามเก็บเงินเขาทั้งชีวิตที่เหลือ “แต่คิดไปอีกที…ท่านก็ไม่มีเป้าหมายสู่ขอผู้ใดตอนนี้ ช้าไปอีกหน่อยคงไม่เป็นไร”


          “ข้าพลาดวาสนาแล้วนอกจากลี่เซียนก็ไม่มีผู้ใดอีก เป็นเช่นนี้เจ้าไม่พอใจ?” ตาคู่คมวาวมองปราดคล้ายหาเรื่อง ข้าเพียงคลี่ยิ้ม ไม่ตอบคำ เขาสู่ขอแม่นางจ้าวผู้นั้นไม่ได้แล้วเพราะนางเป็นอนุภรรยาของผู้อื่น แต่ใช่ว่าจะสู่ขอสตรีอื่นไม่ได้ แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ถ้ามีเมื่อนั้นหลินจวินเจ๋อคงอยากเร่งปลดหนี้อีก ให้เขารีบๆคืนเงินไปดีกว่า การพูดว่าจะไม่มีใครในอนาคต สำหรับข้าแล้วมันช่างเป็นถ้อยคำอันเลื่อนลอยเกินกว่าจะเชื่อจริงจัง


           “ข้ากล่าวว่าจะไม่รับอนุภรรยาแล้ว เจ้าไม่พอใจหรือ?” หลินจวินเจ๋อถามย้ำ สีหน้าคล้ายรอฟังบางสิ่ง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวาบ หากแต่ข้าหัวเราะ หากพูดว่าไม่เชื่อเขาจะมีสีหน้าตกอกตกใจหรือไม่


           “ท่านอย่าพูดถึงอนาคตที่คาดเดาไม่ได้เลย กล่าวเช่นนี้ระวังเถอะจะเสียใจภายหลัง”


           “ฮูหยิน..”


          “เลิกหน้าบึ้งได้แล้ว ท่านไปหาข่าวมาให้ข้าที” ลุกขึ้นมาบีบแก้มตึงๆของสามีอย่างนึกหมั่นไส้และตัดบทไปในตัว เปลี่ยนเรื่องแล้วข้าก็รีบผละออกก่อนอีกฝ่ายจะดึงลงไปกองบนตัก มองสีหน้าเสียดมเสียดายและอาการไม่ยินยอมที่ปรากฏอยู่ครู่หนึ่งแล้วนึกขันไม่น้อย


           “ข่าวอันใดเล่า”หลินจวินเจ๋อหันไปมองกระดาษบนโต๊ะเขียนหนังสือครู่หนึ่งแล้วหันมามองข้าเงียบๆ


            “ข้าอยากทราบข้อมูลขององค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยน ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ ท่านช่วยรวบรวมให้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องตาของเขา”


            “ตา?” หลินจวินเจ๋อฟังแล้วขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


            “ใช่” สบตาคู่นั้นที่ฉายแววงวยงงแล้วข้ายิ้มออกมา ดวงตาเป็นประกายวาววับ “ขออย่างละเอียดนะท่านพี่ ชนิดว่ารู้ยิ่งกว่าสาวๆข้างเตียงเขาเลยทีเดียว”


             “เพราะเจ้าจะรับเขาเป็นสาวอุ่นเตียงเลยต้องค้นประวัติงั้นรึ” หลินจวินเจ๋อแค่นเสียงฮึในลำคอ คนผู้นี้คงต้องการไล่บี้ข้าเรื่องนี้อย่างไม่เลิกรสจริงๆ มีโอกาสเมื่อใดเป็นต้องหาเรื่องทุกครา


            “ท่านหงุดหงิดเรื่องนี้ทำไม ผู้คนรู้กันทั่วว่าข้าแกล้งข่มเขา ยังจะทำน้ำส้มหกเรี่ยราดอีก”


           “ข้าเพียงแต่..ไม่พอใจ” คนพอโดนไล่เบี้ยเอาจริงๆก็ลดเสียง เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ยิ่งข้าจึงบิดแก้มเขาไปแรงๆอีกครั้ง


           “เช่นนั้นก็จำเอาไว้ ยามท่านบอกจะรับอนุ ข้าก็รู้สึกเช่นนี้” คนงามเสียใจสาหัสกว่าด้วยซ้ำ หวงเทียนหยางน่ะน้ำตาร่วงเพราะเจ้ามาตั้งเท่าไหร่! คิดแล้วข้าจึงลงมือหนักขึ้น


            “ข้ารู้ ข้ารู้” ฝ่ามือหนาประคองฝ่ามือขาวๆเอาไว้แล้วลูบเบาๆหลินจวินเจ๋อส่งสายตาขออภัยโทษมาให้ข้าแล้วรั้งตัวใหัมานั่งตักจนได้ ข้าทรุดตัวลงบนตักของเขา ได้กลิ่นเหงื่อกำจายมาจากอีกฝ่ายจึงบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังเสียที ขณะที่ท่านแม่ทัพใหญ่คลี่ยิ้มเต็มใบหน้าแล้วจูบเข้าให้ที่หลังมือ


            แก้มร้อนฉ่า กำลังอึ้งๆหลินจวินเจ๋อก็กอดไว้พร้อมกระซิบ “ดังนั้นข้าจึงไม่คิดรับอนุภรรยาอีกแล้ว”


          เจ้าเพิ่งคิดได้? เจ้าพูดเพราะเห็นว่าข้าเอ่ยปากรับองค์ชายเจ็ดเป็นสาวอุ่นเตียงงั้นสิ? ข้าดึงมือออกจากมือของเขา ยิ้มน้อยๆพลางลุกขึ้นจากตักอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว


          “ไปหาข้อมูลมาให้ข้าที”


          “อาซิ่น….”


         ข้าไม่ได้มองตาที่คล้ายสุนัขขอความรักของท่านแม่ทัพใหญ่ เพียงเดินไปรุนหลังเขาให้ลุกขึ้นอย่างไม่อยากสานประเด็นเพิ่ม เรื่องคิดรับอนุภรรยาเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุที่ข้าได้มาอยู่ในร่างคนงามด้วยซ้ำ พอมาตอนนี้คนบอกจะไม่ต้องการข้าเลยไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ หลินจวินเจ๋อยังรักจ้าวลี่เซียน ดังนั้นทุกอย่างเป็นไปได้เสมอในอนาคตที่แสนไม่แน่นอน..


          “รีบเข้าเถอะ หากเขาเป็นอย่างที่ข้าคิด คนๆนั้นจะมีจุดอ่อนหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างมากทีเดียว”


            ชีวิตก่อนของเขาเหลียงจื่อซิ่นมีแฟนหนุ่มหลายคน คบๆเลิกๆกันไปเป็นจำนวนไม่น้อย แต่คนที่เขาจำได้ดีเป็นพิเศษหนึ่งในนั้นคืออาเว่ย คนที่บินลัดฟ้าไปทำงานที่ฝรั่งเศส หนุ่มเชื้อสายจีนแท้ๆแต่ดันผิดโผล่มีลูกกะตาเป็นสีฟ้าเข้มจนทำพ่อแม่วิวาทคิดว่าคบชู้กันเกือบเลิกรา ไปๆมาๆหาหมอแล้วจึงสรุปได้ว่ามันเป็นความผิดปกติของยีนส์


            อาเว่ยเล่าให้เขาฟังอย่างขบขันแบบนั้นล่ะ เจ้าตัวออกจะชื่นชอบตาสีแปลกของตัวเองไม่น้อยเพราะมันมีสเน่ห์ อาซิ่นเองก็คิดว่ามีสเน่ห์มันดูสวยเข้ากับใบหน้าอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี แต่ตาสีสวยๆนี่มีปัญหาไม่น้อย เขาค่อนข้างจำได้ดีเพราะยังได้ไปเป็นเพื่อนอาเว่ยหาจักษุแพทย์อยู่บ่อยๆ อีกฝ่ายเป็นโรคตาแพ้แสง อยู่ในที่แจ้งแล้วจะมีปัญหาด้านการมองเห็น ยืนอยู่กลางแดดนานๆภาพจะยิ่งไม่ชัด จุดโฟกัสจะเบลอพร่าไปเรื่อยๆ อาเว่ยมักใส่แว่นกันแดดสีชา คอยบ่นอยู่เรื่อยว่าไม่ถูกกับแดดจ้าเสียจริงๆ


          แล้วถ้าหากองค์ชายเจ็ดคนนั้นประสบปัญหาเดียวกับอาเว่ยล่ะ?


          ข้ายืนอยู่ข้างกายหลินจวินเจ๋อ ที่เดิมคือตำแหน่งกุนซือคอยฟังคำกล่าวของเหล่าแม่ทัพ ยามนี้ไพร่พลคึกคักเตรียมออกศึกกันอีกครั้งแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าขุนศึกมาคิดวางอุบายแผนการรบขั้นต่อไป ข้ากวาดตามองดูขุนศึกทั้งหลาย พบแม่ทัพโม่ที่อาการดีขึ้นพอจะมาออกรบและนั่งฟัง ก่อนจะเห็นแม่ทัพจ้าวผู้ถูกธนูบาดเจ็บหนักแต่ยังรั้นมานั่งประชุมทั้งที่อาการหนัก ในใจนึกนับถือแต่ก็เป็นกังวล พร้อมกันนั้นคิดอะไรได้จึงเอ่ยปากถามขึ้นกลางที่ประชุม


           “พวกท่านคิดอย่างไรกับดวงตาของฉู่เหวินแห่งไห่เยี่ยน” คร้านจะเรียกองค์ชายแล้วข้าจึงโพล่งเรียกชื่อเขาแทนที่ ทำให้ผู้คนที่สนทนากันอยู่มีสีหน้าแปลกใจ


           “ท่านอ๋องหมายความเช่นไร หรือดวงตาต้องสาปขององค์ชายผู้นั้นมีเล่ห์กลใดซ่อนอยู่?” กุนซือซุนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยถาม ข้าฟังแล้วพยักหน้าช้าๆ


          “เรื่องนั้นต้องรบกวนทุกท่านที่เคยปะทะกับเขาช่วยไขข้อข้องใจให้ข้า…”


            ข้าเอ่ยแล้วยิ้มน้อยๆนึกเวทนาองค์ชายฉู่เหวินอยู่บ้าง จากข้อมูลที่ข้าได้รับมา องค์ชายเจ็ดผู้นั้นก่อนถูกกล่าวขานว่าเป็นเทพสงครามเขาคือองค์ชายต้องสาปแห่งไห่เยี่ยน เนื่องจากเกิดมามีดวงตาสีประหลาดซ้ำใบหน้ามีรอยแผลอัปลักษณ์ผู้คนจึงหวาดกลัว ไอ้เรื่องแผลนั้นช่างมันเถิด แต่เรื่องดวงตากล่าวไปก็น่าขันนัก คนอย่างเขาถ้าเกิดในศตวรรษที่20ให้หล่อหน่อยคงเป็นได้ถึงดาราหนัง ความ'พิเศษ'ไม่เหมือนใครช่างน่าสนใจจะตาย แต่ในยุคนี้ผู้คนกลัวความแปลกและแตกต่าง ตาสีฟ้าของเขาจึงกลายเป็นดวงตาต้องสาปไปได้


            แต่ดวงตาคู่นั้น ถ้าเขาเป็นอย่างที่ข้าคิดมันคงเป็นของต้องสาปจริงๆ อย่างน้อยก็สาปให้เป็นจุดอ่อนของเขาที่อาจแพ้สงครามนั่นล่ะ คิดแล้วข้าจึงหันไปมองแม่ทัพจ้าวเงียบๆ


           “แม่ทัพจ้าว ยามท่านประมือกับองค์ชายเจ็ด นั่นเป็นเวลาใด?”


           “เรียนท่านอ๋อง เป็นยามเซิน(15-17น.) “ แม่ทัพจ้าวแม้งวยงงแต่ก็กล่าวตอบแต่โดยดี


          “ขอข้าถามอีกข้อ เช่นนั้นเวลาที่แม่ทัพเหลียงเข้าต่อสู้ก็เป็นยามอิ่ว(17-19 น.) ใช่หรือไม่?”


           “ถูกต้อง”


          “กุนซือซุน ทัพไห่เยี่ยนที่มีองค์ชายเจ็ดเป็นผู้นำทัพบุกฐานที่มั่นที่หกในเวลาใด?”


          “ตอนนั้นที่พวกเราเห็นควันส่งสัญญาณ คือยามซื่อ (09-11 น.) ขอรับ”


          “ท่านแม่ทัพ นับรวมจากห้าปีก่อนที่เคยประมือกัน องค์ชายผู้นั้นไม่เคยสู้กับท่านในเวลาเที่ยงวันใช่หรือไม่?”


          “ใช่” หลินจวินเจ๋อตอบคำตามที่คาดทำให้ข้าพยักหน้าแล้วยิ้มน้อยๆด้วยความพอใจ จึงหันไปสบตาเหล่าแม่ทัพทั้งหลายที่อยู่ในอาการงวยงง


          “จากคำพูดของข้า พวกท่านเห็นสิ่งใด.?”


          “องค์ชายเจ็ดผู้นั้นไม่ออกรบยามแดดแรง หรือยามเที่ยงวัน?” กุนซือซุนยกมือลูบหนวดที่ปลายคางตนเอง กล่าวขึ้นช้าๆ


           “นั้นก็ถูก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด” ข้าไม่หวังให้ใครตอบถูกอยู่แล้ว เพราะองค์ความรู้ของคนในสมัยนี้ไหนเลยจะครอบคลุม พวกเขาเพียงทราบว่าฉู่เหวินมีดวงตาต้องสาปก็เท่านั้น แค่ความรอบคอบของกุนซือซุนกล่าวมาเท่านี้นับว่าดียิ่งแล้ว ดังนั้นข้าจึงรีบกล่าวท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของขุนทัพทั้งหลาย


            “นี่ไม่ใช่นิสัย แต่เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง องค์ชายผู้นั้นที่แท้ปัญหาทางสายตา จุดอ่อนของเขาคือไม่สามารถอยู่ท่ามกลางแสงจ้านานๆได้ สังเกตได้ว่านอกจากพบปะกันยามเที่ยงของวันแลกศีรษะแม่ทัพเหลียง เขาไม่เคยออกนำทัพยามตะวันขึ้นสูง ในวันนั้นกลยุทธ์ของเรามิได้ผิดพลาด เพียงแต่เรามิทราบจุดอ่อนนี้ของเขา ดังนั้นไม่ว่ากระทำเช่นไรฉู่เหวินจึงไม่สวมเกราะออกรบ แต่เมื่อแสงแดดโรยราลง..เขาก็ออกมา”


       กล่าวไปแล้วข้าจึงนึกได้ถึงสาเหตุการตายองแม่ทัพเหลียง ผู้อื่นก็เช่นกันดังนั้นสีหน้าหลายคนต่างก็เเปรเป็นเคร่งเครียดครุ่นคิด หากที่แท้คนอย่างไม่ทัพเหลียงต้องสิ้นชีพเพราะความไม่รู้เช่นนี้นับว่าน่าเสียดาย..


         “ฮ่าๆเช่นนี้นับว่าเราทราบถึงจุดอ่อนของศัตรูแล้วใช่หรือไม่!” เสียงอันดังของแม่ทัพโม่ดังแทรกขึ้นมาในห้วงคิดทำให้ข้าหันไปมองเขา โม่เยี่ยนเฉวียนแม้บาดเจ็บถูกทวนก็ยังคึกคักอักโข คำพูดของเขาทำให้ทุกคนยิ้ม รวมทั้งข้าด้วยเช่นกัน


        “ใช่แล้ว ท่านอ๋องปรีชายิ่งนัก” แม่ทัพเจ้าหันมาประสานมือให้ข้าด้วยมีหน้าสดใสขึ้นพลางตบโต๊ะเบาๆ “คนเป็นเช่นนี้ แม้จุดอ่อนเพียงเล็กน้อยมีหรือจะไม่รู้พลาด พวกท่านเห็นควรว่าใช้แผนใด”


        “โหมบุกช่วงกลางวัน” หลินจวินเจ๋อกล่าวพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมอันเป็นเอกลักษ์ของขุนทัพยามกระหายเลือด “ฉู่เหวินออกมาไม่ได้ ย่อมต้องให้แม่ทัพของตนเองออกศึก เราจะโจมตีเมื่อยามอู่(11น.) พักรบเมื่อถึงยามเซิน(15น.) ตัดหัวแม่ทัพวันละคนสองคนมีหรือจะยาก หากฉู่เหวินคิดโผล่หน้ามา ก็ต่อสู้ยืดเยื้อทอดเวลาออกไปให้มากที่สุด ยิ่งนานคนเสียเปรียบย่อมเป็นมัน”


          “แล้วยังต้องแบ่งผู้คนเฝ้าระวัง คนผู้นั้นอาจโจมตีกลับ แต่เขาจะโจมตีมาเวลาใด ถือว่าค่อนข้างแน่นอน ย่อมไม่ลำบากที่จะคิดแผนรับมือ”


         “ถือเป็นข้อมูลเล็กน้อยแต่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านอ๋องช่างล้ำลึกยิ่งนัก ผู้น้อยขอคารวะ” กุนซือซุนอาศัยจุดที่ผู้คนกำลังปรึกษาแผนการกันอย่างคึกคักมาประสานมือเคารพข้า ฟังแล้วจึงได้แต่หัวเราะและรับคำ


         “กุนซือซุนยกยอเกินไปแล้ว” ถ้าไม่เคยคบหาเป็นแฟนกับอาเว่ย ข้าก็คงไม่รู้ เรื่องนี้ขอยกผลประโยชน์ให้กิ๊กเก่าจริงๆ


         “ข้าน้อยหาได้ยกยอ..แต่ไม่ทราบว่าท่านอ๋องทราบถึงเรื่องตาขององค์ชายเจ็ดผู้นั้นมาจากที่ใดหรือ?”


         “ข้าพอดีเคยอ่านตำราแพทย์เก่าๆแล้วนึกขึ้นได้…”เห็นสายตาใคร่รู้ประหนึ่งจะถามว่ามันคือตำราอะไรแล้วก็ตัดสินใจหัวเราะเบาๆกล่าวรวบรัดอีกครา “เคยมีสหายผู้หนึ่งของข้ามีดวงตาเป็นสีฟ้าเข้มและมีปัญหายามอยู่ที่แจ้งเช่นกัน”


          “เป็นสหายผู้ใดหรือ?”


         ข้ากล่าวไม่ทันจบคำ ก็แว่วเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังพร้อมกลิ่นน้ำส้มฉุนกึก…


          หลินจวินเจ๋อ วุ่นวายเรื่องการรบทัพของเจ้าต่อไป๊!



        หลังจุดอ่อนของฉู่เหวินถูกข้าวิเคราะห์เกิดเป็นแผนการใหม่ ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดียุทธวิธีนี้ได้ผลดังคาดทำให้ทุกคนยิ่งมีความมั่นใจ เทียนจิ้นสามารถตัดหัวแม่ทัพของไห่เยี่ยนได้อีกสามคน แม้จะมีแม่ทัพบาดเจ็บบ้างแต่ก็ไม่มีใครเสียชีวิต แม่ทัพโม่และแม่ทัพจ้าวหายจากอาการบาดเจ็บเข้าร่วมสมรภูมิ ขวัญกำลังใจทหารดียิ่ง กระทั่งฉู่เหวินทราบว่าทางเทียนจิ้นรู้ถึงจุดอ่อนตนคิดเข้าต่อสู้ก็ถูกรุกไล่ ในที่สุดเจ็ดวันต่อมาทัพเทียนจิ้นก็สามารถยึดฐานที่มั่นที่ห้าคืนได้ และรีบขนย้ายกำลังพลมาตั้งเป็นทัพใหญ่เตรียมเผด็จศึกต่อไป


           ฉู่เหวินหันมาโจมตีฐานฐานที่มั่นที่ห้า คิดยึดกลับคืน โดยอาศัยบุกโจมตีกลางคืน และการนั้นเองที่แม่ทัพทุกนายตกลงใช้'กลเมืองร้าง'ตั้งรับกับศัตรู..


++++++++++++


อาเว่ยคนนี้เป็นอดีตกิ๊กอาซิ่นที่ยังอยู่ฝรั่งเศสซึ่งเจ้าตัวบ่นไปตอนบทแรกโน่นนนค่ะ55

วันนี้มาดึกหน่อยแต่ยังทันวันนะ!555//ชาวบ้านรุมตี พาร์ทหน้าท่านอาซิ่นของเราจะได้บู้บ้างแล้ว ็นอย่างไรโปรดติดตาม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 239 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13550 ununchuahong (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 09:44
    กิ๊กหลายคนจนเริ่มงงแล้วคะ อาเว่ย อามู่ ใครอีกกกก ฮาเร็มท่านอ๋อง555
    #13,550
    0
  2. #13470 Vagabond Picha (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 22:37
    ขี้หึงนี่
    #13,470
    0
  3. #13417 ploybrf2 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 15:46
    หึงแรงเต่าน้อยขี้หึง
    #13,417
    0
  4. #13357 พญานก T^T (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:39
    การคบคนเยอะๆก็มีประโยชน์เหมือนกันนะเนี่ย
    #13,357
    0
  5. #13349 Plankton J (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:25
    แฟนเก่าอาซิ่นแต่ละคนนี่มีประโยชน์ในยุคทั้งนั้น
    #13,349
    0
  6. #13094 mommommae (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 22:26
    ขำลูกเต่า พูดถึงชายใดมิได้เลยทีเดียว กลิ่นน้ำส้มฉุนกึก555
    #13,094
    0
  7. #12840 มูตี้ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 20:19
    ^______^
    #12,840
    0
  8. #12428 ningthanaporn (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 19:51
    อาซิ่นช่างเก่งจริงๆ,,.....
    #12,428
    0
  9. #8964 MatteMe (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 16:14
    จำอาเว่ยไม่ได้อ่ะ คนเอเชียตาสีฟ้าคงหล่อแปลกๆ ....ส่วนท่านแม่ทัพนี่สิ ว่ายอมรับกับตัวว่าชอบเค้าแล้วหึงไปทั่ว หึงเรี่ยราดมาก แล้วเมื่อไหร่จะยอมรับกับอาซิ่นสักที รอจบศึกไม่ไหวแล้ว ท่าจะอีกยาว
    #8,964
    0
  10. #7987 YoGurT_Yo^^ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 11:58
    กิ๊กเก่ามีประโยชน์
    #7,987
    0
  11. #7390 Shenoraq (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2559 / 17:23
    บรรดาแฟนเก่าๆของอาซิ่นจะกลับมาอยู่ในอดีตกันหมดทุกคนเลยรึเปล่าคะเนี่ย อมก
    #7,390
    0
  12. #7048 TOEY_KCR (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 19:46
    ความสามารถของนายเอกคือ ผช.แต่ละคนของเเกล้วนเเล้วเเต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เริดจริงๆๆ แต่ระวังสามีเอาน้ำส้มมาสาดนะจ้ะะ5555 คือเเบบอ่านเเล้วเหมือตัวเองจะไปรบจริงๆ ชอบอ่ะะ
    #7,048
    0
  13. #6629 OverOzone (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 10:29
    ช่างรอบรู้อย่างยิ่งอาซิ่น5555
    #6,629
    0
  14. #6246 Mongmong (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 19:28
    ประโยชน์ของฮาเร็มอาซื่อสินะ5555
    #6,246
    0
  15. #6226 Duklass (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 02:02
    มหาสมุทรน้ำส้มแล้วล่ะทั่นแม่ทัพ555555555
    #6,226
    0
  16. #5736 Lili405 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2559 / 06:22
    ทำไมน้ำส้มหกบ๊อยบ่อย55555555
    #5,736
    0
  17. #5703 MEandZERO (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2559 / 01:22
    ประโยชน์ของการมีกิ๊กเยอะ 5555555
    ว่าแต่เดี๋ยวน้ำสมหกตลอดเลยนะคะท่านแม่ทัพพพ ><
    #5,703
    0
  18. #5572 Think_out (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 08:15
    นี่ประโยชน์ของการคบเยอะสินะ 55
    #5,572
    0
  19. #5534 ผู้พิชิตไฟนอล (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 23:09
    มีกิ๊กเก่าเยอะๆก็มีประโยชน์นะเนี่ย 555555
    #5,534
    0
  20. #5407 fairy (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 18:12
    กลเมืองร้างคือไรอ่อ??? ไปหาแปปป
    #5,407
    0
  21. #5101 คนเหงาเข้าใจไหม (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 21:20
    บรรดากิ๊กเก่ายังคงทำให้ท่านแม่ทัพหึง5555
    #5,101
    0
  22. #4969 chanchan123 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 17:57
    นับว่าบรรดากิ๊ก ๆ ของอาซิ่นก้อมีประโยชน์เหมือนกัน 555

    แต่ท่านแม่ทัพ ช่วงนี้ทำน้ำส้มหกบ่อยนะ รู้สึกจะหึงหวงอาซิ่นมาก แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ท่านแม่ทัพเริ่มมีใจให้อาซิ่น อยากให้เทียนหยางอยู่ด้วยจัง สงสารนางรักท่านแม่ทัพมากจนตัวตายยังไม่ได้รับความรักตอบ เฮ้อ
    #4,969
    0
  23. #4339 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 22:31
    แหม...ความกิ๊กเก่าของอาซิ่นช่วยได้เยอะเลย 555
    #4,339
    0
  24. #4291 แกงส้ม (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 14:38
    อาซิ่น สู้ๆนะ
    #4,291
    0
  25. #3681 kwang-p2 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 00:39
    ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นหลินจวินเจ๋อกับโรงงานผลิตน้ำส้มได้มั้ย? //ฮาาาา
    #3,681
    0